All Blog
ปีเดือนเคลื่อนคล้อย...และแล้วหนูน้อย... ก็ได้ปลดแอก Oh Yes!!! You did it!!!
อ่านหัวเรื่อง อาจจะสงสัยกัน ว่ามันจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรน้า... เพราะโทนเสียงมันเหมือนมีกลิ่นน้ำเน่าจากเรื่องครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ฮ่าๆ ถ้าหวังจะอ่านเรื่องพรรค์นั้น จากเว็บของเรา เห็นจะเป็นเรื่องยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร... ฝนทั่งให้เป็นเข็ม และอะไรอีกหลายๆ อย่างที่สื่อความหมายไปในทางว่า "ยาก" จนกระทั่งมีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะสำเร็จ ... และแล้ว เราก็ออกอ่าว ออกทะเลไปจนได้ แหะๆๆๆ ... มาเริ่มเรื่องกันดีกว่า ... เรื่องราวมีอยู่ว่า...

หนูน้อยหน้ามนคนขยัน บากบั่นข้ามน้ำ ข้ามทะเล มาอยู่เกาะ... เกาะที่หนูน้อยคนนี้มาอยู่เป็นเกาะประหลาด เพราะเป็นแค่เกาะเล็กๆ แต่มีตั้งสามประเทศรวมกัน ... ประเทศที่หนูน้อยมาอยู่เป็นส่วนบนของเกาะ ที่คนทั่วไปยอมรับถึงความหินของสำเนียง หนูน้อยมาร่ำเรียนฝึกปรือวิชา ย้ายไปมา เป็นศิษย์สองสำนัก ฝึกวิทยายุทธทางด้านการนำปัญญาประดิษฐ์ไปใช้ทางการศึกษา ปีแล้วปีเล่า ... หนูน้อยก็ยังวนเวียนอยู่ในเกาะเล็กๆ

ปีที่หนึ่งสดใส ฮึกเหิม อยากยึดครองโลก... อยากทำทุกอย่าง...
ปีที่สองเริ่มสับสน วนเวียน... ฉันมาทำอะไรที่นี่ .. อยากกลับบ้าน (ท่านผู้อ่านเคยเป็นรึเปล่า ไอ้อาการที่ว่า... กลับตัวก็ไม่ได้... ให้ไปต่อไป คงไปไม่ถึง...อันนี้เลยแหละ)
ปีที่สาม...ก็ยังงงๆ ปนเครียด เพราะไม่มั่นใจในสิ่งที่ทำ แต่เวลาเริ่มงวดเข้ามาทุกทีๆ
ปีที่สี่ ... ยังไม่มั่นใจอยู่ดี ว่าสิ่งที่เราทำ มันจะดีจริงเหรอ มันเจ๋งเหรอ... สุดท้าย ก็ถามตัวเองในใจ ... ทำทำไมวะเนี่ยะ (เวอร์ชั่นสุภาพน้อย)
พอขึ้นปีห้า...(หลายคนสงสัย...ว่ามันไม่ได้จบทุกอย่างที่สี่ปีเหรอ... นั่นคือความเชื่อ...แต่ความจริง หลายอย่างมีข้อยกเว้น) ความไม่มั่นคงทางจิตใจ และความหวั่นไหวมาเยือนเป็นระลอก... ไม่อยากติดต่อกับโลกภายนอก เพื่อเบื่อต้องตอบคำตอบที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน... คำถามต้องห้ามสำหรับคนวัยนี้คือ เมื่อไหร่จะจบ (ถือว่าไม่สุภาพอย่างแรกมาก ถึงแรงที่สุด)

มาเรียนหนังสือ ใครๆ เค้าก็หวังจะจบกันทั้งนั้นแหละ... แต่มันไม่รู้จริงๆ ไม่ใช่เค้าอมพะนำ มันเป็นเรื่องของผลบุญที่แต่ละคนทำมา... แต่ละคนก็พบเจอเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ไม่สามารถบอกได้ว่า ทำไมคนนี้ใช้เวลาแค่นี้ก็จบ ทำไมอีกคนใช้ตั้งนาน... เงื่อนไขมันไม่เหมือนกัน ตัวแปรต่างๆ ก็หลากหลาย... เราเข้าใจเลยว่า นี่เป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่บอกกล่าวกันไม่ได้เลย มันไม่เห็นภาพ ต้องลองเอง ถึงจะรู้ซึ้ง... นะคะพี่น้อง (ตอนนี้กลับบ้านไป ก็ต้องเข้าร้านทำสีผมเป็นอย่างแรก เพื่อย้อมดำ อิอิ... อ๊ะ ล้อเล่น)

หลังจากฝ่าฟันอุปสรรคมาเป็นเวลาเกือบสี่ปีกับอีกหกเดือนเต็ม เราก็ได้เข้ามีโอกาสเข้าไปแสดงวิทยายุทธที่เราได้ฝึกปรือมาเป็นเวลาเนิ่นนาน... วันนี้ ถือว่าเป็นวันดีของเรา วันพุธแต่งดำ ห้ามชมพู (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่) เกือบดำทั้งตัวแล้ว ดีที่เสื้อข้างในขาวฟ้า เลยทำให้มองเห็นหน้าเราได้บ้างอะนะ... กรรมการภายใน เพิ่งกลับมาจากการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ หน้าตาผ่องมาเชียว...โอ้ แค่ได้ฟังก็ใจชื้นแล้ว ส่วนกรรมการภายนอกก็หน้าตาใจดีกว่าในเว็บไซต์ที่เคยแว๊บเข้าไปดู บรรยากาศผ่อนคลายกว่าที่คิด

แต่ก่อนที่จะมาถึงบรรยากาศอันแสนจะผ่อนคลายนี้... เราก็เครียดกับการเตรียมตอบคำถาม ที่ไม่รู้ว่าเค้าจะยิงอะไรมาบ้าง... แล้วงานเราก็เล่มโคตะระใหญ่เลย (สามร้อยหน้า (80000 words) แบบว่าใช้ฟอนต์ขนาดสิบเอ็ดเพื่อลดความหนาของตัวเล่ม...ลดความน่าเกรงขาม) สมองก็ยิ่งรอยหยักน้อยๆ อยู่... อ่านไปแว๊บก็ลืม ได้หน้าลืมหลัง (อันนี้อย่าคิดลึก นะตัวเอง) เตรียมคำตอบไป ก็กว่าจะลงตัว ... เตรียมจนหยดสุดท้ายนั่นแหละ

Mock viva ครั้งแรก กับคุณครู โอ๊ย ... อยากร้องไห้ รู้สึกว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรเลย ... แถมเหลือเวลาจากวันที่ซ้อมใหญ่แค่สี่วันสำหรับเตรียมตัว ... อะไรก็ยังไม่รู้ อะไรก็ตอบไม่ได้ ไม่แม่นซักอย่าง ... แต่ดั่งเทพบันดาล...ทุกอย่างก็เรียงลำดับเข้ามาอย่างลื่นไหล เหมือนกับถูกกำหนดไว้แล้ว... ภายในเวลาสี่วันที่เหลือ ความพร้อมและความมั่นใจในสิ่งที่ทำถูกเสริมโดยลำดับ.. แล้วก่อนหน้าสอบหนึ่งวัน ก็นัดเจอกับคุณครูเพื่อพูดคุย... วันนั้นเราพูดคุยแบบแลกเปลี่ยนความคิดกันจริงๆ ในเรื่องวิชาการ ไม่เหมือนการถามตอบแบบที่ต้องเกร็ง... ทั้งเราและครูต่างก็พอใจในสิ่งที่คุยกัน เพราะเป็นการตอบคำถามเสริมความเชื่อว่า การสอบในวันรุ่งขึ้นไม่น่าจะเป็นปัญหา ถ้าเราตอบคำถามได้แบบที่เราตอบคุณครูของเรา

คุณครูก็ปลอบใจได้น่ารักนะ เค้าบอกว่า โดยทั่วไปแล้ว กรรมการเค้าไม่ค่อยอยากให้เราตกเท่าไหร่หรอก เค้าอยากให้ผ่าน คำถามส่วนใหญ่ก็จะพยายามให้เราอธิบาย โต้แย้ง ... แต่มีเหมือนกันนะ วิธีที่ทำให้สอบตกแบบตกจริงจังเลยเนี่ยะ ....แล้วเราก็คุยกันเรื่องตอบคำถามยังไง ให้สอบตก ฮ่าๆ เราก็เลยได้แนวทาง ว่าต้องไม่ตอบแบบนั้น ถ้าไม่อยากสอบตก

ก่อนถึงเวลาสอบ ก็ได้เวลาตื่นเต้นอีกรอบ เพราะปัญหาทางด้านเทคนิคของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะใช้นำเสนอสไลด์ สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยดี... ผ่านไปได้ไม่นาน ปัญหาใหม่ก็เข้ามาอีก คือ เซ็ตเครื่องเรียบร้อยจนมั่นใจ กรรมการดำเนินการสอบ ก็ไปเชิญกรรมการสอบทั้งสองคนเข้ามา... ปรากฏว่า จู่ๆ หน้าจอที่เซ็ตไว้ ก็ดำมืด ... โอ้แม่เจ้า ... เค้าคงต้องการให้เราได้มีเวลาส่งสายตาปิ๊งๆ ให้กรรมการมั้ง ... สุดท้าย ก็แก้ไขปัญหาผ่านไปด้วยดี เราเลยเริ่มการนำเสนอ

เนื่องจากกรรมการกำหนดว่า ต้องการให้นำเสนอประมาณ 10 นาที เราเลยเตรียมเนื้อหาไปให้เหมาะกับเวลา เราคิดว่าใช้เวลาไป ไม่น่าจะเกินยี่สิบนาที ก็เริ่มเข้าสู่การตอบคำถาม... ไอ้เราก็ดันลืมเอาปากกาออกมาด้วย ... เลยทำเนียน ขออนุญาตกรรมการหยิบปากกา ... กรรมการน่ารักมาก พูดปลอบใจว่า ประมาณสร้างบรรยากาศความเป็นกันเอง ลดความประหม่า... เพื่อจะให้ได้ผลการพูดคุยที่มีประสิทธิภาพ... ไอ้เราก็คนใจง่ายอ่ะนะ บรรยากาศก็เลยค่อนข้างจะเป็นกันเอง เราก็ตอบแบบไม่เกร็ง เค้าก็ถามไหลลื่นไปเรื่อยๆ

คำถามแรกเลย ก็คือ มีความเป็นมายังไง เราถึงวิจัยเรื่องนี้ (เอาไว้คุยกันนอกรอบอ่ะนะ เพราะถ้าเล่า...มันจะเล่ายาว เบื่อกันเปล่าๆ) แล้วก็ต่อเนื่องด้วย งานใครที่คล้ายเราที่สุด แล้วต่างกันตรงไหน (อันนี้ก็ตอบยาวอีกเช่นกัน) จากนั้น ตาเราก็เหลือบไปเห็น post it แผ่นสีเหลืองที่เค้าแปะไว้ที่หน้าต่างๆ เราประมาณว่า น่าจะไม่ต่ำกว่าห้าสิบแผ่น ประกอบกับเพิ่งคุยกับรุ่นพี่มา เค้าบอกว่ากรรมการบางคน ก็เปิดถามเป็นหน้าเลย... อันนี้เจ้าขาวก็เหงื่อตกสิครับท่าน

ถามไปเรื่อยๆ เวลาก็ผ่านไปเรื่อยๆ แต่รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านไปแว๊บๆ คำถามที่ทำให้เสียความมั่นใจคือ ทฤษฏี Socio-constructivist เกี่ยวกับ Piaget (อันนี้จำแม่นเลย) เราตอบได้เหมือนพายเรืออยู่ในอ่างมั่กๆ แต่ก็ช่างมันวะ อยากยากนัก ตอบไม่ได้ซะเลย หึๆๆๆ ส่วนคำถามอื่นๆ ก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นคล้ายๆ พูดคุยกันธรรมดาเกี่ยวกับสิ่งที่เราทำ ... ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น ... ทำเองกับมือ กลัวอะไร ใช่ปะ

และแล้วเวลาช่วงสุดท้ายก็มาถึง กรรมการก็ถามกันว่ามีอะไรจะถามเราอีกมั้ย ... จากนั้น ก็ถามเรา ว่ามีอะไรจะบอกเค้าอีกมั้ย...ประมาณว่าอะไรที่อยากบอก แล้วยังไม่ได้บอก ประมาณนั้นอ่ะนะ ... เราก็เลยทำตัวประหนึ่งดารา ฝากหนังที่ตัวแสดง... อ๊ะ ไม่ใช่ เราก็เลยบอกแนวคิดเกี่ยวกับแผนในการพัฒนางานของเราต่อไปในอนาคต โดยเสนอคอนเซปต์ง่ายๆ ของ anywhere, anytime, any subject GOLeM (Group Open Learner Model) ไอเดียกระฉูด... แค่โครงการนี้ ก็น่าจะได้สิบปีแหละนะ แหะๆๆๆ กรรมการก็เห็นดีเห็นงาม เออออห่อหมกไปกับเราด้วย... จากนั้น กรรมการดำเนินรายการก็หันมาบอกให้เราออกไปพักผ่อน เราก็เดินเอ๋อๆ ออกไป คิดว่าเค้าอาจจะเรียกกลับมาอีกครั้งเพื่อถามต่อ เพราะถ้าไม่นับเวลาบาดเจ็บของเครื่อง ก็ผ่านไปแค่ชั่วโมงนิดๆ ซักพักนึงได้ เราก็ได้กลับเข้าสู่ห้องสอบอีกครั้ง ... พร้อมกับรับคำประกาศอิสรภาพ... 'Congratulations!!! you pass the exam...' และแล้ว ก็ถึงเวลาปลดแอกซะที ...



Create Date : 17 เมษายน 2551
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:18:03 น.
Counter : 661 Pageviews.

โหลๆๆ ... ในที่สุด ก็ถูกหวยกับเค้าบ้าง... ถึงจะรางวัลเล็กๆ ก็เหอะนะ
เย้... ถูกหวยกับเค้าซะทีนึงอ่ะ... หลังจากที่ลองเล่นหลายแบบ ได้แต่เฉียดไปเฉียดมา... ไม่ถึงจำนวนที่เค้ากำหนดซักที ก่อนหน้านี้ ลองเล่นแบบ Daily ที่มีเงินรางวัลสูงสุดเป็น 30,000 ปอนด์แต่ต้องถูกทั้งหมดเจ็ดตัว (คือ เลือกตัวเลขทั้งหมดเจ็ดตัวจากยี่สิบเจ็ดตัว) เรียนคณิตศาสตร์ ความน่าจะเป็นมาตั้งมากมาย ก็รู้ล่ะนะ ว่าโอกาสมันน้อย แต่ก็แบบว่าซะหน่อยเถอะ รางวัลมันกระชากใจเหลือเกิน... ที่สำคัญ อยากได้ลองมีประสบการณ์ถูกหวยต่างแดนดูมั่งอ่ะ... คราวที่แล้ว เจ็บใจมาก ซื้อแล้วเฉียดเกือบทุกตัวเลย แล้วที่ถูก ก็ดันถูกแค่สามตัว ซึ่งไม่ได้รางวัล ... พอเป็นแบบนี้ก็นะ วัยรุ่นเซ็งเหมือนกัน

ส่วนอันที่ได้รางวัลนี้ ก็รู้สึกแล้วล่ะ ว่ามันน่าจะได้ เพราะมีความลำบากมากในการซื้อ เนื่องจากเป็นการซื้อครั้งแรกสำหรับหวยแบบ Euro-millions แบบว่ากาแล้วกาอีก คือ กาเรียบร้อย ตอนไปจ่ายตังค์ น้องที่เคาน์เตอร์บอกว่ากาผิด กว่าเราจะเข้าใจที่เค้าอธิบาย ก็เดินไปเดินกลับระหว่างที่จ่ายตังค์กับที่วางใบหวยนับได้สี่รอบ ก็ยังผิดอีก (ไม่รู้จะเรียกว่ายังไงอ่ะนะ ...) จนเราถอดใจบอกน้องเค้าไป ว่าเราไม่เอาแล้วล่ะ... เค้าก็น่ารักใจหายเลยนะ เค้าบอกให้เราไปหยิบใบเปล่ามาหนึ่งใบ เดี๋ยวเค้าจะกาให้...(น่าจะบอกป้าตั้งแต่งวดแรกแล้ว...ไม่หน้าให้เดินหลายรอบเลย แถมคนรอคิวจ่ายตังค์เยอะอีกต่างหาก) นั่นแหละ ถึงทำให้เรารู้สึกว่ามันน่าจะถูก เพราะลำบากเหลือเกิน... ฮ่าๆ

การซื้อแบบ Euro-millions รางวัลก็มากมายแตกต่างกันไปในแต่ละงวด แต่เป็นหลักล้านปอนด์ขึ้นไปทั้งนั้นสำหรับรางวัลที่หนึ่ง... เงินรางวัลจะมากจะน้อย ขึ้นอยู่กับจำนวนตั๋วที่ขายได้ กับจำนวนคนที่ถูกรางวัลเดียวกับเราอ่ะนะ ... การเล่น Euro-millions ก็ง่ายหน่อย คือ เลือกตัวเลขห้าตัว จาก 1-50 จากนั้น ก็เลือกส่วนที่เป็น lucky stars (ประหนึ่งว่าเป็นเลขท้ายอ่ะนะ... อันนี้เข้ามาแก้ไข หลังจากได้รับการทักจากน้องถิง.. ขอบใจมากจ้า) อันนี้เลือกมา 2 ตัวจากเลข 1-9 และการถูกรางวัลนั้น ก็มีตั้งแต่ถูกทั้งหมด ไปจนถึง ถูกเลข 2 ตัว จาก 5 ตัว ที่เป็นเลขหลัก และอย่างน้อย 1 ตัวของส่วนที่เป็น lucky stars. ไม่อยากจะอวดเลข ว่าเกือบจะถูก 3 ตัวหลัก กับสองตัว lucky stars ... แต่อะนะ แบบว่าได้แต่เฉี่ยว ก็เลยถูกจริงแค่ 2 ตัวหลัก กับ 1 lucky star. แต่ถ้าไม่ต้องการเลือกเลขเอง ก็สามารถเลือกเป็น lucky dip ได้ เครื่องจะสุ่มเลขออกมาให้เอง.. ทำแบบนี้ ไม่เห็นจะหนุกตรงไหนเลย ของแบบนี้ มันต้องเลือกเอง ใช่ป่ะ

ทำตัวประหนึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ เรื่องของเรื่องก็คือ อยากรู้ว่าตัวเองมีดวงด้านนี้กับเค้าบ้างรึเปล่าอ่ะ... อยากรู้ไว้เป็นประสบการณ์ ว่าเค้าซื้อหวยกันยังไง เพราะมันเหมือนกับทำข้อสอบเลยแหละ เพราะกาๆ ในกระดาษที่เหมือนกระดาษที่ใช้ตอนสอบเอนทรานซ์ แล้วหวยของเค้าแต่ละแบบ ก็มีกฏเกณฑ์ที่แตกต่างกันไป... เรามีรุ่นพี่ ที่เค้าซื้อมาก่อนหน้าเรา มีความชำนาญมากกว่า แบบว่ารู้ไปหมด ว่าอันไหนออกวันไหนเลยล่ะ ตอนนี้ก็สบายใจแล้ว ว่าเกิดมาครั้งหนึ่ง ได้ลองซื้อหวยที่ประเทศอังกฤษ แล้วก็ถูกกับเค้าด้วย ฮ่าๆ ... คิดว่าจะถูกกินอย่างเดียวซะอีก เหอๆๆๆ

ที่ซื้อเนี่ยะก็ได้แต่มีความหวังเอาไว้นิดๆ เผื่อว่าซื้อไปซื้อมา แล้วฟลุ๊คถูกรางวัลใหญ่ จะได้เอาเงินไปใช้หนี้ ... แล้วก็ไปขอหนุ่มแต่งงาน ฮ่าๆ (เค้ามีแต่เพลงดาวน์สาวใช่ป่ะ (น่าจะเป็นเพลงของน้าหงา คาราวานอ่ะ) อันนี้จะเอาไปดาวน์หนุ่ม ... ดาวน์ก่อนสิบหมื่น จากนั้นก็ค่อยผ่อนเดือนละพัน ฮ่าๆ) ... ถูกรางวัลเล็กๆ ก็เอาไปกินอาหารมื้อเล็กๆ สบายอารมณ์ก็แล้วกัน... จะบอกว่า เอาไปต่อทุนเดี๋ยวจะถูกค่อนแคะอีก ว่าอบายมุขเอาทุกทาง : )



Create Date : 23 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:18:35 น.
Counter : 584 Pageviews.

สวยกระชากวัย ...กว่าจะมีวันนี้ กับผมทรงใหม่ในต่างแดน
ชีวิตเราก็ไม่มีอะไรมากมาย... แว๊บๆ เวลาก็ผ่านไปอีกปีแล้วสิเนี่ยะ... แย่จัง แก่ขึ้นอีกปีแล้ว โชคดีนะ ที่อาทิตย์ก่อนไปตัดผมมา ... ก็เลยรอดตัวไป กระชากวัยกลับมาได้อีกครั้ง ฮ่าๆ กว่าจะตัดใจไปตัดผมได้เนี่ยะ หาข้อมูลเลือกร้านตัดผมประหนึ่งว่าจะทำวิจัย (โหย เปรียบเทียบทุกอย่าง กว่าจะได้ข้อสรุปเนี่ยะ ก็นานพอดีเหมือนกัน)

เรื่องของเรื่องก็คือว่า เราไม่ได้ตัดผมมาเป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว แบบว่า ขาดไปหนึ่งเดือนก็ครบปีพอดีเลยอ่ะนะ... แล้วความยาวมันก็เกือบถึงกลางหลัง สร้างความลำบากให้กับคนที่ไม่ค่อยจะใส่ใจความสวยอย่างเรามั่กมาก (แบบว่า เพื่อนๆ จะรู้ดีว่าเราซกมกแค่ไหน... ไม่เคยได้เห็นเวอร์ชั่นผมยาวกันบ่อยนักหรอก) แต่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่าค่าตัดผมที่นี่แพงเอาเรื่องเหมือนกัน แล้วช่างแต่ละคนเค้าก็ไม่คุ้นกับผมเส้นใหญ่ แล้วก็หนาแบบเอเชีย ... สุดท้ายก็นะ เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

แรกเริ่มเดิมที คนที่จุดประกายการตัดผมก็คือเพื่อนร่วมแฟลต(เป็นชายหนุ่มหน้าตาดีเชียวแหละ เรียกว่าหนุ่มเจ้าสำอางค์ก็คงได้ เพราะว่าวันไหนที่พี่แกออกไปผับเนี่ยะ ทางเดินภายในแฟลต (แฟลตเราเป็นแบบห้าห้องนอนอ่ะนะ) หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นอามานี่ (อันนี้เพื่อนอีกคนบอก เพราะว่าไปช๊อปด้วยกัน)) เพราะเราเห็นทรงใหม่เค้า ก็เลยอยากรู้ตามประสา ว่าตัดที่ไหน ราคาเท่าไหร่ ทำนองนั้นอ่ะนะ เค้าก็บอกว่าแพงนิดนึง 18 ปอนด์ คือปกติถ้าเข้า barber จะถูกกว่าเข้า salon พี่แกก็เข้าไปซาลอน ราคาที่เห็นนี้ คือ ราคาที่ลดแล้วสี่สิบเปอร์เซนต์ ด้วยบัตรอภิสิทธิชน (แหะๆ เรียกซะเก๋เชียว จริงๆ ก็บัตรลดของนักศึกษา ที่เรียกว่า snapfax) ตอนแรกเค้าก็บอกชื่อคนตัดกับเรามาเหมือนกันแหละ แต่เราไม่ได้สนใจ ร้านนี้เค้าบอกว่าชนะการประกวดอะไรซักอย่างในกลาสโกว์ ลงหนังสือพิมพ์ด้วย พวกคนดังชอบมาตัดอ่ะนะ ... ผมผู้ชายว่าแพงแล้ว ผมผู้หญิงเนี่ยะสิ แพงกว่าอย่างแรง แถมแพงตามประสบการณ์ของคนตัดอีกต่างหาก... เศร้าสุดๆ เลย

เราก็ยังหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จู่ๆ ชื่อของ Tony&Guy ก็วิ่งเข้ามากระแทกศีรษะดังปัง... เพราะจำได้ว่ารุ่นพี่เคยเล่าให้ฟังว่าจะมีส่วนที่เป็นโรงเรียนเสริมสวยที่เค้าต้องการหุ่น (model) ไปเป็นหนูทดลองสำหรับนักเรียนเค้าฝึกตัดผม (อันนี้ก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด... จากที่อ่านประสบการณ์ของคนอื่นๆ ที่เค้ามาโพสต์ในกระทู้... อ่านไป ก็โคตรจะอิจฉาคนที่อยู่ลอนดอน เพราะมีทั้ง Tony&Guy และ Vidal Sasoon ในราคาประหยัด 5 ปอนด์ แต่ต้องเป็นส่วนที่เค้าทำเป็นโรงเรียนเท่านั้น... แล้วมันก็ต้องจองนานพอสมควร ... แบบว่าไม่ทันใจวัยรุ่นอ่ะนะ แล้วเมืองที่เราอยู่ ค่าตัดก็แพงกว่านั้นเยอะ ถึงแม้ว่าจะเป็นส่วนของโรงเรียนสอนตัดก็เถอะ แถมคิวยาวอีกต่างหาก)

หลังจากหาข้อมูลเป็นเวลาหลายวัน เราก็ตัดสินใจเลือกร้าน Essensuals ซึ่งเค้าบอกว่าเป็น Evolution ของ Tony&Guy ... ไอ้เราก็นะ เอาวะ ไหนๆ ก็เลือกจะตัดแล้วก็ขอให้ได้ติ่งๆ ของคำว่า Tony&Guy ก็ยังดี ... อย่างน้อยก็มั่นใจกว่ากันล่ะนะว่าน่าจะโอเค แบบว่าลดความเสี่ยงลงหน่อย (ใครจะว่ายังไงเราไม่รู้ แต่สำหรับตัวเอง ทรงผมต้องอยู่กับเราไปนานหลายเดือน ยังไงก็ขอลงทุนหน่อยล่ะ) ที่สำคัญร้านที่เราเลือกนี้ มีส่วนลดจากบัตรอภิสิทธิชนที่ขอยืมเพื่อนร่วมแฟลต (อีกคน ซึ่งเป็นสาวชาวจีน) ตอนที่ไปค้นข้อมูลในเว็บ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 32 ปอนด์ แต่พอโทรจริงๆ ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 38-49 ปอนด์ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ช่าง ... ก็รู้ๆ กันอยู่อ่ะนะ ว่าเรางกขนาดไหน ... สุดท้าย เราก็เลือกราคาแรก... พอลดไปสี่สิบเปอร์เซนต์ ก็โอเคแหละนะ ...

พอตัดออกมาแล้วมีความสุขสุดๆ เพราะลดขั้นตอนในการดูแลผมลงมากเลยแหละ ... เบาหัวด้วย ชอบสุดๆ เลย (เพราะก่อนหน้านี้ เวลามัดผม เจ็บหนังหัวไปหมด เพราะน้ำหนังผมมันทิ้งตัวลงด้านล่าง แล้วผมก็เส้นใหญ่ จะมัดหลวมๆ ที่มัดผมก็พาลจะหลุด เพราะผมลื่น มีน้ำหนักเกิน ... ) กลับมาจากตัดผม แฟลตเมทก็ชมกันใหญ่ เพราะว่าตัดออกมาแล้วดูดี อิอิ ไม่ได้ชมตัวเองเลยนะเนี่ยะ... จริงๆ ก็อยากจะอวดรูปเหมือนกัน แต่ก็แบบว่านะ มันขัดกับจรรยาบรรณด้านวิชาชีพ ที่ไม่อาจให้เห็นใบหน้าได้ (อิอิ มีเลียนแบบโฆษณาโบราณด้วย แหะๆๆๆ) สุดท้าย ก็เลยไม่เอามาอวดจ้า...

แต่ถึงจะตัดผมสั้น พยายามทำหน้าเด็กยังไง ... เค้าก็ไม่เคยขอดูบัตรเวลาซื้อลอตโต้... (อะไรจะหวังสูงขนาดน้านยะหล่อน) หรือซื้อแอลกอฮอล์ (แต่ก็ยังไม่เคยลองกับผมทรงนี้อ่ะนะ) เค้าก็ไม่เคยเรียกดูบัตร (สงสัยเค้าคุ้นหน้าอ่ะนะ เป็นลูกค้ามาหลายปีดีดัก...) เดี๋ยวคงต้องไปลองซื้อที่ร้านไม่คุ้นหน้าดูบ้างดีกว่า อิอิ เผื่อฟลุ๊ค เหอๆๆๆ

มาตามคำเรียกร้องค่า... ทรงผมใหม่... ไฉไลกว่าเดิม
เนืองจากจะอวดทรงผม ดังนั้น... ก็ดูแต่ผมไปนะค้า.... หน้าไม่เกี่ยวอิอิ




Create Date : 21 กุมภาพันธ์ 2551
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:21:32 น.
Counter : 463 Pageviews.

เมื่อ (ห) อย ทำพิษ...
เรื่องราวคราวนี้ มีอยู่ว่า... เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เหล่านักเรียนไทย ทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า รวมตัวกันโดยมีอุดมการณ์อันหาญห้าว.. ว่าเรานั้น จะกินสุกี้กัน ... น้ำสุกี้เนี่ยะ ต้องยกนิ้วให้พี่ป๊อกเลย เพราะประหนึ่งเอ็มเคมาเอง... กินไป ก็สุดแสนจะเสียดาย เพราะพี่เค้าจะต้องกลับไปเมืองไทยเพื่อพำนักรักษากาย อยู่ตั้งหกเดือนแน่ะ... อดกินของอร่อยไปนานเชียว ... อย่างนี้ต้องรีบเรียนให้จบ จะได้รีบกลับไปกินที่เมืองไทย...

การกินในวันนี้ เราเองก็ไม่คิดไม่ฝันหรอกนะ ว่าจะมีอาหารประเภทมี "อย" แบบต้องห้ามของเราด้วย... จนกระทั่ง สุกี้ผ่านไป ด้วยอาการจุกแบบสุดขีด ... พี่ป๊อก ก็ค่อยๆ เผยข้อมูลใหม่... ซึ่งทำให้เราอยากตายวันละหลายเพลา ว่า... "อย่าเพิ่งรีบอิ่มนะ... ยังมีหอยทอด" ... โอ้พระเจ้าช่วยกล้วยทอด จุกขนาดนี้... แต่ก็อย่างว่าน่ะนะ คติประจำใจของเรา คือ ท้องแตก ดีกว่าของเหลือ ดังนั้น... ความโลภไม่ปราณีใคร ทำให้เรา หอยทอดไปครึ่งจาน (กินหอยแบบเน้นๆ เพราะตัวใหญ่มาก)...

ตอนที่กิน ก็ยังไม่เอะใจนะ ว่าหอยที่ใช้เป็นหอยแมลงภู่ ไม่ใช่หอยนางรม อย่างที่เคยใช้ ...ประมาณว่า หอยทอดบังตา อ่ะนะ จนกระทั่งได้พูดคุยกันเรื่องขนาดของหอยที่ใช้... จึงได้สังเกตว่ามันเป็นหอยแมลงภู่ ... ตายละสิงานนี้ กินเข้าไปบานเลย... (คิดภาพเจ้าขาว หมาของชินจังเวลาเหงื่อตก ได้เลย เราก็เป็นอย่างนั้นแหละ)

เคล็ดลับของการกินหอยแมลงภู่ ที่ทราบสืบต่อกันมา ไม่รู้ว่าเป็นตำนานรึเปล่าน่ะนะ ... คนที่นี่ เค้าจะกินหอยกันแค่ในเดือนที่มี "R" ก็สะกดภาษาต่างประเทศแล้วกันนะ ว่าเดือนไหนที่กินได้บ้างอ่ะ... แต่คราวนี้ หอยที่กินเนี่ยะ ถึงแม้ว่าเดือนนี้จะมีตัวอักษรดังกล่าว แต่บังเอิญว่าหอยมันแช่แข็ง ... เลยไม่รู้ว่าตายที่แท้จริงของมัน... ก็นั่นแหละนะ คนมันไม่เจียม...ก็งี้แหละ

จะว่าเราแพ้สัตว์มีกระดอง ก็ไม่ใช่ เพราะกินกุ้งกับปูได้ ...ส่วนจะว่าแพ้หอยโดยรวม ก็ไม่ใช่อีก เพราะว่า หอยลาย หอยนางรม ก็ยังกินได้อย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ... แต่ถ้าจะให้สรุปก็คือ ... แพ้หอยราคาถูก (ฮา) ... รสนิยมช่างสูงส่งสวนทางกับรายได้เหลือเกิ๊น...

โดยหลังการทางวิทยาศาสตร์ ... เราต้องทำการทดลองซ้ำหลายๆครั้ง ก่อนที่จะสรุปผล หลังจากพิสูจน์อาการแพ้หอย... จากการเอาตัวเข้าแลกถึงสามครั้ง (บอกไว้เลย ว่าแต่ละครั้งปางตายทั้งนั้น...) ครั้งที่โหดสุดรู้สึกว่าจะไปกินที่ Leeds กับน้องนุช (ขนาดว่าตอดของน้องไปแค่สองตัวเองนะเนี่ยะ...) แทบคลาน ...เป็นนางเงือกน้อย ออกบน ออกล่าง กันเลยเชียว (อันนี้จินตนาการเอาเองอ่ะนะ ว่าไอ้อาการออกบนออกล่างของอาหารเป็นพิษคืออะไร) เราก็สรุปได้เรา...เราแพ้หอย ไอ้อาหารที่มี "อย" นี่แหละ ร้ายกาจนัก ฮึ่ม

เหตุการณ์คราวนี้ สอนให้รู้ว่า "อย่าเห็นแก่กิน" ... แต่ก็นั่นแหละนะ ไม่เห็นโรงศพ ไม่หลั่งน้ำตา ยังไงยังงั้นเลย... ไม่งั้นคงไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นถึงสามครั้งหรอก ... (จริงๆ กินหลายครั้งกว่านั้น แต่โชคคงดี ที่เป็นหอยเดือนที่มีตัว "R")



Create Date : 30 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:21:49 น.
Counter : 459 Pageviews.

ลมหวิวพริ้วมา...น้ำตารินไหล...คิดถึงเมืองไทย...หัวใจสะออน
แล้วลมหนาวก็พัดผ่านเข้ามาอีกคราหนึ่ง... บรรยากาศเหงาๆ ก็เหงาเกินบรรยาย ประหนึ่งว่าตัวเองเป็นนางเอกมิวสิควิดีโอ ที่เดินอยู่ท่ามกลางใบไม้ที่กำลังปลิดปลิวจากกิ่งก้าน... และแล้ว เสียงเพลง เพลงหนึ่งก็ดังขึ้นมากระแทกใจ ...อะไรจะนิยายขนาดน้าน... เรื่องของเรื่องก็มีอยู่ว่า กำลังจะกลับจากห้องทำงานในเย็นวันหนึ่ง...ปุ๋ม (หนึ่งในเพื่อนซึ่งมีอยู่เพียงน้อยนิดของเราที่นี่) ก็เรียกให้ฟังเพลงที่กำลังเปิดอยู่... อารมณ์นั้นนะ หัวเราะทั้งน้ำตาเลย (อะไรจะตรงกับชีวิตขนาดน้าน...)

อยากรู้ละสิ ว่าเพลงที่ว่านั้นคือเพลงอะไร... ชื่อเพลงก็ง่ายๆ Home ด้วยเสียงร้องเพราะๆ จากนักร้องคนโปรด น้องไมเคิล บูเบล (มะใช่เบลที่แปลว่าระฆังนะ แต่ออกอีกเสียงนึงที่ ล ใช้เป็นตัวกล้ำ ออกเสียงเหมือน เปล อ่ะ) หรือชื่อภาษาฝรั่งเรียกว่า Michael Buble เนื้อเพลงก็ง่ายๆ ไม่มีคำไหนที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อน (พอดีมีเพื่อนดี ก็เลยไม่มีเพื่อนทรยศอ่ะนะ ... เข้าป่าอีกแล้วครับท่าน) เนื้อเพลงก็มีดังนี้

"Home"

Another summer day Has come and gone away
In Paris and Rome But I wanna go home. Mmmmmmmm


ฟังท่อนนี้ แล้วก็เริ่มน้ำตาคลอ... เพราะร้อนผ่านไป หนาวผ่านมาแล้ว... ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปปารีสกับโรมเหมือนเค้า ก็มันก็ไกลบ้านเหมือนกันอ่ะ ฮือ.. หนูอยากกลับบ้าน... (เดี๋ยวจะกลายเป็นเพลงน้องตุ๊กตาจ๋าไปซะงั้น)


Maybe surrounded by A million people I Still feel all alone
I just wanna go home Oh, I miss you, you know


ยิ่งฟัง ก็ยิ่งซึ้ง...น้ำตาพาลจะไหลให้ได้ ... มันอะไรจะกระแทกใจขนาดน้าน...อยู่ท่ามกลางผู้คน แต่ก็เหมือนกับคนไม่รู้จักกัน ...คิดถึงคนที่บ้าน คิดถึงบ้าน คิดถึงเมืองไทย ...คิดถึงของกิน (เย้ย!!!)


And I’ve been keeping all the letters that I wrote to you
Each one a line or two “I’m fine baby, how are you?”

Well I would send them but I know that it’s just not enough
My words were cold and flat And you deserve more than that


ถึงแม้จะมะมี เบบี้ หรือหวานใจ ... แต่ก็มีครอบครัว เพื่อนฝูงให้คิดถึง ถึงแม้ไม่ได้มีจดหมายเป็นลายลักษณ์อักษร... แต่ก็มีถ้อยคำ แทนความห่วงใยส่งผ่านไปทางบล็อก (คงแทนกันได้อ่ะนะ) ถึงแม้จะรู้ว่า ร้อยถ้อยคำไม่สามารถบรรยายความรู้สึกของเราได้หมด แต่อย่างน้อย ก็ทำให้รู้สึกหายคิดถึงไปได้บ้าง...


Another aeroplane. Another sunny place.
I’m lucky I know but I wanna go home. Mmmm, I’ve got to go home


ท่อนนี้ก็โดนเต็มๆ เพราะการได้มาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ สัมผัสประสบการณ์ที่ตื่นตาตื่นใจ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดกันได้ง่ายๆ ... เราก็รู้ดี ว่าเราโชคดีมาก... แต่ในความโชคดีนั้น... ความเหงา ก็ได้แทรกตัวเข้ามาอย่างช้าๆ กับอีกครั้ง ที่อยากตะโกนดังๆ ว่า "อยากกลับบ้านโว้ย..."


Let me go home.
I’m just too far from where you are
I wanna come home


จากท่อนด้านบน.. หลายคนอาจหมั่นไส้... อาจเผลอคิดในใจดังๆ ว่า
"แล้วใครมันรั้งหล่อนเองไว้เหรอยะ..." ก็ว่ากันไป...


And I feel just like I’m living someone else’s life.
It’s like I just stepped outside when everything was going right
And I know just why you could not come along with me
'Cause this was not your dream but you always believed in me


บางครั้ง เคยท้อ (มันมาเป็นวูบๆ) คิดเล่นๆ ว่า... เรามาทำอะไรที่นี่... ชาติที่แล้วทำกรรมอะไรไว้ ถึงต้องมาชดใช้ไกลเหลือเกิน... (ประหนึ่งนางเอก ที่ต้องมาใช้กรรม ในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้กระทำ...อะไรจะปานน้าน (นอกเรื่องไปเรื่อย))

Another winter day has come and gone away
In even Paris and Rome and I wanna go home Let me go home


แล้วฤดูกาลก็ผ่านผัน... นับแล้วก็ใจหาย...เข้าปีที่สี่แล้วสิเนี่ยะ... รู้สึกเหมือนกับว่า เพิ่งมาถึง ยังไงยังงั้น (แบบว่าเวลาหมด... แต่งานยังไม่เสร็จนี่สิ กลุ้มใจจัง)


Let me go home. I’ve had my run. Baby, I’m done
I gotta go home. Let me go home.It will all be all right.


กับประโยคสุดท้าย...ที่อยากให้เป็นของเราซะจริงจริ๊ง...

I’ll be home tonight. I’m coming back home




------------------- จบกันไปแล้ว สำหรับการคิดถึงบ้านแบบฝรั่งๆ ----------------


... เพื่อสำนึกรักบ้านเกิด ... หลังจากเลือกบรรยายความรู้สึกด้วยเพลงภาษาฝรั่งแล้ว... เพลงที่ให้อารมณ์เทียบเคียงกันในเวอร์ชั่นภาษาไทย ก็ได้แก่เพลงคิดถึงบ้าน..นี่แหละ


...คิดถึงบ้าน... คำร้อง/ทำนอง พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ


" จากมานานคิดถึงจังเลย หอมเจ้าเอ๋ยละอองท้องถิ่น
อยากกลับไปแนบซบดิน บ้านรำพึงคิดถึงเสมอ

อัสดงอาทิตย์กล่าวลา คืบคลานมาคือคิดถึงเธอ
คืนเหน็บหนาวอีกแล้วซิเอย บ้านรำพึงคิดถึงเสมอ

อัสดงอาทิตย์กล่าวลา คืบคลานมาคือคิดถึงเธอ
คืนเหน็บหนาวอีกแล้วซิเอย บ้านรำพึงคิดถึงไม่สร่าง

กี่ร้อนกี่หนาว กี่หมื่นร้าวราน ไม่เคยสะท้านทุกเส้นทาง
สู้ทนสร้างฝันถึงวีนรุ่งราง จะแบกไปถามความทุกข์ระทม

ไม่จำเป็นหรอกคำสัญญา รั้วชายคาที่แสนรื่นรมย์
ผ่านผุพังเซซังทรุดโทรม จะกลับไปเอาใจซ่อมแซม..."




Create Date : 19 ตุลาคม 2550
Last Update : 23 เมษายน 2554 11:22:29 น.
Counter : 385 Pageviews.

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  

Valentine's Month



I_am_Nin
Location :
Glasgow  United Kingdom

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



สวัสดีค่ะ ท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่าน... ทางเว็บของเรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้อนรับทุกท่านเข้าสู่บล็อกส่วนตัวของหนูหิ่นค่ะ(ราวกับว่า ประชาสัมพันธ์ห้างมาเอง)

โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีอุปนิสัยสนุกสนานร่าเริง รักการอ่านทุกประเภท ชอบท่องเที่ยว (ไม่รักสัตว์ ไม่รักเด็ก เพราะไม่คิดจะเป็นนางงาม อิอิ)... ส่วนใหญ่ก็ไปเที่ยวตามแต่กำลังทรัพย์ ชอบเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติต่างๆ

... หน้าที่การงานตอนนี้ ก็หลบเลี่ยงจากความวุ่นวายของงานการที่ทำอยู่ มาเป็นนักเรียนอีกครั้งหนึ่ง (อยู่ดีไม่ว่าดี มาหาหงอกใส่หัวจนได้) ตอนนี้ก็มาเรียนต่ออยู่ที่เมืองผู้ดีค่ะ

** เพื่อป้องกันการสับสน หนูหิ่นขอแจ้งให้ทราบว่า ชื่อหนูหิ่นที่ใช้ในบล็อกนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้อง หรือเป็นบุคคลคนเดียวกันกับหนูหิ่นที่เป็นนางเอกหนังแต่อย่างใด ชื่อนี้ถูกใช้เพื่อสื่อสารกับพี่น้องและผองเพื่อน... ที่ได้เรียกขานเรามาตั้งแต่หนูหิ่นยังเป็นส่วนหนึ่งของมหาสนุก... (สิบปีที่แล้ว) ... ก็ว่าตัวเองหน้าตาดีพอประมาณนะ ไม่รู้ว่าทำไมตอนที่พี่เค้าหาคนไปแสดงละคร (ถ่ายสไลด์ ประกอบละคร) เค้าถึงได้ตั้งใจเลือกเราก็ไม่รู้... เลยถือโอกาสใช้ชื่อหนูหิ่น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา... แล้วที่ใช้ชื่อเป็น... แล้วหนูหิ่น ก็โกอินเตอร์... เพราะว่า ในที่สุดก็ได้มาเรียนต่อนั่นเอง (ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะได้อยู่บนเกาะนี้รวมเวลาเกือบหกปีแล้ว...) สุดท้ายนี้..ขอได้รับความขอบคุณจากผู้อ่านทุกท่านที่สนับสนุนงานเขียน (ในบล็อกนี้) ของหนูหิ่นเสมอมาค่า...