Group Blog
 
All blogs
 

ค้นฟ้าคว้าดาว โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


กระบวนการที่ยาก สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการลงทุนแบบ VI คือ การค้นหาหุ้นที่จะลงทุน เหตุผล คือ มีหุ้นบริษัทจดทะเบียนกว่า 500 บริษัท

ทำธุรกิจหลากหลายมากมาย บริษัทเหล่านี้อยู่ใน “ช่วงชีวิต” ต่างๆ เช่น กำลังเริ่มต้น เติบโต เติบโตเร็ว อิ่มตัว ตกต่ำ ซึ่งเราไม่รู้ นอกจากนั้น ราคาหุ้นของแต่ละบริษัทก็เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาทำให้ความน่าสนใจของหุ้น เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาเช่นกัน ดังนั้น การมองหาหุ้นที่จะเข้าไปศึกษาและลงทุนจึงเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา ต่อไปนี้คือวิธีการหาหุ้นที่ VI รวมถึงผมมักจะใช้

วิธีแรกน่าจะง่ายที่สุด คือ การติดตามบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์ โดยเฉพาะโบรกเกอร์หลาย ๆ แห่งที่จะมีการนำเสนอหุ้นที่ “น่าสนใจ” เป็นหุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อหรือบางครั้งแนะนำให้ซื้อ “อย่างแรง” วิธีนี้มีข้อดี คือ เราไม่ต้องไปหาให้เสียเวลา หุ้นถูกเสิร์ฟให้เราถึงที่ แต่ข้อเสียคือ เขามักจะวิเคราะห์แนะนำเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ขึ้นมีสภาพคล่องซื้อขายมากพอ ซึ่งอาจมีหุ้นเพียง 200-300 ตัวเท่านั้นที่โบรกเกอร์ครอบคลุม ประเด็น คือ หุ้นที่เขาแนะนำให้ซื้อ บ่อยครั้งมีราคาและปริมาณการซื้อขายปรับตัวขึ้นมาแล้ว ดังนั้น ความน่าสนใจจะลดลงเพราะราคาหุ้นแพงขึ้น ในบางกรณี โดยเฉพาะหุ้นที่มีขนาดเล็กลงมาหน่อยสภาพคล่องมีไม่มากนั้น ราคาหุ้นวิ่งขึ้นมาสูงลิ่วแล้วก่อนที่เขาจะแนะนำ ดังนั้น การหาหุ้นจากวิธีการนี้ จะต้องระวังว่ามันอาจจะไม่ถูกในแง่ของ VI การเข้าไปซื้ออาจเป็นการ “เก็งกำไร” ได้

วิธีที่สอง สำหรับคนขยันมีเวลา เช่น คนที่ “ลงทุนเป็นอาชีพ” อาจติดตามเข้าร่วมฟังรายการ “บริษัทจดทะเบียนพบนักลงทุน” หรือที่เรียกว่า “Opportunity Day” จัดที่ตลาดหลักทรัพย์เป็นประจำเกือบทั้งปี นี่คือ รายการที่ผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียนจำนวนมาก มาบรรยายและให้ข้อมูลรวมทั้งตอบคำถามเกี่ยวกับบริษัทแก่นักลงทุน รายการนี้จึงเป็นช่องทางที่จะได้ข้อมูลค่อนข้างลึกเกี่ยวกับบริษัทรวมถึง หลายๆ กรณี ได้พบผู้บริหารสูงสุดของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งบางคนบอกว่าจะได้ดู “โหงวเฮ้ง” ว่าน่าจะเป็นคนมีความสามารถไว้ใจได้แค่ไหน และนั่นคือข้อดีของการไปหา ศึกษา และวิเคราะห์หุ้นจากงาน “ออปเดย์” อย่างไรก็ตาม ข้อเสียอาจมีเหมือนกัน คือ การไปฟังบริษัทมากๆ นั้น บางทีก็ทำให้“เคลิ้ม” ได้เหมือนกัน บริษัทอาจจะให้แต่ภาพที่ดี และพยายามพูดให้เชื่อว่าเขาดีกว่าปกติ เราที่มีความรู้น้อยกว่าก็จะคล้อยตามโดยไม่ได้ไปหาข้อมูลจากแหล่งอื่นเพิ่ม ทำให้เราวิเคราะห์ผิดพลาดได้

ช่องทางที่สามในการหาหุ้น คือ การใช้ “ตะแกรงร่อนหุ้น” นี่คือ การใช้ข้อมูลเชิงปริมาณในการคัดเลือกหุ้นที่มีผลประกอบการและงบการเงิน อัตราส่วนการเงิน อัตราส่วนที่แสดงความถูกความแพงของหุ้น มาเป็นตัวคัดกรองเพื่อที่จะศึกษาตัวหุ้นที่มีคุณสมบัติที่เราต้องการ เช่น บางคนจัดเรียงหุ้นที่มีค่า PE ต่ำสุดจนถึงหุ้นมีค่า PE สูงที่สุด จากนั้นคัดเลือกเฉพาะหุ้นมีค่า PE ต่ำสุดไม่เกิน 20 ตัวเพื่อนำมาศึกษาต่อเป็นต้น หรือบางคนอาจจะมองบริษัทมีผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสูงสุดเป็นตะแกรงที่ จะคัดกรองหุ้น เป็นต้น ข้อดีของแนวทางนี้ คือ มันทำได้อย่างรวดเร็วและค่อนข้างจะทั่วถึง เราจะไม่พลาดหุ้นที่มีคุณสมบัติที่น่าสนใจเลยเพราะมันทำโดยคอมพิวเตอร์ และหลังจากนั้นเราค่อยมาดูข้อมูลเป็นรายตัวว่าเราสนใจตัวไหนเป็นพิเศษ ส่วนข้อเสีย ก็คือ ข้อมูลเป็นเชิงปริมาณนั้น มันคือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและมันไม่ได้บอกว่าอนาคตจะเป็นแบบนั้นต่อไปหรือ ไม่ และบางทีมัน“หลอก” ให้เราเข้าใจผิดในคุณสมบัติเชิงคุณภาพได้ ความยุ่งยากอีกอย่างหนึ่ง คือ หลายๆ คนรวมถึงผมด้วย ไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะเขียนหรือรันโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบนี้ได้

ช่องทางที่สี่ในการหาหุ้นลงทุน คือ การติดตามอ่านข่าวสารในหน้าข่าวธุรกิจและข่าวอื่น ที่เกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนและอาจมีผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนอย่างมีนัย สำคัญ ผมหมายรวมถึงการดูฟังจากสื่อทุกชนิด เพียงแต่การอ่านมักให้ข้อมูลที่มากเร็วกว่าช่องทางอื่น นี่คือการ “อ่านเพื่อหาหุ้น” ไม่ใช่การอ่านผ่านๆ ความแตกต่างคือ เมื่ออ่านแล้วต้องคิดต่อว่าหุ้นกลุ่มไหนหรือตัวไหนจะได้ประโยชน์และตัวไหนจะ เสียประโยชน์ บริษัทไหนจะชนะและบริษัทไหนจะแพ้ในระยะยาว เทรนด์ของธุรกิจไหนจะมาและอุตสาหกรรมไหนจะตกต่ำลง การหาหุ้นจากช่องทางนี้ เป็นการหาหุ้นที่ใช้เวลามากแต่ก็จำเป็น เพราะนอกจากเป็นเรื่องของการหาหุ้นลงทุนใหม่ๆ แล้ว ยังเป็นเรื่องการติดตามข้อมูลของหุ้นตัวเดิมที่ยังอยู่ในพอร์ตด้วยว่าควรถือ ต่อหรือขายทิ้ง

ช่องทางที่ห้า คือ การหาหุ้นโดยการถามหรือติดตามความเคลื่อนไหวของ “เซียนหุ้น” หรือบางทีเรียกว่า “CI” หรือ “เล่นหุ้นตามเซียน” นี่คือ วิธีการหาหุ้นที่ง่ายและอาจจะให้ผลดี เพราะอย่างน้อยเขาก็คิดว่า ถ้า “เซียน” ซื้อหรือถือหุ้นไว้ หุ้นน่าจะดี เพราะเซียนนั้นคงต้องวิเคราะห์กันมาเป็นอย่างดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด เขาคิดว่าคงจะมีคนอื่นที่ซื้อหุ้นตามเซียนเหมือนกัน เพราะฉะนั้น หุ้นจะมีแรงซื้อมากและอาจทำให้หุ้นวิ่งขึ้นได้เร็วและแรงกว่าปกติ อย่างไรก็ตาม ข้อเสียของการหาหุ้นแบบนี้ ก็คือ บ่อยครั้งเราไม่รู้ว่าเซียนนั้นซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่เมื่อไร ต้นทุนของหุ้นที่ซื้อเป็นเท่าไร และเขาจะขายเมื่อไร ดังนั้น ในบางครั้ง เราอาจจะซื้อในราคาที่เกินกว่าพื้นฐานและเซียนที่ซื้อหรือถือไว้กำลังขาย ผลคือ เราอาจจะขาดทุนได้ เหนือสิ่งอื่นใด คือ บ่อยครั้ง เซียนก็อาจจะผิดได้ หรือบางทีเซียนที่เรากำลังตามอยู่นั้น อาจจะกำลัง “โฆษณา” หุ้นของตนเพื่อให้หุ้นเป็นที่น่าสนใจและมีราคาดีขึ้นก็ได้

ช่องทางที่หกของการหาหุ้น คือ การ “เดินตามห้าง” นี่ก็คือ การสังเกตและ “สัมผัส” ความเป็นไปของธุรกิจจริงๆ ใน “สนาม” ไม่ใช่ดูจากรายงานในหน้ากระดาษหรือบนจอคอมพิวเตอร์ คำว่าเดินตามห้างนั้น รวมไปถึงสถานที่ทุกแห่งที่เราเข้าหรือผ่านไปเพื่อทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ไปซื้อหรือใช้บริการต่างๆ ข้อดีของการหาหุ้นแบบนี้ก็คือ เราจะได้ข้อมูลที่หาไม่ได้จากงบการเงินนั่นคือ ความแข็งแกร่ง ความสามารถในการแข่งขันเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่ง และแนวโน้มของอุตสาหกรรมหรือธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากที่สุดอย่างหนึ่งของการเติบโตของกิจการและตัวหุ้น ข้อควรระวังสำหรับการหาหุ้นแนวทางนี้ ก็คือ อย่าใช้ความรู้สึกของตัวเองเป็นเครื่องตัดสินสินค้าหรือตัวบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเราไม่ใช่ลูกค้าเป้าหมายของเขา

สุดท้าย คือ การดูข้อมูลจากกิจกรรมการซื้อขายของตัวหุ้นเอง เช่น การซื้อหรือขายของผู้บริหารบริษัท หรือปริมาณการซื้อขายของหุ้นที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของตัวหุ้น นี่อาจจะเป็นสิ่งที่บอกว่า คนที่ “รู้เรื่องดี” กำลังทำอะไรอยู่ ข้อมูลชิ้นนี้อาจกระตุ้นให้เราศึกษาตัวหุ้นเพิ่มเติมได้ อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริหารหรือเซียนหุ้นรายใหญ่ เราต้องระวังว่าอาจเป็นข้อมูลถูกปล่อยออกมาเพื่อจะ “ลวง” ให้นักลงทุนหลงได้

แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


  • ขายสต๊อกรองเท้าสตรี ราคาถูก +บอกแหล่งผลิต พร้อมร้านให้เช่า ทำเลดี








  •  

    Create Date : 21 กรกฎาคม 2555    
    Last Update : 21 กรกฎาคม 2555 23:42:13 น.
    Counter : 1386 Pageviews.  

    หุ้นที่ผมชอบที่สุด โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


    ตำนานบทหนึ่งที่ผมคิดว่าสำคัญมากของ วอร์เรน บัฟเฟตต์ คือ การที่เขาซื้อหุ้นลงทุนในบริษัท GEICO Corporation ที่ถือหุ้นบริษัทประกัน ภัยชื่อ Government Employees Insurance Company (GEICO) เหตุผลก็เพราะว่า นี่เป็นบริษัทแรกๆ ที่บัฟเฟตต์เข้าลงทุนตั้งแต่เริ่มลงทุนใหม่ๆ ด้วยเม็ดเงินส่วนใหญ่ของเขาขณะนั้น พูดง่ายๆ ว่าเป็นการ "ตีแตก" หุ้นตัวแรกๆ ในชีวิตการลงทุนของเขา และตั้งแต่นั้นมา เขาก็ลงทุนในหุ้นประกันภัยจำนวนมากจนกลายเป็น "ธุรกิจหลัก" ในพอร์ตการลงทุนของบัฟเฟตต์

    ตำนานนั้นเล่าว่า เมื่อบัฟเฟตต์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 1950 เขาพบว่าอาจารย์ เบน เกรแฮม ซึ่งสอนวิชาการลงทุนของเขา เป็นกรรมการของบริษัท GEICO ซึ่งนั่นกระตุ้นความสนใจของเขา ในวันสุดสัปดาห์หนึ่ง เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปกรุงวอชิงตันเพื่อเยี่ยมบริษัท วันนั้นเป็นวันเสาร์ เขาเคาะประตูสำนักงานและภารโรงได้พาเขาเข้าไปพบ Lorimer Davidson ผู้บริหารเพียงคนเดียวที่ยังอยู่ในออฟฟิศในวันนั้น บัฟเฟตต์มีคำถามมากมายและ Davidson ใช้เวลาถึง 5 ชั่วโมงในการอธิบายให้บัฟเฟตต์เข้าใจถึงความโดดเด่นของ GEICO เมื่อเทียบกับบริษัทประกันภัยอื่นๆ

    เมื่อบัฟเฟตต์เรียนจบกลับมาทำงานในบริษัทโบรกเกอร์ของพ่อที่บ้านเกิดใน เมืองโอมาฮา เขาได้เขียนบทวิเคราะห์แนะนำว่า GEICO คือ "บริษัทที่ผมชอบที่สุด" และแนะนำให้ลูกค้าลงทุน ส่วนตัวบัฟเฟตต์ เขาลงทุนซื้อหุ้น GEICO ถึง 10,000 ดอลลาร์ คิดเป็นเงิน 2 ใน 3 ของเงินที่เขามีทั้งหมด นักลงทุนจำนวนมากปฏิเสธที่จะซื้อหุ้นตัวนี้ตามคำแนะนำของเขา แม้แต่นายหน้าประกันภัยในเมืองโอมาฮา ก็ได้ร้องเรียนไปที่พ่อของบัฟเฟตต์ว่า ลูกของเขากำลังโปรโมทบริษัทประกันภัยที่ "ไม่มีนายหน้า" ด้วยความท้อแท้ใจ บัฟเฟตต์ได้ตัดสินใจขายหุ้น GEICO ในปีต่อมา เขาได้กำไร 50% และไม่ได้ซื้อหุ้นตัวนี้อีกจนกระทั่งปี 1976 และต่อมาในปี 1994 เขาก็ได้เข้าเทคโอเวอร์หุ้นทั้งหมดของบริษัท

    ความโดดเด่นของ GEICO ก็คือ บริษัทขายประกันภัยรถยนต์ให้กับคนขับรถส่วนตัว ที่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำในการเคลมประกัน เช่น ข้าราชการ ทหาร และพนักงานสายวิชาชีพ หรือคนที่ทำงานด้านการบริหาร โดยที่การขาย จะเป็นการ "ขายตรง" ไม่มีนายหน้า แต่ผ่านจดหมาย ทำให้บริษัทไม่ต้องเสียค่านายหน้า ซึ่งเป็นต้นทุนใหญ่ถึง 10-25% ของเบี้ยประกัน ต้นทุนที่เซฟได้นี้ บริษัทจะ "ส่งคืน" ให้กับคนซื้อประกันโดยการลดค่าเบี้ยประกันภัยลง ผลก็คือ บริษัทได้ลูกค้ามาก ขณะเดียวกันต้นทุนด้านการเคลมประกันก็อยู่ในระดับต่ำ ทำให้บริษัทมีกำไรดี

    ถ้ามองภาพใหญ่ก็คือ บริษัทเป็นผู้ขายสินค้า "โภคภัณฑ์" ที่เป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำกว่าคู่แข่ง จึงมีความได้เปรียบในการแข่งขัน แต่สิ่งที่จะทำให้บัฟเฟตต์ชอบมากอีกอย่างหนึ่งก็คือ ธุรกิจประกันภัย บริษัทจะได้รับเงินสดที่เป็นเบี้ยประกันล่วงหน้าก่อนที่จะต้องจ่ายค่าเคลม ประกันในภายหลัง ทำให้บริษัทมีเงินสดที่เรียกว่า Float ซึ่งเป็นเงินที่บริษัทสามารถนำไปใช้ลงทุนได้โดยไม่มีดอกเบี้ย และผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนนี้ จะเป็นรายได้ที่สำคัญมาก โดยเฉพาะถ้าลงทุนได้ผลตอบแทนดี

    ตำนานของ GEICO น่าจะเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่นำบัฟเฟตต์มาจนถึงวันนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ เขาค้นพบวิธีหาเงินลงทุนระยะยาวที่ไม่มีดอกเบี้ยได้มากมาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาขาดโดยเฉพาะช่วงต้นของชีวิตการลงทุน ประเด็นต่อมาคือเรื่องของ "โมเดลธุรกิจ" ที่โดดเด่นแตกต่างจากคู่แข่งซึ่ง GEICO กำหนดตนเองให้ได้เปรียบคู่แข่งได้จากการ "ไม่ทำตามสิ่งที่คนอื่นเขาทำกันเป็นปกติ" และประเด็นสุดท้าย น่าจะเป็นเรื่องของผู้บริหารที่ทุ่มเท รัก และเอาใจใส่กับงานเสมือนกับว่าตนเองเป็นเจ้าของ นั่นก็คือ Davidson ซึ่งต่อมาได้เป็นผู้บริหารสูงสุดของ GEICO

    การเป็น VI ผู้มุ่งมั่น บางทีอาจต้องมี "หุ้นที่ผมชอบที่สุด" อยู่ในใจหลังจากที่ลงทุนมาได้ระยะเวลาหนึ่ง หุ้นตัวนั้น แน่นอน ควรจะเป็นหุ้นที่เรา "ตีแตก" นั่นคือ เป็นหุ้นที่เราได้ทุ่มเงินลงทุนไปค่อนข้างมากเทียบกับขนาดของพอร์ตของเรา เราควรจะได้กำไรคิดเป็นเงินเป็นกอบเป็นกำขนาดที่อาจจะเรียกว่าเปลี่ยน "สถานะ" ของความมั่งคั่งของเราได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่นี่อาจจะไม่จำเป็น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าน่าจะอยู่ที่ว่า ให้บทเรียนที่สำคัญ และทำให้เราใช้ความรู้ในการลงทุนของเราต่อไปอีกนานแสนนาน ควรเป็นความรู้ที่ถูกต้อง และทำให้เรายึดถือการลงทุนตลอดไปได้ และกว้างพอที่จะครอบคลุมปัจจัยสำคัญทั้งหมดของการลงทุน

    "หุ้นที่ผมชอบที่สุด" ไม่จำเป็นและอาจจะไม่ควรเป็นหุ้นที่เราได้กำไรสูงสุดคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือแม้แต่คิดเป็นเม็ดเงิน เพราะหุ้นประเภทนั้น อาจให้ผลตอบแทนสูงแต่มีความเสี่ยงสูง และผลตอบแทนที่ได้ อาจมาจากสถานการณ์บางอย่าง หรือได้มาโดยเหตุบังเอิญ หรือได้มาเพราะเราใช้มาร์จินและรับความเสี่ยงที่สูงเกินไป หุ้นที่ดีที่สุดในสายตาเรา ควรเป็นหุ้นของกิจการที่เราเห็นว่า มีโมเดลทางธุรกิจที่เราชอบ เป็นกิจการที่เราคาดการณ์ได้แม่นยำถึงอนาคตที่เรากำหนดไว้ เป็นหุ้นที่มีราคาที่เหมาะสม หรือถูกกว่าความเป็นจริงมากจากการประเมินของเรา และเมื่อเราตัดสินใจซื้อลงทุนแล้ว ผลลัพธ์ที่ออกมาเกือบทุกอย่างเป็นไปตามคาด และมั่นใจว่าสิ่งที่เราคิด หรือวิธีการที่เราทำถูกต้อง นั่นคือ เรา "Right for the right reason" นั่นคือ เราได้กำไรจากสิ่งที่เราคิดว่าบริษัทจะเป็นจริงๆ ไม่ใช่ราคาหุ้นขึ้นมาสูงมากแต่มาจากเหตุผลอื่น ถ้า "หุ้นที่ผมชอบที่สุด" เป็นแบบนั้น ผมคิดว่า จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดอนาคตของเราไปสู่ความสำเร็จ

    ถ้า "หุ้นที่ผมชอบที่สุด" ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างไม่เหมาะสม เช่น กำหนดขึ้นเพราะเราได้กำไรมหาศาลในเวลาอันสั้น อาจจะเป็นหุ้นที่เปลี่ยนสถานะความมั่งคั่งของเราในชั่วข้ามคืน ซึ่งอาจทำให้เกิด "ความลำเอียง" ในการประเมินความถูกต้องของความคิดของเรา เราอาจจะคิดว่า เราคิดและเลือกหุ้นได้ถูกต้องทั้งๆ ที่เหตุผลในการที่หุ้นขึ้นอาจจะมาจากสาเหตุอื่นหรือเป็นเรื่อง บังเอิญ หรือที่เราเรียกว่า เรา "Right for the wrong reason" เราจะจำในสิ่งที่ผิด และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในคราวต่อไป

    "หุ้นที่ผมชอบที่สุด" เมื่อเวลาผ่านไป อาจจะมีหุ้นตัวใหม่ที่ขึ้นมาแทนตัวเดิม นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้น อาจเป็นเครื่องแสดงว่า เรากำหนดหุ้นที่เราชอบง่ายเกินไป และถ้าเป็นอย่างนั้น ปัจจัยของหุ้นอาจไม่ได้ดีพอ หรือไม่อย่างนั้น อาจมีการซื้อขายเปลี่ยนตัวหุ้นมากเกินไป จนไม่ได้เจอกับหุ้นที่เป็นซูเปอร์สตาร์ของเราจริงๆ

    แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วยครับ


    พอร์ตเล็กโตไว โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


    เป็นที่เชื่อกันโดย ทั่วไปว่า หุ้นตัวเล็ก จะโตเร็วกว่าหุ้นตัวใหญ่ นี่เป็นเรื่องธรรมดาของสรรพสิ่ง หรือชีวิตทั้งหลายในโลก เด็กต้องโตเร็วกว่า ผู้ใหญ่ บริษัทเล็กมักโตเร็วกว่าบริษัทใหญ่ ความเสี่ยงของสิ่งที่เล็ก หรือชีวิตที่เล็กสูงกว่าสิ่งที่ใหญ่ หรือชีวิตที่เติบโตขึ้นมาแล้ว ความเสี่ยงที่ว่า คือ หุ้นตัวเล็กหรือชีวิตที่เล็ก อาจง่อยเปลี้ย หรือล้มหายตายจากไปได้ง่ายกว่าหุ้นตัวใหญ่ หรือชีวิตที่โตขึ้นมามากแล้ว ในเรื่องการลงทุน คนที่มีพอร์ต หรือมีเงินลงทุนน้อยนั้น มีทางเลือก หรือมีโอกาสโตเร็วกว่าคนที่มีพอร์ตใหญ่ แต่ต้องรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงที่ว่า คือ แทนที่พอร์ตจะโตเร็วกลายเป็นพอร์ตขาดทุนเสียหายไปมากมาย คนที่มีพอร์ตเล็กหลายคนอาจจะบอกว่าเขารับได้ เหนือสิ่งอื่นใด เขายังมีรายได้จากแหล่งอื่น ที่จะเข้ามาลงทุนต่อ หรือ "แก้ตัว" ได้ มาดูกันว่า ทำไมพอร์ตเล็กจึงโตไวกว่าพอร์ตใหญ่

    ข้อแรก คือ คนที่มีพอร์ตเล็ก ซึ่งผมคิดว่าเงินลงทุนไม่ควรเกิน 10 ล้านบาท ซื้อหุ้นได้เกือบทุกตัวในตลาดหุ้น โดยที่ไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องในการซื้อขายนัก หมายความว่า คนที่มีพอร์ตเล็ก มีหุ้นให้เลือกลงทุนได้มากกว่าคนพอร์ตใหญ่ ทำให้หาหุ้นที่อาจจะตัวเล็ก แต่มีโอกาสเติบโตสูงกว่าปกติ แน่นอน คนที่พอร์ตใหญ่ก็ซื้อหุ้นตัวเล็กได้ แต่เขาอาจซื้อได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต แม้หุ้นตัวนั้นจะทำกำไรให้เขาได้เท่าตัวหรือหลายเท่าตัว แต่เม็ดเงินที่ได้ ไม่ทำให้ผลตอบแทนพอร์ตโตขึ้นเท่าไรนัก

    ตัวอย่างเช่น นายเล็กมีพอร์ต 1 ล้านบาท ซื้อหุ้น A ซึ่งเป็นหุ้นตัวเล็ก 2 แสนบาท หุ้นขึ้นไป 2 เท่าภายในเวลาเพียง 1 ปี เฉพาะหุ้นนี้เพียงตัวเดียวก็ทำกำไรให้คุณเล็กแล้ว 4 แสนบาท หรือ 40% ของพอร์ต ในเวลาเดียวกัน ถ้านายใหญ่ซื้อหุ้น A เช่นเดียวกันด้วยเงิน 1 ล้านบาท กำไรของคุณใหญ่ 2 ล้านบาทภายในเวลาหนึ่งปี พอร์ตของคุณใหญ่เท่ากับ 100 ล้านบาท ผลตอบแทนที่คุณใหญ่ได้จากการลงทุนหุ้น A คือ 2% ของพอร์ต ซึ่งมีผลน้อยมากต่อผลตอบแทนรวมของเขา

    ข้อสอง คนที่มีพอร์ตเล็กสามารถ FOCUS หรือลงทุนในหุ้นน้อยตัวได้มากกว่าคนที่มีพอร์ตใหญ่ หลายคนลงทุนหุ้นตัวเดียว หรือสองตัวช่วงเวลาหนึ่ง หุ้นตัวนั้นขึ้นไปสูงมาก เช่น 3-4 เท่าในเวลาหนึ่งปี ผลตอบแทนของเขาในปีนั้น จะเป็นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงกันข้าม คนพอร์ตใหญ่มักมีหุ้นมากตัวกว่ามาก หุ้นแต่ละตัวอาจมีมูลค่าเพียง 5-10% ของพอร์ต แม้หุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะขึ้นไป 3-4 เท่า แต่หุ้นตัวอื่นๆ อาจไม่ได้ปรับตัวขึ้นนัก บางตัวลดลง ด้วยเหตุนั้น ผลตอบแทนรวมของพอร์ตอาจแค่ 30-40% ซึ่งถือว่ามาก แต่ยังห่างไกลจากคนที่มีพอร์ตเล็ก

    ข้อสาม คนพอร์ตเล็กหลายคนที่อยากรวยเร็วจากหุ้น สามารถใช้มาร์จิน หรือกู้เงินเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเพื่อซื้อหุ้น ในยามที่เขาซื้อหุ้นได้ "ถูกตัว" คือหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูง ผลตอบแทนจะ "ทวีคูณ" จากร้อยเป็นสองร้อย จากสองร้อยเป็น 400% ในเวลาหนึ่งปี ขณะเดียวกัน คนที่มีพอร์ตใหญ่ ส่วนใหญ่คิดว่าชีวิตตนเองอยู่ในสภาพที่ดีมากอยู่แล้ว เขาไม่อยากเสียมันไป แม้การใช้มาร์จินอาจทำกำไรให้เขามากขึ้น แต่ถ้าพลาด เงินเขาจะสูญไปมาก และนั่นจะเป็นสิ่งที่ "เจ็บปวด" มากกว่า "ความสุข" ที่จะได้จากผลตอบแทนที่จะได้มากขึ้น ชั่งน้ำหนักแล้ว เขาจะใช้มาร์จินน้อยกว่า หรือไม่ใช้มาร์จินเลย

    ข้อสี่ คนพอร์ตเล็กที่อยากรวยเร็ว มักเทรดหรือซื้อขายหุ้นมากกว่าคนพอร์ตใหญ่ เขาสามารถเข้าหรือออกจากหุ้นได้ง่าย เพราะปริมาณหุ้นที่เขาซื้อขายน้อยมาก เมื่อเทียบกับการซื้อขายหุ้นในแต่ละวัน แนวทางของเขาอาจจะ ซื้อหุ้นช่วงต้นๆ ก่อนหุ้นจะมี “Story” หรือเรื่องราวดีๆ แล้วขายเมื่อหุ้นวิ่งขึ้นไปเร็วและสูง เพราะการเข้ามาเก็งกำไรในหุ้นของนักเล่นหุ้น เมื่อหุ้นนั้นเริ่มเป็นที่สนใจของนักลงทุน เขามักจะไม่รอให้ผลประกอบการออกมา เพื่อยืนยันว่าบริษัทนั้นมีพื้นฐานที่ดีจริงๆ หรือไม่ ด้วยวิธีนี้ การทำกำไรจากหุ้นของเขา จะทำได้หลายรอบกว่าคนที่มีพอร์ตใหญ่ที่ไม่สามารถ "หมุนหุ้น" ได้หลายๆ รอบในหนึ่งปี จริงอยู่ คนที่มีพอร์ตใหญ่ก็ซื้อๆ ขายๆ เข้าออกหุ้นได้หลายๆ รอบ แต่นั่นก็ทำได้เฉพาะหุ้นขนาดใหญ่มาก เช่น หุ้นกลุ่มการเงิน พลังงาน สื่อสาร ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะใหญ่เกินกว่าจะมี Story ดีๆ ที่จะขับเคลื่อนราคาหุ้นได้มากนัก

    นักลงทุนที่พอร์ตยังเล็กบางคน ค่าที่ต้องการโตรวดเร็วสุดที่จะทำได้ เขาจึงใช้เทคนิค หรือแนวทางทุกอย่างที่กล่าวถึงข้างต้นคือ ซื้อหุ้นตัวเล็กที่มีสภาพคล่องต่ำ แต่ก็ไม่น้อยเกินไปสำหรับเขา เขาลงทุนถือหุ้นเพียงตัวเดียวด้วยเงินทั้งหมดที่มี เขาเล่นหุ้นที่จะมีสตอรี่ หรือเรื่องราวดีๆ เช่น อาจเป็นหุ้นที่กำลัง "ฟื้นตัว" หรือบริษัทกำลังมีรูปแบบหรือ "โมเดลการทำธุรกิจใหม่" หรือ วัฏจักรธุรกิจกำลังเป็น "ขาขึ้น" อย่างแรง ต่างๆ เหล่านี้ เมื่อซื้อแล้วและหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้น อาจด้วยเหตุผลที่คาด หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เขาเชื่อว่าหุ้นกำลังจะ "วิ่ง" เขาจะใช้มาร์จินเต็มวงเงินเพื่อซื้อหุ้นเพิ่ม และถ้าหากว่าหุ้นขึ้นไปอีก จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม รวมถึงผลจากการที่มีเม็ดเงินจากเขาเองเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่ม เขาก็จะเข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มอีกโดยใช้มาร์จินที่จะเพิ่มขึ้นตามราคาหุ้นที่ เพิ่ม กระบวนการ "อัดมาร์จิน" แบบนี้ บางครั้งทำให้ราคาหุ้น โดยเฉพาะหุ้นขนาดเล็ก วิ่งขึ้นไปแรงมาก หลายๆ เท่าตัวในเวลาอันสั้น เพราะบางครั้ง การ"อัดมาร์จิน" ไม่ได้ทำคนเดียว แต่มีนักลงทุนรายอื่นเข้ามาเล่นด้วย

    ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการมอง หรือวิเคราะห์ด้านหนึ่งที่เป็นด้านที่สดใส เป็นด้านที่ทำกำไรมหาศาลในเวลาอันสั้น และเป็นในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังบูมสุดๆ และทำให้นักลงทุนพอร์ตเล็กจำนวนไม่น้อย ทำผลตอบแทนมหาศาล จนกลายเป็นนักลงทุนพอร์ตกลางและพอร์ตใหญ่ภายในเวลาไม่กี่ปี ถ้าหันมามองอีกด้านหนึ่ง นักลงทุนพอร์ตเล็กจำนวนที่มากกว่ามาก ที่ทำการลงทุนแบบเดียวกัน นั่นคือ ลงทุนในหุ้นตัวเล็ก ถือหุ้นเพียงตัวเดียวหรือสองตัวในพอร์ต ใช้มาร์จินซื้อหุ้นเต็มอัตรา และเล่นหุ้นที่มี "สตอรี่" แบบเดียวกัน เพียงแต่กรณีหลังนี้ เขาเข้ามาซื้อหุ้นเมื่อราคาหุ้นได้ขึ้นไปสูงสุดกู่แล้ว และต้องขายช่วงที่หุ้นตกต่ำลงมา ผลลัพธ์คือ เขาขาดทุนย่อยยับ กลายเป็นนักลงทุนที่ "พอร์ตเล็กเหมือนเดิม" ไม่ว่าเวลาจะผ่านมากี่ปี เหตุผลที่เขายังมีพอร์ตลงทุนอยู่ได้คือ เขายังมีแหล่งเงินจากที่อื่นที่จะมาลงทุนได้เสมอตราบที่ยังมีความหวังว่าจะ รวยจากตลาดหุ้นได้

    คนพอร์ตเล็ก ไม่จำเป็นต้องเดินทางในแนวที่ผมพูดถึง และผมก็ไม่แนะนำให้เดินสาย "รวยเร็ว" แต่มีความเสี่ยงสูงมากอย่างที่กล่าว แน่นอน คนที่สำเร็จและเป็น Role Model ของนักลงทุนพอร์ตเล็กที่รวยเร็วมาก ทำให้นักลงทุนรุ่นใหม่อยากทำตาม หลายคนคิดว่า "ไม่มีอะไรจะเสีย" แต่ผมคิดว่า โอกาสชนะก็น้อยมาก ยังมีแนวทางการลงทุนแบบอื่น ที่อาจให้ผลไม่ต่างกันนักในระยะยาวแต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า

    แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วยครับ


    หนังสือการลงทุน โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


    สองสามปีที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ ต้องถือว่าเป็นยุคทองของการลงทุนในตลาดหุ้น เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น สูงลิ่วเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์ ผลจากความเฟื่องฟูของ ตลาดทำให้นักลงทุนสามารถทำกำไรจากตลาดหุ้นมหาศาล บางคนกลายเป็นคนร่ำรวย หรือเป็น "เศรษฐี" จากการซื้อขายหุ้น หลายคนอายุยังน้อยและไม่ได้ลงทุนมานานนัก หุ้นกลายเป็น "สิ่งมหัศจรรย์" ที่ทำให้คนรวยได้ง่ายดาย โดยไม่ต้องทำงานหนัก "ฮีโร่" นักลงทุนเกิดขึ้นคนแล้วคนเล่า เช่นเดียวกับ "อัจฉริยะ" ด้านการลงทุน ทั้งหมดนี้ดึงดูดให้ผู้คนจำนวนมาก หันมาสนใจการลงทุนในหุ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นคือ "หนังสือการลงทุน" ที่ออกมามากมาย และมียอดขายติดอันดับหนังสือขายดี บางช่วงและบางร้าน ว่ากันว่าจำนวนหนังสือขายดี 20 อันดับ เป็นหนังสือการลงทุนถึง 4-5 เล่ม ลองมาดูว่าหนังสือเหล่านี้เป็นอย่างไร

    หนังสือการลงทุนที่ขายดีและมีจำนวนมากที่สุด คือ หนังสือ "แนว VI" หรือแนวเน้นคุณค่า เพราะนี่คือแนวการลงทุนที่กำลังได้รับความนิยมสูง เพราะเป็นวิธีการลงทุนที่มีเหตุมีผลอธิบายให้เข้าใจได้ตามหลัก "วิทยาศาสตร์" แต่ที่สำคัญ คือ เป็นแนวการลงทุนที่ใช้ โดยนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ "สูงที่สุด" ของโลก อย่าง วอเร็น บัฟเฟตต์ นี่คือวิธีการลงทุนที่ Value Investor ของไทยจำนวนมากใช้แล้วประสบความสำเร็จ สร้างผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ จนหลายคนกลายเป็นเศรษฐีและบางคน เขียนเป็นหนังสือเผยแพร่วิธีการที่ตนเองใช้แล้วประสบความสำเร็จ

    กลุ่มหนังสือแนว VI กลุ่มแรกเป็นหนังสือแปล ที่มักจะเรียบเรียงจากหนังสือที่มีชื่อเสียงขายดีระดับโลก เน้นหลักการและวิธีการลงทุนของนักลงทุนมืออาชีพ และยังมีหนังสือที่เขียนโดยนักวิชาการที่ศึกษาการลงทุน และส่วนมากอาจเกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น หนังสือของ เบน เกรแฮม และฟิลิปส์ ฟิสเชอร์ เป็นต้น หนังสือเหล่านี้ ส่วนใหญ่ให้ความรู้ และหลักการที่ผมคิดว่าเป็นมาตรฐานสูง ได้รับการพิสูจน์มาช้านานในระดับโลก ซึ่งบ่อยครั้งเจ้าตัวไม่ได้เขียนเอง ดังนั้นการวิเคราะห์ตีความจึงอาจจะผิดเพี้ยนไปได้ และทำให้คนอ่านเข้าใจผิดได้เหมือนกัน และหนังสือแปลอาจทำให้ความสละสลวย และความราบรื่นของภาษาลดลง เช่นเดียวกัน สภาพแวดล้อมที่แตกต่าง รวมถึงตัวหุ้นที่อาจกล่าวถึงเป็นสิ่ง "ไกลตัว" ทำให้ความ "น่าอ่าน" ลดลง หนังสือแปลนั้น มักมีการ "คัดสรร" มาหลายชั้น ดังนั้น ความ"เสียหาย" หรือ "เสียเวลา" จากการอ่านน่าจะมีไม่มาก

    หนังสือ "แนว VI" ที่เขียนขึ้นเอง โดยนักเขียนไทยเริ่มมีมากขึ้น ความที่เขียนโดยคนไทย และเขียนโดยอิงและใช้ข้อมูลในตลาดหุ้นไทย ทำให้หนังสือน่าสนใจ และเราก็คิดว่า นี่คือหนังสือที่บอกวิธีและน่าจะใช้ได้กับหุ้นไทยมากกว่าหนังสือแปลที่อิง หุ้นและตลาดต่างประเทศเป็นหลัก นี่คือจุดแข็ง นักเขียนไทยส่วนใหญ่มักเป็น "นักเขียน" ดังนั้นสิ่งที่เขียนจึงจะมาจากการศึกษา "ศาสตร์ด้านการลงทุน" มากกว่าเป็นเรื่องประสบการณ์จริงในการลงทุน แต่ปัญหาใหญ่คือ ไม่มี "ศาสตร์" ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้โดยไม่ต้องรับความเสี่ยงเพิ่มขึ้น การเขียนเรื่องการลงทุนจำนวนไม่น้อย จึงมักใช้หลักการซึ่งเป็นที่ยอมรับหลายๆ อย่าง ผสมผสานกับจินตนาการของผู้เขียน ถ้าเราอ่านโดยคิดว่านั่นคือสิ่งที่ถูกต้องและเราเชื่อ ความคิดเราจะผิดไปโดยไม่รู้ตัว

    แม้แต่นักเขียนที่เป็นนักลงทุนที่ "ประสบความสำเร็จสูง" (รวมถึงผมด้วย) ก็ไม่ได้แปลว่าจะทำให้สิ่งที่เขียนถูกต้อง เหตุผลคือ ความสำเร็จที่เกิดขึ้น อาจ "ฟลุ้ค" หรือเป็นเรื่องที่ "รับความเสี่ยงมากกว่าปกติ" นั่นคือ วิธีการหรือกลยุทธ์ที่อ้างว่าสร้างผลตอบแทนที่ดีเยี่ยม อาจจะดีเพราะเป็นช่วงเวลาที่ตลาด หรือหุ้นบางประเภทเหมาะสมกับกลยุทธ์แบบนั้น แต่ถ้านำไปใช้ในอีกสถานการณ์หนึ่งผลตอบแทนอาจจะไม่ดีก็ได้ เช่น หุ้น "VI" อาจให้ผลตอบแทนสูงช่วงที่ผ่านมา 10 ปี แต่ในอนาคต 10 ปีข้างหน้าอาจให้ผลตอบแทนต่ำ ตลาดหุ้นที่ก่อตั้งมายาวนานอย่างในอเมริกาก็พบว่าบางช่วง หุ้น "VI" ให้ผลตอบแทนย่ำแย่เมื่อเทียบกับหุ้นแบบอื่น ดังนั้นการอ่านหนังสือที่เขียนโดยนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นไทย จริงๆ ก็ไม่จำเป็นที่เราต้องเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ เขาสำเร็จจริงหรือไม่ ทำมานานแค่ไหน มีโอกาสแค่ไหนที่ความบังเอิญ หรือรับความเสี่ยงสูงเกินไป เป็นต้น

    หนังสือกลยุทธ์การลงทุนอีกกลุ่ม หนึ่งที่วางขายกันมาก คือแนว "เทคนิค" นี่คือหนังสือที่บอกว่า จะใช้จังหวะเข้าซื้อขายหุ้นตอนไหน ซึ่งจะบอกจังหวะ "เข้าตลาด" นั่นคือเข้าไปซื้อหุ้นในตลาด โดยดูจากดัชนีและปริมาณการซื้อขายหุ้นในตลาดโดยรวม และจังหวะเข้าซื้อหุ้นเป็นรายตัวโดยดูจาก "สัญญาณ" เกี่ยวกับตัวหุ้นโดยเฉพาะราคาและปริมาณการซื้อขายหุ้นตัวนั้นที่ผ่านมา

    ปัญหาของหนังสือแนวเทคนิคคือ มักเขียนจาก "สิ่งที่ผ่านมาแล้ว" ที่สอดคล้องกับความคิดและวิธีการของตน เพื่อสรุปแนวทางของตนถูกต้อง ส่วนที่ไม่ตรงนั้นไม่ถูกกล่าวถึง ดังนั้นถ้าเรานำวิธีการนั้นไปใช้กับหุ้นตัวใหม่ หรือในสถานการณ์ใหม่ เราอาจจะผิดได้ง่ายๆ แม้แต่หลักการที่มีการแปลมาจากหนังสือต่างประเทศ "ไม่นิ่ง" นั่นคือ ช่วงเวลาหนึ่งวิธีหนึ่งอาจใช้ได้ผล แต่เมื่อเวลาผ่านไป วิธีนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป หนังสือเกี่ยวประเภทนี้ ผมคิดว่าคนอ่านต้องเข้าใจ อาจไม่ใช่ของจริง และมีวงจรชีวิตสั้น

    หนังสือแนวสุดท้ายที่เขียนกันมาก คือ "การบริหารเงินส่วนบุคคล" หนังสือแนวนี้ พูดถึงการออมเงินและจัดสรรเงินลงทุนตามหลักวิชาการ ที่มีหัวใจสำคัญอยู่ที่การกระจายความเสี่ยงของการลงทุน โดยการกระจายการลงทุนไปในหลายๆ ทรัพย์สินเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มผลตอบแทน นี่คือหนังสือที่ไม่ได้เน้น "นักลงทุนผู้มุ่งมั่น" ที่อยากจะรวยจากการลงทุน แต่เน้นคนชั้นกลางธรรมดาที่ต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้น กับเงินที่เก็บออมเพื่อไว้ใช้ยามเกษียณ หนังสือแนวนี้จะเป็นประโยชน์ โดยเข้าใจถึงการบริหารเงินที่เน้นความปลอดภัยและใช้ชีวิตที่ไม่เครียดกับการ ลงทุน

    ข้อสรุปสุดท้ายของผม คือ การอ่านหนังสือการลงทุน เราต้องเลือกอ่านอย่าง "ชาญฉลาด" ถ้าเลือกผิด หรือไม่เข้าใจข้อจำกัด เราอาจเสียเวลา หรือถ้าเลวร้ายก็จะได้ความรู้ที่ผิด ซึ่งจะเป็นอันตรายกับการลงทุน การเลือกหนังสือลงทุน ผมคิดว่า ต้องทำเหมือนกับการเลือกหุ้นลงทุน คือเลือกหนังสือให้ถูก ถ้าทำได้ ความสำเร็จก็เกินครึ่งไปแล้ว

    แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วยครับ


    คิดแบบ VI โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


    สิ่งสำคัญที่สุดของการลงทุน คือ ความคิด ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจอะไร ที่ความสำเร็จหรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับความคิดมากเท่ากับ การลงทุน คำพูดที่ว่า "คิดแล้วรวย" เป็นความจริงที่สุดในเรื่องการลงทุนเมื่อเราคิดถูก แต่ถ้าคิดผิด นอกจากจะไม่รวยแล้ว เราก็จะจนลงด้วย ดังนั้น หากจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ต้องคิดให้ถูก แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น ควรรู้ว่าคิดอย่างไรหรือคิดแบบไหน ข้อเสนอของผมคือ ถ้าจะรวยจากตลาดหุ้นแบบ Value Investor ควรจะคิดแบบ VI ซึ่งมีวิธีคิดดังนี้

    ข้อแรก สำคัญมาก คือ ความคิดของเราต้องไม่ลำเอียง เพราะถ้าเราลำเอียงแล้ว เราจะคิดผิดได้ง่าย ความลำเอียงมักเกิดขึ้นจากความรู้สึกชอบ หรือเกลียด ที่มีต่อสิ่งที่เราคิด เกิดจากการเลี้ยงดูอบรม และยังอาจเกิดขึ้น เพราะเราไม่ได้คิดเอง แต่ถูกชักนำโดยคนอื่นที่มีความคิดที่ลำเอียง

    ตัวอย่างง่ายๆ ถ้าเราเป็นคนที่มีฐานะค่อนข้างดี มักจะใช้สินค้าที่มีคุณภาพสูง มีบริการดี ดังนั้นจึงมักจะเข้าห้างที่เน้นขายสินค้าในระดับเดียวกัน เรารู้สึกพอใจกับสินค้าและบริการ แม้ราคาจะสูงขึ้นบ้าง สรุปว่าห้างนี้ "ดี" แต่บางครั้ง เราไปห้างที่ขายสินค้าให้กับคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเรา เราก็พบว่าสินค้าที่ต้องการมี "ไม่ค่อยครบ" คุณภาพก็ "ดูไม่ดีไ บริการก็ "ไม่ประทับใจ" เรารู้สึกว่าห้างนี้ "ไม่ดี" ถ้าไม่จำเป็นคงไม่มาใช้บริการ และใจก็คงคิดว่า คนอื่นจะคิดเหมือนเรา เราลืมไป หรืออาจไม่ทันคิดว่า ราคาสินค้านั้น อาจถูกกว่าร้านที่เราใช้ประจำ แต่ถึงจะรู้ ก็ "ไม่น่าสนใจ" คนอื่นคงไม่สนใจเหมือนกัน ว่าที่จริง เวลาที่คุยกับคนอื่นที่เป็นเพื่อนกัน เขามีความเห็นคล้ายๆ กันว่าห้างแรกดีแต่ห้างหลังห่วย สิ่งนี้ยืนยันกับเราว่า ความคิดของเราเกี่ยวกับสถานะของห้างทั้งสองแห่งถูกต้อง แต่เราลืมคิดไปว่า คนที่เราคุยด้วย มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมคล้ายๆ กับเรา เขาเองก็ลำเอียง ถ้าไปคุยกับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่าเรา อาจจะได้อีกภาพหนึ่งที่ตรงกันข้าม นั่นคือ "ห้างหลังดีกว่าห้างแรก" น้อยครั้งที่เราจะได้คุยกับคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคมที่ต่างกับเรามากถ้าคุณไม่ตั้งใจจริงๆ

    คิดแบบ VI ข้อสอง ผมคิดว่าต้อง คิดยาว และหลายชั้น มองทะลุให้เห็น "พื้นฐาน" จริงๆ เหตุผลคือ สิ่งที่เห็นชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นผล หรือเป็นเรื่องปลายทาง หรือบางทีเป็น "ยอดของภูเขาน้ำแข็ง" ที่โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำทะเล ถ้าวิเคราะห์เฉพาะสิ่งที่เห็น จะไม่เข้าใจพลัง หรือปัจจัยสำคัญที่กำหนดให้เป็นอย่างนั้น การวิเคราะห์ย้อนหลังจนถึงพื้นฐานสำคัญอย่างเดียวไม่พอ ต้องวิเคราะห์ต่อไปข้างหน้า หรือมองไปในอนาคตด้วยว่าจะเป็นอย่างไร ถ้าพื้นฐานไม่แน่น อนาคตคงไม่แน่นอน ตรงกันข้าม ถ้าพื้นฐานใหญ่มาก อนาคตคงยากที่จะเปลี่ยนได้ง่าย ลองนึกภาพดูว่า ถ้าเห็นก้อนน้ำแข็งอยู่เหนือน้ำ อาจเป็นก้อนน้ำแข็งที่ไม่มีฐานเลยและพร้อมจะล่องลอยไปมา หรืออาจเป็นปลายภูเขาน้ำแข็งที่ไม่มีทางเคลื่อนไปไหนได้เลยก็ได้

    การคิดยาวและหลายชั้น จะทำให้รู้ว่า การเติบโตและผลประกอบการของบริษัทในระยะยาวจะเป็นอย่างไร ซึ่งทำให้เราตัดสินใจได้ว่าหุ้นของบริษัทคุ้มค่าไหม เมื่อเทียบกับราคาหุ้นที่เห็นด้วยความมั่นใจที่สูง เพราะมีพื้นฐานแข็งแกร่งและใหญ่โตรองรับ ตรงกันข้าม ถ้าวิเคราะห์พบสิ่งที่เราเห็น แม้ดูยิ่งใหญ่ แต่พื้นฐานจริงๆ ง่อนแง่น อนาคตยากที่จะทำนาย แบบนี้การลงทุนก็เสี่ยง การให้มูลค่าก็ต้องไม่สูง และเราต้องเข้าใจถ้าจะซื้อหุ้น ก็อาจเป็นเรื่อง "เก็งกำไร"

    คิดแบบ VI ข้อสาม คือ คิดเรื่องการแข่งขัน นี่เป็นเรื่องสำคัญ เพราะธุรกิจทุกประเภท โดยเนื้อหาจริงๆ แล้ว คือการแข่งขัน "ผู้ชนะ" มักจะร่ำรวยมั่งคั่งและเติบโตขึ้น "ผู้แพ้" จนลง หรือล้มหายตายจากไป ไม่ใช่เฉพาะธุรกิจ แทบทุกอย่างที่มีชีวิตในโลกนี้ต่างต้องแข่งขัน หรือต่อสู้เอาตัวรอดและเติบโตขึ้น คนบางคนหรือบางธุรกิจอาจบอกว่า "ไม่ต้องหรือไม่ได้แข่งขันกับใคร" นี่เป็นคำพูดที่มีความเป็นจริงน้อยมาก เขาอาจไม่ตระหนักว่า กำลังแข่งขัน เพราะไม่มีคู่แข่งให้เห็นชัดเจน เช่น ดารานักแสดง ในชีวิตอาจดูเหมือนไม่ได้แข่งประกวดกับใคร แต่จริงๆ แล้วทุกคนแข่งขันกันหนักมากในการที่จะ "แย่งชิงคนดู"

    การวิเคราะห์โดยใช้โมเดลการแข่งขัน จะทำให้เรารู้และเข้าใจธุรกิจและชีวิตที่ดีขึ้นมาก ประเด็นสำคัญ คือ ทำให้รู้ว่าใครเฟื่องฟูและใครตกต่ำในอนาคต หัวใจคือ คนที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง เพราะมีความ "ได้เปรียบ ก็จะเติบโต ส่วนคนที่เสียเปรียบก็ถดถอย หน้าที่ของเรา คือ วิเคราะห์หรือค้นหาว่า อะไรทำให้การแข่งขันแต่ละเรื่องเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ได้เปรียบและสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่คงทนถาวรแค่ไหน เช่น ถ้าเป็นการแข่งขันของดารานักแสดง ปัจจัยสำคัญ คือ ความสวย หรือความหล่อและรูปร่างที่สูงเพรียวได้สัดส่วน หรือถ้าเป็นธุรกิจ ก็คือ ขนาด นั่นคือ บริษัทขนาดใหญ่กว่าคู่แข่งมาก จะได้เปรียบค่อนข้างมาก เป็นต้น

    คิดแบบ VI ข้อสุดท้ายที่ผมจะพูด คือ การคิดโดยตัดอารมณ์ร่วมหรืออารมณ์หมู่ ที่ขยายความรุนแรงของปัญหา หรือทำให้ภาพดูสดใสเกินจริง ที่ชัดเจนที่สุด คือวิกฤติทั้งหลาย เช่น วิกฤติเศรษฐกิจ การเมือง และวิกฤติภัยธรรมชาติอย่างน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้น สิ่งๆ เหล่านี้ ช่วงที่กำลังเกิดขึ้น คนมักจะกล่าวถึง และวิจารณ์กัน ซึ่งส่วนมากจะมองภาพที่เลวร้ายสุดๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็มักจะพบว่า ผลกระทบนั้นไม่ได้รุนแรงเท่ากับที่พูด หรือคาดกัน ลองนึกย้อนหลังตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ที่เราสงสัยกันตอนนั้นว่า ประเทศไทยจะรอดหรือไม่ ไล่มาจนถึงปัญหาทางการเมืองที่รุนแรง จนคนคิดว่าเมืองไทยจะหมดอนาคตไม่มีใครมาลงทุน การปิดสนามบินที่คนพูดกันว่าความเสียหายหลายแสนล้านบาท

    ทุกอย่างที่พูดถึง นับถึงวันนี้ผมมองว่า เราผ่านมาได้โดยที่ความเสียหายต่ำกว่าที่เคยกลัวกัน ล่าสุดขณะนี้ที่คนบอกว่าความเสียหายจะมโหฬาร จนทำให้เศรษฐกิจหดตัวลงค่อนข้างมาก ซึ่งก็คงจะต้องดูกันต่อไปว่าเป็นจริงแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมคิดว่า VI ไม่ควรคิดตามคนหมู่มากที่กำลังอยู่ในอารมณ์ร่วมที่รุนแรง ตรงกันข้าม เราควรคิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ อาจเห็นโอกาสที่เกิดขึ้นจากการที่คนกลัวเกินเหตุ ทำให้หุ้นมีราคาตกลงมามากเกินกว่าความเสียหายก็ได้

    แหล่งที่มา กรุงเทพธุรกิจ โดย ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

    อยากให้อ่านเรื่องนี้ด้วยครับ


    1  2  3  4  5  6  7  8  9  

    girdpol
    Location :


    [Profile ทั้งหมด]

    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
    ฝากข้อความหลังไมค์
    Rss Feed
    Smember
    ผู้ติดตามบล็อก : 15 คน [?]




    Friends' blogs
    [Add girdpol's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.