ดูจิตกันยังไง จึงเห็นว่าจิตเป็นกองทุกข์ไปได้
ที่ต้องพยายามเน้นนักเน้นหนาเรื่อง "จิต" นั้น เพราะในปัจจุบันผู้ที่ศึกษาพระพุทธศาสนารายใหม่ๆ มักเชื่อตามๆ กันมาจาก "ตำราและอาจารย์" โดยไม่เคยพิจารณาว่าสิ่งที่ตนได้ยินได้ฟังมานั้น น่าเชื่อถือหรือไม่ ทั้งๆที่สิ่งที่รู้มา อ่านมา หรือได้ยินได้ฟังมานั้น ขาดเหตุผลไม่น่าเชื่อถือเอาเสียเลย เพียงเพราะเป็นการเชื่อแบบตามๆกันมาเท่านั้น

ซึ่งผิดไปจากหลักกาลามาสูตร ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสไว้ว่า อย่าได้เชื่อเพราะว่า สิ่งที่เชื่ออยู่นั้น เป็นการเชื่อที่เกิดขึ้นแบบตามๆกันมา ๑๐ ประการ โดยไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเสียก่อน

พระองค์ยังทรงตรัสไว้ในท้ายกาลามสูตรว่า อย่าเพิ่งเชื่อทั้ง ๑๐ ประการ ให้ตั้งใจฟัง ศึกษาให้ดีเสียก่อน แล้วนำสิ่งที่รู้และได้ยินได้ฟังมา เอามาสมาทาน ลงมือปฏิบัติให้เห็นตามความเป็นจริง เมื่อลงมือปฏิบัติให้เห็นตามความเป็นจริงได้แล้ว และเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี มีประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ผู้รู้ไม่ติเตียน ค่อยเชื่อก็ยังไม่สายเกินไปหรอก

แต่ในปัจจุบันกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น ชาวพุทธส่วนใหญ่มักเชื่อโดยขาดหลักเหตุผล เพียงเพราะผู้พูดน่าเชื่อถือ หรืออยู่ในฐานะที่ผู้ฟังคิดเองเออเอง ว่าผู้พูดคงไม่โกหกหรอก โดยไม่เคยนำพามาตรวจสอบ สอบสวน เทียบเคียง กับพระพุทธพจน์ (พระสูตรและพระวินัย) หรือกับพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ในสายภาวนากรรมฐานเลย

อย่างเช่น เชื่อไปได้ว่า "จิตเป็นกองทุกข์" หรือ "จิตเป็นตัวทุกข์" ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าจิตตัวมันเองเป็นตัวทุกข์ หรือเป็นกองทุกข์เสียแล้ว จะเป็นการสอนที่ขัดแย้งกับพระพุทธวจนะ เท่ากับเป็นการกล่าวตู่พระพุทธพจน์ดีๆนั่นเอง โอวาทปาฏิโมกข์ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ดีแล้ว ก็จะเสียหายไปด้วย

โอวาทปาฏิโมกข์ ๑ ละชั่ว ๒ ทำดี ๓ ชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง หรือที่เรียกว่า อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา

ถ้าเราลองพิจารณาให้ดี ก็จะพบว่าพระองค์ทรงตรัสถึงเรื่อง "จิต" ล้วนๆ ทั้ง ๓ ข้อเลย ข้อ ๑ การละชั่ว ละกันที่ไหน ถ้าไม่ใช่ละกันที่จิต ข้อ ๒ การทำดี ทำกันที่ไหน ถ้าไม่ใช่ทำดีกันที่จิตอีกนั่นแหละ ในข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ นั้นล้วนมีสอนกันอยู่ในทุกๆศาสนา เช่นเดียวกันกับพระพุทธศาสนาของเรา แต่ในข้อที่ ๓ ชำระจิตให้บริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองนั้น จะมีแต่เฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ซึ่งเทียบเท่ากับ "อริยมรรค" หรือ "อธิจิตสิกขา"

ถ้าจิตเป็นตัวทุกข์ หรือเป็นกองทุกข์เสียเองแล้ว คำว่า อธิจิต เราจะแปลว่ายังไงดีหละ คงต้องแปลว่า จิตเป็นกองทุกข์อันยิ่ง ใช่หรือไม่? เรายังจะชำระจิตไปเพื่ออะไร เมื่อชำระจิตได้แล้ว แทนที่จิตจะสะอาดบริสุทธิ์หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง หลุดพ้นไปได้ หรือกลายเป็นอธิจิต ซึ่งอธิจิตจะนำให้เกิด "อธิปัญญา" ตามมาได้ แต่กลับไม่เห็นเป็นเช่นนั้น

สืบเนื่องจากมีความเชื่อกันไปแล้วว่า จิตเป็นกองทุกข์ หรือเป็นตัวทุกข์ ในเมื่อจิตตัวมันเองเป็นตัวทุกข์ หรือเป็นกองทุกข์ซะแล้ว มันก็ต้องเป็นตัวทุกข์ หรือเป็นกองทุกข์อยู่อย่างนั้นเองวันยังค่ำ จะดัดแปลงแก้ไขใดๆไม่ได้เลย

เพราะความเข้าใจเรื่องจิตผิดไปจากความเป็นจริง เห็นจิตเป็นวิญญาณขันธ์ จึงเข้าใจผิดว่าจิตเป็นกองทุกข์ เพราะวิญญาณขันธ์ เป็นขันธ์หนึ่งในขันธ์ ๕ ถูกจัดไว้เป็นกองทุกข์ นั่นเอง

มีพระบาลีกล่าวไว้ชัดเจน "ปัญจุปาทา นักขันธา ทุกขา อุปาทานขันธ์ ๕ ทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์" ใครที่เป็นผู้เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ หละถ้าไม่ใช่ "จิตของตน"

เรื่องราวต่างๆในโลกที่เกิดขึ้นนั้น ล้วนสืบเนื่องมาจาก การที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่นในรูปวัตถุสิ่งของต่างๆ และอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย เข้ามาเป็นของๆตน(คือจิต) นั่นเอง

เช่น รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์(อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด)ทั้งหลาย ที่รัก ที่ชอบ ฯลฯ จิตก็จะเป็นสุขไปด้วยกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่รักที่ชอบ ฯลฯ ทั้งหลายเหล่านั้นที่เกิดขึ้น แต่ถ้าไม่ชอบใจ ขัดใจ ชิงชัง ฯลฯ จิตก็จะหงุดหงิด เศร้าหมองจนเป็นทุกข์ไปด้วยกับอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายเหล่านั้นที่เกิดขึ้น

เป็นการแสดงให้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าจิตไม่ใช่เป็นกองทุกข์แน่นอน เพราะในบางครั้งบางคราว จิตก็เป็นตัวสุข หรือเป็นกองสุขขึ้นมาได้เช่นกัน

ฉะนั้น จิตไม่ได้เป็นอะไรทั้งสิ้น ที่จิตเป็นสุข หรือจิตเป็นทุกข์ขึ้นมานั้น ล้วนเพราะตัวจิตเองเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ในรูปวัตถุสิ่งของต่างๆและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นว่าเป็นของๆตนนั่นเอง

เมื่อได้ลงมือปฏิบัติสมาธิกรรมฐานภาวนาด้วยความเพียรจนสำเร็จ จิตจะมีสติอย่างต่อเนื่อง (สันตติ) เป็นจิตที่มีคุณภาพ อ่อน ควรแก่การงาน และจิตเองก็จะปฏิเสธ สุข ทุกข์ โสมนัส หรือโทมนัสทั้งหลายในกาลก่อนไปด้วย เพราะปล่อยวาง(ละ) อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดทั้งหลายที่เกิดขึ้น และปล่อยวาง(ละ) ความยึดมั่นถือมั่นที่เกิดขึ้น ณ.ภายในจิตของตนเอง เข้าถึง "อธิจิต"ได้ ดังมีพระพุทธวจนะรับรองไว้ดังนี้

สัตว์ (จิตที่ข้องในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด) ทั้งหลายย่อมเศร้าหมอง
เพราะจิตเศร้าหมอง
สัตว์ (จิตที่ข้องในอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด) ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์
เพราะจิตผ่องแผ้ว


เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลาย พึงพิจารณาจิตของตนเนืองๆว่า
จิตนี้เศร้าหมองด้วย ราคะ โทสะ โมหะ สิ้นกาลนาน

(คัททูลสูตรที่ ๒)

จิต นี้มีมานานแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเริ่มต้นมาจากที่ไหนและจะไปสิ้นสุดเอาเมื่อไร เวียนว่ายอยู่ในสังสารจักรอย่างไม่รู้จักจบสิ้น เบื้องต้นเบื้องปลายไม่ปรากฏ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เงื่อนต้นแห่งอวิชชาย่อมไม่ปรากฏในกาลก่อน แต่นี้อวิชชาไม่มี แต่ภายหลังจึงมี

(อวิชชาสูตร)

(อวิชชาไม่ได้เกิดมีขึ้นก่อนมีจิตแต่ได้เกิดขึ้นที่จิตในภายหลัง ส่วนอวิชชาจะเกิดขึ้นมาแต่ครั้งใด รู้ไม่ได้)

"ปภสฺสรมิทํภิกฺขเว จิตฺตํ,ตญฺจโข อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้มีสภาพประภัสสรผ่องใส แต่ที่เศร้าหมองไปนั้น เพราะมีอุปกิเลสเป็นแขกจรเข้ามาในภายหลัง"


พระพุทธวจนะที่ยกมานี้ พระองค์ได้ทรงตรัสไว้ชัดเจนแล้วว่า จิตจะเศร้าหมองจนเป็นทุกข์ หรือผ่องแผ้วจนเป็นสุขนั้น เกิดจากการที่จิตเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ในรูปวัตถุสิ่งของต่างๆและอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นมา จึงจะจัดเป็นกิเลสที่เป็นแขกจรเข้ามา ณ.ภายในของจิตผู้นั้น

ถ้าจิตของผู้นั้นไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นในรูปวัตถุสิ่งของต่างๆ และอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นมา จะจัดเป็นกิเลสที่เป็นแขกจรของจิตผู้นั้น ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย จิตก็อยู่ส่วนจิตกิเลสก็อยู่ส่วนกิเลส ซึ่งเป็นของคู่โลก

พระพุทธวจนะที่นำมาเสนอนี้ ชัดเจนแจ่มแจ้งโดยไม่ต้องตีความใดๆทั้งสิ้นเลย


เจริญในธรรมทุกๆท่าน
ธรรมภูต





Create Date : 09 มิถุนายน 2553
Last Update : 18 ธันวาคม 2559 22:45:55 น.
Counter : 522 Pageviews.

1 comments
  
ไหมครับ ว่าคุณปฎิรูปธรรมตลอด ปฎิบัติยังไม่ได้อะไร เดินยังไม่ถูกทาง
ก็ช่างจะสอน สอน หรือพูด มันก็ยังผิด
แล้วก็เผยแพร่ในสิ่งผิด
โดย: ... IP: 125.26.9.86 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:9:03:27 น.

ก็ยังเห็นผิดอยู่ดี
โดย: ... IP: 125.26.9.86 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:9:06:30 น.

มิจฉาทิฐิอีกแล้ว
โดย: ... IP: 125.26.9.86 วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:9:05:56 น.

...............................................
คุณ...

คุณกล้าเข้ามาวิจารณ์ แต่ไม่กล้าแสดงตัว เป็นวิสัยของคนแบบไหนกันแน่

คุณจะกล่าวหาใครลอยๆ โดยที่ไม่ชี้ชัดลงไปว่า สัทธรรมปฏิรูป ตรงไหน(เหตุผล)

กล่าวหาว่าพูดผิด แนะนำผิด ผิดตรงไหน เดินไม่ถูกทาง ไม่ถูกทางตรงไหน

ชี้ลงไปชัดๆด้วย ไม่ใช่กล่าวหากันลอยๆแบบที่ทำอยู่

ที่คุณทำอยู่หนะ เป็นเรื่องน่าอายอย่างมาก สำหรับนักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งหลาย

ถ้าทำตัวน่ารังเกียจแบบนี้ เชิญที่อื่นหนะ ที่นี่ไม่ตอนรับ

ธรรมภูต
โดย: ในความฝันของใครสักคน วันที่: 12 มิถุนายน 2553 เวลา:10:58:38 น.

ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต

หน้าแรก Blog ธรรมภูต

youtube ธรรมภูตสนทนาธรรม





Group Blog