Group Blog
 
All Blogs
 

อยากนอนหลับอย่างมีคุณภาพ? นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้ใช้เวลากับโทรศัพท์ให้น้อยลง



  บทความต้นฉบับ 

https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/nov/09/want-a-good-nights-sleep-spend-less-time-with-your-phone-say-scientists

การศึกษาค้นคว้าใหม่ๆค้นพบความเกี่ยวข้องระหว่างเวลาที่ใช้ไปกับหน้าจอที่มากขึ้นกับคุณภาพการนอนและชั่วโมงที่ลดลง 


ถ้าอยากนอนหลับอย่างมีคุณภาพจริงๆล่ะก็หยุดเล่นโทรศัพท์ซะ - นักวิทยาศาสตร์เตือน


งานวิจัยในสหรัฐฯ พบว่ายิ่งใช้เวลากับหน้าจอมากเท่าไหร่ โดยเฉพาะในเวลานอน ก็ยิ่งก่อให้เกิดรูปแบบการนอนหลับที่ยุ่งเหยิง และยังใช้เวลามากขึ้นกว่าจะนอนหลับลงจริงๆ


“ยิ่งใช้เวลากับจอมากเท่าไหร่ คุณภาพการนอนหลับก็ยิ่งแย่ลง” เกรกอรี่ มาร์คัส ผู้ร่วมเขียนงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานฟรานซิสโกกล่าว


งานวิจัยนี้ยังมีหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สามารถส่งผลต่อการนอนหลับ


“ผมคิดว่ามีข้อมูลมากมายที่แสดงให้เห็นว่าการใช้อุปกรณ์พวกนี้ในตอนกลางคืนคือปัญหา” ไซมอน อาร์เชอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การนอนหลับจากมหาวิทยาลัยเซอร์เรย์ ผู้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการวิจัย


“อุปกรณ์พวกนี้ปล่อยแสงฟ้า ซึ่งแสงฟ้าคือตัวปัญหาเพราะมันไปกดทับฮอร์โมนเมลาโทนิน” เขากล่าวเสริม “เมลาโทนินจะเริ่มเพิ่มขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนการนอนหลับและเป็นสัญญาณบอกว่าร่างกายพร้อมจะนอนแล้ว”

อาร์เชอร์ยังกล่าวว่าแสงฟ้ามีผลกระทบแจ้งเตือนในสมอง ในขณะที่การวิเคราะห์เนื้อหาต่างๆ หรืออีเมลเป็นสาเหตุแห่งความเครียด เพียงแค่การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก็มีผลเช่นกัน


งานวิจัยหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Plos One โดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย, ซานฟรานซิกโก และแอพพลิเคชันดูแลสุขภาพจิต Ginger.io เป็นการศึกษาค้นคว้าแบบรายงานตนเองจากกลุ่มผู้ใหญ่ที่ทำแบบสำรวจออนไลน์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการค้นคว้าระดับนานาชาติเรื่องสุขภาพที่เรียกว่า Health eHeart


ผู้เข้าร่วมถูกขอให้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชันซึ่งเก็บข้อมูลอัตโนมัติว่าหน้าจอโทรศัพท์ของผู้ใช้ถูกเปิดเป็นเวลานานเท่าไหร่ ผู้ที่ใช้แอพนี้เป็นเวลา 30 วันเป็นอย่างต่ำจะถูกนำเข้าร่วมการวิเคราะห์


มีผู้ใหญ่จำนวน 653 คนที่ทำแบบทดสอบนี้สำเร็จและผลลัพธ์เผยว่าผู้เข้าร่วมใช้เวลากับสมาร์ทโฟนโดยเฉลี่ย 3.7 นาทีทุกๆชั่วโมง ส่วนผู้ที่มีอายุน้อยกว่าและคนผิวสีหรือ ”กลุ่มอื่นๆ” ใช้เวลาโดยเฉลี่ยนานกว่า

มีการวิเคราะห์เพิ่มเติมซึ่งใช้กลุ่มผู้เข้าร่วม 136 คน พบว่าการใช้เวลากับหน้าจอที่มากขึ้นก็ยิ่งส่งผลให้ชั่วโมงการนอนลดลงและลดเวลาที่ควรจะถูกใช้ไปกับการหลับ มาร์คัสกล่าวว่าแต่ละนาทีที่แต่ละคนใช้โทรศัพท์จะนำไปสู่การลดลงประมาณห้านาทีของระยะเวลาการหลับ


จากนั้นทีมค้นคว้าได้ดูข้อมูลการใช้สมาร์ทโฟนในเวลานอนของผู้เข้าร่วมจำนวน 56 คน พบว่ายิ่งใช้เวลากับหน้าจอในเวลานอนหรือหลังเวลานอนจะยิ่งเพิ่มเวลาที่นอนไม่หลับ ยิ่งไปกว่านั้น มาร์คัสกล่าวว่าเวลาที่ใช้ไปกับหน้าจอในแต่ละนาทีที่ผ่านไปนั้นจะเพิ่มระยะเวลาที่ใช้จนกว่าจะหลับเป็นเวลานาทีครึ่ง


ลำพังการศึกษานี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการใช้เวลากับหน้าจอก่อให้เกิดการนอนหลับที่คุณภาพแย่ หรือคนที่มีคุณภาพการนอนที่แย่ใช้สมาร์ทโฟนบ่อยกว่า อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนอ้างอิงถึงงานวิจัยก่อนหน้าที่ศึกษาผลกระทบอันยุ่งเหยิงของแสงฟ้าจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผลกระทบจากเว็บไซต์และแอพพลิเคชันเช่นเฟซบุ๊กที่มีต่อการนอนหลับนั้นยังต้องมีการวิจัยต่อไป


“ผมเป็นแฟนตัวยงของเทคโนโลยีและคิดว่ามันช่วยเราแก้ปัญหาได้หลายอย่าง” มาร์คัสกล่าว “อย่างไรก็ตาม ผมว่าเราควรคิดหาวิธีใช้มันอย่างเหมาะสมและเข้าใจผลกระทบของมัน”


การนอนหลับที่แย่เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลายอย่าง จากโรคอ้วนไปสู่โรคหัวใจ ดังนั้นนักวิจัยกล่าวว่าผลกระทบของสมาร์ทโฟนสมควรได้รับการใคร่ครวญอย่างละเอียด


“แม้ว่าเราจะไม่สามารถพิสูจน์ทางเหตุผลได้ แต่ข้อมูลเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าเวลากับหน้าจอโดยเฉพาะก่อนนอนอาจก่อให้เกิดผลเสียในแง่ของการนอนหลับอย่างมีคุณภาพ” มาร์คัสกล่าว


อาร์เชอร์ได้แสดงความเห็นด้วยดังนี้ “ประเด็นทั้งหมดเกี่ยวกับการนอนหลับก็คือการพักผ่อนของสมองและร่างกาย และการให้พลังงานใหม่” เขาเสริม “การทำกิจกรรมชนิดนี้ก่อนนอนไปทำให้กระบวนการเหล่านี้เสียหมด”




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2559    
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2559 20:17:21 น.
Counter : 344 Pageviews.  

อะแมนดา ไซย์ฟรีด เปิดใจเกี่ยวกับการเจ็บป่วยทางจิตของเธอ



บทความต้นฉบับ 

//www.cosmopolitan.com/entertainment/a6818871/amanda-seyfried-mental-illness-lexapro/

อะแมนดา ไซย์ฟรีดเปิดเผยเรื่องราวชีวิตของเธอที่ต้องอยู่กับโรคย้ำคิดย้ำทำ และแผลในจิตใจที่ยังคงมีอยู่ระหว่างการไปพบจิตแพทย์เพื่อรักษา


“ฉันกิน Lexapro และก็จะไม่เลิกกินเด็ดขาด” ไซย์ฟรีดกล่าวกับ Allure เผยว่าเธอกินยานี้มา 11 ปีแล้ว “ฉันกินในอัตราน้อยที่สุด ก็ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเลิกกินนะ ไม่ว่าฉันจะได้ยาหลอกหรืออะไร ก็ไม่เห็นต้องเสี่ยงเลย”


“ถ้าคุณสามารถรักษาได้ ก็รักษาซะ”


“คุณต่อสู้กับอะไรล่ะ?” เธอถาม “แผลในใจจากการรักษา?” แม้การเจ็บป่วยทางจิตมักถูกมองแปลกแยกกว่าการเจ็บป่วยแบบอื่นๆ ก็ตาม ไซย์ฟรีดบอกว่า “เราควรให้ความสำคัญกับมันเท่าๆกับอย่างอื่น ถ้าคุณรักษาได้ก็รักษามันซะ”


ไซย์ฟรีดผู้เป็นที่รู้จักดีจาก Mamma Mia!, Les Miserable และเร็วๆนี้ Twin Peaks ออกมาอธิบายความวิตกกังวลทางสุขภาพนอกเหนือจากโรคย้ำคิดย้ำทำ


“ฉันเคยคิดว่าฉันมีเนื้องอกในสมอง ก็เลยไปทำ MRI นักประสาทวิทยาแนะนำให้ฉันไปพบจิตแพทย์” เธอกล่าว “ได้รู้ว่าความกลัวของฉันหลายๆอย่างไม่ได้เป็นความจริงนี่มันช่วยได้มากๆเลย” 





 

Create Date : 19 ตุลาคม 2559    
Last Update : 19 ตุลาคม 2559 10:27:51 น.
Counter : 412 Pageviews.  

"ฉันเห็นแก่ตัวรึเปล่า?" พ่อแม่ที่มีลูกตอนแก่และลูกๆ มาแชร์ประสบการณ์การเลี้ยงลูกแบบแก่ๆ



[บทความเกี่ยวกับพ่อแม่ที่มีลูกตอนแก่ และลูกของพ่อแม่พวกนั้นอีกทีหนึ่ง]

เจเน็ต แจ็กสัน คันเฟิร์มแล้วว่าเธอตั้งครรภ์ลูกคนแรก ด้วยอายุ 50 ปี!


ในหลายๆ ประเทศ เริ่มเป็นเรื่องธรรมดามากขึ้นที่ผู้หญิงจะมีลูกตอนแก่ เช่นในอังกฤษ ตั้งแต่ปี 2009 อัตราของเด็กทารกที่เกิดจากผู้หญิงวัยแก่กว่า 45 ปีมีเพิ่มขึ้นมากกว่าหนึ่งในสาม


เราไปถามพ่อแม่แก่ๆมา - และลูกของพวกเขาด้วย - เพื่อติดตามประสบการณ์ในชีวิต


พ่อของออวริเอลล์ โฮล์มส์อายุ 69 ปีและแม่ของเธออายุ 46 ปีตอนเธอเกิดในเมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา


ปัจจุบันออวริเอลล์อายุ 48 ปี พ่อแม่ของเธอย้ายกลับมาอังกฤษเมื่อเธออายุสองขวบและปัจจุบันเธออาศัยอยู่ในเดวอน


เธอรู้สึกว่าพลาดโอกาสที่จะได้รู้จักพ่อแม่ในวัยผู้ใหญ่ (เพราะเกิดมาเจอก็แก่ละ)


“ตอนฉันอายุ 13 หรือ 14 เนี่ยแหละหมอบอกว่าฉันจะหงุดหงิดโมโหไม่ได้หรอกนะที่พ่อฉันจะเกิดหัวใจวายบ้าง”

“ฉันคอยช่วยแม่ดูแลพ่อแก่ๆ ของฉันตลอดเลยตอนเป็นวัยรุ่น”

“พ่อแม่ฉันเหนื่อยมาก เหนืออื่นใดคือการสำเหนียกว่าเขาแก่แค่ไหนแล้วเขาอาจจะตายก่อนฉันโต”

“ฉันอยู่กับความกลัวนี้และอธิษฐานตลอดทุกสัปดาห์ให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไปอีกสัปดาห์หนึ่ง ฉันบอกได้เลยว่าเขาทั้งสองก็อยู่กับความกลัวนี้เหมือนกัน”

“เขาตายก่อนฉันจะพร้อมสอบเข้ามหาลัย (He died just before my A-levels) ซะอีก ตอนนั้นเขาอายุ 86 และฉันอายุ 18”

“25 ปีหลังจากนั้นฉันจึงเป็นคนดูแลแม่ ดังนั้นก็เลยกลายเป็นฉันมีแม่วัยชรา มีลูกๆ ของตัวเองที่ต้องดูแล และก็ทำมาหากินไปด้วย”

“ฉันรักพ่อแม่ฉันนะ ยิ่งพ่อฉันนะว่างมาก เพราะเขาเกษียณตอนฉันอายุ 2 ขวบ แต่ชีวิตก็ค่อนข้างตึงเครียดสำหรับพ่อกับแม่ และฉันก็ไม่เคยได้มีความสัมพันธ์เยี่ยงผู้ใหญ่กับผู้ใหญ่กับพ่อแม่เลย”

“จากเขาดูแลฉันก็กลายเป็นฉันดูแลเขาทันทีเลย”


ลุยซา แพกนอตตา จากฟลอเรนซ์ อิตาลี คลอดลูกคนที่สองเมื่ออายุ 53 ปี


ปัจจุบันลุยซาอายุ 60 ปีและย้ายจากเจนีวามาลอนดอนเมื่อสองปีก่อน


เธอมีลูกคนแรกเมื่ออายุ 40 ปีและเคยบริจาคไข่เพื่อให้ได้ลูกสาวคนที่สอง


เธอคิดว่าผู้หญิง(แก่)ไม่ควรถูกจำกัดโดยอายุถ้าต้องการจะมีลูก


“มันยากสำหรับฉันในวัย 40 ที่ต้องปรับตัวเข้ากับชีวิตที่มีลูก รู้สึกเหมือนจะไม่มีอิสระอีกแล้ว”

“ฉันยังจำครั้งแรกที่เราไปเดินเล่นด้วยกัน ฉันค้นพบว่าเธอเป็นเพื่อนคู่หูตัวน้อยและเป็นคนยอดเยี่ยมคนหนึ่งที่รักฉันและฉันก็รักเธอ”

“ตอนฉันตัดสินใจจะมีลูกอีกคนตอนอายุ 48 มันสายไปเสียแล้วสำหรับไข่ของตัวเอง ฉันพยายามทำ IVF แต่ไร้ผล”

“ยังไงก็ตามฉันก็ดันทุรังและไม่ยอมแพ้”

“ฉันแอบนัดบริจาคไข่ในนิวยอร์คโดยไม่ให้สามีผู้ซึ่งไม่เชื่อ (skeptical) ในเรื่องนี้รู้”

“ไม่กี่เดือนต่อมาฉันกับสามีก็พาลูกสาวคนโตของเรากลับมาที่นิวยอร์ค ความพยายามของเราสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกเลย”

“ฉันอายุ 53 ปีตอนเธอเกิด ตอนนี้เธออายุเจ็ดขวบ งดงาม มีความสุข และเป็นห่วงเป็นใยคนอื่นอยู่เสมอ”

“ฉันเห็นแก่ตัวรึเปล่า? ไม่รู้สิ”

“ที่ฉันรู้แน่ๆก็คือฉันจะคอยอยู่เคียงข้างเขาไปตลอดตามวัยของฉัน ฉันจึงรู้สึกเด็กลงและดูอ่อนวัยไปสักสิบปีได้ คงเพราะพวกเขาน่ะ!”


แมกด้า จากมิดเดิลเซ็กซ์ สหราชอาณาจักร มีลูกคนแรกเมื่ออายุ 20 ปีและคนที่สองเมื่ออายุ 44 ปี


เธอต้องคิดหนักเรื่องความสับสนที่ผู้หญิงแก่ต้องเจอเมื่อตั้งครรภ์ก่อนที่จะคลอดลูกคนที่สอง


“ฉันอายุน้อยมากตอนตั้งท้องลูกคนแรก แต่ฉันก็ถือว่าเป็นผู้ใหญ่ถ้าเทียบกับอายุนะ”

“ฉันแข็งแรงพร้อมมูลมากตอนตั้งท้องลูกคนที่สอง แต่ก็กังวลเกี่ยวกับปัญหาต่างๆเพราะกำลังจะกลายเป็นพ่อแม่แก่ๆ”

“อะไรๆเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกก็เปลี่ยนไปมากระหว่างลูกคนแรกกับคนที่สอง”

“คุณเรียนรู้ใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า”

“แต่ตอนนี้ฉันผ่อนคลายขึ้นเยอะละ”


ลิงก์บทความต้นฉบับ //www.bbc.com/news/world-37642782


คำศัพท์น่ารู้ 


A-levels หมายถึง A มาจากคำว่า advanced (คำนี้อาจย่อมาจากคำว่า Advenced levels) คำว่า A-levels นี้หมายถึงคุณสมบัติที่เพียงพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ คือต้องแอดว้านซ์ระดับนึงถึงจะสามารถสอบเข้ามหาลัยได้ ประมาณนั้น 

Skeptical หมายถึง ไม่เชื่อ (เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) 






 

Create Date : 15 ตุลาคม 2559    
Last Update : 15 ตุลาคม 2559 14:06:58 น.
Counter : 592 Pageviews.  


yingbern
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




สวัสดีค่าาาาาาา ยินดีต้อนรับนะคะ บล็อกนี้ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นการแปลเพลงค่ะ แต่ไม่รับประกันว่าจะแปลถูก 100% นะเตง _/\_
Friends' blogs
[Add yingbern's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.