โลกหมุน 360° แต่หัวใจไม่ไหวเอนตามแรงโน้มถ่วงโลก
Group Blog
 
All Blogs
 

เกลียดหน้ามันทำยังไงดี




ผิวหน้ามันมักเป็นปัญหาของวัยรุ่นจำนวนมาก เป็นเพราะรูขุมขนกว้าง หรือเหงื่อออกมาก บางคนแม้ผ่านวัยรุ่นไปแล้วก็ยังเจอปัญหานี้ ต่อไปนี้คือเทคนิคง่ายๆในการดูแลผิวหน้าด้วยตนเอง


1. ใช้ผลิตภัณฑ์ขัดผิวหน้า (Scrub) ซึ่งมีส่วนผสมของเม็ดบีดส์  ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่อุดอยู่ตามรูขุมขนให้หลุดลอกออก  รวมทั้งขจัดไขมันที่หลั่งจากต่อมไขมันและสะสมอยู่ออก  โฟมสครับมีหลายรูปแบบ  เม็ดบีดส์ที่ผสมอยู่ในเนื้อโฟมมีทั้งชนิดที่ได้จากธรรมชาติ  หรือได้จากการสังเคราะห์


2. ใช้ผลิตภัณฑ์พอกหน้า (Face  mask) อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพื่อดูดซับสิ่งสกปรกและสิวเสี้ยนออก  เช่น  ดินโคลนจากธรรมชาติ  ดินสอพอง เมื่อพอกทิ้งไว้อย่างน้อย15 -30 นาที คุณสมบัติของดินจะดูดซับไขมันและสิ่งสกปรกจากรูขุมขนออกได้ลึก  ทำให้ผิวหน้าสะอาดและกระชับ  นอกจากดินโคลนธรรมชาติแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์ในรูปแบบอื่น  เช่น  แผ่นฟิล์มพอกหน้า ซึ่งมักจะพอกและลอกออกเมื่อแผ่นแห้งแล้ว คุณสมบัตินั้นคล้ายคลึงกัน


3. ใช้โลชั่นเช็ดหน้าเพื่อกระชับผิวหน้า  โดยเลือกโลชั่นที่มีองค์ประกอบของแอลกอฮอล์น้อยที่สุด  แม้แอลกอฮอล์จะช่วยลดความมันบนผิวหน้า  แต่ก็ทำให้ผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น


4. เมื่อมีเวลาว่าง  อาจพักผิวหน้าเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว ด้วยการพอกหน้าด้วยผลิตภัณฑ์เพิ่มความชุ่มชื้นผิว เช่น


แตงกวาหั่นเป็นแว่น  วางบนผิวหน้า  หรือเนื้ออโลเวร่าเจลสดซึ่งต้องปอกเปลือกออกให้หมด  ไม่ให้มียางหลงเหลืออยู่  วางบนผิวหน้าอย่างน้อย 15 -30 นาที


5. ผู้ที่มีเหงื่อมากและมีไขมันหลั่งจากต่อมไขมันมาก  อาจปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับประทานยาควบคุมการทำงานของต่อมไขมันและต่อมเหงื่อให้ลดลง  แต่จะเป็นการระงับชั่วคราวเท่านั้น


6. ควบคุมสิ่งแวดล้อม เช่น สถานที่อยู่อาศัยหรือที่ทำงานอับชื้น  ทำให้ต่อมเหงื่อทำงานหนัก รูขุมขนจะกว้าง


7. ควบคุมอาหารที่รับประทานมากเกินไป หรือลดการบริโภคอาหารทอดด้วยน้ำมัน


8. หากยังมีสภาพผิวมันจนรู้สึกเป็นทุกข์  การพบแพทย์ผิวหนังเพื่อกรอผิวหน้าโดยอาศัยอุปกรณ์ทางการแพทย์  เช่น เครื่องกำเนิดแสงเลเซอร์  หรือ  เครื่องกำเนิดแสงชนิดจำกัดคลื่นความถี่  หรือที่เรียกกันว่า  IPL (intense pulse light) ก็เป็นอีกทางเลือกเพื่อกระชับผิวหน้า  เร่งผลัดเซลล์ผิวหน้า  รวมทั้งลบเลือนริ้วรอยให้ตื้นขึ้น


โดย รศ.ดร. พิมลพรรณ  พิทยานุกุล


จากนิตยสาร  "ฉลาดซื้อ"






Free TextEditor




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 14:47:05 น.
Counter : 260 Pageviews.  

10 เคล็ดลับการเลิกบุหรี่




วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มี 10 เคล็ดลับการเลิกบุหรี่มาฝากกัน...


1. ขอคำปรึกษา เพื่อให้มีแนวทางในการเลิกสูบบุหรี่ อาจโทรศัพท์เพื่อขอคำแนะนำในการเลิกสูบบุหรี่ได้ที่ ควิทไลน์ หมายเลข 1600 หรือขอคำปรึกษาจากคนที่รู้จักที่สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ สำเร็จ


2. หากำลังใจ ควรบอกให้คนใกล้ชิดได้ทราบถึงความตั้งใจที่จะเลิกสูบบุหรี่ เพราะกำลังใจจากคนรอบข้างจะช่วยให้มีความพยายามที่จะเลิกสูบบุหรี่ให้ได้


3. เป้าหมายอยู่ข้างหน้า ควรวางแผนในการปฏิบัติตัวในระหว่างการเลิกสูบบุหรี่ โดยกำหนดวันที่จะลงมือเลิกสูบบุหรี่ อาจเลือกเอาวันสำคัญต่าง ๆ ของครอบครัว เช่น วันเกิดตัวเอง วันครบรอบแต่งงาน หรือวันเกิดลูก เป็นต้น


4. ไม่รอช้า...ลงมือ ควรเตรียมตัวให้พร้อมด้วยการทิ้งอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ให้หมด เตรียมผลไม้หรือขนมขบเคี้ยวที่ไม่หวานหรือไม่ทำให้อ้วนไว้ เพื่อช่วยในการลดความอยากสูบบุหรี่ รวมทั้งปรับเปลี่ยนกิจกรรมที่มักทำร่วมกับการสูบบุหรี่ เช่น อ่านหนังสือแทนการสูบบุหรี่ระหว่างเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ กินผลไม้ ลุกไปจากโต๊ะอาหารทันทีที่กินอาหารเสร็จ หรือแปรงฟันทุกครั้งหลังกินอาหารเพื่อลดความอยากสูบบุหรี่หลังอาหาร


5. ถือคำมั่น...ไม่หวั่นไหว เมื่อถึงวันลงมือ ขอให้ตื่นนอนด้วยความสดชื่น บอกกับตัวเองว่ากำลังทำสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองและคนใกล้ชิด เมื่ออยากสูบบุหรี่ก็ขอให้ทบทวนถึงเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเลิกสูบบุหรี่ ปรับเปลี่ยนอิริยาบถ ล้างหน้า ดื่มน้ำ อยู่ใกล้ชิดกับคนที่ไม่สูบบุหรี่หรือเล่นกับลูกให้มากขึ้น ก็จะช่วยให้ผ่านพ้นความอยากสูบบุหรี่ได้ง่ายขึ้น


6. ห่างไกล สิ่งกระตุ้น ในระหว่างนี้ ขอให้หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้อยากสูบบุหรี่ เช่น ถ้าเคยดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แล้วต้องสูบบุหรี่ด้วย ก็ควรงดดื่มในช่วงนี้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ท่ามกลางคนสูบบุหรี่ด้วย


7. ไม่หมกมุ่นความเครียด เมื่อรู้สึกเครียด ให้หยุดพักสมองสักครู่ คลายความเครียดด้วยการพูดคุยกับคนอื่น ๆ หรือหาหนังสือไว้อ่านบ้างก็ได้ พึงระลึกไว้เสมอว่ามีคนไม่สูบบุหรี่อีกมากที่คลายความเครียดได้โดยไม่ต้องสูบบุหรี่


8. เจียดเวลา ออกกำลังกาย ควรจัดเวลาออกกำลังกายบ้าง อย่างน้อยวันละ 15-20 นาที เพราะนอกจากจะเป็นการควบคุมน้ำหนักที่อาจเพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้สมองปลอดโปร่ง เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของหัวใจและปอด ถ้าไม่มีเวลาก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องทุ่นแรงต่าง ๆ เช่น กดลิฟท์ให้ต่ำกว่าชั้นที่ต้องการ 1 ชั้น เพื่อที่จะได้เดินออกกำลังกายบ้าง หรือควรใช้จักรยานในการเดินทางใกล้ ๆ


9. ไม่ท้าทายบุหรี่ อย่าคิดว่าจะลองสูบบุหรี่บ้างเป็นครั้งคราวคงไม่เป็นไร เพราะการทดลองสูบเพียงม้วนเดียว อาจหมายถึงการหวนคืนไปสู่ความเคยชินเก่า ๆ อีก


10. หากต้องเริ่มต้นใหม่อีกที ก็อย่าท้อ ถ้าหันกลับไปสูบอีก นั่นไม่ได้หมายถึงโลกได้ล่มสลายแล้ว ไม่ได้แปลว่าเป็นคนล้มเหลว อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับปรุงตัวในคราวต่อไป ขอให้ถือว่า อาจพ่ายแพ้ในบางสมรภูมิ แต่จะเป็นผู้ชนะสงครามในที่สุด ขอเพียงพยายามต่อไป จนเตรียมตัวให้พร้อม กำหนดวันที่จะหยุดและหยุดต่อไปตลอดกาล


เพื่อสุขภาพที่ดี ลองหันมาเลิกบุหรี่กันดีกว่า.


ที่มา เดลินิวส์






Free TextEditor




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 14:46:06 น.
Counter : 118 Pageviews.  

ข้อห้าม...ที่ไม่ควรปฏิบัติหลังมื้ออาหาร

หลังจากทานอาหารกันเสร็จแล้ว คุณทำอะไรกันบ้างคะ  warning ในวันนี้ เป็นเรื่องราวของข้อห้ามที่ไม่ควรปฏิบัติหลังจากทานอาหารเสร็จในแต่ละมื้อค่ะ คุณลองสำรวจตัวคุณเองดูหรือยังคะว่า คุณมีนิสัยต้องห้ามที่ไม่ควรปฏิบัติเหล่านี้ติดตัวกันอยู่บ้างหรือเปล่า อยากรู้แล้วล่ะสิ ลองมาสำรวจนิสัยต้องห้ามเหล่านี้กันสักนิด...ดีกว่า
 
      1.ห้ามสูบบุหรี่ เพราะจากข้อมูลผลการทดสอบที่พิสูจน์โดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว พบว่า การสูบบุหรี่หลังรับประทานอาหาร มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งสูงมาก เพราะการสูบบุหรี่เพียง 1 มวน เทียบเท่าได้กับการสูบบุหรี่มากถึง 10 ม้วน เชียวนะคะ แล้วยังงี้ จะไม่เสี่ยงต่อการที่จะเป็นมะเร็งสูงได้ยังไงละคะ

  

      2.ห้ามทานผลไม้ทันที อาจจะจริงอยู่ที่การทานผลไม้หลังอาหารจะเป็นการล้างปากจากการทานอาหาร ซึ่งเป็นของคาวมา แต่คุณรู้หรือไม่ว่า... การทานผลไม้ทันทีหลังอาหารนั้น จะเป็นการทำให้เกิดลมในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้น จึงควรทานผลไม้หลังทานอาหารไปแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมงหรือก่อนอาหารประมาณ 1 ชั่วโมง

  

      3.ห้ามดื่มชา เพราะชาจะมีผลทำให้การย่อยสารโปรตีนในอาหารที่เรารับประทานเข้าไปนั้นเป็นไปได้ยากขึ้น

   

      4.ห้ามคลายเข็มขัด บ่อยครั้งที่บางคนทานมากจนทำให้รู้สึกอึดอัด เพราะมีเข็มขัดมาคอยบีบรัดอยู่ที่ท้อง จึงต้องการที่จะปลดเข็มขัดให้คลายออก เพื่อให้สบายท้องมากขึ้น แต่คุณรู้หรือไม่คะ ว่าการคลายเข็ดขัดหลังมื้ออาหารนี้ จะทำให้ลำไส้ของคุณบิดตัวและอุดตันได้ 

   

       5.ห้ามอาบน้ำ เมื่อทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ ไม่ควรที่จะรีบอาบน้ำเลย เพราะการอาบน้ำจะเพิ่มแรงดันเลือดไปสู่มือ แขนขาและทั่วลำตัว มีผลทำให้จำนวนเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหารลดลง จึงส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารของกระเพาะอาหารเราแย่ลงตามไปด้วย

  

      6.ห้ามเดินไปมา มักจะมีคำพูดเสมอ ๆ ว่า หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้วให้เดินไปมา เพื่อให้อาหารย่อย แต่ตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ใช่เลย เพราะการเดินจะส่งผลให้ระบบย่อยอาหารในร่างกายของเรา ไม่สามารถดูดซึมสารอาหารที่เราทานเข้าไปสู่ร่างกายได้

  

      7.ห้ามหลับทันที หลังจากทานอาหารเสร็จใหม่ ๆ ไม่ควรที่จะนอนในทันที คุณควรจะนั่ง เพื่อรอให้อาหารย่อยให้เสร็จเสียก่อนสักช่วงเวลานึง แล้วจึงค่อยนอน เพราะการนอนจะทำให้อาหารที่เราทานเข้าไปไม่สามารถย่อยได้เลย ดังนั้น จึงอาจจะทำให้เกิดเชื้อโรค และเกิดลมในกระเพาะอาหารและลำไส้ของเราได้ 

  

      เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับ 7 ข้อห้ามปฏิบัติหลังมื้ออาหารของคุณ ใครที่ยังมีนิสัยต้องห้ามเหล่านี้กันอยู่ รีบ ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านี้กันด่วน!! เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองค่ะ






Free TextEditor




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 14:41:43 น.
Counter : 140 Pageviews.  

จริงหรือ ว่าทานนมแก้เผ็ดได้?



                 คุณทานส้มตำแล้วต้องเผ็ดๆ แซบๆ ใช่ไหมคะถึงจะอร่อย เผ็ดจริงๆ เลย ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วต้องเย็นๆ ด้วยจะได้หายเผ็ด  แต่!! เอ้ ทำไมดื่มน้ำจะหมดขวดอยู่แล้วมันยังไม่หายเผ็ดเลยน้าจริงๆ แล้วการดื่มน้ำเย็นไม่ได้ช่วยทำให้หายเผ็ดหรอกค่ะ มันก็แค่ทำให้ปากเราชาไปเท่านั้นเอง พอหายชามันจะเผ็ดกว่าเดิมด้วยนะคะ เรามีวิธีการดับความเผ็ดร้อนมาแนะนำค่ะ
                 จากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ได้บอกเอาไว้ว่าพริกมีสารที่เรียกว่า แคปไซซิน ที่ทำให้ปาก จมูก และช่องท้องของเราระคายเคืองต่อความเผ็ดร้อนของพริกค่ะ วิธีการดับความเผ็ดร้อนนั้นไม่อยากค่ะ แค่ดื่มนม โยเกิร์ต ไอศกรีม หรือชีสแผ่นค่ะ เพราะว่าสารคาเซอินที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นม จะเป็นตัวที่ช่วยดับความเผ็ดร้อนของพริกได้ค่ะ






Free TextEditor




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 14:39:36 น.
Counter : 331 Pageviews.  

วิธีแก้รองเท้ากัด




รองเท้ากัด มักจะเป็นปัญหาของคนที่ซื้อรองเท้าใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าหนัง รองเท้าผ้าใบ หรือรองเท้าพลาสติก เมื่อถูกกัดแล้วจะทำให้เกิดแผลและเกิดอาหารปวด ทำให้เดินไม่สะดวก แถมยังเสียบุคลิกภาพอีกด้วย วันนี้เกร็ดความรู้มีวิธีแก้มาฝากกัน..


วิธีแก้ คือ ทาปิโตรเลียมเจลข้างในรองเท้า ทิ้งไว้ข้ามคืน เช็ดออกด้วยผ้าให้สะอาดแล้วค่อยสวม หรือทาน้ำมันมะพร้าวด้านในรองเท้า สามคืนติดต่อกัน น้ำมันมะพร้าวจะช่วยให้รองเท้านุ่มขึ้น หรือใครที่ไม่ชอบความมัน ก็ลองฝานมันฝรั่งดิบเป็นแผ่น ๆ วางไว้ในรองเท้า โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้า ทำซ้ำเช่นนี้สองคืน


วิธีรักษา และลดอาการเจ็บเมื่อโดนรองเท้ากัด คือ ใช้แป้งข้าวเจ้าผสมน้ำให้พอข้น ทาบนบริเวณที่โดนรองเท้ากัด ทิ้งไว้จนแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น เช็ดให้แห้ง จะช่วยลดความเจ็บแสบลง หรือจะใช้ใบสะเดาสองสามใบ ผสมกับผงขมิ้น เติมน้ำ แล้วบดให้กลายเป็นครีมข้น ทาลงบนแผลรองเท้ากัด วิธีนี้จะช่วยลดอาการเจ็บลงได้ อีกทั้งยังช่วยให้แผลแห้ง


ใส่รองเท้าคู่ใหม่ครั้งต่อไป ก็ลองนำวิธีที่แนะนำไปปฏิบัติตามกันได้.


ที่มา  เดลินิวส์



Free TextEditor




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2551    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2551 14:34:22 น.
Counter : 133 Pageviews.  

1  2  

SalurGirl
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]





ฝากรูป เว็บฝากรูป อัพโหลดรูป อัพรูป
Friends' blogs
[Add SalurGirl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.