"คนที่มีความฝันให้ตามหา มีความทรงจำให้คิดถึง คือคนที่โชคดีที่สุด" ๐ จิมมี่ เลี่ยว ๐ http://twitter.com/nopsukda

พรเก้าประการ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ทำระบบการเงิน
๐ เริ่มแล้ว

สร้างสรรค์งานเขียน และ ถ่ายภาพ
๐ เริ่มแล้ว

รักใครสักคน
๐ เริ่มใหม่ได้เรื่อยๆ

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add พรเก้าประการ's blog to your web]
Links
 

 

ความสุขของกระทะ ณ โคราช

เพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวโคราชกับออฟิศมา สนุกดีครับ
เลยเอาบรรยากาศมาฝากสำหรับท่านที่ไม่ได้ไปไหน
สำหรับคนที่ไปเที่ยวก็ขอให้สนุกกับประสบการณ์ใหม่ละกันครับ
ส่วนปีใหม่นี้เรากำลังคิดว่าจะขี่น้องเอิญไปอยุธยา
ไม่รู้ว่าจะรอดไหม ถ้ารอดกลับมาเดี๋ยวจะเอามาเล่าให้ฟังละกัน

กลับมาที่ทริปโคราชครั้งนี้ละกัน
ได้รับการสนับสนุนจากพี่หมูและพี่ดา(เจ้าของบริษัท)
ที่พาพวกเราไปละลายความเหนื่อย จากงานที่ต้องผจญกันมาทั้งปี
แกเลยพาไปที่ภูนริทร์ หนองสาหร่าย โคราช
แต่บรรยากาศดี ลมหนาวมาทักทายเบาๆไม่โหดร้ายเกินไป
วิวสวย อาหารอร่อย หมาเป็นมิตร ทำให้เรานั่งๆ นอนๆ อ่านหนังสือ ตลอดวัน
ถ้ามีโอกาสแนะนำครับ

ไปดูรูปกันดีกว่า


ภาพบรรยากาศตอนเช้าที่เก็บมาฝากฮะ ไม่ได้นอนเลยกลัวตื่นไม่ทัน
แต่อาจจะมองไม่ค่อยเห็นพี่พระอาทิตย์เพราะพี่หมอกมาบังจนหมดเลย


มุมที่เราใช้ชีวิตอยู่ ๑๐ ชม. อ่านหนังสือ กินขนม นอนกลางวัน ถ่ายภาพ เขียนงาน
ขาดแค่ได้นั่งคู่กับคนที่เรารักเท่านั้นเอง


เจ้าภู หมาพีอาร์ประจำรีสอร์ต แห่งนี้ เป็นมิตรและบ้าพลัง ที่ได้ถ่ายรูปนี้ก็เพราะเจ้าภูวิ่งไล่งับเล่นกับเจ้าหมีเอ๋อรอบรีสอร์ทแล้ว มันหยุดพักเลยขอถ่ายรูปซะเลย ถ่ายเสร็จมันก็ไปวิ่งเล่นต่ออีก ถึกจริงๆ


คนที่กำลังปิ้งลูกชิ้นอยู่คือเจ้าของบริษัทครับ ส่วนคนที่เล่นอูโน่คือคนรับเงินค่าจ้างจากคนข้างๆ เรียกว่าเป็นช่วงเอาคืนนั้นเอง ๕๕๕๕๕ (ย้อเย่นก้าบ)



ไปเที่ยวไหนก็เอามาเล่าให้กันฟังบ้างนะคร้าบ

สวัสดีปีใหม่คับ

ตระเวน




 

Create Date : 29 ธันวาคม 2551    
Last Update : 29 ธันวาคม 2551 16:08:16 น.
Counter : 238 Pageviews.  

เมื่อควายตัวน้อย... ตะลุยเกาะช้าง 3

๐๐๐ งานเก่าราคาเอาไปอ้างไม่ได้นะค้าบ ๐๐๐

ต่อจากความเดิมตอนที่แล้ว เมื่อนายตะเวนได้ไปดินเนอร์ใต้แสงเทียนกับน้องโน๊ตและน้องตูนที่เกาะช้างด้วยบรรยกาศสุดแสนจะโรแมนติก “เพี๊ยะ” “อุ๊บ อะไรครับพี่บ.ก.” “เล่าให้มันต่อจากคราวที่แล้วหน่อย อย่ามาอำคนอ่าน” “ได้ครับพี่โหยดุจังเลย เล่าต่อก็ได้ครับ อย่าตีอีกนะพี่เดี๋ยวคืนนี้ฉี่รดที่นอน” งั้นเริ่มใหม่ก็ได้ อะโด่แค่นี้ต้องตีด้วย โป้ง

หลังจากที่อิ่มจากข้าวต้มปลาหม้อยักษ์ และได้เสบียงมื้อกลางวันแล้ว ลุงมุก((ที่จริงแกอยากให้ผมเรียกพี่ใจจะขาด แต่ผมไม่อยากหลอกลวงท่านผู้อ่านเพราะกลัวโดนตีเบิ้ลอีกรอบ)) ก็พาเราไปตะลุยกันเกือบรอบเกาะ พี่เอ๊ยลุงมุกก็พาไปไกลมาก และหนทางนั้นบอกได้คำเดียวว่าสุดยอด แห่งความเสียว ถ้าไม่ชำนาญทางพอมีโอกาสพารถไปล้างน้ำทะเลเอาง่ายๆ เพราะแต่ละโค้งนั้นมีความหมายมาก ถ้าบังคับไม่ดีมีหวังได้ชวนประกันมาเที่ยวเกาะช้างแน่ ถึงแม้ที่นี้จะมีเรือเฟอรี่พารถข้ามมาได้ด้วยอัตรา 250 บาททั้งไปและกลับ แต่ผมไม่แนะนำให้นำรถมา เพราะ ถ้าคุณไม่นิ่งพอ อาจจะเป็นอย่างที่ผมบอกไปข้างต้นได้จ้า

ลุงมุกจะพาเราไปเที่ยวเกือบรอบเกาะ พาไปชมวิวตามจุดต่างๆที่ขึ้นชื่อว่าสวยว่าดี แกพาเราไปดูมาหมด ซึ่งเราก็ยอมรับว่าสวยมากตามที่แกเอ่ยปากไว้ แต่ทางซิครับมันทำให้ผมใจสั่น เพราะทางลุงมุกพาไปนั้นไม่สามารถบรรยายเป็นตัวหนังสือได้ครับ คือไม่รู้จะบรรยายอย่างไรให้เห็นถึงความน่าเสียวไส้ผสมกลมกลืนกับความงดงามของวิวข้างทาง อธิบายไม่ถูกจริงๆครับ ลุงมุกพาพวกเราไปจนสุดถนนที่เทปูน เห็นลุงมุกเปรยๆว่า ถ้าพวกเรามาคราวหน้าและถนนทำเสร็จละก็แกจะพาไปหลังเกาะ เพราะด้านหลังลุงแกบอกว่ายังมีจุดสวยอีกๆ ทำให้เรานึกขอบคุณแกเป็นอย่างสูงที่แนะนำ แต่ไม่ดีกว่าครับ เกรงใจบวกกับความกลัวว่าจะไม่มีชีวิตกลับมากเล่าให้เพื่อนๆได้รับรู้เพราะหัวใจวายตายไปเสียก่อน กลัวสาวๆร้องให้บ่อน้ำตาแตก ไม่ใช่เสียใจหรอก ดีใจต่างหากใช่ไหม ผมรู้นะ เหอๆๆ

ต่อจากนั้นลุงมุกก็พาเรามาที่บ้านกำนันของเกาะช้าง แต่บังเอิญวันนั้นลุงกำนันแกไม่อยู่ แกออกตรวจพื้นที่ และความเป็นอยู่ของลูกบ้าน ดีจังครับขยันทำงานอย่างนี้ ((อยากให้ท่านผู้ทรงเกียรติแถวบ้านผมมาดูเป็นตัวอย่างจริงๆเลยครับ)) พวกเราก็เลยอาศัยวิวแถวบ้านลุงกำนันนั้นก็คือ “หาดบางเบ้า” ถ่ายรูปกันหมดฟิล์มไปเกือบม้วน เพราะบรรยกาศที่นั้นสวยมากๆ หาดบางเบ้านี้อยู่เกือบหลังเกาะ และไม่ค่อยมีคนมาเท่าไร เพราะไกลมากอยู่เกือบหลังเกาะ หาดเลยยังสวยอยู่มากๆ แถมยังมีทางน้ำจืดที่ไหลออกมาเจอกับน้ำเค็มอีก ทำให้บริเวณนี้รียกว่าน้ำกร่อย บรรยกาศสวยมาก น้ำก็อุ่นๆเหมือนกับบ่อน้ำร้อน น้ำก็มีสีเขียวอ่อนๆ ลักษณะของน้ำดูคล้ายๆ เวลาที่เพื่อนๆ เอาน้ำตาลมาเขี่ยว ยังไงยังงั้นเลย อุ่นๆ เหลวๆ แต่ไม่เหนียวและไม่หวาน ที่รู้ถึงรสชาติก็เพราะว่าความอยากรู้ว่ารสชาติน้ำกร่อยเป็นอย่างไรเลยชิมไปนิดรสชาติผะอืดผะอมอย่างไงไม่รู้

พอดูเวลาแล้วก็เกือบบ่าย 2 แล้วแต่ความรู้สึกมันยังไม่หิวเท่าไรเพราะเรายังอิ่มกับบรรยกาศอยู่ แต่เพื่อนบ่นว่าหิวกันแล้ว เราก็เลยต้องกินด้วยกัน ((ถ้าไม่กินอาจจะอดกินได้อิอิ)) พวกเราจึงงัดข้าวเหนียวไก่ย่างออกมากินไปพร้อมๆกับซึมซับเอาบรรยากาศของวิวรอบๆไปด้วยทำให้ไก่ย่างมื้อนั้นอรอยที่สุดในชีวิตตั้งแต่เกิดมา และภายในพริบตาเดียวก็อันตทานหายไปไหนไม่รู้แบบว่าไม่ค่อยหิวเท่าไรจริงๆน่ะ ((จะเชื่อเราไหมเนี่ย)) หลังจากนั้นเราก็มีกิจกรรมย่อยอาหารกัน ไม่ว่าจะเป็นการเล่นกีต้าร์ เล่นน้ำทะเลซะตัวเปื่อยเลยเพราะเมื่อวานดื่มดำกำซาบกับพระอาทิตย์ไปแล้ว วันนี้เลยขอเอาคืนซะสุดๆเลย และปิดท้ายวันนี้ด้วยฟุตบอลชายหาดของแท้ซึ่ง จดลิขสิทธ์ไว้ ณ หาดบางเบ้า เกาะช้างแห่งนี้

กลับมาถึงบ้านป้าเจี๊ยบบอกว่าวันนี้มีอาหารพิเศษรอพวกเราอยู่ เพราะแกเพิ่งช้อนปลากเก๋าได้ ตัวใหญ่ยักษ์มาก พวกเราก็ดีใจกันใหญ่ที่จะได้เห็นปลาเก๋า อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเก๋าขนาดไหน พออาบน้ำอาบท่าเสร็จก็มานั่งรอกันที่โต๊ะเพื่อดูปลาเก๋ายักษ์ ซึ่งศมคำลำลือที่ป้าเจี๊ยบบอก โอตัวใหญ่ยักษ์จริงๆ ยังสงสัยว่า ปลาเก๋าหรือลูกปลาวาฬกันแน่เนี่ย ตัวใหญ่มาก ป้าบอกว่านี่แค่ประมาณ 3 โลเอง ((ที่ร้านอื่นเขาขายกิโลละ 400 แต่ป้าให้ราคาพิเศษ 350 บาท)) ซึ่งเราคิดว่าจริงเหรอแค่ 3 โล เพราะมันเข้าไปในกระเพาะตั้ง 9 คนอิ่มทะลักเลย ทั้งที่เล่นจนหมดแรง และหิวมากขนาดนั้น ปลาเก๋าตัวนี้พิษสงร้ายนักทำเอาปอบตนนี้จุกเลย ไม่อยากเชื่อ มื้อนี้แค่ปลาเก๋ากับแกงจืดและปลาหมึกปิ้ง ((อีกแล้ว))ก็สามารถกล่อมพวกเราให้หลับฝันดีผีปลาเก๋าไม่มาหลอก เหอๆๆ

ในที่สุดวันสุดท้ายของโปรแกรมก็เริ่มขึ้น ((ซึ่งผมเริ่มต้นวันนี้โดยทักทายพระอาทิตย์ไม่ทันอีกจนได้แต่ พระอาทิตย์ก็คงให้โอกาสผมแก้ตัวอยู่เสมอแน่ๆผมรู้ เพราะพระอาทิตย์ใจดีจะตายไป)) พวกเราก็ไปรับ “พี่เอก” เจ้าภาพเรื่องที่พักกันที่ท่าเรือ หลังจากที่ได้รู้จักกับพี่เอกและเพื่อนๆเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ลุงมุกก็พาพวกเราไปดำน้ำดูประการังโดยไปขึ้นเรือที่หาดพร้าว เพราะที่นี้จะเป็นอีกจุดที่มีบริการพาไปดำน้ำดูประการังกัน โดยที่ราคาก็อยู่ในระดับทีไม่แพงจนเกินไป พวกเรารวมกับพี่เอกและเพื่อนทั้งหมด 12 คน เขาคิดทั้งค่าเรือและค่าหน้ากากเพียง 2000 บาท ต่อ 3 ชม. เอามาหารกันแล้วตกคนละไม่ถึง 200 ด้วยซ้ำ ถือว่าถูกมากๆเลย พวกเราจึงตกลงกับพี่เจ้าของเรือโดยการกระโดดขึ้นเรือแย่งหน้ากากกันเป็นที่สนุกสนาน

พี่เจ้าของเรือก็พาพวกเราไปปล่อยที่เกาะมันนอก ซึ่งเป็นเกาะคนละทีกับระยองนะอย่าเข้าใจผิด เพราะถ้าไปที่นั้นมีแววว่า 2000 คงเอาไม่อยู่ เกาะมันนอกที่นี้เล็กมาก ประการังไม่ค่อยสวยเท่าไร แต่ปลาเยอะมาก แถมไม่กลัวคนด้วย พอเราลงน้ำมันก็จะมาว่ายรอบๆตัวน่ารักดี มีปลาเยอแยะมาก ไม่ว่าจะเป็น ปลาหวี ปลาเข็มทะเล ปลานกแก้ว ฯลฯ ซึ่งเราดำกัน 3 ชม.แต่เสียคนละ ไม่ถึง 200 บาทถือว่าคุ้มสุดๆ ที่เราได้มาเห็นธรรมชาติที่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสแน่ๆในสังคมที่มีปลาไว้ในตู้ คอยเอาหิน เอาดอกไม้น้ำ ไปหลอกพวกมันว่า “เอ๊ะ นี่เราอยู่ในต้นกำเนิดเหมือนพ่อแม่เราเลย”

พอดำน้ำเป็นที่พอใจทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งเราและก็ปลา ลุงมุกเขาก็เลยเสนอโปรแกรมปิดท้ายของทริปนี้ว่า มาเกาะช้างทั้งทีไม่ไปน้ำตกธารมะยมเหมือนกับมาไม่ถึงเกาะช้าง เพราะที่นั้นเป็นน้ำตกที่รัชกาลที่ 6 เคยเสด็จประพาส และท่านทรงลงพระปรมาภิไธยย่อที่โขดหินไว้เด่นชัดมาก ซึ่งเป็นที่เลืองลือ ถ้าใครไม่ได้มาน้ำตกธารมะยมแสดงว่ายังมาไม่ถึงเกาะช้าง พอเรามาถึงน้ำตกก็เกือบเย็นเพราะมันอยู่คนละฝั่งกับหาดพร้าว เรามาช้ามากถึงขนาดที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่เก็บค่าธรรมเนียมไม่อยู่แล้ว ทำให้เราเข้าไปเที่ยวน้ำตกนี้ฟรี 555 ของฟรีชักจะเริ่มมีในโลกซะแล้ว

ซึ่งพวกเราต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 100 เมตรก็จะได้พบกับความร่มรื่นของน้ำตก และพระปรมาภิไธยย่อของพระองค์ท่าน แต่น้ำตกไม่สูงขนาดน้ำตกคลองพูลและประกอบกับช่วงนั้นเย็นแล้วเราจึงได้เล่นน้ำแค่แป๊บเดียวและก็ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึกกัน จึงยักย้ายถ่ายเทออกมาและปิดท้ายกับข้าวไข่เจียวกุ้งร้านของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในที่สุดเราก็เสียตังค์ให้กับเจ้าหน้าที่ป่าไม้จนได้ อย่างนี้ก็แปลว่าของฟรีไม่มีในโลกซิเนี่ยเฮ้อ

และแล้วทริปที่เกาะช้างก็ปิดลงที่น้ำตกธารมะยมนั้นเอง จบแล้วครับ อย่าลืมตรวจตราสิ่งของก่อนที่จะลุกจากที่นั่งนะครับ ขอโทษทีครับที่เล่ายาวไปหน่อย เพราะทุกช็อตมันประทับใจไปหมด ไม่เล่าก็กลัวบาปจะติดตัวทำให้การไปเที่ยวครั้งน่าไม่หนุกอ่ะ ตอนแรกกะจะร่ายยาวไปอีกสัก 5 ตอนก็กลัวโดนเฉดหัวออกไปในข้อหาปกปิดความลับทางราชการ เอ๊ะเกี่ยวกันไหมเนี่ย ไปแล้วคร้าบ คราวหน้าผมจะพาไปขึ้นเขาบ้างดีไหมน่ะ แต่จะเป็นเขาพนมรุ้งหรือเขาดินก็อยู่ที่เสียงตอบรับจากเพื่อนๆทุกคนละครับว่าอยากให้ไปที่ไหน อย่าลืมปัจจัยล่ะ ไม่งั้นคงไปได้แค่เขาดินครับ ((ล้อเล่นครับแต่ถ้าส่งมาเป็นเช็คให้กรอกตัวเลขเองจะดีมากเลยครับ555))☺

ข้อความต่อไปนี้คนที่อ่านจะได้รับความโชคดีถ้าคัดลอกไปให้อีก 9 คน เอ๊ย ไม่ใช่ ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ผมขอขอบคุณมากครับ ผมคงไม่มีอะไรมอบให้ แต่ถ้าใครอยากจะชวนผมไปเที่ยวหรือแนะนำที่เที่ยวมาก็ได้ครับ

๐๐๐ บันทึกการเดินทาง ๐๐๐
ค่าดำน้ำ 2000 หาร 12 คนตกคนละ 166 บาท
ค่าอาหารมื้อปลายักษ์ 1800 หาร 9 คนตกคนละ 200 บาท
ค่าอาหารวันสุดท้าย 300+400+360= 1060 หาร 12 คนตกคนละ 88 บาท
ค่ารถจากท่าเรือไปท่ารถ บขส. 20 บาท
ค่ารถจากตราด- กรุงเทพฯ 189 บาท
ตอนนี้ใช้เงินไปอีก 663 บาท
ตลอดการเดินทางไปเกาะช้างใช้เงินไปทั้งสิ้น 329+559+663= 1551 บาท




 

Create Date : 11 ธันวาคม 2551    
Last Update : 11 ธันวาคม 2551 21:34:09 น.
Counter : 161 Pageviews.  

เมื่อควายตัวน้อย... ตะลุยเกาะช้าง 2

๐๐๐งานเก่า ราคาเอาไปอ้างไม่ได้ค้าบ๐๐๐

หลังจากที่เรากำลัง เหงื่อแตกซิก เหงื่อแตกซิก หน้าซีดเป็นปลาหมึกสดจากท้องทะเลอ่าวไทยอยู่นั้น ฉับพลั้นก็มีอัศวินขี่กระบะไฮลักซ์ ไทเกอร์ สีขาว เข้ามาช่วยชีวิต โดยอัศวินคนนี้มีนามว่าพี่โอ๋ เขาบอกว่าพี่จะพาพวกเราไปส่งถึงหัวกระไดบ้านป้าเจี๊ยบได้ชัวร์ไม่มั่วนิ่ม สนนราคาการช่วยเหลือครั้งนี้ 400 บาทขาดตัว เราเห็นว่าเขามีน้ำใจและก็มีอยู่รายเดียวที่จะทำให้เราไปพบที่นอนคืนนี้ได้ พวกเราจึงยอมตกลงขึ้นกระบะของพี่โอ๋กัน

หลังจากตกลงใช้บริการรถของพี่โอ๋กันแล้ว ผม พี่หน่อยและเจ้าบู๊สวมวิญญาณลิงปีนขึ้นไปนั่งกันบนหลังคาเพื่อจะเก็บภาพสวยๆ ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่าคิดผิดไปอย่างถนัดเพราะ ทางน่าหวาดเสียวมากๆ ตลอด 5 กิโลผมถ่ายไปไม่ถึง 10 ภาพเลย เพราะต้องยึดตระแกรงไว้ตลอด ไม่งั้นซี้แหง อดเอารูปมาอวดเพื่อนๆแน่ แถมถนนช่วงแรกทางก็ยังเทปูนอย่างดี สักพักกลับกลายเป็นลูกรังเฉย ก่อนขึ้นรถสัญชาติไทย พอลงจากรถ เปลี่ยนสัญชาติทันที โดยการสังเกตุจากกระบาล

และแล้วเราก็ได้มาถึงร้านด่านใหม่ซีฟู๊ด หรือบ้านป้าเจี๊ยบของพี่เอกจนได้ พอมาถึงผมไม่แปลกใจเลยว่าทำไมไม่มีใครรู้จักเพราะ ที่ด่านใหม่นี้ไม่มีชายหาดสวยๆให้มาตั้งบังกระโล ใครที่จะมากินที่ร้านป้าเจี๊ยบนี้มีอยู่ 2 อย่าง 1 เป็นลูกค้าประจำ ที่ติดใจในฝีมือการปรุงอาหาร 2 หลงมาครับ เพราะกว่าจะถึงร้านเนี่ยต้องผ่านถนนลูกรังประมาณ 3 กิโล จนมาถึงสถานีตำรวจเกาะช้าง และก็จะมีซอยที่ตรงข้ามกับสถานีตำรวจ เข้าไปเลยครับ จนเกือบสุด ผ่านทั้งวัด ทั้งโรงเรียน เลี้ยวเข้าสวนทุเรียนก็จะมาโผ่ลที่ร้านอาหารอย่าง งงๆ แต่เข้ามาลำบากแค่ไหน ก็มีคนมาแวะเวียนตลอดนะครับ แสดงว่าฝีมือของป้านี้ต้องสุดยอดติดอันดับ top five ในเกาะแน่เลย คนถึงดันด้นมากินที่ร้านป้าเจี๊ยบอย่างไม่ขาดสายอย่างนี้
พอเจอป้าเจี๊ยบ แกก็ใจดีอย่างที่เล่าขานกันตั้งแต่ต้น ป้าแกออกมาต้อนรับด้วยตัวแกเอง พาไปที่พักเองจนเราปลื้มแกมากไม่อยากเชื่อเลยว่าแกจะเป็นคนอัทธยาศัยดีขนาดนี้ มิน่าร้านแกถึงมีคนมากินกันตลอด

ป้าเจี๊ยบก็พาเราไปที่บ้านพักลูกครึ่งระหว่างครึ่งล่างปูน ครึ่งบนไม้ หลังใหญ่มาก แต่ยังมีร่องรอยความเก่าแก่ให้เห็นอยู่รอบๆบ้าน ไม่ว่าจะเป็นสีของไม้ที่ซีดมาก แต่สวย อุปกรณ์ที่ตกแต่งบ้านเป็นศิลปะผสมระหว่าเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะเครื่องแป้งโบราณ ตู้โชว์ สมัยก่อนมีถ้วยชามโบราณประดับบารมี บวกกับทีวีสีโซนี 21 นิ้ว แต่ที่ผมชอบที่สุดก็คงเป็นโต๊ะปิงปองรุ่นภูมิปัญญาชาวบ้านครับ เป็นโต๊ะไม้ไว้กินข้าว แต่ป้าเจี๊ยบแกเอามาดัดแปลงโดยเติมเน็ท ลงไปพร้อมกับไม้ปิงปองและลูกปิงปองอีก 1 ชุด ตั้งกลางบ้านเป็นที่โปรดปรานของพวกผมนี้เป็นที่สุด

หลังจากรู้ว่าทริปนี้มีที่นอนฟรีแน่แล้วเราก็ประเดิมอาหารมื้อแรกบนเกาะที่ร้านป้าเจี๊ยบกันเลยโดยเริ่มกันที่อาหารจานเดียวก่อน ผมเริ่มด้วยข้าวผัดทะเลเป็นมื้อแรกบนเกาะ พออิ่มได้ที่แล้ว ป้าเจี๊ยบได้พาพวกเรามารู้จักกับลุงมุกซึ่งจะเป็นคนขับรถพาเราเที่ยวตลอดทั้ง 3 วันที่เหลือด้วยกระบะไฮลักซ์ ไทยเกอร์ 4 wd 3000 ซีซี ด้วยค่าจ้างราคาเดียวกับ แรงม้าของรถต่อ 3 วัน ที่จะพาเราตอแหลบนเกาะ ซึ่งนับว่าถูกมากถ้าหาร 9 คนซึ่งจะตกคนละ 300 กว่าๆ ตั้ง 3 วันซึ่งก็ตกวันละร้อยกว่าบาท เพราะถ้าเราจะไปไหนมาไหนบนเกาะ เราต้องเช่ารถตกวันละ 250 บาท ถ้าเป็นมอเตอร์ไซค์ก็ 150 บาทต่อวัน และเพื่อนๆที่ขับรถเป็นผมก็ไม่แนะนำให้มาขับที่นี้เพราะหนทางที่นี้สุดยอดเลย ชั้นก็ชั้น สูงก็สูง โค้งเพียบอีกต่างหาก ถ้าไม่เก๋าจริงๆไม่ขอแนะนำครับเพราะมีสิทธ์ได้ใช้ประกันชีวิตแน่ๆ นอกจากเราจะได้รถในราคาที่ถูกอย่างน่าอัศจรรย์แล้วเรายังได้ไกด์ประจำเกาะช้างอีก ซึ่งแกจะพาพวกเราตะลุยรอบเกาะอีก อะไรมันจะคุ้มแบบคูณสองขนาดนี้

จุดแรกที่ลุงมุกพาเราไปย่อยอาหารมื้อแรกนั้นก็คือ น้ำตกคลองพลู ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในเกาะ ถึง 37 เมตร โอ้พระแม่เจ้าเกิดมาก็เพิ่งเคยเห็นน้ำตกที่สูงขนาดนี้ (( เพราะเพิ่งมาเที่ยวน้ำตกครั้งแรกในชีวิต 555)) ซึ่งเราจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเข้าคนละ 10 บาท คนต่างชาติ 200 โอ้อะไรกันนี่ ทำไมราคาตั๋วของต่างชาติถึงได้แพงมหาศาลขนาดนี้ เราเข้าใจว่าเขารวย แต่ไม่ควรตั้งราคามหาโหด ถ้าวันหนึ่งเขารู้ขึ้นมาว่าทำไมถึงเก็บแพงต่างกับคนไทยขนาดนั้น เขาจะเสียความรู้สึกขนาดไหน ผมว่า เก็บ 50 เนี่ยก็กำลังดีนะ เขาจะได้รู้สึกดีๆ กับประเทศเรามากขึ้น ว้ามาขุ่นมั่วก่อนไปเล่นน้ำตกไม่ดี เดี๋ยวเล่นไม่สนุก พอเราเดินเท้าบุกป่าผ่าดงเข้าไปประมาณ 500 เมตร ผมก็ได้ปะทะกับไอน้ำเย็นที่ออกมาจากน้ำตกที่สูงที่สุดในชีวิตของผม เป็นน้ำตกที่สวยมาก น้ำจะตกมาเป็นสาย ดูไกลๆเหมือนรูปตัวเอส ซึ่งทำให้ผมแถบจะลืมน้ำตกที่ผมเคยเห็นในห้างเดอะมอล์บางกะปิไปเลย และน้ำตกที่นี้ยังสะอาดไร้ราคีเพราะที่นี้เขาเอาจริงเกี่ยวกับการควบคุมปริมาณขยะ เพราะเขาห้ามนำอาหารเข้ามากินข้างใน ถึงขั้นมีเจ้าหน้าทีมานั่งตรวจตราดูแลทั้งความสะอาดและความปลอดภัยแก่คนมาเที่ยวด้วย ดีครับดีจัง น้ำตกจะได้ไม่สกปรกเพราะน้ำมือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “คน”

หลังจากที่เล่นน้ำกันยังไม่ทันชุ่มตับดี ก็ต้องรีบกลับเพราะ ฝนเริ่มโปรยปรายลงมาบ้างแล้ว มิฉะนั้นกลัวว่าน้ำป่าจะพาพวกเราไปเที่ยวทะเลเป็นแน่ เราจึงเคลื่อนขบวนออกจากน้ำตกคลองพลูอย่างอาลัยอาวร ฝากไว้ก่อน คราวหน้ามาอากาศดีๆ ละก็จะตอกบัตรเล่นตั้งแต่เช้ายังค่ำ แถมทำโอทีเพิ่มอีกด้วย พอลุงมุกพาเราออกมาจากน้ำตกเพื่อที่จะพาเราไปที่หาดทรายขาวฝนก็ไม่ตกซะแล้ว อ้าวไงเป็นงั้นละเนี่ย พอเรามาถึงหาดทรายขาว เป็นหาดที่ใหญ่ที่สุดในเกาะเลย เพราะมีบังกระโลจับจองไม่ต่ำกว่า 20 เจ้าเปิดให้บริการนอนใกล้ชิดกับทะเลมีหลายรูปแบบ ตั้งแต่หรูหราแบบราชา ยันติดดินแบบชาวเล ซึ่งราคาก็มีตั้งแต่ คืนละ 1500 จนถึง 120 แล้วแต่จะเลือกว่าจะอยู่แบบไหน

พอมาได้ที่สิงสถิตที่ชายหาด ก็แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยเราส่งกลุ่มแรกที่มี พี่เต้นำทีม ตามด้วยเจ้าบู๊ พี่ชา เจ๊ปรางค์ และน้องต่อ ไปเป็นด่านหน้าในการทำตัวเป็นลูกชาวเลเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ผมเจ๊มาศและพี่หน่อย ขอเบรกเก็บแรงไว้ก่อน เลยให้พี่หน่อยเล่นกีต้าร์ ส่วนผมกับเจ๊มาศ กลายเป็นนักร้องดูโอที่หน้าตาดีที่สุดในรัศมีรอบตัว 3 เมตร ตั้งหน้าตั้งตาร้องทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 50 กระบวนเพลง ประมาณว่าคืนนี้ต้องขึ้นเวที เลยต้องซ้อมกันหนักหน่อย

แถมร้องเพลงให้กับดวงตะวัน เพื่อส่งเขาเข้านอน เพราะพรุ่งนี้เขาต้องมาคอยต้อนรับและพาพวกเราเที่ยวอีก 1 วัน พอกลับมาที่บ้านพัก ได้อาบน้ำเพื่อขจัดความเหนียวตัวจากลมทะเลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ป้าเจี๊ยบก็นำเอาอาหารรสเด็ดที่มัดใจลูกค้าทั้งเกาะ มามัดใจพวกเรา ซึ่งมื้อนี้ป้าเจี๊ยบบอกว่าเพิ่งมีเรือไดหมึกเอาปลาหมึกมาส่ง มื้อนี้เลยเน้นไปทางปลาหมึก มีทั้งพื้นสุดคือปลาหมึกย่าง ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกผัดกระเพรา ต้มยำทะเล ที่ปลาหมึกนำ ปลาหมึกทอดกระเทียมพริกไทย มีคะน้าปลาเค็มหลงมาจานหนึ่ง ทำให้เราสงสัยกันว่าเด็กเสิร์ฟผิดโต๊ะหรือเปล่า ซึ่งมือนี้คงจะทำให้เราแสดงอาการหมางเมินปลาหมึกไปอีกหลายมื้อ หรือไม่ก็คืนนี้พวกเราคงถูกวิญญาณปลาหมึกหลอกแน่ๆ

“พี่ๆ ตื่นได้แล้วพี่ เขาไปกันหมดแล้วพี่” เสียงเจ้าบู๊ปลุกผมให้ตื่นจากฝันดีๆ ที่ได้มานั่งดินเนอร์กับน้องโน๊ตและตูนใต้แสงเทียนและปลาหมึกปิ้ง อีกครึ่งกิโล “เออ รู้แล้วเดี๋ยวตามไป” ผมพูดทั้งๆที่หลับตาอยู่ พอเจ้าบู๊ออกไปจากห้องผมลืมตาขึ้นมา บ้านทั้งหลังโล่งไปหมด ตายแล้วหว่า นี่เรานอนกินเกาะช้างเลยหรือเนี่ย คนอื่นๆเขาไปที่ร้านริมทะเลกันหมดแล้ว เราเลยอดทักทายตะวันเลย แต่ไม่เป็นไรเมื่อวานส่งเขาเข้านอนไปแล้วคิดว่าเขาคงให้อภัย ติดไว้ก่อนพรุ่งนี้แล้วกัน จะตื่นมาทักทายให้จงได้

หลังจากอาบน้ำอาบท่าด้วยความเร็ว 12 น๊อต ต่อ 1 ไมล์ทะเลแล้ว ก็ไปเสนอหน้าและสารภาพบาปต่อหน้าหม้อข้าวต้ม เอ๊ยหน้าเพื่อนๆร่วมทริปว่าโทษทีเราตื่นสายครับ โทษที แต่ด้วยความที่บรรยกาศเป็นใจเพื่อนๆเลยให้อภัย เพราะเขาก็นั่งรอข้าวต้มอยู่เหมือนกัน เราเลยรอดตายเพราะข้าวต้มปลาช่วยชีวิต สักพักเด็กเสิร์ฟก็เอาข้าวต้มปลามาให้ หม้อใหญ่มาก พอใช้ช้อนตักเข้าไปตกใจเลย ไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นข้าวต้มปลา น่าจะเป็นปลาต้มแล้วใส่ข้าวมากกว่า ปลาเยอะมากเลย ประมาณว่ามาหมดทั้ง อ่าวไทย แต่ในที่สุดข้าวต้มปลาหม้อนั้นก็เหลือแต่วิญญาณปลาและคราบที่ริมฝีปากของเรา ไม่รู้ว่ามันเป็นเพราะอะไรกัน ความหิว บรรยกาศหรือ ราคาถูก หม้อใหญ่ขนาดนั้น แค่ 400 บาทเอง ทุกคนได้กินคนละ 2ชามใหญ่ยักษ์มาก ขนาดน้องต่อ และเจ๊ปรางค์ยังหม่ำไปตั้ง 2 ถ้วยเหมือนคนอื่นๆเลย
หลังจากตุนจนอื่มหน่ำสำราญกับข้าวต้มปลาแล้ว เราก็เริ่มกักตุนมื้อกลางวันกัน โดยที่เราตุนข้าวเหนียวและไก่ย่างเป็นเสบียงและมุ่งหน้าไปพิสูจน์และหาความงดงามของเกาะช้างกันต่อ


แต่จะไปที่ไหนนั้น คงต้องรอต่อตอนหน้าแล้วละครับเพราะเนื้อที่ไม่พอซะแล้ว อดใจอีกนิดนะเพราะเกาะช้างยังมีอะไรที่เรายังไม่เห็นอีกเยอะรับรองว่าตอนต่อไป เด็ดแน่นอน เอาหัวตุ๊กตาก๊อซซิล่าบนโต๊ะเป็นประกัน

บันทึกการเดินทาง
ค่าอาหาร 440+580 +400+220 = 1640 หาร 9 คน= 182 บาท
ค่ารถบนเกาะ 400+3000= 3400 หาร 9 คน = 377 บาท
ตอนนี้ใช้เงินไป 559 บาท




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2551 19:23:13 น.
Counter : 139 Pageviews.  

เมื่อควายตัวน้อย... ตะลุยเกาะช้าง 1

๐๐๐ งานเก่าอีกแล้วครับ ไปเที่ยวตอนนี้ค่าใช้จ่ายคงไม่ได้ราคานี้แน่ๆจ๊ะ๐๐๐

ติ๊ดๆๆตะดิ๊ด...ติ๊ด เสียงเจ้าเพจน้อยของผมดังขึ้นเมื่อดูเวลาได้ประมาณ 3 ทุ่ม กับข้อความที่ว่า “โทรกลับเป้ด่วน 454****” เอาละซิเราไม่เคยให้เบอร์กับคนที่ชื่อเป้สักหน่อยแล้วเขาเป็นใครล่ะเนี่ย แถมให้เบอร์ท้าทายเราอีกซะด้วย ต้องโทรกลับซักหน่อยเพื่อจะได้รู้จักเพื่อนใหม่ที่ชื่อน้องปู้เป็ก็ได้กึ๋ยๆ “ฮาโหล” เสียงผู้ชายห้าวๆตอบกลับมาจากปลายสาย เราก็ตกใจทำไมน้องปูเป้เสียงห้าวเหลือเกิน ผมจึงทำใจดีสู้ปูเป้ไป

“ดีครับขอสายปูเป้ครับ” “ที่นี้ไม่มีปูเป้ครับมีแต่ตูเองเต้ครับ คุณตะเวน คุณไม่ต้องมามุขเลย เออผมจัดทริปใหม่คุณจะไปกับผมไหมครับคุณตระเวน” “อ้าวพี่เต้เหรอ เราก็นึกว่าน้องปูเป้เพจมา โธ่!หมดกัน เราอุตส่าเก็กเสียงหล่อ คราวนี้ไปไหนล่ะพี่” “เกาะช้างครับ ออกเดินทาง 5 ทุ่ม วันอังคารหน้า มีบ้านญาติรุ่นพี่อยู่ที่นั้นด้วย งบเหมือนเดิมแต่เพื่อไว้หน่อยก็ดี” “รับทราบเจอกันวันอังคารครับ บาย” พอวางหูไปทำให้ผมคิดว่า เราเนี่ยใจง่ายเกินไปไหมหนอ ชวนไปไหนก็ไป แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่า ถ้าอยากไปก็ไปถ้าใจเราต้องการ แค่ไม่เดือดร้อนคนอื่นเท่านั้นก็พอ ว่าแล้วรุ่งขึ้นก็ส่งใบลางานเลย อุอุอุ เพราะควายน้อยตัวนี้จะไปเกาะช้างงง

วันเดินทางก็มาถึง ผมไปรอตามที่นัดหมายนั้นก็คือ “ขนส่งสายตะวันออกเฉียงใต้” หรือเรียกง่ายว่า “ขนส่งเอกมัย” เรามาก่อนใครเวลา 3 ทุ่มกว่าแต่ก็ยังแพ้น้องใหม่ไฟแรงประจำทริปนั้นก็คือน้องต่อ เธอบอกว่ามาตั้งแต่ 2 ทุ่มกว่าๆเพราะว่ากลัวตกรถ โอ้เป็นการกลัวที่น่ารักดีไม่ต้องรอนาน สักพักก็เริ่มทยอยกันมาได้แก่ พี่หน่อยหนุ่มนักดนตรี ดำรงชีวิตด้วยกีต้าร์โปร่ง ตัวพี่เขาก็เลยเล็กๆแบนๆตามกีต้าร์ มาพร้อมกับเจ๊ปรางค์สาวน้อยใจใหญ่ ให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่องใครมีปัญหาปรึกษาศิราปรางค์ ตามติดมาด้วยเจ๊มาศและเบย์เจ้าเก่า พี่ชา หนอนหนังสือ ไปคราวนี้แกหอบเอาหนังสือไปด้วย หนาขนาดน้องๆ สมุดหน้าเหลือง ตามมาด้วยหัวหน้าทัวร์พี่เต้ และหนุ่มน้อยคนสุดท้าย เด็กใหม่หัดเที่ยวนั่นก็คือเจ้าบู๊หนุ่มหล่อจอมเอ๋อ โทรมาตอนแรกบอกพวกเราว่าอยู่แถวราม รอกันเกือบชั่วโมง โทรไปหาอีกทีอยู่มาบุญครอง กว่าจะมาถึงก็ก่อนรถออก 30 นาที สอบถามได้ความว่า “ผมขึ้นรถผิดครับพี่” ตอบได้อย่างหน้าชื่นตาบานมากเลย

หลังจากนั้นเราก็เริ่มเอาเงินเข้ากองกลางกันก่อน คนละพัน น้องต่อรับหน้าที่เป็นฝ่ายการเงิน หลังจากนั้นก็ไปซื้อตั๋ว ของเชิดชัยทัวร์ ทั้งหมด 9 ที่เป็นเงิน 1701 บาท ตกคนล่ะ 189 บาท พอเราเดินไปถึงช่องที่ 11 ท่าปล่อยรถก็ทำให้เราชะงักกันเล็กน้อย เพราะรถออก 5 ทุ่มนี่ก็ 4.45 เข้าไปแล้ว ยังเป็นรถที่ไปแค่ระยองอยู่เลยงงมาก รถยังไม่เข้าท่าอีกหรือเนี่ย พอเดินเข้าไปถามบัสโฮสเตส เขาบอกว่าคนนี้แหละค่ะที่จะไปตราดเพราะว่าช่วงนี้ใกล้สงกรานต์เขาต้องส่งรถไปเช็คเครื่องทำให้รถไม่พอขึ้นได้เลยค่ะถึงแน่ค่ะหึหึหึ ((แหมแค่ประโยคไม่เท่าไรแต่เสียงหัวเราะในคอนี่ซิเสียวๆ))

พอขึ้นรถก็จองที่ได้เรียบร้อยแต่ต้องมีคนหนึ่งเสียสละไปนั่งกับใครก็ไม่รู้ 1 คน((เพราะรถทัวร์เป็นเบาะคู่แต่เรามา 9คน))คงต้องเป็นชายหนุ่มที่มีความโดดเด่นเราจึงส่งหนุ่มบู๊ไปเพราะเป็นน้องใหม่แถมมาช้าอีกงั้นก็รับไปแล้วกันน่ะบู๊น่ะเหอๆๆ(( จริงๆแล้วผมไม่ชอบมัน เพราะดันหล่อกว่าเรา555)) แต่สักพักหนึ่งก็มีสาวสวยผมทอง หน้าคล้ายนิโคลผสมนัทมีเรียขึ้นมา แล้ว..แล้วเดินไปนั่งเบาะว่างข้างๆเจ้าบู๊ โอ้มายก๊อด แทบจะขอเปลี่ยนกับบู๊ แต่มันไม่ยอมท่าเดียว เออจำไว้นะ คืนนั้นเลยหลับทั้งๆที่ตาร้อยผ่าว อิจฉาจังเลยโว้ยยยยยย

ถึงตราดแล้วค่ะเสียงหวานๆของบัสโฮสเตสปลุกผมให้ตื่นจากฝันร้ายเมื่อคืนที่เห็นหน้าเจ้าบู๊เหยาะเย้ยผมตลอด นอนไม่เต็มที่ให้ตายซิ พวกเรามาลงรถกันทีกลางตลาดเมืองตราดเวลาตอนนั้นตี 5หน่อยๆ แต่ก็มีรถมารอรับพวกเราไปที่ท่าเรือเพื่อจะไปเกาะช้างอยู่เยอะแยะไปหมด นี่ขนาดวันนี้วันพุธนะ คนยังเยอะเลย ถ้ามาช่วงเสาร์อาทิตย์จะเยอะขนาดไหนเนี่ย เราก็ขึ้นรถสองแถวไปคนละ 20 บาท รถพาพวกเราไปที่ท่าเรือใหม่ ที่เรียกว่าเซ็นเตอร์พ้อยท์ ว้าวจะมีสายเดี่ยวเสียวหลุดให้เราได้ลุ้นไหมหนอ พอมาถึง ผิดหวังเพราะยังไม่มีอะไรนอกจากความมืด ลมทะเล และน้องหมา pr ประจำท่าเรือ เป็นหมาพันธุ์ทาง ใจดียิ้มแย้มตลอดเวลาแถมตัวน้องหมาเป่งมาก ผมคิดว่าคงเป็นเพราะอัธยาศัยของน้องหมาดีหรือไม่ก็แอบไปเขมือบปลาวาฬมา ตัวของน้องหมาเลยอวบอ้วนขนาดนั้น

เรือเที่ยวแรกจะออกประมาณ 6 โมงเช้า เราเสียค่าเรือที่จะพาเราข้ามจากสังคมสังเคราะห์ ไปสู่สังคมที่บริสุทธิ์ ไปกลับคนละ 120 บาทซึ่งผมคิดว่า เงินแค่นี้ทำให้เราข้ามพ้นความสุขสังเคราะห์ได้ถึง 3 วัน 3 คืนเพื่อได้ไปพบความสุขที่แท้จริง ผมก็ยินดีที่จะจ่ายเพื่อสุขภาพใจของตัวเองนับว่าไม่แพงเลยครับ เรานั่งเรืออีก ประมาณ 30 นาทีเราก็มาถึงท่าเรือที่เกาะช้าง โดยมีน้องหมา pr ประจำเกาะอีก 1 ฝูงใหญ่ คาดการณ์ว่าตรงนี้อาจะเป็นที่ฝึกงาน ถ้าบรรจุแล้วจะได้ไปอยู่ที่ท่าเรือฝังนู่นแหง เพราะ น้องหมา pr ที่นี้มีขยันกันไม่กี่ตัว เพราะออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวแค่ 2 ตัวตอนลงจากเรือ แล้วที่เหลือรออยู่บนเกาะ แต่เอ๊ะอาจจะเป็นไปได้ไหมว่าน้องหมาเขาแบ่งหน้าที่กัน เธอไปตรงท่าเรือนะ ฉันจะคอยอยู่ตรงนี้อะไรทำนองนี้ หรือที่เหลือกลัวน้ำ ก็อาจจะเป็นได้ เอ๊ะเราจะไปยุ่งเรื่องน้องหมาทำไมให้วุ่นวายฟ่ะ

หลังจากนั้นเราก็เริ่มหารถที่จะพาไปส่งที่บ้านป้าเจี๊ยบตามที่พี่เขาบอกมา ถ้ามาที่นี้ต้องมานอนบ้านป้าเจี๊ยบซึ่งเป็นป้าของพี่เอก รุ่นพี่ที่มหาลัย เราก็ไปถามที่วินรถเลยครับว่ารู้จักบ้านป้าเจี๊ยบไหมครับที่อยู่ตรงด่านใหม่ครับ พี่ๆ กระบะส่ายหน้ากันหมดวิน ว่าไม่รู้จัก เพราะแถวด่านใหม่ไม่มีชายหาดให้เราเล่นน้ำ จึงไม่มีบังกะโลเพราะไม่ใช่ที่เที่ยว เอาละจุ้ย ทำไงล่ะเนี่ย สงสัยต้องเปลี่ยนแผนขนาดใหญ่ซะแล้ว โอ๊ยทำไงดีเนี่ย ตาย ตาย ตายแน่ๆเลยฮื่อๆๆ
ว้าเนื้อที่หมดแล้ว เหตุการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร แล้วนายตะเวนจะต้องนอนกันที่ท่าเรือไหม ทำไงทำไง ไม่ยาก ก็ติดตามอ่านตอนต่อไปซิ อิอิ คราวหน้าอย่าพลาดมาดูซิว่าควายน้อยตะเวนจะเอาตัวรอดในเกาะช้างอย่างไร อย่าพลาดครับอย่าพลาด ขอบอก


บันทึกการเดินทาง
ค่ารถจากกรุงเทพ-ตราด 189 บาท
ค่ารถจากตลาดไปท่าเรือ 20 บาท
ค่าเรือข้ามไปเกาะช้าง ไป-กลับ 120 บาท
คราวนี้ใช้เงินไป 329 บาท




 

Create Date : 20 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 20 พฤศจิกายน 2551 12:34:51 น.
Counter : 198 Pageviews.  

4 องศา ขาสั่น แต่ใจสู้ มุ่งสู่ ภูกระดึง vol.4

๐๐๐งานเก่าครับ ข้อมูลเรื่องค่าใช้จ่ายอย่าเอาไปตั้งสำหรับการวางงบการเที่ยวนะจ๊ะ เพราะมันเก่ามากๆๆ ๐๐๐

พอผมได้เห็นผีอย่างเต็มตาแทนที่จะเกิดความกลัวกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ แทน เพราะรูปร่างอวบๆ บวกความใหญ่โตของผ้าห่มผืนยักษ์ แต่โผล่หน้ามาให้พ้นผ้าห่มนิดเดียว มองไปมองมาคล้ายกับสาวโอ๊ตของเรา พอผมรู้ที่มาที่ไปของผีผ้าห่มตนนี้ว่าจะไปดูอาทิตย์ขึ้นตอนตี 3 เพราะพี่เต้บอก แต่พวกเรายืนยันเสียงเดียวกันว่าตี 5 ต่างหาก พวกเราทำท่าจะนอนต่อ แต่ผีผ้าห่มก็ยังไม่ยอมให้เรานอนแต่โดยดี มีการเขย่าเต้นท์บ้าง ดึงขาบ้าง จนพวกเราต้องตื่นไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนตี 3 โอ้..อิทธิฤทธิ์ ผีตนนี้ร้ายนัก เอาข้าวสารเสกซัดแล้วก็ยังไม่ไป แถมยังขอปลากกระป๋องเพิ่มอีกด้วย......

ขบวนการล่าตะวันของเราจึงต้องตื่นเพราะผีผ้าห่มตนนี้ พวกเราออกเดินทางตอนตี 4 เพื่อไปดูพระอาทิตย์ที่ผานกแอ่นเพราะเป็นผาที่เห็นพระอาทิตย์ขึ้นที่ใกล้ที่สุดแค่ 2 กิโลเอง และก็มีผาเดียวด้วย เราไปกัน 5 คน เพราะเจ๊ใหญ่ของเราบอกว่า เมื่อคืนยัยผีผ้าห่มทำพิษ นอนดิ้นทั้งคืนเจ๊เลยนอนไม่หลับ ก็ขออยู่เฝ้าเต๊นท์ก็แล้วกัน พวกเราจึงออกเดินทางกันเป็นกลุ่มแรก มืดก็มืด หนาวก็หนาว พอเรามาถึงก็เลือกทำเลได้เป็นกลุ่มแรกเลย ผีผ้าห่มก็เลยได้ทีทวงบุญคุณใหญ่ “ถ้าไม่ได้ฉันก็อดมาเลือกทำเลก่อนเห็นไหมอิอิ” มาถึงตี 4 ครึ่งเพื่อจะรอให้พระอาทิตย์ขึ้นตอน 6 โมงเนี่ยนะ ไม่น่าหลวมตัวเลยเรารู้อย่างนี้นอนเฝ้าเต๊นท์กับเจ๊มาศซะก็ดี

สักประมาณตี 5 ครึ่งผู้คนก็ทยอยมาเยอะขึ้นเรื่อยๆ เยอะจนแทบจะไม่มีที่ยืน ทำเลที่เราเลือกไว้ตอนแรกก็เริ่มจะถูกบทบังด้วยฝูงชน พอ 6 โมง 40 นาทีพระอาทิตย์เริ่มส่องแสงมาทักทายพวกเรามันช่างมีความสุขอะไรเช่นนี้ ทำให้ผมคิดได้ว่าความมืดมิใช่คงอยู่ตลอดไป พอวันใหม่เวียนมาแสงอาทิตย์ดวงเดิมก็จะมาเพิ่มสีสันให้กับโลกใบนี้ เหมือนกับ เมื่อเรามีความทุกข์เข้ามาเยี่ยมเยียนจิตใจ สักพักความสุขก็จะเข้ามาทักทายเราเช่นกัน เพียงแต่เราเปิดใจให้กว้าง รับเรื่องราวต่างๆที่เข้ามาด้วยใจที่มีเหตุผล แล้วความทุกข์ก็จะโบกมือลาจากเราไปเอง ดังนั้นขอให้ทุกคนมีความอดทนและแก้ไขปัญหาด้วยสตินะจ๊ะ

พอพระอาทิตย์ขึ้นมาทำหน้าที่ของตัวเองเรียบร้อยแล้ว ขบวนการล่าพระอาทิตย์ด้วยกล้องของเราก็ต้องจรลีกลับที่พัก เพื่อเตรียมตัวเดินทางตะลุยรอบภูกระดึงกันต่อ พอมาถึงเจ๊มาศก็เตรียมพร้อมอยู่แล้ว พอล้างหน้าล้างตาแปรงฟันกันเรียบร้อยเราก็ไปสิงสถิตที่ร้านป้ากัน โดยมื้อนี้กินหรูมากไม่ว่าจะเป็นผัดกระเพราหมู ไข่เจียวยักษ์ ต้มจืดเต้าหู้(อันนี้ผมสั่ง) ผัดผักรวมมิตร และ ข้าวอีก 6 จานหมดภายใน 10 นาที อร่อยมากๆ และยังมีเสบียง เป็นข้าวผัดหมูไว้กินระหว่างทางอีก 6 ห่อ ทั้งหมดเพียง 500 บาท นับว่าถูกมาก สำหรับ 6 คน สองมื้อใหญ่ขนาดนั้น

และเราก็ได้รู้มาจากป้าอีกว่าเมื่อวานตอนเที่ยงคืน บนภูกระดึงวัดอุณหภูมิได้เพียง 4 องศาเท่านั้นเอง เป็นความหนาวที่สุดในรอบปีนี้ แหมเหมือนกับหนาวเพื่อต้อนรับพวกเราเลย นี่ขนาดตอนนี้สว่างแล้วอากาศ ยังอยู่ที่ 15 องศาเอง เอ๊ะ!นั้นเราเจอสมพรแล้วไปถ่ายรูปคู่กันดีกว่า เพราะสมพรเป็นดาราของที่นี้ใครเห็นใครก็รัก เขาเป็นกวางตัวใหญ่มาก ป้าบอกอีกว่ามันกำลังท้องเลยไม่ค่อยเดินไปเดินมา มิน่ามานั่งตากแดดทำตัวเป็นกวางแดดเดียวอยู่ได้ พวกเราจึงไปแอ็คท่ากันถ่ายรูปคู่สมพรอย่างสนุกสนานโดยให้ค่าจ้างเป็นขนมปังทาเนย

ตามโปรแกรมที่เราวางไว้ เป็นการเที่ยวทั่วภูภายในวันเดียว เป็นการเที่ยวที่สุขใจ ผสมเหนื่อยเล็กน้อย ถึงปานกลาง เพราะพื้นที่บนภูกระดึงไม่ใช่เล็กๆ และเราก็มีเวลาน้อยเสียดายมาก ถ้ามาคราวหน้าจะมาอยู่สักอาทิตย์หนึ่ง เราเริ่มออกเดินทางตอน 8 โมง โดยจุดแรกที่เราแวะก็คือ องค์พระพุทธเมตตา แวะไปสักการะเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต หลังจากนั้นก็ไปน้ำตกเพ็ญพบใหม่ ซึ่งน้ำน้อยมาก เพราะเราดันมาหน้าหนาวไม่ใช่หน้าฝน แต่พี่เต้บอกว่าดีแล้ว ถ้าเรามาหน้าฝนละก็ เราก็จะเป็นอาหารอันโอชะของบรรดาทาก ณ ภูกระดึงแห่งนี้ หญิงโอ๊ตเลยดีใจ เพราะเธอกลัวทากขึ้นสมอง ระหว่างทางผมก็อำไปตลอดทางว่าทากอยู่ตรงนี้บ้างตรงนู่นบ้าง ให้มีเสียงกรี๊ดกราดบ้างเป็นระยะๆ สะใจเพื่อนร่วมทริปครั้งนี้กันมากที่ถูกผีผ้าห่มหลอกแต่เช้า

ออกจากเพ็ญพบใหม่ ก็ไปน้ำตกโผนพบ ซึ่งเป็นคุณโผนกิ่งเพชรมาพบก็เลยตั้งชื่อนี้ ทำให้ผมคิดว่า อย่างนั้นเจ๊เพ็ญแกคงขึ้นมาที่นี้บ่อยมากแน่ๆเลย แกพบตั้ง 2 แห่งแนะ เพราะออกจากโผนพบก็ไป เจอน้ำตกเพ็ญพบอีก แหม แกคงว่างมากจริงๆด้วย และก็เดินไปต่อที่น้ำตกถ้ำใหญ่ ซึ่งทุกที่มีลักษณ์คล้ายกันนั้นก็คือ น้ำน้อยมากๆ หลังจากนั้นเราก็มาแวะที่สระอโนดาต เพื่อกินข้าว บรรยากาศดีมากเลย เป็นแอ่งน้ำจืดขนาดใหญ่น้ำใสไหลเย็น ลมพัดมาเอื่อยๆ น่านอนมาก ยิ่งทำให้ข้าวผัดอร่อยมากขึ้นไปอีก นี้ถ้าไม่เกรงใจสาวกลัวเป็นตากุ้งยิงละก็ แก้ผ้าลงไปว่ายน้ำแล้วอิอิ

หลังจากออกจากสระอโนดาตแล้วเราก็เดินทางไปผาหล่มสักกันซึ่งระหว่างทางผมได้เจอรอยเท้าช้างป่า ยังใหม่ๆอยู่เลย แต่ไม่เห็นตัวมัน ไม่รู้ไปไหน เดินไวจังว่าจะขอถ่ายรูปคู่สักหน่อย แต่จริงๆแล้วก็ไม่อยากเจอหรอกครับแหะ แหะ กลัวถูกเหยียบ เดินไปอีกนิดก็เจออึช้าง ซึ่งถ้าเป็นอึปรกติผมคงไม่ใส่ใจ แต่นี้เป็นอึช้างที่มีถุงพลาสติกด้วยทำให้ผมโกรธคนที่ทิ้งถุงพลาสติกนี้ที่ช่างเนรคุณธรรมชาติจัง ไปเที่ยวที่ไหนก็ตามเราควรรักษาความสะอาดด้วยซิ ไม่ใช่กินเสร็จก็ทิ้งมันตรงนั้นแหละ และสัตว์เหล่านี้เขาไม่รู้นี่ครับว่ามันกินไม่ได้ เขาก็กินเข้าไป สัตว์ใหญ่มันก็ยังดีที่อึออกมาได้(แต่ผมว่ามันคงแสบตูดเหมือนกันนะเพราะถุงพลาสติกใหญ่มาก) แต่ถ้าเป็นสัตว์ตัวเล็กๆละครับ อยากให้ทุกคนช่วยกันหน่อยครับ เที่ยวที่ไหนรักษาความสะอาดด้วยนะขอร้องละครับ

พวกเรามาถึงผาหล่มสักประมาณบ่าย 3 โมง มีคนมาต่อคิวถ่ายภาพเยอะแยะไปหมด เพราะผาหล่มสักนี้เป็นผาที่เป็นเอกลักษณ์ของภูกระดึงก็ว่าได้มันคลาสิกมาก เพราะเจ๊มาศมาเมื่อ 11 ปีที่แล้ว ก็ยังมาถ่ายรูปเอาไว้ ครั้งนี้แกเลยเอาใหม่อีกรอบ ส่วนพี่เต้แกก็ถ่ายเป็นรอบที่ 13 ส่วนที่เหลือเพิ่งถ่ายกันเป็นรอบแรกกัน พอถ่ายเสร็จเรียบร้อยทุกคน เราก็เดินทางกันต่อ เพราะที่นี้ห่างจากที่พักเรา 9 กิโล และเดินตอนกลางคืนกลับที่พัก 9 กิโลคงไม่ไหวแน่ เราก็เลยออกมาจากผาหล่มสักตอน 4 โมงเย็น เดินแวะตามผาแดง ผาเหยียบเมฆ ผานาน้อย และมาปิดท้ายเพื่อชมพระอาทิย์ตกดินที่ผาจำศีลเป็นที่สุดท้ายสำหรับการเที่ยว 3 วัน 2 คืนในทริปนี้

ซึ่งภาระกิจตามล่าความสุขที่หล่นหายไปในเมืองหลวงสำเร็จเสร็จสิ้นลงเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเราได้อะไรหลายๆ อย่าง เราได้ตื่นลืมตามานั่งดูพระอาทิตย์ขึ้นแต่เช้าทั้งๆที่ในเมืองกรุงซึ่งมันก็ขึ้นเหมือนกันแต่ความประทับใจมันต่างกัน เราได้มิตรภาพและการเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนมากขึ้น ทั้งๆที่อยู่กรุงเทพเหมือนกันแต่บ้านอยู่กันคนละทิศละทาง เราได้เห็นภาพสวยๆที่มองด้วยสายตาแต่มีคุณค่ามากขึ้นเพราะเรามองด้วยหัวใจ เราได้ประสบการณ์ที่หาไม่ได้ในเมืองแห่งมลพิษ ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผมมีความสุข เพียงเพราะผมได้ไปซึมซับบรรยากาศแห่งความงดงามของธรรมชาติและนำมาเล่าให้เพื่อนทุกคนได้อ่านพร้อมๆกันขอให้ทุกคนมีความสุขทุกลมหายใจครับ


บันทึกการเดินทาง
ค่าอาหาร 3 มื้อ 700 บาท หาร 6 คน ตกคนละ 116 บาท
ค่าอาหารวันกลับ 2 มื้อ (ตื่นสายเลยมากินมื้อเที่ยงและมื้อเย็น) 456 บาท หาร 6 คนตกคนละ 76 บาท
ค่ารถ 2 แถว 20บาท
ค่าของฝาก 150 บาท
ครั้งนี้ใช้ไป 362 บาท
ค่าใช้จ่ายตลอดการเดินทาง 3 วัน 2 คืน ใช้ไป 1,314 บาท หักกับงบประมาณที่ตั้งไว้ 1,500 บาท
เหลือ 186 บาท




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2551 21:24:16 น.
Counter : 145 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.