"คนที่มีความฝันให้ตามหา มีความทรงจำให้คิดถึง คือคนที่โชคดีที่สุด" ๐ จิมมี่ เลี่ยว ๐ http://twitter.com/nopsukda

พรเก้าประการ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ทำระบบการเงิน
๐ เริ่มแล้ว

สร้างสรรค์งานเขียน และ ถ่ายภาพ
๐ เริ่มแล้ว

รักใครสักคน
๐ เริ่มใหม่ได้เรื่อยๆ

Group Blog
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add พรเก้าประการ's blog to your web]
Links
 

 

ฮีโร่ กับฝันที่เริ่มเป็นจริง...

ตอนเด็กๆ ฉันมีความฝันว่า โตขึ้นอยากเป็นคนในเครื่องแบบ ไม่ใช่ยามนะฮะ อยากเป็นทหารต่างหาก ด้วยเหตุที่ว่าฉันเกิดมาเป็นน้องคนสุดท้องในครอบครัวฐานะปานกลาง แถมคุณพ่อมาเสียตอนฉันอายุได้เพียง 5 ขวบ คุณแม่เลยต้องทำหน้าที่เลี้ยงลูกทั้ง 3 ด้วยลำแข้งเพียงคนเดียว แถมมาถูกลูกยุจากเพื่อนๆ เสมอว่า ฉันทำตัวไม่ค่อยเหมือนลูกผู้ชายสักเท่าไร

ฉันก็ไม่เข้าใจว่าฉันผิดตรงไหน การที่ฉันไม่เล่นบอล ไม่ชอบเล่นเป็นพวกไอ้มดแดงพันธุ์ต่างๆ ฉันชอบเล่นขายของ แต่งตัวให้ตุ๊กตา แถมได้อยู่ท่ามกลางหมู่สาวๆ ฉันคิดว่ามันเป็นการเล่นที่ไม่เหนื่อยดี แถมได้เสริมสร้างจินตนาการอีกต่างหาก แต่พวกเพื่อนผู้ชายฉันก็สบประมาททุกวัน ทุกวัน จนฉันเริ่มรำคาญจึงต้องทิ้งการเล่นแบบนี้ แล้วหันไปไถหัวให้เกรียน เรียนให้หนัก ช่วงพักเตะบอล ((ทั้งๆที่เล่นทีไรก็เป็นได้แค่ประตู)) เพียงเพื่อจะได้ให้เพื่อนๆ ยอมรับว่า ฉันก็ลูกผู้ชายเหมือนกันนะเฟ่ย ช่วงนั้นเลยตั้งเป้าไว้ว่าโตขึ้นจะต้องเป็นทหารเท่านั้น เป็นรั้วของชาติถือปืนเท่ห์จะตาย ท่ามกลางรอยยิ้มของเพื่อนๆ ที่ยุฉันสำเร็จ ((ตอนหลังมารู้ว่ามันอิจฉาฉันที่ได้ใกล้ชิดกับหญิงที่ฮอตที่สุดใน ป.4/1 ))

พอเริ่มโตเข้าสู่วัยรุ่นตอนต้นความคิดที่อยากจะเป็นทหารสูญสลายหายไป เมื่อได้อ่านประวัติของตระกลูซีพีจากถุงกล้วยแขกหน้าปากซอยว่าเขารวยติดอันดับต้นๆของโลก มีเงินมากมายขนาดใช้ทั้งนิ้วมือและเท้านับรวมกันแล้วก็ยังไม่หมด ทำให้ฉันเริ่มโอนเอียงไปอยากรวยแบบเขาบ้างจัง โครงการที่จะสอบเข้าเตรียมทหารต้องพับเก็บเข้ากระเป๋าไปแล้วมุ่งหน้าเรียนสายพาณิชย์ดีกว่าเพราะดูท่าทางจะรวยเร็วดี

ฉันก็เริ่มศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจมากขึ้น พอม. 3 โรงเรียนเขาให้ลองเลือกแผนการเรียน ฉันก็โดดเข้าสู่สาย อังกฤษ-ธุรกิจทันที พอจบม. 3 ฉันก็ไปเรียนต่อที่พาณิชยการบางนา ท่ามกลางความงุนงงของที่บ้านว่าไหนตอนแรกมันจะเป็นทหารไม่ใช่เหรอ ฉันคิดตลอดระยะเวลาที่เรียน 5 ปีในระดับ ปวช. และ ปวส. การเรียนการสอนของที่นี้จะทำให้ฉันสามารถออกมาเป็นนักธุรกิจพันล้านได้สบายๆ ฉันพร้อมแล้วที่จะมาเป็นนักการตลาดชั้นเซียนที่จะพาธุรกิจของฉันไปติดอันดับบริษัทที่รวยที่สุดในโลก 555

แต่พอฉันเรียนมาถึงปีสุดท้ายก็ได้มาเจอกับวิชา สบต. 2207 การโฆษณาธุรกิจเบื้องต้น ที่ต้องเรียนเกี่ยวกับการทำโฆษณา ทำให้ฉันได้หลงเสน่ห์ส่วนหนึ่งในวิชานี้ก็คือ “การเขียนคำโฆษณาหรือเรียกว่าก๊อปปี้ไรท์เตอร์” มันทำให้ฉันทึ่งว่าแค่อักษรไม่กี่ประโยคมันสามารถเปลี่ยนความคิดของคนได้ อานุภาพมันรุนแรงจริงๆ เจอแล้ว ฉันเจอแล้ว อาชีพที่ฉันคิดว่า มันเป็นอาชีพที่สร้างสรรค์ให้โลกใบนี้น่าอยู่ ดูแล้วมีคุณค่ามากกว่าการที่ฉันจะมีเงินเป็นพันล้าน แต่ไม่มีโลกที่สวยงามใบนั้นอยู่ซะแล้ว ฉันต้องทำได้ ฉันบอกกับตัวเอง จนลามไปบอกกับพลเพื่อนของฉันว่า “กูจะเป็นนักเขียน!!!” แต่มันให้กำลังใจด้วยคำพูดที่ว่า “มึงตื่นเหอะ มึงเรียนพาณิชย์นะ”

นั่นนะซิแต่จะทำไงดี ฉันเรียนพาณิชย์มา และวิชาที่ฉันเรียนมันก็แค่เสี้ยวเดียวเอง ฉันเลยเอากำลังใจของพลเป็นหลักในการทำงานด้านการตลาดไปด้วยเรียนที่รามไปด้วย ยิ่งฉันได้ทำงานและเรียนเข้าไปถึงแก่นของการตลาดมากเท่าไร ฉันชักเริ่มไม่ไหว ฉันไม่ชอบ มันไม่ใช่ตัวฉันเลย ฉันรู้สึกว่าไม่ได้การแล้ว ฉันแก่ลงไปทุกวันนะ ฉันไม่อยากทำงานที่ไม่ใช่ตัวตนฉันไปจนวันตายหรอก ทำไง ทำไงดี ฉันเลยเริ่มจากเบนเข็มทางการเรียนก่อน โดยไปลงเรียนใหม่ที่คณะมนุษยศาสตร์ เอกสื่อสาร เพราะว่าถ้าจะทำงานที่ฉันต้องการ ฉันต้องมีพื้นฐานโดยการเรียนรู้และเข้าใจมันให้ชัดเจนเสียก่อน

เหมือนกับความตั้งใจของฉันกระเด็นไปกระทบหูเทวดา ท่านจึงส่องแสงชี้ทางให้ฉันได้โชว์ผลงานกับนิตยสารเล่มเล็กๆเล่มหนึ่ง ถึงแม้มันจะไม่ได้ทำเต็มตัวนัก ประมาณว่าเขียนงานไป ยกบูธไป ((คือบริษัทนี้เขาทำงานออแกไนท์เซอร์ไปด้วย)) แต่มันก็เป็นก้าวแรกที่ฉันได้ทำในงานที่ฉันหาตัวเองเจอ

ซึ่งงานนี้ทำให้ฉันได้ก้าวเข้าไปในโลกอีกใบที่เพื่อนๆ ฉันยังนึกไม่ถึงเลยว่ามันจะไปได้อย่างไร งานที่นี้เหมือนกับทำให้ฉันกลายเป็นผู้วิเศษ ได้พบเจอกับคนที่ไม่ได้เจอตัวกันง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นดาราหรือคนที่มีชื่อเสียงในสาขาอาชีพต่างๆ สิ่งที่เขาถ่ายทอดออกมา ทำให้ต่อมรับรู้ของฉันเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามด้วยก้อนสมองที่เติบโตขึ้นหลังจากฟ่อมานานแสนนาน

แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่มันฝังอยู่ลึกๆในสมองอันน้อยนิดนี้ว่า ยิ่งฉันได้คุยกับคนเหล่านี้มากเท่าไร ฉันรู้สึกตัวเล็กลงมากเหลือเกิน เพราะเขาเหล่านั้น เก่ง เจ๋งโคตร แต่ฉันมันเป็นเพียงร่างทรงที่สื่อกลางระหว่าง คนมีดีกับคนอยากรู้ มันยังไม่ใช่สิ่งที่ฉันฝันไว้ แล้วฝันมันหายไปไหน((ว่ะ)) ความฝันที่ฉันอยากเป็นนักเขียนไง มันหายไปไหน งานที่คิดตัวอักษรที่มีอานุภาพในการเปลี่ยนใจคนมันหายไปไหนซะแล้ว คำพูดให้กำลังใจของไอ้พลมันก็ย้อนกลับมาในหัวเหมือนกับรอจังหวะอยู่พอดี

และวันหนึ่งฉันได้โอกาสดีๆ มาโผล่อยู่ตรงหน้า แรกๆฉันก็ไม่รู้หรอกว่าผู้ชายหน้าตามึนๆ หัวยุ่งๆ คนนี้เป็นใคร พี่นักข่าวอีกคนเขาบอกว่า เนี่ยพี่โหน่ง เจ้าของ a day ไง ซึ่งช่วงนั้นฉันก็เริ่มเปิดสมองมากขึ้น จนได้รู้จักกับหนังสือเล่มนี้ แล้วรู้สึกว่าใครทำ((ว่ะ))คิดได้ไงเนี่ย ฉันไม่รอช้าจึงขอเข้าไปนั่งคุยกับพี่เขาทันที และพี่เขาก็ใจดี ยอมเสียสละเวลาให้ฉันเข้าไปคุยที่ออฟฟิศถึง 3 ชม.

เป็น 3 ชม.ที่มีค่ามาก ซึ่งพี่โหน่งให้อะไรกลับมาเยอะแยะ ฉันละทึ่งกับผู้ชายคนนี้มากๆ ซึ่ง 3 ชม.แห่งความรู้นั้น สรุปออกมาได้ใจความสั้นๆ ว่า “ฝันจะเป็นจริงได้ต้องลงมือทำด้วยความถ่องแท้” สั้นๆง่ายๆ อย่างที่พี่เขาบอกเลย ทำให้ฉันรู้ว่าสาเหตุที่ฝันฉันไม่เป็นจริงสักที ก็เพราะว่าฉันไม่ลงมือทำนั่นเอง

หลังจากนั้นไม่นานตัวอักษรที่ทุกท่านกำลังอ่านอยู่นี้ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ฉันถือว่าพี่โหน่งเป็นเหมือนแรงดัน ที่ทำให้ฉันมีหนังสือเล่มนี้ ขอบคุณพี่มากฮะ ส่วนวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น มันก็ต้องดูผลจากที่ฉันลงมือหว่านไว้ในวันนี้ ผู้อ่านท่านใดที่ยัง งง ชีวิตอยู่ ลองหาอะไรที่ตัวเองชอบ หรือเคยฝันไว้ แล้วลงมือทำเถอะครับ ฉันมีความเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า “ปาฎิหารย์ มักจะเกิดขึ้นกับคนที่ตั้งใจ” รีบลงมือเถอะ ชีวิตเรามันสั้นมากนะครับ..........ขอบอก




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 20:32:41 น.
Counter : 221 Pageviews.  

สุดยอดแห่งออฟฟิศ

ติ๊ง..... 27 floor Going Down
กระจกใสแจ๋วปิดกันแอร์เย็นช่ำบนชั้น 27 ของตึกที่สูงที่สุดในเส้นเอกมัย ซึ่งเป็นที่ทำงานของกลุ่มคนที่มีประสิทธิภาพระดับหัวกระทิอันดับต้นๆของประเทศทางด้านการสร้างสรรค์เทคโนโลยีบนสายเคเบิ้ลที่โยงใยกันไปทั่วโลก มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Website เพียงแค่ก้าวผ่านกระจกบานใสบานนี้เข้าไปคุณก็สามารถเจอกับพวกเขาแล้ว

จะว่าไปฉันก็ขอยกหางอันน้อยนิดของตัวเองสักหน่อย เพราะว่าฉันนั้นทำงานอยู่หลังกระจกบานนี้ด้วยเหมือนกัน ทั้งๆที่ฉันก็ไม่ค่อยได้ความสักเท่าไรนัก เรียนก็ยังไม่จบเสียที ภาษาอังกฤษก็แย่ แค่ เอ – แซด ยังไม่มั่นใจเลยว่ามัน 24 หรือ 26 ตัว แต่ดันมาทำงานให้กับฝรั่ง ต๊าย...ตายทำตัวกลมกลืนจริงๆ นี่ก็สอง ปีเข้าไปแล้ว เขายังจับตัวไม่ได้เลยว่ามั่วเข้ามาทำงานกับเขาได้อย่างไร...อิอิ

ไม่รู้ฉันจะเริ่มต้นอธิบายอย่างไรดี ตอนที่เข้ามาทำงานกับที่นี่ครั้งแรกก็เพราะว่า ช่วงนั้นกระแสของWebsite กำลังมาแรง และWebsite แห่งนี้ที่กำลังต้องการคนที่เข้ามาทำงานทางด้านข้อมูล ประกอบกับช่วงนั้นฉันก็รู้สึกเบื่อๆ กับการทำหนังสือที่ออกรายตามใจเจ้านายพอดี ฉันคิดว่าอยากทำงานที่ตัวเองชอบ ใช้ชีวิตให้มีรสชาติดีกว่า ก็เลยรับข้อเสนอของที่นี่ เพราะฉันชอบงานที่ออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คน ด้วยสาเหตุที่ว่าเรื่องที่ฉันอยากรู้นั้น หนังสือที่มีอยู่ตามท้องตลาด ทำออกมาไม่โดนใจสักเท่าไร เมื่อมีโอกาสที่ได้ทำเองแล้ว ก็สนุกละซิ

และก็ได้ผลทันตาเห็นออฟฟิศแห่งใหม่นั้นให้โอกาสฉันได้แสดงฝีมืออย่างเต็มที่ ยิ่งไอเดียกระฉูดเท่าไรก็ยิ่งดี เพราะงานทางด้านWebsite นั้นค่อนข้างจะอิสระ คราวนี้แหละฉันอยากรู้ อยากเห็น อยากทำอะไรก็ลุยเลย ที่นี้เปิดโลกของฉันให้กว้างขึ้นอีกเท่าตัว ทำให้ฉันมีโอกาสได้ไปพูดคุยกับบุคคลที่ฉันใฝ่ฝันไว้ นี่ถ้าฉันทำบัญชีคงไม่มีโอกาสแน่ๆ

เมื่อได้เห็นข้อดีของงานนี้แล้ว ใช่ว่าข้อเสียจะไม่มีเลย ด้วยเหตุที่ว่างานเขียนบน web จะสู้งานเขียนบนกระดาษไม่ได้ ก็ตรงที่ว่า การอ่านจากจอคอมพิวเตอร์ที่มีแสงออกมานั้น เมื่ออ่านนานๆเข้าก็จะทำให้ปวดตาเอาได้ ทำให้เวลาของการอ่านนั้นต้องน้อยลง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ก็ต้องลดน้อยลงไปด้วย แถมฉันต้องคิดคำที่จะดึงดูดความสนใจของผู้อ่านอย่างเต็มสูบ ทำให้งานของฉันจึงค่อนข้างหนักพอสมควร

แต่ยังดีที่ฉันมีกำลังสนับสนุนจากออฟฟิศนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งฉันไม่เคยเจอออฟฟิศที่ไหนมีห้องพักผ่อนให้กับพนักงานที่ประกอบไปด้วย โซนี่เวกก้า 25” กับเกมเพลย์สเตชั่น ห้องครัวที่อุปกรณ์ครบครัน คอมพิวเตอร์คนละ เครื่อง ทั้งๆ ที่ฉันได้แค่พิมพ์ดีดเท่านั้นก็ทำงานได้แล้ว ไหนจะสวัสดิการต่างๆที่จะสนับสนุนให้กำลังใจพนักงานเต็มที่ จะมีออฟฟิศไหนบ้างนะ ที่เลี้ยงอาหารเย็นพนักงานทุกวันศุกร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจกับคนที่ชอบกินฟรีอย่างฉันเป็นที่สุด !!!

สิ่งเหล่านี้จะว่าไปก็เป็นเพียงอุปกรณ์เสริมภายนอกเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานของที่นี่ ก็คือบรรยากาศจากเพื่อนๆร่วมงานต่างหาก ออฟฟิศแห่งนี้เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง อบอุ่น มีน้ำใจ สามัคคี พอฉันได้เข้ามาทำงานที่นี้แล้วเหมือนกับไม่ได้มานั่งทำงาน ไม่ต้องมากลัวว่าใครจะมาเลื่อยเก้าอี้กัน เพราะทุกๆคนในที่นี้คือแรงดันของกันและกัน บรรยากกาศอันอบอุ่นแบบนี้เอง ทำให้ฉันนึกถึงเรื่องดีๆได้เรื่องหนึ่ง.....

กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องมันเริ่มจาก มือถือรุ่นสงครามโลกครั้งที่สองของฉัน ((ยี่ห้อ แดนคอล ซึ่งเลิกผลิตไปแล้ว)) ความเก่าของมันน่าจะเอาไปเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนรุ่นหลังไว้ศึกษามากกว่า และบังเอิญอีกที่พี่นานา ได้มาเห็นมือถือของฉันเข้า แล้วรู้สึกว่าน้องคนนี้มันจะโลว์เทคไปหน่อยไหมเนี่ย บริษัทเราทำงานเกี่ยวกับเทคโนโลยีนะจ๊ะ พี่เขาเลยบอกว่า “นพเอ๊ย พี่มีมือถือไม่ใช่แล้วเครื่องหนึ่ง เดี๋ยวพี่เอามาให้นะจ๊ะ” ฉันก็บอกไปว่า “อย่าเลยครับเกรงใจ”((ปฏิเสธตามธรรมเนียม แต่หัวใจพองโตมาก)) และพี่เขาก็บอกอย่างที่ฉันคิดไว้เลยก็คือ “เอาไปเถอะพี่มีเครื่องใหม่แล้ว” 555

พอวันที่มือถือมาถึงมือฉัน ทำให้ฉันรู้สึกว่ามันรุ่นใหม่มาก ((ถ้าเทียบกับรุ่นสงครามโลกของฉัน)) และยังดูแจ๋วอยู่เลย เล็กกะทัดรัดต่างกับมือถือทรงอิฐกำแพงเมืองกรุงศรี ราวฟ้ากับเหว พอแจ๊คมันเดินมาเห็นมือถือรุ่นนี้เข้า มันก็บอกว่า “เฮ้ย รุ่นนี้เหรอ พี่สาวเราก็ใช้ โคตรทนเลย แต่ตอนนี้พี่เขาเปลี่ยนรุ่นแล้ว ยังมีแบตกับที่ชาร์จอยู่ เดี๋ยวเราเอามาให้นะ” พออีกคนเห็นก็บอกว่าจะเอาสมอลล์ทอล์กมาให้ คนนู่นก็แนะนำการใช้ คนนี้ก็บอกว่าไปเปลี่ยนกรอบได้ที่นี่ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกว่า นี่แหละ....บรรยากาศอย่างนี้แหละ ที่มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่น และน่าอยู่เมื่อทุกคนมีน้ำใจให้กัน ไม่ใช่จากการที่ได้มือถือมาฟรีๆนะ สาบาน!!!

ฉันเคยให้คำปรึกษาน้องคนหนึ่งที่เข้ามาถามฉันว่า มีบริษัทยักษ์ใหญ่กับบริษัทธรรมดาๆ มารับเขาเข้าทำงานพร้อมๆ กัน เขาจะเลือกที่ไหนดี ฉันเลยแนะนำไปว่า ให้ลองไปทำงานทั้งสองแห่งอย่างละ 1 วันก่อน ถ้าเพื่อนร่วมงานที่ไหน ชวนกินข้าวกลางวัน หรือมีรอยยิ้มเมื่อเราถามทางไปห้องน้ำ ให้เลือกทำงานกับที่นั้น
ถึงแม้งานมันจะหนักสักเท่าไร หรือบริษัทจะไม่ได้ใหญ่โต แต่ถ้าเรามีเพื่อนร่วมงานที่ดีมันก็จะช่วยให้การทำงานที่แสนเหน็ดเหนื่อยนั้นลดลงกว่า 50 % แต่มันจะเชื่อฉันไหมอันนี่ไม่รู้ แต่ที่ฉันอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ก็เพราะที่ออฟฟิศแห่งนี้มีบรรยกาศเหล่านี้แหละ
เอ๊ะ !!!! นี่ฉันเอาความลับของบริษัทมาเปิดเผยหรือเปล่าเนี่ย ....




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 20:22:49 น.
Counter : 147 Pageviews.  

เพื่อน…หมา...หมา...


“ เบนจี้ เธอเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของฉันเลย ถ้าชาติหน้ามีจริง เธอกลับมาหาฉันอีกนะ ส่วนตอนนี้เธอหลับให้สบายเถอะ เพื่อนยาก…..”

วันแรกที่ฉันได้เจอเบนจี้ หมาตัวเมียพันธ์ทางที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นก็คือ วงกลมสีดำรอบดวงตาข้างซ้ายของมัน ก็เกือบๆ 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันเพิ่งกลับมาจากโรงเรียน เจ้าเบนจี้ก็วิ่งมาหาฉันด้วยความดีใจอย่างกับคนที่จากกันมาเป็นสิบๆปี ทั้งๆ ที่เราเพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก ผิดกับไอ้หมีหมาจอมหยิ่ง ที่มันชำเลืองฉันแค่เพียงหางตาเท่านั้น

ที่เจ้าสองตัวมาอยู่ในหลังคาเดียวกันกับฉันด้วยสาเหตุที่ว่า ป้าของฉันเป็นคนที่รักหมามาก และเจ้าจูดี้หมาตัวโปรดแกก็เพิ่งตายไป ((ช่วงนั้นฉันตกเป็นอาชญากรตัวร้ายสำหรับป้าเลย แกหาว่าหมาตายเพราะฉัน ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยไปยุ่งกับมันสักนิด มันแก่ตายไปเองต่างหาก ป้าก็ไม่เชื่อ เฮ้อ เศร้า)) ป้าก็เลยรับเจ้าสองตัวนี้มาเลี้ยงแทน

ซึ่งฉันก็ไม่ได้รังเกียจหมาหรอกนะ ออกจะรักพวกมันด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เป็นเด็ก ยังไม่เคยรู้จักความหมายของคำว่า “ผูกพัน” แรกๆฉันไม่ค่อยใส่ใจใยดีอะไรกับเจ้าสองตัวนี้เท่าไรนัก แต่เหมือนกับสวรรค์ต้องการจะสอนให้ฉันเติบโตขึ้นไปพร้อมๆ กับความรู้สึกนี้ จึงส่งเจ้าสองตัวนี้มาให้ ฉันรู้สึกว่าเข้าใจง่ายกว่าการอ่านตำราพุทธศาสตร์เบื้องต้นเสียอีก

โดยที่เจ้าหมีเป็นหมาตัวผู้อารมณ์ศิลปิน รักสันโดษ มันไม่ค่อยมีอารมณ์สนุกสนานด้วยสักเท่าไร ผิดกับเจ้าเบนจี้ที่มันมีอารมณ์ดี 24. ชม. ถ้ามันสามารถไปลงเรียนรามวิชา MC 410 มนุษยสัมพันธ์เบื้องต้นได้ ฉันว่ามันคงได้ G แน่ๆ เพราะมันร่าเริง เป็นมิตร ช่างเอาใจ ขี้อ้อน จนฉันเริ่มงงๆ ว่าถ้ามีโจรเข้าบ้านมันจะเป็นอย่างนี้ไหมเนี่ย

ต่อจากนั้นอีก 2 ปี มันทั้งคู่ก็ได้ให้กำเนิดลูกหมาตัวเล็กๆ ลืมตามาดูโลกอีก 3 ตัว เป็นตัวเมียคู่แฝด แต่นิสัยต่างราวฟ้ากับดิน((ตัวหนึ่งนิ่ง ตัวหนึ่งซ่า)) ป้าฉันตั้งชื่อตามสุนัขตัวโปรดที่ตายจากแกไป ตัวหนึ่งชื่อเจ้าจู อีกตัวคือเจ้าดี้ ส่วนตัวสุดท้ายที่ถอดนิสัยของเจ้าหมีมาทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ว่าจะเป็นความหยิ่ง ทระนงตน อารมณ์ศิลปิน ป้าเลยเรียกมันว่า 3 สี ฉันเคยถามป้าว่าทำไม ป้าฉันตอบอย่างสุดภูมิใจว่า ก็ตัวมันมีสี ดำ ขาว น้ำตาลพอดี เลยเรียกมันอย่างนี้แหละ อืม ดูเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านดีแหะ

เวลาที่ฉันกลับมาถึงบ้านทีไร มหกรรมการต้อนรับที่แสนวุ่นวายก็ได้เริ่มขึ้น โดยพวกมันจะแบ่งออกเป็นชุดๆ เจ้าเบนจี้ก็จะออกมาต้อนรับแบบร่าเริงจนเกินเหตุ โดยมีทัพหน้าเป็น เจ้าเบนจี้และเจ้าจูลูกสาวตัวโปรดที่ถอดนิสัยกันมาแทบทุกอณู ไม่ว่าจะเป็นการกระโดด การเลียอย่างฉ่ำเยิ้ม หลังจากคู่แรกเริ่มเหนื่อย ชุดที่สองก็จะเริ่มการทักทาย คือเจ้าสามสีและไอ้หมีเข้ามาประมาณแค่เลียมือ 2-3 ครั้งสะบัดหางซักหน่อยให้รู้ว่า “เนี่ย ฉันดีใจนะที่แกกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย สบายดีใช่ป่ะ งั้นขอตัวไปนอนต่อนะ บาย” และมันก็เดินจากฉันไป

แต่การต้อนรับของพวกมันนี้จะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดนางพญาอย่าง เจ้าดี้ มันจะเข้า ทักทายอย่างสุภาพ ดูแล้วเหมือนเจ้าหญิงมาก เดินช้าๆ แต่สง่างาม ค่อยๆ ยกมือ((ขาหน้า))ทักทายสักนิดหน่อยพอเป็นพิธี แล้วก็ขอตัวไปรวมกลุ่มกับ พรรคพวกนอนต่อเหมือนเดิม เป็นอันจบพิธีการต้อนรับการกลับบ้านของฉัน

ซึ่งทุกคนในบ้านจะได้รับการต้อนรับสไตล์นี้มาเป็น 10 ๆปี แต่ก็น่าแปลกใจตรงที่ไม่เคยมีใครบ่นเบื่อสักนิด กลับมีความสุขอย่างประหลาด อาการที่เหน็ดเหนื่อยกับงาน การเรียน รถติด ฝุ่น มลพิษ กลับถูกกองทัพนี้กำจัดไปหมดภายในพริบตาเดียว ชีวิตที่ห่อเหี่ยวจากข้างนอกนั้นกลับสดใสกลับมาอย่างฉับพลัน

จนกระทั่งเมื่อต้นปี 45 ความร่าเริงของเจ้าเบนจี้ก็ถดถอยลงไปตามวัยและกาลเวลา มันเริ่มแกว่งหางช้าลง เดินเข้ามาหาฉันสั้นลง บางครั้งแค่เดินเข้ามาเอาจมูกมาดุนๆ โดยไม่มีการกระโดดเหมือนก่อน บางครั้งก็แค่ส่งเสียงต้อนรับฉันมาจากที่นอน เพื่อให้ฉันได้รับรู้ว่า มันดีใจนะที่ฉันกลับบ้านมาอย่างปลอดภัย

และวันที่เลวร้ายในชีวิตฉันก็เกิดขึ้นจนได้ วันนั้นฉันออกไปทำงานตามปรกติ ส่วนคุณป้า ก็พาน้องชายไปแข่งว่ายน้ำที่ต่างจังหวัด และก่อนออกเดินทางแกบอกฉันว่า “เจ้าเบนจี้มันไม่สบายนะ ข้าวก็ไม่ยอมกิน เอาแต่ไปนอนใต้ต้นมะม่วงมาหลายวันแล้ว แกดูแลมันให้ดีนะ” ฉันกลับมาถึงบ้านก็เริ่มค่ำแล้ว แต่ก็ไร้เงากองทัพที่เคยออกมาต้นรับฉัน ไม่มีเสียงที่คุ้นเคย พอฉันเดินมาถึงต้นมะม่วง ทำให้ฉันได้เห็นภาพที่ไม่มีวันลืมเลยนั้นก็คือ หมา4 ตัวนั่งๆนอนๆ รอบๆ หมา 1 ตัวที่ไร้ลมหายใจ

ทำให้ฉันรู้สึกว่า แค่ลมหายใจสุดท้ายของเพื่อน ฉันก็ไม่มีวันได้เห็น เธอจากไปโดยที่ไม่มีเพื่อนตัวโตที่เธอรักสุดชีวิตอยู่ข้างกาย ทั้งๆที่ตลอดชีวิตของเธอนั้นเป็นกำลังใจให้ฉันเสมอ ฉันให้คำมั่นต่อหน้าหลุมศพเพื่อนรักของฉันว่า “ต่อไปนี้ฉันจะคอยเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คน ทุกๆ สิ่งบนโลกใบนี้ที่ได้รู้จักโดยไม่มีข้อแลกเปลี่ยน อย่างกับที่เธอไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเพื่อนคนนี้ จนกระทั่งลมหายใจสุดท้ายของเธอ”

สุดท้ายฉันก็ได้รู้จักความหมายของคำว่า “ผูก พันธ์” จากการสูญเสียเธอไป ส่วนคืนนี้ขอให้เธอนอนหลับฝันดี ถึงแม้พรุ่งนี้เธอจะไม่ลืมตา แต่ฉันจะไม่มีวันลืมเธอ........




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 20:18:58 น.
Counter : 262 Pageviews.  

มาทำบุญด้วยเลือดกันเหอะ...

“ต้องไปวัดความดันก่อนซิจ๊ะ ลืมได้ไง นี่ครั้งที่ 18 แล้วนะ” น้ำเสียงระรื่นหูของสาวสวยที่เป็นเจ้าหน้าที่บันทึกประวัติผู้มาบริจาคเลือด แซวฉันด้วยความสนิทสนม อืม....ครั้งนี้ครั้งที่ 18 แล้วหรือเนี่ย ฉันไม่น่าเปิ่นต่อหน้าสาวสวยเลย ให้ตายดิ้น

การบริจาคเลือดนั้นเป็นกิจกรรมทำบุญที่ฉันชื่นชอบมากที่สุด แต่ฉันไม่ใช่ซาดิสต์นะ แค่ฉันรู้สึกดีที่จะให้เลือดมากกว่าเศษเงินในกระเป๋าแก่ขอทาน หรือการใส่ซองทำบุญต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่ง หรือการถวายให้พระ เพราะฉันรู้สึกว่าการทำแบบนั้น เป็นการทำบุญแบบฉาบฉวยอย่างไรไม่รู้ คิดอยากทำบุญสักหน่อย ก็ให้ร้อยสองร้อย ก็ได้บุญละ รู้สึกว่าทำบุญนี้มันสะดวกดีเนอะ สะดวกจนขอทานมีเงินปล่อยกู้ไปซะแล้ว

บางครั้งฉันเคยได้ยินคนบางคนพูดว่า ใส่ซองแล้วต้องกินให้คุ้ม โอ้...อะไรกันครับเนี่ย สรุปว่าเราทำบุญเพื่อต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนหรือไงนะ บางคนใส่ยี่สิบ กินสามร้อย มองเป็นผลตอบแทนการลงทุนเกินไปหรือเปล่าครับ บางคนถวายเงินพระไป 100 แต่ขอให้ตัวเองตายแล้วขึ้นสวรรค์บ้างล่ะ ขอให้ถูกรางวัลที่หนึ่งบ้างล่ะ บางพวกก็ทำบุญกันไม่ลืมหูลืมตา จนพระท่านไม่รู้เอาเงินไปเก็บไว้ไหนแล้ว ท่านเลยเอาไปซื้อเบ๊นซ์บ้าง เที่ยวคาเฟ่บ้าง เพราะความรู้สึกว่าการทำบุญด้วยเงินเนี่ย ง่ายดี เห็นผลชัดเจน คนทำบุญเดินไปวัด พระขับซีรี่สาม......ประทับใจทั้งคนให้และคนรับเลยไหมครับท่าน

สำหรับคำว่าทำบุญหรือการให้ทานนั้น ในความหมายของพระพุทธเจ้าคือการสละสุขส่วนตัวไปให้กับผู้ที่เดือดร้อนโดยตัวผู้ให้เองต้องไม่เดือดร้อน นั่นถึงจะเรียกว่าการทำบุญ ซึ่งมันก็ตรงกับความรู้สึกของฉันเป๊ะเลย

สำหรับการบริจาคเลือดของฉันนั้นมันเริ่มมาจากความอยากที่จะช่วยคนอื่น เพราะเลือดนั้นสำคัญมากสำหรับผู้ที่ต้องการ ((นั่นซิคนปกติเขาจะเอาเลือดไปทำไม)) ซึ่งครั้งแรกในการบริจาคเลือดของฉันก็คือ เพื่อนคนหนึ่งในโรงเรียนเดียวกับฉันประสบอุบัติเหตุทางมอเตอร์ไซค์ และต้องการเลือดมาก อาจารย์จึงประกาศผ่านเสียงตามสายในโรงเรียนว่าต้องการเลือดด่วน ซึ่งช่วงนั้นฉันกำลังเซ็งๆ กับวิชาอังกฤษอยู่พอดี ฉันจึงฉวยโอกาสทองครั้งนี้เสนอตัวไปให้เลือดแก่เพื่อนที่ฉันไม่เคยรู้จัก จนทำให้ฉันเริ่มหลงใหลการทำบุญแบบนี้ขึ้นมาทันตาเห็น ทั้งช่วยชีวิตมนุษย์ ไปพร้อมๆ กับช่วยให้ฉันโดดเรียนด้วยเสียงชื่นชมจากเพื่อนๆและอาจารย์ ซึ่งเป็นการโดดเรียนที่ฉันภูมิใจที่สุดในชีวิต

ส่วนการบริจาคเลือดนั้นก็ยังมีแยกย่อยออกไปอีก ปรกติสุดก็คือบริจาคเลือดแบบ 3 เดือน 1 ครั้ง วิธีนี้เขาจะนำไปทั้งเลือดและน้ำเหลือง ครั้งละ 250 ซีซี ส่วนแบบพิเศษก็คือการบริจาคเกร็ดเลือด อันนี้เขาจะมีเครื่องแยกเกร็ดเลือดกับน้ำเหลืองออกจากกัน แล้วเครื่องจะคืนน้ำเหลืองมาให้เรา และบริจาคได้บ่อยกว่าแบบแรก ประมาณ 1 เดือนครึ่งก็บริจาคได้อีกแล้ว แต่มันมีข้อเสียตรงที่ว่า จะใช้เวลาในการบริจาคครั้งหนึ่งนานราวๆ 2 ชั่วโมง นอนกันเมื่อยเลย แต่พี่เก๋พยาบาลประจำตัวฉัน ((แบบว่ามาทีไร เจอพี่เก๋เจาะให้ตลอด)) บอกว่า เกร็ดเลือดที่ได้มานั้น สามารถนำไปใช้กับผู้ป่วยได้ทันที ไม่ต้องมาผ่านกระบวนการคัดแยกอีก คล้ายๆ กับเป็นเลือดพร้อมดื่มประมาณนั้นเลย..หึ..หึ

เมื่อฉันมีเวลาว่างๆ หรือบางทีก็โดดงานมา เจ้านายก็ใจดีอนุญาตให้ฉันมาเสนอหน้านอนตีพุงให้พี่ๆ พยาบาลที่น่ารักเจาะเลือดฉันไปใช้ประโยชน์อยู่เสมอๆ และฉันเคยอ่านบทความชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับสุขภาพว่า คนเราต้องได้รับการเปลี่ยนถ่ายเลือดบ้าง เพื่อที่จะทำให้ร่างกายได้ผลิตเม็ดเลือดใหม่ๆออกมาใช้บ้าง ร่างกายจะได้สดใสมีชีวิตชีวา
ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนที่สุดก็คือ บรรดาสาวๆทั้งหลาย พวกเธอมีประจำเดือน ทำให้มีการถ่ายเทเลือด ผิวพรรณของเธอจึงสวยเปล่งปลั่งอมชมพู แลดูสุขภาพดี ((โดยไม่ต้องไปพึ่งไวเทน่งเทนิ่ง)) แต่ฉันเป็นผู้ชายไม่มีประจำเดือนนะซิ จะให้ไปหาเรื่องโดนตีกระบาลแยกเสียเลือดแบบนั้นก็ใช่ที่ แถมสุขภาพจะไม่ค่อยดีอีกต่างหาก วิธีนี้แหละดีที่สุด แถมเลือดของเรายังไปต่อชีวิตให้คนอื่นได้อีก

ส่วนจะได้บุญหรือไม่นั้นฉันไม่รู้ซิ แต่ 10 ปีที่ผ่านมาฉันก็ไม่เคยโดนหิ้วปีกเข้าโรงพยาบาลเลย หรือการที่ฉันได้เห็นคนที่เขาเดือดร้อน และบรรดาญาติๆ ของเขาได้กลับมาใช้ชีวิตใหม่อีกครั้งจากเลือดของเรานั้น มันทำให้ฉันรู้สึกสบายใจ เอ....แบบนี้จะเรียกว่าได้บุญหรือเปล่านะ

- ติดต่อขอบริจาคเลือดได้ที่สภากาชาดไทย ถนนอารีดูนังต์ สอบถามเพิ่มเติม 02-251-3111




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 20:17:22 น.
Counter : 237 Pageviews.  

หมวกไหมพรม

“ทำไมฉันต้องใส่มันไว้นะเหรอ” ฉันทวนคำถามของเพื่อนใหม่ที่พึ่งรู้จักกันได้ไม่นานนัก นั้นนะซิทำไมฉันต้องใส่หมวกไหมพรมใบนี้ไว้ตลอดนะเหรอ..... เอ...ฉันจะตอบเขาอย่างไรดีนะ

หมวกไหมพรมสีดำสนิท ((ที่เรียกกันติดปากว่า หมวกไอ้โม่ง)) ใบนี้เป็นของแถมมาจากน้ำดำยี่ห้อหนึ่งเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนที่ได้มันมานั้น ฉันก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรกับมันมากมาย ได้มาก็โยนมันไว้ในมุมตู้เสื้อผ้าอย่างไม่สนใจใยดีมันสักเท่าไรนัก เพราะตอนนั้นฉันไม่เคยมีความคิดที่จะใส่มันแม้แต่นิดเดียว

คงจะเป็นเพราะช่วงนั้นแฟชั่นมันวิ่งแข่งกับเวลามาก และฉันก็ชื่นชอบที่จะอยู่ในกระแสอย่างนั้น สนุกสนานกับการแปลงร่างไปตามศิลปินคนโปรด เดี๋ยวผมยาว ผมสั้น หรือสั้นข้างยาวข้าง จนมาถึงวันหนึ่งฉันรู้สึกว่าทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้ กับการที่ต้องเดินตามใครสักคน พ่อก็ไม่ใช่ แม่ก็ไม่เหมือน แถมหันไปข้างๆก็มีคนที่แต่งตัวคล้ายเราอีกเป็นแสน อย่างกับถูกโคลนออกมาจากที่เดียวกันทั้งสยาม โอ๊ยเหนื่อย ฉันยอมแพ้ ให้คนอื่นเขาเดินตามกันต่อไปเหอะ ฉันไม่เอาด้วยแล้ว

ฉันลองมาเริ่มหาสไตล์ที่เป็นตัวของตัวเอง ลองมันมาหมดแล้ว ตั้งแต่การแต่งตัวแบบเท่ห์ๆ เสื้อหนังกางเกงฟิตตูด แต่ก็รู้สึกอึดอัดและก็โคตรร้อน ลองหันมาใส่เชิ้ตผูกไทค์ ดูแล้วก็ผู้ดีไปไม่ค่อยเหมาะกับหน้าเลยให้ตายซิ ลองแต่งตัวประหลาดๆ ยามตามห้างก็มองตั้งแต่หัวจรดเท้า ยามบางที่เขาก็แต่งตัวดีมีชาติตระกูลกว่าเราอีกแหะ

จนฉันเริ่มรู้สึกว่า เสื้อผ้ามันก็แค่เสื้อผ้า มันแค่ช่วยห่อหุ้มร่างกายป้องกันข้อหาอนาจารจากการโชว์ของสงวนให้กับสาวๆ ได้ตื่นตะลึง....อิอิ... ช่วยป้องกันสุขภาพของฉันให้ห่างจาก แดด ฝุ่น มลพิษ ที่เป็นกลายเป็นสัญลักษณ์ของคนเมืองไปแล้ว ทำให้ฉันรู้สึกสว่างวาบทางปัญญา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็คว้าเจ้าไหมพรมมาสถิตบนกบาลมา 3 ปีกว่าแล้ว

ครั้งแรกที่ฉันคิดว่าจะสวมมันไว้ก็เพราะว่า ป้องกันผมของฉันไม่ให้โดนแดดเวลาเดินทางผมจะได้ไม่เสีย ป้องกันลมไม่ให้พัดทรงผมกระจาย เพราะผมของฉันนั้นมันฟูมากๆ ต้องโกนเท่านั้นถึงจะเอาอยู่ ก็ได้หมวกนี้แหละที่ช่วยปกป้อง ฉันคิดเพียงเท่านี้เองจริงๆ ไม่ได้มีเจตนาใส่อำพรางคดีเพื่อที่จะไปปล้นธนาคารเลยนะ แต่กลับเป็นว่าเจ้าไหมพรมใบนี้เองกลายเป็นครูคนสำคัญในชีวิตฉันไปทั้งๆ ที่มันไม่ได้เรียนจบแม้กระทั่งอนุบาล 1 ด้วยซ้ำ
มันทำให้ฉันได้เห็นร่างที่แท้จริงของใครหลายๆ คน เปรียบเหมือนกับเครื่องเอ็กเรย์นิสัยของมนุษย์ บางคนแต่งตัวหรูหรา ราคาแพง แต่สายตาที่เขาส่งมาหาฉันนั้นออกไปในทางเหยียดหยาม รังเกียจ เขาไม่กล้าเดินเข้าใกล้ แม้แต่ชายตามองเมื่อเราเดินสวนกัน

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ฉันให้เพื่อนเดินตาม ห่างราวๆ 3 เมตร เพียงแค่เดินเล่นในระยะทางไม่ถึงหนึ่งกิโลในสยามเซ็นเตอร์ ทำให้มีเรื่องเล่าต่างๆมากมาย บ้างก็หาว่าฉันโรคจิต บ้างก็คิดว่าฉันเป็นขโมย บ้างก็คิดว่าฉันเพิ่งออกจากคุก บ้างคนก็คิดว่าฉันเป็นเอเย่นต์ขายยาบ้า ว่ากันเข้าไปนั้น ฉันสงสัยว่า ทำไมจินตนาการของคนจึงได้พุ่งลงต่ำซะขนาดนั้น

ช่วงแรกๆ ฉันก็เริ่มรู้สึกท้อเหมือนกัน คิดว่าฉันคงต้องเลิกใส่ซะแล้วมั๊ง แต่ความเชื่อมั่นในหมวกใบนี้มันกลับคืนมา เมื่อวันหนึ่งฉันเจอคุณยายแก่ๆ กำลังเข็นรถผลไม้ข้ามแยกไฟแดง ซึ่งแกต้องยกรถให้ขึ้นบนฟุตบาท แต่เรี่ยวแรงของแกคงจะทดถอยไปตามวัยและกาลเวลา ฉันจึงช่วยแกยกรถ คุณยายเลยให้ส้มมา 2-3 ลูก พร้อมกับคำพูดที่ทำให้ฉันรู้สึกภูมิใจว่า “ขอบใจมากนะเอ็ง สมัยนี้หาคนจะมีน้ำใจได้ยากเหลือเกิน ไม่อยากเชื่อเลยว่าเอ็งจะช่วยยาย ตอนแรกนึกว่าโจร ” ประโยคสนทนาสั้นๆ เพียงเท่านี้เอง แต่มันสร้างความมั่นใจในหมวกใบนี้กลับคืนมาได้มากโข

ทำให้ชีวิตฉันได้เรียนรู้ขึ้นมาอีกนิดว่า ความดีต่างหากที่ปกคลุมร่างกายของเรา มากกว่าเสื้อผ้าราคาแพง ต่อให้บรรดาดีไซน์เนอร์ระดับโลกคนไหนก็ออกแบบไม่ได้ แต่ฉันกลับออกแบบมันได้ด้วยตัวเอง ดังนั้นหมวกใบนี้จึงไม่ใช่สิ่งที่จะตัดสินได้ว่า คนที่สวมมันจะเลวเสมอไป ตั้งแต่นั้นมาฉันก็ไม่เคยห่างจากหมวกไหมพรมใบนี้เลย
“ที่ใส่ไว้ก็แค่กันหัวฟูเท่านั้นเองว่ะ เนี่ยใส่ก่อนพี่โต ซิลลี่ฟู อีกนะเฟ่ย...”




 

Create Date : 02 ตุลาคม 2549    
Last Update : 2 ตุลาคม 2549 20:12:28 น.
Counter : 243 Pageviews.  

1  2  3  
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.