ความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา


🌷 ความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา

วันอาทิตย์ที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๔ เป็นวันพระแรม ๘ ค่ำ เดือน ๘ (สองหน)

เจริญสุขสวัสดี ให้พากันตั้งใจฟังธรรมเทศนาเรื่อง หัวใจพระพุทธศาสนา ซึ่งต่อจากวันพระที่แล้ว ในการฟังธรรมเทศนาในเชิงวิชาการนั้น ที่จะให้หายสงสัยกันแบบเด็ดขาด เป็นของที่ทำได้ยาก ยิ่งถ้าไม่มีพื้นฐานในเรื่องพระธรรมคำสอนของพระองค์มาก่อนแล้ว ยิ่งต้องนำกลับมาทบทวน เพื่อให้เกิดความเข้าใจให้กระจ่างยิ่งขึ้นในภายหลัง

🌹 จุดที่ทำให้เกิดความเข้าใจสับสนในพระพุทธศาสนา

กล่าวตามข้อเท็จจริง ต้นเหตุที่ทำให้เกิดความสับสนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในการทำความศึกษาเรื่องธรรมะในพระพุทธศาสนา ก็คือ

๑. การไม่เข้าใจเรื่อง จิต กับ วิญญาณ (อาการของจิต) ประการแรก
๒. การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า อัตตา และ อนัตตา ประการที่สอง


🌹 การไม่เข้าใจเรื่อง จิต กับ วิญญาณ (อาการของจิต)

ในประการแรกนั้น ผู้ศึกษาธรรมะโดยมากมักจะเข้าใจว่า จิตกับวิญญาณเป็นอันเดียวกัน แต่ก็มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ที่เข้าใจว่าจิตกับวิญญาณ มีความหมายแตกต่างกัน ด้วยเหตุดังกล่าวนี้เอง จึงได้กลายเป็นจุดที่ทำให้เกิดความสับสนมืดมัว แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาธรรมะ ในพระพุทธศาสนาในภายหลังเป็นอันมาก

ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้นในภายหลัง ผู้ศึกษาจึงต้องนำพุทธพจน์จากพระสูตรสำคัญๆ เช่น อนัตตลักขณสูตร เป็นต้น มาสอบเทียบเพื่อพิจารณาโดยเฉพาะ จะนำเอาความคิดเห็นของอาจารย์ธรรมะ หรือตำราในภายหลังมาหักล้างไม่ได้

พระสูตรดังกล่าวนี้ พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนพระปัญจวัคคีย์ เรื่อง รูป (อารมณ์) เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ (อาการของจิตอันเนื่องด้วยอารมณ์) ซึ่งสัตว์ทั้งหลายยึดมั่นถือมั่น และหวังจะให้เป็นไปดังใจหมาย, อยู่โดยทั่วกัน

ทรงชี้แจงแสดงให้เห็นว่า แต่ละอย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวร เป็นทุกข์ และไม่อาจบังคับบัญชาให้เป็นไปดังใจหวังได้ จนกระทั่งจิตของพระปัญจวัคคีย์ หลุดพ้นจากการเข้าไปยึดถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อีกต่อไปในที่สุด ซึ่งแสดงว่า จิต ต่างกับ วิญญาณ อย่างชัดเจน

ข้อสังเกตสำหรับการตรวจพิจารณาเรื่อง จิตกับวิญญาณ ซึ่งต่างก็เป็นคำนามเหมือนกันนี้ อีกประการหนึ่ง ก็คือ

พระพุทธองค์ทรงใช้ คำกริยา กับ จิต เมื่อมีความหมายว่า ทรงไว้ซึ่งธาตุรู้ ว่า “วิมุตติ (จิตหลุดพ้น)” บางแห่งก็ใช้ว่า “วิโมกข์ หรือวิโมกขธรรม”

และทรงใช้ คำกริยา กับวิญญาณ เมื่อมีความหมายว่า “รับรู้อารมณ์จนเสียคุณภาพเดิมไปแล้ว” ว่า “นิรุชฌ์” บ้าง “อัสดงค์” บ้าง ซึ่งแปลว่า “ดับ” คือ การรับรู้อารมณ์เรื่องนั้น ดับไปแล้ว

คำกริยา “หลุดพ้น” กับ “ดับ” สองคำนี้ มีความหมายชัดเจนในตัวเองแล้วว่าแตกต่างกัน โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติมอีกแต่ประการใด ดังนั้น จึงชี้ความแตกต่างของคำว่า “จิต กับ วิญญาณ” ได้อีกทางหนึ่ง

พระสูตรที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของคำว่า “จิต กับ วิญญาณ” ใน “นกุลปิตาสูตร” พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า

“ดูก่อนนกุลปิตาคหบดี บุคคลผู้ที่ไม่ได้สดับศึกษา ไม่ได้รับคำแนะนำจากพระอริยะนั้น เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป จิตย่อมปรวนแปรไปด้วย

ส่วนผู้ที่ได้สดับศึกษา ได้รับคำแนะนำจากพระอริยะนั้น เมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ปรวนแปรไป จิตย่อมไม่ปรวนแปรไปด้วย

ดูก่อนท่านคหบดี จงทำความศึกษาว่า จิตนี้จักไม่ปรวนแปรไปตาม รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเถิด”


🌹 การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า อัตตา และ อนัตตา

ประการที่สอง การไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “อนัตตา” เป็นจุดสำคัญอีกจุดหนึ่งในพระพุทธศาสนา ที่ทำให้ผู้ศึกษาธรรมะเข้าใจไขว้เขวอย่างมากมาย

กล่าวโดยความจริงแล้ว คำว่า “อนัตตา” นี้แปลว่า “ไม่ใช่ตัวตน” แต่ส่วนใหญ่ที่ได้ยินกันอยู่ในปัจจุบันนี้ กลับแปลอย่างผิดๆ ว่า “ไม่มีตัวตน” ไปเสีย ทำให้เกิดความเข้าใจผิดขึ้นอย่างมากมายทีเดียว

คำว่า “ไม่ใช่ตัวตน” หมายความว่า ตัวตนที่แท้จริงมีอยู่ แต่กลับหลงไปยึดเอาขันธ์ ๕ ซึ่งไม่ใช่ตัวตน เข้ามาเป็นตัวตนด้วยความเข้าใจผิด เพราะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริง

ส่วนคำว่า “ไม่มีตัวตน” นั้นหมายความว่า “ไม่มีสิ่งใดเลย” ที่มีชีวิตจิตใจ นอกจากก้อนดิน ก้อนอิฐ ก้อนกรวด ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ ซึ่งเป็นวัตถุตามธรรมชาติเท่านั้น ซึ่งเป็นผลให้เข้าใจผิดว่า ไม่มีผู้กระทำกรรม และไม่มีผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ด้วย

ดังที่มักจะได้ยินกันว่า บรรดาธรรมทั้งหลายนั้น มีแต่การกระทำอย่างเดียวเท่านั้น ผู้กระทำหามีไม่ เป็นต้น จัดเป็นนัตถิกทิฐิ ในพระพุทธศาสนานี้ ซึ่งไม่ได้มีความหมายเกี่ยวข้องกับคำว่า “อนัตตา” แต่ประการใดเลย

สำหรับคำว่า “อัตตา” นั้น เป็นสภาพธรรมที่อยู่ตรงกันข้าม กับคำว่า “อนัตตา” และมีปรากฏเป็นพุทธพจน์อย่างมากมายหลายแห่งเสียด้วย

🌹 เงื่อนไขในการบัญญัติคำว่า อัตตา และ อนัตตา ในพระพุทธศาสนา

มีพุทธพจน์ตรัสไว้ในอนัตตลักขณสูตร ดังนี้ “รูปญฺจ หิทํ ภิกฺขเว อตฺตา อภวิสฺส นยิทํ รูปํ อาพาธาย สงฺวตฺเตยฺย” แปลว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้ารูปนี้เป็นอัตตาแล้ว รูปนี้ก็ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย”

พุทธพจน์ข้อนี้ได้แสดงไว้อย่างชัดเจนรวม ๒ นัย คือ

สิ่งใดที่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็นอนัตตา อันได้แก่ รูป (ทั้งนี้ทรงสอนรวมทั้ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ด้วย) นัยหนึ่ง

และสิ่งใดที่ไม่เป็นไปเพื่อความเจ็บไข้ได้ป่วย ทรงจัดว่าเป็นอัตตา อันได้แก่ จิตผู้รู้ชั้นพุทโธ ซึ่งไม่พลอยหวั่นไหวไปตามอารมณ์ที่เข้ามากระทบ อีกนัยหนึ่ง

ผู้ที่ศึกษาธรรมะยังไม่เข้าใจสภาพของจิตผู้รู้ ชั้นพุทโธ ซึ่งตั้งมั่นไม่หวั่นไหวนี้ จึงเหมาเอาเองว่าพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงสอนเรื่องอัตตา

🌹 ตัวอย่างเรื่องอนัตตา ที่สอนกันอย่างผิดๆ ในปัจจุบัน

ตามธรรมดาแล้ว ธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศสั่งสอนพุทธบริษัท ๔ แล้วนั้น ย่อมเป็นสัจธรรมที่มีเหตุมีผลสอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งหลาย ไม่มีขัดแย้งซึ่งกันและกันเลย

ดังนั้น ธรรมะข้อใดที่สอนถ่ายทอดต่อๆ กันมา โดยไม่สอบเทียบกับหลักของเหตุผล ธรรมะข้อนั้นย่อมสะดุดความรู้สึกของผู้ที่รับถ่ายทอด ว่าขาดเหตุผลทันที ถึงแม้จะไม่รู้ในขณะนั้น ก็จะต้องมีผู้พบเห็นในภายหลัง และจะต้องถูกปฏิเสธทันทีเช่นเดียวกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่กล่าวยืนยันสอนเรื่อง อนัตตาผิดๆ ว่าไม่มีตัวตนนั้น จึงกระทำไป เพราะไม่รู้จักตัวตน แต่กล่าวออกมาเช่นนี้ เพราะเรียนท่องจำมาอย่างแน่นสนิท ซึ่งจะต้องได้รับการปฏิเสธจากอนุชนในภายหลังอย่างไม่มีปัญหา

โปรดดูตัวอย่าง การสอนเรื่องไม่มีตัวตน เท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ดังต่อไปนี้คือ “ในที่สุดแห่งการบรรยายธรรมเรื่อง อนัตตา นี้ พอสรุปได้ว่า การทำความเห็นว่าไม่มีตัวตนนั้น เป็นสิ่งที่ดี เราจะได้รับผลอันน่าพึงพอใจ ตนั่นแหละจะมีความสุขทุกทิพาราตรีกาล อาตมาจึงขอยุติการบรรยายเรื่องไม่มีตัวตนไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้”

การบรรยายธรรมะเช่นนี้ ย่อมฟังยากฟังเย็นเสียเหลือเกิน พูดวกวนเป็นน้ำในอ่าง เหมือนลวงคนเล่นต่อหน้าต่อตา เพราะพูดว่า ตัวตนเราเขา ไม่มีไปแล้ว ก็กลับพูดวนมาหาตน หาเรา หาอาตมา ให้มีความสุขเข้าอีกจนได้ จนกลายเป็นเรื่องขัดแย้งกันเองขึ้นมา เพราะหยอดท้ายคำบรรยายว่าอาตมาขอยุติการบรรยายเรื่องไม่มีตัวตนไว้เพียงเท่านี้ ?

ทั้งนี้ย่อมแสดงว่าได้บรรยายธรรมะสืบต่อกันมาโดยไม่ถูกต้อง จนบางทีถึงกับอบรมให้เกลียดตัวเกลียดตนกัน เพราะไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงซึ่งมีอยู่จริงๆ ก็มี พอทักท้วงเข้าก็แก้ตัวอุตลุดไม่ยอมรับว่ามีตัวตน แต่กลับยิ่งกล่าวบิดเบือนเถลไถลว่า “อัตตา” (ตัวตน) เป็นแต่เพียงคำสมมุติบัญญัติ ซึ่งความจริงแล้วไม่มีอะไร ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ อย่างว่าแล้ว ก็ย่อมสมมุติบัญญัติคำว่า “อัตตา” ออกมาไม่ได้เลย

🌹 ผลของการสอนผิดๆ ว่าไม่มีตัวตน

ผู้ที่เริ่มศึกษาธรรมะใหม่ๆ มักพลอยเชื่อตามผู้ที่สอนผิดๆ ว่า อนัตตาแปลว่าไม่มีตัวตน ด้วยคิดว่าเป็นคำสอนที่ถูกต้อง เพราะยังมีความรู้ไม่กว้างขวางพอและขาดประสบการณ์อยู่ จึงพากันกลัวนักกลัวหนาว่าจะมีตัวตน ถ้าใครพูดเรื่องตัวตนขึ้นมา ก็ตั้งข้อหาว่าเป็นมิจฉาทิฐิให้ทันที จึงท่องจำคำ อนัตตา (ไม่มีตัวตน) ไว้จนขึ้นใจ พอพูดถึงเรื่องอะไร หรือแลเห็นอะไรสักหน่อย ก็ชิงบอกด้วยอำนาจสัญญาที่ได้ท่องจำไว้ว่า “ไม่มีตัวตน” ทันที

เช่น บอกว่า ไม่มีสัตว์ – บุคคล – ตัวตน – เรา – เขา มรรค ๘ นั้นก็สักแต่ว่าเป็นทางเดิน แต่ไม่มีผู้เดิน ส่วนนิพพานนั้น ก็สักแต่ว่าเป็นนิพพาน แต่ผู้ถึงนิพพานไม่มี จึงทำให้เข้าใจเลยออกไปได้ว่า มีแต่การตีกันหัวแตกเท่านั้น แต่ผู้ตีไม่มี ดังนี้เป็นต้น

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสกับพระอานนท์ซึ่งเป็นพระอริยะชั้นโสดาบัน ว่าดังนี้ “ตสฺมา ตีหานนฺท อตฺตทีปา วิหรถ อตฺตสรณา อนญฺญสรณา” แปลว่า “ด้วยเหตุนี้แหละอานนท์ เธอจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง”

ทั้งนี้แสดงว่า พระองค์ทรงสอนเรื่อง ตัวตน ถ้าไม่มีตัวตนจริงๆ ดังที่สอนกันอยู่ในปัจจุบันนี้แล้ว พระองค์ย่อมนำมาตรัสสอนพระอานนท์ไม่ได้เลย

พระพุทธองค์ทรงปฏิเสธ รูปนาม (อารมณ์และอาการของจิตที่เนื่องด้วยอารมณ์) ว่าไม่ใช่ตัวตน ไม่ควรยึดถือสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นอัตตาตัวตนที่เที่ยงแท้ถาวร ถ้าหากปล่อยวางเสียได้ จิตก็จะบรรลุเข้าสู่สภาพธรรมที่ปลอดโปร่ง เป็นอิสระ เป็นที่พึ่งอันเที่ยงแท้ถาวรอย่างแท้จริง

มีพระบาลีในปัณฑิตวัคคแห่งพระธรรมบทกล่าวไว้ ดังนี้คือ “ปริโยทเปยฺย อตฺตานํ จิตฺตกฺกิเลเสหิ ปณฺฑิโต” แปลว่า “บัณฑิตพึงชำระตนคือจิต ให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลส”

แสดงว่า จิตที่บริสุทธิ์นี้ คือ ตน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกมาสอนพระอานนท์ดังกล่าวแล้วข้างต้นนี้ ดังนั้นคำสอนที่ว่า ไม่มีตัวตน จึงย่อมขัดแย้งกับพุทธพจน์ข้อนี้อย่างไม่มีปัญหา

ความจริงนั้นคำสอนเรื่องไม่มีตัวตน เป็นคำสอนของปริพาชก จำพวก นัตถิกทิฐิ ซึ่งอยู่นอกศาสนาพุทธนี้ ที่ทำให้ผู้ฟังธรรมะเข้าใจผิดว่าตายแล้วก็พินาศดับสูญหมด ไม่มีตัวตนที่จะรับผลของกรรมดี กรรมชั่ว

ดังนั้น ผู้ที่เข้าใจว่าไม่มีตัวตน จึงปฏิเสธความเวียนว่ายตายเกิด และไม่เชื่อว่ามีชีวิตในปรโลกอีกต่อไป คือ มีทิฐิว่าตายแล้วสูญ

เมื่อมีทิฐิเกิดขึ้นเช่นนี้แก่ผู้ใด ผู้นั้นก็ย่อมไม่ละอายและไม่เกรงกลัวต่อผลบาปกรรม จึงมักพากันทำงานและใช้ชีวิตโดยไม่คำนึงถึงศีลธรรม คิดแต่จะกอบโกยผลประโยชน์แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครจะประสบความเดือดร้อนยุ่งยากก็ช่าง สังคมทั้งหลายก็ย่อมประสบปัญหายุ่งยากร่วมกัน ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม ไม่ช่วยกันคิดแก้ไขปัญหายุ่งยากดังกล่าวนี้ เพราะถือว่าธุระไม่ใช่ของตัว สังคมก็ยิ่งยุ่งยากจมลึกลงไปอีก

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าคำสอนที่แปลคำ “อนัตตา” ผิดว่า “ไม่มีตัวตน” นี้ จึงมีพิษมีภัยแก่ความสงบสุขของสังคมนี้ฝ่ายเดียว ถ้าไม่ศึกษาให้ดีก็จะไม่เห็นว่ามีพิษมีภัยอะไร

สรุปความให้ชัดที่สุดแล้ว ตัวตน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำมาสอน ก็คือ จิตที่ได้ชำระให้บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสแล้ว ถ้ายังไม่ได้ชำระจิตให้บริสุทธิ์ เนื่องจากถูกอารมณ์ปรุงแต่งอยู่ จิตนั้นก็ยังไม่ใช่สภาพเดิมของตัวตน และเป็นทุกข์ตลอดไป หมายความว่า จิตสังขารไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง

🌹 ตัวอย่างการสอนเรื่อง อนัตตา ผิดอีกแบบหนึ่ง

เท่าที่เป็นอยู่ ยังมีอาจารย์ธรรมะอีกหลายท่านเหมือนกัน ที่สอนว่า “อนัตตา” นี้แปลว่า “ไม่ใช่ตัวตน” โดยอ้างพระบาลีว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งปวงไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น ที่ใช่ตัวตน จึงไม่มี เพราะไม่เห็นมีอะไรอย่างอื่นที่อยู่นอกเหนือไปจากขันธ์ ๕ ซึ่งล้วนแต่บังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังไม่ได้เลย ชีวิตซึ่งประกอบด้วยร่างกายและจิตใจนี้ ก็ต้องแตกทำลายหายสูญไปหมดสิ้น ไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสักชิ้น

ดังนั้น จึงต้องถูกปฏิเสธด้วยคำว่า อนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) เพราะบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังไม่ได้ ทั้งสองอย่างไปด้วย โดยไม่เข้าใจและขาดการปฏิบัติธรรมเพื่อทดสอบ ให้รู้เรื่องราวของจิตใจตามความเป็นจริงมาก่อน จึงปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็น อนัตตา โดยการท่องจำพระบาลี สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา เท่านั้น

🌹 หลักเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าสิ่งใดเป็นอัตตาและสิ่งใดเป็นอนัตตา

กล่าวตามข้อเท็จจริงแล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงแต่ทรงปฏิเสธรูปนาม หรือ ขันธ์ ๕ ว่า “ขันธ์ ๕ ไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ขันธ์ ๕ และ ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ตัวตนของเรา” ดังปรากฏชัดอยู่ในอนัตตลักขณสูตรนั้น

ดังนั้น ถ้าไม่หลงผิด ยึดเอารูปนามหรือขันธ์ ๕ ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องด้วยมีอารมณ์มากระทบจิตว่าเป็นอัตตาตัวตนแล้ว ก็จัดว่าเป็นสัมมาทิฐิ ในพระพุทธศาสนานี้ เพราะว่า รูปนาม หรือขันธ์ ๕ นั้น เป็นอนัตตา (ไม่ใช่ตัวตน) ซึ่งเกิดจากสิ่งภายนอก

ด้วยเหตุนี้ การเชื่อว่า มีสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา จึงเป็นสัมมาทิฐิ ถ้าไม่เอารูปนามหรือขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน

ในตอนท้ายพระสูตรดังกล่าว ได้สรุปความลงว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคย์ตรัสเรื่องราวนี้จบลง “จิตของพระปัญจวัคคีย์ ก็หลุดพ้นจากอุปาทาน ที่ทำให้เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕” ทั้งนี้แสดงว่า บุคคลที่เข้าไปยึดถือขันธ์ ๕ และปล่อยวางขันธ์ ๕ เสียได้ในที่สุดนั้น ก็คือ “จิต” นั่นเอง ซึ่งย่อมเห็นได้ชัดเจนที่สุดว่า จิต กับ ขันธ์ ๕ นั้นเป็นคนละอย่างกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกัน

อุปมาดัง “คน” ที่เข้าไปยึดถืออาศัย “บ้าน” อยู่ คนย่อมไม่ใช่บ้าน และบ้านย่อมไม่ใช่คน ข้อนี้ฉันใด “จิต” กับ “ขันธ์ ๕” ก็ฉันนั้น

ดังนั้น จึงแยกกล่าวให้ละเอียดได้ว่า
รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่จิต
แต่จิตเป็นผู้รู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มาเกิดขึ้นที่จิต แล้วก็ดับไปจากจิต

ในบรรดาพระสูตรสำคัญๆ ทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสปฏิเสธ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่าเป็นอนัตตา ดังปรากฏในพระบาลีว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” แปลว่า “ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา” แต่ยังไม่ปรากฏชัดๆ สักแห่งว่าได้ทรงปฏิเสธว่าจิตเป็นอนัตตาด้วย

อนึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า นักศึกษาธรรมะอีกไม่น้อย ที่ท่องจำพระบาลีนี้ไว้สำหรับตีความเอง โดยรวมเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ วิราคจิต พระนิพพาน ซึ่งเป็นหลักธรรมอันเป็นที่พึ่งสำคัญในพระศาสนานี้ ให้เป็นอนัตตาไปด้วย เช่นเดียวกับขันธ์ ๕ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้

จึงทำให้เกิดความสับสนแก่ผู้ที่ศึกษาธรรมะว่า ในพระพุทธศาสนามีแต่สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น ที่ใช่ไม่มีเลยหรือ???

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ก็จำเป็นต้องใช้พุทธพจน์สำหรับพิจารณาตัดสินปัญหา เพื่อมิให้เกิดความผิดพลาดที่เอาความคิดเห็นของตัวเองเข้าไปใส่ ดังต่อไปนี้คือ

พระพุทธองค์ได้ตรัสถามพระปัญจวัคคีย์ว่า “ยมฺปนานิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ กลฺลํ นุ ตํ สมนุปสฺสิตุํ เอตํ มม เอโส หมสฺสมิ เอโส เม อตฺตาติ” แปลว่า “สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามเห็นสิ่งนั้นว่า นั่นเป็นเรา เราเป็นสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นตัวตนของเรา”

พระปัญจวัคคีย์กราบทูลตอบว่า “ไม่ควรเห็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า”

ทั้งนี้หมายความว่า สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความปรวนแปรไปเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมเป็นอนัตตา และโดยกลับกัน สิ่งใดเที่ยง ไม่มีทุกข์ ไม่ปรวนแปรเป็นอย่างอื่น สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอัตตาในพระศาสนานี้

หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สิ่งใดสามารถบังคับบัญชาให้เป็นอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นย่อมเป็นอัตตา และ สิ่งใดไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังได้ สิ่งนั้นก็ย่อมเป็นอนัตตา

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระนิพพาน ได้แก่ จิตที่ได้ฝึกฝน บังคับ ชำระให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นวิราคจิต เป็นอมตธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ที่เดียวกัน และแยกจากกันไม่ได้ เพียงแต่สมมุติเรียกชื่อแตกต่างกันโดยคำพูด เท่านั้น

มีพระบาลียืนยันไว้ชัดเจนดังนี้คือ “อตฺตา นาม จิตฺตํ สกโล วา อตฺตภาโว” แปลว่า “จิตนี้แหละได้ชื่อว่าเป็นอัตตา แต่ว่าได้ยึดเอาสกลกายนี้เป็นอัตภาพไปด้วย”

🌹 ขอบเขตของการบังคับบัญชาร่างกายให้เป็นไปอย่างใจหวัง

ตามธรรมดา อัตภาพร่างกายซึ่งรวมอยู่กับจิตใจนี้เป็นสังขารธรรม จึงจัดเป็นอนัตตา คือไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปอย่างใจหวังได้ ต้องปรวนแปรเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา

โดยเฉพาะรูปร่างกายนี้เป็นธรรมฝ่ายกลางๆ ไม่ดีไม่ชั่ว แต่อยู่ในอำนาจของจิต หมายความว่า จิตสามารถบังคับบัญชาใช้สอยร่างกายนี้ ให้ทำงานต่างๆ อันมิใช่สิ่งนอกเหนือคติธรรมดา ตามประสงค์ได้

โดยเฉพาะในแง่ของธรรมะ จิตย่อมบังคับบัญชาร่างกายไม่ให้ไปก่อกรรมทำชั่วได้ เช่นบังคับไม่ให้ถือศาสตราวุธไปทำร้ายผู้อื่น บังคับให้ทำความดี เป็นต้น สรุปแล้วสามารถกล่าวได้ว่า จิตบังคับบัญชาร่างกายให้ทำงานต่างๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา ในเมื่อร่างกายอยู่ในสภาพปรกติ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

ถึงแม้ว่าการระวังรักษาทางแพทย์ ก็ย่อมหมายความว่า ต้องคอยควบคุมร่างกายที่กำลังเจ็บป่วยอยู่ ให้กลับคืนเข้าสู่สภาพปรกติ ด้วยอำนาจของยาเหมือนกัน จะว่าบังคับบัญชาร่างกายไม่ได้โดยประการทั้งปวงนั้น ย่อมไม่ได้

ความหมายที่ว่า บังคับบัญชาร่างกายให้เป็นไปอย่างใจหวังไม่ได้ ตามที่ปรากฏอยู่ในอนัตตลักขณสูตรนั้น หมายแต่เพียงบังคับบัญชาไม่ได้ ในส่วนที่เกี่ยวกับความเก่าแก่คร่ำคร่า ที่เป็นไปตามกาลเวลาที่ล่วงไปเท่านั้น เมื่อถึงเวลาแตกดับ ก็ต้องแตกดับไปเป็นธรรมดา

ดังนั้น จึงไม่ได้หมายความว่า บังคับบัญชาร่างกายในเรื่องการใช้งานไม่ได้ เหมือนดังที่ท่องจำตามๆ กันมาว่า อะไรๆ ก็เป็น สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา บังคับบัญชาไม่ได้ทั้งนั้น แต่ประการใด

ผู้ที่เรียนธรรมะโดยวิธีท่องจำตามๆ กันมาเช่นนี้ว่า อะไรๆ ก็ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ทั้งนั้น ที่ใช่ตัวตนไม่มีนั้น

อุปมาเหมือนดังผู้ที่ถูกเสี้ยมสอนให้ท่อง และเห็นว่า ธนบัตรที่มีอยู่ในท้องพระคลังทั้งหมด ไม่ใช่ธนบัตรดี (ปลอม) ทุกฉบับ รวมทั้งที่อยู่ในกระเป๋าตนเอง ก็ไม่ใช่ธนบัตรดี ไม่ว่าจะเห็นธนบัตรฉบับไหน สัญญาที่เกิดจากการท่องจำมา ก็ชิงทำหน้าที่พูดออกมาทันทีว่า ไม่ใช่ธนบัตรดีทั้งนั้น

ความรู้ที่เกิดจากถูกเสี้ยมสอนเช่นนี้ ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องและขาดหลักวิชาการอย่างยิ่ง

ถ้าหากเริ่มสอนให้รู้จักรูปร่างลักษณะของธนบัตรที่ดี ว่าเป็นอย่างไรมาก่อนแล้ว ก็ย่อมรู้จักฉบับที่ไม่ใช่ธนบัตรดีได้ โดยไม่ต้องท่องหรือนึกเดาเอาเอง จนเกิดความผิดพลาดในที่สุด เป็นธรรมดา ข้อนี้ฉันใด

การเรียนธรรมะ โดยวิธีท่องจำว่า อะไรๆ ก็เป็นอนัตตาทั้งนั้น อัตตาไม่มีด้วยประการทั้งปวง ย่อมไม่มีหลักเกณฑ์ที่มั่นคง เช่นเดียวกับที่กล่าวมานี้ และย่อมผิดพลาดถ้านำเอาคำ อนัตตา ไปปฏิเสธ อมตธรรม (ธรรมที่ไม่ตาย) หรือโลกุตตรธรรม อันได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือพระนิพพาน ข้อนี้ก็ฉันนั้น

เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าคำสมมุติบัญญัติว่า อนัตตา จึงมีคู่กับคำว่า อัตตา เสมอ จะมีแต่เพียงคำหนึ่งคำใด โดยไม่มีอีกคำหนึ่งมาเป็นคู่ ย่อมไม่ได้

🌹 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง ตัวตน ควบคู่กับ สิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน

โปรดพิจารณาพุทธอุทานบทหนึ่ง ซึ่งทรงเปล่งออกหลังจากตรัสรู้ใหม่ๆ ดังนี้คือ

“ยทา จ อตฺตนา เวทิ มุนิ โมเนน พฺราหมฺโณ อถรูปา อรูปา จ สุขทุกฺขา ปมุญฺจติ” แปลว่า “เมื่อใดพราหมณ์ผู้เป็นมุนี มารู้จักตนเข้าด้วยปัญญาอันเกิดจาก (จิต) สงบ เมื่อนั้นพราหมณ์ย่อมพ้นจากรูป อรูป สุข และทุกข์ ดังนี้” (ทรงเห็นว่า รูป อรูป สุข และทุกข์ เป็นอนัตตาด้วยความมั่นใจ เพราะทรงรู้จักจิตที่สงบเป็นสันตินิพพานแล้ว)

จากพระบาลีที่ยกมานี้ จะแลเห็นได้ว่า พระพุทธองค์ได้ทรงใช้หลักเกณฑ์อย่างมั่นคง ในการปฏิเสธ รูป อรูป (นาม) สุขและทุกข์ ที่เนื่องจากนั้นว่าเป็น อนัตตา จนพระองค์หลุดพ้นออกมาเสียได้ ซึ่งหมายถึง จิตหลุดพ้นโดยเฉพาะ

เป็นที่น่าสังเกตว่า พระพุทธองค์ทรงใช้คำว่า อนัตตา สำหรับปฏิเสธ รูป นาม สุข และทุกข์ อันเนื่องจากนั้น ซึ่งเป็นสังขารธรรมในภาคพื้นโลกียะนี้เท่านั้น เพราะได้ทรงพบ จิตบริสุทธิ์ว่าเป็น อัตตา คือ สภาพธรรมที่ไม่ตาย (อมตธรรม) ที่ทรงความรู้ไว้ตลอดทุกกาลสมัย, มาแล้ว พระองค์มิได้ทรงปฏิเสธสิ่งต่างๆ โดยปราศจากเหตุผลเลย

ถ้าหากทรงปฏิเสธอมตธรรม ซึ่งได้แก่ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พระนิพพาน ทิ้งเสีย ด้วยคำว่า อนัตตา แล้ว ก็ย่อมไม่มีธรรมะข้ออื่น หรือสิ่งอื่นในพระศาสนานี้ ที่จะนับว่ามีแก่นสารเป็นที่พึ่งได้อีกเลย คำว่าอมตธรรมอันเที่ยงแท้ถาวรก็ย่อมไม่มีจริง และพระองค์ย่อมตรัสว่าได้พบอมตธรรมในวันตรัสรู้ ไม่ได้อีกด้วย

🌷 🌷 🌷

เกี่ยวกับเรื่องอัตตาและอนัตตานั้น เป็นองค์ธรรมที่สำคัญยิ่ง และเป็นแก่นธรรมที่จะนำให้บุคคลผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมกรรมฐานสมาธิภาวนา ได้เข้าถึงจิตที่บริสุทธิ์พ้นจากอาสวะกิเลสทั้งหลาย หรือพระนิพพานนั่นเอง เป็นอมตธรรม ที่เราต้องการแสวงหา โดยเฉพาะเรื่องอนัตตาธรรมแล้ว เป็นธรรมของพระอริยเจ้าโดยเฉพาะเพราะว่าพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น ล้วนรู้จักตัวตนที่แท้จริง จึงได้ปฏิเสธขันธ์ ๕ ว่าไม่ใช่ตน (อนัตตา)

ในครั้งกระนั้น (พุทธกาล) ที่พระพุทธองค์ได้ทรงสั่งสอนพระปัญจวัคคีย์ ด้วยเรื่องอนัตตา ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น นั่นไม่ใช่เรา (จิต) นั้นไม่เป็นเรา (จิต) นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา (จิต) ทำให้พระปัญจวัคคีย์ซึ่งได้รู้จักตน พบตนที่แท้จริง ด้วยปัญญาอันยิ่งที่เกิดจากความสงบ เป็นตนอันเป็นที่พึ่งที่อาศัยได้ ย่อมเกิดความเบื่อหน่ายใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น เมื่อเกิดความเบื่อหน่าย ก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด จิตก็หลุดพ้นจากอุปทานขันธ์ทั้งหลาย สิ้นอาสวะบรรลุพระนิพพาน สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในครั้งนั้นมีพระอรหันต์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก พร้อมกันทีเดียว ๖ รูป ซึ่งมีปัญจวัคคีย์ ๕ รูป รวมพระพุทธองค์เข้าไปอีก ๑ รูป

เรื่องในโลก ล้วนเป็นของคู่กัน มีขาวต้องมีดำ มีถูกต้องมีผิด มีดีต้องมีชั่ว และอีกมากมาย ที่เรียกว่าทวินิยม เช่น อนัตตาที่แปลว่าไม่ใช่ตัวตน แสดงว่าที่ใช่ตัวตนต้องมีอยู่อย่างแน่นอน แต่นักธรรมะคนรุ่นใหม่ มักถูกสอนจนจำขึ้นใจว่า อะไรๆ ก็ไม่มีทั้งนั้น อะไรๆก็ไม่ใช่ทั้งนั้น ที่มีก็ไม่ใช่ ที่ใช่ก็ไม่มี เป็นเพียงสมมุติบัญญัติเท่านั้น จะมีแต่ความบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ขาดเหตุผลเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะความบริสุทธิ์ด้วยแล้ว ซึ่งเป็นคุณลักษณะของอะไรสักอย่าง คุณลักษณะจะเกิดมีขึ้นลอยๆ ไม่ได้เลย เช่น น้ำที่บริสุทธิ์ คุณลักษณะที่ใสสะอาดปราศจากมลทินเจือปนอยู่ ทองคำที่บริสุทธิ์ก็เช่นกัน เป็นทองที่สุกปลั่ง แสดงถึงความบริสุทธิ์ที่ไม่มีมลทินเจือปนอยู่เลย

ฉะนั้น พระพุทธศาสนาจึงยืนอยู่บนหลักเหตุผล ที่บุคคลผู้เข้ามาศึกษาสามารถพิจารณาติตรอง ให้รู้เห็นตามความเป็นจริงได้

ลองมาเทียบเคียงกับโอวาทพระปาฏิโมกข์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในวันมาฆะฤกษ์ ดังนี้
๑. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การไม่ทำชั่วทั้งปวง
๒. กุสลสฺสูปสมฺปทา การทำความดีทั้งปวง
๓. สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทธานสาสนํ คือ การชำระจิตของตนให้ขาวรอบหรือบริสุทธิ์ นั่นเอง เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

เมื่อจิตถูกขจัดมลทินเครื่องเศร้าหมองออกไปด้วยอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็นเครื่องมือชำระมลทินเครื่องเศร้าหมอง ให้ออกจากจิตของตนจนหมดสิ้น จิตของตนย่อมได้รับความบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ฉะนั้นความบริสุทธิ์หมดจดที่จิตของตนได้รับ ต้องอยู่คู่กับจิตนั้น ด้วยประการฉะนี้แล เอวัง

พระภัทรสิทธิ์ อภินันโท
เทศน์วันพระ ๑ สิงหาคม ๒๕๖๔




Create Date : 01 สิงหาคม 2564
Last Update : 1 สิงหาคม 2564 15:57:12 น.
Counter : 293 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

BlogGang Popular Award#17



ในความฝันของใครสักคน
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



สารบัญ Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



หน้าแรก Blog ธรรมภูต - พระภัทรสิทธิ์



All Blog