บวชเรียนนานกว่า 13 พรรษา ชีวิตผ่านมาฝ่าเหน็บหนาว วันนี้ฝนฟ้าพรายพร่างพราว อีกกี่สิบหนาวแสนยาวไกล ลาสิกขามาหลายฝน มาเป็นคนไม่ค่อยเอาไหน หนึ่งชีวิตไม่มีอะไร เก็บงำสิ่งที่ได้ไว้เตือนตน...
Group Blog
 
All Blogs
 

ยิ่งสูงยิ่งอบอุ่น

บริษัทใหญ่ๆ องค์กรโตๆ ที่ประสบความสำเร็จในเชิงชั้นทางธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ ความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ ที่เจ้าของธุรกิจหรือเจ้านายมีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น

เคยอ่านเรื่องราวของ เจย์ แวน แอนเดล หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทขายตรงที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง และขยายอาณาจักรธุรกิจเคาะประตูบ้านแนะนำผลิตภัณฑ์ไปทั่วโลก มียอดธุรกิจหลายหมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐอย่างบริษัทแอมเวย์นั้น พบว่า นอกจากแอนเดลจะเป็นผู้ที่ศรัทธาในหลักคำสอนของศาสนาคริสต์ที่เขานับถืออย่างแน่นแฟ้น (รูปถ่ายหลายรูปของเขาที่มีพระคัมภีร์ไบเบิลวางอยู่ข้างกาย) เขายังจำชื่อของลูกน้อง รวมไปถึงคนในครอบครัวของลูกน้องอีกหลายรายได้อีกด้วย

ทุกวันที่เขาเข้าไปยังสำนักงาน เขาจะทักทายพนักงานทุกคนที่เจอหน้า แถมเอ่ยชื่อพนักงานคนนั้นได้ถูกต้อง และบางรายเขายังถามถึงภรรยาของลูกน้องที่กำลังไม่สบายว่า อาการเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งนั่นทำให้ลูกน้องคนนั้นประทับใจเป็นที่สุด และเข้าใจว่า วันนั้นเขาคงทำงานไปอย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่มนุษย์เงินเดือนคนหนึ่งจะสุขได้

ผมเชื่อว่ามีเจ้านายอีกหลายคนในอีกหลายๆองค์กรที่เป็นผู้ที่มีความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เข้าถึงความรู้สึกของผู้ใต้บังคับบัญชา และรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชา และยังผลให้ผลประกอบการของบริษัทเติบโตไปพร้อมๆกับความสนุกกับงานสำราญกับชีวิตของพนักงานทุกคนในองค์กร เป็นองค์กรที่ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

แต่ก็มีอีกหลายองค์กรทั้งที่เป็นองค์กรขนาดเล็กและองค์กรขนาดใหญ่ที่มีปัญหาภายในองค์กรหมักหมมมานาน แก้ไขไม่เคยสำเร็จ และกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรด้านลบที่ยากเกินเยียวยา

จะมีสักกี่องค์กรไหม ที่เพ่งโทษไปยังระดับผู้บริหาร มองความเป็นไปในองค์กรผ่านสายตาของฐานปิรามิดที่มองขึ้นมายังผู้บริหารบ้าง ว่าผู้บริหารได้ให้ความสำคัญกับพนักงานแค่ไหน ได้สร้างแรงจูงใจในการทำงานมากเพียงใด และเห็นค่าความเป็นมนุษย์ของพวกเขาเพียงพอหรือไม่ หรือแค่เห็นเป็นเครื่องจักรกลไกหนึ่งของการเพิ่มผลผลิต เพิ่มผลกำไรให้กับองค์กรเท่านั้น

หากเป็นเช่นนี้ องค์กรนั้นๆ ก็คงต้องเผชิญปัญหาอยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนพนักงานใหม่กี่คนต่อกี่คน เพราะต้นเหตุที่แท้กลับไม่ได้อยู่ที่แผนงาน ไม่ได้อยู่ที่นโยบายการบริหาร หรือขั้นตอนในสายงานผลิต แต่อยู่ที่ไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์อย่างที่ควรจะเป็น

เมื่อครั้งที่ผมเข้าทำงานใหม่ๆ หลังเรียนจบ ยังต้องโหนรถเมล์ไปทำงาน ได้มีโอกาสทำงานเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของนักพูด นักจัดรายการโทรทัศน์ท่านหนึ่ง ตอนนั้นท่านเป็นประธานบริษัท ระหว่างทำงานก็ไม่ได้คลุกคลีนัก เพราะสายงานบังคับบัญชาหลายชั้นเกินกว่าจะเข้าถึง และเผลอเข้าใจว่า ท่านเป็นคนที่เจ้ายศเจ้าอย่าง

เพราะเวลาที่ท่านเข้าบริษัททุกวันนั้น ท่านจะโทรมาตามให้พนักงานคนใดคนหนึ่งลงไปรับท่านที่ลานจอดรถ และช่วยถือกระเป๋าขึ้นลิฟท์มากับท่าน ทำให้มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ภาระนี้ตกเป็นของผม และก็เป็นครั้งเดียวเท่านั้นตลอดที่ทำงานอยู่

กระทั่งเวลาผ่านไป ทุกเย็นหลังเลิกงานผมจะไปยืนรอรถเมล์เพื่อโดยสารกลับบ้าน บ่อยครั้งที่เห็นรถ เบ็นซ์ที่ประธานบริษัทขับขับผ่านไป ผมก็ได้แต่ชำเลืองโดยคิดว่า ถ้าเผื่อท่านมองมาทักทายก็จะได้ยิ้มตอบรับไป

เย็นวันหนึ่งขณะผมยืนรอรถเมล์อยู่ที่เดิม จู่ๆ ก็มีรถเบ็นซ์มาจอดริมฟุตบาธที่ผมยืน พอมองไปที่คนขับก็เห็นประธานบริษัทยิ้มให้และพยักหน้า ผมจึงก้มลงไปเพื่อจะสอบถามว่า ท่านจะสั่งงานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่

เปล่าเลย ท่านกลับบอกให้ผมขึ้นรถ เพราะเห็นว่าไปในเส้นทางเดียวกัน ผมขึ้นไปนั่งคู่กับท่านที่เบาะหน้า และได้สนทนากับท่านอย่างเป็นกันเองไปตลอดทาง โดยผมเป็นฝ่ายตอบคำถามเสียมากกว่า

นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของผู้บริหารระดับสูงที่ผมคิดว่า เข้าถึงจิตวิญญาณของความเป็นมนุษย์ แม้จะอยู่สูงแต่ผมว่าท่านอบอุ่นเสมอ และไม่เข้าข่ายคำกล่าวที่ว่า “ยิ่งสูงยิ่งหนาว” แต่อย่างใด อดีตเจ้านายของผมท่านนี้คือ คุณกรรณิกา ธรรมเกษร


ขอบพระคุณครับพี่แอ้

******************************************




 

Create Date : 18 มีนาคม 2552    
Last Update : 18 มีนาคม 2552 14:59:20 น.
Counter : 248 Pageviews.  

คนเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน

สังคมไทยชอบอ้างสิทธิมนุษยชน คำปากพูดกันปาวๆ ว่า ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน ไม่ว่าหญิง ชาย ตุ๊ด แต๋ว หรือเกย์คิง เกย์ควีน จะยากดีมีจนก็คนเหมือนกัน แต่ทัศนคติจริงๆ กลับแบ่งชนชั้น แบ่งกลุ่ม แบ่งประเภท

ไม่เชื่อไปสอบถามเอาจากชาวบ้านตามชนบทเถิด พวกเขาล้วนรู้ตัวว่าถูกจัดอยู่ในชนชั้นใด พวกเขาจะใช้ชีวิตดำเนินวิถีตามครรลองที่ควรจะเป็น และเข้าใจดีว่า สังคมไทยนั้นเป็นอย่างไร ดูอย่างเวลาไปติดต่อราชการ พวกเขาจะเข้าไปติดต่ออย่างพินอบพิเทา ให้ไปซ้ายก็ไป ให้ไปขวาก็ไป จะให้รอนานเท่าใด(โดยไม่จำเป็น)ก็ไม่เคยเรียกร้องสิทธิ เพราะถูกปลูกฝังมาว่า ข้าราชการคือ เจ้าคนนายคน

ครอบครัวไหนพอมีเงินส่งเสียลูกหลานให้เรียนสูงๆ ก็สั่งสอนลูกหลานกันตามทัศนคติที่ตนเชื่อและเห็น “เรียนสูงๆ นะลูก จะได้เป็นเจ้าคนนายคน ทำสวนทำนามันเหนื่อยหนัก และลำบาก” แล้วลูกหลานที่เรียนจบบรรจุเป็นข้าราชการ ก็กลับมาปฏิบัติงานยังท้องถิ่นเป็นเจ้าเป็นนายชาวบ้านมันจริงๆ

ทัศนคตินี้ มีมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เคยมีเปลี่ยน ผ่านไปอีกกี่สิบปี ก็หาหนทางเปลี่ยนยาก มันฝังรากแน่นไปทุกที่แล้ว เคยมีผู้นำระดับนายกรัฐมนตรีของไทยคนหนึ่ง ออกนโยบายจัดระเบียบข้าราชการไทยเสียใหม่ จากวิถีเช้าชามเย็นชาม ทำตามหน้าที่ไปวันๆ หันมาสนอกสนใจผู้มาติดต่อราชการ เรียกว่าบริการด้วยหัวใจ และสับเปลี่ยนเวลาทำงานไม่มีพักเที่ยง สามารถบริการได้ทั้งวัน กระทั่งเห็นผล ได้รับคำชมจากประชาชนชาวบ้านทั่วไป

จากที่เคยดูถูกดูแคลน ไม่ใส่ใจก็หันมาเอาใจใส่ บริการเร็วทันใจพร้อมรอยยิ้ม พอเปลี่ยนผู้บริหารไม่ทันไร พักหลังๆ ทัศนคติเดิมๆ ก็เริ่มเป็นมะเร็งร้ายลุกลามอีกแล้ว น่าสงสารประเทศไทย


เรื่องการพินอบพิเทา ยกยอปอปั้นกันเกินไปนี่ ไม่มีใครเกินสังคมไทย โดยเฉพาะพวกข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจนั่นแหละตัวดี ยิ่งมีเรื่องบั้ง ขีด และขั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลย จะได้รู้ได้เห็นว่า คนไหนใหญ่จริง คนไหนใหญ่แท้ และใครเสนอหน้าได้เด่นกว่า พิจารณาครั้งต่อไปก็เตรียมงานเลี้ยงได้

ผมไม่ได้ทำงานราชการมาก่อน และไม่เคยใฝ่ฝัน แต่เท่าที่คลุกคลีตีโมง ก็เห็นจนชินตา บางงานเห็นพวกลิ่วล้อ หรือข้าราชการตำแหน่งน้อยกว่า ต้องต้อนรับผู้มีตำแหน่งสูงๆ เห็นวิ่งกันคึก วิ่งกันพล่าน อย่างนั้น อย่างนี้ ไอ้โน่นได้ไหม ไอ้นี่เสร็จยัง เหรอๆ หราๆ ไม่เหลือภาพความเป็นผู้นำชั้นปกครองเลย

บางคราผมถึงกับเบือนหน้าหนี รู้สึกสมเพช ว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนั้น
ภรรยาผมเคยทำงานรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่แห่งหนึ่งในตำแหน่งชั้นปกครองเหมือนกัน เวลาที่เธอได้รับมอบหมายให้ติดตาม หรือไปปฏิบัติงานกับผู้บังคับบัญชาระดับบน

เห็นเธอลุกลี้ลุกลน ชีวิตที่เคยเป็นปรกติ นิ่งๆ ง่ายๆ หายหมด ผมเคยถามว่า ทำไมต้องวุ่นวายขนาดนั้น ทำทุกอย่างไปตามปรกติไม่ได้หรือ ได้รับคำตอบว่า ไม่ได้ ๆ เดี๋ยวไม่ถูกใจ บางทีทุกอย่างเตรียมไว้เสร็จสรรพ กำจัดทุกปัญหาที่คิดว่าจะเกิดหมดแล้ว กิจกรรมก็ดำเนินไปอย่างถูกต้อง แต่สุดท้ายก็โดนด่ากราว เพราะคำว่า ไม่ถูกใจคำเดียว

ที่เป็นอย่างนั้น เพราะลูกน้องพินอบพิเทา เอาใจจนแทบไม่ให้เท้าติดดิน และยกยอกันเกินไปไหม จึงเป็นเหตุให้เจ้านายเถลิงตนเองไปอยู่บนหอคอยงาช้างนั้นสมใจ




 

Create Date : 15 มีนาคม 2552    
Last Update : 15 มีนาคม 2552 18:43:46 น.
Counter : 231 Pageviews.  

ความจนฆ่าคนทั้งเป็น



หลังเรียนจบปริญญาตรีและทำงานมาได้สี่ห้าปี ที่โรงเรียนประถมศึกษาประจำบ้านเกิด ได้มีการจัดผ้าป่าเพื่อหาเงินสมทบเป็นกองทุนของโรงเรียน โดยเรียกรวมนักเรียนที่จบชั้นประถมศึกษารุ่นต่างๆ ให้จัดผ้าป่ารุ่นละกอง โดยให้เพื่อนร่วมรุ่นเป็นผู้ประสานงานตามแต่จะติดต่อกันได้

ผมเองอยู่ในรุ่นที่ 26 ซึ่งเป็นรุ่นที่นักเรียนฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย มีจำนวนเท่ากันเป๊ะ คือ ฝ่ายละ 12 คน รวม 24 คน และเป็นนักเรียนหลักสูตรเก่ารุ่นสุดท้าย ที่ยังต้องท่องอาขยาน “เห็นกวางย่างเยื้องชำเลืองเดิน เหมือนอย่างนางเชิญพระแสงสำอางข้างเคียง เขาสูงฝูงหงส์ลงเรียง..”

ไม่มีโอกาสได้ท่องบทเรียนหลักสูตรใหม่เหมือนอย่างรุ่นน้องประถมห้า ที่ไล่ตามหลังเรามาอันได้แก่ วิถีชีวิตของมานี มานะ ปิติ ชูใจ เจ้าแก่ และเจ้าโต

วันที่เพื่อนสนิทของผมโทรศัพท์มาเล่าบอกการรวมรุ่นครั้งนี้ ผมวางงานและตั้งใจนั่งนึกถึงหน้าตาของเพื่อนแต่ละคน รวมทั้งกิจกรรมที่เคยผจญร่วมกันมาได้ชัดเจนขึ้น

จากที่ไม่เคยได้นึกถึงมันอย่างจริงจังมาก่อนเลยหลังจบประถมหก และความรู้สึกปีติก็แล่นพล่านในกระแสเลือดออกมาเปื้อนอยู่ในรอยยิ้มเล็กๆ ของผม

พวกเรามารวมตัวกันที่บ้านของเพื่อนที่ยังอาศัยอยู่ที่หมู่บ้าน ซึ่งไม่ได้ไปร่ำเรียนหรือออกไปทำงานที่อื่นไกล พวกเราพูดคุยกันสัพเพเหระ ได้ความว่าส่วนใหญ่ออกเรือนกันแล้ว มีหลายคนมีลูกตั้ง 2 คน บางคนแต่งงานแต่เมื่ออายุยังไม่ยี่สิบ โดยเฉพาะเพื่อนผู้หญิง และมีหนึ่งคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ

จากนั้นเราก็คุยกันถึงเรื่องราวหนหลัง มีอำกันบ้าง มีฟื้นความทรงจำที่แกล้งเพื่อน และถูกเพื่อนแกล้งแล้วผูกใจเจ็บ กระทั่งคนที่แกล้งต้องรีบขอโทษขอโพยไม่คิดว่าเพื่อนมันจะจำมาได้จนทุกวันนี้ แล้วก็พากันหัวเราะร่วน

เพื่อนๆของผมมีทั้งเป็นตำรวจ เป็นข้าราชการ เป็นครู เป็นพยาบาล (แต่ไม่ยักมีใครเก่งพอได้เป็นหมอ) เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นเจ้าของธุรกิจ เป็นพนักงานบริษัทเอกชน และเป็นชาวนา ชาวสวน มีแม้กระทั่งเป็นขี้เหล้าประจำหมู่บ้านไม่ทำมาหากิน แต่เราก็เรียกเพื่อนคนนี้มาและเลี้ยงเหล้ามันให้อิ่มหนำตามทางที่มันเลือก

ระหว่างที่เรารอเพื่อนให้มากันให้ครบ มีเพื่อนคนหนึ่งของเราที่เป็นครูส่งข่าวว่า มาไม่ได้จริงๆ ทั้งที่ใจอยากมา ซึ่งพวกเราก็เข้าใจ แต่มีเพื่อนผู้หญิงของเราคนหนึ่งซึ่งเรียนเก่งที่สุดในชั้น ยังไม่มา พวกเราก็ต่างเฝ้ารอ เพราะมีเรื่องให้คุยค่อนข้างเยอะ สมัยเรียนไม่เคยมีใครแย่งชิงที่หนึ่งจากเธอได้ อย่างเก่งผมก็ได้ที่สอง สาม และสี่ สลับกับเพื่อนอีกสองสามคน แต่ไม่มีใครเข่นเธอลงมาจากตำแหน่งที่หนึ่งได้

หลังจบประถมหกเธอไม่ได้เรียนหนังสือต่อ เพราะพ่อแม่ยากจน ยังจำได้ว่า เธอเคยได้รับทุนเรียนดีแต่ยากจนอยู่เสมอ และอีกไม่กี่ปีต่อมาเธอก็แต่งงาน มีอาชีพทำนาและรับจ้างเลี้ยงชีพ มีลูก 2 คน กำลังอยู่ในวัยเรียน

เพื่อนผู้หญิงที่สนิทกับเธอพยายามโทรตาม และบอกว่า ครั้งแรกที่ไปบอกเธอ เธอรับปากว่าจะมา แต่ตอนนี้เวลาล่วงเลย เธอก็ยังไม่มา และโทรตามกระทั่งไม่สามารถติดต่อได้



ผมมาทราบภายหลังว่า เธอไม่กล้ามาสู้หน้าพวกเรา เธอถูกคาดหวังจากครู และเพื่อนๆ ว่าถ้าเธอได้เรียนต่อ เธอจะต้องมีอนาคตสดใส เพราะเธอเรียนดี ขยัน มีไหวพริบ ดังนั้น เมื่อพวกเราซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนๆ ของเธอมารวมตัวกัน

หลายคนมีหน้าที่การงานที่ดี หลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตพอสมควร เธอจึงไม่อยากมาพบเพื่อนๆ เพราะไม่มีเรื่องอะไรเกี่ยวกับชีวิตของเธอที่น่าตื่นเต้น เธอไม่ได้อาย แต่รู้สึกด้อยค่า และพาลเข้าใจว่า โลกอยุติธรรมเกินกว่าที่เธอจะมาหัวเราะร่วนไปกับเรา

ความจน ได้ฆ่าเด็กผู้หญิงที่มั่นใจตัวเอง ฆ่าเด็กผู้หญิงที่ขยัน ตั้งใจเรียน มีมานะ และเป็นนักเรียนทุนเรียนดีแต่ยากจนคนนั้นไปเสียสิ้น

เพื่อนเอยฯ




 

Create Date : 09 มีนาคม 2552    
Last Update : 9 มีนาคม 2552 20:00:02 น.
Counter : 156 Pageviews.  

ชีวิตวันนี้ มาจากความหวังเมื่อวันวาน

”
เมื่อครั้งบวชเณรอยู่ที่วัดประจำหมู่บ้าน และเข้าเรียนในโรงเรียนพระปริยัติธรรมสายสามัญ ที่เปิดสอนสำหรับพระภิกษุสามเณรในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งขณะนั้นผมกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และต้องไปเรียนทุกวัน เว้นวันพระ กับวันอาทิตย์ จู่ๆ คุณตาก็เรียกผมไปคุยถึงเรื่องการศึกษาเล่าเรียน

คุณตาคงเฝ้าสังเกตผมมานานแล้ว และเห็นความขยันบวกสมองดีของผม ท่านได้พูดชมความเก่งเรียนของผม และพูดถึงวิถีความทุกข์ยากของลูกสาวของท่าน ก็คือคุณแม่ของผม ที่ต้องทำงานรับจ้างเขากินไปวันๆ เพราะไม่มีที่นาที่ทำกินเป็นของตัวเองเลย

อีกทั้งสามีของเธอก็มาละทิ้งไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่ผมยังจำความไม่ได้ มองไปข้างหน้าไม่เห็นหนทางได้หยุดพักหยุดนอนเหมือนคนอื่นที่ลูกหลานเขาเรียนจบปริญญาหาเลี้ยง ส่งเงินส่งทองมาให้ใช้จ่าย และไม่ปรารถนาให้พ่อแม่ต้องกรำงานหนักไปตลอด ซึ่งผมเองก็ได้แต่พยักหน้าเป็นทีรับรู้ เพราะก็สัมผัสได้อยู่

ประโยคหนึ่งของคุณตาที่เบนให้ผมในวัยเพียง 14 ปี ตัดสินใจละการเรียนสายสามัญ หลังเรียนจบแค่มัธยมศึกษาปีที่ 1 ไปศึกษาพระปริยัติธรรมสายบาลี และต้องระเห็จจากบ้านเกิดสู่ตัวเมือง คือ “เรียนบาลีน่ะ ไม่ต้องมีค่าเทอม แถมจบมาได้เป็นมหาเปรียญอีก ใครที่เป็นมหาจะมีคนเชิดหน้าชูตา เงินเดือนเป็นหมื่นเชียว”

สังเกตเห็นอะไรไหมครับ?
เงิน คือแรงกระตุ้น คือความหวัง ความฝัน ที่กระชากผมออกมาจากวิถีท้องทุ่งอย่างที่มันควรจะเป็น แม้ผมจะถือครองเพศเป็นสามเณร แต่ประเพณีการบวชเรียนนี้แหละที่เป็นความหวังของเด็กชนบทที่ขาดโอกาสทางการศึกษาจะพอพลิกผันอนาคตไม่ให้มืดมน และเห็นเค้าลางบั้นปลายชีวิตของแม่ที่ไม่ต้องทุกข์ทนลำบากอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

วันนี้ ผมจึงไม่เคยอายที่สามารถแสวงหา “เงิน” มาเลี้ยงชีพได้ เพราะทุ่มเทเวลาศึกษาเรียนรู้วิชาการทั้งทางโลก และทางธรรม โดยอาศัยร่มกาสาวพัสตร์ห่มกายยาวนานถึง 13 พรรษา กระทั่งลาสิกขาเมื่ออายุได้ 26 ปี
และไม่โกรธเลย หากใครจะตำหนิผมว่า “เห็นแก่เงิน"




 

Create Date : 08 มีนาคม 2552    
Last Update : 8 มีนาคม 2552 14:24:41 น.
Counter : 210 Pageviews.  

กางเกง(ใน)ผ้าสบง


.........การเปลี่ยนจากกางเกงที่คุ้นเคยมานุ่งสบง ห่มจีวร ไม่ใช่เรื่องจะทำได้ง่ายๆ และคล่องตัวนัก ผ้าแต่ละชิ้นควรจะอยู่ในที่ๆ ถูกต้อง อะไรบ้างหนอที่ประกอบออกมาเป็นการนุ่งห่มครองจีวรโดยเรียบร้อยของสามเณรได้

.........ก็เห็นจะมี ผ้านุ่งปิดท่อนล่าง ที่เรียกว่า ผ้าสบง สายรัดผ้าสบงคล้ายเข็มขัดแต่ทำจากผ้าถัก ที่เรียกว่า ประคตเอว หรือรัดประคต ผ้านุ่งห่มเฉวียงบ่าผืนบางๆ มีกระเป๋าข้าง และตรงหน้าอก จะมีซิปกระเป๋าหรือไม่ แล้วแต่กรณี อันนี้เรียกว่า ผ้าอังสะ ใช้นุ่งข้างในเวลาอยู่กับวัดไม่ไปไหน

.........และอีกผืนค่อนข้างผืนใหญ่ หากเป็นผ้าหนาหน่อยนี่ หนักเอาการอยู่ ใช้ห่มคลุมก็ได้ พับห่มเฉวียงบ่าเป็นลักษณะห่มดอง ครองจีวรก็ได้

.........และอีกชิ้นเป็นผ้าสำหรับใช้รัดเวลาห่มจีวรในลักษณะห่มดอง เรียกว่า ผ้ารัดอก

.........การห่มดอง ครองจีวร ของสามเณรก็เห็นมีอยู่แต่เพียงนี้ หากจะให้สาธยายตามขั้นตอน ก็เริ่มจากนุ่งผ้าสบงก่อน โดยการคล้องผ้าขึ้นมาในลักษณะคล้ายนุ่งผ้าขาวม้านั่นแหละ จากนั้น จับปลายผ้าขึงไปข้างหน้าให้สุด แล้วจับจีบใหญ่พอประมาณ พับซ้าย พับขวา สลับกันไปมาจนมาสุดที่บั้นเอว ถือไว้อย่างนั้นก่อน

........แล้วจึงหยิบผ้าประคตเอวมาทาบด้านหน้าตรงจีบพับ ม้วนสายรัดพันไปรอบเอว วกกลับมาแล้วผูกให้แน่น จะผูกเงื่อนไหนก็ได้ ขอเพียงเอาให้อยู่อย่าให้หลวมอย่าให้หลุดเป็นพอ...

.........ชิ้นที่สอง ก็เป็นผ้าอังสะ ไม่มีพิธีรีตองอะไร ใช้สวมศีรษะลงไปอย่างนั้น เพียงแต่ให้เฉวียงบ่าให้ถูกต้อง เพราะผ้าอังสะนี้จะต้องนุ่งเฉวียงเปิดบ่าขวา

.........ชิ้นที่สามก็เป็นจีวร ถ้าเป็นลักษณะห่มดอง ซึ่งปัจจุบันค่อนข้างแยกแยะชัดเจน ว่าสามเณรจะนิยมห่มในลักษณะนี้ พิธีการห่มจะยุ่งยากพอสมควร เนื่องจากจะต้องพับผ้าในลักษณะจำเพาะ และต้องอาศัยคน 2 คนช่วยกันพับ แต่ถ้าชำนาญแล้ว คนเดียวก็สามารถพับได้

.........พับเสร็จจึงค่อยนำมาพาดที่บ่าซ้าย แล้วค่อยๆ ดึงปลายผ้าที่พับไว้อ้อมจากทางด้านหลังในลักษณะเฉวียงบ่ามาคล้องเข้าใต้รักแร้ข้างขวาก่อน แล้วจึงนำไปสอดเข้าใต้ผ้าพับที่พาดไว้ตรงบ่าซ้าย สอดให้พออยู่ไม่หลุดลงมา

.........ชิ้นสุดท้ายก็เป็นผ้ารัดอก ใช้ผ้าผืนนี้ทับจากข้างหลังแล้วดึงมาใต้รักแร้ด้านซ้ายและด้านขวา อ้อมมาผูกให้อยู่ระหว่างอก ลักษณะการผูกจะต้องมีเทคนิคนิดหนึ่ง เพื่อให้ปมออกมาดูเป็นระเบียบ ใช่ว่าจะผูกเรื่อยเปื่อยได้ อันที่จริงจะให้ง่าย คือ ผูกเงื่อนธรรมดานี่แหละ จากนั้น อยู่ที่วิธีจัดเก็บว่าจะออกมาเรียบร้อยดีเพียงใด

.........เท่านี้แหละ เท่านี้จริงๆ หากมองย้อนกลับไป โดยการถอดทีละชิ้นที่กล่าวมา เริ่มจากผ้ารัดอก ไปสุดที่ผ้าสบง ก็ล่อนจ้อน! กางเกงในหรือไม่ต้องพูดถึงเลย ไม่มีให้นุ่งให้สวมใส่อยู่แล้ว และหากจะยึดเอาธรรมเนียมปฏิบัติแต่กาลนานมา การนุ่งห่มครองจีวรของสามเณรก็มีเพียงนี้

.........อันเรื่องของกางเกงใน ที่เป็นปัญหาว่า นุ่ง หรือไม่นุ่ง นุ่งแล้ว ผิดวินัย ผิดศีลหรือไม่? ไม่แน่ชัดในประเด็นนี้ สืบค้นจากพระวินัยข้อใด ก็ไม่เห็นจะมีเอ่ยถึงว่า ห้ามพระภิกษุสามเณรนุ่งกางเกงใน มีแต่เป็นวัตรปฏิบัติกันมาแต่ช้านาน ก็ยึดถือปฏิบัติสืบๆ กันมา

........นั่นอาจเป็นเพราะในอดีตอย่าว่าแต่พระภิกษุสามเณรเลย แม้แต่ฆราวาสเองก็ไม่เห็นจะนิยมนุ่งกางเกงในกันมาก่อน คือไม่เคยมีกางเกงในมาก่อน จวบจนชาติตะวันตกนำเอาวัฒนธรรมการนุ่งกางเกงในเข้ามานั่นแหละ จึงมีความนิยมในหมู่ฆราวาส จะเป็นด้วยรสนิยม หรือป้องกันโรคบางชนิดในทางการแพทย์ก็ให้เหตุผลกันไป

.........แต่ครั้นพระภิกษุสามเณรจะเปลี่ยนธรรมเนียมมาปฏิบัติตามก็คงดูกระไรอยู่ อีกทั้งกางเกงในก็เป็นกางเกงชนิดหนึ่ง จึงเลี่ยงเสียและเห็นว่า ไม่มีความจำเป็นอันใด นุ่งห่มกันมาอย่างไรแต่เดิม ก็ยึดธรรมเนียมปฏิบัตินั้นให้เคร่งครัดเป็นพอ

.........จึงไม่รับประกันว่า พระภิกษุสามเณรในปัจจุบัน นุ่งหรือไม่นุ่งกางเกงในอย่างไร อีกอย่างก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องใกล้ๆ ตัว แต่ไกลเกินกว่าจะไปข้องแวะ หรือสืบให้รู้แจ้งเห็นจริงในข้อนี้

.........เห็นแต่มีเรื่องเล่าว่า เวลาสามเณรสักรูปนั่งยองๆ แล้วปล่อยให้สบงตกท้องช้างขึ้นมา ช้างน้อยข้างในก็แกว่งงวงกวัดไกวให้เห็นทีเดียว นึกภาพแล้วก็น่าขัน และอดหัวเราะไม่ได้ แต่ถ้าวันใดเหตุการณ์นี้เกิดกับหลวงตาขึ้นมาบ้าง วุ้ย...ไม่อยากจะคิด...





 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2551    
Last Update : 8 มีนาคม 2552 14:17:17 น.
Counter : 4152 Pageviews.  

1  2  

proctorray
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Verb to be classic, not born to be!

ถ้าคอเดียวกัน นี่เลย http://classicbikelover.hi5.com
Friends' blogs
[Add proctorray's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.