จะกี่ปี ฉัน ก็ ยัง คง มี ปัญหา
สิ่งหนึ่งที่เรา วาดฝันไว้ ใน วัยเยาว์ มัน เลือนลาง ลง ไป ทุกวันๆ แต่ในสิ่งที่ชัดเจน ขึ้น คือ ฉันได้รู้จักตัวฉันเอง ว่า ฉันต้องการอะไร มีความถนัด และ ไม่ถนัด สิ่งใด

ด้วยกฏระเบียบ ทางสังคม ต่างๆ ๆ ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรค ต่อ 
สิ่งที่ฉัน จะก้าวต่อไป ถึงแม้ สิ่งที่ฉัน ต้องการจะ กระทำ และ เรียนรู้พัฒนาต่อยอด นั้น ไม่ได้ ผิดกฏหมายบ้านเมือง หรือ ผิดศีลธรรมใดๆ

แต่สิ่งที่ฉันทำได้ไม่ดีเลย คือ ฉันไม่สามารถปฏิบัติตนให้ผ่าน ตามกฏเกณฑ์ พื่นฐานที่ หลายๆ คนมองว่า เป็นเรื่องง่ายดาย เช่น การต้องไป เข้าเรียนหรือ อบรม ในชั่วโมงเรียนที่ ไม่เกิดการเรียนการสอนขึ้นจริง สู้ฉันใช้เวลา ออกมา ค้นคว้าศึกษา ด้วยตนเอง ฉันสามารถ สอบผ่านได้ แต่ก็ไม่ให้สิทธิ ฉันสอบ ไม่ยอมรับในความรู้ที่ฉันมี 
ฉันจะต้องเสียเวลาอีกสักกี่ปี เพื่อ สิ่งง่ายๆ ที่ คนอื่นได้มา 

แต่ในทางกลับกัน สิ่งยากๆ ที่ คนอื่นต้องการ ฉันกลับทำได้ โดยง่าย 


ฉันหวังเหลือเกินว่าสักวัน ฉันจะได้มีโอกาส ได้แสดงความรู้ ความสามารถ ที่ฉันมีเพื่อ พัฒนาตัวฉันเอง และ หน่วยงาน รวมถึง สังคมประเทศ ให้ มี มาตรฐานการยอมรับความแตกต่างมากกว่านี้

ฉันเห็น ฉันเบื่อ ฉัน เอือมระอา กับการศึกษา และ ทัศนคติ ของ คนไทยใน จำนวนหนึ่งเหลือเกิน

ฉันไม่เคยเชื่อเลยว่า คนขี้เกียจแต่ หัวดีนั้นมีจริง
หากแต่ คนที่ กล่าวหาเช่นนั้น ไม่เคยมอง มุมที่เขา ทำอย่างไร จนหัวดีต่างหาก 


ตราบใดที่ การตีความ วัดค่าคนยังเป็น เรื่องที่คนในสังคม ให้การ ยอมรับ มากกว่า เรื่องของการ ยอมรับความแตกต่าง บนมาตรฐานเดียวกัน ที่ ยืดหยุ่นได้ ฉันว่า คนอย่างฉันคงจะ ต้องดำรงอยู่ในสังคม อย่าง อึดอัดใจ 

ถึงแม้วันนี้ ปัญหา ส่วนตัวฉันจะมากมาย
แต่หากลมหายใจฉันยังคงมีอยู่ ฉันคงได้เห็นวันที่ฟ้าสดใส และ ฉันได้ ทำตามตัวตน ที่ฉันมี และ เกิดประโยชน์ ต่อ ทุกๆ ส่วนมากกว่านี้


ฉันยังมีความหวัง และ ฉันยังหวังที่จะทำมันให้ดียิ่งขึ้นๆไป



Create Date : 10 มีนาคม 2558
Last Update : 10 มีนาคม 2558 2:10:13 น.
Counter : 536 Pageviews.

0 comment
25 ปี ของการเดินทาง ( 25 years of my journey)
เราทุกคน ต่าง ย่อมเคย ได้รับ การปลูกฝัง มาเสมอๆ ว่า ชีวิตทุกวันนี้ที่เราเป็นอยู่ เป็นผล สืบเนื่อง มาจากการกระทำในอดีต ของเราที่ผ่านมา ซึ่ง ในอดีต ผมไม่เคยยอมรับเลยว่า คุณค่า ของวันเวลา ณ วินาที ที่ สำคัญ ที่สุด คือ เวลาในปัจจุบัน


  ชีวิตผม เกิดมา อายุวัยล่วงเลย เข้าไปสู่ ปี ที่ 25 หมาดๆ จน ณ วันนี่ ผมได้ มีเวลา ได้ย่อนกลับมา มองดู อีกครั้ง ว่า เรา ณ วันนี้ ที่ยินอยู่ตรงนี้ เพราะเหตุ ใด เรายังก้าวไป ได้ ช้า กว่าคนอื่นๆ ในสังคม "ความล้มเหลวด้าน การศึกษา ชีวิตส่วนตัว และ ความรัก" ล้วนเป็นผลพวงของความผิดพลาดในอดีต และ สงผลโดยตรง ต่อเราในทุกๆวันนี้


"ผมพยายามที่จะเรียนรู่ที่จะเข้าใจ ตัวตนของเรา อยู่ตลอดเวลาในช่วงเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้ ว่า จะ ยังไม่ชัดเจนนัก ในตอนนั้นแต่สำหรับวันนี้่ สิ่งที่ผมได้ ตระหนัก และเข้าใจคือ การยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหมดของตัวเองด้วยความเต็มใจ"
เราไม่ควรพยายามที่จะ เสแสร้ง แกล้งทำ หรือ ใช้การเดินหนี ปัญหา รวมถึง โทษ ปัจจัย ภายนอก จน ลืม ที่จะ ทำความเข้าใจว่า ปัจจัย สำคัญ ที่ สุด ของ สิ่งๆ ต่างๆ คือ ตัวเราเอง

แม้อาจจะดูเจ็บปวด ที่ จะต้อง ยอมรับว่า ทุกๆอย่างล้วนแล้วเกิดมาจากตัวเรา เกือบจะ 100% แต่นั่นคือ ความเป็นจริง
หากเรา ไม่เลือกที่จะพิจารณา ตนเอง ให้เห็น ถึง สิ่งที่ผิดพลาด ทั้งหมด จริงๆ เราย่อม ไม่มีทางที่ จะ รู้หนทาง ที่จะแก้ไข ในความผิดพลาดเหล่านั้น

ความผิดพลาด ทำให้ คนเรา หลง ทาง และ เสีย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ "เวลา" ไป 

  หากคุณรู้ตัวว่า คุณ เป็นคนที่ผิดพลาด และ แย่ แค่ไหน และสามารถยอมรับ โดยสนิทใจว่า คุณ ผิดพลาดในสิ่งนั้นๆ จริงๆ โอกาสที่คุณจะพยายามปรับตัว พัฒนาตัวเอง และแสวงหา แนวทางการแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้น ย่อมมี มากขึ้น 

คนเราไม่ควรรอที่ จะ ให้ชีวิตมันล้มเหลว ในหลายๆ ด้าน จน ต้อง ตั้งสติ และ ต้องใช้เวลาไม่น้อยกับ การ ทบทวน และ ยอมรับ ตนเอง

ทุกๆคนย่อมมี ความผิดพลาดในชีวิต แต่หากคุณ พยายาม ที่จะ ใช้สติ ทบทวน ตัวเอง ในทุกๆวัน ไม่เข้าข้าง และ เดินหนีปัญหาใดๆ 

ปัญหาทุกอย่างมีทางออกครับ สำหรับผม ทางสว่าง คือ " การยอมรับในสิง่ที่ตนเองกระทำ และ ยอมรับมันด้วยใจจริง "

เมื่อใดที่ สมองกับใจไปด้วยกัน หนทาง แห่ง ความล้มเหลว ก็ยิ่งน้อยลง

25 ปี กับ 2-3 ปี แห่งการพยายาม ค้นหา และ ทบทวน + 8 เดือนในการ ยอมรับ และ พิสูจน์ คุณค่าที่แท้จริง ของตัวเรา 

สำหรับผม อาจจะ ช้าเกินไปหน่อย ใน ความรู้สึกของใคร หลายคน

แต่ ถ้าถามผมแล้ว ขอให้ ใช้ "เวลา" ใน ทุก นาที นี้ เพื่อ คิด ปรับปรุง และ พัฒนา ตนเองต่อไป 

ผมเชือ่ว่าผม ทำได้ เพราะ ผม ไม่กลัวที่จะล้มเหลว เพราะ เรารอบคอบมากขึ้น  มีประสบการณ์มากขึ้น รู้่จักตัวเองมาก ขึ้น
และที่ สำคัญ เรา ไม่วิ่งหนีปัญหาอีกต่อไปแล้ว !






Create Date : 21 มกราคม 2557
Last Update : 21 มกราคม 2557 1:53:10 น.
Counter : 754 Pageviews.

0 comment
แนวทางการมีชีวิตคู่ตามแบบ ฉบับ ของ Happy Science (ริวโฮ โอคาว่า)
 บทความนี้เป็นบทความที่ได้รับแรงบรรดาลใจจากอ่านหนังสือ ชื่อ บอกลาชีวิตเศร้าหมอง      ผู้เขียนคือ ริวโฮ โอคาวา

การเลือก คู่ ครอง ก็ เหมือนการ เลือกคนเข้าทำงาน ไม่ใช่ทุกบริษัท ที่จะต้องการ คนที่เก่งเพียบพร้อม แต่ ละ บริษัท มักจะเลือกคนที่เหมาะสมกับงานนั้นๆ ไม่ควรตั้งความหวังไว้สูงจนเกินไป หาก มี โอกาส ที่ ความต้องการของเขาและความปราถนาของเราเข้ากันได้ คุณถึงจะ มีงานทำ

ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่เมื่อถึงวัยแล้ว ไม่สามารถแต่งงานได้ เพราะ ขาดความเด็ดขาด พวกเธอไม่มีความตั้งใจและไม่สามารถตัดสินใจได้ ขณะ เดียวกัน ก็ตั้งความหวังไว้สูงมาก พวกเธอจู้จี้เกินไป ตัดสินใจไม่ได้ ก่อนจะรู้ตัวก็มักสายเกินไป และ พลาดโอกาสต่างๆไปมากมายเสียแล้ว

ในยามที่มีใครสักคนเข้ามาในชีวิตของคุณ คุณไม่ควรพยายาม คิดมากเกินไป ไม่ควรมองหาแต่ข้อผิดพลาดในตัวเขา คุณควรเตรียมตัวรับในรับในสิ่งที่ชีวิตจะนำมาให้ และ มีชีวิตคู่ร่วมกันอย่างไม่คิดอะไรมาก "ผู้ชายชอบแบบนั้นมากกว่า"

"สิ่งสำคัญคือคนสองคนที่เกี่ยวข้องกันควรมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน เรื่องนี้เท่านั้นที่สำคัญ ทั้งสองต้องพร้อมที่จะประณีประนอมให้กันหากจำเป็น รวมถึงการตั้งความหวังไว้สูงจนเกินไปก็เป็นการทำลายโอกาสของ สาวๆ หลายคนเสียมากกว่าการ เปิดใจยอมรับการเข้ามาของผู้ชายที่พร้อมจะแต่งงานกับคุณ"


เพลงประกอบ




Create Date : 27 กันยายน 2556
Last Update : 27 กันยายน 2556 0:36:29 น.
Counter : 573 Pageviews.

0 comment
หลายครั้งที่เรา ต้องกลับมา เริ่มต้นใหม่
เวลาจะว่านาน มันก็ นาน จะ ว่าเร็วมันก็เร็ว 

แต่จริงๆแล้ว ผมว่า เวลามันก็เดินไป ตามหน้าที่ของมันตามปกติ ช้าหรือเร็วมันอาจไม่มีอยู่จริง

สำหรับชีวิตผมแล้ว
พอยิ่งมีอายุมากขึ้น กลับ ยิ่งมีคำถาม มากมาย เพิ่มพูนขึ้นในหัว
ผมอาจจะถูกเลี้ยงดูมา โดยตีกรอบ ให้คิด ให้ ทำ ตามแต่ที่ครอบครัวต้องการ
แม้จะอ้างว่า เปิดกว้าง พอในยามเกิดปัญหา ทุกคนต่างรุมกร่นด่า ต่อว่า แต่ ซ้ำเติมผม

ครอบครัวที่ดูดีแบบในละคร ผมไม่เคยสัมผัส
ผมรู้ว่าทุกคนในครอบครัว รักผม แต่ ผมก็รู้เช่นเดียวกัน ว่า ทุกคนในครอบครัว ไม่เคย ปรับตัวและเปิดกว้างในควาเข้าใจ ชีวิต และ สังคมที่เปลี่ยน ไป ไมพยายามทำความรู้จักตัวตนเอง

ยิ่งพูดความยิ่ง ยิ่งต้องเจ็บซ้ำ เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเลย ในสังคมครอบครัว


ชีวิตผมต้องเริ่มต้นใหม่  ในด้านการเรียน บ่อยครั้ง 
ใช่ที่ส่วนใหญ่เกิดจาก ภูมิคุ้มกันทางสังคม ของผม ที่ไม่แข็งแรงพอ ทำให้การปรับตัวและการอยู่่ีร่วมกับความแตกต่างหลากหลาย ได้ไม่มีดีเท่าที่ควร

ผมหวังอย่างยิ่งว่าทุกครั้งที่ผมผิดพลาด ผมน่าจะได้รับ แรงสนุบสนุน และ ความเข้าใจ อันเป็น จริง แล้ว ยิ่งพูดความจริง ผม ยิ่งดูเป็นตัวประหลาด


บางทีพ่อแม่ ครอบครัว เขาอาจจะทำดีที่สุดแล้ว ก็เป็นได้ ผมได้แต่ คิดปลอบใจตัวเอง

ทุกวันนี้ผมจึงต้องอาศัยเรียนรู้ กับความผิดพลาดของตัวเอง แม้ ครอบครัวจะกดดันไม่ให้ทำพลาดทำผิด แต่ ตราบใดที่ผมไม่ได้ไป ปล้น ฆ่า และเบี่ยดเบียนใคร

ผมก้ไม่เคยเสียใจในความผิดพลาดที่ผ่านมา

ชีวิตนี้เป็นของเรา หากไม่เคยพลาดไม่เคยผิดเลย ผมจะ เติบโต เป็นคนขึ้นมาได้อย่างไร 

ถึงแม้ครอบครัว อาจจะไม่สามารถ เข้าใจเราในจุดนี้ได้

ถึงต้องเริ่มใหม่กี่ครั้ง ตัวเราก็ไม่เคย ขาดทุน หากเรา รู้จักตัวเราเอง

การปล่อยให้สังคมมาตีกรอบ และบีบ ให้เราเป็นทุกข์ใจ ต่างหากละ ที่ แย่กว่า


ใครจะเป็นอย่างไร ขอให้เข้าใจตัวเรา สังคมมันฆ่าเราไม่ได้หรอก ถ้า เรา ศรัทธา ในตัวเอง อย่างน้อยผมเชื่อมั่นเสมอว่าโลกใบนี้ ยังไงมันก้ต้องมีช่องว่าง ให้คน อย่างเราสักคนที่ ใช้ชีวิตอยู่ได้ อย่าง สงบ และ เป็น สุข และ ผมก็จะเดินหน้า ค้นหา มันต่อไป 



Create Date : 16 สิงหาคม 2556
Last Update : 16 สิงหาคม 2556 2:55:41 น.
Counter : 409 Pageviews.

1 comment
มีคนว่าความคิดผมยังเด็กเกินไป??
ไม่นานมานี้ผมได้คุยกับคนที่ผมคิดว่า เราเคยมีสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาในอดีต

ด้วยความคิดถึงสิ่งดีๆ ในอดีต ที่คิดว่าจะเป็นสิ่งดี สิ่งหนึ่งที่จะช่วย ส่งเสริมให้ชีวิตในช่วงนี้ เติมเต็มขึ้นและ

น่าจะเพิ่มพูนกำลังใจในการใช้ชีวิต ของผม ให้เพิ่มเติมจากเดิมมากขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่า ความสัมพันธ์อันดีเหล่านั้น มีสิทธิที่จะกลับมาได้่

เพราะก่อนหน้านั้น เราจากกันด้วย เหตุการ ที่ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะใช้อภัยกันได้

ผมรู้ตัว ว่าผมเคยทำอะไรผิดพลาดลงไปใน ครั้งก่อนหน้านั้น

แต่ผมก็รู้ว่า ผมขาดอะไร ในการกลับมาครั้ง

ผมทุ่มเท ตั้งใจ และ พยายามใส่ความจริงใจ จริงจังลงไปอย่างเต็มที่ ในทุกๆครั้งที่คุยกัน

ผมเฝ้าถามเสมอว่า หากตัวเธออยู่ในสถานะที่ไม่พร้อม ก็ไม่ว่ากัน

....

ความพยายามอย่าง ต่อเนื่อง ตามที่เวลาของผมและเค้าจะอำนวย

เราได่้คุยกํน จริงจรังประมาณ 4-5 ครั้ง ภายในระยะเวลา หนึ่งเดือน นับเป็น เวลาครั้งประมาณ 40 นาที

รวมๆแล้วเราก็ได้คุยกันประมาณ 200 นาที หรือ 3 ชั่วโมง 20 นาที ตามเวลา สุทธิ

ถึงประเด็นที่เราจะกลับมาคืน ความสัมพันธ์ในส่วนที่เราเคยมีร่วมกัน ซึ่งเราเห็น

ตรงกันว่า ในอดีต ทุกอย่าง มัน ลงตัว สำหรับทั้งสองฝ่าย

แต่ !

ใครจะเชื่อ วันนี้ ที่ผ่านมาประมาณ 3 ปี

เธอกลับบอกผม ทำนองว่า ไม่กล้าที่จะไว้ใจในระยะเวลาอันใกล้

อันนี้ ถูกต้อง และเข้าใจ ได้

แต่!!

ขอบเขตที่คุณต้องการ การเวลาที่คุณต้องการจะศึกษา ผม ว่า การกลับมาครั้งนี้ จริงจัง และ น่าเชื่อถือได้แค่ไหน

ไม่ชัดเจน ไม่มีเวลา

ถามเพียงว่า รอได้ไหม

ถ้า!

รอไม่ได้ ก็ หาแฟนใหม่ไปก่อนก็ได้

เหตุ!

ผมมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะกลับมาพิสูจน์ความจริงใจให้เธอเห็น เงื่อนไข นี้ ทำให้ผม สามารถที่ จะยอมรับได้ อยู่บ้าง สำหรับเงื่อนไขของเวลา แล้ว มนุษย์เราไม่สามารถที่จะ รอคอยอยู่เฉย อย่างไร้ สิ่งใดๆเกิดขึ้น

พิสูจน์ !

ตามนั้น เธอ ยินดีมอบโอกาสให้ผมพิสูจน์ ตัวเอง โดยไร้ เงื่อนไข ทั้งเรื่องของเวลา ที่ไม่มีขอบเขต รวมถึง เรื่องของประเด็นใดๆ ซึ่งผม ยินดี พิสูจน์ คำพูดของเธอ

ผล!

ผมใช้เวลาพูดคุยอย่างจริงจัง ประมาณ 1 เดือน ก็พบว่า หากไม่มีการติดต่อ จากผม ผมเองก็จะไม่ได้รับการติดต่อจากเธอเลย

เครื่องบ่งชี้!

มีสองประเด็นที่คิดได้

1.เธอต้องการให้ผม ทุ่มเท กว่าเดิม หรือ ตื้อกว่าเดิมนั่นเอง

2.ในช่วงที่เทอบอกว่า รอไหวไหม เธอพูดเพียงแค่ รักษาน้ำใจเท่านั้น แต่การกระทำของเทอ นั้น เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า

เธอมิได้ สนใจ ใยดีอะไรกับ สิ่งที่ผม เสนอมาอีกต่อไป

เลือกสักทาง !

ผมเลือกคิดแบบ ข้อ 1. ตามข้างต้น

พิสูจน์ในสิ่งที่คิด !

แน่นอนทุกครั้งที่ผมมีการเปิดประเด็นขึ้นมา

พยายาม ตื้อ บ่อยครึ่ง โทรหา บ่อยขึ้น และ เอาความจริงใจหัวมาพูด แบบไม่ใส่ไข่ ไม่ต้องทำให้ดู สวยหรู แต่ ไม่หยาบคาย

ผลคือ!

เธอตอบผมว่า สิ่งที่ผมทำความคิดผม ตอนนี้ ยังดูเด็กเกินไป เธอบอกว่า เธอเจออะไร มา ในส่วนที่ ผมอาจจะยังไม่เคยเจอ

แต่ นัย สำคัญ ยังไม่ชัดเจน การ สื่อความหมาย แสดงออกมา ว่า ผมยังคงไม่ใช่แบบที่เธอต้องการ หากมีผม ความสุขที่มีก็ไม่ต่างจากไม่มี เพราะ ไม่จำเป็นนึกถึง หรือ ต้องการ คุยกับผม

ทางออก!

เดินหน้าต่อไป ละทิ้ง ความเพ้อฝันเดิมๆ สร้างความเป็นจริง ที่ ยิ่งใหญ่กว่า !

open eye to get a new chance !



บทสรุป



คล้ายกับ สิ่งที่ มาร์ค ซักเคอเบิร์ก เขียนลงใน blog ส่วนตัวของเขา ตอนเลืกกับ เอริก้า ว่า

เอริก้าเป็น ผู็หญิงที่ มีมันสมอง ไม่มากนัก พอที่จะเข้าใจ ความทุ่มเท ของเค้า

ไม่ใช่ เพราะ เอริก้าโง่ หรอก แต่ เอริก้า ไม่ฉลาดพอต่างหาก

ความดีเป็นเรื่อง ของการกระทำ หากไม่ เปิดโอกาสให้ ทำได้เห็น จะรอสัก พันปี ก็คงไม่ถึงวันที่พร้อม

คำพูดเป็นเพียง เครื่องมือสื่อสาร ที่ จะได้ผล ดี และ ไม่เข้าคลาดเคลื่อน ให้เสียเวลากัน

หาก คุณ พูด อย่าง เปิดใจ เป็น คนดีด้วยการกระทำ



ผมพูดอย่างจริงใจ เพื่อ ต้องการ โอกาส

ผมโทรไปคุย อย่างตั้งใจ และ รักษา ระยะ ห่าง เพื่อ กระทำตน ให้คุณเห็น>

ผมต้องการ คนที่พร้อมที่จะเปิดใจ

มิได้ต้องการ เพื่อรอคอย ใครสักคนที่ ไม่รับ หรือ ไม่ปฏิเสธ ต่อสิ่งใด

ความรัก ผมมิได้ร้องขอ จากคุณ ผมเพียง เรียนถามถึง การรื้อฟื้นความสัมพันธฺอันเคยดี ขึ้นมา และ มอบให่กันและกัน ทั้งสองฝ่าย



หากคุณได้อ่านข้อความนี้

ผมมิได้ต้องการสิ่งใด

ผมมีเจตนาชี้แจงว่า

คุณไม่สามารถ จะไปตัดสิน ความคิดของ ใคร จาก ความรู้สึกส่วนตัวเอง

ผมต้องการ คนที่เปิดใจช่วยกันคิด และ พร้อมแก้ไข

ไม่ได้ต้องการคนที่มีความต้องการพื้นฐาน แบบ ระบุชัดเจน กะเกณ spec อะไร

ถ้าคุณว่าความคิดของผมเด็ก แสดงว่า คูณ ต้องเป็น ที่มีความคิด อาวุโสกว่าผมน่าเสียดายที่ผมถูกมองดูเด็กไปในสายตาคุณแต่นั่นก็เหมือนคำชม แสดงว่าผม เองก็ ยัง ดูอ่อนวัย ละสินั่นสินะผมยังเด็ก และ สดใส แม้จะผ่านอะไรมาก็ตาม

ผมมีอะไรดีๆ ที่คุณยังไม่รู้และ เป็นประโยชน์ มากมาย น่าเสียดายที่คุณด่วนตัดสินผมไปเสียแล้ว ^____^



Create Date : 01 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 1 กุมภาพันธ์ 2554 17:22:19 น.
Counter : 882 Pageviews.

2 comment

BlogGang Popular Award#13



newzbaba
Location :
พิษณุโลก  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



รักที่จะบ่น บ้าที่จะเพ้อ ยินดีที่จะพรรณนา หากว่า ช่วยให้ ชีวิตได้ดำเนินต่อไป
Group Blog