ตลาดหุ้น เมื่อตอน น้ำท่วม!?
ข้อสังเกตุเมื่อน้ำท่วมภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยไปส่วนนึง และเริ่มเข้าสู่กทม.

ผลกระทบต่อตลาดหุ้นในช่วงแรก ด้วยความแตกตื่นเทขายหุ้นกันลงมามาก

ขณะที่น้ำยังคงท่วมอยู่และน่าจะกินเวลาไปอีกเป็นเดือน (และมีผลต่อผลประกอบการของหลายๆบริษัทอย่างแน่นอน)
แต่นักลงทุนชาวต่างชาติได้เข้ามาไล่ซื้อหุ้นทำให้ตลาดปรับตัวขึ้นมาก

เมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2011 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นวิกฤติ (เริ่มท่วมอยุธยา และนิคมอุตสาหกรรมในอยุธยา) เป็นจุดเดียวกับที่ตลาดปรับตัวลงต่ำสุดในรอบนี้
แต่เมื่อความเสียหายกระจายวงกว้างขึ้น ตลาดก็ปรับตัวขึ้นเป็นลำดับ..


เลยลองตั้งข้อสังเกตดูเล่นๆ
  • ถ้ามองแบบ บัฟเฟต ตอนนี้มันช่างเหมาะนักแลที่จะเก็บเกี่ยวหุ้นของหลายๆบริษัทที่ปรับตัวลงมาจากผลกระทบระยะสั้น เมื่อมันผ่านไปอะไรๆก็จะกลับมาดีเหมือนเดิม(หรือดีกว่าเดิม)

  • ถ้ามองแบบ ผลประโยชน์ ตอนนี้นี่แหละช่วงเวลาแห่งการลากราคา วอลลุ่มน้อยๆ ไม่ค่อยมีการซื้อขายเท่าไหร่ Offer ไม่หนา ปัจจัยอะไรๆก็ไม่ดีๆ ลากง่ายทีเดียวเชียว ถึงเวลาน้ำลดคนกลับมาแห่ซื้อหุ้น (เพราะเรื่องร้ายได้ผ่านไปแล้ว) ค่อยออกข่าวว่าน้ำลดแล้ว ผลประกอบการจะกลับมาสดใสปิ๊งๆ ค่อยจัดหนักขายโกยกำไรให้เต็มคราบ

  • ถ้ามองแบบ Demand Supply ช่วงนี้สินค้าหลายอย่างผลิตไม่ได้ ราคาสูงขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น มาร์จิ้นสูงขึ้น โอ้ว (ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไหร่ เพราะของแพงขึ้นแต่ขายได้น้อยลง) หรือจะมองว่า Supply ของหุ้นมันลดลง คนขายติดน้ำท่วมอยู่ แต่ Demand เท่าเดิม ราคาก็เลยสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว!?


ข้อสังเกตต่อกลุ่มธุรกิจต่างๆ
พลังงาน ปริมาณการใช้พลังงานน่าจะลดลงชั่วคราว จากการที่หลายโรงงานต้องปิดตัว การเดินทางสัญจรทำได้น้อยลงคนใช้รถน้อยลง
การเงิน กลุ่มนี้จะมีลุกค้าในส่วนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมมากรึเปล่า หลังน้ำท่วมยอดสินเชื่อน่าจะเพิ่มขึ้น? จากการที่ต้องใช้เงินมาซ่อมแซม หมุนเวียน แล้วหนี้เสียหละ บางคนอาจจะเจ๊งไม่สามารถใช้หนี้ที่ก่อไว้ก่อนน้ำท่วมได้?
อสังหาริมทรัพย์ที่อยู่อาศัย ทำเลที่ได้มีการก่อสร้างไปแล้ว จบเหตุการณ์ไม่ได้รับผลกระทบ ก็น่าจะได้รับผลดีต่อการตัดสินใจซื้อ แต่ถ้าได้รับผลกระทบหละ ช่วงน้ำท่วมจมไปแล้ว คนจะอยากซื้อรึเปล่า ราคาจะตกมั้ย?
ค้าปลีก ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ว่าปรับราคาขึ้นไม่ได้ และของเริ่มขาด ผลดีหรือผลเสีย?
วัสดุก่อสร้าง หลังน้ำลดได้บูรณกันใหญ่โตแน่ๆ แต่สัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมาจะเป็นอัตราส่วนกี่ %
รับเหมา มีงานใหญ่พอที่จะต้องจ้างกลุ่มรับเหมามาซ่อมแซมรึเปล่า ที่เก็งกำไรกันไปก่อนหน้านี้? น้ำท่วมทำให้โครงการก่อสร้างปัจจุบันชะงักไปรึเปล่า?



สุดท้ายคือ เมื่อน้ำลดแล้ว รายย่อยกลับมาซื้อหุ้น ณ จุดนั้น รายใหญ่จะยังคงซื้อต่อไป หรือขายทำกำไร?



Create Date : 27 ตุลาคม 2554
Last Update : 27 ตุลาคม 2554 14:29:43 น.
Counter : 474 Pageviews.

4 comment
ผลตอบแทนของ นักเก็งกำไร vs. นักลงทุน
(สืบเนื่องจากตอนที่แล้ว "ความทุกข์ของคนเล่นหุ้น??")

ในเวลาที่ตลาดทรุดตัวลงมากๆ แบบช่วงเวลานี้ (จาก 11xx สู่ 8xx จุด ระยะทางประมาณ 300 จุด) เป็นช่วงเวลาที่ได้มองเห็นอะไรหลายๆอย่างชัดเจนมากขึ้น


ได้เห็นความกลัว ความวิตก ความคาดหวัง ความโลภ ความหน่าย ความตื่นเต้น การเดา การคาดการณ์ การพยากรณ์ ฯลฯ


และที่ได้เห็นมากในช่วงนี้คือ ดอย คำที่ได้ยินมาตั้งแต่จำความเกี่ยวกับตลาดหุ้นได้ อาการของคนติดหุ้นที่ราคาสูง จะว่าไปแล้วมักจะเกิดกับนักเก็งกำไรที่มากกว่า เพราะต้องการกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital gain) และเมื่อติดหุ้นในราคาสูงทำให้ไม่สามารถนำเงินส่วนนั้นมาเก็งกำไรได้ ทำให้รู้สึกขาดทุน(ค่าเสียโอกาส) ติดดอย (หรืออาจจะขาดทุนจริงแบบ Cut loss)


ผลตอบแทนของนักเก็งกำไรจึงไปขึ้นกับราคาบนกระดาน (ราคาตลาด) หากราคาสูงกว่าทุน คือ กำไร กลับกัน ราคาต่ำกว่าทุน คือ ขาดทุน
ทำให้นักเก็งกำไรมักจะวิตกกับราคาบนกระดาน และค่าธรรมเนียมการซื้อขาย เนื่องจากมันมีผลต่อ ผลตอบแทน อย่างมีนัยยะสำคัญ
ด้วยความที่ผลตอบแทนที่นักเก็งกำไรต้องการนั้นอยู่บนพื้นฐานของ ราคา ทำให้นักเก็งกำไรต้องแบกรับความเครียดที่สูง



ก็เลยลองคิดเล่นๆ ว่าถ้าในมุมของ นักลงทุน จะรู้สึกอย่างไรกับราคาบนกระดาน?
เคยเห็นเวลาเค้าทำการเสนอซื้อหุ้น (Tender offer) ในราคาสูงกว่ากระดานมากๆ รึเปล่า? นักเก็งกำไรคงคิดว่าไอ้คนซื้อนี่มันบ้าชัดๆ ซื้อไปได้ยังไง “แพง” แบบนี้

แต่ในมุมของนักลงทุนการได้หุ้นมาตาม “จำนวน” ที่ต้องการโดยไม่เกี่ยงราคาให้ผลตอบแทนที่ต่างกัน
ผลตอบแทนอาจอยู่ในรูปแบบที่พื้นฐานสุดๆ คือ เงินปันผล
หรือผลตอบแทนในรูปแบบของ อำนาจการต่อรอง (ผลประโยชน์บางอย่างเมื่อต้องการเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น)
หรือผลตอบแทนในรูปแบบของ อำนาจการบริหาร (หรือแต่งตั้งผู้บริหาร)
ผลตอบแทนเหล่านี้อาจเป็นผลตอบแทนที่นักเก็งกำไร(อาจ)ไม่เคยสนใจมาก่อน (เว้นแต่ติดดอย)

ในแง่ของความเครียดแล้ว ความเครียดของนักลงทุน น่าจะเกิดจากพื้นฐานกิจการ คู่แข่งทางธุรกิจ ธรรมาภิบาลของผู้บริหาร มากกว่าจะเกิดจากราคาบนกระดาน

แม้ว่าราคาบนกระดานจะปรับตัวลงไปมากเท่าไหร่ ความเป็นเจ้าของในธุรกิจก็ยังคงเดิม (เว้นแต่ว่าราคาลงเนื่องจากการเพิ่มทุน โดยที่ผู้ถือหุ้นเดิมไม่ได้ซื้อหุ้นเพิ่มทุนในอัตราเดียวกับปริมาณหุ้นที่ตนถืออยู่เดิม (คิดเป็นเป็นร้อยละ))



บางที ถ้าเรามองในแง่ของ ผลตอบแทนที่คาดหวังจากการนำเงินไปซื้อหุ้น เราก็อาจจะพอบอกได้ว่า เราเป็น "นักเก็งกำไร" หรือ "นักลงทุน" เพื่อที่เราจะหาวิธีจัดการกับความเครียดในแบบของตัวเอง






ตรงนี้แถม
ลองคิดผลตอบแทนจากเงินปันผลเล่นๆ สมมติว่าหุ้นบริษัท ก. ราคาที่ซื้อมา 100 บาท (คือราคาต้นทุน ราคาตลาดช่างหัวมัน มันอาจจะ 80 หรือ 120 ก็ตาม) และสมมติว่าเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้คงที่ไม่มีการขยายกิจการจึงจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ปีละ 5 บาท ...
อัตราผลตอบแทนเงินปันผลในแต่ละปี = เงินปันผลปีที่ n ÷ (ทุน - เงินปันผลที่เคยได้รับ)
ปีที่ 1 = 5/100 = 5%
ปีที่ 2 = 5/(100-5) = 5.26%
ปีที่ 3 = 5/(95-5) = 5.56%
ปีที่ 4 = 5/(90-5) = 5.88%
ปีที่ 5 = 5/(85-5) = 6.25%
จะเห็นว่าแม้เราจะได้รับปันผลในจำนวนเงินเท่าเดิมแต่ %Yield จะเพิ่มขึ้นทุกๆปี (จริงๆ แล้วคือผลตอบแทน 25 บาท จากทุน 100 บาท หรือ 25% ใน 5 ปี)
โดยไม่ต้องไปคิดราคาบนกระดานให้เครียด ผ่านไป 5 ปี ราคาบนกระดานอาจจะขึ้นไปถึง 300 หรือเหลือ 50 บาท ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร (พฤติกรรมกำหนดราคาหรือจากวัฏจักร) ตราบเท่าที่กิจการยังทำกำไรต่อเนื่องอยู่



Create Date : 04 ตุลาคม 2554
Last Update : 5 ตุลาคม 2554 12:32:36 น.
Counter : 411 Pageviews.

1 comment
ความทุกข์ของคนเล่นหุ้น??
สัปดาห์นี่แทบจะเรียกได้ว่านั่งมองตลาดเฉยๆ (เพราะมันเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาน่าปวดหัว บางทีก็ปล่อยให้ตลาดนำอารมณ์(ไปมาก)) และฟังความรู้สึกของคนอื่น (และของเราเอง) เก็บมาลองเขียนเป็นบันทึกข้อสังเกตซักหน่อย

ความทุกข์ของคนเล่นหุ้น (ที่ไม่ใช่ของนักลงทุน)

ไม่ว่าจะมี "เงิน" หรือมี "หุ้น" คนเล่นหุ้นมักจะทุกข์อยู่เสมอ ทำไม?
ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะคำว่า “ขายหมู” “ติดดอย” และ “เสียโอกาส” มั้ง?


ลองมาดูคนเล่นหุ้นในสถาณการณ์ต่างๆกัน

คนมีหุ้น ไม่มีเงิน - หุ้นลง >> เครียด (รู้สึก)ขาดทุน(ทางบัญชี) ทั้งที่ที่ก็มีจำนวนหุ้นเท่าเดิมนั่นแหละ บ้างก็ว่าเสียโอกาสที่จะได้เก็บหุ้นจำนวนมากขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม บ้างก็ตัดสินใจขายขาดทุนจริงไป ก็เลยทุกข์

คนมีเงิน ไม่มีหุ้น - หุ้นขึ้น >> เครียด (รู้สึก)ขาดทุน(ค่าเสียโอกาส) ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่ได้เสียอะไรไปเลย แค่โลภ ก็เลยทุกข์

คนมีเงิน และ มีหุ้น - หุ้นลง >> เครียด คิดว่าไม่น่าซื้อหุ้นเลย หรือน่าจะขายให้หมดไปก่อน ให้ตลาดนำอารมณ์ ก็เลขทุกข์

คนมีเงิน และ มีหุ้น - หุ้นขึ้น >> เครียด กำไรน้อยไป น่าจะหวดหุ้นมาให้เต็มพอร์ท โลภอยากจะได้มากกว่าที่ได้ ก็เลยทุกข์

อันนี้แค่ตัวอย่างที่สังเกตมาช่วง 3-4 วันนี้ จริงๆแล้วมันก็น่าจะเยอะกว่านี้มากอยู่ แต่ให้เขียนทั้งหมดก็คงไม่ไหว


นักลงทุนทั้งหลายเคยถามตัวเองรึเปล่าว่า ทุกข์ กับการซื้อ(หรือไม่ซื้อ)หุ้น เพราะอะไร?


แหม่.. วันนี้จัดซะธรรมะ มาเต็ม เลย ฮ่าๆๆ...






Create Date : 29 กันยายน 2554
Last Update : 30 กันยายน 2554 22:02:56 น.
Counter : 395 Pageviews.

5 comment
พฤติกรรมต้มตุ๋นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย??
วันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2011

ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงตั้งแต่เปิดตลาด แล้วไหลลงไปจนถึง -90 ในช่วงบ่ายและได้มีการหยุดการซื้อขายชั่วคราว (Circuit Breaker) โดยเริ่มหยุดการซื้อขายทั้งตลาด SET และ mai เมื่อดัชนีตลาด mai ลดลงถึง -10% โดยที่ตลาดอนุพันธ์ (TFEX) ยังคงมีการซื้อขายปกติ

ที่น่าแปลกคือมันไม่ใช่ Circuit Breaker ที่แท้จริง มีการหยุดการซื้อขายไม่ถึง 30 นาที (ประมาณ 5-7 นาที) และไม่มีการแจ้งนักลงทุนว่าจะกลับมาซื้อขายเป็นปกติเมื่อไหร่ และไม่มีการ Call Market ก่อนกลับมาซื้อขาย



ที่น่าแปลกกว่านั้นคือ ตลาดอนุพันธ์ได้มีการเปิดสัญญาฝั่งซื้อ (Long) ขึ้นมาเป็นจำนวนมากในระยะเวลาที่ตลาดหยุดการซื้อขาย




หลังจากที่ตลาดจู่ๆก็กลับมาซื้อขายเป็นปกติ (โดยไม่มีการแจ้งนักลงทุนทราบ) ดัชนีวิ่งจากประมาณ -90 ไปสู่ -50 อย่างรวดเร็ว (ปรับตัวขึ้นมา ประมาณ +42 จุด หากคิดเป็น SET50 ประมาณ +35 จุด เป็นสัญญา S50H12 +44 จุด)



เบื้องลึกเบื้องหลังเป็นอย่างไร... (นักลงทุน)ไม่มีใครทราบ

และนี่คือคำชี้แจงจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย


------------

From: SETCallCenter [mailto:SETCallCenter@set.or.th]
Sent: Monday, September 26, 2011 3:53 PM
Subject: ตลาดหลักทรัพย์ฯ แจ้งยืนยันยังไม่มีการใช้ Circuit Breaker

เรียน บริษัทสมาชิก
ตามที่ระบบซื้อขายตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้แสดงสถานะหยุดซื้อขายชั่วคราว ในเวลาประมาณ 14.36 น. ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอชี้แจงว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นการหยุดการซื้อขายจากมาตรการ Circuit Breaker

ส่วนกรณีที่ที่ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ หยุดการซื้อขายชั่วคราวในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นผลจากการที่ระบบซื้อขายมีการป้องกันความเสียหายจากการปรับลดลงของดัชนี ซึ่งเมื่อเวลา 14.36 น. ดังกล่าว ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ได้ปรับลดลงมากกว่า 10% ส่งผลให้ระบบซื้อขายของทั้งตลาดหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอเปลี่ยนสถานะเป็นการหยุดซื้อขายชั่วคราว ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ปรับลดลงยังไม่ถึงระดับที่กำหนดที่จะต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker ระบบจึงได้ปรับสถานะตลาดให้สามารถซื้อขายต่อเนื่อง

ส่วนบริการลูกค้า
ฝ่ายปฏิบัติการซื้อขาย กลุ่มงานปฏิบัติการ
Tel. (66) 2229-2222
Fax (66) 2654-5426
mailto: setcallcenter@set.or.th

------------

[เพิ่มเติม]

//www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20111012/413462/ก.ล.ต.เผยผลสอบปลั๊กหลุด-ไม่พบผิดปกติ.html

วันที่ 12 ตุลาคม 2554 17:10

ก.ล.ต.เผยผลสอบปลั๊กหลุด ไม่พบผิดปกติ

ก.ล.ต.เผยผลสอบกรณีปลั๊กหลุด 26 ก.ย. ไม่พบการซื้อขายผิดปกติ ระบุเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ส่งข้อความ market halt ก่อนหุ้นหลุด 10%

กรณีเหตุการณ์ระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หยุดการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทั้งหมดเป็นการชั่วคราว เมื่อเวลา 14.36 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2554 ก่อนที่ดัชนีราคาหลักทรัพย์ (SET Index) จะลดลงถึงร้อยละ 10 ซึ่งต่อมา SET ได้แก้ไขให้ระบบทำการซื้อขายได้ตามปกติในเวลา 14.42 น. และเมื่อเปิดให้ซื้อขายอีกครั้ง SET Index มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งเกิดกรณีที่บริษัทตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (TFEX) ได้เลื่อนเวลาเปิดซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าในช่วงกลางคืนออกไปอีก 40 นาทีในวันเดียวกัน นั้น

ก.ล.ต. ขอเรียนว่า ในวันดังกล่าว ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับ SET และ TFEX เพื่อติดตามสถานการณ์ความผันผวนของราคาหลักทรัพย์และราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง และเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ก.ล.ต. ได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่และผู้บริหารทุกระดับของ SET และ TFEX เพื่อขอทราบสาเหตุของข้อขัดข้องในทันที และได้รับคำชี้แจงเบื้องต้นถึงสาเหตุของปัญหา และต่อมาก็ได้รับหนังสือชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมทั้งแนวทางปรับปรุงแก้ไข

หลังจากนั้น ก.ล.ต. ได้เข้าพบผู้บริหารของ SET และ TFEX เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในรายละเอียด รวมทั้งดำเนินการประเมินผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นอีก นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังได้ตรวจสอบความผิดปกติในการซื้อขายหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย โดยมีข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง ดังนี้

1. สาเหตุที่ทำให้ระบบซื้อขายของ SET ขัดข้อง

ระบบ circuit breaker ได้ถูกออกแบบให้ trigger market halt สำหรับ SET และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ(mai) แยกจากกันได้เพื่อรองรับกรณีที่มีการแยกตลาดออกจากกันในอนาคต แม้ข้อกำหนดของ SET จะกำหนดให้ circuit breaker ทำงานเมื่อ SET Index ลดลงร้อยละ 10 และร้อยละ 20 เท่านั้น โดยมิได้กำหนด circuit breaker สำหรับดัชนีราคาหลักทรัพย์ของ mail (mai Index) แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติมีการใส่ค่า parameter ของ circuit breaker ของทั้งสองตลาดไว้โดยใช้ค่าร้อยละ 10 ทั้งคู่ ดังนั้นเมื่อ mai Index ลดลงถึงร้อยละ 10 ระบบ circuit breaker จึงทำงาน โดยส่งข้อความ market halt ไปยังระบบของสมาชิกทุกราย ทำให้ระบบของสมาชิกหยุดส่งคำสั่งซื้อขายมายัง SET โดยอัตโนมัติ

2. แนวทางแก้ไขกรณีระบบ SET ขัดข้อง

SET ได้ดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องของระบบซื้อขายดังกล่าวแล้ว โดยปรับปรุงค่า parameter ของ circuit breaker สำหรับ mai Index ไม่ให้มีโอกาสเกิด circuit breaker จาก mai Index อีก

3. การตรวจสอบความผิดปกติหลังจาก market halt

ณ เวลา 14.36 น. ของวันที่ 26 กันยายน 2554 ซึ่งเป็นเวลาที่ SET หยุดการซื้อขายชั่วคราว (market halt) SET Index อยู่ที่ระดับ 867.94 จุด แต่ภายหลังจากที่มีการเปิดซื้อขายใน 6 นาทีต่อมา SET Index ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจนกระทั่งปิดตลาดเมื่อเวลา 17.00 น. ณ ระดับ 904.06 จุด เพิ่มขึ้น 36.12 จุด หรือ 4.16 % เมื่อเทียบกับ SET Index ณ เวลาหยุดการซื้อขาย ก.ล.ต. และ SET ได้ตรวจสอบการซื้อขายหลักทรัพย์ในช่วงเวลาดังกล่าว พบว่าเป็นการซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ และไม่มีการซื้อขายที่กระจุกตัวในหลักทรัพย์ใดหลักทรัพย์หนึ่งอย่างผิดสังเกต

4. สาเหตุและแนวทางแก้ไขปัญหากรณี TFEX เปิดซื้อขายล่าช้า

เนื่องจากการซื้อขายในช่วงกลางวันของ TFEX มีรายการซื้อขายจำนวนมาก ทำให้ระบบการซื้อขายและการชำระราคาต้องใช้เวลาในการประมวลผลเพื่อการชำระราคามากกว่าปกติ TFEX จึงต้องเลื่อนเวลาเปิดการซื้อขายในช่วงกลางคืนออกไปอีก 40 นาที เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว TFEX ได้ให้ผู้พัฒนาระบบทำการปรับปรุงและทดสอบระบบดังกล่าวแล้ว จึงมั่นใจว่าจะสามารถรองรับปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมากได้

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงทั้งหมดข้างต้น ได้รายงานให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. ทราบด้วยแล้ว ในการประชุมครั้งที่ 11/2554 เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2554


------------

ช่างกล้า


แน่นอนว่านี่คงไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ
แน่นอนว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรก
และแน่นอนว่านี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย


*การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน



Create Date : 27 กันยายน 2554
Last Update : 2 พฤศจิกายน 2554 13:34:54 น.
Counter : 904 Pageviews.

6 comment
80:20 กับพฤติกรรมตลาดทุน
Pareto Principle

ในตลาดหุ้นนี่มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกอย่างนึงคือ คนจำนวนมากไม่ได้มีเงินรวมกัน มากเท่าคนจำนวนน้อย

พอดีนึกถึงพาเรโตขึ้นมา
หลักการของพาเรโตก็ง่ายๆ คือ 80-20
80% A ก่อให้เกิด 20% B
20% A ก่อให้เกิด 80% B

ถ้าเอาแนวคิดนี้มามองกับตลาดทุน หรือตลาดอะไรก็ตามอาจจะมองได้ว่า

80% ของนักลงทุนทั้งหมด มีอำนาจซื้อ 20% ของจำนวนเงินทั้งหมด และ
20% ของนักลงทุนทั้งหมด มีอำนาจซื้อ 80% ของจำนวนเงินทั้งหมด

กลับกัน

80% ของนักลงทุนทั้งหมด มีอำนาจขาย 20% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด
20% ของนักลงทุนทั้งหมด มีอำนาจขาย 80% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด

ถ้าเชื่อตามแนวคิดนี้ นั่นหมายความว่า คนจำนวนน้อยเพียงแค่ 20% เท่านั้นที่เป็นผู้ชี้นำตลาด
ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ราคาลง (ขายนำ) หรือทำให้ราคาขึ้น (ซื้อนำ) ก็ตาม

หากมองแบบนี้แล้วเราก็อาจจะเดาทิศทางด้วยวิธีง่ายๆ (แต่ไม่ชัวร์) ด้วยการ "หยั่งเสียง" ของคนบางส่วนใน 80% (คน 80% ที่มีเงินรวมกันเพียง 20% ก็คือรายย่อย)
ดังนั้นพฤติกรรมที่น่าจะเป็นไปได้ของ คน 20% (นักลงทุนรายใหญ่) ก็คือตรงข้ามกับรายย่อยนั่นเอง..



Create Date : 31 สิงหาคม 2554
Last Update : 14 กันยายน 2554 12:06:09 น.
Counter : 325 Pageviews.

0 comment
1  2  3  

KiD_sr
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กลับมาเขียน Blog อีกครั้ง โดย Blog นี้จะเขียนพล่ามไปบนแนวคิดหลักๆ คือ iKiD (ไอ้คิด)

"Individual, Knowledge, Interest and Delight."

คำแปลแบบมั่วๆเป็นไทยก็คงประมาณว่า

"ความรู้ ความสนใจ และความพอใจส่วนตัว"


Enjoy. :)