การดูจิตโดยปฏิบัติสัมมาสมาธิ ย่อมไม่คิดไปเองว่าจิตเป็นอนัตตา
การปฏิบัติสัมมาสมาธิในพระพุทธศาสนานั้น ทำให้เรารู้จักเรื่องจิตได้ถูกต้องตามความเป็นจริง เพราะว่าเรื่องจิตนั้นเป็นหัวใจหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาของเรา พระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ล้วนทรงสอนแต่เรื่องจิตกับอารมณ์เท่านั้น

จิตกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นที่จิตของตน ในระหว่างการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เช่น กุศลจิต อกุศลจิต สุขใจ ทุกข์ใจ ดีใจ เสียใจ รัก ชอบ ชัง ธรรมารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับจิตของผู้ปฏิบัติทั้งสิ้น เพราะจิตของผู้ปฏิบัตินั้น ต้องรับรู้สภาวธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ที่เกิดขึ้นที่จิตของผู้ปฏิบัติ และดับไปจากจิตของผู้ปฏิบัติ

ผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาอยู่นั้น ล้วนต้องระลึกรู้อยู่ตลอดเวลาของการปฏิบัติธรรมว่า อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดอะไรบ้างได้เกิดขึ้นที่จิตของตนและดับไปจากจิตขอตน เพื่อประคองจิตให้มีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายแหล่เหล่านั้น คำว่าจิตและใจนั้นใช้แทนกันได้ โดยเฉพาะใจเป็นอายตนะหนึ่งในหกของอายตนะภายใน ที่จิตของผู้ปฏิบัติธรรมใช้สำหรับติดต่อกับอารมณ์หรือธรรมารมณ์ทั้งหลาย

ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายทั้งปวง(ทั้งภายนอกและภายใน)หรือธรรมารมณ์ที่กล่าวมานั้น ล้วนเกิดขึ้นที่จิตของตนและดับไปจากจิตของตน ในขณะใด ที่จิตของตนขาดสติ จิตของตนก็จะแสดงอาการของจิตออกมาเพื่อสนองตอบต่ออารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นตลอดเวลาที่เรายังดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้


การที่เราผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาจะรู้จักจิตที่แท้จริงได้ หรือ ที่เรียกว่าการเข้าถึงอธิจิต(จิตอันยิ่ง)ได้นั้น เราต้องเดินตามรอยพระบาทขององค์ศาสดา โดยเริ่มต้นจากการปฏิบัติธรรมคือ "สัมมาสมาธิ" ในอริยมรรคมีองค์แปด เพราะอะไร?


มีผู้สงสัยกันมากมายว่า เพราะอะไรจึงต้องเริ่มต้นจากการนั่งสมาธิก่อนหละ เนื่องจากมองไม่เห็นประโยชน์ที่จะได้รับจากการนั่งปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา เพราะความเคยชิน(กิเลสในกมลสันดาน) ที่ติดกับความง่ายๆ สะดวกสบาย และลัดสั้น การชอบปล่อยความคิดของตนเองให้ล่องลอยไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่ตน รัก ชอบ ชังทั้งหลายที่เข้ามาครอบงำจิตของตน

เมื่อต้องหันกลับมาควบคุมฝึกฝนอบรมจิตของตน ให้อยู่ในกรอบแห่งความคิด(ความคิดที่เป็นกุศลที่ปราศจากกาม)เสียแล้ว จิตก็จะแสดงอาการ ดิ้นรน กวัดแกว่ง กระสับกระส่าย เพื่อจะออกจากกรอบอันดีงามนั้น เนื่องจากความเคยชินของตน กับการปล่อยความคิดให้ล่องลอยเตลิดออกไปกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด รัก ชอบ ชังเหล่านั้นเป็นประจำ ตามที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

ฉะนั้น การฝึกฝนอบรมปฏิบัติธรรม "สัมมาสมาธิ"(จิตตั้งมั่นชอบ) จึงเป็นสิ่งที่เราชาวพุทธควรต้องปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้มีจิตที่สงบตั้งมั่นชอบ(สัมมาสมาธิ) หรือเรียกว่า "อธิจิต" นั่นเอง เป็นจิตที่สงบมีสติสัมปชัญญะคอยกำกับอยู่ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน เป็นจิตที่เป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ และเราก็จะพบตนที่เป็นที่พึ่งที่อาศัยที่แท้จริงได้นั่นเอง เพราะรู้จักอนัตตาธรรมเป็นอย่างดี

ส่วนพวกที่คิดว่าจิตเป็นอนัตตาธรรม เพราะห้ามมันไม่ได้ สั่งมันไม่ได้นั้น ถ้าห้ามมันไม่ได้ สั่งมันไม่ได้จริงแล้ว คงค้นหาคนที่มีจิตใจดีงามไม่ได้อีกเลยใช่หรือไม่? สืบเนื่องมาจากการที่ไม่รู้จักหรือไม่เคยเข้าถึงจิตที่แท้จริง(อธิจิต) และไม่รู้จักอนัตตาธรรมที่ถูกต้องตรงตามพระพุทธวจนะของพระพุทธองค์ที่ทรงตรัสไว้ดีแล้ว

พระองค์ได้ทรงตรัสสั่งสอนพระปัญจวัคคีย์ในอนัตตลักขณสูตร(สูตรที่ว่าด้วยเรื่องอนัตตาโดยเฉพาะ) ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา

ถ้ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้จักได้เป็นอัตตา(ที่พึ่ง)แล้ว
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี้ไม่พึงเป็นเพื่ออาพาธ
และบุคคลพึงได้ใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

ก็เพราะรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็นอนัตตา(พึ่งพาอาศัยไม่ได้)
ฉะนั้น รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จึงเป็นไปเพื่ออาพาธ
และบุคคลย่อมไม่ได้ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า
รูปของเราจงเป็นอย่างนี้เถิด รูปของเราอย่าได้เป็นอย่างนั้นเลย

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เที่ยงหรือไม่เที่ยง?
พระปัญจวัคคีย์ทูลว่า ไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าข้า

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า?
ป. เป็นทุกข์ พระพุทธเจ้าข้า

ภ. ก็สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา
ควรหรือจะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตน(ที่พึ่ง)ของเรา?
ป. ข้อนั้น ไม่ควรเลย พระพุทธเจ้าข้า

เธอทั้งหลายพึงเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น
ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงอย่างนี้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่ของเรา
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่เป็นเรา
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณไม่ใช่ตน(ที่พึ่ง)ของเรา



เมื่อปฏิบัติธรรมและนำมาเทียบเคียงกับพระพุทธพจน์ เราย่อมสรุปความได้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ พึ่งพาอาศัยไม่ได้ เพราะ สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งนั้นพึ่งพาอาศัยไม่ได้(เป็นอนัตตา) ไม่ใช่ตน

แต่จิตที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่ผ่านการฝึกฝนอบรมปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนามาอย่างดีแล้วนั้น จิตของตนย่อมสามารถถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ ๕ ทั้งหลายเหล่านั้นลงได้ และเป็นที่พึ่งให้กับคนๆนั้นได้

เป็นจิตที่สงบมีสติปัญญาคอยกำกับดูแลตลอดเวลาอย่างต่อเนื่องใช่หรือไม่?
ใช่
เป็นจิตที่มีคุณภาพอ่อนควรแก่การงานใช่หรือไม่?
ใช่ มีคุณภาพอ่อนควรแก่การงานอย่างยิ่ง
เป็นจิตที่พึ่งพาอาศัยได้ใช่หรือไม่?
ย่อมต้องพึ่งพาได้อย่างแน่นอน
เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ ๕ ทั้งหลายใช่หรือไม่?
ใช่แน่นอน...(มีพระพุทธพจน์รับรองไว้)

อย่างนี้แล้ว ยังจะให้จิตเป็นอนัตตาธรรม ที่พึ่งพาไม่ได้อีกหรือ?

ถ้าจิตเป็นอนัตตาธรรมจริง ยังจะสร้างสติให้เกิดขึ้นที่จิตได้รึ?
เมื่อจิตของตนไม่เทื่ยง เป็นทุกข์อย่างที่เชื่อๆกันอยู่ ย่อมสร้างสติให้เกิดขึ้นไม่ได้

จิตของตนที่ได้อบรมฝึกฝนมาแล้ว เป็นที่พึ่งพาอาศัยไม่ได้จริงรึ?
ถ้าจิตของตนพึ่งพาอาศัยไม่ได้ จะเสียเวลาไปอบรมฝึกฝนจิตของตนไปทำไม
ในเมื่อเราสามารถสร้างสติให้เกิดขึ้นที่จิตของตนได้ จิตของตนย่อมต้องพึ่งพาอาศัยได้สิ

ห้ามมันไม่ได้อีกรึ?
ก็ถ้าห้ามมันไม่ได้ ก็ฝึกฝนอบรมมันให้มีสติไม่ได้เช่นกันสิ
จิตที่มีสติสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดีแล้ว ย่อมต้องห้ามจิตของตนไม่ให้ประกอบอกุศลกรรมทำชั่วได้

สั่งมันไม่ได้รึ?
แบบนี้ถ้าจิตคิดจะทำร้ายใคร ก็ต้องปล่อยให้จิตมันสั่งร่างกายให้ออกไปเที่ยวทำร้ายคนอื่นๆสิ

คนที่จิตมีสติปัญญาสงบตั้งมั่นไม่หวั่นไหวดีแล้ว สติกำกับอยู่ที่จิต จะปล่อยให้เป็นแบบนั้นหรือ?
ไม่มีทางเป็นไปได้ ดั่งพระพุทธพจน์ที่พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า “จิตที่ปฏิบัติ(สัมมาสมาธิ)ดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้”


ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า จิตที่ปฏิบัติ"สัมมาสมาธิ"มาดีแล้ว ย่อมพึ่งพาอาศัยได้(นำสุขมาให้) ห้ามได้ สั่งได้ดั่งใจหวัง ดังนี้....


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 12 มิถุนายน 2553
Last Update : 19 มกราคม 2558 16:15:56 น.
Counter : 708 Pageviews.

20 comments
  
อนุโมทนาสาธุค่ะ
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.127.165 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:9:06:41 น.
  
สาธุ อนุโมทนาในธรรมทานของคุณธรรมภูตค่ะ

สัทธรรมย่อมไม่ถูกปฏิรูป สำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
ดำเนินตามรอยแห่งองค์สมเด็จพระภควันต์

และรณรงค์ให้มีการปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา
อันเป็นการยังพระสัทธรรมให้ดำรงอยู่สืบไป


ส่วนสัทธรรมปฏิรูปเกิด เพราะไม่ปฏิบัติสติปัฏฐาน ๔
ไม่ปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนา

จึงไม่เคยรู้จักจิตที่แท้จริง รู้จักแต่จิตสังขาร
ซึ่งเป็นอาการของจิต ที่ปรุงแต่งจิตให้เป็นไปตามอารมณ์

จึงเห็นไม่ตรงกับธรรมที่คุณธรรมภูตนำมาแสดง ซึ่งตรงต่อองค์พระประทีปแก้ว

กรรมของสัตว์โลกค่ะ




โดย: ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจ IP: 58.9.99.88 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:9:23:19 น.
  
โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:10:06:27 น.
  
รู้ไหมครับ ว่าคุณปฎิรูปธรรมตลอด ปฎิบัติยังไม่ได้อะไร เดินยังไม่ถูกทาง
ก็ช่างจะสอน สอน หรือพูด มันก็ยังผิด
แล้วก็เผยแพร่ในสิ่งผิด

โดย: ... IP: 125.26.9.86 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:9:03:27 น.

...............................................
คุณ...

คุณกล้าเข้ามาวิจารณ์ แต่ไม่กล้าแสดงตัว เป็นวิสัยของคนแบบไหนกันแน่

คุณจะกล่าวหาใครลอยๆ โดยที่ไม่ชี้ชัดลงไปว่า สัทธรรมปฏิรูป ตรงไหน(เหตุผล)?

กล่าวหาว่าพูดผิด แนะนำผิด ผิดตรงไหน? เดินไม่ถูกทาง ไม่ถูกทางตรงไหน?

ชี้ลงไปชัดๆด้วย ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆแบบที่ทำอยู่

ที่คุณทำอยู่หนะ เป็นเรื่องน่าอายอย่างมาก สำหรับนักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย

ถ้าทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้ เชิญที่อื่นหนะ ที่นี่ไม่ต้อนรับ


ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:10:54:04 น.
  
อนุโมทนาครับ
โดย: นมสิการ วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:13:42:55 น.
  
ก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า จิตที่ปฏิบัติสัมมาสมาธิมาดีแล้ว ย่อมพึ่งพาอาศัยได้ ห้ามได้ สั่งได้ดั่งใจหวัง ดังนี้....

ธรรมภูต

^

อนุโมทนาค่ะ คุณธรรมภูต

จิตที่ปฏิบัติสัมมาสมาธิมาดีแล้ว ย่อมพึ่งพาอาศัยได้ ห้ามได้ สั่งได้ดั่งใจหวัง


โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:16:40:17 น.
  
โดย: นนนี่มาแล้ว วันที่: 13 มิถุนายน 2553 เวลา:9:53:23 น.
  
อนุโมทนาค่ะ

จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้

ปล.มาแจ้งว่าจะอัพเนื้อหาตอนต่อไปแล้วค่ะ
พักนี้ยุ่งๆ กับโลกๆ มากไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้อัพบล๊อกเลยค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 14 มิถุนายน 2553 เวลา:20:35:21 น.
  
สวัสดียามสายค่ะ ท่านธรรมภูต

ขอบคุณสำหรับคำเตือนนะคะ

เช่นกันค่ะ ดูแลสุขภาพด้วยค่ะ

โดย: พ่อระนาด วันที่: 15 มิถุนายน 2553 เวลา:9:24:11 น.
  
ทำไมสอบถามปัญหาธรรมแล้วไม่มีใครตอบ
โดย: ถามค่ะ IP: 118.173.130.216 วันที่: 15 มิถุนายน 2553 เวลา:12:29:29 น.
  

ทำไมสอบถามปัญหาธรรมแล้วไม่มีใครตอบ

โดย: ถามค่ะ IP: 118.173.130.216 15 มิถุนายน 2553 12:29:29 น

^

ถามว่าอะไรคะ ถามไว้ตรงไหนเอ่ย
เท่าที่ตามอ่านมา คุณธรรมภูตไม่มีไม่ตอบนิคะ สงสัยจะไม่เห็นน่ะค่ะ


โดย: สมาชิกผู้ทรงเกียรติ วันที่: 15 มิถุนายน 2553 เวลา:19:22:20 น.
  
ทำไมสอบถามปัญหาธรรมแล้วไม่มีใครตอบ

โดย: ถามค่ะ IP: 118.173.130.216 15 มิถุนายน 2553 12:29:29 น.

...............................................

ดิฉันเริ่มบริกรรมพุทโธ มา 2 คืน แล้วค่ะ พยายามให้จิตแนบแน่นกับคำว่าพุทโธ แรกๆรู้สึกเหนื่อยเหมือนเรากลั้นหายใจ พอทำบ่อยๆในชีวิตประจำวันด้วย ดิฉันทำร้านขายยาค่ะ เวลาว่างไม่มีลูกค้าก็บริกรรมพุทโธไปค่ะ ก็ลืมตาเวลาอยู่ที่ร้าน แต่ทอดตาต่ำๆค่ะ ขอเล่าช่วงนั่งสมาธิ 2 ชั้น แรกๆเมื่อยๆหลังบ้าง น้ำลายเต็มปากบ้าง ตัวไม่นิ่งบ้าง คันในช่องหูบ้างก็พยายามแนบแน่นกับบริกรรม จิตเราอยู่กับพุทโธ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเมื่อยหลัง ว่า ตัวไม่นิ่ง ว่าปวดมันจะไม่รบกวนเรา เมื่อคืนรู้สึกปวดเท้า แต่มีพื้นฐานเคยนั่งสมาธิในการฝึกแนวหนึ่ง ค่ะ ก็เลยมีความอดทนอยู่ค่ะ ขณะรู้สึกปวดเท้า พยายามให้จิตแนบแน่นกับพุทโธ บางครั้งความปวดก็แทรก คือจิตไปที่อาการปวด จึงท่องพุทโธเร็วขึ้น จนบางขณะเสียงเพี้ยนตั้งสติใหม่ พุทโธชัดๆๆช้า ๆ แล้วเร็วขึนอีก วันแรกนั่งสมาธิ 30 นาที วันที่ 2 เพิ่ม 1 ชั่วโมง ตลอดสายเห็นกิเลส ยังเห็นจิตแลบไปคิดบ้างแต่น้อยลงเรื่อยๆๆ แต่ไม่แน่นอนบางขณะก็แลบไปนานนิดหนึ่ง

เท่าที่ดิฉันได้ลองฝึกบริกรรมพุทโธโดยการศึกษาจากเวบ วัดป่าสันติพุทธารามโดยอาศัยอ่านจากการถามปัญหาของผู้ที่ปฏิบัติค่ะ

ทำมา 2 วัน รู้สึกจิตสงบมากขึ้นอยากถามว่า ตัวที่ไปรู้นั่นรู้นี่ คือ จิตหรือไม่ค่ะ ดิฉันเห็นตัวรู้ เวลามันไปที่เสียงค่ะและเห็นมันไปที่อารมณ์ มันไม่ออกไปรับรู้มันก็ไม่ทุกข์ค่ะ ดังนั้น การบริกรรมพุทโธ คือ การทำให้จิต(ตัวรู้)เรารู้อยู่กับพุทโธเป็นการควบคุมจิตให้อยู่ในอำนาจ จิตไม่ออกไปรับรู้ก็ไม่ทุกข์กับสิ่งนั้น จิตจะรู้อยู่ที่ฐาน ที่ชัดเวลาบริกรรมพุทโธ จนมันตั้งมั่นจิตไม่แลบออกไปไหน มันจึงจะ เห็นความลึกซึ้งของจิตเข้าไปอีก
ขอบคุณค่ะ
ตาสว่าง
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.127.165 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:8:26:31 น.
...............................................

คุณตาสว่างครับ

ก่อนอื่นผมต้องขออภัยจริงๆ เป็นความสะเพร่าของผมเองครับ ที่ไม่ดูให้รอบคอบ

ผมขออนุโมทนาในผลการปฏิบัติครับ เป็นการแสดงให้เห็นว่าคุณเป็นคนเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติ

ใหม่ๆที่ลงมือปฏิบัติบริกรรม"พุทโธ" นั้น มักต้องมีอุปสรรคคอยมากั้นความดีแบบนี้เองครับ แต่บางคนก็ไม่เป็นนะครับ

แท้จริงแล้วเป็นการแสดงอาการดิ้นรนของจิตเอง ออกอาการปวดหลัง เมื่อยหลังบ้างหละ คันยิบๆยับๆตามตัวบ้างหละฯลฯ

เท่าที่อ่านข้อความของคุณ คุณเริ่มต้นมาได้ดีมากแล้วนิครับ มีความเพียรและความตั้งใจสูงในการภาวนา"พุทโธ"

ว่างเมื่อไหร่เป็นภาวนา หาน้อยคนที่ทำได้แบบนี้ครับ

การสร้างพฤติกรรมแบบนี้ในเวลาลืมตา จะช่วยส่งผลให้เวลาหลับตานั่งภาวนา

จิตจะรวมตัวและแนบแน่นกับองค์ภาวนาได้เร็วขึ้น ถึงอาจจิตรวมใหญ่ก็ได้นะครับ

ใช่ครับตัวที่ไปรู้นั่นรู้นี่คือจิตครับ

แต่คุณต้องคอยหมั่นสังเกตว่า เวลาจิตไปรู้นั่นรู้นี่แล้วมีอาการของจิตตามมาด้วยหรือไม่

คือเมื่อรู้แล้วมีอาการหวั่นไหวคล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น ก็ดึงจิตให้กลับมารู้อยู่ที่ฐาน(องค์ภาวนา)

แล้วสังเกตดูว่า จิตสงบตัวลงหรือไม่ ถ้าไม่สงบทำให้สงบลงให้ได้ด้วยองค์ภาวนา

ถ้าสงบดีแล้ว อย่าแช่อยู่ในความสงบนานนักนะครับ ต้องออกไปรับรู้อีกเช่นเคยครับ

เพื่อทดสอบจิตว่ายังรู้สึกหวั่นไหวกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดเหล่านั้นอยู่หรือไม่ครับ

ถ้าเอาไม่ลงจริงก็ต้องใช้วิธีของพ่อแม่ครูบาอาจารย์คือ พิจารณาไตรลักษณ์ให้ลงที่อสุภะครับ

ยิ่งคุณบอกว่าได้ฐานแล้ว ยิ่งวิเศษครับ หมั่นฝึกให้ชำนาญในการเข้าออกสมาธิครับ

การภาวนา"พุทโธ"นั้น เป็นการฝึกจิตให้มีกำลังหรืออำนาจในการควบคุมอาการของจิตให้อยู่

โดยไม่แสดงอาการใดๆออกไปครับ ให้รู้อยู่ที่ฐาน(องค์ภาวนา)

การฝึกปฏิบัติภาวนา"พุทโธ" ข้อสำคัญที่สุดเลย ก็คืออย่าใจเร็วด่วนได้ครับ

ไม่ใช่เพียงได้นิดได้หน่อยแล้วเข้าใจว่านั้นเป็นความสำเร็จแล้ว นั่นเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นครับ

ต้องหมั่นฝึกฝนให้ชำนาญจริงๆครับ คือต้องเพียรให้ถึงจุดที่ไม่กลับอีกแล้วนั่นจึงจะถูกครับ

ท่านพระอาจารย์หลวงพ่อสงบ ท่านเองก็สอนได้ค่อยข้างครอบคลุมแล้วนะครับ

ธรรมภูต bhattara98@ฮอตเมล์.com
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 15 มิถุนายน 2553 เวลา:21:09:17 น.
  
ข้อความที่ถามไว้ 2 ข้อความ หายไหนค่ะ
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.129.95 วันที่: 18 มิถุนายน 2553 เวลา:11:19:04 น.
  

โดย: พ่อระนาด วันที่: 19 มิถุนายน 2553 เวลา:13:13:44 น.
  
คุณธรรมภูต เตือนว่า อย่าใจเร็วด่วนได้เกื่อบทุกครั้งค่ะ

เมื่อวานก็เลยฉุกคิดขณะเดินจงกรมค่ะ โดยตั้งเวลาไว้ 1 ชั่วโมง ก่อนๆมันก็รู้สึกว่าเมื่อไหร่มันจะครบชั่วโมงสักที

เมื่อคืนขณะเดินจงกรม เลย ปล่อยจิตสบายๆๆๆ บริกรรมพุทโธ รู้สึกจิตเลิกดิ้นว่า เมื่อไหร่จะครบเวลา

เลยอยากถามว่า ควรวางจิตอย่างไร เพราะทุกคนนั่นแหละปรารถนามรรคผล นิพพาน

ดิฉันเวลาเดินจงกรมจะเดินตามปกติ บางครั้งเร็ว บางครั้งช้าค่ะ เมื่อยมือมากขึ้น ปกติเอามือขวาทับมือซ้าย พอเมื่อยก็เปลี่ยนมือบ้างก็ไม่ผิดใช่ไหมค่ะ

ขอบคุณค่ะ

โดย : ตาสว่าง วันที่: 21 มิถุนายน 2553 เวลา: 5:49:51 น.
...................................
คุณตาสว่างครับ

ที่ต้องเตือนเพราะ ผมเองก็เคยประสบมาในระยะเริ่มต้นเช่นกันครับ เพราะยังไม่รู้วิธีการวางจิตยังไง

การจะให้จิตแนบแน่นกับพุทโธได้นั้น จิตเราต้องรู้อยู่ที่คำบริกรรมอย่างต่อเนื่องใช่มั้ครับ

เมื่อจิตรู้อยู่ที่คำภาวนาอย่างต่อเนื่องได้ โดยไม่แวบออกไปเลย จิตก็จะแนบแน่นกับพุทโธได้เร็วขึ้น

การตั้งความปรารถนามรรคผลไว้นั้น ไม่ผิดหรอกครับ

เพื่อให้เราเกิดความเพียรยิ่งๆขึ้น ไม่ใช่เกิดความอยากที่จะบรรลุมากยิ่งๆขึ้นนิครับ

เหมือนเราเริ่มต้นเดิน เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เราเดินไปเรื่อยๆรู้อยู่ที่การเดินโดยสม่ำเสมอ ก็ถึงจุดหมายเองใช้มั้ยครับ

แต่ถ้าเราเดินไปปรุงแต่งไปว่า เมื่อไหร่จะถึงสักที การเดินของเราก็จะเกิดปัญหาขึ้นใช่มั้ยครับ

ฉะนั้นควรวางจิตที่ให้อยู่ที่รู้(พุทโธ) อย่าให้แวบออกไปอยู่ที่เรื่องราวความรู้สึกนึกคิดจึงจะถูกนะครับ

เมื่อจิตแวบไป ให้หมั่นดึงกลับมาอยู่ที่รู้บ่อยๆ จิตก็จะเริ่มเชื่องลงไปเองครับ ทำตามหน้าที่ ไม่ใช่ทำตามความอยากครับ

ไม่ผิดครับ เปลี่ยนอิริยาบทได้ แต่ควรกำหนดรู้ก่อนที่จะเปลี่ยนครับ เป็นฝึกให้ระลึกรู้ก่อนจะทำอะไรครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 21 มิถุนายน 2553 เวลา:10:32:44 น.
  
ขอบคุณค่ะ
โดย: ตาสว่าง IP: 118.173.128.215 วันที่: 21 มิถุนายน 2553 เวลา:13:01:13 น.
  
แล้วถ้ารู้อยู่กับการก้าวเดินล่ะคะ
คือ เอาจิตไปกำหนดที่การกระทบของเท้า

โดยส่วนตัวจะไม่ถนัดในการเดินจงกรมมากนัก
แต่เคยพยายามหัดเดิน ตอนแรกยากมาก เหมือนจะควบคุมจิตไม่ได้เลย
แต่พอเดินไปๆ เริ่มทำได้ แต่ต้องเอาจิตไประลึกรู้อยู่ที่เท้าแทน

แต่เคยครั้งนึง เดินอยู่นานจนความรู้สึกที่ไปจับที่เท้าหายไป
กลายเป็นรู้เฉยๆ แล้วเหมือนว่าจะเดินได้เองโดยอัตโนมัติค่ะ
แต่ก็ยังไม่ใช่จริตในการเดินจงกรมอยู่ดี คือโดยส่วนตัวจะถูกกับการนั่งมากกว่าเดินค่ะ

ขออนุญาตสอบถามนะคะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:19:39:51 น.
  
แล้วถ้ารู้อยู่กับการก้าวเดินล่ะคะ
คือ เอาจิตไปกำหนดที่การกระทบของเท้า

โดยส่วนตัวจะไม่ถนัดในการเดินจงกรมมากนัก
แต่เคยพยายามหัดเดิน ตอนแรกยากมาก เหมือนจะควบคุมจิตไม่ได้เลย
แต่พอเดินไปๆ เริ่มทำได้ แต่ต้องเอาจิตไประลึกรู้อยู่ที่เท้าแทน

แต่เคยครั้งนึง เดินอยู่นานจนความรู้สึกที่ไปจับที่เท้าหายไป
กลายเป็นรู้เฉยๆ แล้วเหมือนว่าจะเดินได้เองโดยอัตโนมัติค่ะ
แต่ก็ยังไม่ใช่จริตในการเดินจงกรมอยู่ดี คือโดยส่วนตัวจะถูกกับการนั่งมากกว่าเดินค่ะ

ขออนุญาตสอบถามนะคะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 30 มิถุนายน 2553 เวลา:19:39:51 น.
..........................................................
สวัสดีครับคุณปุ๊ก

ขออนุโมทนา ที่คุณปุ๊กหันมาสนใจในอิริยาบทเดินเพิ่มขึ้นครับ

การเดินนั้น มีอานิสงส์ฆหลายอย่างครับ เช่นเป็นการบริหารกาย ช่วยให้การนั่งสมาธิสงบรวดเร็วขึ้น แก้ง่วงได้ฯลฯ

ที่คุณปุ๊กกำหนดระลึกรู้อยู่ที่เท้ากระทบ ถูกแล้วครับ เพราะคุณปุ๊กเองผ่านการปฏิบัติมาได้มาดีแล้วนิครับ

สามารถมาระลึกรู้อยู่ที่การกระทบของเท้า โดยไม่ต้องอาศัยคำบริกรรมมาช่วยก็ได้ครับ

ผมเองก็ใช้วิธีนี้ครับ แต่ไม่ได้อยู่ในรูปแบบ เป็นการระลึกรู้ในขณะเดินไปธุระไหนต่อไหน ที่ไม่ต้องรีบร้อนครับ

ในตอนแรกที่ว่ายากนั้น เพราะคุณปุ๊กเองยังไม่คุ้นเคยกับการหันมาระลึกรู้อยู่ที่อิริยาบทเดินครับ

เมื่อคุ้นเคยแล้ว คุณปุ๊กจะได้เปรียบกว่าคนอื่นตรงที่คุณปุ๊กเองได้ผ่านการนั่งสมาธิภาวนาจนรู้จักจิตที่แท้จริงแล้วครับ

เมื่อหันมาสยใจระลึกรู้ที่การกระทบของเท้า จิตก็จะมาระลึกรู้อยู่ที่การเดินได้อย่างต่อเนื่องครับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:8:03:01 น.
  
ขอบคุณค่ะ คุณธรรมภูติ

ปัจจุบันก็เดินไประลึกรู้ไป ไม่ได้อยู่ในรูปแบบเท่าไหร่นักค่ะ
เพียงแต่มักจะลืมบ่อย ส่งจิตออกนอก
ยังไม่สามารถระลึกรู้ให้เป็นวสีได้น่ะค่ะ

ปล.มาแจ้งว่าลงตอนต่อไปของวิมุตติรัตนมาลี แล้วค่ะ
โดย: พ่อระนาด วันที่: 1 กรกฎาคม 2553 เวลา:19:03:59 น.
  
.......เมื่อจิตไม่ใช่ตนหรือของตน ก็ต้องเป็นอนัตตา คือไม่มีความเป็นตัวตน จิตที่ฝึกดีแล้วคือฝึกให้มันรู้จักตัวเองว่าไม่มีตัวตนเป็นอนัตตา...........

ดังพุทธพจน์ต่อไปนี้.....

..จักขุแลว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน รูปว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน จักขุวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน จักขุสัมผัสว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยก็วางเปล่าจากตนหรือจากของของตน ฯลฯ
...........ใจว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน
.............ธัมมารมณ์ว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน มโนวิญญาณว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน
.......มโนสัมผัสว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน
…ฉะนั้น จึงเรียกว่าโลกว่างเปล่า…..

โดย: จิตไม่เที่ยง IP: 125.27.44.248 วันที่: 14 กันยายน 2553 เวลา:9:47:37 น.
....................................
คุณจิตไม่เที่ยงครับ
คุณพูดมานั้น คุณพูดเพราะคุณเชื่อตามนั้นจริงๆ หรือพูดตามๆกันมาเท่านั้นครับ
คุณเข้าใจคำว่าอนัตตาที่ถูกต้องหรือยังครับ???
คำว่าอนัตตานั้นหมายถึง ไม่ใช่ตัวตน ต่างกับคำว่า ไม่มีตัวตนนะครับ
ต่างกันคนละความหมายเลยครับ
เช่นนายก. ไม่ใช่(อนัตตา)พ่อนายข. ไม่ได้หมายถึงนายข.ไม่มี(นิรัตตา)พ่อใช่มั้ยครับ???

คำว่าไม่มีตัวตน หมายถึงสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริงใช่มั้ยครับ???
ที่คุณบอกว่า "จิตที่ฝึกดีแล้วคือฝึกให้มันรู้จักตัวเองว่าไม่มีตัวตนเป็นอนัตตา"
คุณฝึกให้มันรู้จักตัวเองได้อย่างไรครับ?? ในเมื่อมันไม่มีตัวตนอยู่จริง???
คุณกำลังพูดขัดแย้งกันเองอยู่นะครับ ในเมื่อไม่มีตัวตน คุณเอาอะไรมาฝึกดีครับ???

ที่คุณยกพระพุทธพจน์มานั้น คุณเคยพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงหรือยังครับ???
"จักขุแลว่างเปล่าจากตนหรือจากของของตน"

ผมถามนะครับ จักขุแลว่างเปล่าจากตน ตนในที่นี่คือว่างเปล่าจากขันธ์๕ใช่มั้ยครับ???
แล้วว่างเปล่าจากของของตน ตนในที่นี่ของใครครับ???
อันแรกเราเข้าใจได้ครับว่าตนคือขันธ์๕ ส่วนตนในอันหลังนี้ ตนคือใครครับ???

ตรงกับในอนัตตลักขณสูตรที่มีพระพุทธพจน์ ทรงกล่าวไว้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตนของเราใช่มั้ยครับ???
ก็แสดงว่าที่ใช่ตัวตน(ที่พึ่ง)ของเราต้องมีใช่มั้ยครับ???
ถ้าที่พึ่งไม่มีอยู่จริงแล้ว จะฝึกฝนอบรมจิตให้บริสุทธิ์หมดจดไปเพื่ออะไรใช่มั้ยครับ???

ธรรมภูต

โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 16 กันยายน 2553 เวลา:21:06:20 น.

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์