Something is never missing - your imagination in your own world
Group Blog
 
All Blogs
 

winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทที่ 1 ก่อนหัวใจจะมีไออุ่น)

บทที่ 1 : ก่อนหัวใจจะมีไออุ่น

แม้ว่าขณะนี้จะเป็นเวลาใกล้เข้าวันใหม่แล้วก็ตาม แต่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในยามนี้ไม่มีทีท่าว่าผู้คนจะว่างวายลงไปแม้แต่น้อย เพราะช่วงหลังเทศกาลคริสต์มาสต่อเนื่องเข้าเทศกาลปีใหม่เช่นนี้คือช่วงที่ชาวไทยรอคอยเพื่อจะได้พักผ่อนในวันหยุดเทศกาล จึงไม่น่าแปลกใจอะไรที่นักท่องเที่ยวชาวไทยมากหน้าหลายตาพร้อมใจพากันเดินทาง ไปยังต่างประเทศกันจนพื้นที่ที่ใหญ่โตโอ่อ่าสมกับเป็นความภูมิใจของคนไทยดูคับแคบไปถนัดตาด้วยผู้คนที่เดินขวักไขว่และรถเข็นสัมภาระจำนวนมากที่จอดระเกะระกะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเคาน์เตอร์ของสายการบินประจำชาติเกาหลีใต้ที่วันนี้ดูแล้วจะมีคนคับคั่งมากกว่าทุกวันด้วยเพราะกระแสวัฒนธรรมเกาหลีที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างยิ่งหรือความต้องการจะท้าทายอากาศอันเหน็บหนาวก็ตามทีทำให้วันนี้บริเวณจุดเช็คอินของสายการบินเกาหลีดูจอแจไปด้วยนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มากันเป็นกลุ่มๆ พร้อมกับเสียงสนทนาที่ดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ และเจ้าหน้าที่ของบริษัททัวร์ในชุดสีสันต่างๆ ที่ยืนคอยให้บริการลูกทัวร์ของตนอย่างแข็งขันเสมือนกับเป็นทูตคนแรกๆ ก่อนที่จะนำนักท่องเที่ยวสู่ดินแดนที่หนาวต่ำกว่าศูนย์องศาเซลเซียสนั้นเอง

“คนเยอะจริงแฮะ” เต็มใจกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณก็ให้นึกถอนหายใจพลางบ่นด้วยอาการปลง “ไม่นึกเลยว่าสองสามปีมานี้คนจะแห่ไปเกาหลีกันขนาดนี้ เต็มรู้นะตรงว่าคนไทยน่ะบ้าเกาหลี แต่ไม่นึกว่าจะเข้าขั้นหนักจนแห่กันไปยังกับแจกฟรีขนาดนี้”

“นายก็ด้วยไม่ใช่หรือเต็ม” ตรงใจพี่ชายของหญิงสาวนึกบ่นด้วยความหมั่นไส้น้องสาววัยห่างกันสิบเอ็ดเดือนอย่างเสียมิได้ “นี่กะว่าจะไปตามรอยแบยองจุนในวินเทอร์โซนาต้ากับกงยูในคอฟฟี่ปริ้นซ์ไม่ใช่หรือ แถมกะว่าจะไปตามหาซีดีของชินฮวาถึงแหล่ง เราว่านะเต็ม ก่อนที่นายจะว่าคนอื่นนายดูตัวเองก่อนเถอะ เดี๋ยวจะเข้ารอยว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

“ไม่ต้องมาว่าเราเลยนะตรง” เต็มใจพูดพลางตีแขนชายหนุ่มข้างๆ ไปทีหนึ่งจนตรงใจถึงกับร้องลั่นด้วยความเจ็บ “นายน่ะผิดสัญญากับเรานะ แถมจะให้เราเดินทางไปกับใครก็ไม่รู้ ถ้าเกิดเขาทำอะไรมิดีมิร้ายกับเราขึ้นมานายจะว่าไง จะรับผิดชอบไหมล่ะ”

พูดแล้วหญิงสาวก็ให้นึกหวั่นใจถึงสถานการณ์ตรงหน้าขึ้นมาอย่างเสียมิได้ เพราะแต่แรกนั้นตรงใจผู้เป็นพี่ชายแค่เพียงตามใบเกิดตัดสินใจจะกอดคอน้องสาวสุดที่รักอย่างเธอเดินทางไปดินแดนโสมขาวด้วยกันตามแผนการที่วางไว้ล่วงหน้าเป็นเดือนอย่างดีเพื่อที่ผู้เป็นพี่ชายจะนำประสบการณ์จากการเดินทางครั้งนี้มาเป็นแรงบันดาลใจสำหรับนิตยสารวัยรุ่นมาแรงนาม ‘LOOKOUT’ ที่ตรงใจครองตำแหน่งบรรณาธิการบริหารในฉบับต่อไป และหญิงสาวเองก็จะได้ขนเอาเครื่องสำอางจากแดนโสมที่ราคาถูกกว่าซื้อในประเทศไทยถึงสามเท่ามาฝากบรรดาเพื่อนสาวที่ต่างก็ระดมโพยส่งเข้ามาทางอีเมลแทบไม่ทันในทันทีที่หญิงสาวประกาศว่าจะเดินทางไปดินแดนที่เธอใฝ่ฝันในบล็อกที่เธอเป็นเจ้าของ เต็มใจยังจำวันที่ตรงใจตัดสินใจจะเดินทางไปเกาหลีใต้กับเธอได้ดี เพราะอยู่ดีๆ ความฝันที่จะได้ไปเหยียบดินแดนอันโปรดปรานมานานแสนนานก็ลอยเข้ามาในชีวิตหญิงสาวดื้อๆ ยิ่งกว่าส้มทั้งตลาดไทหล่นใส่เข่งนั้นละ

“เต็ม ช่วงหยุดอาทิตย์นึงใกล้ปีใหม่นี้จะไปไหนกันดี นายว่ามีที่ไหนน่าสนใจไหม” ตรงใจเอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยพร้อมกับตักไอศกรีมตรงหน้าเข้าปากท่ามกลางบรรยากาศภายในร้านที่เย็นฉ่ำขัดกับอากาศภายนอกที่ร้อนระอุแม้จะย่างเข้าเดือนตุลาคมแล้วก็ตาม “เราว่าถ้าเรารีบแพลนตอนนี้จะได้ซื้อพวกตั๋วเครื่องบินหรือจองโรงแรมอะไรน่าจะถูกกว่านะ”

“ฟรีแลนซ์อย่างเราน่ะไม่มีปัญหาหรอกตรง แต่นายแน่ใจนะว่านายจะไปได้จริงๆ” เต็มใจที่กำลังละเลียดไอศกรีมแมคคาเดเมียอย่างเพลิดเพลินถึงกับหยุดกินแล้วก็ถามเหมือนไม่เชื่อหู “แต่เราอยากไปที่ที่มันหนาวๆ หน่อยน่ะ เพราะตอนนี้โลกมันร้อนใช่ไหมล่ะ เราอยากหนีร้อนไปพึ่งเย็นสุดๆ นี่ขนาดตุลามันควรจะเป็นหน้าฝนตกโครมๆ แต่วันนี้ดันร้อนอย่างกับใกล้สงกรานต์ซะอย่างนั้น”

“ช้อยส์เยอะแยะ ใกล้ปีใหม่ที่ไหนก็หนาวทั้งนั้นละ ไม่นับออสเตรเลียนะ เพราะซีกโลกใต้ฤดูมันกลับกันกับซีกโลกเหนือ” ตรงใจใช้ความคิดอยู่นานก่อนที่จะพูดออกมาราวกับตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด “เอาอย่างนี้แล้วกัน ไปเกาหลีกันเถอะ จะได้ทำสกู๊ปเกาหลีเล่มมกราด้วย นายเองก็อยากไปไม่ใช่หรือ”

“อยากก็อยากล่ะนะ” เต็มใจพยายามข่มความตื่นเต้นที่มักจะออกมาทางใบหน้าบ่อยๆ เมื่อความหวังของหญิงสาวสมปรารถนาแล้วก็พูดราวกับไม่สนใจในสิ่งที่ชายหนุ่มตรงหน้ากำลังพูด “แต่คนไปเกาหลีกันเยอะแยะ เรากลัวไปถึงเดินไปไหนจะเจอแต่คนไทยน่ะสิ”

“ไม่ไปก็ได้…ตามใจ” ตรงใจยักไหล่เสมือนจะไม่สนใจจริงๆ หากหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามกลับรีบตัดบทโดยฉับพลันว่า

“อ้าว! ตรง นายพูดแล้วคืนคำไม่ได้นะ บอกว่าไปเกาหลีก็ไปสิ เราจะได้ไปขนเครื่องสำอางมาขายเสียเลย จะได้เงินกันเปรมละทีนี้ แถมเรายังได้ใส่เสื้อโค้ตขนๆที่อุตส่าห์ซื้อมาใช้แล้วได้ใช้แค่ตอนไปรัสเซียเมื่อปีที่แล้วด้วย ถ้าได้สวยอีกสักรอบนางสาวเต็มใจก็ปลื้มสิคะ” เต็มใจพูดแล้วก็ทำสีหน้าเคลิ้มฝันจนผู้เป็นพี่ชายอดประชดด้วยความหมั่นไส้อย่างเสียมิได้

“เรารู้น่าว่านายอยากไปเกาหลีตั้งแต่ตอนที่นายนั่งดูซีรีส์เกาหลีเป็นวรรคเป็นเวรแล้วละ แถมนายยังอุตส่าห์ไปลงทะเบียนเว็บแฟนคลับของชินฮวาด้วยไม่ใช่หรือ”

“เราไม่ได้บ้าขนาดนั้นนะตรง” หน้าของเต็มใจแดงซ่านขึ้นเพราะรู้ดีว่าถูกผู้เป็นพี่ชายจับได้แน่แล้ว “เราแค่ติดตามผลงานเฉยๆ กับไปดูคอนเสิร์ตตอนเขามาเมืองไทยแค่นั้นเอง”

“แล้วชอบใครมากที่สุดในวงล่ะ” ชายหนุ่มแหย่ หากหญิงสาวผู้เป็นน้องคงจะไม่ทันระวังจึงหลุดปากตอบออกมาทันทีทันใดว่า

“จอนจินกับเอริค…ไม่ใช่” เต็มใจคงจะนึกขึ้นได้ว่าพลาดท่าผู้เป็นพี่ชายเสียแล้ว เพราะใบหน้าที่มีรอยยิ้มอยู่เป็นนิตย์ขณะนี้กลับกลายเป็นสีหน้าที่เต็มด้วยความขบขันจึงนึกบ่นผู้เป็นพี่ชาย “ตรงนี่…นายก็พยายามทำให้เราดูเป็นพวกบ้าดารานักร้องเกาหลีไปได้นะ เราไม่ใช่เด็กๆ ประเภทไปตามกรี๊ดถึงสนามบินแล้วนะ ตอนนี้เรายี่สิบหกแล้วนะจ๊ะ อย่านึกว่าเราอายุสิบหกได้ไหม”

“นายเนี่ยนะยี่สิบหก” ตรงใจพูดราวกับไม่เชื่อคำพูดของหญิงสาวผู้เป็นน้องในวัยไล่เลี่ยกันเอาเสียจริง “แล้วไอ้เมื่อวานที่นายนั่งดูละครเกาหลีแล้วนั่งกัดเล็บตอนที่พระเอกกับนางเอกไปเจอกันบนภูเขานี่มันหมายความว่าอะไร มันเป็นกริยาที่ผู้ใหญ่วัยยี่สิบหกเขาทำกันไหมน่ะ”

“คนอย่างนายเขาเรียกว่าเป็นคนไม่มีความหวานในหัวใจ” เต็มใจถึงกับว่าผู้เป็นพี่ชายอย่างจริงๆ จังๆ เมื่อเขาพูด ‘จี้จุด’ ในความเป็นเด็กของหญิงสาว “เราจะอายุสิบหกหรือยี่สิบหกฉันก็ยังนั่งลุ้นเวลาพระเอกบอกรักนางเอกเสมอล่ะค่ะคุณตรงใจ เพราะชีวิตจริงของนางสาวเต็มใจน่ะไร้คู่ เลยต้องดูเพื่อชดเชยสิ่งที่ขาดหายไปในชีวิตไงคะ คุณมีแฟนเป็นถึงนางแบบสาวสวยแล้วก็อย่านึกรำคาญดิฉันเลยนะคะ คุณบอกอหล่อเลือกได้”

“นายนี่บ้าจริงๆ นะเต็ม รีบๆ กินเถอะ รัมเรซินของนายละลายจนกลายเป็นน้ำหมดแล้ว วันนี้เราไม่มีทรัพย์พอจะเลี้ยงคนรักไอศกรีมอย่างนายอีกถ้วยหรอกนะ ไม่กินตอนนี้ก็ลุกไปจ่ายเงินเองแล้วกัน”

สามสัปดาห์ต่อมาเต็มใจก็วางแผนการเดินทางทั้งเจ็ดวันสำหรับคนสองคนที่ต้องการจะเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้ด้วยตัวเองเรียบร้อยพร้อมกับจองตั๋วเครื่องบินและห้องพักผ่านทางงามแสงเดือนเพื่อนรุ่นน้องสมัยมัธยมที่ปัจจุบันเปิดบริการทัวร์เดินทางไปดินแดนโสมขาวเมื่อไม่นานมานี้และเกิดตำนานรักระหว่างลูกค้ากับผู้ช่วยไกด์หนุ่มจนลือลั่นระหว่างการเดินทางครั้งแรกนั้นเอง แม้งามแสงเดือนจะเชื้อเชิญให้เดินทางไปกับบริษัทของเธอแต่เมื่อทราบว่ากำหนดการของเต็มใจเกินกว่าที่โปรแกรมใดๆ ของเพื่อนรุ่นน้องจะจัดการได้งามแสงเดือนจึงอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดีจนต้นเดือนพฤศจิกายนแผนทุกอย่างที่เต็มใจวางเอาไว้ก็เรียบร้อย แต่เข้ากลางเดือนธันวาคมนั้นเอง เต็มใจก็ถึงกับช็อคเพราะตรงใจผู้เป็นพี่ชายเกิดยกเลิกขึ้นมากระทันหัน และครั้งนี้หญิงสาวก็จำเหตุการณ์ได้แม่นทีเดียว

“เต็ม เราคงจะไปกับนายไม่ได้แล้วละ”

“เราฟังไม่ผิดใช่ไหมตรง” เต็มใจที่กำลังง่วนอยู่กับการแปลเอกสารตรงหน้าอย่างเอาเป็นเอาตายแม้ว่าขณะนี้จะใกล้เข้าวันใหม่แล้วก็ตามหันมาตามเสียงของผู้เป็นพี่ชายพร้อมกับถามด้วยความงุนงง “นี่นายจะทิ้งทุ่นปล่อยให้ฉันไปคนเดียวใช่ไหม ฉันว่าแล้วนายจะต้องทำแบบนี้”

“เราขอโทษนะเต็มที่เราไปกับนายไม่ได้ พอดีว่าเราปิดเล่มธันวาไม่ทันน่ะ เราเลยต้องอยู่คุมให้มันเสร็จ ไม่งั้นออกไม่ทันเส้นตายเจอคนอ่านด่าแน่ๆ” สีหน้าของตรงใจบ่งบอกความรู้สึกผิดอย่างเต็มที่จนหญิงสาวผู้เป็นน้องนึกใจอ่อนก่อนที่จะพูดน้ำเสียงที่อ่อนลงไปด้วย

“เอาเถอะตรง ถ้าไปไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราเองก็ใช่ว่าจะไม่เคยเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว รอบที่แล้วไปโรมกับเวนิซคนเดียวก็รอดจากการล้วงกระเป๋ามาได้ แค่เกาหลีนี่เด็กๆ” เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายยังคงครุ่นคิดอยู่เต็มใจก็เป็นฝ่ายปลอบใจเสียเอง “อย่าคิดมากเลยนะตรง เราเข้าใจว่างานนายน่ะหนัก อย่าให้เรื่องแค่นี้มาทำให้งานนายเป็นอุปสรรคเลย เที่ยวด้วยกันเมื่อไรก็เที่ยวได้ ไม่แน่เราอาจจะไปเซอร์เวย์ให้นายก่อนไง เผื่อมีเรื่องเด็ดๆ จะได้เขียนสักคอลัมน์มาส่งคุณพี่ชายสุดที่รัก นางสาวเต็มใจจะได้เป็นนักเขียนประจำของลุคเอ้าท์เสียที”

“ใครบอกนายอย่างนั้นล่ะ เราไม่ให้นายไปคนเดียวหรอก” ตรงใจเอ่ยขึ้นอย่างไม่ทันให้ผู้เป็นน้องได้ตั้งตัวอีกครั้งหนึ่ง “พัชเขาขอตั๋วส่วนของเราไปแล้ว เห็นเขาบอกว่าช่วงนี้เขาก็อยากไปเกาหลีเหมือนกัน เราก็เลยให้ส่วนของเราไปแทน นายจะได้มีเพื่อนเดินทางไง ไม่เหงาหรอก”

“คุณพัชสุดสวยของนายเหรอ” ชื่อที่หญิงสาวเอ่ยถึงด้วยความสงสัยก็คือแพรพัชนีนางแบบคนสวยที่คบหาดูใจกับผู้เป็นพี่ชายมาเป็นเวลาปีกว่านั่นเอง “เห็นบอกว่าไม่ชอบบินชั้นประหยัด ไม่ชอบนอนเกสต์เฮ้าส์ เราเล่นทำตรงข้ามกับสิ่งที่เขาไม่ปลื้มเขาจะทนเที่ยวไหวเหรอ แถมเรายังไม่ใช่หนุ่มใจเย็นจนเฉื่อยแบบนายด้วย เรากลัวว่ากลับมาเราจะตัดสัมพันธ์ระหว่างนายกับคุณพัชเขาเสียละมากกว่า”

“พัชเขาขาลุยกว่าที่นายคิดเยอะนะเต็ม” ตรงใจอดบ่นขึ้นมาไม่ได้เมื่อเห็นหญิงสาวตรงหน้า ‘สาธยาย’ คุณสมบัติของแฟนสาว “เราบอกเขาไปแล้ว เขาก็บอกว่าเขาไม่มีปัญหาอะไรกับเรื่องเที่ยวบินกับเกสต์เฮ้าส์ ส่วนเรื่องตัวนายน่ะ เขาบอกว่าเขาทนเราได้เขาก็ทนนายได้เพราะนายเป็นน้องของเรา”

“ค่ะ แล้วดิฉันจะคอยดู” หญิงสาวย่นจมูก พอจะนึกภาพหญิงสาวคนสนิทของพี่ชายได้ออกจะชัดเจนทีเดียว “เราว่าก็ดีเหมือนกัน ไปถึงเราอาจจะได้นอนคอนติเนนทัลหรือโซฟิเทลฟรีๆ ก็ได้ เพราะงานนี้เราจะล้มทับคุณพัชจนหมดตัวเลย นายไม่เชื่อก็รอดูฝีมือการถลุงเงินของนางสาวเต็มใจแล้วกัน”

“เรื่องห่วงเราไม่ห่วงนายหรอกเต็ม เพราะพัชเขาจะไปด้วย แต่เราน่ะกลัวพัชกับนายจะขนเครื่องสำอางมาตั้งร้านขายมากกว่า เพราะเราเย็นใจได้เลยว่านายกับพัชไม่หยุดซื้อถ้าเงินวอนในกระเป๋าไม่หมดเสียก่อน” เพียงแค่นึกตรงใจก็รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันใดเมื่อจิตนาการถึงปริมาณ ‘ของฝาก’ ที่คงจะทำให้สัมภาระของคนทั้งคู่แตกลูกหลานออกมาเป็นแน่แท้ “จำไว้นะว่าเราซื้อมาใช้ ไม่ได้ซื้อมาอาบ จะสวยก็ต้องรู้จักพอเพียงบ้าง ไม่ใช่หมดเปลืองเงินทอง รู้หรือเปล่า”

“เอาคำพูดนี้ไปเตือนแฟนตัวเถอะ เราน่ะซื้อเพราะเพื่อนฝากโพยมา แต่แฟนนายน่ะใช้คนเดียวนะจ๊ะ” พูดๆ แล้วหญิงสาวก็เป็นฝ่ายตัดบท “เลิกพูดกันเรื่องนี้เถอะ นี่มันจะตีหนึ่งแล้ว เดี๋ยวงานเราจะพาลไม่เสร็จแล้วจะอดเที่ยวไปด้วยอีกคน ทีนี้ละทริปเกาหลีในฝันของนางสาวเต็มใจคงจะจบเห่แน่!”

ราวกับว่าความโชคร้ายของหญิงสาวจะไม่มีวันหมดไปง่ายๆ เพราะก่อนการเดินทางเพียงห้าวันแพรพัชนี ‘ผู้ร่วมเดินทาง’ ก็โทรศัพท์เข้ามาหาหญิงสาวในชั่วโมงพักผ่อนอันแสนจะเพลิดเพลินกับไอศกรีมเชอร์เบตถ้วยโปรดหลังจากการนั่งแปลเอกสารอย่างหลังขดหลังแข็งมาตลอดทั้งบ่ายนั้นเอง บทสนทนาแม้จะเริ่มต้นอย่างง่ายๆ แต่เต็มใจก็รู้สึกถึงเค้าลางของความยุ่งยากที่จะตามมาในช่วงการเดินทางได้ในทันที

“เต็มหรือคะ นี่พี่พัชนะคะ”

“ค่ะพี่พัช จะโทรมาบอกเรื่องอัพเกรดโรงแรมหรือคะ เต็มรอฟังแทบจะทนไม่ไหวแล้วค่ะ” เต็มใจพยายามพูดติดตลก หากปลายสายกลับไม่ยักจะตลกด้วย เมื่อแพรพัชนีนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงความลังเลอยู่ไม่น้อย

“คือพี่คงไปกับเต็มไม่ได้แล้วนะคะ เพราะว่าพี่ต้องไปเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาล พอดีพ่อพี่ต้องเข้าผ่าตัดน่ะค่ะ หมอว่าต้องรอพักฟื้นยาวเสียด้วย แถมไม่มีใครมาดูแลเลย พี่เองเห็นพ่อไม่สบายก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเที่ยวเหมือนกัน พี่ต้องขอโทษเต็มด้วยนะคะ”

“ไม่เป็นไรค่ะ เต็มไปคนเดียวได้ พี่พัชไปดูแลคุณพ่อของพี่เถอะค่ะ เพราะถ้าเต็มเป็นพี่เต็มก็คงจะยกเลิกเหมือนกัน เรื่องเที่ยวมันเรื่องเล็กอยู่แล้วล่ะค่ะถ้าเทียบกับคนทั้งคน ขอบคุณนะคะที่โทรมาบอกให้เต็มรู้ตัวล่วงหน้าก่อนเดินทางเสียตั้งแต่เนิ่นๆ เต็มจะได้ไม่ต้องรอเก้อ”

“คืออย่างนี้นะคะเต็ม” แพรพัชนีพยายามอธิบาย “ลูกพี่ลูกน้องของพี่เขาจะไปเที่ยวเกาหลีน่ะค่ะ พี่เลยให้ส่วนที่ตรงให้พี่มากับลูกพี่ลูกน้องของพี่ไป แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ พี่รับประกันว่าญาติของพี่คนนี้น่ะเป็นคนดีจริงๆ แถมอายุยังไล่เลี่ยกับเต็มด้วย คุยภาษาเดียวกันเดินทางด้วยกันน่าจะสนุกนะคะพี่ว่า”

“แต่เต็มไม่สนิทกับลูกพี่ลูกน้องของพี่พัชนะคะ กลัวว่าเดินทางร่วมกันแล้วจะพาลกร่อยเอาเปล่าๆ” คราวนี้เต็มใจเป็นฝ่ายครุ่นคิดบ้าง “แล้วลูกพี่ลูกน้องของพี่พัชเขาเป็นยังไงล่ะคะ”

“นายแจจุงของพี่น่ะหรือ” แพรพัชนีพูดแล้วนึกหัวเราะเมื่อนึกถึง “เป็นคนดีจ้ะ เป็นผู้ชายที่นิสัยดีคนหนึ่งเลยทีเดียว เอาเป็นว่าพี่รับรองได้เลยว่านายคิมไม่มีทางฉวยโอกาสอะไรกับเต็มแน่นอน เอาชื่อเสียงในวงการนางแบบเป็นประกันเลยดีไหม บางทีพี่ยังสงสัยด้วยซ้ำว่าญาติพี่คนนี้ชอบผู้หญิงหรือผู้ชายกันแน่เพราะในหมู่ญาติๆ เนี่ย นายคิมของพี่แทบไม่มีข่าวว่าไปจีบสาวคนไหนเลย เต็มสบายใจได้จ้ะ”

“ผู้ชายเหรอคะ แถมผู้ชายแปลกหน้าเสียด้วย” เต็มใจพูดแล้วคิดหนัก “แต่ก็เอาเถอะค่ะ ถ้าพี่พัชรับประกันว่าเป็นคนดี เต็มก็คงจะต้องร่วมเดินทางไปด้วย เพราะเต็มเองก็ไม่มีทางเลือกแล้วนี่คะ ยังไงก็ขอบคุณพี่พัชมากนะคะที่แจ้งข่าวเรื่องเพื่อนร่วมทางคนใหม่ให้เต็มรู้ก่อน ไม่อย่างนั้นเต็มคงช็อคแน่ๆ ว่าทำไมพี่พัชถึงดูแมนขึ้นมาเชียว”

“ไม่เป็นไรหรอกจ้ะเต็ม เดินทางให้สนุกนะ มีอะไรดีๆ ก็เอามาฝากพี่ด้วยนะจ๊ะ” สิ้นเสียงของหญิงสาวปลายทางพร้อมกับความสบายใจของตัวเองแพรพัชนีก็เป็นฝ่ายวางหูไปก่อน ทิ้งให้เต็มใจครุ่นคิดตั้งแต่วันนั้นมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ว่าลักษณะนิสัยของเขาจะร่วมทางไปกับเธอได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ และผู้ร่วมเดินทางคนใหม่ที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอีกสิบวันนั้นจะมีหน้าตาเป็นแบบไหน

และที่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือ…นายคิมของคนที่แพรพัชนีว่าจะหน้าตาเหมือนคิมแจจุงคนโปรดของเธอไหม (เพราะถ้าเหมือนจริงๆละก็ งานนี้เต็มใจเตรียมสละโสดรับปีใหม่โดยไม่คิดหน้าคิดหลังเลยทีเดียว)

“นายก็รู้แล้วไม่ใช่หรือว่าเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของพัช แล้วจะมายืนลุ้นอะไรกันนักกันหนา รีบๆ ไปเช็คอินก่อนเถอะ มาสายขนาดนี้กว่าจะผ่านตม. ไปถึงเกตก็ใกล้เวลาเต็มทีแล้วละ แล้วจะหาว่าไม่เตือน” พูดแล้วเขาก็เหลือบไปเห็นแฟนสาวที่คงจะมาส่งลูกพี่ลูกน้องเช่นกันจึงร้องทักด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“ทางนี้จ้ะพัช”

“อยู่นี่เอง…ตรง เต็ม” หญิงสาวเดินตรงมาก่อนที่จะหยุดตรงหน้าสองพี่น้องแล้วก็เอ่ยทักด้วยน้ำเสียงร่าเริง “พี่มาส่งคิมเขาน่ะ กำลังจะกลับบ้านแล้ว พรุ่งนี้ต้องผลัดเวรกับน้องสาวพี่ไปเฝ้าพ่อแต่เช้า ต้องขอตัวก่อนนะจ๊ะ”

“แล้วคุณคิมเขาเข้าไปข้างในแล้วหรือคะ” เต็มใจอดถามถึงเพื่อนร่วมทางไม่ได้ “นึกว่าจะได้เจอหน้ากันเสียตั้งแต่ตรงนี้เสียอีก อยากจะทำความรู้จักไว้เสียหน่อยน่ะค่ะ เกิดไปเจอกันที่อื่นแล้วทักผิดเต็มก็เด๋อเลย”

“แหม! ไม่เด๋อหรอกค่ะ ยังไงบนเครื่องบินก็คงจะนั่งข้างๆ กันอยู่แล้ว ไม่มีอะไรต้องตื่นเต้นนะคะเต็ม พี่ฝากฝังให้นายคิมเขาดูแลเต็มแล้ว เขาบอกว่าน้องสาวพี่ตรงบอกอลุคเอ้าท์จะต้องดูแลให้ดีๆ ไม่ให้พี่ตรงว่าได้ ยังไงพี่ก็ต้องขอตัวก่อนล่ะค่ะ เที่ยวให้สนุกนะคะ”

“พี่ก็ต้องไปแล้วเหมือนกันนะเต็ม เที่ยงคืนครึ่งแล้ว เดี๋ยวพรุ่งนี้พี่ต้องเข้าออฟฟิศแต่เช้า เธอเช็คอินได้เองนะ คุ้นแล้วนี่” เมื่อหญิงสาวผู้เป็นน้องพยักหน้าตรงใจก็ไม่เสียเวลารอบ่ายหน้าออกสู่ประตูทางออก ทิ้งให้เต็มใจที่ค่อยๆ ลากสัมภาระเข้าสู่เคาน์เตอร์เช็คอินต้องครุ่นคิดอยู่ในใจอยู่ตลอดเวลา

‘นายคิมคนนี้เป็นใครกันนะ ทำตัวเป็นปริศนาขนาดนี้แล้วจะทนอยู่กันได้ถึงสิบวันไหมนั่น ฉันล่ะสงสัยจริงๆ เชียว!’

_______________________________________________

ถือโอกาสโพสอีกครั้ง ถ้าเข้ามาอ่านก็คอมเม้นต์กันได้นะครับ




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:33:05 น.
Counter : 63 Pageviews.  

winter serenade อุ่นหัวใจกลางไอหนาว (บทนำ)

บทนำ : Prelude

“ฮัลโหล นั่นเต็มใช่ไหม ฉันคิมเองนะ”

เสียงโทรศัพท์ที่แผดระรัวขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศอันเงียบสงบภายในห้องนอนของหญิงสาวในยามกลางคืนคงจะดีไม่น้อยหากเป็นวันที่เต็มใจมิได้ผจญกับเรื่องราวอันหนักอี้งมาทั้งวันดังเช่นวันนี้ วันที่ควรจะเป็นวันที่ได้ระลึกถึงความทรงจำดีๆ ครั้งสุดท้ายในรั้วมัธยมที่เธอควรจะเก็บไว้ในความทรงจำตลอดไปแต่กลับกลายเป็นวันที่เธอต้องกลายมาเป็นพยานรับรู้ความสัมพันธ์ของเพื่อนสาวคนสนิทที่สิ้นสุดลงพร้อมๆ กับชีวิตในรั้วมัธยมนั้นเอง…

และสาเหตุก็ไม่ใช่ใครอื่น ก็ไอ้คนที่โทรมาป่วนเธอกลางดึกนี่ล่ะ!

“ฉันเอง” หญิงสาวกรอกเสียงพร้อมกับพยายามสะกดอารมณ์ขุ่นเคืองให้เป็นปกติ “แกจะโทรมาหาพระแสงอะไรไม่ทราบ นี่มันเที่ยงคืนกว่าแล้วนะยะ ฉันเพิ่งจะได้เข้านอนเมื่อกี้นี้เองนะ”

“ฉันรู้แล้วน่าว่ามันเที่ยงคืนแล้ว บ้านฉันมีนาฬิกา” ปลายสายตอบด้วยน้ำเสียงขันๆ ราวกับไม่เห็นความทุกข์ของหญิงสาวปลายสายเป็นเรื่องใหญ่โตอะไร “ เออน่า…ฉันก็ขอโทษแล้วกันที่โทรมาป่วนแกเอาตอนดึกป่านนี้ แกไม่โกรธใช่ไหม”

‘ไม่โกรธก็ไม่ใช่เต็มใจน่ะสิ’ หญิงสาวคิด ‘อีตาคิมหันต์ตัวแสบ มีหน้ามาบอกเลิกกับยายไพร์มแล้วจะโทรมาหาฉันทำไมไม่ทราบ จะมาถามล่ะสิว่าไพร์มมันเป็นอะไรไหม ผู้ชายเฮงซวย เลิกกับเขาแล้วยังมีหน้ามาถามเขาอีกว่าเป็นยังไง เป็นฉันนะจะด่าให้เจ็บ’

“โกรธ” เต็มใจตัดสินใจพูดตรงๆ “ฉันจะบอกให้นะว่าฉันโกรธหลายอย่าง โกรธเรื่องแรกคือแกไม่ยอมบอกฉันสักคำว่าวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจะมีปัจฉิมที่สามร้อยยอด ฉันต้องเช็คข่าวจากไอ้เป็ดกับยายไพร์มถึงได้รู้ โกรธอย่างที่สองคือแกโทรมาเอาตอนเที่ยงคืนในวันที่กลับจากค่าย ซึ่งแกก็รู้และก็เห็นอยู่ทนโท่ว่าฉันแทบไม่ได้นอนเพราะมัวแต่นอนคุยกับพวกไอ้นุ้ยอยู่ริมทะเลจนเช้า โกรธอย่างที่สามก็คือ…”

“โกรธที่ฉันบอกเลิกกับไพร์ม…” คิมหันต์ไม่รอให้หญิงสาวปลายสายพูดจบจึงตัดสินใจตัดบทเสียเอง “เพราะว่าไพร์มเป็นเพื่อนที่สนิทที่สุดของแกใช่ไหมเต็ม แกถึงต้องมาโวยวายใส่ฉันจนเละแบบนี้”

“แกไม่รู้อะไรหรอกคิม” เต็มใจถอนหายใจยาวก่อนที่จะพูดด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสะกดอารมณ์โกรธไว้ไม่อยู่ “ไพร์มเขารักแกมากนะ แกรู้ไหมว่าตอนที่ไพร์มนั่งมาบนรถมันนั่งร้องไห้มาตลอดทางเลย แล้วมันก็บอกด้วยว่าแกทำให้มันผิดหวัง เพราะว่าไพร์มน่ะมันรักแกมากแต่แกไม่ได้รักมันเลย ฉันอยากจะถามหน่อยเถอะคิมว่าไพร์มมันไปทำอะไรแกไม่ทราบ แกถึงต้องทำกับเพื่อนฉันแบบนี้”

“ทำไมแกต้องโทษแต่ฉันด้วยล่ะเต็ม ทำไมแกไม่มองเพื่อนแกบ้างว่ายายชีพราหมณ์ทำตัวแบบไหน แกพูดอย่างนี้ฉันก็ว่ามันไม่แฟร์นะ” คิมหันต์พูดแล้วก็ถอนใจยาวเพราะรู้ดีว่าเต็มใจไม่ใช่คนที่จะเห็นใจฝ่ายตรงข้ามได้ง่ายนัก ยิ่งโดยเฉพาะในสถานการณ์เช่นนี้แล้วหญิงสาวปลายสายคงจะต้องเชื่อใจเพื่อนสาวคนสนิทมากกว่าอดีตเพื่อนร่วมห้องที่แม้จะเคยสนิทสนมแต่บัดนี้กลับดูห่างเหินไปบ้างด้วยเพราะเขาเอาเวลาไปใส่ใจเพื่อนสาวของเธอจนกระทั่งสิ้นสุดความสัมพันธ์ลงในวันนี้เป็นแน่แท้

“ถ้าแกเชื่อใจฉันนะเต็ม แกจะรู้ว่าทุกอย่างที่ฉันทำน่ะมันมีเหตุผล ฉันรู้นะว่าแกรักไพร์มมาก แต่แกก็ต้องยอมรับด้วยสิว่า ถ้าคนเราไม่ได้รักกัน คบกันไปมันก็ไม่มีประโยชน์ และอีกอย่างหนึ่งนะเต็ม ถ้าฉันไม่เลิกกับไพร์มตอนนี้ แกเชื่อสิว่าพอเข้ามหาวิทยาลัยฉันก็ต้องเลิกกับไพร์มอยู่ดี เพราะว่าฉันคงจะไม่มีปัญญาติดต่อกับนางสาวพริมาที่กำลังจะบินไปเรียนที่ลอนดอนได้ทุกวันหรอกนะ”

“แกก็พูดได้น่ะสิ…” เต็มใจขัดขึ้นด้วยอารมณ์โกรธที่เกินจะระงับไว้ได้อีกต่อไป “แกมันเป็นผู้ชาย แกก็ยกมาได้เป็นร้อยเหตุผลแหละว่าผู้หญิงไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ แกถึงต้องเลิกกับเขา รู้ไหมว่าไพร์มมันว่ายังไง ไพร์มมันบอกว่าแกขอให้มันรอ มันก็รอแก แล้วในที่สุดแกก็ตัดสินใจบอกเลิกกับมันในวันที่มันควรจะเก็บความทรงจำดีๆ ร่วมกับแกไว้อย่างวันปัจฉิมน่ะ ฉันไม่รู้ว่าแกจะยังเป็นคนอยู่ไหม แต่ที่แน่ๆ ก็คือแกไม่ใช่คิมหันต์คนที่ฉันเคยรู้จักและก็เคยคบหาด้วยหรอกนะ”

“เต็ม แกจะด่าฉันว่าเลวว่าชั่วยังไงก็ได้ แต่แกจะยอมฟังฉันพูดบ้างได้ไหม” น้ำเสียงของชายหนุ่มปลายสายมีอาการวิงวอนตามมาอยู่ไม่น้อยทีเดียวหากเต็มใจจะจับสังเกตผู้เป็นต้นสายสักครั้ง แต่ด้วยทิฐิหรืออารมณ์โกรธที่หญิงสาวปล่อยให้เข้ามาครอบครองสติอยู่ก็ตามทีเต็มใจจึงไม่อาจจะรับรู้กระแสนั้นได้แม้เพียงสักครั้ง

“ฉันยอมรับว่าฉันผิดที่ฉันบอกเลิกกับพริมา และฉันก็ผิดที่บอกให้เขารอ” คิมหันต์พูดตรงๆ ไม่มีการเสแสร้งว่าเสียใจหรือผิดหวัง “ฉันพูดไปแกก็คงไม่เชื่อหรอกเต็ม ฉันขอเวลาไพร์มเพื่อจะจัดการกับความรู้สึกของตัวเองว่าคิดยังไงกับเขาแน่ และในที่สุดฉันก็คิดได้ว่าฉันควรจะรักเขา แต่เรื่องมันกลับกลายมาเป็นอย่างนี้ได้ไงฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะ ฉันพูดได้แค่นี้ละว่าฉันเสียใจจริงๆ”

“แกพูดออกมาได้ไงว่าแก ‘ควร’ จะรักเขาน่ะคิม” หญิงสาวปลายสายกรอกเสียงไปตามสายด้วยความประหลาดใจระคนโมโหเมื่อได้ยินคำพูดนั้นเอง “แกพูดเหมือนแกไม่ได้รักมันมาตั้งแต่แรก ถ้าแกไม่ได้รักไพร์มแล้วแกมาจีบยายไพร์มทำไม ส่งดอกไม้ช่อเบ้อเริ่มมาให้มันทุกวันเกิดกับวันวาเลนไทน์ทำไม นี่แกคงจะคิดว่าความรักมันเป็นเรื่องง่ายล่ะสินะ แกถึงได้เล่นเหมือนเป็นของเล่นสนุกๆ ที่แกจะทิ้งขว้างเมื่อไรก็ได้”

“ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นนะเต็มใจ” คิมหันต์พูดเสียงต่ำและ
พยายามสะกดอารมณ์โมโหที่หญิงสาวปลายสายจ้องแต่จะดูถูกเขาเช่นกัน “อย่างน้อยฉันก็ไม่ใช่คนเหลวไหลไม่รับผิดชอบเหมือนพี่ปั้นของแก รู้ไว้ด้วยว่าผู้ชายน่ะไม่ได้เลวเหมือนแฟนของแกหมดทั้งโลกหรอกนะ”

“เลิกพูดถึงคนคนนั้นได้ไหมนายคิมหันต์” เต็มใจส่งเสียงขึ้นมาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวอย่างอดไม่อยู่ “ถ้านายยังไม่หยุดพูดฉันจะวางจริงๆ ด้วย”

“เออๆ ฉันขอโทษก็ได้ที่พูดถึงอดีตแฟนสุดเลิฟของแก” คิมหันต์สูดลมหายใจยาวก่อนที่จะตัดสินใจพูดออกมาด้วยกระแสเสียงที่มั่นคง “แต่รู้ไหมเต็ม…ฉันน่ะอยากจะบอกให้แกรู้ไว้เลยว่าฉันไม่ได้รักไพร์ม แต่ฉันรักแกต่างหาก รักแกมาตั้งแต่แรกแล้วด้วย แกน่ะเคยรู้บ้างหรือเปล่า”

ทันทีที่เต็มใจได้ยินประโยคสุดท้ายหญิงสาวก็ถึงกับตกตะลึงและชาวาบราวกับถูกใครเอาน้ำจากขั้วโลกมาราดรดตั้งแต่หัวจรดเท้า ตาเจ้ากรรมที่เมื่อสักครู่นี้ใกล้จะปิดลงด้วยความง่วงงุนถึงกับสว่างวาบขึ้นมาทันใด หากแต่หญิงสาวก็บังคับตัวเองให้พูดออกไปด้วยหัวใจที่ไม่คิดจะเชื่อชายหนุ่มปลายสายที่บัดนี้กลับทำให้หญิงสาวงุนงงถึงขีดสุด

“แกเพิ่งจะเลิกกับไพร์มมาบอกรักฉันซึ่งเป็นเพื่อนที่ไพร์มสนิทที่สุด แกทำอย่างนี้ได้ไงน่ะคิม” รู้ดีว่าปลายสายมีอาการอึดอัดหากหญิงสาวก็ยังคงพูดต่อราวกับทำนบความอดกลั้นได้ถูกทำลายลงอย่างถึงที่สุด “แกน่ะก็ไม่ต่างจากพี่ปั้นหรอก เห็นความรักเป็นแค่เรื่องสนุกๆ ถึงได้เที่ยวบอกรักคนนั้นคนนี้ไปทั่วเหมือนมันมีราคาแค่บาทสองบาท แล้วอย่างนี้จะให้ฉันเชื่อแกได้ยังไงว่าแกรักฉันมาตั้งแต่แรก ฉันจะบอกอะไรให้แกรู้ไว้อย่างหนึ่งนะ ถ้าฉันจะรักใครสักคน ฉันจะไม่ปล่อยให้เขารอคอยความรักอย่างไร้จุดหมายหรอกนะ”

หญิงสาวรู้ดีว่าคิมหันต์คงต้องการจะอธิบาย แต่ตะกอนของความรู้สึกภายในใจที่ถูกกวนจนขุ่นค้นก็ทำให้น้ำเสียงที่ส่งไปตามสายไม่ได้ลดความโกรธลงไปได้เลย

“…แล้วสมมุตินะ…สมมุติว่าฉันเป็นแก ฉันคงจะไม่ยอมคบกับไพร์มหรอกนะ เพราะฉันเข้าใจความรู้สึกของคนที่เป็นทางผ่านดี แกจะมาบอกรักฉันแบบนี้มันไม่ง่ายไปหน่อยหรือคิม ฉันไม่ใช่ตัวแทนของใคร และฉันก็ไม่ต้องการคำว่ารักจากปากของแกด้วย แกเก็บคำพูดพวกนี้กลับไปดีกว่า เพราะฉันคงจะรับมันไม่ได้ แค่นี้ก็แล้วกัน”

“เดี๋ยวก่อนสิเต็ม…” คิมหันต์พยายามจะเรียกหากปลายสายกลับวางหูไปเสียแล้ว ทิ้งให้เขาต้องนั่งถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยหน่ายพลางมองออกไปนอกหน้าต่างที่ท้องฟ้าพร่างพรายไปด้วยดวงดาวเหมือนกับจะส่องนำทางให้กับหัวใจของเขา

‘ถ้าไม่มีใครเจ็บปวดกับความรักเลยก็คงจะดี เพราะเราก็ไม่อยากให้ทั้งไพร์มและเต็มต้องเจ็บเหมือนเรา’ คิมหันต์คิดแล้วก็นึกสงสัยกับตัวเอง ‘แต่ทำไมการที่เราซื่อสัตย์กับความรู้สึกตัวเองมันถึงออกมาเป็นแบบนี้ล่ะนายคิมหันต์ เมื่อไรนายจะเรียนรู้เสียทีว่าความรักไม่เคยมีทางออกที่ง่ายๆ มีแต่จะเจ็บปวดมากหรือเจ็บปวดน้อย เมื่อไรนายจะเข้าใจซะทีนะ ไอ้ซื่อบื้อ’

และท้องฟ้าที่คิมหันต์ปรับทุกข์ด้วยความสงสัยก็คงจะเป็นท้องฟ้าเดียวกันกับท้องฟ้าที่ส่องแสงพราวพรายให้กับหญิงสาวอีกคนหนึ่งที่กำลังคิดถึงบทสนทนาเมื่อสักครู่ที่ยังคงค้างคาอยู่ในความรู้สึกภายในหัวใจนั้นเอง

‘ฉันจะถือว่าแกหลุดปากพูดออกไป คิมหันต์ ฉันจะไม่ถือสาคำพูดของแก’ เต็มใจนึกในใจพลางถอนหายใจยาวบ่งบอกถึงอาการที่กลัดกลุ้มไม่แพ้กัน

‘แม้ฉันอยากจะถือสาแค่ไหนก็เถอะ’


_____________________________________________

ขออนุญาตนำมาโพสใหม่นะครับ หวังว่าทุกคนคงจะชอบ และถ้าเข้ามาอ่านก็อย่าลืมคอมเม้นต์เพื่อการปรับปรุงครับผม!




 

Create Date : 17 พฤษภาคม 2551    
Last Update : 17 พฤษภาคม 2551 23:28:18 น.
Counter : 57 Pageviews.  

1  2  

northstar_polaris
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add northstar_polaris's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.