บันทึกข้อมูลการเล่นกอล์ฟ หลังจากผ่านไปได้สองปีกว่าๆ
จากทีได้เล่าถึงวีรกรรมการเล่นกอล์ฟไปก่อนหน้านี้ วันนี้ ขอมาโม้ซักหน่อย เกี่ยวกับรายละเอียดของการตีแต่ละช็อต แต่ละหลุม เพื่อบันทึกเป็นข้อมูลเพื่อเตือนความจำตัวเอง ว่าครั้งหนึ่งในอดีต เราเคยทำได้แบบนี้ อิอิ ... ถ้าเกิดว่าวันใดวันหนึ่ง ตีได้ดีกว่านี้ อ่ะนะ สนามที่ไปออกรอบคราวนี้ คือ สนามไมด้า กอล์ฟคลับ กาญจนบุรี เป็นสนามกอล์ฟแบบ 18 หลุม พาร์ 72

หลุม 1 เป็นหลุมพาร์ 4 ที่มีแฟร์เวย์กว้างมากๆ แต่ระวังซ้าย เพราะเป็น OB มีต้นไม้ขวางอยู่บ้าง ดังนั้น ควรวางลูกไปทางด้านขวา เพื่อให้ช็อต 2 ตีวางบนกรีนได้ง่ายขึ้น ระยะของหมุดแดงถึงหลุม อยู่ที่ 338 หลา ไดรฟ์ไปเหลือระยะประมาณ 130 หลา (ดูจากหมุดที่ปัก) แต่น้องแค๊ดดี้บอกว่า ตี 150 เลย เพราะเป็นทางขึ้น เราก็จัดเต็มด้วยเหล็ก 5 ขึ้นไปออน แต่เนื่องจากพัตแย่มากๆ ทำไป 3 พัต ออกโบกี้

หลุม 2 เป็นหลุม พาร์ 4 ระยะ 341 หลา ที่มีแฟร์เวย์กว้างมากๆ อีกเช่นกัน มีต้นไม้ขวางอยู่ตรงกลาง ... หลุมนี้เราไดรฟ์แย่มากๆ เพราะน่าจะวิ่งไม่เกิน 50 หลา แบบว่าตีวืดอ่ะ ดันมองวงน้องที่ไปตีด้วยกัน แล้วเค้าตีวืด เราก็เลยติดตา ... อิอิ อ่ะนะ แบบว่ารำไม่ดีโทษปีโทษกลองไปก่อน แต่ก็แก้กลับมาได้ โดยตีออนที่ช็อต 3 ใช้เหล็ก Pitching ตีระยะ 90 หลา ทำอีก 2 พัต ออกโบกี้อีกตามระเบียบ

หลุม 3 เป็นหลุมพาร์ 3 ระยะ 143 หลา ตีขึ้นอีกเช่นเคย แต่ว่าตีตามลม ใช้เหล็ก 5 อีกเช่นเคย ... ปกติไม่เคยตีถึง คราวนี้ลูกลอยโด่งมากๆ โดนเบาๆ แบบเต็มๆ วง ... ลูกเลขอยู่ที่หญ้าขอบกรีน ชิปเข้ามาทำพัตเดียว ได้พาร์ไป ค่อยยังชั่วหน่อย

หลุม 4 เป็นหลุมพาร์ 5 ระยะ 418 หลา ไดรฟ์ไปซุกป่าด้านซ้ายมือ แบบว่าตีโด่งจัด แล้วลมต้านพัดสวนทางไปด้านซ้าย หอบลูกจากที่ซ้ายอยู่แล้ว ให้ซ้ายเข้าไปอีก ตีออกมาเบาๆ ด้วยเหล็ก 5 จากนั้นใช้ไฟร์เวย์ 5 จากหมุดระยะ 200 ไปอยู่ข้างกรีน พอดีเจองู เลยปล่อยให้เลื้อยเล่นๆ ไปก่อน กว่าจะเลื้อยข้ามไปได้ น่าจะรอกว่า 5 นาที เราชิปแป้กเลย เหลือระยะพัตอีกเกิน กว่า 30 ฟุต เซ็งเลยอ่ะ งานนี้เลยเจอไปซะ 3 พัต ออกดับเบิ้ลโบกี้เลย ... งานนี้ โทษงูไปเต็มๆ อีกแล้วครับท่าน

หลุม 5 เป็นหลุมพาร์ 4 ระยะ 320 หลา หลุมนี้ไดรฟ์โอเคนะ เข้าไปในดงต้นไม้ด้านซ้าย ยังไม่ข้ามถนนไป ตอนแรกดูเหมือนแย่ แต่มีช่องให้ตีออกมาได้ ระยะ 120 หลา ตีด้วยเหล็ก 8 ไปออน แล้วทำ 2 พัต ได้พาร์ไป

หลุม 6 เป็นหลุมพาร์ 3 ระยะ 130 หลา ตีตามลม เลยเรียกแค่เหล็ก 8 แต่สงสัยตีนิ่มไปหน่อย เลยไปตกขอบกรีนด้านหน้า ชิปเข้าไปใกล้หลุม ทำพัตเดีย ได้พาร์ไปแบบขาสั่นๆ อีกเช่นเคย

หลุม 7 เป็นหลุมพาร์ 4 ที่ในสกอร์การ์ด เขียนไว้ว่า อยู่ที่ระยะ 284 แต่ดูจากที่ตัวเองตี แล้วเค้าเพิ่งเปลี่ยนตำแหน่งหมุดใหม่ มันน่าจะอยู่ในระยะเดียวกันกับหมุดเหลือง คือ ประมาณ 360 หลา เพราะเราไดรฟ์หลุมนี้โดนเต็มมากๆ ลูกไปหยุดอยู่ที่หมุดระยะ 150 (ไดรฟ์ได้ 210 หลา) ต่อด้วยเหล็ก 5 ลูกข้ามน้ำไปตกอยู่หน้ากรีน ด้านซ้ายมือ ชิปเข้าไปออนไกล้หลุม ทำหนึ่งพัต ได้พาร์ไปอีกตามระเบียบ

หลุม 8 เป็นหลุมพาร์ 5 ระยะ 449 หลา ไดรฟ์เป๋ไปทางซ้ายแบบสุดๆ ช็อต 2 ตีด้วยแฟร์เวย์ 5 เป๋ไปทางขวา เหลือระยะอีกประมาณ 125 หน้าสูงกว่าเท้า เลยเลือกเหล็ก 7 เข้าไปออนขวาธง แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำถึง 3 พัต แย่เลยอ่ะ

หลุม 9 เป็นหลุมพาร์ 4 ระยะ 330 หลา ลูกนี้ไดรฟ์ได้ดีมากๆ ตีต้านลม แต่ได้ระยะสุดๆ น่าจะได้ระยะประมาณ 200 กว่า ช็อต 2 ตีขึ้น ระยะประมาณ 140 (ระยะจริงประมาณ 130 แต่ลมสวน และทางขึ้น) เลยใช้เหล็ก 7 แบบว่ากลัวตีทะลุ ออนล่าง ธงหลัง ... เสียระยะเลยเรา ทำ 2 พัต ได้พาร์ไป

จบงานนี้ คะแนนเลยออกมาอย่างสวยงาม กว่าที่เคยได้ คือ 41 ที่สำคัญ การบันทึกแบบนี้ ช่วยให้เรารู้ว่า เรามีจุดเด่น และจุดด้อยตรงไหน และระยะที่เห็นกับการตีจริงควรเป็นเท่าไหร่ ระยะที่อยู่ในป้าย ส่วนใหญ่ไม่ใช่ระยะจริง เพราะพื้นที่จริง บางครั้งขึ้นเขา บางครั้งลงเขา แล้วทิศทางลมก็มีผลต่อระยะของลูกเช่นกัน แล้วยิ่งมาเจอกับความไม่แม่นระยะของเราเข้าอีก ก็จบเห่เลย...

ตอนนี้ ระยะการตีของเหล็กต่างๆ ของเรา มีรายละเอียดดังนี้

หัวไม้ 1 ตีได้ระยะ 190-200 หลา (อาจมีไกล หรือสั้นกว่านี้บางโอกาส)
หัวไม้ 5 ตีได้ระยะ 170-180 หลา
หัวไม้ยูทิลิตี้ 5 ตีได้ระยะ 150-160 หลา
เหล็ก 5 ตีได้ระยะ 140-150 หลา
เหล็ก 6 ตีได้ระยะ 130-140 หลา
เหล็ก 7 ตีได้ระยะ 120-130 หลา
เหล็ก 8 ตีได้ระยะ 110-120 หลา
เหล็ก 9 ตีได้ระยะ 100-110 หลา
เหล็ก P ตีได้ระยะ 85-100 หลา
เหล็ก A ตีได้ระยะ 75-85 หลา
เหล็ก S ตีได้ระยะ 10-75 หลา

ชุดเหล็กที่ใช้ คือ Callaway X-20 Lady ก้าน กราไฟต์



Create Date : 11 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2554 13:40:24 น.
Counter : 865 Pageviews.

พัฒนาการอีกขั้นของการเล่นกอล์ฟ .... : )
ขอโม้หน่อยแล้วกัน หลังจากที่ไม่ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเล่นกอล์ฟเลย หลังจากที่เริ่มหัดเล่นประมาณ ปี 52 เล่นแบบลุ่มๆ ดอนๆ มาเรื่อยๆ ไปหัดไดรฟ์ พี่ๆ ที่เล่นอยู่ข้างๆ ทนไม่ไหว ก็มาช่วยชี้แนะบ้าง ว่ากันไป จนมาเมื่อประมาณช่วงเดือนเมษา ปี 54 ที่พัฒนาการเป็นไปแบบก้าวกระโดด เพราะเริ่มได้เข้ากลุ่มกับพวกพี่ๆ ที่เก่งๆ ฝีมือเริ่มพัฒนาขึ้นจากคำชี้แนะ เริ่มตั้งแต่ พี่ต้อง ที่ช่วยชี้แนะมาตั้งแต่ต้น ถึงแม้ว่าจะห่างหายไปบ้างเนื่องจากภารกิจ พี่บอย ที่ช่วยปรับวง และเป็นเพื่อนออกรอบ และเพื่อนเอส ที่แนะนำเรื่องการพัต อย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ ก็ยังมีรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่ช่วยสนับสนุนอย่างไม่เป็นทางการบ้าง

จำได้เลยว่า ครั้งแรกที่ออกรอบ 9 หลุมนั้น ทำสกอร์ไปถึง 87 โอ้... ทำได้ไงเนี่ยะ จนถึงวันนี้ พัฒนาไปอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อวานที่ไปออกรอบมา 9 หลุม ทำสกอร์ได้ 41 จริงๆ น่าจะได้น้อยกว่านั้น แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าดีเกินไปเดี๋ยวเพื่อนไม่ให้เล่นด้วย ก่อนหน้านี้ก็มีโอกาสไปแข่งขัน ทั้งแบบการกุศล และแบบที่สมัครไปเอง (ทั้งที่ฝีมือยัง handicap ยังอยู่ในหลัก 2x อยู่เลยอ่ะ) ก่อนหน้านี้ เพื่อนๆ พี่ๆ บอกว่า มีดีแค่ลูกเสิร์ฟ เพราะถือว่าไดรฟ์ได้ไกล สำหรับผู้หญิงปกติอ่ะนะ ถ้าโดนไม่ดี ก็ 180 ถ้าดีมากๆ ก็เกิน 200 แต่ส่วนมากที่เสีย จะเป็นลูกพัต เห็นได้ว่า โดยมากทำ regular on ได้ แต่ออก โบกี้ซะงั้น (3 พัต) ยิ่งไปแข่งสนามเขื่อนศรีนะ น้ำตาแทบไหล ตีดีกลายเป็นแย่ ตีแย่กลับได้ดี ... ยืนยากมากๆ แต่สกอร์ยังใช้ได้ out 51 และ in 52 ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าน่าจะออกซักเกือบ 60 ต่อ 9 หลุม (ตีตกเหวเป็นว่าเล่นเลยอ่ะ)

ผลงานที่เล่นมา หลังจากการแข่ง ก็มีได้รางวัล ตีใกล้หลุม (หลุมพาร์ 3) น่าจะห่างหลุมประมาณ 60 ซม. มั้ง แต่พัตไม่ลง (ช่วงนั้นหัดเล่นแรกๆ ลูกเดินทางดี แต่ลูกพัต ยังไม่พัฒนา) จนเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมามีกอล์ฟการกุศลของมหาวิทยาลัย จัดที่สนามบลูแซฟไฟน์ เราได้เข้าแข่งด้วย วันนั้นถือว่าตีได้ดี แต่พัตแย่ สกอร์ out 49 in 48 ได้ถ้วยไฟลท์เลดี้มาครอง วันนั้น เสียลูกง่ายๆ ไปหลายหลุม ระยะลวงตาสุดๆ หมุดกับระยะจริงไม่สัมพันธ์กัน แค๊ดดี้ต้องแม่นระยะ แล้วก็คุ้นสนามมากๆ โชคดีที่ได้แค๊ดดี้เก่าจัดๆ

วันก่อนหน้านั้น ก็ได้มีโอกาสไปลองสนามนะ แต่บังเอิญว่า course A, B ที่จะใช้ทำการแข่งขันนั้น วันที่ไปเค้าฉีดปุ๋ย เลยได้ไปเล่นที่ course C, D แทน ซึ่งการเล่นครั้งนี้ แตกต่างจากครั้งก่อนที่เคยเล่นเมื่อประมาณต้นปีมากๆ เพราะครั้งนั้น ลูกตกน้ำไป 20 ลูก แล้วที่เหลือตัดสินใจว่ายอมเสียคะแนน ไม่ตีข้ามน้ำ เพราะเสียดายลูก พกลูกใหม่แกะกล่องไปเต็มกระเป๋าเลยอ่ะ ที่สำคัญ ระยะที่ปักหมุดไว้ ไม่ใช่ระยะจริงๆ ที่ไปเล่นคราวนี้ เสียลูกไป 2 ลูก คะแนนที่ได้ out และ in ออกอย่างละประมาณ สี่สิบปลายๆ

วันที่ 5 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ไปร่วมแข่งกอล์ฟการกุศลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ครั้งนี้จัดที่เขื่อนศรีนครินทร ครั้งหน้า จัดที่เขื่อนวชิราลงกรณ สนามเขื่อนสุดยอดมากๆ บรรยากาศดี แต่ยืนตียากสุดๆ บางหลุมมองไม่เห็นว่าจะต้องตีไปไหน เวลาพัต ก็ยากสุดๆ บางหลุมเหมือนเป็นทางลง แต่แค๊ดดี้บอกว่าเป็นทางขึ้น แต่บางอันดูเหมือนทางขึ้น เค้าบอกว่าเป็นทางลง ให้พัตเบาๆ โดนหลอกไลน์กันไปหลายทีเดียว ... งานนี้ ผลงานไม่ค่อยดีนัก out 51 in 52 แต่โดยรวมก็ถือว่าดี ที่แน่ๆ ต้องกลับมาฝึกเรื่องการชิปกับพัตให้มากขึ้น แล้วก็ฝึกเหล็กให้แม่นลูกมากขึ้น .... ที่สำคัญ ได้รางวัลเป็น ไมโครเวฟกลับมาด้วย ... ให้รู้กันไปเลย ว่าฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่ก็ได้รางวัลกลับบ้านเหมือนกัน อิอิ



Create Date : 11 พฤศจิกายน 2554
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2554 12:42:46 น.
Counter : 267 Pageviews.

...แล้วเพื่อนแก่ (เอ๊ด) ของพวกเรา ก็แต่งงานไปอีกคน...แล้วครับพี่น้อง
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้มีโอกาสไปร่วมงานแต่งงานของเพื่อนที่เรียนสมัย ป.ตรีด้วยกัน ฟังดูแล้วเหมือนกับว่าในรุ่นของเรายังไม่ค่อยมีใครแต่งงานยังไงยังงั้น แต่เรื่องจริงมีอยู่ว่า เพื่อนในรุ่นของเรา ที่แต่งงานไปมีมากกว่าที่ยังไม่แต่ง (มั้ง) แต่ที่แน่ๆ เพื่อนผู้หญิงในภาคเรา และรุ่นเรา เหลืออยู่สองคน หุหุ ที่ยังยึดมั่น เกาะแน่นอยู่บนที่สูง แล้วในช่วงอายุที่เพื่อนๆ นิยมแต่งงานกันเนี่ยะ เราก็ดันต้องไปปฏิบัติภารกิจอยู่แดนไกล ไม่สามารถกลับมาร่วมงานแต่งได้อย่างใจคิด (แต่ถ้ามองอีกแง่นึงนะ เราก็ว่าดีไปอย่างเหมือนกัน เพราะว่า ในช่วงเวลานั้นเนี่ยะ สภาพจิตใจของเราคงหวั่นไหวพิลึกเลย ว่าใครๆ ก็แต่งกันไปหมด ... เราจะอยู่คนเดียวได้ยังไงกันเนี่ยะ... หุหุ)

นั่นก็เลยเป็นที่มาว่า งานแต่งงานของเพื่อนแก่ หรือที่เขียนเมล์ไปบอกเพื่อนๆ หรือที่เขียนบนของชำร่วยว่า เอ๊ด นั้น เป็นงานแต่งงาน งานที่สอง ที่เราได้ไปร่วมเป็นเกียรติ การวางแผนการเดินทางไปร่วมงานค่อนข้างจะขลุกขลัก เพราะก่อนหน้านั้นมีเพื่อนๆ แสดงเจตจำนงค์ค่อนข้างจะหลายคนที่จะไปด้วยกัน หรือไปเจอกันที่โน่น แต่ด้วยความจำเป็นที่แต่ละคนต้องเผชิญ ทำให้สุดท้าย เหลือผู้กล้า (อ๊ะ ไม่ใช่) เหลือเพื่อนๆ ในรุ่นไปร่วมงาน 5 คน คือ มีเรา กึ๋น ท๊อป ทอม และปุ๋ย นอกจากนั้นยังเป็นตัวแทนของเพื่อนๆ อีกหลายคน มาร่วมแสดงความยินดีในวันแห่งความสุข และความสำเร็จในด้านความรักของเพื่อนอีกวันหนึ่งด้วย...

ในวันนั้น เจ้าบ่าวก็ยังดูลีลาเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนไปจากสมัยเรียนด้วยกันมากนัก ... ส่วนเจ้าสาว น่ารัก ดูยังไงก็รู้สึกว่าน่าจะโดนดีดน้ำมันพราย หรือไม่ก็โดนทำเสน่ห์ แต่ก็นั่นแหละเนาะ ความรักของคนเรามันไม่ได้อาศัยองค์ประกอบภายนอกแค่รูปร่างหน้าตาอย่างเดียว มันต้องมีความรัก ความเข้าใจ ให้อภัย ให้เกียรติ และอะไรต่างๆ อีกมากมาย ดังนั้น คนนอกอย่างพวกเราก็ขออวยพรให้คู่บ่าวสาวมีความสุข สดชื่น สมหวัง

...พิธีการเริ่มต้นด้วยการแห่ขันหมาก ในเวลาประมาณ เก้าโมงเช้า (แบบว่ามาช้ากว่ากำหนด เพราะว่าไม่แน่ใจในเส้นทาง แบบว่าแผนที่สุดยอดมั่กๆ) ... ที่เด่นๆ เลยคือ Gas station ที่ถ้าไม่อ่านภาษาไทยที่กำกับอยู่ด้านข้าง ก็จะคิดว่าเป็นปั๊มแก๊ส ลืมไปเลยว่ามันคือปั๊มน้ำมัน (เค้าบอกว่าเจอแล้วให้เลี้ยวซ้าย) พอเลี้ยวซ้ายเค้า (แผนที่ๆ ได้มา) ก็บอกต่อว่าให้สังเกตต้นโพธิ์ ไอ้เราก็มั่นใจนะว่ารู้จักต้นโพธิ์ แต่เวอร์ชั่นต้นเล็กและใบโกร๋นเนี่ยะ ทำใจยากจริงๆ อ่ะ แต่ยังไงก็แล้วแต่ สุดท้าย เราก็สามารถไปถึงงานแต่งงานได้ ... ทันได้เห็นปุ๋ยถือต้นอ้อย ที่ตอนเสร็จงาน บ่นอุบว่า โดนคายอ้อยตำมือ... จากนั้น ก็เป็นพิธีหมั้น ตอนประมาณสิบโมง แล้วก็ตามมาด้วยพิธีรดน้ำสังข์ ซึ่งพวกเราเลี่ยงมานั่งด้านนอก เพราะว่าเรายังเป็นเด็ก ... ให้ผู้ใหญ่เค้าให้พรกันไปดีกว่า...

พอพิธีการเสร็จสิ้น ก็เป็นเรื่องของอาหาร ... ที่เป็นแบบโต๊ะจีน ที่มีถั่วทอด ของกินเล่นที่ไม่รู้ว่าเป็นอะไรทอด ขาหมูพะโล้ กระเพาะปลา(ที่มีเห็ดหอม) ไก่ตุ๋นมะนาวดอง และอื่นๆ ก็ตอนที่อาหารเพิ่งทยอยออกมา เราก็พูดเล่นกันในโต๊ะว่า ท่าทางจะให้ครบเป็น หมู เห็ด เป็ด ไก่ เลยเนาะ (ดีนะเนี่ยะ ที่ไม่มีเป็ด ไม่งั้นครบแน่ๆ) ... มาถึงตอนนี้เพิ่งคิดได้นะเนี่ยะ ว่าโต๊ะพวกเรายังไม่ได้ถ่ายรูปร่วมกับคู่บ่าวสาวเลยล่ะ เหมือนกับว่าขาดหลักฐานในการประกันคุณภาพเลยนะเนี่ยะ ... ตอนท้ายสุดที่เจ้าสาวโยนช่อดอกไม้ เพื่อนๆ ก็มองแล้วก็ถามว่าเราไม่ไปรับดอกไม้ด้วยเหรอ ... เราก็บอกไปว่า ไม่อยากให้หลายคนอกหัก เดี่ยวน้ำท่วมเมืองกาญจน์ เพราะว่าพวกอกหักมักไปทำมิวสิคอยู่ริมแม่น้ำ ... ว่าไปนั่น ... แบบว่ามั่นใจสุดฤทธิ์

พอเวลาเลยเที่ยงไปนิดหน่อย ก็ได้เวลาอันสมควรที่จะต้องเดินทางกลับแล้ว เพราะเรามารถอา (แบบว่าอาศัยท๊อปมาอ่ะนะ) แวะซื้อของฝากนิดหน่อยพอให้รู้ว่าได้มาฉะเชิงเทรา (มีมะม่วงกวน แล้วก็ขนมบัวหิมะ ตอนนี้เราพิสูจน์ความอร่อยหมดไปเรียบร้อยแล้ว ) ตอนเช้าก็เดินทางกลับเมืองกาญจน์ โดยไม่ได้เตร็ดเตร่ไปไหน เพราะว่าต้องกลับมาส่งข้อสอบนักศึกษาที่แจ้งสอบซ้อนช้ากว่ากำหนด แต่ไม่เป็นไรหรอกยังไงก็ต้องกลับมาอยู่แล้วอ่ะนะ ถึงเร็วก็ได้พักเร็ว (คิดบวกอีกแล้ว เห็นปะ ... )

จากที่ได้คุยกับเพื่อนๆ คาดว่า งานต่อไปน่าจะเป็นงานเจ้ย (โจ้) ถ้าไม่มีใครชิงทำเซอร์ไพรส์กันซะก่อนอ่ะนะ แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน เผื่อโอ้ดจะแซงทางโค้ง หรือไม่ ทอม ปุ๋ย หรือกึ๋น อาจจะเกิดอาการเบื่อชีวิตโสดกะทันหัน จัดงานตัดหน้า หรือไม่แน่น้า...อาจเป็นเราก็ได้ หุหุ (ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้... อันนี้ได้มาจากคลิปที่ท๊อปตอบจม.น้ำใสอ่ะ) ยังไงถ้าเราได้ข่าวคราวอะไรคืบหน้า แล้วจะอัพเดทให้อ่าน ฟังกันอีกทีนึงนะ



Create Date : 09 มีนาคม 2553
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:14:58 น.
Counter : 302 Pageviews.

เริ่มกิจกรรมยามว่างตัวใหม่.... ไปเล่นกอล์ฟกันดีว่า...อิอิ
เรื่องก็มีอยู่ว่า... เมื่อเดือนก่อน ได้ไปไดรฟ์กอล์ฟกับเพื่อนๆ ที่แบบว่า...เล่นไม่เป็นกันซักคน ก็ดีนะ จะได้ไม่รู้สึกแปลกแยกว่าทำไมเราแย่อยู่คนเดียว อะไรทำนองนั้นอ่ะนะ แล้วที่โชคดีก็คือ มีคุณน้าของรุ่นพี่คนนึงที่เล่นด้วยกัน เค้าตีเก่งมาก มาสอนวิธีการจับไม้แล้วก็การตีให้ แรกๆ ที่เราตีก็เน้นจะเอาให้มันถูกลูกไง... แต่มันก็เหมือนแกล้ง เพราะว่ายิ่งเราตั้งใจจะเหวี่ยงไม้ให้ถูกลูกเท่าไหร่ มันก็ยิ่งไม่โดน ก็หัดลองตีไปเรื่อยๆ วันแรกตีถูกลูกก็ดีใจจะแย่แล้ว

วันที่สองต่อมา (ห่างจากวันแรกหลายวันพอสมควร ตามประสาคนที่มีงานมีการประจำทำอ่ะนะ ไม่ได้อยู่ว่างๆ นั่งๆ นอนๆ เฉยๆ) ก็ไปหัดไดรฟ์อีกเช่นเคย ไม้ที่เริ่มหัดก็เป็นไม้ 7 ตามตำราแบบเป๊ะๆ ก็ตีไปได้ไกลเชียวแต่คิดว่าผิดท่า เพราะว่านิ้วหัวแม่มือด้านขวามีหนังหลุดออกมา จากนั้นก็ใช้เวลารักษาตัวอีกประมาณสัปดาห์นึง พร้อมกับไปหาซื้อถุงมือมาเป็นของตัวเอง แต่เสียดายว่ามีแค่ข้างซ้าย อยากได้ข้างขวามั่งอ่ะ เพราะว่ามันยังเจ็บมือขวาอยู่อีก

วันที่สาม หลังจากที่หยุดไปนาน ก็ไปตีที่สนามเดิม กับสมาชิกกลุ่มใหม่ เป็นคุณอา และคุณอาผู้หญิงเพื่อนพ่อ วันนี้โชคดี ไปเจอพี่ที่ทำงาน เค้าก็เลยสอนให้ทั้งหมดเพราะเป็นคนรู้จักกันอยู่แล้ว เค้าเปลี่ยนไม้ให้ใหม่ทุกคนเลย เราเลยได้ตีด้วยไม้ P เพราะว่าหน้าสัมผัสมันกว้างกว่าแล้วก็มีโอกาสจะตีโดนมากกว่า แถมตัวไม้ยังสั้นกว่าด้วย... นอกจากนี้ยังสอนวิธีวาดวงสวิง แล้วก็เทคนิคการตีอีกด้วย จากการตีวันนี้ เรารู้สึกว่า เราทำได้ดีมาก ตีโดนแล้วก็ไปไกลเกือบทุกลูก แต่มันเบี้ยวซ้าย นั่นก็เป็นเพราะว่าเราตวัดไม้ หรือหันไปมองลูกเร็วเกินไปนั่นเอง ไม่เป็นไร ซ้อมต่อไปก็คงเก่งเองนั่นแหละ

วันที่สี่ ก็คือเมื่อวานนี้เอง เราไปตีตอนประมาณสองทุ่ม ต้องรีบตี เพราะสนามปิดสามทุ่ม ไปถึงก็กระหน่ำตีเลย ตอนที่ตีตอนแรกฟอร์มตกมาก เพราะยังจำวงสวิงตัวเองไม่ได้ แต่ลองไปเรื่อยๆ ก็จำได้ แล้วก็ตีได้ไกลเกือบทุกลูก (ในหนึ่งถาดกว่าๆ) ไกลของเราก็ไม่ได้อะไรมากมายหรอกนะ แค่ในช่วง 75-100 เมตร เท่านั้น แต่สำหรับมือใหม่ที่หัดไดรฟ์มาได้ 4 ครั้งอย่างเรา ก็ถือว่าเป็นสถิติที่น่าภูมิใจเลยทีเดียว ... ก็ต้องขอขอบคุณพี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคนที่ชวนเรามาสัมผัสกับกีฬาที่น่าประทับใจตัวนี้ และเป็นคนให้คำแนะนำต่างๆ ทำให้เราเล่นมันได้สนุกยิ่งขึ้น...

แล้วถ้าเรามีอะไรที่น่าประทับใจอีก ก็จะมาเล่าให้ฟังเรื่อยๆ นะ ...



Create Date : 05 มีนาคม 2552
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:53:35 น.
Counter : 282 Pageviews.

ขอหนูไปด้วยคน ภาค2...พักโฮมสเตย์ ดูหิ่งห้อยแสงเขียว เที่ยวอัมพวา
การเดินทางในครั้งนี้ ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำเด็กๆ ไปทำความรู้จักกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และพักโฮมสเตย์ เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น คณะของเราก็ประกอบไปด้วย เด็กๆ และผู้ดูแล ซึ่งเราก็เป็นหนึ่งในผู้ดูแลเด็กๆ เหล่านั้น กิจกรรมในวันแรกก็ประกอบไปด้วย เที่ยวชมอุทยาน ร.2 จากนั้น แวะตลาดร่มหุบ และนั่งเรือเข้าที่พัก ซึ่งโฮมสเตย์ที่เราพักชื่อ บ้านริมคลอง ซึ่งบอกได้เลยว่า บริการประทับใจมากในราคามิตรภาพสุดๆ (คุณภาพเกินคุ้มอ่ะนะ)



หลังจากถึงที่พัก และพักผ่อนตามอัธยาศัยแล้ว บ่ายสี่โมงเค้าก็มีบรรยายเรื่องการทำน้ำตาลมะพร้าว โดยพาไปดูการตัดงวงมะพร้าว เพื่อเอาน้ำหวาน การเคี่ยว แล้วก็การหยอดน้ำตาลที่เคี่ยวได้ที่แล้ว โดยในขั้นตอนต่างๆ นี้ผู้สาธิตได้ให้พวกเราช่วยกันทำอย่างสนุกสนาน ตัวเราเองได้ผ่าลูกจากด้วย จากนั้น ก็ฟังบรรยายความเป็นมาของโฮมสเตย์แห่งนี้ ก่อนที่จะรับประทานอาหารเย็น และนั่งเรือเพื่อชมบ้านเรือนของชาวอัมพวา ... จะว่าโชคดีก็ได้ ที่วันที่เราไปเป็นวันธรรมดา ทำให้คลองไม่พลุกพล่านนัก (เราชอบนะ) แต่จะว่าโชคร้ายก็ได้อีกเช่นกัน เพราะพลาดโอกาสที่จะได้สัมผัสกับบรรยากาศของตลาดน้ำยามเย็น ที่ถือได้ว่าเป็นไฮไลท์อีกอย่างนึงเลยทีเดียวของอัมพวา



หลังจากล่องเรือชมสถาพบ้านเรือนสองฝั่งคลอง เราก็ได้มีโอกาสแวะกราบพระที่วัดสำคัญสองวัดของอัมพวา นั่นคือ วัดจุฬามณี และวัดบางแคน้อย ... ซึ่งวัดหลังนี้ เราอยากให้คนไทยทุกคน เข้าไปดูงานไม้แกะสลักที่คงหาดูไม่ง่ายแล้ว ตอนแรกเราเองไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ แต่พอหลวงพี่บรรยายให้ฟังถึงความเป็นมาของอุโบสถหลังนั้น ทำให้แทบจะไม่มีใครเลยที่จะกลับไปโดยที่ไม่กดชัตเตอร์ เพราะงานไม้ด้านล่างสุด (ถ้าใครได้ไปดู) จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน กับน้ำตาลเข้ม ที่เกิดจากการเจาะไม้สีนึง แล้วเอาไม้อีกสีนึงที่ทำเป็นรูปเดียวกันไปวางใส่แทน ภาพที่ได้จึงดูเรียบๆ แบบสองสี ซึ่งพอรู้ขั้นตอนการทำ ก็ได้แต่ตะลึงตึงตึง... แล้วก็กดชัตเตอร์ไปตามระเบียบ

ส่วนภาพด้านบนเป็นศิลปะแบบนูนสูง บอกเล่าเรื่องราวทศชาติของพระพุทธเจ้า และภาพด้านหน้า เป็นภาพประสูตร และปรินิพพาน ส่วนเรื่องราวของการตรัสรู้คือ พระพุทธรูปที่นั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ ที่แกะสลักใบจากไม้สัก ทีละไบเป็นร้อยๆ ใบ ส่วนภาพด้านหลัง เป็นภาพพระพุทธเจ้าตอนมารผจญ ซึ่งช่างที่สลักได้สอดแทรกมุขตลกไว้ภายในภาพอีกด้วย



หลังจากกิจทางด้านศาสนาแล้ว คุณเล็กเจ้าของโฮมสเตย์ก็ได้นำพวกเราไปดูหิ่งห้อย ซึ่งคืนนี้ถือว่าโชคดีมาก เพราะว่าหิ่งห้อยไม่ขี้อาย เลยได้ดูกันแบบอิ่มใจ น่าเสียดายที่แสงของหิ่งห้อยมีน้อยมาก แล้วประกอบกับถ่านกล้องถ่ายรูปของเราที่มีน้อยกว่า ทำให้ไม่สามารถถ่ายรูปมาอวดได้ ได้แต่เก็บความประทับใจนี้ เอาไว้ในความทรงจำ

วันรุ่งขึ้น พวกเราก็ออกเดินทางเพื่อไปปลูกป่าชายเลน และเล่นกระดานเลน บอกได้เลยว่ามาแล้วคุ้มมั่กๆ ตอนแรกเราว่าจะไม่เล่นน้ำ เลยไม่ได้เอาชุดไปเปลี่ยน แต่สุดท้าย ก็ทนเสียงเรียกร้องจากหัวใจไม่ไหว ลงไปเล่นกระดานเลนเพื่อนเก็บหอยแครงเป็นคนแรกๆ เลยทีเดียว จากนั้นก็นั่งเรือไปยังที่ที่เค้าปลูกป่าชายเลน โดยพี่คนขับเรือเค้าบอกว่า การจะปลูกป่าโกงกางนั้น ไม่ใช่ว่าปลูกโดดๆ ได้เลย จะต้องปลูกใต้ต้นแสม เพราะว่ารากแสมจะช่วยยึดดินและไม่ให้ต้นโกงกางที่ปลูกลอยหายไป ซึ่งถือว่าเป็นความรู้ใหม่เลยก็ว่าได้ ส่วนที่เค้าปลูกกันเป็นแถว โดยไม่มีแสมพี่เค้าบอกว่ารอดยาก แต่มันก็เป็นเรื่องของการค้ากันไปแล้ว...จะทักท้วงก็เห็นจะลำบาก

ปลูกป่าเสร็จก็นั่งเรือมาขึ้นรถประมาณบ่ายสองโมง จากนั้นก็แวะตลาดเพื่อซื้อของฝาก ซึ่งส่วนมากที่ได้มาก็จะเป็นของกิน ไม่ว่าจะเป็นปลาหมึก ปลาทู กุ้งแห้ง พอได้เวลาบ่ายสามโมงก็ออกเดินทางกลับเมืองกาญจน์ ถึงบ้านน้อยกลอยใจก็ราวๆ หกโมงเย็น ... แจกจ่ายของฝากเสร็จก็พักผ่อนตามอัธยาศัยเหมือนเดิม ...ไม่อยากจะบอกเลย ว่าวันรุ่งขึ้นต้องนอนนิ่งๆ หยุดอยู่กับบ้าน เพราะฤทธิ์ของกระดานเลน และป่าชายเลน (ไม่โทษตัวเองเล๊ย ... ว่า แก่แล้วมะเจียม แหะๆๆ)



Create Date : 27 กันยายน 2551
Last Update : 23 เมษายน 2554 13:14:09 น.
Counter : 851 Pageviews.

1  2  

I_am_Nin
Location :
Glasgow  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน... ทางเว็บของเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล็อกส่วนตัวของหนูหิ่นค่ะ(ราวกับว่า ประชาสัมพันธ์ห้างมาเอง)

โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีอุปนิสัยสนุกสนานร่าเริง รักการอ่านทุกประเภท ชอบท่องเที่ยว (ไม่รักสัตว์ ไม่รักเด็ก เพราะไม่คิดจะเป็นนางงาม อิอิ)... ส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวตามแต่กำลังทรัพย์ ชอบเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆ

... หน้าที่การงานตอนนี้ ก็หลบเลี่ยงจากความวุ่นวายของงานการที่ทำอยู่ มาเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง (อยู่ดีไม่ว่าดี มาหาหงอกใส่หัวจนได้) ตอนนี้ก็มาเรียนต่ออยู่ที่เมืองผู้ดีค่ะ

** เพื่อป้องกันการสับสน หนูหิ่นขอแจ้งให้ทราบว่า ชื่อหนูหิ่นที่ใช้ในบล็อกนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือเป็นบุคคลคนเดียวกันกับหนูหิ่นที่เป็นนางเอกหนังแต่อย่างใด ชื่อนี้ถูกใช้เพื่อสื่อสารกับพี่น้องและผองเพื่อน... ที่ได้เรียกขานเรามาตั้งแต่หนูหิ่นยังเป็นส่วนหนึ่งของมหาสนุก... (สิบปีที่แล้ว) ... ก็ว่าตัวเองหน้าตาดีพอประมาณนะ ไม่รู้ว่าทำไมตอนที่พี่เค้าหาคนไปแสดงละคร (ถ่ายสไลด์ ประกอบละคร) เค้าถึงได้ตั้งใจเลือกเราก็ไม่รู้... เลยถือโอกาสใช้ชื่อหนูหิ่น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... แล้วที่ใช้ชื่อเป็น... แล้วหนูหิ่น ก็โกอินเตอร์... เพราะว่า ในที่สุดก็ได้มาเรียนต่อนั่นเอง (ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้อยู่บนเกาะนี้รวมเวลาเกือบหกปีแล้ว...) สุดท้ายนี้..ขอได้รับความขอบคุณจากผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุนงานเขียน (ในบล็อกนี้) ของหนูหิ่นเสมอมาค่า...