images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

ดวงดาวดอกไม้ เรื่องยาว ตอนที่ 11

แพรวาเฉิดฉายอยู่ในชุดราตรีหรูราคาแพงของหล่อน ท่ามกลางเหล่าไฮโซ-เซเล็บฯ ชื่อดังมากหน้าหลายตา หล่อนแวะเวียนทักทายคนโน้นคนนี้ไม่หยุดหย่อน เช่นกันกับที่หลายคนกรีดกรายเข้ามาทักทายพูดคุยกับหล่อนตามประสาสาวสังคมที่ห่างหายไปนาน

เกิดเป็น ‘แพรวา ภูวดล’ ก็อย่างนี้แหละ หล่อนเริ่มเป็นดาวเด่นของงานสังคมตั้งแต่มารดาพาหล่อนออกงานครั้งที่ยังเป็นสาวแรกรุ่น แล้ววันดีคืนดี ความสวยเด่นของหล่อนก็ไปสะดุดตาบรรณาธิการสาวใหญ่ของนิตยสารผู้หญิงขายดีเล่มหนึ่ง สาวใหญ่ถึงกับมาขอตัวแพรวากับคุณอารียาด้วยตัวเอง เพื่อให้หล่อนไปเป็นแบบปกนิตยสารเล่มนั้น

จากนั้นมา หล่อนก็กลายเป็นนางแบบที่ปรากฏโฉมบนหน้านิตยสารชื่อดังของประเทศนี้ทุกหัว ฉายา ‘นางหงส์แห่งวงการนางแบบ’ ถูกมอบให้เมื่อหล่อนกลายเป็นนางแบบขายดีของประเทศนี้ไปจริงๆ งานแฟชั่นโชว์ทุกแคทวอล์คไม่เคยขาดชื่อนี้

แสงแฟลชวูบวาบปะทะใบหน้าสวยเป็นระยะ อดีตนางแบบดังคุ้นชินกับบรรยากาศเช่นนี้ดี แพรวายิ้มรื่นโดยไม่มีทีท่าจะเหน็ดเหนื่อย

เสียงเล่าลือติดตัวหล่อนไปทั่วบริเวณงาน โจษจันถึง แพรวา-อดีตนางแบบสาววัยสามสิบสองผู้สวยไม่สร่าง เปิดตัวอีกครั้งพร้อมข่าวซุบซิบ ‘เตียงหัก รักร้าว’ กับสามีข้าราชการหนุ่มใหญ่แห่งกระทรวงต่างประเทศ แต่หล่อนไม่แคร์เลยว่าใครจะพูดอะไรอย่างไร ปล่อยให้มันกระพือไปอย่างนี้แหละดีแล้ว เพราะบ้านนั้นน่ะ หน้าบางอย่างกับอะไรดี ไม่ใครก็ใคร ต้องเต้นกันบ้างล่ะ

งานเปิดตัวนิตยสารหัวนอกชื่อดังในเครือสตาร์กรุ๊ปเล่มนี้เป็นงานแรกที่หล่อนได้ออกสังคมหลังจากกลับมา ว่าจะปฏิเสธไปแล้วเชียว ตอนที่เลขาของปณุ บรรณาธิการหนุ่มใหญ่แห่งสตาร์กรุ๊ปโทรมาหาหล่อน แต่เพราะกษิดิษนั่นแหละที่ทำให้หล่อนเปลี่ยนใจ

เขาส่งแววตาโกรธขึ้ง อาฆาต เหมือนไม่ให้หล่อนต้องเป็นสุข หล่อนจะทนให้เขาทำอย่างนี้กับหล่อนไม่ได้

ที่จริง หล่อนอยากอยู่ของหล่อนเงียบๆ ก่อนสักพัก ไม่ตั้งใจเลยว่าจะออกมาเจอใครต่อใครให้เป็นขี้ปาก แต่หล่อนก็อยากมาให้เป็นข่าว เพราะกษิดิษควรจะได้รู้บ้างว่าการที่หล่อนต้องทำเช่นนี้ก็เพราะเขาบีบบังคับหล่อนเอง

หล่อนยิ้มเชิด หน้ากากของหล่อนยังไม่หนาพอแต่ภูมิต้านทานเสียงติฉินนินทาในใจหล่อนก็แข็งแรง ทำไมหล่อนจะไม่รู้ว่าวงการนี้ หน้าฉากก็อย่าง หลังฉากก็อย่าง อย่างที่หล่อนได้ยินนาราพูดตั้งแต่วันนั้นไม่มีผิด แต่หล่อนก็รู้ว่าหล่อนควรจะแคร์ความรู้สึกของใครบ้าง อย่างน้อยก็พ่อแม่ผู้รักหล่อนอย่างกับอะไรดี และคนๆเดียวที่หล่อนรักสุดใจนั่นปะไร แต่กษิดิษไม่ใช่อะไรแล้วสำหรับหล่อน

ท่ามกลางเสียงพูดคุยจอแจ และหล่อนเดินหันรีหันขวางเมื่อการสนทนาวงเล็กๆจบลงเมื่อสักครู่ บุคคลที่หล่อนมองหากลับปรากฏตัวขึ้นราวกับนัดไว้ ดูเหมือนเซ้นส์ของคนทั้งคู่จะตรงกัน เพราะฝ่ายนั้นก็มองสบตามายังหล่อนพอดี เพียงแต่ไวกว่า ฝ่ายนั้นจึงสาวเท้าเข้ามาหาหล่อนก่อน

“น้องแพร” เสียงร้องทักทายหวานปานสาวสวย “นึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว พี่ยังมองหาอยู่เลย ต้องขอโทษด้วยนะคะที่ไม่ได้ออกมาต้อนรับตังแต่แรก แขกเยอะ ยุ่งมากๆเลยค่ะ ”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะพี่ณุ แพรเห็นแล้ว งานใหญ่ขนาดนี้พี่ณุต้องยุ่งเป็นธรรมดา”

ปณุยิ้มชื่น จับไม้จับมือแพรวาอย่างคนกันเอง

“เปิดตัวใหญ่ขนาดนี้ แพรไม่พลาดหรอกค่ะ ต้องมายินดีกับพี่ณุด้วยสิคะ”

แพรวาหยอดคำหวานใส่บรรณาธิการหนุ่มใหญ่ ปณุกับหล่อนคุ้ยเคยกันดีสมัยที่ยังทำงานนางแบบอยู่ หนังสือในเครือสตาร์กรุ๊ปที่ยอดขายสูงๆ หลายเล่ม หล่อนเป็นแบบปกมาไม่รู้ต่อกี่ครั้ง

“ต๊าย ดีใจจริงๆที่ได้ยินอย่างนี้ น้องแพรไม่ลืมพี่ พี่ก็ไม่เคยลืมน้องแพรนะคะ เล่มนี้กะว่าจะออกมาตีตลาดไฮโซโดยเฉพาะเลยนะคะน้องแพร พี่ต้องขอน้องแพรขึ้นปกสักครั้งนะคะ”

“อุ๊ย แพรว่าไม่ไหวแล้วมั้งคะ นางแบบใหม่ๆเยอะแยะ แพรเก่าแล้ว จะสวยสู้พวกเขาได้ยังไง”

แพรวาหมุนแก้วคอกเทลในมือไปมา ท่าทางแสนเก๋ทำอะไรก็ดูดีไปหมด

“อู๊ย ใครว่าน้องแพรเก่า พี่ไม่เชื่อหรอก เชื่อสายตาพี่เถอะค่ะ ใครๆจะลืมนางหงส์แห่งวงการนางแบบอย่างน้องแพรได้ นี่ถ้าได้ชุดเริ่ดๆ รับรองต้องออกมาสวยสมใจแน่ ยังไงพี่ขอจีบไว้ก่อนนะคะ อย่าเพิ่งไปขึ้นปกเล่มไหนนอกจากปกของสตาร์กรุ๊ปนะคะ”

ปณุฉีกยิ้มกรีดกราย

“ก็.. โอเคนะคะ แพรเชื่อมือพี่ณุเสมอค่ะ”

“ดีค่า ขอบคุณจริงๆนะคะ”

หล่อนยิ้มหวานพร้อมกับละเลียดคอกเทลจิบเพียงบางๆ ปณุพยักเพยิดเรียกให้ช่างภาพของนิตยสารที่คอยตระเวณเก็บภาพอยู่แถวนั้นให้เข้ามาหา บรรณาธิการหนุ่มใหญ่ยิ้มกว้าง

“อ่ะ ออกงานครั้งแรก ต้องเก็บรูปสักนิดนะคะน้องแพร ขอสวยๆเหมือนเคยนะคะ เดี๋ยวจะลงรูปใหญ่เลย”

แพรวากระเถิบเข้าหากล้องอย่างรู้งาน เธอยิ้มอย่างตรึงจิต เยื้องย่างอย่างสง่าสมกับเป็นอดีตท็อปโมเดลของวงการ

ปุณยังบอกให้ช่างภาพหนุ่มเก็บภาพของแพรวาอีกหลายภาพ แพรวาไม่ปฎิเสธ เธอให้ความร่วมมือกับฝ่ายนั้นอย่างดี

ปณุกรีดกรายเข้ามาหาเธออีกครั้ง นัยน์ตาฉายแววชื่นชมไม่สร่าง

“น้องแพรนี่ซ้วย สวย ขนาดร้างแคทวอล์คไปตั้งหลายปี กลับมายังโพสท์เก่งเหมือนเดิม”

“แหม พี่ณุก็ ชมกันเองก็เขินเหมือนกันนะคะเนี่ย” หญิงสาวยิ้มน้อยๆ

“พูดก็พูดเถอะค่ะ ใครๆเขาเมาท์กันจะตายว่าน้องแพรกับคุณกษิดิษไม่หวานกันแล้ว มันจะเป็นไปได้ยังไงคะ ถ้าพี่เป็นคุณกษิดิษ คงโกรธตาย”

ปณุหูตาพราวเมื่อพูดถึงเรื่องนั้น นี่จะเป็นอีกข่าวที่ขายได้สำหรับหนังสือที่ตัวเองดูแลอยู่ เท่าที่ทราบ ในวงสังคมยังไม่ปรากฏภาพและข่าวของอดีตนางแบบผู้สวยไม่สร่างและกำลังผจญข่าวฉาวเรื่องหย่ากับสามีหนุ่มหล่อผู้นี้ หากข่าวยืนยันจากปากของแพรวาจะเผยออกมาให้หนังสือของเขาแล้วละก็ มันจะช่วยให้เขามีเครดิตในสายตาเจ้าของทุนมากขึ้นไปอีก

แพรวาเองก็รู้ทัน หากลองมาไม้นี้ เชื่อได้ว่าเรื่องที่หลุดจากปากของหล่อนจะต้องกลายเป็นตัวหนังสือในคอลัมน์ซุบซิบอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้นแน่ๆ หล่อนต้องการอย่างนั้นอยู่แล้ว จึงบอกออกไปอย่างไม่รีรอ

“อืมม ก็จริงอย่างที่เค้าว่ากันแหละค่ะ”

“อุ๊ย อกจะแตก จริงๆเหรอคะเนี่ย” ปณุยกมือทาบอกอย่างตกใจ

“โถ พี่อยากให้เป็นเรื่องล้อเล่นกันมากกว่า แล้วยังไงต่อเหรอคะ ที่น้องแพรกลับมาเมืองไทยเนี่ย เกี่ยวกับเรื่องนี่ด้วยเหรอคะ”

แพรวามองไปรอบๆ พลางถอนใจ ก่อนจะหันมาสบตาปณุอย่างจริงจังอีกรอบ

“จะว่าใช่ก็ได้ค่ะ แต่ระหว่างเราคงไม่สามารถไปด้วยกันได้แล้วน่ะค่ะ แพรคิดว่าอาจจะจบลงด้วยการหย่า”

แพรวาจงใจเน้นเสียงท้ายประโยคอย่างชัดเจน

“ต๊าย ถึงขั้นหย่าเลยหรือนี่”

“ก็ค่ะ ตอนนี้อยู่ระหว่างตกลงกัน”

“เสียใจด้วยจริงๆนะคะ แต่พี่เข้าใจนะ คนเราหากอยู่กันไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องบ๊าย บาย เอ่อ น้องแพรจะว่าอะไรมั้ยคะหากพี่จะขอข่าวนี้ไปอัพเดทสักหน่อย แต่ถ้าไม่อยากให้ลงก็ได้นะคะ พี่เข้าใจ”

แพรวาส่งยิ้มชื่นให้ปณุ มีหรือที่หล่อนจะปฏิเสธหรือห้ามไม่ให้ข่าวนี้หลุดไป ก็หล่อนตั้งใจอยู่แล้วที่จะให้มันเกิดเชื้อไฟขึ้นมา

ก่อนหน้านี้แม้จะเป็นข่าว แต่มันก็ไม่ได้ออกจากปากของหล่อนเอง ไม่มีแม้กระทั่งภาพข่าวที่จะยืนยันที่มา มันจึงกลายเป็นแค่เรื่องซุบซิบให้สนุกปากในวงสังคม

แต่เวลานี้ทั้งภาพและข่าวคือของจริง !

แพรวาไม่ได้นึกถึงกษิดิษแม้แต่น้อย หากกษิดิษจะเต้นขึ้นมาเพราะหล่อนให้ข่าวเรื่องหย่ามันก็ช่วยไม่ได้ เพราะหล่อนต้องการจะหย่าจริงๆ

แต่สำหรับปารวีแล้ว แพรวากระหายใคร่รู้เหลือเกินว่า คนที่เธอรักแสนรักคนนั้นจะรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นข่าวนี้ !!!

“ก็แล้วแต่พี่ณุเถอะค่ะ แพรไม่มีอะไรจะปิดบังอีกแล้ว แค่นี้เขาก็รู้กันทั้งบางแล้วกระมังคะ”

หล่อนยิ้มน้อยๆ เป็นเชิงว่าไม่ได้ซีเรียสกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ

“โอเคค่ะน้องแพร พี่ต้องขอบคุณมากเลยที่น้องแพรน่ารักกับพี่สม่ำเสมอ แหม น่ารัก
อย่างนี้ พี่จะไม่รักน้องแพรได้ยังไงคะ”

ปณุหยอดคำหวานอีกรอบ ขณะที่แพรวาไม่ว่าอะไรอีก หล่อนได้แต่ยิ้มแล้วจิบคอกเทลบางๆ พอเป็นพิธี แต่สายตาหล่อนก็ไวพอที่จะเห็นว่ามีคนที่หล่อนควรจะคุยด้วยอยู่อีกมุมหนึ่งของงาน ผู้หญิงร่างเพรียวในเดรสสีชมพูอ่อน เกล้าผมเป็นมวยเปิดให้เห็นวงหน้าสวยผุดผาด เหมือนหล่อนกำลังยืนคุยอยู่กับสุภาพสตรีสูงวัยคนหนึ่งอย่างออกรส

เห็นทีหล่อนจะต้องเข้าไปทักเสียหน่อยแล้ว

“สวัสดีค่ะคุณพิม”

“อ้าว คุณแพร สวัสดีค่ะ” พิมราร้องทัก “แหม ไม่คิดเลยจะได้เจอคุณแพรในงานนี้”

“ก็เพิ่งได้ออกงานนี่แหละค่ะ ตั้งแต่กลับมา” แพรวาตอบอย่างเป็นกันเอง หล่อนยกมือไหว้สุภาพสตรีที่ยืนอยู่ข้างๆพิมราด้วย หญิงผู้นั้นไหว้ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน

“สวัสดีค่ะคุณภรณี”

“จ้ะ สวัสดี แหม หนูแพรนี่เจอกี่ทีๆ ก็สวยไม่สร่าง นี่กลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่หรือจ๊ะ”

“ก็ทำนองนั้นแหละค่ะ แต่คิดว่าอาจจะกลับมาอยู่นี่เป็นการถาวรแล้วล่ะค่ะ เบื่อเมืองฝรั่งเต็มที”

พิมราทำหน้างงเล็กน้อยเมื่อคนที่มาใหม่กับคุณภรณีทักทายกันเหมือนคนรู้จัก เธอกำลังจะแนะนำให้คนทั้งคู่รู้จักกันแล้วเชียว

“นี่คุณแพรกับคุณภรณีรู้จักกันหรือคะ”

“หนูแพรเคยมาเดินแฟชั่นโชว์ให้ที่ร้าน สวยมากนะคะ ยังเอารูปหนูแพรใส่กรอบโชว์ไว้ที่ร้านเลย คุณพิมลองแวะไปที่ร้านสิ”

ผู้สูงวัยกว่ารีบบอกกับพิมราถึงแพรวาด้วยแววตาชื่นชม

“อ้อ หรือคะ ดิฉันคงต้องแวะไปดูบ้างเสียแล้ว”
แพรวายิ้มเล็กน้อยให้กับคำชมที่หล่อนได้ยินมาจนเคย

“คุณแพรเองก็เป็นลูกค้าดิฉันค่ะ นี่กำลังทำบ้านที่บ้านปราณบุรีให้เธออยู่”

“อ้อ หรือจ๊ะ นี่ขนาดเจ้าของภูวดลกรุ๊ปยังไว้ใจคุณพิม แล้วฉันจะให้ฉันไปจ้างคนอื่นทำได้ยังไง จริงไหมจ๊ะหนูแพร”

คุณภรณียิ้มปลื้มพลางหันมาพยักเพยิดกับแพรวา

“ถ้าอย่างนั้น ก็ช่วยส่งใบเสนอราคามาให้ดูเลยนะคะ เงินไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ขอให้สวยไว้ก่อน ยังไงคุณพิมนัดเวลากับทางเลขาของดิฉันได้เลย จะได้พูดคุยกันเรื่องรายละเอียดด้วย”

คุณภรณีบอกรวดเร็ว และขอตัวไปคุยกับแขกคนอื่นๆ วงสนทนาเล็กๆนั้นจึงเหลือแค่แพรวากับพิมรา

“คุณพิมนี่เก่งจริงๆ คุณภรณีน่ะเท่าที่ดิฉันรู้จัก แกเนี๊ยบมากนะคะ ไม่ค่อยไว้ใจใช้ใครง่ายๆ นี่แสดงว่า 124 ของคุณพิมต้องมีดีจริงๆ”

“คุณแพรชมกันซึ่งหน้า แบบนี้ดิฉันก็เขินแย่สิคะ” สองสาวพากันหัวเราะ

“เออ จริงสิคะ ไม่ยักรู้ว่าคุณพิมออกงานบันเทิงเหมือนกัน เมื่อกี้นี้ดิฉันมองมา ยังคิดว่าใช่คุณพิมแน่หรือเปล่า ถึงต้องเดินมาหาเนี่ยค่ะ”

แพรวาพยิบคอกเทลในถามที่บริกรเดินมาเสิร์ฟเผื่อตัวเองและสำหรับพิมรา หล่อนชวนฝ่ายนั้นคุย

“จริงๆที่มางานนี้ก็เพราะคุณศักดิ์ชัยเจ้าของสตาร์กรุ๊ปน่ะค่ะ แกชวนมา คุณแพรคงรู้จักคุณศักดิ์ชัยนะคะ ดิฉันทำบ้านให้แกหลายหลังแล้ว ทั้งของแกเองและของญาติๆ ด้วย ลำพังดิฉันเองก็ไม่ค่อยรู้จักคนในวงการนี้สักเท่าไหร่หรอกค่ะ”

พิมราจิบคอกเทลในมือพลางเล่าให้แพรวาฟังอย่างเป็นกันเอง เธอออกจะอารมณ์ดีไม่น้อยเมื่อได้รับสัญญาณที่ดีจากคุณภรณีเรื่องการตกลงจะว่าจ้าง ที่จริงการมางานนี้ก็ไม่ได้เสียเปล่าซะทีเดียว ทั้งที่ไม่หวังอะไรเลยว่าการมาวันนี้จะทำให้เธอสอยงานใหญ่กลับไปได้

ขณะที่แพรวาเองก็ออกจะรื่นรมย์อยู่ไม่น้อยที่ได้สนทนากับพิมรา เจ้านายสาวของปารวีนั้นท่าทางจะเป็นเพื่อนคุยที่ดีได้ แม้จะเพิ่งดีลธุรกิจด้วย

“แหม แต่การออกงานของคุณพิมก็ทำให้ 124 ก็มีงานไม่ขาดมือเลยนี่คะ ดิฉันว่าดีออก”

“ก็.. คงเป็นเพราะคุณศักดิ์ชัยด้วยน่ะค่ะ แกคงจะแนะนำ แต่แหม จริงๆดิฉันไม่ตั้งใจว่ามางานนี้แล้วจะได้งานกลับไป ก็คิดว่าจะมารีแลกซ์เท่านั้น แค่นี้ลูกน้องดิฉันก็ค่อนเอาแล้วนะคะว่าช่างหางานมาให้พวกเขาไม่ได้หยุดไม่ได้หย่อน”

พิมราพูดกลั้วหัวเราะ และเหมือนจะนึกอะไรได้เธอจึงถามแพรวาเรื่องบ้านที่ฝ่ายนั้นมาจ้างให้ไปทำ

“เออ จริงสิคะ พูดถึงบ้านของคุณแพรนี่ ไม่ทราบว่ามีอะไรที่ต้องการเป็นพิเศษหรือเปล่า นี่ดิฉันส่งลูกน้องลงไปแล้ว แต่วางใจได้นะคะ งานนี้ดิฉันปารวี ลูกน้องมือดีที่ดิฉันไว้ใจที่สุดลงไปคุมเอง คุณแพรคงจะยังไม่เคยเจอ”

แพรวาใจเต้นเมื่อได้ยินพิมราพูดถึงปารวีให้หล่อนได้ยินซึ่งๆหน้า หล่อนจึงอึกอักไปเล็กน้อยเมื่อพิมราถามหล่อนแบบนั้น จะให้บอกหรือว่าหล่อนรู้จักปารวีดีมากเสียด้วย แถมยังเคยข้องเกี่ยวกันมากกว่าการเป็นคนรู้จัก และหล่อนไม่แน่ใจด้วยว่าการเปิดเผยอะไรอย่างนั้นไปจะเป็นผลดีต่อตัวหล่อน

แพรวาไม่รู้ว่าหล่อนจะไว้ใจพิมราได้แค่ไหน แม้ฝ่ายนั้นจะดูมิตรจิตมิตรใจกับหล่อนแต่ก็เป็นเพราะการดีลธุรกิจด้วยเท่านั้น อีกทั้งเรื่องราวความรักของหล่อนก็เป็นความลับมาตลอด จะมีก็แต่นาราและปานชนกเท่านั้นที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร

วงสังคมรับรู้มาตลอดว่า ‘แพรวา ภูวดล’ วางตัวดีเพียงใด หล่อนไม่เคยมีข่าวฉาวเรื่องความรัก และครองความเป็นโสดมาจนอายุยี่สิบแปด หล่อนจึงเป็นเจ้าสาวของกษิดิษ
แต่วงสังคมก็โจษจันอีกด้วยว่าหล่อนเป็นสาวเนื้อหอมที่มีหนุ่มๆเสนอตัวเข้ามาใกล้ชิดด้วยเป็นทิวแถว เพียงแต่หล่อนไม่เล่นด้วยสักราย

“อ้อ ไม่ค่ะ ไม่เคยเจอเลย” หล่อนอ้อมแอมตอบพิมราไป

“งั้นวันหน้ามีโอกาสดิฉันจะแนะนำให้รู้จักนะคะ ลองให้รายนี้ทำแทบไม่ต้องคุมอะไรเองเลย ดิฉันน่ะ..รักมาก”

น้ำเสียงที่พูดถึงปารวีทำให้แพรวาสะดุดกึก เพราะฟังดูไม่ธรรมดาเอาเลย มันบ่งบอกว่าฝ่ายนั้นชื่นชมปารวีอย่างออกนอกหน้า และคำว่ารักมาก.. นั่น แปลว่าอะไรกันแน่ รักมากในฐานะอะไร ฐานะเดียวกับที่หล่อนเคยยืนน่ะหรือ

หล่อนรู้สึกจุกในลำคออย่างบอกไม่ถูก อยู่ดีๆก็รู้สึกขวางผู้หญิงตรงหน้านี่ขึ้นมา พิมราเป็นใครที่จู่ๆ ก็มีค่ามีความหมายในสายตาของปารวีเทียบเท่ากับหล่อน

“งั้นหรือคะ คุณปารวีนี่คงจะเก่งมากสินะคะ ถึงขั้นว่าคุณพิมออกปากว่ารักมากขนาดนี้”

หล่อนจงใจเน้นเสียงอย่างขวางๆ แต่พิมราไม่นึกเอะใจ ฝ่ายนั้นยังยิ้มสดชื่นและมีทีท่ารื่นรมย์ขณะละเลียดคอกเทลเข้าปากช้าๆ

“ก็.. เราบุกเบิก 124 มาด้วยกันน่ะค่ะ หมายถึงดิฉัน กับ ปารวี เราเหนื่อยกันมาเยอะค่ะกว่าจะมีวันนี้ได้ แล้วแกก็ทำงานเก่ง น่ารักน่ะค่ะ”

“เอ .. ชักอยากจะรู้จักเสียแล้วสิ จะเป็นไปได้ไหมคะที่ดิฉันจะมีโอกาสเจอคุณปารวี”

หล่อนพูดไปเรียบๆแต่ในใจนั้นพลุ่งพล่านเหลือประมาณ จนแม้คนตรงหน้าก็ไม่อาจสังเกตได้ หล่อนเก็บอาการไว้ได้มิดชิดเสมอกับคนที่สนทนาด้วย แพรวาผู้เป็นนางหงส์ หล่อนยิ้มเชิดได้ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด และแม้แต่ในเวลานี้ที่หล่อน
ยังยิ้มเย็น

นี่หล่อนกำลังหึงผู้หญิงตรงหน้าหรือไร แต่ที่แน่ๆหล่อนหวง หล่อนหวงปารวีทั้งที่หล่อนยืนอยู่ตรงนี้นี่แหละ

“ได้สิคะ ดิฉันจะแจ้งให้เขาทราบเมื่อกลับมา ตอนนี้ปารวีลงไปดูบ้านคุณแพรอยู่ค่ะ วันสองวันนี้คงจะกลับ จะได้คุยรายละเอียดเพิ่มเติมเรื่องบ้านกันได้ ดีไหมคะ เห็นเขาเปรยๆอยู่เหมือนกันว่าอยากจะพบเจ้าของบ้าน”

พิมราเสนอ แพรวาใจเต้นอีกครั้งเมื่อพิมราพูดถึงตรงนี้ นี่ปารวีจะระแคะระคายหรือเปล่าว่าหล่อนเป็นคนว่าจ้างงานนี้เอง คงไม่หรอก ปารวีมีหน้าที่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย หากจะรู้ว่าใครเป็นคนมาจ้าง ก็ต้องเป็นตอนที่นัดมาคุยรายละเอียดกันแล้วนั่นแหละ

“ค่ะ ขอบคุณมาก ดิฉันจะรอนะคะ”

หล่อนระบายยิ้มบนใบหน้า แต่ถ้าพิมราจะสังเกตสักนิดจะเห็นว่ามันเป็นรอยยิ้มที่ขึ้งเครียดไม่เหมือนกับท่าทีที่หล่อนแสดงออกแม้แต่น้อย

…………………………………..

เนศรีนั่งหน้าขาวอยู่มุมหนึ่ง ขณะปล่อยให้เมคอัพอาร์ตติส ละเลงสีสันบนใบหน้าเธอ สำหรับการถ่ายแบบเช้านี้ แต่สายตาของเธอไม่ได้อยู่ข้างหน้า หากจับอยู่ที่ร่างโปร่งที่นั่งก้มหน้าอยู่ในอีกมุมหนึ่งไม่ไกลกัน

เวลานี้อะไรก็ตรึงเธอไม่ได้ทั้งนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่อุ่นอวลอยู่ในใจ และทำให้เป็นสุขอย่างยากที่จะปล่อยให้หลุดลอยไป

เธอไม่นึกหวั่นใจอะไรเลย ทำไมก็ไม่รู้สิ… ไม่หวั่นไม่กลัวว่าจะเจอกับอะไรข้างหน้า แม้สถานะที่เป็นอยู่ตอนนี้จะไม่เป็นใจให้เธอมีรักที่แสนหวานกับคนรักที่เป็นเพศเดียวกัน
ปารวีอาจจะไม่ใช่คำตอบที่เลิศเลอเพอร์เฟคที่สุด แต่ปารวีคือคำตอบที่ใช่ที่สุดสำหรับหัวใจของเธอยามนี้

แม้ดูแล้วหนทางข้างหน้าจะไม่สุกสว่าง ไม่มีพรมแดงให้เธอกับคนรักเหยียบย่าง แต่จะไปกังวลอะไรในเมื่อเธอไม่ได้ต้องการหน้าฉากอันหรูหราในชีวิต อีกหน่อยเถิด เธอก็จะกลับไปเป็นชาวไร่ชาวสวน ดูแลไร่ส้มร่วมกับพี่สาวและหลาน เนศรีแอบคิดในใจว่าในฝันของเธอนั้นจะมีคนรักเคียงข้าง และเธออยากให้ปารวีมีฝันนั้นร่วมกับเธอ

‘เนศรี รชานนท์’ จะเป็นเพียงแค่อดีตคนดัง เธอไม่ใยดีมันได้ ความเป็นคนดังที่ต้องเปลืองตัวไม่มีความหมายสำหรับเธอเท่ากับชีวิตเรียบง่ายและเป็นสุขที่รออยู่เบื้องหน้า

หญิงสาวยิ้มละไม เมื่อปารวีเงยหน้าจากงานที่กองอยู่บนโต๊ะนั้น ตาสบตาในระยะไกล แต่ช่างอบอุ่นล้ำลึก มีอะไรบางอย่างในตัวปารวีที่ทำให้เธอคลายจากความร้อนรุ่มกังวล

คำพูดเพียงไม่กี่คำ …มีสิคะ คุณมี… ที่ปารวีบอก แค่นั้นเธอก็ยอมทุกอย่างแล้ว เธอพร้อมจะละลายอยู่ในอ้อมกอดที่โหยหานั้น

ปารวีให้อ้อมกอดแสนอุ่นที่เธอซุกตัวได้อย่างเป็นสุข ฝ่ายนั้นไม่ได้ล่วงเกินเธอสักนิดแม้ทำได้ มีเพียงจูบแผ่วเบาบางที่ประทับอย่างอ่อนหวานบนหน้าผากเนียนประดุจดั่งคำสัญญา แม้จะต้องการกันและกันเพียงใด แต่ต่างฝ่ายต่างให้สัญญาจะเรียนรู้กันให้แน่ใจเสียก่อน เนศรีเองก็อยากจะเริ่มต้นระหว่างเธอกับปารวีด้วยความรู้สึกดีๆมากกว่าความปรารถนาทางกายฉาบฉวย

แค่นั้นก็อุ่นใจแล้ว ภาพคนรักแสนหวาน มันทำให้เธอยิ้มได้ แม้จะไม่อยากยิ้ม ก็อยู่ในช่วงพักผ่อนแท้ๆ แต่เหมี่ยวก็ยังหางานมาให้เธอทำ

ปารวีหัวเราะกับคำที่เธอเรียกขานเหมี่ยวว่าเป็นมารผจญ แต่ก็นั่นแหละ เมื่อเหมี่ยวลากแม่น้ำมาได้สักสองสาย เธอก็ยอมแล้ว อย่าให้ต้องลากถึงห้าสายเลย เธอคงตาย

“ไงยะ แม่นางเอก หนีเที่ยวสบายใจไปเลยสิ”

เสียงเหมี่ยวดังมาทันทีที่เจอหน้า เนศรีผละจากช่างแต่งหน้าที่กำลังทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้นมากอดเอวสาวใหญ่รางบึก

ฝ่ายนั้นบีบจมูกเธอเบาๆอย่างเอ็นดู จะว่าไปเธอก็รักเด็กในอาณัติคนนี้มากกว่าเด็กคนอื่นๆในคาถา ค่าที่เนศรีได้อย่างใจเธอไปหมด

“ดีนะ ไม่ปิดโทรศัพท์ตามที่สั่งเป๊ะเลย”

“แหม ก็เผื่อไว้นี่คะ คิดแล้วล่ะว่าพี่เหมี่ยวจะไม่ยอมให้นุ่นขี้เกียจอยู่เฉยๆหรอก”

“ย่ะ แม่ตัวดี เล่มนี้ถ่ายสวย เชื่อมือพี่ได้ เพิ่งเปิดตัวด้วยนะ ข่าวว่ากำลังเร่งทำยอดน่าดู แต่ละคนที่เอามาลงปกต้องฮอทจริงๆเท่านั้นรู้มั้ย”

เหมี่ยวหมายถึงหนังสือที่ขอคิวด่วนจากเธอมาไม่กี่วันล่วงหน้า แม้จะรู้ว่าเนศรีอยู่ในช่วงพัก แต่ค่าตัวจากงานนี้ก็หอมหวานจนปฏิเสธไม่ลง เธอจึงตกลงรับงานนี้โดยไม่ถามเจ้าตัวสักคำ

เนศรีไม่ค่อยชอบใจ แต่เธอก็ต้องทำอยู่ดี

หนังสือในเครือสตาร์กรุ๊ปเล่มนี้ต้องการนางแบบดังที่ดึงดูดยอดขายได้ ค่าที่การแข่งขันในหมู่หนังสือผู้หญิงนั้นรุนแรงและต้องไวกว่าคู่แข่งเท่านั้น และ ‘เนศรี รชานนท์’ คือตัวเลือกต้นๆที่บรรณาธิการชื่อดังอย่างปณุต้องการ เพราะความสด ความใหม่ และความหอมหวาน ขนาดเหมี่ยวเรียกค่าตัวของเนศรีไปด้วยจำนวนที่สูงลิ่วกว่าที่เรียกเล่มอื่น ปณุยังไม่รีรอ

และแม้เนศรีจะโอดครวญอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แล้วเหมี่ยวก็ดันทุรังจนได้แหละ เธอเสนอไปที่นิตยสารว่าจะเจรจากับทางรีสอร์ทขอยืมมาเป็นโลเกชั่น ปณุก็รับลูกทันที เนศรีไม่ได้ไปไหน เธออยู่ตรงนี้อยู่แล้ว จึงไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาปฏิเสธผู้จัดการของเธอ

จัดการทุกอย่างเรียบร้อย เหมี่ยวก็พาร่างล่ำๆของเธอพร้อมทีมงานสตาร์กรุ๊ปมาเดินปร๋ออยู่ในรีสอร์ทห้าดาวอย่างเรียบร้อย สมกับฉายา ‘เจ๊จัดให้’ ที่เนศรีชอบเรียกไม่มีผิด

“ไปแต่งหน้าให้เสร็จก่อนละกัน จะได้ถ่ายเร็วๆ”

เหมี่ยวหันไปกำชับให้เมคอัพอาร์ตติสแต่งหน้าน้องรักของเธอในแบบที่เธอรู้ว่าจะสวย แล้วผละไปคุยกับสไตลิสต์ที่เตรียมงานอยู่อีกด้าน

เนศรีกลับมาให้ช่างแต่งหน้า ‘เมคอัพ’ อีกครั้ง ไม่ลืมที่จะมองหาคนรักที่นั่งอยู่ไม่ไกลนัก ปารวีนั่งอยู่นั่น ฝ่ายนั้นมองตรงมาที่เธอพร้อมรอยยิ้มละไม ครู่หนึ่งจึงก้มหน้าก้มหน้าทำงานต่อ

เธอไม่อยากรบกวนเนศรี ไม่อยากแสดงตัวกับใครต่อใคร จึงขอนั่งเงียบๆ มันไม่แตกต่างจากครั้งที่เธอรักกับแพรวาเลย เธออยู่ในมุมมืด ที่ที่แสงไฟส่องไม่ถึงเสมอ เนศรีกลับเป็นฝ่ายกลัวเสียเอง ว่าปารวีจะเบื่อกับการรอคอย แต่ผิดคาด ปารวีนิ่งกว่าที่คิดเสียอีก

ปารวีเคร่งเครียดกับการวางแปลนที่จะปรับกับบ้านเคียงทะเล มันคืบไปมากจากเมื่อวานนี้ อีกไม่นานก็คงลงรายละเอียดได้ ไม่กี่วันข้างหน้าคงคืบไปได้หลายเปอร์เซ็นต์

นึกได้ว่าควรถามลูกน้องสาวสักหน่อยว่าที่ 124 ยามนี้เป็นอย่างไร มีไฟลุกพรึ่บตรงไหนของออฟฟิศเพราะพิมราบ้างหรือเปล่า ฝ่ายนั้นวีนแตกไปกี่ครั้ง แล้วมีใครกระเจิงหรือกระเด็นออกไปบ้าง แต่ยังไม่ทันกดเรียกเบอร์ที่ต้องการ หน้าจอกลับขึ้นเบอร์ของนาราเสียก่อน

ดีจริง เธอกำลังอยากคุยกับนาราอยู่พอดี ไม่ใช่เพราะอยากจะเล่าอยากจะบอกเรื่องหัวใจของเธอหรอกนะ แต่เพราะคิดถึงฝ่ายนั้นอยู่ด้วย

“วีจ๋า พี่เองนะ” เสียงหวานๆของนาราลอยมาตามสาย เธอได้ยินเสียงปานชนกอยู่ใกล้ๆด้วย

“หวัดดีค่ะพี่เปิ้ล แหม.. ราวกับจะรู้นะคะว่ากำลังคิดถึงอยู่” ปารวีพูดไปยิ้มไป

“ย่ะ คิดถึงแล้วหายไปเลยใช่ไหม ต้องรอให้พี่คิดถึงมากกว่าแล้วโทรมาหาเองใช่มั้ยล่ะ”

ปารวีหัวเราะร่วนกับคำพูดหยอกเย้าของพี่สาวสุดรัก

“โธ่ พี่เปิ้ลก็ ไหนว่าคิดถึงไงคะ คิดถึงแล้วว่ากันเป็นชุดเลยนะ”

“ก็มันจริงนี่ ไอ้เราหรือก็เป็นห่วง เห็นหายหน้าหายตาไม่แวะมาเลย นี่อยู่ที่ไหน ทำอะไรหือ เล่ามาด่วนเลยนะ”

นาราพูดรัวเร็ว

“อยู่ที่ปราณค่ะพี่เปิ้ล” ปารวีกรอกเสียงลงไป แต่สายตาตรึงอยู่กับเนศรีที่กำลังสาละวนกับการแต่งเติมโน่นนี่ ท่ามกลางผู้คนที่มะรุมมะตุ้มอยู่ใกล้ร่างบางนั้น ครู่เดียว หญิงสาวของเธอก็สวยราวกับเป็นคนละคนจากเมื่อคืน ช่างน่าตะลึงจริงๆนะนั่น

“หืออ ไปทะเลเสียด้วย อารมณ์ไหนเนี่ย ไปกับคุณพิมเหรอ” นาราเดาส่งไปอย่างนั้นแหละ เพราะเห็นๆอยู่ว่าปารวีมีพิมราอีกคนหนึ่งทีวนเวียนเกี่ยวข้องทั้งในยามทำงานและไม่ทำงาน และเธอก็รู้ด้วยว่าพิมรานั้นแอบมีใจให้ปารวีเงียบๆ แต่เป็นปารวีเองที่ไม่เอาด้วย

เธอเห็นว่าพิมราชอบตามปารวีมาที่ร้านหลายต่อหลายครั้งแล้ว ท่าทางแววตาของพิมราขณะแอลกอฮอล์เข้าปากนั้นปิดยังไงก็ไม่มิด จะมีก็แต่ปารวีเท่านั้นแหละที่คอยหลบเลี่ยง ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

“อุ๊ย เปล่านะคะ ไม่ได้มาเที่ยวหรอกค่ะ มาทำงานต่างหาก”

“เหรอ มีโปรเจ็คอะไรแถวนั้นด้วยหรือวี แหมคุณพิมนี่ก็ช่างนะ รับงานทั่วราชอาณาจักรเลย กะรวยไม่รู้เรื่องใช่ไหมเนี่ย”

ปารวีหัวเราะอีกครั้งกับคำพูดของพี่สาวสุดรัก เธอนึกขำที่นาราช่างหาคำมาค่อนแคะพิมราได้อย่างเห็นภาพ นารารู้สึกได้ถึงความมีชีวิตชีวาจากเสียงใสๆนั้น เธอสะดุดใจเพราะไม่ได้ยินน้ำเสียงอย่างนี้มานานนักหนาแล้ว

“ท่าทางวีจะมีความสุขนะ บอกว่ามาทำงานแต่เสียงใสเชียว มีอะไรดีๆอยู่แถวนั้นหรือเปล่า”

“อืมม ไม่..ก็ไม่มีอะไรหรอกค่ะ” ปารวีเขินที่จะเล่า เธอไม่อยากบอกอะไรใครตอนนี้ จะให้บอกว่าเธอกำลังมีความรักมันก็ใช่แหละ แต่มันคงยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิดเผย

แต่สำหรับนาราแล้ว เธอเห็นปารวีมาตั้งแต่ครั้งที่ยังซมเพราะพิษรัก ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าปารวีต้องมีอะในใจแน่ๆ คนมีความรักเท่านั้นแหละที่จะส่งเสียงกังวานใสออกมาอย่างนี้ได้

“อ๊ะ ไม่มีจริงเหรอ ไม่อยากเชื่อซะแล้ววี มีอะไรปิดบังพี่ บอกมาซะดีๆ”

พี่สาวยิ้มกริ่มขณะพูด

“โธ่ พี่เปิ้ลก็ .. ไม่เอาล่ะ ไม่มีนี่คะ”

ปารวีลากดินสอไปมาบนกระดาษเปล่า เธอเหลือบตาไปมองเนศรีที่กำลังวุ่นวายอยู่กับงาน ภาพตรงหน้าแม้ไม่แปลกใหม่ เพราะเธอเคยเห็นกระบวนการทำงานอย่างนี้มาแล้ว แต่เป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าที่เป็นจุดศูนย์รวมของภาพนั่นต่างหาก

“อ่ะ ก็ได้ๆ ไม่เล่าใช่ไหม ไม่เป็นไร ว่าแต่โปรเจ็คอะไรที่ปราณบุรีนี่ ต้องอยู่อีกกี่วันจ๊ะ”

“ก็ยังไม่ได้เริ่มอะไรเท่าไหร่นะคะ นี่ก็แค่มาดู”

“โรงแรมหรือจ๊ะ” นาราชวนคุยเรื่อยๆ ปราณบุรีหรือ.. แถวนั้นมีรีสอร์ทขึ้นใหม่เยอะแยะตามที่เธอได้ยินได้ฟังมา ที่ดินแถวนั้นเป็นเงินเป็นทอง หากจะมีนักลงทุนไปทำ
รีสอร์ทมากมายคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แต่สาวรุ่นพี่นึกเอะใจขึ้นมาว่า บ้านริมทะเลของแพรวาก็อยู่ที่นั่นเหมือนกัน หรือว่า…

อย่าให้สันนิษฐานของเธอเป็นจริงเลย หากว่าปารวีจะไปอยู่ที่นั่นเพราะบ้านหลังนั้น คนที่ทำให้เกิดขึ้นมาต้องไม่ใช่ใครอื่น

“วี ได้แวะไปบ้านหลังนั้นหรือเปล่า” นาราถามออกมาอย่างร้อนรน “เอ้อ บ้านเคียงทะเลหลังนั้นน่ะ”

“พี่เปิ้ลถามเหมือนรู้เลยนะคะ ที่มาทำงาน ก็บ้านหลังนั้นแหละ” ปารวีบอกออกไปอย่างไม่นึกเอะใจอะไร

คราวนี้นาราเป็นฝ่ายตกใจ

“จริงเหรอวี”

“ค่ะ บ้านของคุณเค้านั่นแหละค่ะ” ปารวียืนยันอีกครั้ง

นาราพยายามปะติดปะต่อเชื่อมโยงเหตุการณ์และความเป็นไปได้ แม้จะไม่รู้ว่าใช่แพรวาหรือไม่ที่เป็นคนว่าจ้าง 124 โดยตั้งใจให้ปารวีมาทำงานนี้ แต่มันจะเป็นอื่นไปได้อย่างไร

“แล้ววีรู้หรือเปล่าว่างานนี้ใครจ้างมา” นาราใจเต้นรัวกับข่าวที่ได้ทราบจากปากของปารวี เธอเดาไม่ผิดแน่ ถ้าไม่ใช่แพรวาจริงๆ ใครล่ะจะบังเอิญมาจ้างให้ 124 เข้ามาทำงานนี้ได้ ไม่บังเอิญอย่างนั้นแน่

เธอรู้ว่าบ้านหลังนั้นถูกเปลี่ยนมือไปแล้ว แพรวาขายให้ฝรั่งเงินหนาคนหนึ่ง ก่อนที่จะบินไปต่างประเทศ และที่รู้ ปารวีไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย

“ไม่ทราบหรอกค่ะ ไม่รู้ว่าใครมาซื้อต่อ นี่ยังไม่เจอคนจ้างเลย”





 

Create Date : 15 ตุลาคม 2550    
Last Update : 15 ตุลาคม 2550 7:01:25 น.
Counter : 707 Pageviews.  

ดวงดาวดอกไม้ เรื่องยาว ตอนที่ 10

เนศรีเดินอารมณ์ดีลงมาจากชั้นบนของบ้าน

เธอมองหาปารวีแต่ไม่เห็น ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นหายไปไหน ขณะเธอนั่งดื่มด่ำกับรูปวาดนั่นตั้งพัก ยังไม่ได้ยินแม้แต่เสียงเคาะประตู ถ้าเดาไม่ผิดปารวีต้องอยู่ที่รถคันเล็กนั่นแน่ๆ ฝ่ายนั้นมีแววกังวลตั้งแต่เมื่อเย็นวาน

ปารวีบอกเธออีกด้วยว่างานเสร็จแล้ว หมายความว่าหากรถคันเล็กถูกจัดการเรียบร้อยแล้ว ปารวีก็น่าจะกลับกรุงเทพ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ เธอจะทำยังไง จะทัดทานให้ปารวีอยู่ด้วยเหตุผลอะไร

คิดถึงเมื่อคืนแล้ว เธอยังเสียดายวันเวลา จะมีโอกาสอีกหรือที่จะได้ใกล้ชิดปารวีถึงขนาดนั้นได้

นี่เธอเป็นไปได้ขนาดนี้แล้วนะ... เนศรี แม้บรรยากาศรอบตัวจะสดใส แดดแรงจนต้องหลบตาเมื่อเงยหน้าขึ้นมองฟ้า แล้วไหนจะยังลมพัดพรูที่หอบเอาไอทะเลเข้ามาปะทะผิวเนื้อเนียน หญิงสาวยิ้มเซียวๆ อยู่ดีๆเธอก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่คิดว่าปารวีจะไม่อยู่ตรงนี้ให้เธออุ่นใจ

หญิงสาวเดินลัดเลาะต้นไม้น้อยใหญ่ด้านหลังบ้าน มองออกไปที่รั้วขาวตรงหน้า รถคันเล็กยังจอดสนิท แต่ที่เธอเห็นผลุบๆโผล่อยู่ตรงบริเวณนั้นก็คือร่างบางที่ยกมือขึ้นปาดเหงื่อของปารวีนั่นเอง

เนศรีสาวเท้าช้าๆ เข้าไปใกล้ๆ เธอจึงเห็นปารวีก้มๆเงยๆอยู่ที่รถจริงๆด้วย ล้อถูกเปลี่ยนใหม่แล้ว มันไม่แบนติดถนนเหมือนเมื่อวาน ตกลงว่าปารวีซ่อมมันเองหรือนี่ !

คนที่กำลังง่วนอยู่เงยหน้าขึ้นมองพร้อมรอยยิ้มกระจ่างใส

“อุ๊ย หายแบนแล้วนี่ คุณซ่อมเองหรือคะ” เธอมองตามสองมือที่กำลังง่วนอยู่กับการตรวจตรา

“ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ โชคดีที่มีรถผ่านมา ก็ชาวบ้านๆแถวนี้นี่ล่ะ เลยวานให้เขาช่วยเปลี่ยนล้ออะไหล่ให้ก่อน”

ปารวีลุกขึ้นพร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปรายตามองล้อเจ้าปัญหาด้วยสีหน้าสดชื่น

“เดี๋ยวคงต้องเอาล้อแบนนั่นไปจัดการปะซะก่อนค่ะ ดูเหมือนจะโดนตาปูตัวเบ้อเร่อเชียว”

ไม่มีแววกังวลในน้ำเสียงนั้นอีกแล้ว แต่สีหน้าแช่มชื่นของปารวีก็อดทำให้เธอรู้สึกน้อยใจไม่ได้

หญิงสาวเม้มริมฝีปากแน่น เธอไม่ได้ยิ้มดีใจไปกับอีกฝ่าย จู่ๆก็อยากจะปั้นปึ่งขึ้นมาเสียอย่างนั้น ขณะที่ปารวียังไม่เอะใจอะไรเลย

“เอ่อ แล้วคุณจะทำไงต่อคะ”

หญิงสาวอดไม่ได้ที่จะถาม ถามแล้วก็ใจหาย ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอไม่อยากจะให้ฝ่ายนั้นกลับ แค่วันกับคืนสั้นๆ ทำให้เธอมีความสุขจนอยากจะยืดเวลา

ปารวีนิ่งไปพักใหญ่ เหมือนจะคิดอะไรอยู่เช่นกัน เธอเองก็อาลัยอาวรณ์ช่วงเวลานี้ แม้ว่าเมื่อคืนนี้จะผ่านไปอย่างทุลักทุเล แต่เธอกลับรู้สึกเป็นสุขจนอยากให้ช่วงเวลาดีๆแบบนี้คงอยู่นานๆ

แต่ทำอย่างไรได้ล่ะ จะให้เธออยู่ต่อโดยมีเหตุผลอะไร ต้องบ้าไปแน่ๆหากเธอจะทำอย่างนั้น ทั้งที่ตั้งใจว่าจะรีบมาเพื่อรีบทำงาน แล้วก็จะได้กลับไปจากที่นี่ซะ แต่กลับกลายเป็นว่า มีใครบางคนมารั้งความรู้สึกของเธอไว้ ใครบางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี่เอง

หญิงสาวไม่อาจคิดไปไหนไกลได้ เธอไม่ควรเสียเวลาไม่ใช่หรือ แค่คิดถึงตรงนี้ เธอก็พ่ายแพ้ให้แก่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจเสียแล้ว

“ก็คงจะกลับเลยค่ะ” เธอตัดสินใจเอ่ยออกไปในที่สุด

พลันที่คำตอบนั้นหลุดออกมาจากปาก เนศรีรู้สึกว่าจู่ๆ คลื่นแห่งความน้อยใจได้ถาโถมเข้ามาหาเธอ หญิงสาวเมินหน้าหนีไปอีกทางหนึ่ง ทำไมช่างร้าวรอนกับเพียงแค่รู้ว่าอีกฝ่ายจะไม่อยู่ตรงนี้

เธอคงนึกเสียดายมากเกินไป นึกหวงอารมณ์ความรู้สึกเหล่านั้น อยากให้มันคงอยู่ไปอีกสักหน่อยก็ยังดี

“เดี๋ยวจะแวะไปส่งคุณที่รีสอร์ทนะคะ คุณจะได้กลับไปพักผ่อน เมื่อคืนคงนอนไม่สบายตัวเท่าไหร่”

ปารวีพูดไปอย่างนั้น เพราะคนที่นอนหลับไม่สบายตัวเท่าไหร่น่าจะเป็นเธอมากกว่า
ส่วนคนที่อยู่ตรงหน้า ก็เห็นหลับสบายดีไม่ว่าเธอจะตื่นมากี่ครั้ง เนศรีคงไม่รู้ตัวสินะ ว่าฝ่ายนั้นยึดเธอเป็นหมอนข้างแทบตลอดคืน

แต่เธอก็สบายใจกับภาพที่เห็น ไม่รู้เป็นความห่วงหาอาทรที่มากไปหรือไม่ เธอหลับไม่เป็นสุข เมื่อลืมตาเป็นต้องหันมามองข้างๆทุกครั้ง และจำไม่ได้ว่าตื่นไปกี่ครั้ง

“ฉันไม่เป็นไร” หญิงสาวกัดริมฝีปากจนรู้สึกเจ็บ ริ้วคลื่นอารมณ์นั้นทำให้เธอปวดศรีษะขึ้นมาเฉยๆ อยู่ดีๆก็ตาพร่ามัว หรืออาการไมเกรนจะกำเริบขึ้นมาอีก

“อุ๊ย คุณเป็นอะไร” ปารวีร้องออกมาอย่างตกใจที่เห็นเนศรีตัวเอียงเหมือนจะเซ เธอถลาเข้าไปประคองร่างบางนั้นทันที

เนศรีรู้สึกวูบวาบ หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเหมือนเชือกพันเกลียว เธอเหนี่ยวแขนปารวีเอาไว้แน่น ขณะปารวีกระชับคนตัวบางให้อยู่ในวงแขนเธอ

“สงสัยจะโรคปวดหัวกำเริบค่ะ” หญิงสาวว่า

ปารวีหันซ้ายหันขวาว่าจะทำอย่างไรดี อาการปวดศรีษะกลางแดดเปรี้ยงแบบนี้ ควรต้องรีบเข้าที่ร่ม เธอจึงรั้งร่างบางให้เดินตาม


แดดร้อนๆ มักทำให้คนเราปวดหัวมึนหัวได้ง่ายๆ เธอเองยังเคยเป็นอาการแบบนี้เวลาเครียดๆจากงาน แต่ก็ไม่เข้าใจว่าจู่ๆเนศรีมีอาการแบบนี้ได้อย่างไร หรือจะเป็นเพราะนอนไม่พอจากเมื่อคืน

“ไปพักในบ้านดีกว่าค่ะ ข้างนอกนี่แดดร้อน คุณอาจจะปวดหัวหนักขึ้นได้”

เนศรีคออ่อนแล้วตอนนั้น เธอรู้สึกว่าโลกหมุนไปมา ปารวีค่อยๆประคองหญิงสาวให้ก้าวเดินช้าๆ ระยะทางจากรถเข้าไปในบ้านไม่มาก แต่ทำไมเหมือนนานเหลือเกิน

ปารวีค่อยๆ ประคองให้หญิงสาวนั่ง

แต่นั่งได้เพียงครู่ อีกฝ่ายกลับทำท่าเหมือนจะอาเจียน ปารวีรีบวิ่งไปควานหาถุงในครัวมารองใกล้ๆกับใบหน้าสวยนั้น ขณะที่อีกมือก็ลูบหลังหญิงสาวอย่างเบามือ

“ฉันไม่เป็นไรมากหรอกค่ะ” เนศรีร้องบอก แต่อีกเดี๋ยวก็ทำท่าพะอืดพะอมขึ้นมาอีก

“ไม่มากยังไงคะเนี่ย เป็นขนาดนี้ คุณจะแย่เอานะ”

ปารวีตัดบทเมื่อเห็นท่าไม่ดี

“แข็งใจนิดนึงนะคะ ไปหาหมอกัน”

คนไม่สบายส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ แต่ปารวีไม่ฟังแล้ว เธอใจไม่ดี แม้จะเป็นอะไรเล็กน้อยก็เถอะ คงจะดีกว่าถ้าจะถึงมือหมอเสียก่อน

“ไม่ได้ค่ะ ต้องไป” คราวนี้คนไม่สบายเลยโดนดุ ปารวีออกแรงดึงตัวเธอขึ้น “หรือจะให้ลากไป หือ”

“ไปแล้วค่ะ ไปก็ได้”

เนศรีปล่อยให้ปารวีประคองตัวเธอขึ้น โลกยังหมุนไม่หาย แถมยังเหมือนจะหายใจติดๆขัดๆ ด้วย

ถึงรถ ปารวีเปิดประตูให้เธอเข้าไปนั่ง เหมือนว่าปารวีจะทั้งร้อนทั้งรนที่เห็นเธอเป็นขนาดนี้ ฝ่ายนั้นรีบสตาร์ทรถ ขับออกไปอย่างรวดเร็ว

“ดีที่เปลี่ยนล้อจนใช้งานได้แล้ว ไม่งั้นแย่แน่”

เธอได้ยินเสียงอีกฝ่ายบ่นพึมพำ

“ไม่น่าลำบากคุณเลย”

“ใครจะปล่อยคุณไว้ได้คะนี่ อย่าดื้อนะคะ ถ้าหมอให้พัก คุณก็ต้องพัก”

“ฉันไม่มีแรงเถียงคุณหรอก” หญิงสาวพูดทั้งๆหลับตา

ปารวีไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่คิดในใจว่า ทำเป็นเก่งดีไปเถอะ ! แม่คุณ แต่ในใจก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ไม่รู้ว่าเนศรีจะเป็นอะไรขนาดไหน นาทีนี้เธอจะทำหยิ่งไม่สนใจได้อย่างไร แม้แต่เรื่องงานก็คงต้องทิ้งไว้ก่อน

ระยะทางยี่สิบกิโลเห็นจะได้จากบ้านเคียงทะเล ปารวีห้อตะบึงรถคันเล็กจนมาถึงหน้าโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางที่มีเพียงแห่งเดียวในอำเภอนั้น

จอดรถนิ่งสนิทแล้วเธอก็เดินอ้อมไปเปิดประตูรถประคองให้เนศรีลุกขึ้นเพื่อที่จะเดินเข้าไปด้านใน พยาบาลสี่ห้าคนที่อยู่ประจำเคาน์เตอร์เหลียวมองมาที่เธอกับเนศรีเป็นจุดเดียว ท่ามกลางสายตาเหล่านั้น ปารวีนึกฉุนที่สาวๆเหล่านั้นเอาแต่ยืนมองอ้าปากค้าง

“มองอะไรกันะคะ คนป่วยมานะคะเนี่ย อย่าเพิ่งกรี๊ดอะไรกันตอนนี้ได้ไหม” ปารวีส่งเสียงโวยวาย พยาบาลร่างอวบสองนางจึงกุลีกุจอเข้ามาประชิดตัวคนป่วย

“ไม่ทราบว่าคุณเนศรีมีอาการอะไรมาหรือคะ” คนหนึ่งส่งเสียงถาม

“เอาเป็นว่าไม่ทราบค่ะ ขอพบคุณหมอก่อนได้ไหมคะ”

ปารวีชักฉุนที่พยาบาลทำตื่นเต้นที่เห็นหน้าคนป่วยของเธอ จะมากรี๊ดอะไรกับดาราดังตอนที่ไม่สบายแบบนี้เล่า อีกทั้งคนป่วยไม่ได้มีหน้าที่ตอบคำถามสักหน่อย

เนศรียังไม่หายมึน แต่เธอได้ยินที่ปารวีโต้ตอบกับพยาบาลแล้ว ปารวีช่างเดือดร้อนแทนเธอไปหมด หญิงสาวนึกขันท่าทางตื่นๆขี้โวยวายของปารวี เหมือนกับวันแรกที่เจอกันไม่มีผิด

“ค่ะ รอสักครู่นะคะ”

พยาบาลร่างอวบค้อนใส่ปารวีแว่นหนึ่ง แต่หล่อนก็ยังยิ้ม พลางมองหน้าเซียวๆของ
เนศรีด้วยสายตาปลื้มๆ ขณะอีกคนบอกให้ปารวีตามมาเพื่อทำบัตรคนไข้

ปารวีบอกให้เนศรีนั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ก่อน จากนั้นเธอจึงเดินตามพยาบาลร่างอวบคนนั้นไป ครู่หนึ่งก็กลับมานั่งลงข้างๆ พร้อมบัตรประจำตัวคนไข้

คนไม่สบายช้อนตามองเธอปริบๆ ปารวีไม่ได้พูดอะไร

“คุณนี่ โมโหได้เรื่องเหมือนกันนะคะ ฉันไม่ยักรู้”

“อ้าว คุณก็ จะมากรี๊ดอะไรกันหนักหนาล่ะ กับแค่คนป่วยหน้าตาซีดๆเป็นไก่ต้ม ดูซิเนี่ย” ปารวีพูดงอนๆ

เนศรียิ้มออกมาได้ เธอโยกหัวไปมาอย่างนึกขัน

“แหม น่าชื่นใจออกจะตาย ขนาดฉันมอมแมมอย่างนี้ เขายังมองฉันด้วยสายตาชื่นชม คุณไม่เห็นเหรอ”

ปารวีย่นจมูก ออกจะหมั่นไส้ความเป็นคนดังของผู้หญิงข้างๆนี่เหลือเกิน แต่สำหรับเธอแล้วมันคือความไม่เคยชินมากกว่า ขณะที่เนศรีอาจจะมองเป็นเรื่องธรรมดา ใครๆก็มองเธอทั้งนั้น ความเป็นคนดังของอีกฝ่ายติดตัวไปด้วยตลอดเวลาไม่ว่าไปไหนทำอะไร เฮ้อ...

“ก็คุณน่ะ อยากพาฉันมาส่งหมอทำไม ใครๆมาเจอฉันในสภาพแบบนี้ ในโรงพยาบาลแบบนี้ เขาก็ต้องตื่นเต้นสิ”

“อือ ลืมไปว่ามากับดาราดัง ต้องขอลายเซ็นต์คุณด้วยไหมนี่”

“บ้าจริง คุณนี่” เนศรีเอามือตีแขนปารวีเบาๆ แต่ปารวีกลับร้องออกมาเสียงดังจนพยาบาลที่อยู่ในเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมามอง

“โอ๊ย เจ็บนะคะ”

“เจ็บอะไร สำออยจริงนะคะ ฉันตีคุณแค่เบาๆเอง” หญิงสาวหน้าง้ำขึ้นมาบ้าง

ปารวีลูบรอยถูกตีที่แขนป้อยๆ

“ไม่สบายแล้วทำไมมือหนักอย่างนี้ล่ะคะ แหม มันน่าฟ้องหมอให้จับฉีดยาสักสองสามเข็ม”

ปารวีหันไปจ้องหน้าคนป่วย แต่ไม่ทันที่เนศรีจะว่าอะไร พยาบาลร่างอวบคนเดิมก็เดินมาบอกให้เข้าห้องตรวจได้

ปารวีส่งมือให้หญิงสาวจับ คนป่วยยอมลุกขึ้นโดยดี ปารวีจูงมือเนศรีเข้าไปในห้องตรวจราวกับกลัวร่างบางจะหลุดร่วง พยาบาลบอกให้หญิงสาวขึ้นไปนอนบนเตียงผู้ป่วยทันที

หมอหนุ่มที่นั่งอยู่ในห้อง เดินเข้ามาซักถามอาการกับคนป่วยที่นอนอยู่บนเตียง ปารวียืนเก้ๆกังๆ อยู่แถวนั้น เธอควรจะอยู่เพื่อฟังว่าหมอจะพูดอะไรและเธอจะต้องทำอย่างไรกับคนป่วยบ้าง

หมอหนุ่มท่าทางออกสาวซักถามอาการต่างๆก่อนหน้านี้ เป็นต้นว่าเป็นตอนไหน อาการอย่างไร

“สรุปว่าคนไข้เป็นอะไรคะคุณหมอ” ปารวีร้อน

“ไมเกรน เดี๋ยวหมอให้ยาไปทาน ยังไงก็ให้คนไข้พักผ่อนมากๆ”

“หมายความว่ากลับได้เลยหรือคะ”

“ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรอกครับ คุณเนศรีอาจจะเครียด หรือพักผ่อนไม่พอ อาการเลยกำเริบได้ เท่าที่ดู ทานยาแล้วก็น่าจะดีขึ้น” หมอหนุ่มย้ำคำเดิม

ปารวีมองร่างบางที่นอนลืมตาปริบๆ อยู่ตรงนั้น อดถอนใจด้วยความโล่งอกไม่ได้

พยาบาลเข้ามาช่วยพยุงเนศรีให้ลุกขึ้น หญิงสาวกล่าวขอบคุณเบาๆ ปารวีเข้าไปรับช่วงต่อ สายตาที่ทอดมองหญิงสาวสดใสขึ้นนิดหนึ่ง แววตาห่วงใยของปารวีช่างทำให้เธออุ่นใจอย่างเหลือเกิน

“นั่งนี่นะคะ เดี๋ยวไปรับยาก่อน”

ปารวีสั่งแล้วเดินตัวปลิวไปที่หน้าเคาน์เตอร์ เธอควักกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาจ่ายค่ายา แล้วเดินไปรับยาที่เคาน์เตอร์ถัดไป มียาสี่ห้าอย่างที่คนไข้ของเธอจะต้องกิน แค่เห็น หญิงสาวก็รู้สึกแหยง ยาแต่ละเม็ดเบ้อเร่อเบ้อร่าชวนให้ติดคอมากกว่า

ปารวีแทบจะอุ้มคนป่วยของเธอมาที่รถอยู่แล้วถ้าอุ้มได้ เนศรีเอนตัวพิงเบาะ ความหนักที่อยู่ในหัวยังไม่บรรเทาดี แต่เธอก็อุ่นใจจนแทบจะอยากหายเดี๋ยวนั้น

ปารวีขับรถช้าลง ไม่ได้พูดอะไรเลยระหว่างทาง เธออยากให้เนศรีได้นอนพัก ระยะทางจากโรงพยาบาลกลับมาที่รีสอร์ทเหมือนจะสั้นลง อาจเพราะเธอคลายกังวลลงแล้วจากการที่เนศรีไม่ต้องนอนที่โรงพยาบาล

หญิงสาวจอดรถคันเล็กหน้ารีสอร์ทที่เธอพบกับเนศรีตอนที่เกือบจะชนแมว

“ถึงแล้วนะคะ เดินไหวไหม”

ปารวีถามเบาๆ เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าจึงออกจากรถไปเปิดประตู เธอค่อยๆประคองร่างบางนั้นไปจนถึงห้องพัก

รีสอร์ทนี้เป็นวิลล่าหรูสไตล์บาหลี ด้านหน้ามองเห็นวิวทะเลเต็มตา ด้วยความเป็นส่วนตัวและหรูหราเทียบชั้นโรงแรมห้าดาวในเมืองหลวง เตียงนอนใหญ่โตกว้างขวาง มีหมอนใบโตวางอยู่ถึง 6 ใบ ช่างน่าสบายเสียจริง

รีสอร์ทแถวนี้ไม่เบาเรื่องราคา และวิลล่านี่ก็คงจะแพงไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ไม่แปลกหรอกที่คนอย่างเนศรีจะเลือกพักที่นี่ ฐานะทางสังคมของเนศรีอยู่ในระดับที่ทำได้

ปารวีประคองหญิงสาวให้นั่งลงบนเตียง

“คุณต้องทานยาก่อน แล้วนอนพักนะคะ” ปารวีมองหาน้ำ เธอเห็นแล้วว่ามีน้ำเปล่าในขวดแก้วใสวางอยู่สองขวดบนชั้นเตี้ยๆ

ปารวีกลับมาพร้อมน้ำหนึ่งแก้วและยาสองเม็ดในมือ เนศรีเบ้หน้าทันที

“ไม่ทานไม่ได้เหรอ ดีขึ้นแล้วนะคะ”

“คุณไม่มีสิทธิ์ต่อรองนะ”

ปารวีดุ เธอต้องเล่นไม่นี้ล่ะ ท่าทางเนศรีออกจะดื้อไม่น้อย เธอลงทุนลงแรงหามอีกฝ่ายไปถึงมือหมอแล้วก็ต้องกลับมาดูแลจนกว่าจะดีขึ้นนั่นแหละ

“ทานเสียค่ะ จะได้ดีขึ้น คุ้มค่ากับการขับรถไปเป็นสิบกิโลหน่อย”

เนศรีอิดออด แต่เมื่อเห็นแววตาดุของปารวี เธอก็จำยอม ‘กลัวตายล่ะ !’ หญิงสาวคิดในใจ แต่การกลืนยาสีห้าเม็ดลงคอสำหรับเธอแล้ว ให้ทำงานหน้ากล้องยิ้มไปยิ้มมาสองสามชั่วโมงยังง่ายเสียกว่า

“ทีนี้ก็นอนนะคะ จะได้หายเร็วๆ” ปารวีเอื้อมมือไปเลาะผ้าห่มผืนโตที่ขึงตึงเรียบไว้กับที่นอน พลางพยักหน้าให้อีกฝ่ายเลื่อนเข้ามาประจำที่นอน

“ฉันทำให้คุณเสียเวลาเลย” หญิงสาวล้มตัวลงนอน “แทนที่คุณจะได้กลับไปทำงาน”

“ใครจะใจร้ายให้คุณป่วยตายอยู่แถวนี้ได้” ปารวีปรายตามองร่างบางที่นอนลืมตาแป๋ว

“คุณ .. เอ่อ ปารวีคะ…” หญิงสาวเอ่ยออกมาเบาๆ

ปารวีหันมาตามเสียงเรียก เนศรีเรียกชื่อเธอแทนคำว่าคุณไปแล้ว

“ถ้าฉันตื่น จะยังเห็นคุณที่นี่ไหม”

คนถูกถามขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด แต่เนศรีไม่นึกน้อยใจอีกแล้ว สิ่งที่ปารวีทำให้เธอขนาดนี้ก็ดีเกินพอ ถ้าฝ่ายนั้นจะกลับไป เธอจะไม่ออกปากรั้งเพื่อเห็นแก่ตัวเองได้อีกหรอก

หญิงสาวเชื่อมั่นว่าเธอคิดไม่ผิด ปารวีจะไม่มีวันปล่อยเธอคว้างเดียวดายเพียงลำพัง

“คุณนอนได้แล้ว…”

เมื่อปารวีส่งสายตาดุๆ หันมาหาเธออีกครั้ง นั่นแหละ เนศรีจึงยอมหลับตาลงแต่โดยดี ภาพตรงหน้าในสายตาเธอพร่างพราย แต่ทว่าอบอุ่นล้ำลึกไปถึงหัวใจ

“ไม่มีใครทิ้งคุณไปหรอกค่ะ นอนเสียเถอะ” ปารวีลดเสียงต่ำลง กระซิบเบาๆใกล้วงหน้าสวยเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปเพราะฤทธิ์ยา

………………………………………………….


ปารวีนั่งทำงานที่โต๊ะข้างเตียงนั่นเอง เป็นครู่ใหญ่จึงจะหันไปมองคนไม่สบายเสียทีหนึ่ง ฝ่ายนั้นยังหลับสนิท ทั้งๆที่หลับมาตั้งแต่บ่าย

นาฬิกาบอกเวลาสี่ทุ่มกว่า เธอนั่งทำงานจนลืมเวลาไปเลยเหมือนกัน ไปๆมาๆ ความห่วงก็ดึงรั้งเธอไว้อย่างไม่ตั้งใจ เธอจะปล่อยเนศรีไว้คนเดียวได้อย่างไรทั้งๆที่อีกฝ่ายไม่สบายอย่างนี้

ปารวีรู้สึกว่าเธอต้องดูแลผู้หญิงที่นอนหลับสนิทอยู่ข้างๆเธอ อย่างน้อยก็ในฐานะเพื่อนคนหนึ่ง แม้ว่าในใจจะรู้สึกดีเหลือเกินกับการอยู่ได้ใกล้ชิด

หลายอย่างที่เธอทำ ทำให้เธอแน่ใจว่าตัวเองกำลังล้ำเส้นหัวใจเสียแล้ว และเธอแน่ใจว่ามันไม่ใช่เพราะความสวยที่ลึกซึ้งตรึงใจของเนศรี ที่ทำให้เธอต้องร้อนรน ต้องวาบหวาม ต้องห่วงหา ยามที่เห็นอีกฝ่ายเป็นอะไรไป แต่มันมีอะไรบางอย่างในตัวผู้หญิงหน้าสวยคนนี้ที่ดึงดูดให้เธอเข้าไปหา

ใช่ว่าเธอจะไม่เคยมีคนรักที่สวยหวานขนาดนี้ ดูอย่างแพรวาที่สวยเรียบในแบบผู้ดีนั่นปะไร แพรวานั้นสวยแบบนิ่งลึก สวยหมดจดราวกับรูปวาดที่ต้องตีความจึงจะเข้าถึงได้
ช่างผิดกับผู้หญิงตรงหน้านี้ เนศรีไม่ได้นิ่ง วางมาดดุจนางพญา เธอสวยอีกแบบหนึ่ง แต่สัมผัสได้มากกว่าเพราะความมีชีวิตชีวา ยามได้ชิดใกล้ เป็นดอกไม้ยามเช้าที่เบ่งบานอวดกลีบดอกสวยรับแสงตะวัน

และเมื่อยิ่งใกล้ ปารวียิ่งรู้สึกว่าเนศรีไม่ใช่อะไรเลยสำหรับเธอ ไม่ใช่คนดังที่ใครๆต่างชื่นชอบ ไม่ใช่ดาราที่ชายหนุ่มทั่วทั้งเมืองคลั่งไคล้ใหลหลง แต่เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอพึงจะรักได้ !!!

ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า เธอไม่เคยทำอะไรให้ใครอย่างนี้มานานแค่ไหน ไม่เคยต้องร้อนรนไปมากมายเพราะใครเลยมานานหลายปี มีก็แต่ตัวเธอเองเสียอีกที่กลายเป็นภาระของนาราและปานชนก

จริงสิ เธอคิดถึงนาราอยู่เหมือนกัน อยากคุยกับพี่สาวคนนี้ ในยามที่หัวใจแกว่งๆ มันแกว่งเพราะเธอครุ่นคิดถึงเรื่องบ้านเคียงทะเล หรือแกว่งเพราะเนศรีกันแน่หนอ.. ปารวีส่ายหน้า นี่เธอเอาอะไรมาผสมปนเปกันไปหมด จนความคิดฟุ้งไปถึงไหนต่อไหนแล้วกระมัง

ปารวีปิดสมุดและเอกสารตรงหน้าลง หันไปมองท้องฟ้าในค่ำคืนที่ดวงจันทร์สว่างพร่างพราว มองจันทร์แล้วช่างอิ่มใจ รู้สึกสบายใจกว่าที่เคยมากนัก หรือจะเป็นเพราะบรรยากาศยามค่ำคืนที่มีใครสักคนอยู่ใกล้ๆ ให้ห่วงหาอาทร ให้นึกรู้สึกไปสารพัดอย่างนี้

เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มหนานั้นออกมาเปิดดูเรื่อยๆไปจนถึงหน้าสุดท้าย หญิงสาวคลี่ยิ้มกระจ่างให้กับภาพวาดลายเส้นฝีมือตัวเอง เธอไม่เคยทำอะไรอย่างนี้อีกด้วย แม้กระทั่งตอนรักกับแพรวาก็เถอะ เนศรีจะรู้ไหมนะ ว่ายามที่เธอใกล้ชิดฝ่ายนั้น หัวใจเธอเอนเอียงวูบไหวไปไกล

วางสมุดลงพลางถอนใจยาวให้กับจันทร์ดวงโต นั่งนานจนเมื่อยไปหมดแล้วจนล้า เธอจึงลุกขึ้นจากเก้าอี้นุ่มหนาตัวนั้นเดินไปที่ประตูกระจกบานใหญ่ ร่างโปร่งยืนพิงประตูมองจันทร์อย่างอิ่มใจ ไม่ทันเห็นว่าอีกฝ่ายที่ลืมตาตื่นขึ้นในแสงไฟสลัว กระพริบตาถี่ๆมองภาพนั้นอย่างรู้สึกดีเหลือเกินเช่นกัน

นั่นไงคนที่เธอรัก ยืนอยู่ที่นั่น หญิงสาวผมซอยสั้นระต้นคอ ในเสื้อเชิ๊ตพับแขนกับกางเกงยีนส์สีซีด ดูเท่ๆในแบบของผู้หญิงทำงาน

ปารวียังอยู่… อย่างที่เธอคิดว่าปารวีจะไม่มีวันทิ้งเธอไปไหน

หญิงสาวยันตัวเองขึ้นพิงหัวเตียง เสยผมที่ทิ้งยาวระใบหน้าไปข้างหลัง เผยวงหน้าอิ่มผุดผาด เธอกอดอกมองภาพนั้นนิ่งๆ

ความรู้สึกมึนๆตึงๆศีรษะหายไปแล้ว คงเพราะยาที่ปารวีบังคับให้กินไปก่อนนอนหลับนั่นเอง มันช่วยเธอได้มากจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ต้องทรมานไปพักใหญ่ๆ เป็นอย่างนี้ทีไร ก็พาลไม่อยากทำอะไรเลย

ปารวีเหมือนจะยืนอยู่นานไปแล้ว เธอจึงหันกลับมา เห็นรอยยิ้มจากร่างบางที่นั่งพิงหัวเตียงอยู่ รู้สึกเขินๆไปเหมือนกัน ไม่รู้อีกฝ่ายตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่

“อ้าว ตื่นตั้งแต่ตอนไหนคะนี่ ไม่เห็นรู้สึกเลย”

เนศรียิ้มเอียงคอมองเธอ

“ก็นานพอที่จะเห็นว่าคุณไปยืนเหม่อตรงนั้นน่ะค่ะ”

ปารวียิ้มแห้งๆ เหมือนเด็กที่ถูกจับได้ว่าทำอะไรผิด

“ไม่ส่งเสียงเรียกล่ะค่ะ” เธอว่าพลางเดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม

“คุณดีขึ้นแล้วเหรอ”

“ค่ะ ฉันนอนหลับไปนานไหมคะ คงนานแน่ๆ ข้างนอกมืดแล้ว” หญิงสาวว่าพลางส่งสายตาออกไปมองฟ้าด้านนอก

“คืนนี้มีพระจันทร์ดวงโตด้วยหรือคะ เมื่อคืนไม่เห็นจะกลมเท่านี้เลย”

ปารวีพยักหน้ารับ

“ฉันอยากออกไปดูบ้างค่ะ คงสวยนะคะ”

หญิงสาวทำท่าจะขยับตัว กระวีกระวาดลุกขึ้นจากเตียงอย่างว่องไว เหมือนว่าอาการป่วยจะคลายลงแล้ว ไม่มีท่าทีอิดโรยชวนให้ต้องห่วงเหมือนเมื่อบ่าย

“ไม่ได้นะคะ ข้างนอกลมแรง”

ปารวีร้องบอก แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะแม่สาวตาโตของเธอปราดลงจากเตียงอย่างรวดเร็ว เปิดล็อกประตูออก แล้วก้าวออกไปยืนโต้ลมข้างนอกเรียบร้อย ปารวีลุกเดินตามไปหยุดอยู่ที่ประตู

“ออกมาเร็วค่ะ สวยจังเลย”

เนศรีไม่พูดเปล่า เธอคว้าข้อมือปารวี ฉุดให้ออกมายืนข้างๆกัน ร่างบางช่างมีแรงเยอะ ทำเอาปารวีต้องออกมายืนเคียงข้างกันจนได้

“คุณนี่ดื้อจริงๆ ประเดี๋ยวไข้ขึ้น แล้วใครจะอยู่ดูแลคุณฮึ”

ปารวีส่ายหน้าให้กับความรั้นของหญิงสาวข้างๆ ที่ตอนนี้ยืนทำตาโตเมื่อยืนชิดมองพระจันทร์เบื้องหน้าด้วยกัน

“ฉันหายแล้ว”

“เก่งนักเชียว” ปารวีอดไม่ได้ที่จะค่อน แต่เธอก็ให้ความร่วมมือโดยดี แล้วก็เห็นอีกฝ่ายยิ้มภูมิใจที่เอาชนะได้

“คืนก่อนหน้านี้ฉันก็มองดาวจากตรงนี้ค่ะ ที่แบ่งดาวให้คุณไง”

“คืนนี้ไม่ต้องแบ่งให้แล้ว” ปารวีรำพึง เธอไม่ได้มองดาวแล้วตอนนี้ เพราะมัวแต่จับจองเสี้ยวหน้าด้านข้างของคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆไม่วางตาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้

เมื่อเนศรีช้อนตาขึ้นสบตาเธอนั่นแหละ จึงเสหันไปมองพระจันทร์ตรงหน้าอีกรอบ

“ขอบคุณนะคะ ที่อยู่เป็นเพื่อนฉัน” เสียงนั้นบ่งบอกความรู้สึกเต็มตื้น “คุณเหนื่อยหรือเปล่าคะ”

ปารวีส่ายหน้า ยิ้มน้อยๆ เธอไม่เหนื่อยหรอก ขณะที่บอกตัวเองอยู่อย่างนั้น แค่คนข้างๆสบายดี เธอก็สบายใจแล้ว

“ฉันรู้สึกดีจริงๆนะคะ ที่ตื่นมาแล้วพบว่าคุณยังอยู่”

“ใครจะใจร้ายกับคุณได้” ปารวียืนกอดอกพูดเรียบๆ แต่ทำให้คนหน้าสวยลอบยิ้มอย่างเป็นต่อ ครึ้มอกครึ้มใจเหลือเกิน

ลมเย็นพัดพรูจนต้องห่อตัว ปารวีอยากเหลือเกินที่จะกระชับร่างนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมกอด แต่เธอก็ยั้งไว้ จะให้เธอทำอย่างไรละนี่ รั้งร่างบางนั้นเข้ามาไว้ในอ้อมกอดเสียเลยจะดีไหม แต่ก็…

เนศรีเหมือนจะรู้ เธอรู้ว่าปารวีทำเป็นเกร็งอีกแล้ว จึงแกล้งขยับตัวเบียดเข้าใกล้พลาง เอนศรีษะพิงกับไหล่กว้างของปารวีเสียเลย ขณะที่ปารวีได้แต่ยืนแข็งเป็นรูปปั้น ฝ่ายนั้นสูงกว่าเธอเล็กน้อยเท่านั้น จึงได้กลิ่นหอมจากเรือนผมยาวสลวย ที่ระอยู่บริเวณปลายจมูก

ช่างทำให้หวั่นไหวเหลือเกินนะ..ผู้หญิงคนนี้

เนศรีลอบยิ้มในใจ แต่เธอก็นึกน้อยใจ ปารวีจะต้องเก็บความรู้สึกไปขนาดไหนก็ไม่รู้
เธอไม่ได้ตั้งใจจะแกล้งยั่วให้ปารวีสติแตกไปถึงไหนหรอก เพียงแต่ท่าทางของปารวีอดทำให้เธอหมั่นไส้ไม่ได้ ทั้งน่าเอ็นดู ทั้งขำ แต่เธอก็นึกรักท่าทางอย่างนั้นจริงๆ ยิ่ง
ปารวีทำเฉยเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งอยากจะแกล้งมากเท่านั้น

“ไม่น่าเชื่อเลย ไม่กี่คืนก่อนฉันเพิ่งยืนมองฟ้า มองดาว แล้วก็นึกถึงคุณ แต่วันนี้ ฉันกลับมีคุณยืนอยู่ข้างๆ”

คำพูดนั้นเหมือนจะรำพึงรำพันมากกว่าจะเป็นคำถาม

“หนาวจังเลยค่ะ” หญิงสาวห่อตัวกอดอกอีกครั้ง ปารวีเก้ๆกังๆ เธอคงอดไม่ได้แล้วที่จะเฉย จึงเอื้อมมือไปโอบไหล่อีกฝ่าย กระชับเบาๆบอกให้รู้ว่ายืนอยู่ตรงนี้

เนศรีช้อนตาขึ้นมองเธอ ตาสีโศกมองตรงมาที่เธอบ้าง ในเงาตาสะท้อนภาพเธอเต้นระยับ เธออุ่นอย่างที่รู้สึกจริงๆ ปารวีอยู่ตรงนี้กับเธอ ยามป่วยไข้ไม่สบาย ปารวีก็อยู่ตรงนี้กับเธอ จะต้องการอะไรมากไปกว่านี้อีก คงไม่แล้ว…

“คืนแรกที่เราพบกัน คุณช่างแปลก ฉันไม่อยากเชื่อว่ามีคนอย่างคุณอยู่ในประเทศนี้ ถามจริงๆนะคะ คุณไม่รู้จักฉันจริงๆหรือ”

ปารวีส่ายหน้ายิ้มๆ

“ฉันเชยค่ะ ไม่รู้จักดาราคนไหนหรอก” เธอหมายความตามนั้นจริงๆ

“แล้วถึงตอนนี้คุณรู้หรือยัง”

“รู้ คุณเป็นดาราชื่อดัง” ปารวีย่นจมูก “ใครๆก็อยากรู้จัก อยากใกล้ชิดคุณ อยากได้ลายเซ็นคุณ อยาก…”

หญิงสาวไม่รอให้ปารวีพูดจบ

“อยากรู้ว่าฉันจะไปไหน ทำอะไร กินอะไร เป็นแฟนกับใคร ใช่ไหมคะ”

หญิงสาวเบี่ยงตัวออก หันมาเผชิญหน้ากับปารวีตรงๆ เธอจะไม่รอให้อะไรมันสายเกินไปหรอก นาทีที่มีคนเธอบอกตัวเองว่าพร้อมจะรักยืนอยู่ตรงหน้า เธอควรหรือที่จะปล่อยให้โอกาสนั้นหลุดลอยไป

“นอกจากครอบครัวที่รักฉัน พี่เหมี่ยวที่ดูแลฉันเหมือนน้องสาว แล้วก็บรรดาแฟนคลับที่ทำให้ฉันสัมผัสได้ว่ายังมีความรักที่บริสุทธิ์อีกแบบหนึ่งอยู่ ฉันก็อยากรู้ว่าจะมีใครอีกหรือเปล่าที่พร้อมจะรักฉัน”

ปารวีนิ่งมองตาคู่สวยที่มองมาที่เธออย่างต้องการคำตอบ เธอตาฝาดไปหรือเปล่าที่เห็นว่าในหน่วยตาคู่สวยมีน้ำตารื้นอยู่

“ฉันยังมีคุณอีกคนหรือเปล่าคะ”

น้ำเสียงนั้นสั่นพร่า

ปารวีเอื้อมมือไปปาดน้ำตาที่ไหลลงมาแผ่วเบา

“มีสิคะ คุณมี”

เนศรีโผเข้าหาเธอเมื่อสิ้นสุดคำตอบนั้น ร่างบางสั่นเทาสะอื้นไห้ราวกับต้องการอ้อมกอดเพื่อยืนยันให้อุ่นใจว่าใครบางคนที่รอให้รักนั้น.. มีอยู่จริง

“เราจะรักกันได้ไหมคะ ปารวี”





 

Create Date : 06 ตุลาคม 2550    
Last Update : 6 ตุลาคม 2550 17:18:27 น.
Counter : 399 Pageviews.  

ดวงดาวดอกไม้ เรื่องยาว ตอนที่ 9

ดวงดาวดอกไม้ ตอนที่ 9

น้ำเสียงของปารวีดูร้อนรนไม่น้อย ขณะที่เธอเองกลับไม่รู้สึกอะไรสักนิด ห้องนอนมีห้องเดียวแล้วจะเป็นไรไป เธอเคยแม้กระทั่งไม่ได้หลับได้นอนเวลาถ่ายละครถึงเช้า แถมบางครั้งยังต้องนอนลำบากลำบนกลางป่าเขา

“อย่าบอกนะว่าคุณกลัวฉันจะนอนไม่ได้อีก” เธอรีบดักคออีกฝ่ายอย่างรู้ทัน นี่ถ้าเธอเกิดเป็นลมเป็นไข้ปวดหัวตัวร้อน ปารวีไม่ยิ่งตายไปเลยหรือ

คิดแล้วก็รู้สึกดีที่สัมผัสได้ว่าปารวีห่วงเธออยู่ลึกๆ

อีกฝ่ายไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ทำหน้าเหรอหราแล้วก็เอามือเสยผมไปมา เห็นเหงื่อที่ไหลลงมาไม่น้อย ช่างน่าสงสาร

“เดี๋ยวฉันจัดการเองค่ะ” เธอยิ้มให้กำลังใจ “มาสิคะ ไปดูกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง”

ห้องที่เธอกับปารวียืนอยู่นี่เป็นห้องขนาดเล็กที่มีเตียงขนาดสามฟุตอยู่เพียงเตียงเดียว น่าจะกว้างสักสามคูณสามเมตรหากประมาณจากสายตา นี่คงจะเป็นห้องสำหรับแขกเป็นแน่

“นี่ยังดีที่งัดได้ เดี๋ยวลองหาผ้าปูที่นอนกับหมอนในตู้ดูนะคะ”

ปารวีหันมาบอกเธอแล้วก็เปิดตู้ขนาดย่อมที่อยู่ตรงปลายเตียงออก มีเครื่องนอนหมอนมุ้งสำหรับแขกที่ถูกเก็บไว้อย่างมิดชิดในถุงผ้ามีซิปรูดปิด

“แย่หน่อย น้องที่ออฟฟิศบอกว่าเจ้าของบ้านไม่ได้ล็อกบ้านไว้ ให้เข้ามาดูได้เลย แต่ห้องข้างบนดันล็อกหมด”

ปารวีบ่นอุบอิบจนเธออดที่จะขำไม่ได้ เนศรีร้องบอกให้ปารวีส่งผ้าให้เธอ

“ฉันทำให้ค่ะ คุณอยู่เฉยๆดีกว่า”

ปารวีไม่ได้ว่าอะไรต่อจากนั้น เธอมองดูท่าทางกระฉับกระเฉงที่ลงมือปูที่นอนด้วยผ้าที่ส่งให้ หญิงสาวขมวดชายผ้าผ้าปูทั้งสี่มุมก่อนสอดเข้าไปใต้ที่นอนแล้วขึงจนตึง วางหมอนสองใบเคียงกัน น่าทึ่งที่มันถูกปูอย่างเรียบร้อย เนศรีทำอะไรอย่างนี้เองได้ด้วย
หรือ ผู้หญิงคนนี้แปลกดีเหลือเกิน

ตอนที่เจอกันครั้งแรก เธอไม่ได้ชอบขี้หน้า แถมยังท่าทางแสนหยิ่งอะไรนั่นอีก ปารวีจำได้ว่าเธอเรียกเนศรีเองว่า ‘ยายรูปปั้น’ แล้วดูตอนนี้สิ ท่าทางแสนห้าวนั่นไม่ค่อยจะเหลือให้เห็น มีความอ่อนหวานซ่อนอยู่ในตัวของเธอด้วย

ปารวีเพิ่งสัมผัสได้

“ฉันขอไปล้างหน้าล้างตาหน่อย เดี๋ยวมานะคะ เหนียวตัวเหลือเกิน”

ปารวีพยักหน้าให้อีกฝ่าย ถอนใจแรงเมื่อมองดูที่นอนขนาดแค่สามฟุตครึ่ง มันเหมาะสำหรับนอนคนเดียวมากกว่า แล้วคืนนี้จะนอนยังไงนึกไม่ออก ที่สำคัญ เธอจะนอนหลับได้หรือ ไม่คิดเลยว่าจู่ๆต้องมาเจอกับสถานการณ์ที่อ่านไม่ออกแบบนี้


ประตูห้องถูกแง้มออก เนศรีกลับมาแล้วในสภาพใบหน้าที่มีหยดน้ำเกาะเต็มไปหมด ปารวีที่ส่งผ้าเช็ดหน้าให้หญิงสาวรับไปซับหน้า อดไม่ได้ที่จะลอบมองใบหน้าขาวนวลเกลี้ยงเกลาราวกับเด็กวัยรุ่นนั้น

จะว่าไป ในยามที่ไม่มีอะไรฉาบทาอยู่บนใบหน้า หญิงสาวคนนี้ก็ช่างสวย

ปารวีบอกไม่ถูก ใจเธอเหมือนเต้นไม่เป็นจังหวะ ระยะห่างระหว่างตัวเธอกับเนศรีนั้นใกล้เพียงนิดจริงๆ มันจะเป็นอย่างไรคืนนี้…

เนศรีทรุดตัวลงนั่งบนเตียงนุ่ม ขณะที่ปารวียืนอยู่ห่างๆอย่างเก้ๆกังๆ … ใกล้จนไม่น่าเป็นไปได้ ฝ่ายนั้นใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กซับหน้าอย่างเบามือ รอยยิ้มน้อยๆบ่งบอกอารมณ์ที่ยังเบิกบาน ไม่ทุกข์ไม่ร้อนกับใครเลย

“แล้วจะยืนอยู่ตรงนั้นทำไมคะ กลัวฉันกัดหรือไง” หญิงสาวหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นท่าทางของปารวีที่ยืนเก้อๆ

“ก็.. ไม่รู้สิ คุณโอเคแน่นะคะ”

“โธ่ คุณนี่ช่างคิดมากจริงๆนะคะ ฉันไม่เป็นไรเสียหน่อย ว่าแต่คุณเถอะ จะยืนอย่างนั้นอีกนานไหมคะ ทำเป็นคนอื่นคนไกลไปได้”

เนศรีค่อนเข้าให้บ้าง เธอหมั่นไส้ปารวี คนอะไร ! ทำอย่างกับเธอเป็นตัวอะไรไม่รู้ที่ไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้ นี่เธอคือ ‘เนศรี รชานนท์’ นะ ไม่ใช่ผู้หญิงจืดๆ ไร้เส่นห์ที่ไหนหรือไม่ใช่ใครก็ไม่รู้ที่ปารวีจะต้องแหยง

ไม่รู้ว่าฝ่ายนั้นจะเกร็งไปถึงไหน ดีล่ะ เป็นอย่างนี้จะแกล้งเสียให้เข็ด

“ก็.. เกรงใจคุณนี่นา คุณเลยต้องมาลำบาก มาอยู่ในบ้านเลอะๆ แถมยังต้องมานอนไม่สบายอีก”

“อ้าว ก็ฉันบอกแล้วไงว่าให้คุณกลับไปรีสอร์ทกับฉันก่อน คุณก็ไม่เอานี่นา แทนที่จะได้ไปนอนสบายๆ แอร์เย็นๆ ไม่รู้ล่ะ เอาฉันมาลำบากแล้วก็ต้องดูแลสิ คิดดูนะ ถ้าฉันไม่มาด้วย คุณก็ต้องอยู่คนเดียว นอนคนเดียวไม่กลัวเหรอ”

ปารวีเบะหน้าอย่างหมั่นไส้บ้าง ‘กลัวตายล่ะ ยายบ้า ฉันน่ะคุ้นกับที่นี่จะตาย ไม่เห็นจะต้องกลัว’ เธอคิดอย่างนี้แต่ไม่ได้พูดออกไป

เนศรีว่าพลางขยับตัวขึ้นบนเตียงด้านในสุด ปารวีเห็นดังนั้นเธอจึงร้องขึ้นมา

“อุ๊ย ไม่ต้องชิดไปในอย่างนั้นหรอกค่ะ เดี๋ยวจะนอนไม่สบาย เดี๋ยวฉันจะนอนข้างล่างเอง”

“ได้ไงละคะ คุณจะนอนบนพื้นเนี่ยนะ ไม่เอา ฉันไม่อนุญาต คุณต้องนอนบนนี้กับฉัน”

เนศรีขมวดคิ้วตึง เธอออกคำสั่งเฉียบขาด จนคนผมสั้นหน้าตูม

“แต่ว่า..”

“ไม่แต่ค่ะ มานี่สิคะ ฉันไม่ยอมให้คุณนอนบนพื้นหรอก คุณจะบ้าเหรอ เดี๋ยวก็ได้หลังหักกันพอดี ถ้านอนไม่พอจะเอาแรงที่ไหนมาจัดการกับรถล่ะคะ”

“แต่คุณจะนอนไม่สบายตัวนะ” เธอแย้งอีก

“ฉันไม่อยากสบาย ขณะที่คุณลำบากหรอกน่า” หญิงสาวหัวเราะคิกคักกับท่าทางเหมือนเด็กดื้อของปารวี

“ฉันไม่นอนดิ้นหรอกน่า คุณไม่ต้องกลัว”

เธอว่าแล้วก็ขยับขึ้นเตียงไป ปารวีเดินไปปิดไฟ ม่านหน้าต่างปลิวไสวด้วยแรงลมที่พัดพรู

ปารวีค่อยๆขยับตัวลงข้างๆ อย่างระแวดระวัง ครู่ใหญ่ถึงจะขยับตัวทีหนึ่ง แต่เธอยังไม่หลับเลย ขณะที่ค่อยๆหันไปมองคนที่นอนข้างๆที่หลับตาแล้ว เนศรีคงหลับไปแล้วจริงๆ ช่างหลับได้ง่ายดายจนน่าประหลาดใจ

ลมที่พัดพรูทำให้อากาศเย็น เนศรีขดตัวเหมือนเด็กน้อย เป็นภาพที่ปารวีเห็นแล้วต้องอมยิ้ม เธอเลาะผ้าห่มที่พับอยู่ปลายเตียงค่อยๆดึงขึนมาคลุมรางบางนั้น

แสงจันทร์นวลผ่องทอดลงมาพอให้มองเห็นวงหน้าสวยผุดผาด ช่างอ่อนหวานอิ่มเอิบ

ใครหนอช่างปั้นมาให้ ขนตาแพนั้นงอนงาม ดวงตากลมโตปิดสนิท ผมยาวดัดเป็นลอนเล็กกำลังงามตามสมัยนิยม ทรวงอกอิ่มที่เคลื่อนไหวตามจังหวะหายใจ แล้วไหนจะยังริมฝีปากอิ่มที่เย้ายวนนั้นอีกเล่า

นี่ถ้าอยู่ในฐานะคนรักกัน เธอคงอดไม่ได้ที่จะเคล้าเคลียทุกส่วนของร่างบางที่อยู่ข้างๆนี้ เนศรีช่างสวยเย้ายวนจนปารวีอ่อนใจ และน่าทนุถนอมเหลือเกินในความรู้สึกของเธอ แต่เธอจะแตะต้องผู้หญิงคนนี้ได้อย่างไร เธอไม่ใช่คนที่ ‘อะไรก็ได้’ แบบนั้น เธอจะทำร้ายทำลายความไว้วางใจที่เนศรีมีให้เธอไม่ได้

ถึงจะเป็นผู้หญิงด้วยกันก็เถอะ คิดดูสิว่าหากเนศรีไม่ได้คิดอะไรกับเธอ หรือว่าไม่ได้ ‘เป็น’ เหมือนกับเธอล่ะ ความไว้วางใจที่เธอมีให้ปารวีย่อมถูกทำลายย่อยยับ

เนิ่นนานเหลือเกินกว่าที่ปารวีจะบอกตัวเองว่าควรจะหลับได้แล้ว เธอเหลือบตาไปมองร่างบางที่หลับตาพริ้มอยู่ใต้ผ้าห่ม ปารวียันตัวขึ้นเล็กน้อย นั่นทำให้เนศรีหรี่ตาขึ้นมองอากัปกิริยาของอีกฝ่าย ครู่ใหญ่แล้วที่เธอทำเป็นหลับตาแต่ไม่ได้หลับจริง เธอรู้ว่าปารวีเองก็ไม่ได้หลับ ได้แต่นอนเกร็งตัวอยู่อย่างนั้น เธอจึงแกล้งส่งเสียงเหมือนละเมอ

ปารวีตาโต เมื่อรู้สึกว่ากำลังทำให้ร่างบางที่นอนอยู่ใกล้ๆตื่น แต่เหมือนจะแค่ละเมอมากกว่า นั่นทำให้เธอยิ่งเกร็งขึ้นไปอีก จะทำยังไงดีนี่ปารวี ที่นอนนี่ก็เล็กเหลือเกิน ความกว้างแค่สามฟุตครึ่ง กระดิกกระเดี้ยตัวก็แทบลำบาก คิดถึงเตียงนอนของเธอที่คอนโดที่กว้างกว่านี้อีกเท่าหนึ่ง นอนสบายกว่ากันตั้งเยอะ

เฮ้อ... ปารวีถอนใจ ปกติเธอไม่คุ้นชินกับการนอนหงายเลย เธอจะต้องมีหมอนข้างเอาไว้กอดก่าย ไม่ว่าจะพลิกซ้ายพลิกขวา และเธอไม่คุ้นกับการมีใครมานอนข้างๆอย่างนี้มานานแล้ว อย่างน้อยก็สี่ปีที่เธอไม่มีแพรวาเป็นเงานั่นแหละ

เนศรีไม่ละเมอเปล่าเท่านั้น แต่เธอยังแกล้งทำเป็นขยับตัวเบียดชิดปารวีหนักเข้าไปอีก แล้วยังขยับขาและแขนไปกอดก่ายปารวีไว้อีกด้วย

“อุ๊ย ตายแล้ว” ปารวีอุทานเบาๆ ทำหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก จู่ๆเนศรีก็ละเมอแล้วมากอดเธอแน่น จะขยับออกอย่างไรล่ะนี่ ถ้าขยับฝ่ายนั้นต้องตื่นแน่ๆ แต่ถ้าไม่ขยับ เธอมิต้องนอนโดยถูกแขนขาเรียวเล็กนี่พาดไปตลอดคืนหรอกหรือ นี่น่ะหรือที่บอกว่าไม่นอนดิ้น ไม่ทันถึงสิบนาทีเลย แขนขาก็มาวางพาดตัวเธอแล้ว จะรู้ตัวบ้างไหมนี่

แต่ก็เอาเถอะ เธอคงต้องนอนนิ่งๆ พลางดึงมือข้างขวาของตัวเองขึ้นมาเพื่อให้มันพอมีอิสระบ้าง เธอกระเถิบตัวลงเล็กน้อย พลางใช้มือข้างขวาขยับหมอนของตัวเองให้ต่ำลงตาม ร่างบางยังนอนหายใจสม่ำเสมอเหมือนหลับลึก ปารวีเกร็งตัวไปหมด มือข้างขวาของเธอดูเหมือนจะเกะกะไปเสียแล้ว ไม่รู้จะวางไว้ตรงไหน จึงเหวี่ยงมือนั้นไปวางข้างตัวของเนศรีที่นอนตะแคงมาทางเธอ

ครั้นจัดที่จัดทางให้ตัวเองพอจะหลับตาได้แล้ว หญิงสาวถอนใจเนิ่นนานอีกครั้ง แต่ลมหายใจอุ่นๆของเนศรีเป่ารดอยู่ตรงซอกคอเธอ มันอุ่นหวาน และช่างทำให้หัวใจกระเจิดกระเจิง

ปารวีอ่อนใจ เธอได้กลิ่นหอมจากเรือนผมนุ่มที่เกยอยู่บริเวณไหล่ของเธอ มือข้างขวาที่ยังเป็นอิสระเผลอลูบไล้เรือนผมนุ่มอย่างอ่อนโยน เหมือนฟ้าเบื้องบนกลั่นแกล้งเธออย่างไรไม่รู้ ให้เธอมีโอกาสแนบชิดถึงขนาดนี้ แต่ให้เธอต้องยับยั้งชั่งใจ ข่มอารมณ์ความรู้สึกอ่อนไหวไม่ให้มีอิทธิพลเหนือความถูกผิด

คิดไปถึงครั้งแรกที่แนบชิดกับแพรวาในสถานที่เดียวกันนี้ แต่อารมณ์ความรู้สึกตอนนั้นไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เธอกับแพรวาในขณะนั้นอยู่ในสถานะคนรัก จะแตะเนื้อต้องตัวกันอย่างไรก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องนึกถึงอะไรเลย แม้จะขัดเขินอยู่บ้าง แต่ขณะอยู่ในสถานะนั้น มันก็ไม่ได้ยากเกินกว่าที่จะเรียนรู้ไปด้วยหัวใจ

สัมผัสที่บอกว่ารัก และรัก ถูกส่งมอบให้แก่กันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย มันไม่พอเสียด้วยซ้ำ แพรวารักเธอ และเธอก็รักนางหงส์ของเธอนักหนา

แล้วในนาทีนี้เล่า หัวใจเธอเหมือนถูกเขย่าอย่างรุนแรง เพราะร่างบางที่คืบคลานเข้ามาเกาะกุมหัวใจนี่หรือไร ดอกไม้ยามเช้าที่สวยงามเบ่งบานอย่างเนศรี สวยอย่างที่พึงจะสวย .. แต่เธอรู้ดีว่าอะไรควรหรือไม่ควร ในยามนี้ปารวีจึงทำได้เพียงแค่ลอบยิ้ม ปรายตามองร่างบางที่ขดตัวราวกับเด็กน้อยที่เบียดซุกเธอราวกับควานหาไออุ่นก็ไม่ปาน

“หลับให้สบายนะคะคนดี” ปารวีรำพึงในความมืด เธอยินดีที่จะถูกอีกฝ่ายกอดก่ายไว้อย่างนี้ เพียงแค่ให้อีกฝ่ายได้หลับสบายและฝันดี

ขณะกำลังจะกลับตาลง ปารวีรู้สึกว่าร่างบางนั้นขยับเข้ามาชิดเธออีก อากาศเย็นเหลือเกินในคืนนี้ เหมือนจะเป็นใจให้คนสองคนปันไออุ่นให้แก่กัน

เนศรีรู้สึกตัวทุกอย่างว่าปารวีทำอะไร เธอได้ยินแม้กระทั่งปารวีเรียกเธอว่า ..คนดี...
สัมผัสจากมืออุ่นๆของปารวีที่ลูบศรีษะเธอแผ่วเบา ฝ่ายนั้นช่างทนุถนอมเธอ

ปารวีไม่รู้หรอกว่าเธอรู้ตัว และ แอบยิ้มน้อยๆตลอดเวลาขณะความมืดปกคลุมราตรีนี้

…………………………….

แพรวานั่งแปรงผมอยู่ที่หน้ากระจก ขณะที่เสียงเคาะประตูกระหน่ำขึ้นเรื่อยๆ

หล่อนจะใจแข็งเสียอย่าง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมเลิกรา จำใจลุกขึ้นไปเปิดประตูอย่างเสียมิได้ แค่เห็นหล่อนก็อยากปิดประตูแล้วเอาป้าย ‘ห้ามรบกวน’ แขวนไว้หน้าห้องเสียเดี๋ยวนั้น

“มีอะไรไม่ทราบคะ คุณควรจะรู้ว่านี่คือเวลาที่ฉันพักผ่อน” หล่อนเอ่ยโดยไม่ได้มองหน้าร่างสูงที่กำลังยืนเท้าแขนกับประตูแม้แต่น้อย

กษิดิษหน้าเครียด แววตาดุดันขึ้นเมื่อได้เห็นท่าทีที่แสนจะเมินเฉยเย็นชาของภรรยา ที่ยังไมได้กลายเป็น ‘อดีต’ อย่างที่อีกฝ่ายพยายามเหลือเกินที่จะเป็นให้ได้

เขาโกรธอย่างมาก ที่แพรวาบินหนีมาเฉยๆ โดยไม่บอกกล่าว มารู้อีกทีก็เมื่อเห็นตู้เสื้อผ้าที่แทบไม่เหลือผ้าสักชิ้น แล้วไหนจะใบหย่าที่ตั้งใจทิ้งไว้ให้เซ็นอีกต่างหาก มันเกินไปหรือเปล่า

“ต้องขอโทษที่รบกวนคุณ”

แม้ในใจจะขุ่นนัก แต่เขาก็ยังรักษาน้ำเสียงเป็นปกติเอาไว้ จะอย่างไรก็คงยอมให้แพรวาเป็นอิสระไม่ได้ เพราะมันคือหน้าตาของเขา แล้วไหนจะยังฐานะทางการเงินที่ฝ่ายภรรยาเป็นปึกแผ่นกว่าเขาอีก แล้วไหนจะมารดาของเขาเองที่พร่ำขอร้องเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่าให้นามสกุลนี้แปดเปื้อนเป็นข่าวในหน้าซุบซิบไม่ว่าของหนังสือพิมพ์ฉบับใด แต่มันก็หลุดออกมาแล้ว กษิดิษถูกมารดาขอร้องกึ่งบังคับให้รักษาหน้าของสกุลเอาไว้ เป็นความทรมานใจยิ่งกว่าสิ่งใดจริงๆที่ต้องทำทุกอย่างให้เหมือนเดิมทั้งที่มันไม่เหมือนเดิมมานานนัก

เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม แพรวาแทบจะไม่ให้เขาแตะเนื้อต้องตัว ตอนที่บินไปอยู่อิตาลีแรกๆ เหมือนจะไม่มีปัญหาอะไรเลย แต่นานเข้ากลับกลายเป็นว่า อะไรๆไม่เข้ากัน การทะเลาะเบาะแว้งที่เขาเคยคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดากลับไม่ธรรมดา หนักเข้าก็แยกห้องนอน ทานข้าวด้วยกันแทบไม่มีเสียงพูดคุย

กษิดิษตอบไม่ได้ว่าเขาบกพร่องอย่างไรในหน้าที่สามี เหตุการณ์เช่นนี้จึงเกิดขึ้นกับชีวิตคู่ได้ ท่าทีเมินเฉยของภรรยาทำให้เขาต้องหันไปหาความบันเทิงเริงใจจากที่อื่น แล้วมันก็ทำให้เขาเพริดไปได้ไกลเสียด้วย ใครๆก็รู้ว่าเขามีสาวใหม่ๆ เป็นคู่ควงไม่ซ้ำหน้า แม้แต่ภรรยาอย่างหล่อนยังรู้ แต่น่าแปลกที่แพรวาใจกว้างกับเขาเหลือเกิน หล่อนไม่ว่าอะไรเขาสักคำ ไม่หึง ไม่หวง ไม่ยื้ออะไรเลย

คุณหญิงมาลาเป็นฝ่ายเต้นทันทีที่ได้ทราบข่าวว่าแพรวาบินกลับมาแล้ว จัดแจงโทรไปเรียกให้เขากลับมาเมืองไทยทันทีที่ลางานได้ สั่งให้เขามารับหน้าพ่อตาแม่ยาย ในฐานะลูกเขยเขาสามารถเข้านอกออกในบ้านหลังใหญ่ของภรรยาได้โดยชอบธรรม

เข้ามา แล้วก็พบท่าทีเมินเฉยที่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งของแพรวา

กษิดิษขบกรามแน่น เขาต้องข่มความรู้สึกไว้ให้มาก จะกระทบกระทั่งกับแพรวาในบ้านของฝ่ายหญิง ก็ดูจะเป็นการไม่ให้เกียรติกันเกินไปหน่อย

ชายหนุ่มเดินเข้ามาในห้องอย่างช้าๆ

แพรวาลุกขึ้นเหมือนระวังตัว หันมาประจันหน้าเขา รู้สึกไม่ปลอดภัยแม้นาทีนี้หล่อนจะยืนอยู่ในบ้านของตัวเอง ก็เพราะผู้ชายที่มายืนทำท่าถมึงตึงอยู่กลางห้องนั่นแหละ

“ฉันไม่มีอะไรจะพูดกับคุณแล้วนะคะ ถ้าคุณจะตั้งใจรับฟังความต้องการของฉันเสียบ้าง ก็แค่เซ็นต์ใบหย่าให้ฉัน มันก็แค่นั้น”

หล่อนออกท่ายักไหล่อย่างไม่ยี่หระ นั่นยิ่งทำเพิ่มอุณหภูมิในใจเขาให้สูงปรี๊ด

“คุณจะทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมไม่ยอม”

กษิดิษปราดเข้ามาคว้าแขนหล่อนไว้เต็มแรง แพรวาไม่ลดละ หล่อนจ้องตาเขาอย่างเอาเรื่อง

“ปล่อยนะคะ คุณไม่มีสิทธิ์มาทำร้ายฉันแบบนี้”

“คุณไม่มีเหตุผลเลยนะแพร ทำไมเราไม่ปรับความเข้าใจกันเสียใหม่ แล้วเริ่มต้นกันใหม่”

“ฉันไม่อยากจะอะไรทั้งนั้นค่ะ คุณจะปล่อยได้หรือยัง ฉันอยากมีชีวิตของฉัน อยากใช้ชีวิตที่ฉันปรารถนา ไม่ใช่ชีวิตคุณนายผู้ดีอะไรอย่างที่คุณพยายามจะให้ฉันเป็นนัก”

หางเสียงนั้นสั่นจนรู้สึกได้ อีกเพียงครู่หรอก น้ำตาคงจะไหลได้อย่างง่ายๆเช่นกัน แต่คนอย่างแพรวาจะไม่ยอมอะไรอีกแล้ว หล่อนจะไม่ยอมถูกใครบังคับทั้งนั้น

กษิดิษอึ้งไปอย่างนึกไม่ถึง

“ปล่อยฉันค่ะ” หญิงสาวเบี่ยงตัวหลบจากร่างใหญ่ที่ยืนขวางนิ่งๆ

“หรือคุณมีใครอื่นงั้นหรือแพร คุณถึงได้เปลี่ยนไปอย่างนี้” น้ำเสียงนั้นเกือบจะกลายเป็นตะคอกแล้ว

“เอ๊ะ คุณมาพูดจาหาเรื่องฉันได้ยังไง”

“ก็คุณทำอย่างนี้ก่อนทำไมล่ะแพร อยู่ดีๆก็ปั้นปึ่ง เย็นชา หนีมาอย่างกับเราไม่ได้เป็นอะไรกัน รังเกียจผมเสียเต็มประดาเลยหรือแพร อย่าลืมสิว่าคุณอยู่ในฐานะเมียของผม เราแต่งงานกันถูกต้อง ใครๆก็รับรู้กันทั้งเมือง”

กษิดิษขมวดคิ้วตึง

“นั่นมันไม่ใช่เหตุผลของฉันค่ะ คุณกรุณารู้เอาไว้ด้วยว่า ฉันเบื่อ ฉันเบื่อชีวิตแบบนี้ คุณได้ยินหรือเปล่า ฉันใช้ชีวิตกับคุณไม่ได้อีกแล้ว ฉันอยากขออิสระคืน แต่ถ้าคุณยังจะดึงดัน ฉันขอบอกคุณเลยว่าเสียเวลาเปล่า”

หญิงสาวปราดมายืนที่ประตู

“คุณไม่มีเหตุผลเลยนะแพร” เขาครวญอย่างน่าเห็นใจ

“คุณไม่เข้าใจก็ช่างคุณ กลับไปเถอะค่ะ ฉันคิดว่าเราไม่ต้องเจอกันเลยก็จะดี ถ้าคุณเซ็นต์ใบหย่าแล้วส่งมาให้ ฉันก็จะขอบคุณและเราจะยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

“ผมไม่เข้าใจคุณเลย”

น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูอ่อนระโหยเหมือนน่าสงสารเต็มประดา แต่แพรวาไม่อาจจะแปลเป็นอื่นได้ หล่อนไม่ต้องการรับฟังแม้น้ำทั้งห้าที่เขาจะยกมาสาธยายใดๆทั้งนั้นเพื่อจะต่อเวลาหรือยืดอายุ เพราะมันหมดเวลาแล้ว

หล่อนไม่ได้รักเขา แต่หล่อนรักปารวี คนที่หล่อนอยากกลับไปหา ไปซุกซบอยู่ในอ้อมกอด คือผู้หญิงคนนั้นที่หล่อนรักสุดหัวใจต่างหาก

ปารวีจะรู้ไหม ว่าหล่อนทุกข์ทรมานใจเพียงใด หล่อนอยากนักที่จะร่ำไห้ในอ้อมกอดอุ่นๆของคนรัก แล้วก็ปล่อยความรู้สึกทั้งหมดให้พรั่งพรูออกมา ให้สาสมกับสี่ปีที่พรากหล่อนกับปารวีให้แยกจากกัน แม้ไม่มีอะไรชดเชยความรู้สึกผิดทั้งหมดให้กับคนรักได้ แต่ถ้าปารวีรู้ว่าหล่อนเองก็ทุกข์ทนเช่นกัน ปารวีอาจจะเห็นใจหล่อนบ้าง

“ผมจะขอให้ผู้ใหญ่ย้ายผมกลับมาที่นี่” เขายังคงดึงดัน น้ำเสียงนั้นจริงจังราวกับการย้ายกลับจะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆในวันนี้พรุ่งนี้

“อย่าเลยค่ะ คุณจะลงทุนขนาดนั้นทำไม ในเมื่อหน้าที่การงานของคุณที่โน่นออกจะใหญ่โต คุณแม่คุณจะยอมหรือคะ และอีกอย่าง ฉันขอยืนยันว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะทำแบบนั้น เพราะไม่มีใครเปลี่ยนใจฉันได้ คุณจะเหนื่อยเปล่า”

เขามองหน้านิ่งๆของหล่อนแล้วอดฮึดฮัดไม่ได้ แพรวากำลังเล่นเกมอะไรที่สั่นประสาทเขาอยู่ ไม่ใช่แค่เขาด้วย แต่แม่และพี่สาวของเขาก็เต้นเป็นเจ้าเข้าไปแล้ว

“คุณนี่แน่จริงๆ นะแพร” เขาขบกรามแน่น

“ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยนะคะ ก็แค่ขอคุณดีๆ ว่าฉันต้องการอิสระ”

“ผมไม่มีวันให้คุณ” เขาประกาศกร้าว และนั่นทำให้หล่อนถึงกับอึ้งที่เห็นท่าทีกร้าวๆของเขา “อยากได้นักใช่ไหม อิสระอะไรเนี่ย ให้ไอ้คนของคุณมาขอผมสิ ไม่แน่ผมอาจจะยกให้ง่ายๆก็ได้”

กษิดิศหัวเราะหึๆ พลางสาวเท้าก้าวออกจากห้องอย่างเจ็บใจ

“จำไว้นะแพร คุณทำอะไรกับผมไว้ ผมไม่ลืมแน่” เขายังไม่วายหันมาบอกหล่อน

“ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าคุณคราวหน้าคุณจะกรุณามาพร้อมใบหย่า ฉันก็จะไม่ติดใจจำอะไรเหมือนกัน” หล่อนพูดไล่หลังเขา แต่กษิดิษไม่แม้แต่จะหันมามอง แต่แพรวาเดาได้ เขาไม่พอใจมากแน่ๆ และจะไม่ยอมหยุดเพียงแค่นี้

มันไม่ง่ายอย่างที่หล่อนคิดเสียแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่หล่อนพูดกับเขาเรื่องหย่าแล้วมันไม่จบ เขาเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายไม่ยอมจบ

แพรวาคิดว่าหล่อนต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อให้เขายอมจบง่ายๆ และคนอย่างเขา เสียอะไรก็เสียได้

ยกเว้นอย่างเดียวคือการเสียหน้า !!

……………………….


แม้จะยังไม่มีแดด แต่ฟ้าหน้าฝนในวันที่ไม่ฉ่ำฝนก็เปิดสว่างแล้ว ปารวีตื่นเมื่อพลิกม่านออกดู เช้าแล้วสิ…

เนศรียังหลับอยู่ ท่าทางเหมือนหลับสบาย แต่หญิงสาวจะรู้ตัวหรือไม่ว่าได้ซุกตัวติดกับปารวีทั้งคืน ขณะที่ปารวีเองก็เกร็งตัวไปทั้งคืนเช่นกัน เธอได้หลับบ้าง แต่ทุกครั้งที่ลืมตาก็จะต้องหันไปมองดูคนที่นอนข้างๆด้วย เธอยิ้มอย่างเอ็นดูเมื่อมองร่างบางที่นอนขดอยู่ข้างๆราวกับเด็กน้อย

ขณะปารวีดันตัวเองออกมาจากการเกาะกุม ฝ่ายนั้นยังสลบไสลเหมือนหลับลึก เธอนอนไม่ค่อยหลับสนิทก็จริง แต่คงเพราะใจไม่สบายจากหลายๆเรื่อง คงมีเพียงร่างบางนี่เท่านั้นที่ตรึงเธอไว้ยามรู้สึกตัวตื่น ด้วยว่าเธอพะวง กลัวเนศรีจะนอนไม่สบาย

จะทำอย่างไรก่อนดี เธอตื่นเร็วเกินไปหรือเปล่า เช้าแล้วก็จริง แต่แถวนี้ไม่ค่อยมีรถผ่านมา ชาวบ้านไม่ค่อยมาใช้ทางนี้แล้วหรอก ตั้งแต่มีรีสอร์ทใหญ่ๆผุดขึ้นมา ดูเหมือนรถบรรทุกวัสดุก่อสร้างมากกว่าที่จะวิ่งผ่านทางนี้ เมื่อวานขับเข้ามาเธอก็สวนกับรถเหล่านั้นหลายคัน

ตื่นเช้าเกินไป แต่ก็ไม่ได้อยู่ในอารมณ์ละไมที่จะออกไปเดินเล่นริมหาด เธอเลือกที่จะนั่งมองผู้หญิงตรงหน้านิ่งๆ ช่างแปลกที่อารมณ์ร้อนรนถูกเปลื้องออกไปยามเห็นดอกไม้ยามเช้าของเธออยู่ตรงหน้านี้ .. ของเธอหรือ ปารวีส่ายหน้า เนศรีเป็นของใครต่อใครทั่วบ้านทั่วเมืองแหละ ในฐานะนักแสดงชื่อดัง ยกเว้นของเธอ แล้วเธอกับเนศรีเป็นอะไรกันนี่ จึงได้มานอนเคียงข้างกัน ใกล้ชิดเพียงลมหายใจขนาดนี้

คิดไปถึงช่วงเวลาเมื่อคืน เธอเป็นสุขแม้จะหลับไม่สนิท เพราะคนที่นอนอยู่ข้างๆนี่หรือเปล่า ทำให้ห่วงให้แคร์ไปสารพัด

เธอกำลังอยู่ในห้วงความรู้สึกละมุนละไม ใช่หรือเปล่า.. ที่เธออยากจะรักผู้หญิงคนนี้

ปารวีรู้สึกสับสน เธอหันไปมองภาพหญิงสาวที่หลับตาพริ้มอีกครั้ง นึกอะไรบางอย่างออกมาได้ ดินสอกับสมุดสเก็ตซ์ภาพในเป้ถูกดึงออกมาอย่างรวดเร็ว

เธอนั่งลงบนพื้น บรรจงลากเส้นด้วยปลายดินสอ หนักเบา ตวัดไปมา เพียงครู่เดียวกลับปรากฏภาพหญิงสาวหลับตาพริ้มบนกระดาษขาว

ปารวีปิดสมุดลง รู้สึกดีเหลือเกินที่ได้ทำอย่างนี้ เธอจะเก็บภาพนี้เอาไว้ ภาพที่ใครต่อใครอาจจะไม่เคยเห็น

….ความบังเอิญที่ทำให้เจอกัน และวันเวลาพาให้ใกล้กัน มีความจริงอยู่ในใจมากไปกว่านั้น แปลกใจที่มันเกิดโดยไม่รู้ตัว…


จู่ๆ เธอก็นึกถึงเพลงที่ชอบนักชอบหนา

…..อยู่กันห่างแสนไกล กลับมาได้พบเธอ เหมือนดั่งขอบฟ้ามาขีดเส้นทางเอาไว้ ให้เราได้พบกัน…

หญิงสาวคลี่ยิ้ม เธอเขียนเนื้อเพลงนั้นลงไปในสมุดด้วย มันคงบรรยายความรู้สึกของเธอได้ดีกว่าคำพูดไหนๆ ใต้ภาพที่มีหญิงสาวคนหนึ่งนอนหลับตาพริ้มอย่างเป็นสุข

ปิดสมุดลงแล้วค่อยๆเปิดประตูเดินออกไปเงียบๆ ปล่อยให้เนศรีนอนอยู่นี่ก่อน เธอควรจะได้ลงไปจัดการอะไรสักหน่อยกับเจ้ารถคันเล็กที่ทำเรื่องเมื่อวานนี้

แต่ปารวีไม่ทันเห็นว่าคนที่นอนบนเตียงนั้นตื่นมาทันพอที่จะเห็นว่าเธอทำอะไรอยู่ เนศรีลอบเห็นแล้วว่าปารวีจดๆจ้องๆมองเธอ ขณะมือจับดินสอตวัดไปมา เสียงลากเส้นดินสอไวปานลมพัดผ่านบนสมุดเล่มหนานั้น บางคราก็หยุดนิ่ง บางคราสายตานั้นก็ตรึงอยู่กับสมุดนิ่งนาน เธอหรี่ตามองอย่างฉงน ปารวีทำให้เธอรู้สึกดีแม้กระทั่งแค่ฝ่ายนั้นแอบทำอะไรเงียบๆ แต่เพราะมันเกี่ยวกับตัวเธอแท้ๆ

ปารวีไม่ทันเก็บสมุด มันจึงวางอยู่ปลายเตียงให้เธอเปิดดูได้อย่างง่ายดาย แทบทุกหน้ามีตัวหนังสืออะไรมากมาย เธอค่อยๆไล่เปิดมาจนถึงหน้าเกือบสุดท้าย

หญิงสาวยกมือขึ้นทาบอก เธอตาวาวเมื่อเห็นรูปตัวเองปรากฏอยู่บนกระดาษขาว เป็นเธอที่อยู่ในภาพนั้น ลายเส้นที่รวมกันจนกลายเป็นภาพเธอนอนหลับอย่างเป็นสุข แล้วไหนจะยังตัวหนังสือนั้นอีกเล่า มันบอกได้ไหมว่าปารวีรู้สึกอะไรกับเธอบ้าง

เนศรีแน่ใจแล้วว่าปารวีไม่ได้เฉยกับเธอ

หญิงสาวปิดสมุดลงพร้อมกับรอยยิ้มละไม เธอจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ค่อยๆดูปารวีไปทีละน้อย

เมื่อคืนนี้อีกเล่า ปารวีคงคิดว่าเธอหลับ ฝ่ายนั้นหารู้ไม่ว่าเธอรู้สึกตัวทุกขณะแม้เปลือกตาจะปิดสนิท เธอรู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นยามที่มือของปารวีแนบอยู่ใกล้ๆ ไหนจะยังสัมผัสแผ่วเบาที่ลูบเรือนผมยาวสยายของเธอแผ่วเบาราวกับเธอเป็นหญิงสาวของฝ่ายนั้น เธอจำได้แม้กระทั่งว่าปารวีห่มผ้าให้เธอคลายจากความหนาวเย็นอย่างทะนุถนอม

หญิงสาวไม่รู้ว่าตัวเองผล็อยหลับไปจริงๆตอนไหน เธอรู้แค่ว่าเป็นสุขมากนักยามได้ซุกตัวเบียดอยู่ใกล้ๆปารวี และไม่หวาดหวั่นอะไรเลย แม้จะอยู่ในที่ที่ไม่คุ้น แต่แค่ได้อยู่ใกล้คนที่เธอแน่ใจแล้วว่า …รัก

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปารวีทำ ช่างอ่อนโยนนุ่มนวล การกระทำของปารวีทำให้เธอบอกตัวเองอย่างมาดมั่นว่า เธอไม่คาใจอะไรอีกแล้วในตัวคนๆนี้

หญิงสาวหลับตาลงอย่างเป็นสุขเมื่อนึกถึงเมื่อคืน ช่างคิดถูกจริงๆที่ตามปารวีมาจนได้เจอเหตุการณ์คับขันที่ทำให้ได้รู้ใจอีกฝ่าย

คนผมสั้นคงไม่รู้ตัวหรอกกระมัง ว่าได้ทำให้อีกคนเป็นสุขเพียงไรเมื่อคืนนี้ !!




 

Create Date : 01 ตุลาคม 2550    
Last Update : 1 ตุลาคม 2550 22:20:06 น.
Counter : 595 Pageviews.  

นิยายหญิงรักหญิงในดวงใจฉัน : รักเดียวในดวงใจ

ฉันมีนักเขียนที่ชื่นชอบอยู่คนหนึ่ง เธอชื่อ 'ใต้เงาพระจันทร์' ฉันชอบตัวหนังสือของเธอมาก

นิยายของเธอเคยลงในบอร์ด //www.emotionway.com หรือเปล่าไม่แน่ใจ

หรือว่าจะเป็นกระดานปิงฟ้าก็จำไม่ได้แล้ว

ฉันชอบเรื่องนี้มาก 'รักเดียวในดวงใจ' ค่ะ ฉันอ่านแล้วตกหลุมรัก 'บุตรดา' ในเรื่องจังเลย ผู้หญิงอย่างนี้กระมัง คือผู้หญิงในแบบที่ฉันอยากสัมผัส อยากใกล้ชิด หรืออาจอยากจะรักด้วย

น่าเสียดายว่า เรื่องนี้หาอ่านไม่ได้อีกแล้ว ฉันพยายามค้นเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหาพบ เพราะมันนานหลายปีเต็มที

ขออนุญาตที่จะลงส่วนหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ เพื่อบอกให้คนเขียนทราบว่า มีคนรักชอบในตัวหนังสือของคุณมาก
และอยากอ่านมันอีก

ถ้าคุณใต้เงาพระจันทร์ผ่านมาพบ ขออนุญาตนะคะ ฉันไม่ได้มีเจตนาจะอะไรทั้งสิ้น นอกจากขอเก็บความทรงจำของเรื่องนี้เอาไว้ อ่านเพื่อรัก... อีกครั้งหนึ่งค่ะ

และหากคุณจะนำมาโพสท์ที่ไหนอีกครั้ง ชวนฉันไปอ่านด้วยก็จะขอบคุณมาก

เชิญอ่านส่วนหนึ่งของเรื่องรักเดียวในดวงใจ ด้านล่างนี้ค่ะ
สำหรับคนที่จะลอกไป ขออนุญาตอย่ากระทำค่ะ เพราะถือเป็นการละเมิดผู้เขียน แม้ไม่มีตำรวจไปจับคุณ แต่ขอความกรุณาให้เกียรติเจ้าของบทประพันธ์ด้วยค่ะ

ส่วนหนึ่งของนิยายเรื่องนี้ค่ะ ,

............เสียงหอบกระเส่าครวญครางด้วยความรู้สึกสุขสมแผ่วลงไป ผู้ชายคนนี้ไม่เหมือนกับคนอื่นๆก่อนหน้านี้ เขายังไม่ยอมพลิกตัวลงจากร่างของฉันโดยเร็วนัก หากกอดรัดเนิ่นนาน สองสามนาทีต่อจากนั้นใบหน้าของเขาเปียกฉ่ำด้วยน้ำตา

“คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ร้องไห้ทำไม” ฉันถามด้วยความแปลกใจเพราะไม่เคยเจอใครที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นอย่างนี้หลังการร่วมรัก มั่นใจว่าเขาน่าจะมีความสุข

“เปล่า” เขาชอบพูดคำนี้ก่อนเสมอ แต่ก็มักจะมีคำอธิบายตามมาทุกครั้ง “ผมแค่มีความสุขอย่างที่อธิบายให้ใครฟังไม่ถูก คุณไม่เหมือนใครและผมไม่เคยเจอใครอย่างคุณมาก่อน” เขาตอบ พลางเช็ดน้ำตาให้แห้ง ยิ้มอวดลักยิ้ม “น่าอายที่ร้องไห้ให้ใครเห็น แต่ผมอยากจะคิดว่าคนอ่อนโยนอย่างคุณคงไม่มองว่าผมทำอะไรตลก ประหลาด”

“คุณร้องไห้อย่างนี้ทุกครั้งหรือเปล่า เวลามีความสัมพันธ์กับใคร” ฉันถามต่อ ยังคงเป็นความน่าฉงนสนเท่ห์สำหรับฉันในตัวเขา เกือบลืมไปแล้วว่าเมื่อก่อนฉันก็เคยเป็นแบบนี้เวลาอยู่กับใครคนหนึ่ง แค่กอดร่างเล็กๆ นั่นน้ำตามาจากไหนไม่รู้ เอ่อท้นจนมองทุกอย่างพร่าเลือน

“กับคนอื่นผมไม่เคยเป็นแบบนี้ อาจอ่อนไหวแต่ไม่ได้เป็นกับทุกคน” เขาตอบ ด้วยแววตาจริงจัง เขาดูเหมือนหนุ่มน้อยมากกว่าชายหนุ่มวัยต้นสามสิบ ฉันเผลอมองเขาอย่างไม่อาจละสายตา “บางที คนอื่นที่ผมเจอไม่อ่อนโยนเหมือนคุณ คุณทำให้ผมรู้สึกว่าการมาพบกันของเรามีอะไรมากกว่าการเจอกันของคนขี้เหงาสองคน”

“หมายถึง เราอาจสานต่อความสัมพันธ์ให้ยั่งยืน ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตลอดไปอย่างนั้นนะหรือ” ฉันถามเขาอย่างขมขื่นอยู่ในใจ ขณะแสร้งเอ่ยออกมาอย่างจะให้ตลกเพื่อกลบเกลื่อนว่า “หมายถึง เราอาจมีอะไรกันมากกว่านี้ เร่าร้อนและถึงอกถึงใจกว่าใครในโลกจะเคยทำหรือไง” ฉันพลิกตัวอ้อยอิ่งอยู่บนเตียง

“คุณชอบพูดเล่น เราทำอย่างนั้นกันแล้ว หรือถึงจะไม่ได้ถึงอกถึงใจที่สุดอย่างที่ใครบางคนในโลกเคยทำ แต่เราก็มีความสุขด้วยกันไม่ใช่เหรอ” เขากล่าวด้วยท่าทางจริงจัง ดวงตาฉาบรอยยิ้มสดใส ทำท่าเหมือนจะพูดอะไรต่อไปอีก แต่ฉันไม่คิดอยากรับรู้ในตอนนี้ ความขมขื่นวาบขึ้นมาในใจ ทำไมคนที่พูดเรื่องนี้ตอนนี้ถึงไม่ใช่คนรักของฉัน

“คนที่พูดอย่างนี้ ไม่น่าจะเป็นคุณ” ฉันเผลอพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา

ดวงตาของเขาส่งประกายฉงน ความผิดหวังฉายวาบ ฉันไม่น่าทำร้ายเขา ฉันไม่อยากทำร้ายใครแต่เขาไม่ควรข้ามเส้น ไม่ควรก้าวล่วงอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในความรู้สึกของฉัน

ฉันพลิกตัวลุกขึ้นจากเตียง เดินไปควานหาน้ำดื่มจากในตู้เย็น สะบัดศีรษะคลายความเมื่อยขบ เก็บสีหน้า

“คุณมีคนรักอยู่แล้ว” น้ำเสียงเขาเป็นปกติ เอ่ยสิ่งที่คาดรู้ออกมา ไม่ทิ้งร่องรอยผิดหวังใดๆ “แล้วเกิดอะไรขึ้นกับความรักหรือคนรักของคุณ”

“อย่าอยากรู้เลย ไม่งั้นเราอาจจะไม่ได้พบกันอีก” ฉันกระตุกวูบในใจ เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว มันส่งความหมายว่าคนพูดพร้อมจะจากไปในทันที หากคนฟังยังคิดจะคะยั้นคะยอ

ฉันไม่อยากพูดเรื่องนี้กับเขา แม้เราจะพบกันมาหลายครั้งและคุ้นเคยกันพอสมควร ร่องรอยในใจของฉันมันลึกขนาดนั้น กับเวลาเพียงไม่นานที่ได้เจอคนคนนี้ เขาฝันไปหรือยังไงที่คิดว่าฉันจะลืมมันได้

“ผมยังอยากพบคุณอีก เพราะฉะนั้นถ้าคุณไม่ยังอยากเล่า ก็ไม่เป็นไร” เขาพูดอย่างนึกรู้และเข้าใจในเหตุผลที่ฉันมี พลางหัวเราะเบาๆ “คุณเป็นคนแปลก บางครั้งเหมือนต้องการใครสักคนเคียงข้าง แต่ในบางครั้ง คุณกลับเตรียมพร้อมจะจากไปได้ทุกเวลา” เขานอนตะแคงหันมาหาตั้งท่าคุยจริงจัง “จะมีใครสักคนไหมที่ทำให้คุณนึกอยากหยุดทุกสิ่ง และวางทุกอย่างไว้บนอุ้งมือเขา” เขาพูดต่อโดยไม่รอฟังว่าฉันจะตอบว่ายังไง “คุณไม่คิดอยากเดินไปข้างหน้าโดยมีใครสักคนอยู่เคียงข้างบ้างหรือ”

“คุณพูดได้น่าสนใจ ว่าแต่ว่า ยังไม่คิดจะกลับหรือไง พอดี นึกอยากทำงานขึ้นมากระทันหันน่ะ” ฉันเอ่ยถามเป็นเชิงไล่เสียดื้อๆ อย่างไม่คิดต่อปากต่อคำกับสิ่งที่เขาเพิ่งเอ่ย “มะรืนนี้คุณว่างหรือเปล่า อยากไปเที่ยวต่างจังหวัดไหม จะไปหาเรื่องสักหน่อย" เขาชะงักพร้อมแววตาส่งประกายฉงน ฉันจ้องตอบเขาแล้วยิ้มกว้างแกมหัวเราะเบาๆ ด้วยประกายตาวิบวับยั่วล้อ “ไปหาที่เขียนหนังสือ” เขาดูซื่อใสอย่างหนุ่มน้อย

“อ๋อ” เขาลากเสียงยาวอย่างนึกเข้าใจขึ้นมา มองฉันไม่วางตา “เอาสิ ผมไปอยู่เป็นเพื่อนคุณ ไปคอยกันท่าคนอื่นก็ยังดี” ท้ายประโยคพูดเสียงเบาก่อนหลบตาเหมือนไม่อยากให้ฉันได้ยิน

“มีคนอื่นที่ไหน ถ้าคุณไปก็มีเราแค่สองคนเท่านั้นเอง” ฉันตอบเขาอย่างไม่ใส่ใจ พลางก้าวเท้าเข้าสู่ห้องน้ำ หันกลับมาพูดเย้ายั่ว “เอ หรือไปหาเพื่อนใหม่เอาข้างหน้าดี” “ไม่ต้องหรอก ไปสองคนน่ะดีแล้ว” เขารีบพูดโดยไวอย่างกลัวฉันจะเปลี่ยนใจ “ขออาบน้ำด้วยคน” ใบหน้าและแววตาเขาเปล่งประกายระยิบระยับ ทั้งเป็นสุขและซุกซน

“ฮื้อ ยังไม่เบื่อหรือไงนะ” ฉันทำอิดออด แต่แล้วก็ปล่อยให้เขาก้าวเข้ามาเบียดชิดกันในห้องน้ำแต่โดยดี

เราออกจากกรุงเทพฯตอนสามทุ่ม เครื่องปรับอากาศภายในรถทำงานได้ดีเยี่ยมจนต้องหาเสื้อแจ็คเก็ตมาสวมทับเมื่อล่วงเข้าสู่เช้าวันใหม่แถวๆ ชุมพร กันย์ขับรถเร็วในบางช่วงเมื่อถนนว่างโล่ง หากระมัดระวังเมื่อรถคันอื่นผ่านเข้ามาใช้ทางร่วมกับเรา ถึงครึ่งทาง ฉันเปลี่ยนมาเป็นคนขับบ้างเพื่อให้เขาได้พักผ่อนเนื่องจากหนทางค่อนข้างไกลแม้เขายืนยันจะขับเองตลอดทาง แม้ในบางอารมณ์จะอยากให้ใครสักคนใส่ใจ แต่ฉันชินกับการทำอะไรด้วยตัวเอง อยากรู้เหมือนกันตอนอายุมากๆ สังขารไม่เหมือนตอนนี้จะมีใครคิดอยากมาดูแลฉันหรือเปล่า ไม่ค่อยอยากคิดจะอยู่จนแก่ อยู่คนเดียวไปจนอายุปูนนั้นเป็นเรื่องน่าวิตก ไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าความเหงาและการต้องมีชีวิตอยู่อย่างว่างเปล่า โดยที่สภาพร่างกายไม่เอื้อให้ทำอะไรได้อีก

เรามาถึงที่หมายเกือบ ๙โมงเช้า แดดยังไม่แผดแสงจ้าอย่างที่จะทำให้แสบผิว ถึงบางเวลาฉันจะรักแสงแดด แต่ก็ไม่กระโจนเข้าใส่เหมือนเมื่อยังเด็ก แสงแดดเดี๋ยวนี้ ไม่ปราณีผิวหนังบางๆ ของคนเหมือนเมื่อก่อน โลกร้อนขึ้น

เราชวนกันเดินรับลมยามเช้าที่ชายหาด หากเจอร้านน่านั่งสักที่ก็จะปักหลักทานอาหารเช้ากันที่นั่น ฉันไม่ได้ตื่นมาทานอาหารเช้าตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย จะด้วยเป็นคนนอนดึกตื่นสายเอง หรือไม่ก็ลืมไปแล้วว่าอาจทำตามสมัยนิยม

ชายหาดสวย อากาศกำลังเย็นสบายออกชื้นๆ เมื่อคืนฝนคงตก ทั้งที่ตอนเปลี่ยนมาขับแทนเขา ฉันไม่ได้เจอฝนสักหยด อาจตกมาตั้งแต่หัวค่ำ แต่สถานที่ที่อยู่ใกล้ทะเลอย่างนี้ ความชื้นคงมากเกินกว่าผืนทรายจะทันเช็ดเนื้อเช็ดตัวได้สนิท รับการมาเยือนของอาคันตุกะต่างถิ่น ท้องฟ้ายังขาวแผ่นเมฆสีขุ่นเหมือนผ้าเช็ดตัวผืนเก่าเปียกหมาด

คนเดินข้างๆ คว้ามือฉันไปจับให้เดินเคียงกัน ฉันปล่อยไปอย่างนั้น ในใจกลับหวนคิดถึงผู้หญิงตัวเล็กที่เคยเดินข้างกันในอากัปกิริยาเดียว หากต่างสถานที่ แม้เวลาจะผ่านไป ฉันก็ยังคิดถึงและแปลบในใจเสมอ เมื่อต้องเผชิญความจริงเพียงลำพังว่า บัดนี้ ไม่มีเธอคนนั้นแล้ว

“คุณทำโรแมนติก” ฉันพยายามดึงความสนใจมาสู่คนข้างๆ กระนั้นน้ำเสียงที่พูดกับเขาก็ยังเรียบจนตัวเองรู้สึกได้ แล้วคนข้างๆ จะสัมผัสความเรียบเฉยนั้นไหมหนอ
“คิดว่าคุณกำลังปล่อยอารมณ์ตามสบาย เลยถือโอกาส” เขาพูด พร้อมส่งยิ้มกว้างให้อย่างอารมณ์ดี
“กล้าจังนะ ไม่กลัวใครจะมองแล้วนินทาเอาเหรอ”
“ทำไมต้องสนใจ” เขาตอบสั้นๆ ไม่มีความกังวลในน้ำเสียง ติดจะร่าเริงเสียด้วยซ้ำ “อยู่กับคนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ คุณต่างหากที่ผมต้องแคร์ ไม่ใช่คนพวกนั้น”
คนรักของฉันไม่เคยเอ่ยสิ่งที่เขากำลังพูดทั้งที่ฉันปรารถนาเป็นที่สุด มีคนรอบข้างมากมายที่ต้องแคร์สายตาและคำพูดยกเว้นฉันทำไมฉันไม่เจอเขาก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่ฉันจะรักจะผูกพันคนคนหนึ่งอย่างสุดหัวใจ ฉันอาจรักเขาได้ไม่ยาก

กันย์เป็นคนที่ฉันไม่อยากเชื่อว่าจะได้พบ กล้าที่จะเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาแม้อาจคาดเดาได้โดยไม่ต้องบอกว่าฉันมีใครคนหนึ่งเก็บลึกเร้นอยู่ในใจ ดูเขามีความสุขที่ได้ใส่ใจใครสักคน ความสัมพันธ์ที่เริ่มจากความเป็นเพื่อน ทำให้ฉันยินดีจะเข้าใจสิ่งที่เขากำลังทำ

มื้อเช้าของเราจบลงอย่างรวดเร็ว “วันนี้เราไปเกาะนางยวนกันก่อนนะ หวังว่างานของคุณคงไม่รีบมาก” เขาเอ่ยชวนกระตือรือร้น น้ำเสียงร่าเริง “ก็ไม่ได้รีบขนาดนั้นหรอก…” ฉันตอบแล้วชะงักไป เสียงโทรศัพท์ดัง มีคนโทรเข้ามือถือ คนที่ฉันไม่ได้นึกฝันว่าจะโทรมา

“บุตร…ตอนนี้อยู่ที่ไหนคะ” เสียงปลายสายอ่อนใส น้ำเสียงเว้าวอนแม้ไม่ได้งอนง้อ แต่ใครเล่าได้ยินเสียงนั้นจะตอบกลับห้วนๆ ได้ หันมามองคนตรงหน้าอย่างเกรงใจ เขาพยักหน้าเข้าใจแล้วหันไปยกกล้องถ่ายรูปที่ถือติดมือมา กวาดไปยังทิวทัศน์รอบข้าง ฉันมองตามอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี นอกจากตอบกลับคนที่รอฟังอยู่

“ฝัน....เอ่อ ตอนนี้อยู่สมุย” น้ำเสียงฉันอ่อนโยนอย่างไม่รู้ตัว คนของหัวใจโทรมา เธอโทรมาแล้วหลังจากที่เงียบหายไป นานแล้ว นานพอจะทำให้ฉันได้พบใครคนอื่น คนที่ฉันมองตามแผ่นหลังอยู่ตอนนี้ “ฝัน สบายดีใช่ไหม ไม่ได้คุยกันตั้งนาน” เหมือนแค่คนรู้จักทักทายกัน ทั้งที่ฉันอยากเอ่ยถามเธออย่างคนสนิท อย่างคนที่เป็นที่รัก ที่วันเวลาไม่อาจทำให้ตัวตนของเราเปลี่ยนไป

“ฝัน….คิดถึง” ฉันยืนงงกับกับคำพูดนั้น วันหนึ่ง เหมือนฝันเดินไปจากชีวิตฉัน อีกวันหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาบอกว่าคิดถึง เหมือนเคย เธอยังคงทำให้ฉันสับสนด้วยคาดไม่ถึงได้อยู่เสมอ ถ้อยคำน้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยคำคิดถึงนั่นยังมีอิทธิพลเหนือจิตใจ ฉันรีบเตือนตัวเองให้นึกถึงนเวลาที่ต้องเสียใจอยู่คนเดียว

“ขอบคุณที่คิดถึง เอ่อ…ฝันมีธุระอะไรหรือเปล่า” ถามห้วนๆ สั้นๆ แล้วตัวเองก็แปลบในใจ ไม่คิดว่าจะมีวันนี้ วันที่ต้องถามเธอด้วยประโยคอย่างคนแปลกหน้าจะใช้ต่อกัน เหมือนเพิ่งรู้จักเมื่อวันวาน เธอเงียบไปชั่วขณะ ฉันอธิบายต่อสั้นๆ “รอเรือไปเกาะนางยวนอยู่น่ะ”

“ท่าทางบุตรจะยุ่ง ไปเที่ยวหรือทำงานคะ” ถ้าเป็นเธอที่มาด้วย มาอยู่ข้างๆ กัน ได้อยู่ด้วยกันอย่างที่โลกนี้มีเราเพียงสองคน

“ก็ ทั้งสองอย่าง” ไม่รู้จะอธิบายอะไรอีก กลายเป็นระมัดระวังที่จะเผยความเป็นไปของตัวเองให้เหมือนฝันรู้ กลัวตัวเองจะใจอ่อน ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงเร่งเร้าให้เหมือนฝันมาหา ออดพร่ำคำหวานใส่โทรศัพท์ ยามนั้นเวลาที่จะอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่ห่างไกลสายตาคนรู้จักเป็นสิ่งมีค่าเหลือเกิน

“บุตร…” จู่ๆ น้ำเสียงเธอก็กลายเป็นสั่นเครือ “ฝันคิดถึงบุตรนะ อยากขอโทษ อยากอธิบาย…..”

'ลืมอะไรไปหรือเปล่า' ฉันแค่นเสียงถามตัวเองในใจ ‘เหมือนฝันแต่งงานแล้วนะ’ ความคิดเวียนวนที่ว่าคนปลายสายมีเจ้าของแล้ว กวนตะกอนอารมณ์ที่เก็บกดเอาไว้ลึกล้ำให้ขุ่นจนคลั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว “โทรมาหาเราอย่างนี้ สามีฝันไม่ว่าอะไรเหรอ” น้ำเสียงประชดประชันและสรรพนามที่ใช้เปลี่ยนไปโดยไม่รู้ตัว

“บุตร!” น้ำเสียงเครือสั่นส่งสำเนียงตัดพ้อ ได้ยินอย่างนั้น ใจฉันพลอยปั่นป่วนรวนรอนตามไปด้วย

“ไม่มีใครจะว่าอะไรฝันได้อีกแล้ว ไม่ได้มาขอให้บุตรยกโทษให้ แค่อยากให้เราคุยกันได้เหมือนเดิม” เสียงเหมือนฝันสั่นเครือ อู้อี้จนฟังแทบไม่รู้เรื่อง น้ำตาคงนองสองแก้ม ใจเธอกำลังสลายอยู่หรือเปล่า จะรู้ไหมหนอว่าได้ยินเสียงคนที่รักเป็นอย่างนั้น ใจก็แทบจะขาดตามไปด้วย

“ฝันไม่ให้บุตรตั้งตัวเลยนะเนี่ย” น้ำเสียงฉันส่งสำเนียงเย้ยหยันประชดประชันอยู่ในนั้นเต็มที่ “จู่ๆ วันหนึ่งก็โทรมา หลังจากที่หายไปนานแสนนาน ไปแต่งงาน ไม่ติดต่อ ไม่สนใจ แค่ความเป็นเพื่อนก็ดูเหมือนฝันจะเรียกคืนกลับไปหมด ทิ้งคนคนหนึ่งให้อยู่ลำพังในโลกที่ทั้งมืดมน เดียวดาย อ้างว้างจนความตายกับความเป็นไม่แตกต่าง นรกคงหน้าตาอย่างนั้นเองล่ะมั้ง ไม่ต้องตายจริงๆ ก็พอมองเห็นว่ามันเป็นยังไง” ฉันปลดปล่อยความเจ็บปวดในใจออกมาอย่างไม่พักหายใจ

“โธ่ บุตร ฝันผิดเอง” เสียงเหมือนฝันเครือ บ่งบอกความสะเทือนใจข้างใน “ที่โทรมาก็แค่หวังว่าบุตรจะยังยินดีเป็นเพื่อนกับฝันอยู่ ใครคนหนึ่งเคยบอกฝันให้มีหวังอยู่เสมอ แม้ความหวังนั้นจะเป็นไปไม่ได้ก็ตาม และนี่ฝันก็โทรมาด้วยความหวังที่มีอยู่น้อยนิด” เสียงเหมือนฝันอู้อี้ อดีตคนรักเป็นผู้หญิงร่าเริง เข้มแข็ง แม้เธอจะเคยร้องไห้กับฉันบ้างแต่ไม่ชอบน้ำตาและความเศร้า ในขณะที่ฉันช่างเหงาและมีหัวใจหม่นเศร้าจนเคยชิน เพิ่งรู้ตัวว่าความเหงากลับมาเยี่ยมเยียนก็เมื่อเหมือนฝันจากไป

“ฝัน…” ฉันไม่รู้จะเอ่ยถ้อยคำใดเป็นการปลอบใจได้อีก นอกจากนิ่งฟังที่เหมือนฝันพูด หากไม่อึดอัดใจเกินทนเหมือนฝันจะไม่ระบายความรู้สึกอย่างนี้ เกิดอะไรขึ้นกับเหมือนฝันกันแน่นะ

“คุณ…” กันย์เดินกลับมา “ขอโทษนะ ไม่อยากขัดจังหวะ แต่เรือจะออกแล้วล่ะ” สีหน้าเขาเฉยเสียจนฉันไม่อาจเดาได้ว่าคิดอะไรอยู่ หัวสมองฉันพลันว่างเปล่า มึนงง เมื่อมองเห็นคนคนตรงหน้า

เวลาผ่านไปนานแค่ไหนไม่รู้ที่ฉันคุยกับเหมือนฝัน เหมือนโลกหยุดหมุน แต่มันคงนานจนเขาต้องมาตาม

“บุตรคงต้องไปแล้วล่ะ ฝัน เรือรออยู่” ฉันพูดตัดบทเหมือนคนละเมอ ในใจเริ่มไม่เป็นสุขเพราะอยากรู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอ ขณะที่ละล้าละลังกับคนที่เดินมาตาม

“จ้ะ ไปเถอะ คนของบุตรคงรอนานแล้ว” เสียงเบาอ่อนเรียบเจือแววโหยไห้บอกความท้อแท้ของผู้หญิงตัวเล็กปลายสาย ทำใจฉันไหวยวบ อ่อนลงแทบละลาย มองเห็นไหล่เล็กจะไหวโยนด้วยแรงสะอื้น เหมือนฝันจะซบซับน้ำตากับไหล่ใคร สามีของเหมือนฝันล่ะ ไปไหนแล้ว

“ฝัน ไว้บุตรโทรกลับ เบอร์นี้ใช่ไหม” ฉันถามอย่างพะว้าพะวัง ไม่ทันมีคำอธิบายให้ความเข้าใจของเหมือนฝันกับคำว่า ‘คนของบุตร’

“ฮื่อ” เธอตอบเสียงอู้อี้ “เที่ยวให้สนุก…เผื่อ…ให้สนุกก็แล้วกัน” ดูเธอไม่มั่นใจว่าควรจะรวมตัวเองให้เป็นคนใกลักับฉันพอที่จะให้เที่ยวเผื่อหรือไม่

ฉันยิ้มออกมาได้ทั้งที่เพิ่งจะขมวดคิ้วทำเสียงดุใส่คนของอดีต “จะเที่ยวเผื่อฝัน จะเที่ยวให้สนุก ให้ฝันได้สนุกไปด้วยแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันตรงนี้” ฉันอยากซับน้ำตาเธอ แม้เราจะอยู่ไกลกันในตอนนี้ แค่คำที่พูดหวังจะให้เธอสบายใจขึ้น อยากให้เธอมั่นใจว่าฉันจะโทรกลับไปหาเธอแน่นอน

“จะรอโทรศัพท์บุตรนะจ้ะ” คนดีของฉันยังใช้คำพูดจ๊ะจ๋าเหมือนที่เราเคยใช้เวลาพูดกัน คำพูดที่ฉันไม่ใช้กับใครอื่นนอกจากคนในครอบครัว เหมือนฝันทำให้ฉันรู้ว่าตัวเองก็อ่อนโยนเป็น

เรือแล่นเข้าเทียบท่า เขายื่นมือมารับ ฉุดให้ขึ้นจากเรืออีกครั้ง ไม่ยอมปล่อยแม้เมื่อเดินหารถโดยสารเพื่อไปยังอีกหาดหนึ่ง

“ปล่อยได้แล้วมั้งคุณ เดินไม่สะดวกเลย” ฉันชักรู้สึกอึดอัดกับการเอาอกเอาใจ

“ผมถือของให้” เขาทำไม่รู้ไม่ชี้ ดึงสัมภาระฉันไปถือเสียเองหากมือก็ยังกุมมือฉันให้เดินไปด้วยกัน ฉันแกล้งถอนหายใจให้กันย์ได้ยิน

แรกเขาตั้งใจจะออกไปดำน้ำแต่แล้วก็เปลี่ยนใจ “กลัวแดด” แกล้งพูดล้อเลียนฉันเสียอย่างนั้นเอง ครั้งก่อนที่มา แสงแดดก็แรงอย่างนี้ แผดจ้าอย่างกับจะทำให้สิ่งมีชีวิตทุกชนิดสุกได้ ครั้งนั้นเหมือนฝันเดินย่องเป็นนกกระยางท่าทางน่าหัวเราะอยู่บนผืนทราย ฉันมองว่าน่าดูเสียเหลือเกินด้วยช่วงขาเพรียวยาวสมส่วนใต้กางเกงขาสั้นสีชมพูสด ผ้าบาติคผืนใหญ่บังเราสองคนจากสายตาคนรอบข้างเมื่อเหมือนฝันล้มลงให้ได้ประคอง แก้มนุ่มๆ อยู่ใกล้แค่ปลายจมูก กลิ่นหอมหวานและความรู้สึกที่เต็มหัวใจยังลอยวน ราวกับเพิ่งได้จรดจมูกลงบนแก้มนวลไปเมื่อวาน เจ้าตัวหน้าบึ้งและไม่ยอมพูดกับฉันไปหลายชั่วโมง

“อยากชวนคุณอาบแดดประชันกับบาร์บีคิวฝรั่ง” เสียงเขาชวนคุยดังอยู่ข้างหู ฉันปรายตามองฝรั่งที่นอนอาบแดดเป็นแถวในชุดว่ายน้ำหลากสี มองดูเหมือนบาร์บีคิว สีแดงนั่นก็มะเขือเทศ สีเขียวเป็นพริกหวาน ส่วนสีเหลืองก็สับปะรด แล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้

“เชิญคุณตามสบาย ฉันกลัวเป็นมะเร็ง” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ไม่อยากจ้องตอบสายตาเขา แสงแดดสะท้อนผิวน้ำจ้าเกินไป เออ ถ้าไม่คิดจะอยู่จนแก่ตาย จะกลัวทำไมกับมะเร็งผิวหนัง ฉันเลิกคิดจะอยู่จนแก่ตายตอนที่ไม่มีเหมือนฝันอีกแล้ว ถูกทิ้งไปโดยไม่ทันตั้งตัว มันสับสน เคว้งคว้าง โลกทั้งโลกหมุนเร็วจี๋ มึนงงจนคิดอะไรไม่ออกเมื่อรู้แน่แล้วว่า คนที่รัก ไม่รัก ไม่ห่วงฉันอีกต่อไป น้ำตาไหลไม่ยอมหยุด หากเป็นเลือด ร่างกายคงไม่เหลืออะไรแล้ว ด้วยว่าไหลหลั่งจนกายเหือดแห้ง

แต่แล้ววันนี้ฉันก็ยังยืนอยู่ตรงนี้กับใครอีกคน ไม่ยักตายลงไปจริงๆ

เราพากันเดินทอดน่องบนหาดทรายที่เชื่อมต่อสามเกาะเล็กๆ ให้เดินถึงกันได้ กันย์ชูกล้องที่คล้องคอเอาไว้ ทำท่าชวนขึ้นไปยังจุดชมวิวเพื่อถ่ายภาพของหาดและเกาะทั้งสามในมุมสูง ระหว่างทางเดินขึ้น ฝนที่ตกทำให้พื้นดินแฉะเดินลำบาก เขาหยุดคอยส่งมือให้ฉันเกาะเป็นพักๆ แต่ฉันปฏิเสธเพราะยังพยุงตัวเอาไว้ได้ด้วยกิ่งไม้ข้างทาง แอบเห็นแววเอือมระอาในสายตาเขา “คนเก่ง” ว่าคนอื่นได้คงสาแก่ใจสินั่น ว่าแล้วเจ้าตัวก็เดินยิ้มนำทางโดยทิ้งระยะไม่ห่าง พลางเก็บภาพตามทางขึ้น

ฉันมองตามแผ่นหลังสูงๆ ที่เดินนำหน้าขึ้นไป ในใจหม่นหมองลงทุกทีนับแต่ได้รับโทรศัพท์จากผู้หญิงตัวเล็กที่กำหัวใจฉันเอาไว้ไม่เคยปล่อย มาบัดนี้ เธอคิดจะกลับมารัดรึงให้มันแหลกลงต่อหน้าอีกหรืออย่างไร ดูราวกับฉันจะรู้ตัวดี ว่าไม่อาจขัดขืนเหมือนฝันได้อีกตามเคย อย่างที่ไม่เคยทำได้ แล้วก็นึกเห็นใจคนตรงหน้า เขาไม่ผิดอะไรสักนิด แต่เป็นฉันที่ยังเลิกรักเหมือนฝันไม่ได้ นานแค่ไหนแล้วที่จากกัน ดูเอาเถอะ เวลาไม่ช่วยฉันให้ลืมความรักของเราได้ง่ายอย่างที่คิด

กี่ปีแล้วนะที่ได้รู้จัก ได้รัก ได้ใกล้ชิดคนที่น่าปรารถนาที่สุดในโลก คนที่ดูเหมือนเกิดมาเพื่อให้ฉันได้รัก คนที่ฉันวาดหวังไว้ว่าเราจะใช้ชีวิตด้วยกัน ความฝันเรียบง่ายเหมือนใครๆ ทั้งโลก เพียงแต่ว่า…

ผู้หญิงตัวเล็ก ปลายผมไล่เลื้อยอยู่ที่ต้นคอขาวผ่อง เร้าอารมณ์ให้เตลิดเปิดเปิงยามซุกซบลงหาไออุ่น จมูกเชิดรั้นบอกความดื้อดึงเอาแต่ใจ เธอเอาแต่ใจให้ฉันต้องตามใจอยู่เสมอ แปลกที่ไม่เป็นกับคนอื่น ก็คงเพราะรู้ว่าฉันรักมากอย่างนั้น เราต่างมีกันและกัน นานเสียจนนึกไม่ออกว่าหากไม่มีอีกคน ชีวิตจะดำเนินไปได้อย่างไร

ทางบ้านของเหมือนฝันระแคะระคายในความสัมพันธ์ของเรา ไม่ได้กีดกันอย่างชัดเจนแต่ก็ปฏิบัติต่อฉันต่างจากเพื่อนคนอื่นๆ ของลูกสาวคนเล็ก ไม่สนิทสนม ไม่เคยถามถึงอย่างเป็นกันเอง และเหมือนฝันก็ไม่เคยเอ่ยถึงให้ฉันรู้ว่าที่บ้านเธอกล่าวถึงฉันว่าอย่างไร เหมือนฝันฉลาดและมีความคิดเป็นของตัวเอง ใครก็ไม่อาจชักนำได้แม้แต่ที่บ้านของเธอเอง

การแต่งงานจะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าเหมือนฝันไม่ยินยอม หากเธอยืนยันในคำปฏิเสธ ที่บ้านก็บังคับไม่ได้ นั่นทำให้ฉันตรอมตรม สิ้นหวัง เหมือนฝันเลือกที่จะมีใครอีกคนเพียงเพราะเขาเป็นผู้ชาย เป็นคนที่แต่งงานด้วยได้โดยไม่ต้องคอยหวั่นเกรงคำดิฉินนินทาจากผู้คนในสังคม ความรักล้ำลึกสุดใจของผู้หญิงคนหนึ่งไม่อาจเทียบได้กับการได้แต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง เพียงเพื่อจะได้ไม่แตกต่างจากคนอื่นในโลก

“อ้าว ยังไม่อาบน้ำหรือคุณ” กันย์กลับเข้ามาจากระเบียง หน้าตาแดงก่ำ

“อืม” ฉันส่งเสียงบอกให้รู้ว่าได้ยินที่เขาพูด ในขณะที่ยังง่วนกับการพิมพ์ตัวหนังสือตรงหน้า ควันบุหรี่อ้อยอิ่งจากที่เขี่ยบุหรี่เพิ่งจางลง

“คุณนี่สมาธิเยี่ยมยอด” ลมหายใจของเขากรุ่นแอลกอฮอล์เมื่อชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ก่อนถือโอกาสจรดจมูกลงที่แก้มของฉัน

“คุณก็ไม่แพ้ฉันหรอก ใจจดใจจ่อ ไม่ละไม่เว้นแม้แต่คนที่กำลังทำงานยุ่งอยู่” ฉันพูดเหมือนเอ็ดหากน้ำเสียงไม่จริงจัง กระนั้นยังไม่เงยหน้าขึ้นมามองเขาอยู่ดี ยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม เพิ่งรู้ตัวว่ามัวแต่พิมพ์อะไรไปเรื่อย จนลืมดื่มน้ำที่รินเอามาวางไว้ให้

“คุณ พระจันทร์สวยนะ มาดูด้วยกันตรงนี้ดีกว่า” เสียงเขาดังมาจากระเบียงอีกครั้ง ฉันลุกออกไปหา ด้วยนึกเรื่องเขียนต่อไม่ออก งานที่ทำแม้จะไม่ต้องสังกัดสำนักพิมพ์ไหน ไม่ต้องเข้าสำนักงานเป็นเวลาเหมือนคนอื่นๆ หากการเขียนก็ดึงเอาพลังงานไปเกือบหมดตัวทุกครั้ง

พระจันทร์ดวงกลมโต ส่องแสงนวลเยือกเย็น ให้ความรู้สึกของผู้หญิงสง่า งดงาม ทว่าแสนเศร้าคนหนึ่ง

“เหมือนคุณ” เสียงเขาดังขึ้น หลังจากฉันเอนกายลงนอนเคียง “พระจันทร์น่ะ เหมือนคุณ”

“ไม่หรอก พระจันทร์สวยเกินไป เศร้าเกินไป” ฉันตอบเสียงหม่น คิดอะไรบางอย่าง

“เอ่อ เดี๋ยวมานะคะ กันย์ ฉันจะลงไปที่ล็อบบี้สักหน่อย คุณอยากได้อะไรไหม” ฉันลุกขึ้นพรวดพราดเมื่อนึกอะไรขึ้นมาได้

เขาทำหน้าฉงนเล็กน้อย หากไม่ได้พูดอะไรออกมา นอกจาก “ตามสบาย คุณ เอาโทรศัพท์ไปด้วยนะ เผื่อโดนฉุด จะได้ไปช่วยทัน” แล้วก็เบือนสายตากลับไปมองพระจันทร์ตามเดิม ฉันไม่อาจรู้ได้แล้วว่าเขารู้ “อะไร” ที่ฉันเพิ่งนึกขึ้นมาได้ทันทีเดี๋ยวนั้นหรือไม่

“จะรีบกลับมาค่ะ ไม่นานหรอก” พูดเหมือนให้สัญญาทั้งที่เขาไม่ได้ร้องขอ อย่างน้อย มาด้วยกัน ฉันควรต้องแคร์ความรู้สึกของกันย์บ้าง “……” คิดอยากพูดอะไรต่อ เพื่อทำให้เขาสบายใจ หันรีหันขวาง ไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์ตรงหน้า จนรำคาญตัวเอง คว้าโทรศัพท์มือถือเดินไปเปิดประตูแล้วก้าวออกไปโดยไม่หันมามองคนที่นอนอยู่ตรงระเบียง
………………………………………………….

ฉันกดเบอร์โทรศัพท์ที่รับเมื่อตอนสาย สัญญาณบอกว่าโทรศัพท์ติดแล้ว หากไม่มีใครรับ ฉันวางหู คิดชั่งใจระหว่างการโทรกลับไปอีกครั้ง กับการหาอะไรดื่มเย็นๆ ก่อนกลับไปที่ห้อง ห้องที่มีกันย์รออยู่

โทรศัพท์ดังขึ้น เบอร์ที่ฉันเพิ่งเรียกไป “ฮัลโหล บุตรเหรอคะ” เสียงเหมือนฝันดังขึ้นมา น้ำเสียงเร่งร้อนปนโล่งใจหรืออะไรคล้ายๆ กัน

“ฝัน…….บุตรเอง” ความรู้สึกอะไรกันหนาที่พุ่งเข้าสู่หัวใจในตอนนั้น เหมือนฉันกำลังเดินทางกลับบ้าน ทั้งปลอดโปร่งโล่งใจ ปลอดภัยและอบอุ่น เมื่อได้ยินเสียงของคนที่อยู่ในหัวใจฉันมานาน

“…..คิดถึง คิดถึงมาก” น้ำเสียงเล็กๆ กลั้นสะอื้น หลังจากที่เงียบไปชั่วอึดใจ

ขนทั่วกายลุกชัน สังหรณ์ว่ามีเกิดอะไรขึ้นกับเหมือนฝัน น้ำเสียงสั่นเครือเหมือนเด็กหลงทางมองหาใครสักคนเป็นที่พึ่ง

“พ่อกับแม่…………” น้ำเสียงเล็กๆ นั่นยิ่งสั่นสะท้าน มองเห็นภาพเหมือนฝันยกมือปิดปากกลั้นสะอื้น “…….ไม่อยู่แล้ว” ฉันตัวชา ใจหายไปกับข่าวการสูญเสียครั้งใหญ่หลวงของผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนั้น

กันย์เลี้ยวรถเข้าที่จอดของอาคารที่พัก หลังกลับจากไปส่งบุตรดาที่วัดและหาเรื่องเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอกจนเย็น รู้ตัวว่านิ่งและเงียบไป นับตั้งแต่เธอกลับจาก “ออกไปข้างนอก” และบอกด้วยท่าทีที่เกรงใจเหลือเกินว่ามี “ธุระด่วน”ต้องกลับกรุงเทพฯ ดวงตาเอ่ยคำขอโทษที่ทำให้วันพักร้อนของเขาสั้นกว่าที่ควร

ข่าวร้ายของคนใกล้ใจที่แม้จะเป็น “อดีต” หากความสำคัญของคนคนนั้นคงมากเหลือเกิน บุตรดาคงร้อนใจเพราะต้องรอเรือเช้าวันรุ่งขึ้น ดูเหมือนเธอแทบไม่ได้หลับ

ไม่ต่างกัน เขาเองก็ใช่จะข่มตาลงได้ง่าย เธอนอนหันหลัง คลี่ม่านบางๆ กันเขาออกจากโลกส่วนตัวของเธอ เขาลังเลที่จะวางมือบนต้นแขนของคนที่นอนหันหลังให้ รู้สึกเหมือนกำลังร้องขอบางสิ่งบางอย่างที่คนให้ไม่เต็มใจ

ผู้หญิงลึกลับชวนค้นหาคนนี้ มีอะไรให้เขาติดใจนักหนา เพียงอารมณ์หม่นเศร้าที่เขาสัมผัสได้ เหมือนๆ กับที่รู้ตัวเองว่ามีเหมือนกันอย่างนั้นหรือ คนเหงาสองคนมาพบกัน ไม่สิ มีอะไรมากกว่านั้น หากเพียงแค่เหงา ไม่จำเป็นต้องหยุดอยู่ที่เธอ

เหมือนเป็นข้อตกลงนับตั้งแต่รู้จักกันที่จะไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่าย เขาพบเธอในงานแต่งงานของเพื่อนสนิทสมัยมัธยม โดนขอร้องให้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว ขณะที่เธอมาในฐานะเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยของเจ้าสาว ด้วยความมั่นใจในตัวเองสูง แต่งกายในชุดสีเข้มแปลกตา ทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว ต่างจากเพื่อนผู้หญิงกลุ่มใหญ่ซึ่งเดินเข้ามาพร้อมกัน ล้วนกรุยกรายอยู่ในอาภรณ์ยาวลากพื้น กริยาที่แม้จะร่าเริงยามพูดคุย หากเมื่อมีโอกาสได้เข้าใกล้ จึงสะดุดในความหม่นเศร้าของดวงตาคู่โต เธอพบเจออะไรนักหนา จึงสะท้อนความรู้สึกนั้นออกมารุนแรงจนสัมผัสได้

ตอนนี้เขารู้แล้ว

ความรู้สึกแสนหวานที่เก็บงำลึกซึ้งต่ออดีต “คนของหัวใจ” นั่นสินะ คือต้นเหตุของดวงตาแสนเศร้าของผู้หญิงที่มีอะไรข้างในมากมายนัก

ผู้หญิงที่เขากล้าๆ กลัวๆ ที่จะเข้าใกล้ ด้วยไม่แน่ใจใน “ความเป็นเธอ” ไม่มีจริตมากอย่างผู้หญิงทั่วไป พูดจาตรงๆ เปิดเผย ท่าทางห้าวๆ ของเธอนั่นเองที่ทำให้เขาไม่กล้าโทรติดต่อหลังจากได้เบอร์มาจากเพื่อน ต้องรวบรวมความกล้าอยู่พักใหญ่ก่อนตัดสินใจ

เธอทำให้เขาใจชื้นขึ้นมาได้บ้างด้วยน้ำเสียงเป็นมิตรและคำตอบรับทานอาหารเย็นด้วยกันคืนวันศุกร์ แม้มีอาการลังเลอยู่บ้าง

จากวันนั้น เขาหาโอกาสพบเธอบ่อยๆ และยิ่งชอบพออัธยาศัยเธอมากขึ้นทุกทีๆ กระนั้น มีม่านบางๆ ที่เขารู้สึกสัมผัสได้เสมอ คิดไปว่า เป็นเพราะเธอยังรู้จักเขาไม่นานพอ

วันนี้เขารู้แล้ว

ใครสักคนที่เขาค้นหา มีอดีตลึกล้ำเกินจะเข้าถึงหากเธอไม่เปิดใจ คำบอกเล่าสั้นๆ ว่าต้องไปช่วยงาน “เพื่อน” ที่วัดคงไม่ได้ทำให้เขาต้องรู้สึกหนักอึ้ง หากเป็นโทรศัพท์ถึงเธอตอนสายวานนี้ ความร้อนรนในตาคู่นั้นและท่าทางครุ่นคิดนั่นต่างหาก ทำให้เขานิ่งเป็นรูปปั้นมาตลอดทาง เธอเองก็ไม่แตกต่าง สองคนในรถเหมือนโกรธกัน

ใจหนึ่งอยากภาวนาไม่ให้ลมพัดหวน แต่อีกใจกลับอยากเห็นประกายสดใสในดวงตาคู่นั้น

เขาควรทำอย่างไรดี ปล่อยเธอไปหรือสนับสนุนให้เธอคืนดีกับคนรักเก่าหรืออย่างไร

ไม่อยากเป็นคนดีขนาดนั้น ไม่อยากให้ตัวเองต้องเป็นคนที่เสียใจ อยากเห็นแก่ตัว

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เขารับด้วยความแปลกใจปนยินดี บุตรดาโทรมา

“คุณ วันนี้ต้องขอโทษด้วย ที่ทำให้หมดสนุก แถมต้องเหนื่อยขับรถมาส่ง” น้ำเสียงอ่อนเนือยดังขึ้น

“ผมโอเคนะ” เขาตอบเธอสั้นๆ

“ฉัน….กำลังจะกลับ จะแวะไปขอกาแฟดื่มสักถ้วยนะคะ” เธอพูดเนิบช้าอย่างอยากจะหยั่งอารมณ์คนปลายสาย

“ดึกแล้วนะคุณ” น้ำเสียงของเขากลับแจ่มใสจนตัวเองรู้สึก

“มีเสื้อผ้าให้ฉันเปลี่ยนสักชุดไหมคะ” เสียงเธอยั่วล้ออย่างอารมณ์ดี

“ผมไปรับไหม”

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉันไปเอง คุณต้มกาแฟรอแล้วกันนะคะ แล้วพบกัน”

แล้วพบกัน แล้วพบกัน เขารู้สึกชื่นบานขึ้นมาเดี๋ยวนั้น กระวีกระวาดเตรียมกาแฟ เปิดตู้หาเทียนหอมที่เธอเคยซื้อมาทิ้งไว้ จุดรอ

……………………………………………………….

“ฉันคงเป็นคนเห็นแก่ตัว” เธอเอ่ยออกมา ยามนั้นเราอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน ฝนที่ตกข้างนอกทำให้อากาศในห้องเย็นกว่าที่เคย แสงเทียนวับแวมในห้อง ส่องให้วงหน้าของเธอดูแปลกไปจากที่เคยเห็น

ผมมองไม่เห็นประกายใดๆ จากดวงตาคู่สวย

“ทำไมถึงคิดอย่างนั้น” ถามอย่างอยากรู้รายละเอียดมากกว่าแค่พูดเอาใจ

“มีใครคนหนึ่งอยู่ในใจ และมีคุณอยู่ข้างๆ โดยที่ตัวเองไม่อยากตัดสินใจอะไรสักอย่าง” เธอเอ่ยเหมือนกวีกำลังร่ายกลอน น้ำเสียงคล้ายพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะตั้งใจให้ผมได้ยิน

“คุณมีความสุขกับการมีผมอยู่ข้างๆ หรือเปล่าล่ะ ตรงนั้น…..ที่สำคัญสำหรับผม” ผมหลอกตัวเองด้วยการเล่นบทผู้ชายแสนดีหรือเปล่า

บุตรดาเงียบ ไม่ได้พูดอะไรต่อ หากพลิกกายป่ายแขนโอบรอบตัวผม อากาศหนาวกับคนของใจอยู่ใกล้กัน นึกอยากให้เวลาหยุดลงชั่วคราว เพียงเท่านี้ผมไม่ปรารถนาอะไรอีกในโลก

ผู้หญิงชวนค้นหา ผู้หญิงที่ผมอาจต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการเรียนรู้ตัวตนของเธอ

อะไรสักอย่างที่ปั่นป่วนข้างใน บังคับให้ผมแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเธอ กอดรัดเธอแน่นขึ้น…..เนิ่นนาน…..

ฉันไปช่วยเหมือนฝันเรื่องงานศพอีกหลังจากวันนั้น โทรบอกข่าวเพื่อนๆ ที่ยังติดต่อได้ คนมาร่วมงานมีไม่มากนัก นอกจากเพื่อนบ้าน คนรู้จักของพ่อแม่เหมือนฝันและเพื่อนสมัยเรียนของเรา ไม่มีแม้เงาของคนที่เหมือนฝันแต่งงานด้วย ดวงตาที่เคยสุกใสเป็นประกายของเหมือนฝันทอแสงหม่น ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ต้องจัดงานศพของทั้งพ่อและแม่เพียงลำพัง โดยไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน

อากัปกิริยายามต้อนรับคนที่มาร่วมงานคล้ายหุ่นยนต์ แววตาจับจ้องอยู่ที่รูปถ่ายหน้าศพ บางครั้งนั่งนิ่งจนคล้ายรูปปั้น ดวงตาแห้งผากว่างโหวงไร้ชีวิตชีวานั้นน่าสงสารจับใจ ทำให้ฉันมาอยู่เป็นเพื่อนเหมือนฝันที่บ้าน เพื่อนคนอื่นๆ ขอโทษขอโพยที่มาอยู่เป็นเพื่อนด้วยไม่ได้ เนื่องจากมีภาระการงานที่ต้องทำในวันรุ่งขึ้น

กลับมาจากวัด ฉันมักเดินเล่นรอบบ้าน เรือนไม้สองชั้นหลังเล็กๆ ของผู้สูงวัยทั้งสองร่มรื่นด้วยไม้ยืนต้นและไม้อย่างอื่นซึ่งฉันไม่รู้จักชื่อ มีกระทั่งผักสวนครัวในแปลงยกร่องขนาดไม่ใหญ่นักหลังบ้าน ห่างออกไปเพียงสองร้อยเมตรเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา ดีที่บ้านถมดินยกพื้นสูงหนีน้ำท่วมขังจึงไม่มีปัญหายามน้ำขึ้นลง ฉันหลงรักเรือนไทยริมน้ำหลังนี้ตั้งแต่มีโอกาสได้มาที่บ้านเหมือนฝันครั้งแรก แล้วความรักที่มีต่อผู้หญิงตัวเล็กกับบ้านหลังนี้ก็ตรึงอยู่ในหัวใจฉันตลอดมา หากความประทับใจนั้นก็เป็นได้เพียงความฝันว่างโหวง ไม่อาจจับต้องสัมผัส

พิธีเผาศพเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อตอนเย็น เหมือนฝันกลับมานั่งหมดแรงบนโซฟารับแขกเมื่อถึงบ้าน ฉันเดินไปรินน้ำเย็นใส่แก้วมาให้ มือเรียวบางที่เคยสัมผัสเมื่อนานมาแล้วยื่นมารับไปพร้อมกล่าวขอบคุณเบาๆ
“แล้วนี่ฝันจะกลับญี่ปุ่นเมื่อไหร่” ฉันถาม

ดวงตาเศร้าๆ ทอแสงอ่อน “ฝันคงไม่กลับไปญี่ปุ่นอีก” พูดพลางฉุดมือฉันให้นั่งลงข้างๆ กัน “นั่งก่อนค่ะ บุตร ฝันมีเรื่องอยากคุย” นิ้วมือเรียวยาวที่เคยทำให้ปั่นป่วนยามยกขึ้นจรดจมูกยังคงทำให้หวิวไหวได้เหมือนเคย

ฉันทรุดตัวนั่งลงง่ายๆ อย่างนั้นเอง ทั้งที่กลัวใจตัวเองเหลือเกินที่จะต้องอยู่ใกล้ชิดกับคนตัวเล็กบอบบาง ใบหน้าที่คุ้นเคยอยู่ห่างจากฉันเพียงโน้มตัวนิดก็จรดจมูกลงบนแก้มนวลนั่นได้แล้ว

เธอมองสบตาฉันแล้วเอ่ยคำ “ตอนที่ตัดสินใจแต่งงานกับยัคคุง ฝันแค่อยากไปให้พ้นๆ กับปัญหาที่ประเดประดังเข้ามา ไม่อยากแตกต่างจากคนทั่วไป แต่งงานมีครอบครัวอย่างที่ใครๆ เขาเป็นกัน ไม่ต้องมีใครคอยมองแปลกๆ ซุบซิบนินทายามคล้อยหลัง ที่สำคัญ เรื่องของเราไม่มีวันเป็นไปได้ ‘ในตอนนั้น’ ฝันเป็นห่วงความรู้สึกของพ่อกับแม่ คิดว่ามันผิดและทำยังไงก็สลัดความรู้สึกนั้นทิ้งไปไม่ได้ ฝันไม่อยากทำให้ท่านต้องเสียใจ”

ฉันนิ่งฟังคำอธิบาย ความเป็นลูกที่ดีของเหมือนฝันทำให้ฉันเสียน้ำตามาแล้วหลายครั้ง หลายครั้งอยากโกรธตัวเอง อยากเห็นแก่ตัว อยากทำเป็นไม่เข้าใจ ไม่อยากยอมรับอะไรได้ง่ายๆ อย่างนี้ แต่ที่สุด ฉันก็ทำดื้อแพ่งอย่างนั้นไม่ได้ ฉันอาจจะรักเหมือนฝันมาก แต่มันคงเทียบไม่ได้กับความรักที่พ่อแม่เหมือนฝันมี

“ชีวิตของฝันย่อมเป็นของฝัน บุตรไม่เคยคิดที่จะก้าวก่ายการตัดสินใจของฝัน” ฉันตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เหมือนฝันมองหน้าฉันก่อนพูดต่อ “นั่นยิ่งทำให้ฝันรู้สึกแย่กับผลที่ออกมา บุตรยอมรับฝันได้เสมอ แต่ฝันไม่เคยทำอะไรให้ได้อย่างนั้นเลย แล้วยังทำตัวร้ายกาจไม่ติดต่อมาเลย” เหมือนฝันนั่งนิ่งไปชั่วขณะก่อนเอ่ย “ฝันอยากขอโทษ”

เหมือนฝันโผเข้ากอดฉันแน่นอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว “บุตร………..” ความรู้สึกหนึ่งซึ่งห่างหายไปนานแล่นปราดเข้าสู่หัวใจ ไออุ่นจากแขนเล็กๆ ที่โอบรอบคอและร่างกายที่แนบสนิทละลายความเฉยชาที่ฉันสร้างไว้แน่นหนาจนหมดสิ้น ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่หรือที่ฉันโหยหามานานนับปี ผู้หญิงที่เป็นที่รัก รักอย่างสุดหัวใจ คนเดียวที่ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้กลับ ‘บ้าน’ ทุกครั้งยามอยู่ในอ้อมแขนเธอ ฉันกอดตอบเธออย่างที่หัวใจร่ำร้องมานาน

“ยัคคุงเป็นเกย์ และเขาก็เห็นแก่ตัวพอที่จะหลอกให้ฝันแต่งงานด้วย” น้ำเสียงนั้นไม่ได้ขื่นขมแต่ประการใด หากแค่นเสียงอู้อี้ออกมาคล้ายประชดประชันอะไรบางอย่าง แขนทั้งสองข้างของฉันที่โอบรอบเอวเล็กบอกให้รู้ว่าเธอผอมลงไปกว่าเดิม

“แล้วพ่อแม่ฝันรู้เรื่องนี้บ้างหรือเปล่า” ฉันถาม ขณะที่เหมือนฝันไม่พูดไม่จาอะไร นอกจากกอดฉันแน่นกว่าเดิม

“คงไม่รู้ล่ะสิ อย่างฝันคงไม่เล่าเรื่องไม่สบายใจให้พ่อแม่ฟังอีกตามเคย” ฉันคาดเดา อดลูบเรือนผมยาวแค่บ่าของเธอไม่ได้ บางครั้งเธอเป็นเหมือนน้องน้อยให้ทั้งรัก ทั้งเอ็นดู

“ฝันไม่ได้พูดให้ฟัง ท่านก็ถามเหมือนกันแต่พอเห็นว่าฝันไม่พูดจริงๆ ท่านก็เลยว่าถ้าลำบากใจก็กลับมาอยู่เมืองไทย กลับมาอยู่บ้านเรา” เธอพูดเหมือนอยู่ในภวังค์ก่อนเอนศีรษะซบลงที่ไหล่ “บุตรคะ”

“ว่าไงคะ คนดี” ฉันจรดริมฝีปากลงบนศีรษะของเธออย่างแสนรัก

“ไม่มีอีกแล้วนะคะ ความเป็นไปไม่ได้ระหว่างเรา”

ฉันมองใบหน้าที่คุ้นเคยมาแสนนาน ก่อนทาบริมฝีปากลงบนริมฝีปากของเหมือนฝันเบาๆ ใบหน้าของกันย์โผล่เข้ามาในห้วงคำนึงชั่วขณะ จากนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเหมือนฝันเบียดกายแนบชิด ร้องขอไออุ่นและสัมผัสปลอบโยน

.....................................




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2550    
Last Update : 14 สิงหาคม 2550 23:03:59 น.
Counter : 7566 Pageviews.  

เรื่องยาวของฉันอยู่ในเว็บปิงฟ้า

ใครมาเยี่ยมบล็อกลายดอกของฉันแล้วเห็นกรุ๊ปบล็อกนี้ว่างเปล่า

ขอเชิญเข้าไปอ่านเรื่องยาวใหม่ของฉันได้ที่เว็บปิงฟ้า
//www.pingfa-vilunda.com
ซึ่งฉันฝากไว้ที่บอร์ดในเว็บแห่งนั้นนะคะ

ชื่อเรื่อง ดวงดาวดอกไม้
อืมม ขอเขียนอะไรแบบนี้ทีเถอะ
ตบยุงไป เขียนไปค่ะ
แต่มีความสุขเหลือประมาณ
ตอนนี้ฉันหายใจเข้า หายใจออก
เป็น 'ปารวี' กับ 'เนศรี' แล้ว

ไปลุ้นความรักระหว่างเธอสองคนนี้กันนะคะ
และขอเชิญทิ้งร่องรอยไว้ได้ตามอัธยาศัย








 

Create Date : 13 สิงหาคม 2550    
Last Update : 13 สิงหาคม 2550 22:06:47 น.
Counter : 691 Pageviews.  


bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.