images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

บริหารเงินออมแบบน้องปุ๊ก

เมื่อบ่ายได้คุยกับน้องปุ๊กใน FB คุยเรื่องการบริหารเงินกันค่ะ
น้องปุ๊กเป็นน้องใน FB ที่มีทัศนคติเรื่องการใช้ชีวิตและการบริหารการเงินที่ดีและไม่มีทัศนคติที่เป็นลบ ต่อการวางแผนการลงทุน

เนื่องจากฉันเคยเขียนเรื่องเงินๆทองๆในบล็อก และสนใจเรื่องการบริหารวางแผนการเงิน(และชีวิต)อยู่แล้ว และกำลังเขียนต้นฉบับเรื่องการบริหารเงินและชีวิตสำหรับผู้หญิงอยู่ด้วยค่ะ

ขอแชร์จากที่น้องปุ๊กเล่ามาเก็บไว้ให้อ่าน โดยไม่ได้ตัดตอนเลยค่ะ

------------------------------------------

ในชีวิตของพนักงานอย่างเรา รายได้หลักคือ เงินเดือน (มาก น้อย แล้วแต่) สำหรับคนอื่น อาจให้ใช้รอดจนถึงวันที่ 30 ของอีกเดือน สำหรับเรามันมากกว่านั้น ความฝันในวันอีกใกลข้างหน้า คือเจ้าของสวนเกษตรพอเพียง มีสวน ไร่ นา สามารถพึงพาตัวเองได้ แล้วเราจะทำอย่างไง ต้นทุนตอนนั้นก็คือ ติดลบ เพราะต้องใช้หนี้เงินกู้เพื่อการศึกษา อีกเป็นแสน หนี้ที่บ้านอีกหลายตังค์ และต้องส่งน้องเรียน นี้คือหลักยึดแรกของการใช่เงินของเรา คือความฝัน กับปลดหนี้

ดังนั้นตั้งแต่เดือนแรกที่ทำงานจนถึงทุกวันนี้ ทุกเดือนจะต้องถูกจัดสรร ต้องติดบวกเหลือเก็บ แต่ตลอด 120 กว่าเดือนที่ทำงานไม่เคยไม่ให้พ่อ-แม่และยืนยันว่าชีวิตก็มีความสุขได้เที่ยว ได้กิน ได้พักผ่อมตามที่ต้องการไม่ได้ลำบากอะไร (แต่มันก็ต้องสมฐานะ)

เริ่มแรก ช่วงสัก2-3 ปีแรกของการทำงานได้ทำงานในส่วนของสัตวบาลฟาร์มอยู่นครนายก เงินเดือนส่วนใหญ่แทบจะไม่ได้ใช้เพราะที่ฟาร์มมีให้หมด อาหาร 3 มื้อ ที่พัก น้ำ ไฟฟ้า ชุดที่ทำงานในฟาร์ม ฟรีหมด หนึ่งสัปดาห์ได้ออกจากฟาร์ม แค่ หนึ่งวัน จะใช้เงินก็ตอนนี้แหละ ออกมาก็ใช้เต็มที่ซื้อของมาตุน ซื้อหนังสือ หนัง มาไว้ ส่วนเรื่องสังสรรค์ ก็มีเพื่อนว่ะเวียนบ้าง ยังไปกินเหล้า เที่ยวกลางคืนบ้าง การเก็บเงินในช่วงนี้ก็เหลือจากใช้แล้วเข้าบัญชีออกทรัพย์ กับฝากประจำ ดังนั้นเงินที่เหลือแต่ละเดือนยังไม่แน่นอน แล้วช่วงแรกของการทำงาน กิเลส เยอะเหลือเกิน แต่ก็ได้เงินเก็บพอสมควร หลังจากนั้นวิธีการเก็บเงินเริ่มเปลี่ยนใหม่ มีแฟน แฟนเป็นสัตวบาลโรงฟัก อยู่บริษัทเดียวกันแต่เค้าอยู่สระบุรี ส่วนใหญ่จะเจอกันตอนประชุม รักกันก็เพราะประชุมนี้แหละ (เล่าทำไมเนี้ย) เราตรงกันเรื่องความฝัน งั้นเป้าหมายเราคือเก็บเงินเหมือนกัน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเราใช้เงินกระเป๋าเดี่ยวกัน เราจะแกรงใจกันถ้าเราใช่อะไรที่มันนอกเหนือ(พิเศษ)เราจะโทรมาปรึกษากัน แต่เราจะมีขอบเขตของตัวเองอยู่ว่าใช่อะไรได้ ไม่ได้บังคับกันมากมายอะไร (เรื่องกินเหล้า เที่ยวก็เลยหมดไป )ส่วนใหญ่เค้าจะซื้อใว้ให้หมดแล้วของใช้ประจำวัน เสื้อผ้า จนถึงชั้นในเค้าก้ซื้อไว้ให้ เราก็ใช้แต่ส่วนเรื่องกิน จนถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้ (อยู่สระบุรีต้องไปขนของใช้มาจากกรุงเทพ ทั้งทีซื้อที่สระบุรีก็ได้ แต่เราก็ให้แฟนซื้อไว้ใตลอดไม่เข้าใจ)

แฟนเค้าก็เริ่มจดบันชีรายรับ รายจ่าย พอจดไปนานก็เริ่มเห็นว่าอะไรมันมากเกินไป เช่น ค่าโทรศัพย์ ค่าหนัง (ของเรา) กินข้าวนอกบ้านบ่อย พอมองเห็นว่าอะไรมาก ก็เริ่มลดไปเรื่อยๆๆ เราก็เริ่มมีเงินเก็บมากขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในธนาคาร เป็นบัญชีฝากประจำ แล้วก็ซื้อทองรุปพรรณ จนถึงระดับหนึ่งเราจด และลดสิ่งฟุ่มเฟือยจนนิ่ง เราก็เลยมากำหนดเงินที่ฝากแบบตายตัวเลย ว่าต้องเก็บเท่าไหร่ เงินเดือนเข้าก็ฝากเลย ที่เหลือก็ใช้ เป็นเป้าหมายก็ท้าทายมาก ช่วงนั้นก็ย้ายมาอยู่ฟาร์มที่สะบุรีแล้ว

มันก็มีเหตุการณืที่ไม่คาดคิดแม่ปุ๊กป่วยหนักแล้วก็บ้านปุ๊กที่เพชรบูรณ์ก็จะถูกยึด เงินที่เก็บก็ถูกใช่ไปเกือบหมด ต้องขอบคุณแฟนที่ช่วยเหลือ ให้ใช้เงินเพราะมันเป็นเงินที่เราเก็บด้วยกัน แล้วไม่เคยถามถึง หรือบ่นซักคำ เราก็เริ่มกันใหม่ เรียกว่า เป็นศูนย์ดีกว่า เราก็ยังใช้แผนเดิมก็คือเก็บเข้าธนาคารแล้วก็เริ่มซื้อประกันชีวิต หลังจากนั้นแฟนก็ลาออก ย้ายกลับไปอยู่บ้าน เราก็เริ่มมีปัญหาเรื่องจำนวนเงินเก็บ เพราะ แฟนมีค่าใช่จ่ายมากขึ้นเพราะมาทำงานกทม. เราก็มีค่าใช่จ่ายค่าเดินทางมากขึ้น จุดเปลี่ยนมันเริ่มขึ้นตรงนี้ วันหนึ่งเราคุยกันเรื่องเงิน ฝากตั้งนานได้ดอกเบี้ย 3 % เองหัก 15 %อีกน้อยเกินไป เราก็เลยเริ่มศึกษาหาทางเลือกอื่น ก็แหล่งความรู้ทั่วไปนั้นแหละ หนังสือ อินเตอร์เน็ท ถามเอาบ้างสองคนกับแฟนก็ช่วยกัน ได้อยู่กทม.ก็สะดวกมากขึ้น มีทางเลือกมากขึ้น

เราก็เริ่มต้นกันที่กองทุนแต่ตอนนั้นความรู้น้อย เสือกไปเริ่มลงทุนในตราสารหุ้น(ต้องอธิบายไหมว่ากองไหนเป็นอย่างไง)มันเป็นกองทุนที่มีความเสียงสูงสุด (เสียงสูง ผลตอบแทนสูง) นะ ช่วงนั้น ปี 50หรือ 51 มั้งหุ้นกำลังขึ้นสุงสุด ซื้อกองทุน 1 สัปดาห์ได้ผลตอบแทน เกือบ 10 % ได้มั้ง โอ้โฮ สุดยอด( ตอนนั้นมีความรู้น้อย ประสบการณ์น้อย) โชคดี กำลัง ซื้อเพิ่ม หุ้นตก ตกลง ๆๆๆ จาก พันกว่าจุด เหลือ 400 กว่าจุด ไม่รู้เรื่องอะไร เงินก้อนนั้นก็ขาดทุน เราก็ปรึกษากันใหม่เรา เรารู้แล้วว่าจะเอาเงินเก็บไปทำงานกันอย่างไง ทำอย่างไงให้มันงอกเงย เรามีเงินเก็บเราจัดสรรเงินนั้นอย่างไง หรือเรียกว่าการพอร์ตการลงทุน เราสองคนเป็นคนที่ชอบความเสี่ยงสูงทั้งคู่ พอร์ตเราก็ออกในแนวเร้าใจ (ช่วงนี้เริ่มมีความรู้ มีประสบการณ์) เงินฝากประจำครบกำหนดเราก็ย้ายมาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ (ก็มีทุกธนาคารก็ศึกษาเอา) อันนี้เสียงต่ำ ผลตอบแทนใกล้เคียงฝากประจำ เป็นกองทุนยืน หลังจากนั้นก็ย้ายไปลงทุนในกองทุนต่างๆ แล้วแต่จังหวะ ว่าช่วงนั้นเป็นขาขึ้นของอะไร ทอง น้ำมัน หุ้น ความเสียงก็แล้วแต่กอง ก็ได้ผลตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ เรียกว่ากำไรมากว่าขาดทุน แต่เราก็ยังต้องใช้เงินลงทุนจากเงินออมนะ เงินเดือนที่หายไปอีกช่องนอกจากประกันสังคมก็ภาษี หลายตังค์เลย เค้ามีให้ลดหย่อน ก็ศึกษาใช้สิทธิ์ให้ครบ สิ่งที่ช่วยได้ก็ลงทุนใน กองทุน LTF และ RMF ก็ซื้อตามธนาคารทั่วไป

ส่วนเราต้นปีหลังจากปรับเงิน และก็โบนัสแล้ว ก็คำนวนภาษีไว้เลยว่าต้องซื้อ LTF เท่าไหร่ รู้เป้าหมายแล้วค่อยซื้อไป เอาตอนช่วงหุ้นมันลด เราก็ได้ราคาถูก กระจายไปเรื่อย ถ้าปลายปีมันจะราคาแพง หลังจากนั้นความสนุกของพร์อตเรายังไม่หมด ถ้าเราซื้อกองทุนเราจะต้องเสียค่าบริหารกองทุน งั้นเราเล่นเองเลยดีกว่า เล่นหุ้น ว้าว!! พอกันไอ้คู่นี้ (มีความรู้กับประสบการณ์เยอะขึ้น) เล่นหุ้นทำไง มันไปธนาคารไม่ได้ งั้นก็ตลาดหลักทรัพย์ เค้าก็มีอบรม จำได้ว่าช่วงนั้นเข้า กทม. ทุกอาทิตย์ไปตลาดหลักทรัพย์ ข้างศูนย์ประชุมอ่ะ (โกรธมากตอนเผาห้องสมุดมารวย) แล้วเราก็ถามกันว่ามั่นใจ เปิด พอร์ต (กระบวนการที่จะเล่นหุ้นก็ศึกษาเอา) หุ้น เยอะมาก ซื้ออะไรดี อ่าน อ่าน ดู ดู ก็คุยกัน ถ้าเงินก้อนนี้หายไปจะไม่คิดอะไร ก็ลุยเลย ก็ได้กำไรนะ ตอนแรก จังหวะหุ้นลง ก็ขาดทุน ขายไปทัน ไม่เข้าใจตลาด หลังๆก็เริ่มนิ่ง ดูจากที่เราผิดพลาด จากที่เราเคยขาดทุน จริงเล่นหุ้นไม่ยากหาหลักเราให้เจอว่าเราชอบแบบไหน หุ้นก็มีหลายแบบหุ้นเล่นรอบ หุ้นปันผล หุ้นตามข่าว ทุกอย่างมันอยู่ที่ใจจริง ( ไม่อยากโม้คุณแฟน ดูกราฟหุ้นเก่งมาก ส่วนใหญ่ได้รอบได้กำไร ส่วนเราไม่ได้เรื่องเลย )

สรุปที่เล่ามาอีกที เริ่มต้นของการบริหารเงิน ก็คือเงินออม ก็ตามสมการ รายได้-รายจ่าย=เงินออม เรามีเงินเดือนเท่าเดิมอย่างนั้น เราต้องลดรายจ่าย เราก็จะมีเงินออม เราจะทำให้งอกเงยอย่างไง เพราะเราต้องต่อสู้กับอัตราเงินเฟ้อ ถ้าเราเอาเงินฝังไหไว้ ค่าเงินเราจะลดลงไปเรื่อยตาม ค่าเงินเฟ้อ ก็เลือกเอาตามที่เราถนัด ฝากกินดอกเบี้ย (ยิ่งนานยิ่งดีเพรามีดอกเบี้ยทบต้น)บางครั้งอาจสู้กับอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ เงินเก็บเราก็ติดลบอีก ก็ลองมองหา เอาว่าจะลงในตราสารต่างๆ กองทุน ต่างๆ หุ้น ทองคำ ประกันชีวิต(มีคนบอกปุ๊กว่าเอาเรื่องการลงทุนไปสอนแล้วขายประกันหน้าจะรุ่ง) อสังหาริมทรัพย์ ของมีค่าอื่น พระ เพชร อื่น ๆก็แล้วแต่ถนัด

แต่สิ่งที่สำคัญก็คือต้องมีความรู้กับมันจริงๆ มีประสบการณ์ ยึดหลักปลอดภัย เงินที่เอามาต้องเป็นเงินเย็น เพราะเรามีเวลาที่ไม่แน่นอนในการลงทุน สำหรับคนที่มีคู่ ทัศนะ ความเข้าใจในการลงทุนต้องไปด้วยกัน (ไม่งั้นตีกันตาย) สำหรับเรา เราทั้งคู่คุยกันแล้วมีจุดหมายการเงินที่เหมือนกัน คือ ระหว่างทางเราจะมีความสุข เราจะได้เที่ยว ได้ดูหนัง ซื้อหนังสือ ใช่จ่ายได้ไม่อึดอัด เราก็มีเครื่องอำนวยความสะดวกเท่าที่ควร แต่เราไม่มีรถ (ก็มันลดอ่ะ แต่สังสัยปีนี้ต้องมีแล้ว) จะไม่สร้างภาระ อะไร มีใช้ในยามฉุกเฉินหรือป่วยไข้ ลองวางแผนดูกับเพราะเรื่องเงินเป็นเรื่องสำคัญของชีวิต สำหรับเราสองคนส่งน้องเรียนจบ บ้านนั้นก็ถูกเรายึด (แม่โอนให้เพราะเราเอาออกมา) มีเงินใช้ยามฉุกเฉิน แล้วใกล้จะมีที่ดินของเราแล้วนะ

----------------------------

หมายเหตุจากฉันค่ะ : ฉันชื่นชมคู่นี้ หลังจากที่ได้อ่านบันทึกนี้จบแล้ว และได้ข้อสรุปว่า คู่สำคัญมากขนาดไหน คู่ที่ดีจะชวนกันไปในทางดี และจะเอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันได้มาก ในยามที่อีกคนลำบาก อีกคนก็เคียงข้าง เราไม่มีสิทธิ์จะรู้เลยว่าอยู่ดีๆเราจะเจอวิกฤติในชีวิตตอนไหน เอาง่ายๆจากบันทึก อยู่ดีๆคุณแม่น้องก็ป่วยหนัก ทำให้เงินออมของน้องถูกจ่ายไปกับการรักษาคุณแม่ แล้วยังจะมีเหตุการณ์ที่บ้านจะถูกยึดอีก ถ้าวันนั้นแฟนน้องไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยแล้วจะเป็นอย่างไร ( แต่ถ้าน้องมีหลักประกันให้แม่ในการซื่้้อความคุ้มครองในการรักษาพยาบาลไว้ ก็จะดีกว่านี้มาก จะไม่ลำบากเลย )

ไม่มีใครบอกได้ค่ะว่าเราจะโชคดีมีคนยื่นมือมาช่วยได้ทันเวลาหรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการใช้ชีวิต คือการวางแผนอย่างรัดกุม รองรับความเสี่ยงด้วยการหาหลักยึดเหนี่ยว ( ไม่ใช่บัตรกดเงินสดหรือบัตรเครดิตนะคะ นั่นไม่ใช่หลักยึดที่ดีเลย ) เราก็จะผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยไม่ต้องตากหน้าไปขอยืมเงินใครเลย

จริงๆเราเลือกได้ทั้งนั้นค่ะว่าเราจะประมาทหรือรัดกุม รอบคอบ พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้เรายังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด ทรงตรัสไว้กี่พันปีมาแล้ว วันนี้ พุทธวจนะนี้ยังทันสมัยอยู่เลยค่ะ




 

Create Date : 22 เมษายน 2555    
Last Update : 23 เมษายน 2555 13:48:21 น.
Counter : 1036 Pageviews.  

คนที่ทำก่อน.. ก็สุขก่อน

หลายวันก่อนไปยืดผม ใช้เวลากว่าสี่ชั่วโมงในร้านเจ๊กี ร้านเล็กๆที่จัดว่าเป็นร้านประจำ เราจะเจอกันปีละครั้ง เพราะครบกำหนดที่ผมจะคลายพอดี จริงๆแล้ว ร้านนี้จัดว่าเป็นร้านที่ธรรมดามาก อยู่ในแหล่งที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีช่างทำผมที่ดีๆและซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพจนน่าจะเขียนถึง ไม่แปลกใจว่าทำไมจึงมีลูกค้าเข้าร้านไม่ขาดสาย คงไม่ใช่เพราะราคาที่นี่ถูกกว่าร้านอื่น แต่เป็นเพราะเจ้าของร้านเอาใจใส่ต่อลูกค้าทุกคนเสมอกัน

ในร้านทำผมที่แสนจะเป็นกันเอง เจ๊กีจะชวนคุยไปเรื่อย นอกจากเพลินแล้วยังได้ความรู้ด้วย สองชั่วโมงแรกกระบวนการในการยืดผมประกอบด้วยการสระผมและใส่ครีมยืดผม น้ำยาพวกนี้กลิ่นแรงมากทีเดียวค่ะ แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่ออยากได้ผมตรงๆสวยๆ เราก็ต้องอดทนกับการดมกลิ่นไป คิดเสียว่าปีหนึ่งครั้งเดียว ออกจากร้านก็สวยแล้ว

ร้านทำผมเป็นสถานที่ที่ใครมาก็ต้องการรีแลกซ์ ดังนั้นช่างทำผมจึงไม่ใช่แค่ทำผมนะคะ บางคนระบายความในใจที่ไม่รู้จะไประบายกับใคร จริงๆต้องถือว่า งานช่างทำผมเป็นอาชีพที่ทำด้วยจิตเมตตากรุณาด้วยก็คงได้ การรับฟังความทุกข์ของคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ทุกคนจะชอบใจ ลำพังความทุกข์ใจของเราเองก็มากพอแล้ว เรื่องในชีวิตประจำวันก็เยอะแยะ บางคนหาที่ระบายไม่ได้ก็มาระบายในร้านทำผม ทุกข์สุขอัดอั้นขนาดไหน ความลับมากมายอย่างไรก็มารู้เอาในซาลอน อยากรู้อะไร ลองเงี่ยหูฟังดูสิคะ

ฉันถามเจ๊ว่าปกติ การยืดผมต้องทำกี่ครั้ง เพราะเท่าที่จำได้ เจ๊จะทำสองสเต็ปให้ฉันทุกที คราวนี้ก็เหมือนกัน จริงๆแล้วฉันก็ไม่ค่อยจะชอบความเนิ่นนานของกระบวนการทำสวยแบบนี้หรอกค่ะ ความสงสัยของฉันก็คือว่า ในเมื่อสระไปแล้วรอบหนึ่ง ลงน้ำยาไปแล้วรอบแรก จากนั้นก็สระเอาน้ำยาออกและตามด้วยการไดร์ให้แห้ง จากนั้นเจ๊แกจะค่อยๆหนีบผมทีละช่อๆ ด้วยเครื่องหนีบ(ร้อน) แค่นี้ผมก็ตรงและมีน้ำหนักแล้ว ทำไมจะต้องทำสองหนให้เมื่อย ลูกค้าอยากสวยแต่ไม่อยากรอเพราะใจร้อน และในร้านเจ๊ไม่ได้ติดแอร์ด้วย เราต้องทนความร้อนจากด้านนอก แล้วไหนจะกลิ่นฉุนที่ไม่น่าอภิรมย์ของน้ำยาอีก การไปยืดผมที่ร้านเจ๊จึงเป็นการฝึกความอดทนของลูกค้าเอามากๆ

ถ้ามาร้านนี้คุณจะเห็นว่าเจ๊กีมีหลักในการบริการคือทำให้กับลูกค้าทุกคน ทำอย่างช้าๆ ค่อยๆทำด้วยความปราณีต เจ๊เล่าว่ามีลูกค้าที่ทำกับร้านอื่นมาหาแก หลายคนแปลกใจว่าเวลายืดผมทำไมต้องทำสองครั้ง ทั้งที่ลงน้ำยา สระ และไดร์ครั้งแรกก็ตรงแล้ว แต่เจ๊กีไม่เคยทำครั้งเดียวให้ลูกค้าเลย ขณะร้านอื่นบางร้านทำรอบเดียวแทบทั้งนั้น ฉันถามเจ๊กีว่าแล้วทำไมต้องทำถึงสองหน ใช้เวลาค่อนวันกว่าจะเสร็จ

เจ๊กีเล่าว่าจริงๆโดยขั้นตอนควรต้องทำสองครั้ง ครั้งแรกใส่น้ำยายืดให้ผมคลายตัว(ตรง) และครั้งที่สองใส่น้ำยาเข้าไปอีกทีเพื่อล็อกผม(เจ๊ใช้คำนี้) จริงๆถ้าจะทำครั้งเดียวก็ได้ ลูกค้าก็ไม่ได้ว่าเพราะเชื่อใจช่าง แต่ที่ไม่ทำแบบนั้น และทำช้าๆ ตลอดจนค่อยๆทำ ( ต่อให้มีลูกค้ามารอ ทุกคนก็ต้องรออย่างใจเย็น เพราะเจ๊จะไม่มีการรีบทำหัวนี้แล้วไปหัวโน้น แบบลวกๆเด็ดขาด ) และทำด้วยความตั้งใจ ก็เพราะว่าไม่ต้องการทำแบบไม่สบายใจ แกอยากให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดี ได้รับสิ่งดีๆ ไม่ต้องการทำแบบลวกๆ หรือสุกเอาเผากิน
นี่คือสิ่งที่เจ๊คิดและทำมาตลอด ทำให้ร้านเจ๊กียืนหยัดเป็นซาลอนราคาประหยัดมากกว่าสิบปีแล้ว และเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่า คนที่ทำอะไรก็ตามควรด้วยจุดยืนของตนและมีความซื่อสัตย์ในอาชีพจะไม่มีวันเสื่อม เจ๊กีใช้หลักธรรมของพระพุทธองค์ยึดเป็นแบบอย่างในการประกอบสัมมาอาชีวะ

ฉันชื่นชมเจ๊กี เพราะคนเล็กๆอย่างช่างทำผมธรรมดาๆคนหนึ่ง ยืนหยัดทำมาหากินด้วยความสุจริต ซื่อสัตย์กับตัวเอง โดยคำนึงถึงความรู้สึกของลูกค้าเป็นหลัก ไม่ละโมบโลภมาก พอใจกับการทำงานแบบที่ตัวเองรักและชอบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้คนที่มาใช้บริการได้รับความสุข ความพอใจ สิ่งที่เจ๊กีทำเป็นการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง คิดจากการเป็นผู้ให้ก่อนเสมอ

คนแบบนี้ไม่ได้หาง่ายๆในโลกทุนนิยมครองเมืองที่ทุกอย่างเสิร์ฟเราแบบรีบๆด่วนๆ อยากหากินแบบง่ายๆ ได้เงินเร็วๆ โดยไม่แยแสว่าเบียดเบียนคนอื่นหรือไม่ ไม่ต้องดูอื่นไกล เอาแค่ข่าวตำรวจจับยาเสพติดรายใหญ่รายเล็ก ที่ออกทีวีแต่ละครั้ง คนที่ถูกจับได้บางคนมีรถราคาแพง มีเงินจำนวนมาก บางรายก็รับสารภาพว่าที่ทำไปเพราะต้องการหาเงินให้ได้เร็วๆ เงินทำให้คนละโมบจนไม่สนใจอะไรอย่างอื่น ค่านิยมของสังคมสมัยนี้หนักไปทางเสื่อม ทำให้คนมุ่งแต่จะหาเงินและทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง

ลองเอาตัวเองออกจากจุดศูนย์กลางของจักรวาลกันสักนิดดีไหมคะ ทำอะไรที่เป็นสุข สงบ เย็นด้วยใจที่คิดจากการให้ก่อน แล้วจึงค่อยรับ ปล่อยวางจิตละโมบที่เกิดจากกิเลส ความอยากได้ อยากมี ตั้งใจทำสิ่งดีๆให้โลกนี้ และให้คนอื่นก่อน แล้วจะรู้ว่ามันสุขจริงๆ เหมือนกับที่ช่างผมคนนี้ทำให้ฉันเห็น

ฉันเชื่อว่ายังมีคนอย่างเธออีกมากบนโลกใบนี้ ที่ตั้งใจทำและทำสิ่งดีๆเพื่อคนอื่น คนที่ทำก่อนย่อมมีความสุขก่อนโดยไม่ต้องรอ เพราะคนเหล่านี้คนพบแล้วว่าการมีจิตใจกรุณาทำให้เป็นสุขมากกว่าการจะมุ่งหาทุกอย่างแล้วเก็บไว้เพื่อตัวเองคนเดียว

ขอบคุณเจ๊กี คนเล็กๆในโลกที่เปรอะเปื้อน คนเล็กๆที่เป็นแรง
บันดาลใจ ทำให้ฉันมองโลกได้งดงามขึ้นอีกเยอะ…




 

Create Date : 18 เมษายน 2555    
Last Update : 18 เมษายน 2555 12:50:53 น.
Counter : 384 Pageviews.  

ความคิดของเรา คือสิ่งที่กำหนดชีวิตเรา

จะว่าไปก็เป็นเรื่องแปลก ที่ชอบมีคนมาปรึกษาปัญหานั่น นี่ โน่น กับฉัน มาเป็นระยะ โดยเฉพาะเรื่อง ชีวิต และเรื่องความรัก
ปกติ ฉันไม่เคยขัดเลยค่ะ ถ้าใครสักคนเดินมาหาและนั่งลงพร้อมจะคุย เพราะฉันถือว่าการที่เขาเลือกที่จะมาคุยกับเรา นั่นแปลว่า ฉันจะได้ทำกุศล ให้ด้วยการรับฟังและแบ่งปัน

ฉันเคยปวารณาและตั้งจิตมั่น ว่าเมื่อสิ้นสุดการทำงานเพื่อระบบธุรกิจ(ของคนอื่น)แล้วไม่ว่าจะเป็นเวลาใด หลังจากนั้นจะขอทำงานใดๆที่ตั้งอยู่บนพื้้นฐานของการแบ่งปัน(Sharing) ให้ก่อน ด้วยจิตที่เป็นกุศล ขอรับใช้พระศาสนา รับใช้พระธรรมของพระพุทธองค์ด้วยการทำความดีตลอดชีวิต
ด้วยใจที่ไม่เห็นแก่ตัว ใจที่ใสสะอาด ใจที่มุ่งในความดีงาม

เคยถามอาจารย์พงศ์ปกรณ์ว่าหากเราทุกข์หนัก และทุกข์มาก เราจะอยู่ในฐานะที่ช่วยเหลือคนอื่นได้หรือไม่ อาจารย์เมตตาตอบให้รู้สึกดีว่า ยิ่งเรายื่นมือออกไปช่วยเหลือคนอื่นมากเท่าไหร่ เราจะทุกข์น้อยลงเท่านั้น เราจะเอาใจที่ทุกข์ของเราแปรเปลี่ยนเป็นใจที่มุ่งมั่น ทำเพื่อคนอื่น ลดความเห็นแก่ตัวลง

ในทางธรรมก็สอนเช่นนี้เหมือนกัน

เอาล่ะค่ะ บล็อกนี้จะเล่าเรื่องที่มีคนทุกข์ใจจากเรื่องรักล้วนๆ และฉันได้แนะนำเขาไปว่า หากไม่อยากติดอยู่ในวงจรความรักซ้ำซากที่เป็นแพทเทิร์นซึ่งเจ้าตัวก็รู้อยู่และไม่อยากจะกลับไปเจออีก จะต้องทำอย่างไร

ก่อนอื่น ขอบคุณหนังสือเข็มทิศชีวิต ของครูอ้อย ฐิตินาถ ณ พัทลุง ที่ทำให้กระจ่างใจ และหนังสือของอาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ อาจารย์วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์ พี่โจ มณฑานี ตันติสุข หนังสือของท่านเหล่านี้ทำให้ฉันค้นพบแก่นของเรื่องแพทเทิร์นซ้ำซาก และพลังดึงดูด

ฉันเริ่มสนใจเรื่องพลังดึงดูดมาตั้งแต่หลายปีก่อน อาจจะเริ่มจาก The Secret ของรอนด้า เบิร์น แต่หลักการของ The Secret อาจจะยากในทางปฏิบัติสำหรับคนที่ไม่เปิดใจกว้าง จะงงๆ และไม่สามารถทำตามได้
ข้อนี้ให้คุณจำไว้เลยนะคะ ว่าไม่ว่าจะไปอ่านหนังสืออะไรมา หรือไปศึกษาอะไรมา ถ้าใจไม่เปิด ถ้าไม่มีศรัทธาพอ คุณจะไม่เห็นผลหรือไม่ได้รับอะไรจากสิ่งที่เห็น อ่าน หรือเรียนเลย ฉะนั้น ไม่ว่าจะทำอะไร จะอ่านอะไร จะฟังอะไร ต้องเปิดใจก่อนค่ะ เปิดใจรับและใคร่ครวญ ถ้ามีศรัทธาก็นำมาปฏิบัติ ทำจริงจังจนกลายเป็นวินัยในชีวิต เมื่อทำแล้วจะสำเร็จ

เช่นเดียวกับเรื่องทุกเรื่องในชีวิตไม่เว้นแม้แต่เรื่องรัก

ความเชื่อ สามารถกำหนดชีวิตเราได้ทุกอย่าง แม้แต่เรื่องรักๆใคร่ๆ คนที่มาคุยด้วยสองคน เหมือนกันเลย คือเจอวงจรชีวิตซ้ำซากในเรื่องรัก เบื่อหน่าย ผิดหวังและทุกข์

คนหนึ่งมีรักๆเลิกๆ ทุกสองปี
คนหนึ่งออกจากวงจรแห่งทุกข์ไม่ได้ รักๆเลิกๆ เหนื่อยหน่ายหัวใจ เจอคนรักไม่จริง เป็นแพทเทิร์นซ้ำซากในชีวิต

คนเราเมื่อเจอเรื่องนี้ซ้ำๆ ถ้าไม่ถามตัวเองว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันแล้วตั้งใจจะเปลี่ยนมัน ก็จะเจอวงจรซ้ำซากนี้อีก อย่างไม่ต้องสงสัย ได้แต่โทษเทวดาฟัาดินไปว่าทำไมๆๆๆ ทำไมฉันเจออย่างนี้อีกแล้ว แล้วทำไมจะไม่เจอก็ในเมื่อเราดึงดูดเรื่องแบบนี้มาเอง

ทุกอย่างในโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญค่ะ อะไรที่เข้ามาในชีวิตเรา มันถูกจัดวางมาจากสิ่งที่เราพูด ทำ คิด หรือเชื่อทั้งนั้นค่ะ ทั้งหมดเรียกว่ากรรม ในทัศนะทางพุทธ ( คิด พูด ทำ หรือเชื่อ ทั้งหมดคือสิ่งที่เรากระทำ)

คนที่ผิดหวังซ้ำซากกับเรื่องรักๆ เคยถามตัวเองไหมว่าทำไม อะไรดึงดูดให้เราเจอคนที่มาทำให้เราผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตัวเราเองใช่ไหม อย่าไปโทษเขาค่ะ แล้วตัวเราเองทำอะไรล่ะ เหตุที่เลิกลากันเพราะอะไร

กรณีแรก รักเลิกทุกสองปี ฟังแล้ววิเคราะห์ได้ว่า หนึ่งเพราะความไกล ทำให้ไม่มีเวลามาเจอกันบ่อย สอง เพราะคนที่คบด้วยความต้องการไม่ตรงกัน
มันเหมือนกันอย่างนี้หลายครั้งหลายครา จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมน้องถึงมีชีวิตรักที่รักๆเลิกๆ ทั้งหมดมันก็เพราะ น้องไม่รู้ว่าตัวเองต้องการคนแบบไหน (และไม่ชัดเจนว่าตัวเองต้องการอะไร) น้องมีข้อจำกัดทางบ้านหลายอย่าง อย่างไรก็ไม่อาจจะออกจากบ้านไปใช้ชีวิตกับใครได้ แต่คู่ของน้องอยากได้ชีวิตรักตัวติดกัน ใช้ชีวิตเป็นแฟมิลี่ได้ ความต้องการก็ไม่ตรงกันแล้ว รักๆเลิกๆทุกสองปี จึงเป็นเรื่องที่ย่อมเกิดขึ้นได้ มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย เห็นไหมคะ มันเกิดเพราะมีเหตุที่ไม่ตรงกันอย่างนี้

อีกคนหนึ่ง มีชีวิตรักที่ซ้ำซาก เจอแต่เรื่องซ้ำซากของแฟนที่ไปมีผู้หญิงอื่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ตัวเองเป็นคนใจกว้างให้อภัยได้ มีหัวใจที่พร้อมจะให้เสมอ แต่คนที่อยู่ด้วยก็ทำเรื่องให้เสมอ เจอกี่ครั้งๆก็ซ้ำซากแบบนี้ จนต้องคิดว่า ทำไมเจอแต่คนแบบนี้ ทำไมๆๆๆ นี่ก็ไม่เคยถามตัวเองเหมือนกันว่าจริงๆแล้วตัวเองอยากได้คนแบบไหนหรือว่าต้องการคนแบบไหน

จากหนังสือพี่โจ ที่ฉันเคยอ่านพบ พี่โจบอกว่า บทเรียนที่เราเจอหรือเรื่องที่เราเจอนั้น เราจะเจอมันอยู่เรื่อยๆ ถ้าต้องเจออีกก็แสดงว่าเรายังสอบไม่ผ่านเรื่องนี้ค่ะ จักรวาลจะให้เราเจอซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกว่าเราจะได้รับบทเรียนและมีความกล้าหาญพอที่จะดึงความแข็งแกร่งหรือดึงศักยภาพของตัวเองออกมาแล้วก้าวผ่านเรื่องนี้ไป

สอดคล้องกับที่ครูอ้อย ฐิตินาถ บอกในหนังสือเข็มทิศชีวิต ว่าโลกภายในของเราเป็นอย่างไร โลกภายนอกก็เป็นอย่างนั้น

ฉันขอคัด wording อีกชุดที่อ่านพบจากหนังสือของอาจารย์วิศิษฐ์ ศรีพิบูลย์ เนื่องจากเห็นตรง (เพราะเจอกับตัวเองและเข้าใจกระจ่างเลยค่ะ จำไว้นะคะ อย่าโทษดินฟ้า อย่าโทษเทวดา จงหันมามองตัวเองว่าเราสร้างให้เกิดอะไรขึ้นมา และกล้าหาญที่จะยอมรับและผ่านเรื่องนี้ไป ตลอดจนขอบคุณที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น เพราะนี่คือของขวัญ ) อาจารย์วิศิษฐ์บอกว่า คู่เหมือนดึงดูดคู่เหมือน คนดีคบคนดี คนชั่วคบคนชั่ว เราเป็นเช่นไรจะได้แฟนเช่นนั้น (และที่อยู่ด้วยกันไม่ได้หรือที่เลิกลากันมันจึงมีคำตอบไงคะ ว่าเพราะเรากับเขาไม่เหมือนกัน ไม่ตรงกัน ความต้องการไม่เสมอกัน บิงโกเนอะ !!! )
คนดักับคนไม่ดีอยู่ด้วยกันได้ไม่นานหรอกครับ เจ้านายไม่ดีจะหาลูกน้องดีได้อย่างไร หัวหน้าทีมที่ขาดศักยภาพอย่าหวังว่าลูกทีมจะมีพลัง ถึงจะมีพวกเขาก็อยู่ด้วยได้ไม่นาน แม่เหล็กจะดึงดูดเหล็ก ท่อนไม้จะไม่มีวันอยู่ติดแน่นกับแท่งเหล็ก ทุกคนมีพลังดึงดูดเหมือนแผ่นดินที่ดึงดูดสิ่งของซึ่งตกจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ

ฉะนั้น เราจะคู่ควรกับสิ่งที่เราคิดค่ะ เราดึงดูดอะไรมาไว้ในใจ ( จากที่เราคิด ) เราจะได้สิ่งนั้น ถ้าเราไม่เชื่อว่าตัวเองคู่ควร หรือไม่เชื่อว่าตัวเองจะทำได้ เราก็ทำไม่ได้ค่ะ

สิ่งที่บอกกับน้องไปก็คือขอให้น้องลองคิดดูใหม่และ reset ความคิดของตัวเองที่ชอบถามตัวเองว่าทำไมเราจึงเจอเหตุการณ์ซ้ำซาก เป็นการขอบคุณสิ่งที่เกิดขึ้นและตั้งเป้าให้ตัวเองใหม่ ไม่อยากรักๆเลิกๆก็ต้องหาคู่ที่แมทช์กับตัวเองได้ คือคู่ที่คิดสอดคล้องกับตน คู่ที่มีเป้าหมายร่วมกัน การตั้งเป้า หรือสเปคของคนที่อยากได้จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดหรือเหนือจริงแต่อย่างใด เราฝันใหญ่ไว้ก่อนได้ค่ะ ( แต่ก็ต้องไม่เวอร์หรือเหนือจริงนะคะ )

พลังความคิดของเราคนเรามีอานุภาพ อย่าได้คิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เราเชื่อและฝันได้ คนที่เชื่อและมีฝันจะพาตัวเองไปใกล้เป้าหมายได้ง่ายก็เพราะเขาคิด เชื่อ และทำ ซึ่งทั้งหมดจะสอดคล้องกันค่ะ

ทุกเรื่องในชีวิต ตั้งแต่เรื่องเล็กไปจนถึงเรื่องใหญ่ ตั้งแต่เรื่องรักๆ ไปจนถึงเรื่องเงินๆทองๆ เป็นผลมาจากการคิดและการกระทำของเราทั้งสิ้นค่ะ บางคนบอกว่าฉันจน ฉันไม่มีทางเก็บเงินได้ ผลก็คือไม่มีทางเก็บได้จริงๆเพราะเชื่อแบบนั้นและไม่ทำให้มันเกิดขึ้น

แต่คนที่ทำได้เขาไม่เชื่อแบบนั้นเลย ฉันใดก็ฉันนั้น ทำไมบางคนทำได้ แต่บางคนทำไม่ได้ ทั้งที่มันก็เป็นเรื่องเดียวกันแท้ๆ

ผลที่ต่างกันย่อมเกิดจากเหตุที่ต่างกัน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใดค่ะ !!

หมายเหตุ : หาอ่านเรื่องของพลังจิตใต้สำนึกและเข้าใจจิตใจของเราได้มากขึ้น จากเว็บไซต์ //www.medihealing.com ได้อีกทางหนึ่งค่ะ หรือเข้าจาก link ด้านขวามือนะคะ




 

Create Date : 12 เมษายน 2555    
Last Update : 12 เมษายน 2555 13:33:32 น.
Counter : 849 Pageviews.  

ยอมบ้างก็ได้ ( แล้วมันจะง่ายขึ้นอีกเยอะ )

สมัยเด็กๆ ฉันกับน้องชอบแย่งของเล่นกัน  และสองคนไม่เคยยอมกัน  พี่ไม่ยอมน้อง  น้องไม่ยอมพี่  ทุกครั้งแม่จะตีทั้งพี่ทั้งน้อง  เพื่อให้จำว่า  อย่าแย่งกัน  และพี่อย่างฉันถูกสอนมาแบบนี้  ว่าเราเป็นพี่ต้องเสียสละ  ต้องยอมน้อง   ถ้าฉันยอมน้อง  เราสองคนก็จะไม่ถูกแม่ตีด้วยไม้เรียว  เพราะทะเลาะกันให้แม่เห็น

 

ยอมคือการถอย  แต่การถอยนั้นไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนขี้แพ้  บางทีการรู้จักถอย  มันก็เพื่อให้ทุกอย่างเดินต่อไปได้  ไม่มีใครบาดเจ็บ  ไม่มีใครตาย

 

ทุกวันนี้เรายอมกันไม่ได้  หรือไม่มีคำว่ายอมอยู่ในใจ  สภาพสังคมที่เปลี่ยนไป  ทำให้เราแก่งแย่งแข่งขันกันมากมายและต่างฝ่ายต่างอยากเอาชนะ  ไม่มีใครยอมให้ใคร   เราแย่งกันเป็นฝ่ายชนะ  เพราะในลมหายใจไม่มีคำว่าแพ้  น่าสังเกตว่าคนสมัยใหม่แพ้ไม่เป็น   เป็นทัศนคติที่ทำให้เราทุกข์   เพราะการมุ่งแต่จะเอาชนะอย่างเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้ 

 

การมุ่งเป็นที่หนึ่งในทุกเรื่อง  คือภาพที่มักจะถูกนำเสนอผ่านสื่ออยู่บ่อยครั้ง   จึงไม่ใช่เรื่องประหลาดที่เราจะเห็นว่า  ตั้งแต่ในโรงเรียนที่ทำให้เด็กต้องแข่งขัน   มุ่งหวังให้เด็กชนะในสนามแข่งทุกสนาม  ไปจนถึงวัยทำงานที่ต้องแข่งกันด้วยตำแหน่ง  บ้านสวยและรถคันหรู  ทั้งหมดถูกเรียกอย่างไพเราะว่าคือรางวัลชีวิต  

 

บนถนน  รถสองคันไม่ยอมให้กัน  ยิงกันตาย ขึ้นหน้าหนึ่ง  เพราะคนใจร้อนสองคนในรถสองคัน  อดทนอดกลั้นและยอมกันไม่ได้   ในบ้านทุกหลังที่มีคนทะเลาะกัน   พ่อกับแม่  หรือพี่กับน้อง  หรือลูกกับแม่  ก็เพราะไม่ยอมให้กัน  ลงให้กันไม่ได้

 

สมัยก่อน    ฉันเคยมีความรักแบบกระทบกระทั่ง  เราก็แรง อีกฝ่ายก็แรง ไม่รู้ทำไม  ยอมให้กันไม่ได้  ถ้าทะเลาะกันเป็นต้องเสียงดัง  ไม่มีใครเป็นฝ่ายเดินหนีใครเลย  ร้อนถึงขนาดว่าข้าวของในมือก็ขว้างใส่กันได้ก็แล้วกัน   มันเป็นภาพที่ไม่ดีนัก  และไม่ควรเกิดขึ้น  พอเย็นลง  ก็มาถามตัวเองว่า  นี่เราเป็นอะไรไปแล้ว   เราสองคนอยู่กันด้วยความรัก ความเมตตา หรือเปล่า   ถ้าเรารัก เราเมตตาต่อกัน  ย่อมไม่มีใครอยากทำร้ายใคร  แต่นี่ ต่างฝ่ายต่างทำร้ายกัน  ลงท้ายไม่มีใครชนะเลย   และความรักของเราก็ค่อยๆพังลง

 

ฉันมีความรักต่อมาอีกหลายครั้ง  และเรียนรู้ว่าการที่เราจะถนอมความรักให้ยืนยาว  นอกจากความเข้าใจ การให้อภัย เรายังต้องยอมให้เป็นด้วย  การลดอัตตาตัวตนของตัวเองลง  ไม่มุ่งแต่จะเอาชนะคะคาน  ทำให้เราพร้อมจะลืมเหตุการณ์แย่ๆ และปล่อยให้มันผ่านไป    ใครจะเริ่มก่อนไม่สำคัญเท่ากับใครจะยอมให้ใครก่อนต่างหาก

 

การยอมถอยเป็นศิลปะในการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม  และเป็นธรรมะที่ควรหัดทำ   เพราะการที่เราจะยอมใครง่ายๆ เราต้องย่อมวางอัตตาตัวตน  ซึ่งคนเราทุกคนมี  และมักจะลดกันไม่ได้  เช่นที่ท่านพุทธทาสท่านสอนเรื่อง ‘ตัวกู’ ที่เราคุ้นๆกันอยู่นั่นแหละ  เรามีตัวกูอยู่ในตัวกันทั้งนั้น  และตัวกูนี่ก็ใหญ่มากด้วย   ใครอย่าได้แตะ    ท่านสอนให้เราละวาง  แล้วเราจะเห็นธรรม  วางได้ก็สบาย  ไม่มีใครใหญ่กว่าใคร   เพราะสุดท้ายกูก็ไม่ได้แน่  ต่างมุ่งไปสู่ความตายด้วยกันทั้งหมดทั้งมวล

 

ทุกครั้งที่ทุ่มเถียง หรือใช้อารมณ์กับคนรอบข้าง   เราเอาตัวเองเป็นใหญ่  วัดคนอื่น  ตัดสินคนอื่นจากมุมของตัวเอง  ถ้าเราไม่เอาตัวเองเป็นใหญ่  เราจะรู้จักรอมชอมและสงบได้   มันจะไม่นำไปสู่อะไรเลย  นอกจากความสงบที่เราหาได้และควรหา   ชีวิตเราไม่ควรหมดเปลืองพลังงานไปกับการทุ่มเถียง  เพราะมันไม่สร้างสรรค์ และนำมาซึ่งทุกข์

 

ตัวอย่างที่ฉันเห็นมาตลอดของปู่กับย่า  และพ่อกับแม่  ล้วนเหมือนๆกัน   คือคนหนึ่งยอม ในขณะที่อีกคนร้อน  คนหนึ่งฟัง ขณะที่อีกคนหนึ่งพูด    ไม่มีใครแซงใครเลย   นี่อาจจะเป็นเคล็ดลับหนึ่งที่ทำให้ทั้งปู่และย่า อยู่ด้วยกันมาได้ยาวถึงห้าสิบปี  ส่วนพ่อกับแม่   ก็อยู่กันด้วยความเข้าใจมาตลอดหลายสิบปี   พ่อเป็นผู้ชายที่ไม่เคยยอมฟังใครเลย  แม้แต่กับแม่ก็ไม่ฟัง    แต่แม่ก็ฟังพ่อ  ไม่โต้เถียง ไม่อะไรทั้งสิ้น   แม่เคยบอกฉันว่า  ถ้าต่างฝ่ายต่างขึ้นใส่กัน  ก็คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

 

พ่อกับแม่รักษาครอบครัว  จึงยอมให้กัน  พี่กับน้องรักกัน  จึงยอมให้กัน  เพื่อนร่วมงานรักษาไมตรีต่อกัน  จึงยอมให้กัน  ทั้งยอมฟังกัน  ยอมลดราวาศอกให้กัน   จึงไม่มีใครบาดเจ็บเพราะถูกทำร้ายด้วยโทสะ   คนเราเวลาของขึ้นนี่อันตรายมาก   จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยสำหรับข่าวหน้าหนึ่งที่คนยิงกันตายง่ายๆเพราะเรื่องเล็กน้อย  เพราะยอมกันไม่ได้  คุมอารมณ์กันไม่ได้นี่แหละ  

 

ครั้งหนึ่ง  ฉันเคยมีเรื่องทะเลาะกับบ้านตรงข้ามเพราะเรื่องสัตว์เลี้ยงของเรา(แมว)  ที่เขาหาว่าแมวของบ้านเราขึ้นไปบนรถเขา  ผู้ชายคนนี้แรงมาก  เนื่องจากแกหวงรถเบนซ์ของแกยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด   ธรรมดาเราก็ไม่ค่อยจะได้คุยกันอยู่แล้ว  เพราะฉันออกจากบ้านไปทำงานตอนกลางวัน  ส่วนคนนี้ทำงานกลางคืน (กิจการกลางคืน)   ปกติ ฉันก็ไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ  ยิ่งถ้าไม่มีหลักฐานมายืนยัน  ฉันจะรักษาสิทธิ์ของตัวเองเต็มที่   และในกรณีนี้  ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแมวบ้านเราไปขึ้นบนรถเขาจริงๆ  เขาอาศัยเดาเอาว่าเป็นแมวของเรา  เพราะบ้านนี้มีแมวสีเหลือง  ซึ่งแมวที่แกบอกว่ามาขึ้นบนรถแกก็สีเหลือง   แต่จริงๆอาจเป็นแมวจรก็ได้   ฉันยืนยันอย่างนั้นได้เพราะเลี้ยงแมวแบบปิดมาตลอด  ถ้าฉันไม่อยู่บ้านแมวจะถูกเก็บไว้ในบ้านเรียบร้อยทุกตัว 

 

ตาคนนี้ไม่ยอมฟังเหตุผลอะไร  แกยืนด่า (ต้องใช้คำนี้เพราะเป็นถ้อยคำ กิริยา และวาจาที่รุนแรงมากชนิดที่ฉันไม่เคยเจอ) ฉันอยู่ร่วมชั่วโมง   ในขณะที่ฉันทำอะไรไม่ได้   ต้องยอมให้แกด่าเป็นชุด  ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดของเพื่อนบ้าน   เมื่อด่าจนพอใจแล้ว  ก็ยังยืนตาถลนใส่ฉันอีก   เรื่องนี้ทำให้ฉันได้ข้อคิดอย่างมาก   ว่าดีแล้ว  ที่ฉันไม่ไปเถียงตอบแก   เพราะไม่อย่างนั้นเราคงเป็นศัตรูกัน และเขาอาจจะหาทางแก้แค้น ( เขาทำกิจการกลางคืนจึงดูท่าทางนักเลงมากและน่าจะทำได้ทุกอย่าง)  ทำอะไรกับแมวเราก็ได้   ฉันยอมให้เขาด่าว่าเป็นชั่วโมง   ตอนนั้นไม่รู้ซึ้งถึงธรรมะ  ว่านี่แหละคือการฝึกตน  เขามาทดสอบเรา  ให้เราได้รู้จักละวางและให้อภัย

 

ฉันลงทุนทำรั้วใหม่ไม่ให้แมวออกไปเพ่นพ่านข้างนอกได้อีก  กลับกลายเป็นผลดีคือแมวเราปลอดภัย ไม่ต้องเสี่ยงกับรถที่ขับมาเร็วๆ   ฉันมองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนี้ดีมาก  มันเป็นวิกฤตให้ฉันพลิกเรื่องร้ายให้กลายเป็นดีได้อย่างไม่น่าเชื่อ  การยอมลงหรือปล่อยให้เขาทำอะไรกับเราโดยที่เราไม่โต้   จึงไม่ใช่เรื่องของการยอมแพ้   ถ้าเรารู้จักมองให้มันเป็นประโยชน์  อย่างน้อยมันก็ทำให้เรารู้จักวาง  ไม่ทุกข์  และไม่เหนื่อยด้วย

 

เห็นไหมคะ  เราต้องหัดแพ้บ้าง   แต่จริงๆเราไม่ได้แพ้หรอก  เราชนะต่างหาก …. ชนะใจตัวเอง !!   

 




 

Create Date : 06 เมษายน 2555    
Last Update : 6 เมษายน 2555 12:21:46 น.
Counter : 436 Pageviews.  

เขียนหนังสือทุกวัน มีความรักทุกวัน :-)

ข่าวหนังสือนะคะ

คุณมน แจ้งว่า พิมพ์ดวงดาวดอกไม้  ( สองปกด้านบน head blog ) ซ้ำสำหรับงานนี้อย่างอีกละร้อยเล่ม   แต่ไม่ได้เปลี่ยนปกนะคะ  ยังเป็นปกเดิม  ส่วนดอกไม้กับดอกไม้  นิยายขนาดสั้น  พิมพ์ซ้ำเปลี่ยนปกใหม่   เข้าไปดูความเคลื่อนไหวที่ FB ของสำนักพิมพ์สะพานได้ค่ะ  หนังสือทุกเล่ม print on demand ไม่อยู่ในระบบร้านหนังสือปกติ  จะมีขายทาง online กับในงานหนังสือเท่านั้น

อ้อ เดี๋ยวนี้มี Ebook แล้ว  อ่านหนังสือบนมือถือจาก iphone หรือ ipad ก็สะดวกดี เล่มดอกไม้กับดอกไม้ก็เป็น ebook แล้วนะคะ  ส่วนดวงดาวเยอะจัดค่ะ  เล่มหนาและมีสองเล่ม  ต้องรอโหลดค่ะ   ฉันจะมาแปะ link ไว้ให้  ถ้าตอนนี้คุณใช้ iphone ก็เข้า app MEB ได้ค่ะ เขาให้โหลดฟรี   มีหนังสือโหลดฟรีอยู่บ้าง แต่เล่มที่ขายก็เยอะแยะ  ระบบเขาง่าย สะดวกดี   

ส่วนงานหนังสือเดือนมีนาคมเริ่มวันที่ 29 นี้แล้วค่ะ

เช่นเคย คงไปเดินดู และหาหนังสือที่ไม่เห็นจาก shelf ปกติ หรือหนังสือเก่าๆ ตอนนี้อยากได้หนังสือของอาจารย์ศุภวรรณ กรีน และของอาจารย์สุจิตรา อ่อนค้อม  แต่คงไม่ได้กว้านซื้อตามอารมณ์อีกแล้ว  ทุกอย่างต้องตามเหตุผล  ระยะหลังๆหลายปีมานี้เป็นแบบนี้ค่ะ   ซื้อน้อย แต่ขนาดซื้อน้อยค่อยๆซื้อ  ปริมาณหนังสือในห้องก็ยังไม่น้อยอยู่ดี   

ฉันเขียนนิยายเรื่องใหม่แล้ว  เรื่องรักหวาน YURI เช่นเคย  คราวนี้อยากหวาน น่ารัก โรแมนติค แต่ก็แอบชิงรักหักสวาทอยู่บ้าง ชื่อเรื่อง รักสุดท้ายที่ปลายฟ้า  ฉกเอารีสอร์ท Hug แสนสวยมาเป็นฉากหลังเสียเลย   ไว้ลงในเว็บที่ตั้งใจจะเปิดเอง มันจะค่อยๆเป็นรูปเป็นร่าง  --ว่าไปนะคะ   ถ้าเว็บเป็นรูปเป็นร่างแล้ว  ฉันคงจะใช้เวลากับเว็บมากขึ้น    สิ่งที่เขียนคงไปได้กว้างขึ้น  เป็นระบบ เป็นพื้นที่ของตัวเองจริงจัง   หลายอย่างที่อยากทำจะค่อยๆเป็นไป

เขียนหนังสือทุกวัน  มีความรักทุกวัน :-)

ชีวิตจะเบาลง  มีเวลามากขึ้น  ทำอะไรได้มากขึ้นหลังจากนี้นะคะ   นอกจากสวดมนต์ทุกวัน ทั้งเช้าเย็น  กินมังสิวิรัติเจ็ดวันต่อเดือน  ยังมีอะไรดีๆอีกเยอะค่ะ

ฉันคิดว่าบล็อกและตัวหนังสือของฉันตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเมตตา คือให้สิ่งดีๆ  ตลอดจนกำลังใจแก่คนอ่าน   ซึ่งก็คือความตั้งใจของฉันอยู่แล้ว  

การทำอะไรดีๆ จะนำความสุขใจมาให้ 

จริงนะ :-)    เราตั้งใจทำ  คงมีสักคนที่จะเห็นความตั้งใจนี้

เช้านี้..  สวัสดีวันเสาร์นะคะ  




 

Create Date : 24 มีนาคม 2555    
Last Update : 24 มีนาคม 2555 8:36:24 น.
Counter : 366 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  

Valentine's Month


 
bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.