images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

แต่ละคนได้ไม่เท่ากัน แต่ละคนรู้ไม่เท่ากัน

ในชั่วโมงท้ายของการปิดคอร์สวิปัสสนากรรมฐานที่ไปฝึกมานั้น
อาจารย์จะถามทุกคนว่า ไหนใครอยากกลับมาอีกบ้าง อาจารย์ถามพลางยิ้มๆ เมื่อเห็นนักเรียนยกมือกันไม่ถึงครึ่งห้อง

พวกที่คิดว่าจะไม่มา นั่นก็มีหลายเหตุผล แต่คนที่บอกว่าไม่กลับมา อาจารย์บอกว่าส่วนใหญ่แล้วก็จะกลับมาแทบทุกคน

เพราะอะไร ?

การนั่งสมาธิเดินจงกรมจนเห็น 'เวทนา' ที่เกิดขึ้นกับร่างกายนั้นไม่ใช่เรื่องสนุก การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องสนุกหรอกค่ะ เพราะมันคือการปฏิบัติเพื่อขัดกิเลสที่เข้ามากระทบเรา โดยปกติ เราจะตามใจตัวเองเสมอใช่หรือไม่ อยากกิน กิน อยากนอน นอน อยากทำ ทำ อยากทำอะไรตามใจ ทำ อยากได้นั่น ไปหามา อยากได้นี่ ก็ไปหามา

เราง่าย ตลอดจน มักง่าย กับชีวิตเราเสมอในขณะที่เราอยู่ในโลกภายนอก เราไม่ค่อยได้ใคร่ครวญ หรือมีเวลาคิด โดยเอาสติมากำกับ เพื่อให้ได้หยุดก่อนที่จะทำอะไร เพื่อให้ทันไตร่ตรองว่าควรทำหรือไม่

เพราะเราไม่มีสติ ความคิดในทางดีๆที่ส่งเสริมไปในทางบวก จึงไม่เกิด และพร้อมจะถูกมายาภาพ ชักจูงให้เตลิดไปตามแรงกิเลส ที่เข้ามายั่วเราตลอดเวลา

และเช่นกันในขณะที่เราทำร้ายตัวเอง เราก็เบียดเบียนคนอื่นด้วยโดยไม่รู้ตัว การที่เราทำอะไรไม่ดี มันไม่ได้กระทบเพียงแค่เราคนเดียว จริงไหมคะ คนที่รับผลของการกระทำไม่ดี ก็ไม่ได้มีแค่เราเพียงคนเดียวด้วยเหมือนกัน

อาจารย์จึงสอนให้เรากำหนดจิตให้อยู่กับปัจจุบันเสมอ และให้เราไม่ปรุงแต่งความคิดไปในทางที่ทำให้เราทุกข์

ในนาทีที่ได้อยู่กับปัจจุบันนั้นจึงสงบและงดงามยิ่ง เป็นการสงบที่ใจโดยไม่จำเป็นต้องย้ายตัวเองไปอยู่ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมที่สวยงามใดๆเลย ความสงบอยู่ในใจเราเอง และเราทำให้มันเกิดขึ้นได้ แม้ภายนอกจะรุ่มร้อนหรือวุ่นวาย

การใช้ชีวิตนอกห้องปฏิบัติธรรม ถ้าใจเราไม่เคยฝึกมาก่อนเลย เราจะไม่มีโอกาสอยู่กับปัจจุบันเลยนะคะ ลองสังเกตตัวเองดู เราอยู่กับอดีตซึ่งแก้่ไขไม่ได้แล้ว กับกังวลไปถึงอนาคต ซึ่งยังมาไม่ถึง คนเรามักจะไม่คิดอะไรดีๆ เพราะการคิดอะไรดีๆ มันไม่สนุกเท่ากับการคิดอะไรลบๆ ใจเรามันพร้อมจะเอียงไปทางนั้นเสมอเลย

โอกาสในการได้เข้าปฏิบัติธรรมจึงเป็นโอกาสที่ควรยินดี แม้ไม่ใช่เรื่องสนุกและรู้อยู่แล้วว่าจะต้องเจอเวทนาสารพัดรูปแบบที่จะเกิดขึ้นขณะนั่งหรือยืนปฏิบัติ แต่ใจดวงนี้ก็จำเป็นจะต้องหัด เราควรจะต้องหัดทุกข์ เพื่อที่จะรู้จักว่าทุกข์ที่แท้มันคือการเห็นความเป็นจริงด้วยตัวเอง ทุกข์ที่ทำให้เรารู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป ทุกสิ่ง ไม่มีอะไรคงทน แม้แต่ความทุกข์ที่เราแบกเข้าไปในห้องปฏิบัติธรรม ก็ย่อมสลายลงไปได้ เพราะทุกข์ที่สุดนั้นมันไม่มี ( มันคืออนัตตา )

เราตามใจตัวเองจนเคยชินมามากแล้ว บางทีการไม่ถูกตามใจเสียบ้าง ถูกขัดเสียบ้าง ก็จะทำให้ใจเราได้รับการเจียระไน ให้เกิดปัญญา
ดังเพชรที่จะต้องผ่านมือช่างเจียระไนให้ออกมามาเหลี่ยมคมสวย
มีคุณค่า มีราคา สมควรแก่การครอบครอง

การทำดีต้องฝืน ( หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมโม ) ท่านว่าไว้อย่างนั้น เพราะมันยากนักกับการไม่ทำอะไรตามใจตัวเอง แต่ท่านว่าเชื่อเถอะว่าไม่มีใครตายในห้องกรรมฐาน ซึ่งมันก็คือเรื่องจริง

คุณยายวัยเจ็ดสิบยังถือไม่เท้าเข้าห้องกรรมฐานมาเดินจงกรม ขณะเด็กสาววัยสิบเจ็ดที่พ่อแม่ส่งมาฝีึกด้วยความปรารถนาดีว่าอยากให้ลูกได้หัดมีสติ ไม่เข้าใจว่าจะมาฝึกเดินช้าๆไปทำไมในวันแรกๆ ทำหน้าตาเซ็งๆ ในวันสองวันแรก แต่ในวันที่สามและสี่ เธอสดชื่นและบอกว่าดีเหมือนกันที่ได้มาปฏิบัติธรรม

สิ่งที่เราเจอทุกอย่างล้วนรู้ได้เฉพาะตนจริงๆ จึงไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงธรรม แต่ละคนได้ไม่เท่ากัน แต่ละคนรู้ไม่เท่ากัน สุดแต่ใครอยากจะมาเข้าใจ สุดแต่ใครมีวาระจิตก่อนกัน

ออมก่อนรวยกว่าฉันใด ปฏิบัติธรรมก่อนก็สุขกว่าฉันนั้น

รู้แล้วหนอ...




 

Create Date : 03 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 3 พฤษภาคม 2555 22:23:28 น.
Counter : 422 Pageviews.  

มันกลับไปกลับมา เหมือนบูมเมอแรง...

ฉันเคยสงสัยว่าในชีวิตคนเรามีอะไรให้ทำมากมายแต่ทำไมในวาระหนึ่งเราจึงเลือกทำหรือเลือกเป็นในเรื่องหนึ่งหรือสิ่งหนึ่ง
หรือทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา ทำไมเราต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้ ซึ่งเป็นเรื่องร้ายแรง เรื่องไม่ดี ทำไมเราต้องมาพบเจอกับคนๆนี้ ทำไมและทำไม

สารพัดคำถามที่ฉันเคยตั้งคำถามกับตัวเองแต่ไม่เคยมีใครให้คำตอบเหล่านี้กับเราได้เลย ฉันอาจเหมือนเด็กขี้สงสัย ชอบตั้งคำถามแม้ตัวเองจะอยู่ในวัยนี้ และเป็นเรื่องที่ประหลาดเช่นกัน ที่คำตอบมันจะถูกเฉลยผ่านเรื่องราวต่างๆนานาในชีวิต และเราจะรู้คำตอบเองในที่สุด

ในชีวิตคนๆหนึ่งเจอเรื่องร้ายดีทุกข์สุข แต่เรื่องไม่ดี เราจะจดจำได้แม่นนัก แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด คือเราควรจะได้เรียนรู้จากมันและผ่านบทเรียนนั้นไปให้ได้ สุดท้ายคือเรียนรู้ว่าเราได้อะไรจากเรื่องนั้นๆบ้าง
เพื่อประเมินว่าเราสอบผ่านบทเรียนนั้นหรือยัง เพื่อจะได้ไม่ต้องเจอบทเรียนเหล่านั้นซ้ำซาก อันเป็นที่มาของคำถามที่หลายๆคนชอบถามว่าทำไมฉันจึงซวยไม่รู้จบ หรือทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดขึ้นกับเราด้วย

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ฉันสนใจเรื่องจิตวิทยา โหราศาตร์และศาสนา(ธรรมะของพระพุทธองค์) มาก เรื่องเหล่านี้ผ่านเข้ามาให้ฉันได้เรียนรู้เพราะมีคำถามจากบทเรียนที่เข้ามาในชีวิตหลากหลายค่ะ ทั้งเรื่องงานและเรื่องรัก เป็นต้นว่า

ฉันมีเรื่องไม่สบายใจจากการทำงาน ในเวลานั้น ทั้งเหนื่อย หนัก และระอา รวมถึงสภาพแวดล้อมในการทำงานในเวลานั้น ระบบ(และผู้มีอำนาจ) ไม่ได้เอื้อให้เราทำงานแบบสบายใจเลย การทำงานอย่างตั้งใจไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ควรจะได้ แต่ฉันไม่ได้คิดอะไรนอกจากทำงานอย่างเต็มที่ ( ภายหลัง จึงค้นพบว่าเป็นการสูญเสียเวลาที่ควรจะได้ไปทำอย่างอื่นอีกมาก และศักยภาพของเราเหนือกว่านั้นเยอะ) นอกจากนั้นยังมีเรื่องความสัมพันธ์ที่ถูกบ่อนทำลาย เรื่องในครอบครัวที่แย่ๆ และสารพัดเรื่องที่เข้ามากระทบ ในเวลาปีถึงสองปีที่ผ่านมานี้

ฉันวางใจกับเรื่องเหล่านี้แทบไม่ได้เลย มันสาหัสมากและหนักหนาที่สุด โดยรวมมันเป็นเรื่องของการสูญเสียบางสิ่ง ที่กระทบความรู้สึกจนซวนเซ แต่เรื่องเหล่านี้เมื่อเกิดแล้ว เรายอมรับว่ามันคือปัญหา เราไม่ได้หนีและไม่ได้ปฏิเสธ แต่การจะผ่านมันได้ก็อยู่ที่ท่าทีของเราที่มีต่อปัญหาเหล่านั้นต่างหาก ว่าเราจะทำอย่างไร

ฉันสงสัยว่าทำไม เรื่องเหล่านี้จึงเกิดขึ้นกับฉัน มันจึงเป็นที่มาให้ฉันมีวาระจิตในการศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ผ่านศาสตร์สองอย่างคือจิตวิทยากับโหราศาสตร์ ความสนใจในเรื่องศาสตร์พวก Astrology สมัยใหม่ที่มีความเชื่อว่า ทุกดวงวิญญาณที่เกิดมาในชาติภพนั้นมีพันธะสัญญา หรือมีจุดมุ่งหมายในดวงจิตในการมาเพื่ออะไร ( หรือเพื่อเรียนรู้อะไร แล้วได้แก้ไขมันให้ดีขึ้น )

แปลกมากค่ะ นี่คืออย่างแรกที่ฉันแปลกใจตัวเอง คือ เรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตบางเรื่องซ้ำซากมาก แต่มันจะผ่านไปเมื่อเรายอมรับได้ว่า มันเกิดจากอะไร และเรายินดีจะแก้ไขเรื่องนั้น เราจะไม่เจอเรื่องนั้นอีก

ยกตัวอย่างเรื่องซ้ำซากเรื่องที่หนึ่ง เรื่องรักๆเลิกๆ เรืี่องเหนื่อยกับความรัก มีความรักหลายครั้งไม่ดีสักครั้ง หรือถึงจะดีตอนต้นแต่ก็มีช่วงให้เหนื่อยใจและสุดท้ายก็พังทุกครั้งเหมือนกัน แทบจะนับนิ้วไม่ถูกแล้วว่ากี่ครั้ง

ฉันวิเคราะห์เรื่องนี้ด้วยตัวเอง รู้แจ้งกระจ่างด้วยตัวเอง การที่ตัวเองไม่เคยสมหวังถึงขั้นมีความรักครั้งเดียวและใช่ จนถึงขนาดสามารถสร้างครอบครัว ( แม้จะเป็นครอบครัวแบบนี้ก็เถอะ ) มันก็เป็นเพราะว่า ตัวเราเองนี่แหละ

ฉันเคยเบียดเบียนตัวเอง ทำให้ตัวเองเดือดร้อน แล้วก็มองว่านั่นคือการเสียสละ ผลของการคิดแบบนั้นทำให้เหนื่อยแทบขาดใจ ฉันเคยคิดว่าการให้ๆๆๆๆๆๆ และให้ กับคนที่เราได้ให้ จะทำให้ความรักยืนยาวได้ แต่ผลของมันคือ ฉันให้กับคนผิดประเภท และเลือกคนผิดมาถึงสองครั้ง ครั้งแรกคือ เขามี่คนรักอยู่แล้ว เราไปซ้อนเขา ( ผิดศีลข้อสามนะคะ ) ครั้งที่สองคือ ใช้อารมณ์เหนือเหตุผล ไม่ดูตามาตา
เรือ ครั้งนี้ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่อง ศีลเสมอกันหรือเท่ากันนะคะ ครั้งถัดมามีคนที่ดีคนหนึ่ง แต่ฉันก็ทำมันพังเอง ด้วยระยะเวลายาวนานถึงเจ็ดปี ครั้งนี้ทำให้ได้เรียนรู้เรื่องกรรม เป็นบูมเมอแรง และในเจ็ดปีนี้ก็ทำเรื่องแย่มากๆ คือการนอกใจ ( ผิดศีลข้อที่สามอีกแล้วเห็นไหมคะ ) ฉันทำตัวไม่ดีหลายหนมาก ทำให้คนอื่นเดือดร้อนและเป็นทุกข์ ผลของมันก็คือในอีกห้าปีถัดมา ฉันก็ถูกนอกใจเหมือนกัน แต่ในห้าปีนี้ฉันก็ได้เรียนรู้อีกหลายเรื่อง คือเห็นตัวเองในแง่มุมที่แย่มาก รักตัวเองไม่เป็น สติปัญญาน้อยมาก เจอปัญหาทุกข์ใจก็เซก่อนแล้ว ไม่แข็งแรงทางใจ ความไม่เสมอกันระหว่างเรากับคนที่อยู่ด้วย เป็นผลให้เราหลุดจากกันอีกจนได้ แล้วหลังจากนั้น ฉันก็ทำกรรมใหม่ ที่ทำให้ใครบางคนต้องทุกข์ใจอีก และอีกสามปีถัดมา ฉันก็เจอเรื่องช็อกใจที่แรงที่สุดก็ว่าได้

หนังชีวิตเหล่านี้วนเวียนไปมาซ้ำๆ จนฉันต้องหวนกลับมาคิด ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นทำไมหนอ เพื่ออะไร ทำไม ฉันจึงต้องเจอทุกข์ซ้ำซากกับเรื่องพวกนี้ นี่ไม่นับ เรื่องที่ฉันมักจะคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาล ตัดสินคนอื่นตลอดเวลาจากมุมของตัวเอง มักจะรำคาญหรือทนคนอื่นไม่ได้ ฉันนี่เก่ง และดีเลิศแล้ว

OMG ! เรื่องที่เกิดกับฉันทุกเรื่อง มันทำให้ฉันเกิดปัญญา ตาสว่างขึ้นมาเมื่อได้คิด และไปศึกษาโหราศาสตร์จากตำราของพี่โจ แล้วไปพบว่าสิ่งที่ถอดความออกมาได้จากดาวในเรือนต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นวงกลมหรือจักรวาลนั่นน่ะ มันถอดความหมายออกมากระทบตัวตนของเราได้อย่างจังขนาดนี้

ศาสตร์ต่างๆทั้งโหราศาสตร์ จิตวิทยา หรือศาสนาพุทธ มันจึงเชื่อมโยงกัน(ในความคิดของฉัน) บางอย่างตอบคำถามของเราได้ และบางศาสตร์เรานำมันมาใช้แก้ปัญหาของเราได้ และบางอย่างยังตอบคำถามว่าเราเกิดมาทำไม

ในทางวิทยาศาสตร์ เรื่องที่เราพิสูจน์ไม่ได้ วิทย์จะไม่เอาเลย แต่ในบางเรื่อง วิทย์ก็ไม่อาจอธิบายเรื่องทำนองนี้ได้เช่นกัน ว่า ทำไมเราจึงเกิดมาแตกต่างกัน บางคนรวย บางคนจน บางคนเป็นอย่างนั้น บางคนเป็นอย่างนี้ แต่ในทางธรรม หรือทางพุทธ มีคำตอบที่อธิบายไว้ว่า เพราะจิตของเราได้บันทึกทุกอย่างในขณะที่เราทำในชาติปัจจุบัน
ทั้งสิ่งที่ดี ( กุศลกรรม ) และสิ่งที่ไม่ดี ( อกุศลกรรม ) และจิตที่บันทึกทุกอย่างเอาไว้นี้จะส่งผลต่อการเกิดดับของเราในปัจจุบันชาติ
พุทธเชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม ( หรือกฏธรรมชาติ ) ความเชือในทางพุทธจึงไปสอดคล้องกับหลักบางอย่างทางจิตวิทยาอีก นั่นคือเรื่องจิตใต้สำนึก ที่จะบันทึกเรื่องดีงาม และสะท้อนเรื่องดีงามกลับมาหาเรา ในขณะที่ถ้าจิตใต้สำนึกเก็บเรื่องลบ มันก็จะดึงดูดเรื่องลบกลับมาหาเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า

และบางเรื่องซ้ำซากในชีวิต ที่เกิดขึ้น จึงทำให้เราได้รับคำตอบค่ะว่ามันเกิดขึ้นทำไม เพื่ออะไร และเราจะทำอย่างไรจึงจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ ตลอดจนเพื่อไม่้ให้มันเกิดขึ้นอีก เราต้องทำอย่างไร

ฉันออกตัวก่อนนะคะว่าที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะเก่ง ถึงขั้นรอบรู้ไปทั้งหมด เพียงแต่คิด และหาคำตอบ ตั้งข้อสังเกตจากประสบการณ์หรือสิ่งที่ตัวเองเจอ และมีความเชื่อ ว่าทุกอย่างในโลกนี้มันไม่มีเรื่องบังเอิญ อะไรที่เราเจอมันจะต้องเกิดจากสิ่งที่เราทำ ผลที่เกิดกับเราจะต้องมีเหตุที่ทำให้มันเกิด เพราะเรื่องที่เราเจอ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ

ฉะนั้น ไม่ว่าจะมีอะไรในชีวิตของคุณ เมื่อเกิดแล้ว ต้องลองย้อนกลับไปดูว่า ผลที่เกิดนี้มาจากเหตุอะไร มันต้องมีเหตุให้เกิด ไม่ใช่จู่ๆเราจะซวย

ฉันเคยถูกเสี่ยอ่างหน้าบ้าน ยืนด่าเป็นชั่วโมงเพราะหาว่าแมวเราไปปีนรถเขา ฉันยืนให้เขาด่า หนึ่งชั่วโมงโดยที่เราไม่สามารถเถียงอะไรได้ ฉันโกรธและโมโห กว่าจะเรียนรู้ที่จะปล่อยเรื่องนี้ออกจากใจได้ ฉันต้องทุกข์มาก นี่เพราะไม่รู้ว่า เสี่ยนั่นกำลังแสดงธรรมให้ฉันได้เข้าใจ เสี่ยนั่นกำลังสอนฉันให้เข้าใจเรื่อง โทสะจริต ซึ่งครั้งหนึ่งฉันเคยทำแบบนี้กับน้องสาวคนเดียว ฉันเคยว่าน้อง และว่าแรงมาก ครั้งหนึ่งในชีวิตทางโทรศัพท์ โดยที่น้องไม่เถียงไม่อะไรสักคำ หนึ่งชั่วโมงที่ฉันออกอาการวีนแตก เหวี่ยง และใช้ถ้อยคำรุนแรงด้วยโทสะ โมหะ จริต ฉันเหมือนผีบ้าก็ไม่ปาน

แล้วกรรมนั่นก็ย้อนกลับคืนมาหาฉันเหมือนบูมเมอแรง ในวันที่เสี่ยนั่นยืนด่าฉันหนึ่งชั่วโมงเต็ม

ไม่เรียกว่ากรรม ( ติดจรวด ) แล้วจะเรียกว่าอะไร

ไม่เฉพาะเรื่องนี้ค่ะ แต่ฉันเจอมากกว่านี้ เยอะกว่านี้ สุดท้าย ฉันจึงเข้าใจว่า กฏของธรรมชาตินั้นยุติธรรมเสมอ เราทำอะไรเราได้อย่างนั้น เราทำมาก ย่อมได้มาก ถ้าเราไม่ทำ เราจะเอาที่ไหนมาได้ มันยุติธรรมมากเลย เหมือนกับบุญ คนอยากได้บุญ อยากรวย แต่ไม่เคยให้ แล้วจะเอาที่ไหนมาได้

ทุกอย่างที่เกิดกับเรา เราทำ อย่าได้เพ่งโทษคนอื่นเลยนะคะ เพราะสุดท้ายแล้วมันก็จะวิ่งกลับเข้ามาหาเรานี่แหละ มันกลับไปกลับมาเหมือนบุมเมอแรง ท่องไว้ในใจแค่นี้ เราจะได้อยากทำแต่สิ่งดีๆ หรือต่อให้ทำดีแล้ว ยังเจออะไรแรงๆ ก็ยอมรับเสียว่า มันต้องมีเหตุให้เกิด ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดได้อย่างไร

เรียนรู้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นด้วยใจสงบ และสร้างกรรมใหม่ที่ดีต่อไป เพราะทำดีไว้เราก็สบายใจเอง

รู้แล้วหนอ....

-------------------------------------------------------------

หมายเหตุ หนังสืออ่านเพิ่มเติมเรื่องโหราศาสตร์ของพี่โจ มณฑานี ตันติสุขมีสองเล่มค่ะ คืออ่านดวง ชนะกรรม และโหราศาสตร์คู่แท้




 

Create Date : 02 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 2 พฤษภาคม 2555 14:27:13 น.
Counter : 1797 Pageviews.  

รู้แล้วหนอ.. ทุกข์อยู่ที่ไหนให้ดับที่นั่น

เช้านี้ตื่นมาอาบน้ำตั้งแต่ตีสี่ เป็นผลมาจากสามวันที่ผ่านมา ตื่นตีสี่ทุกวัน จากการเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ผลของการปฏิบัติ นำพาความสงบเข้าสู่จิตใจ ทำให้พบเวทนาในสังขารที่เกิดขึ้นจากการเข้ากรรมฐานสี่วันนั้น เป็นธรรมที่เกิดจากการเห็นทุกข์ ปวดหนอๆๆๆๆ คำอาจารย์ที่สอนให้กำหนดอิริยาบถย่อยเพื่อตามรู้ดูจิตให้อยู่กับปัจจุบัน ยังดังก้องอยู่ในหู ปวดอะไรก็กำหนดตรงนั้น ทำอะไรก็กำหนดตรงนั้น เป็นอะไรก็กำหนดตรงนั้น

เมื่อก่อนไม่เข้าใจคำนี้เลยค่ะ ไม่เข้าใจว่าต้องกำหนดอย่างไร และทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ทำไมต้องหนอๆๆๆๆ ทำไมต้องกำหนด เหมือนกับที่เราอ่านตำราบางเล่ม แล้วบอกว่าให้ตามดูจิต อะไรคือการดู ดูไปทำไม ทำไมต้องดู เหล่านี้เป็นคำถามที่คาใจเราในขณะที่เราเริ่มเปิดใจเรียนรู้ธรรมะในแง่มุมที่สูงขึ้นไปกว่าการทำบุญทำทาน ใส่บาตร เข้าวัด

ต้องบอกว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าเคยเป็นของยากสำหรับเรา เพราะฟังยาก อริยมรรคมีองค์แปดคืออะไร ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร การตามดูตามรู้ทำไปทำไม และอะไรอย่างอื่นมากมาย ลำพังการอ่านหนังสือธรรมะหรือหาซีดีมาฟัง ยังไม่เท่ากับการได้ไปปฏิบัติจริงสักครั้ง ให้ครูบาอาจารย์ท่านสั่งสอน ชี้แนะแนวทางและให้รู้ธรรมะด้วยตนเอง

อาจารย์สอนวิธี แต่การที่เรารู้ธรรมะด้วยตนเองนั้นเกิดจากการปฏิบัติอย่างจริงแท้ค่ะ

และเพราะเราทุกข์ เราล้น เราเกิน เราไม่สมบูรณ์ เราจึงปริแตก(ทางใจ)ได้ เพราะเราทุกคนไม่เคยรู้จักตัวเองเลย เรารู้แต่สิ่งอื่นรอบตัว แต่ไม่เคยรู้จักตัวเองจริงๆ อย่างถ่องแท้ เราจึงทุกข์เพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ และที่ทุกข์เพราะเราไม่รู้ทัน(กิเลส ตัณหา ในรูปแบบต่างๆ)

จริงอยู่ กิเลส ตัณหา หรือเรื่องทางโลก เป็นเรื่องที่เราหลีกหนีไม่พ้น หรือตัดมันออกไปทั้งหมดไม่ได้ ตราบใดที่เรายังเป็นคนธรรมดาสามัญ สิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราอยู่ตลอดเวลา มันจึงง่ายมากกับการที่เราจะหลงเพลิน จนทำให้การได้มาซึ่งสิ่งนั้นนี้ ทำให้เราทุกข์ใจ (อยากได้ อยากมี อยากเป็น ด้วยความโลภ ) พอได้มาแล้วก็อยากได้อีก อีก อีก แล้วก็เหนื่อยกับการดิ้นรน หรือแม้แต่ทุกอย่างที่เป็นเรื่องของอารมณ์ โกรธ เกลียด ไม่ชอบใจ อัตคัด ขัดใจ และอีกสารพัดสิ่ง

ฉันขอเล่าว่าตัวเองก็เป็นที่รวมของอารมณ์อันนำมาซึ่งความเบียดเบียนตัวเองหลายสิ่งมาก ไม่ว่าจะเปฺ็น ความเจ้าอารมณ์ เกรี้ยวกราด ความวิตกกังวล ความช่างคิด ความหงุดหงิด ขี้โมโห ไม่ได้อย่างใจก็วีนแตก และอีกหลายอารมณ์มาก นำมาซึ่งเหตุการณ์หลายอย่างในชีวิต ทั้งความสูญเสีย ความปรวนแปร ควบคุมสภาพจิตใจของตัวเองไม่ได้ ความเครียดในระดับที่แก้ด้วยตัวเองไม่ได้ ทั้งที่ฉันมีทุกอย่างในชีวิตที่บริบูรณ์เพียบพร้อม ไม่ได้ขาดหรือพร่องในความสะดวกสบายทางกาย สิ่งซึ่งคนทั่วไปต้องดิ่้นรนขวนขวาย ฉันไม่เคยต้องไปดื้นรนแบบนั้นเลยแม้แต่น้อย ชีวิตน่าจะดีและมีความสุขที่สุด ใครๆก๋็มองว่าเรา perfect และที่สำคัญตัวเองยังมองตัวเองเลยว่า ฉันนี้เลิศแล้ว ( อันเป็นที่มาของอาการติดดี ยึดติดในตัวเอง )

ฉันพบทุกข์สาหัสหลายเรื่องดังที่เคยเขียนในบล็อกก่อนหน้านี้มาแล้วนะคะ เคยแม้กระทั่งนอนไม่หลับติดๆกันหลายคืน แล้วต้องไปพบจิตแพทย์ อะไรอย่างไรก็ได้ขอให้ได้กินยา อยากหลับ แต่มันหลับไม้ได้ ทรมานมากๆ
เคยเจอเรื่องช็อกใจ เรื่องที่ไม่คิดว่าจะได้เจอ อาการยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลทำให้ฉันทุกข์ มีชีวิตที่ดูดีภายนอก แต่จริงๆแล้วทุกข์จากการเบียดเบียนตัวเองอย่างยิ่ง เคยหลงระเริงว่ามีความสุขกับเรื่องนอกกายอย่างล้นเหลือ หลงระเริงไปกับชีวิตที่ทำผิดพลาดแต่ก็ยังผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ก็ไม่เคยคิดว่านั้นคือกรรม ( ตามความเชื่อทางพุทธ) แล้วในที่สุดเมื่อไตร่ตรองและหยุดคิด ก็พลันคิดได้ว่าสิ่งที่เราถูกกระทำให้เจ็บช้ำ หรือบาดเจ็บจากเรื่องต่างๆ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราเคยกระทำไว้กับคนอื่นมาก่อนหน้านี้แทบทุกเรื่อง มันซ้ำกันเหมือนบูมเมอแรง

ถ้อยคำที่มีคนเคยพูดกันว่า ทำอะไรได้อย่างนั้น กินอะไรได้อย่างนั้น คิดอะไรเป็นอย่างนั้น จึงเป็นถ้อยคำที่ไม่ได้เกินจริงเลย และนี่คือกรรม ( การกระทำ ) ของเรานั้่นแหละ ที่เป็นผลทำให้เราได้รับวิบากเช่นนั้นด้วย
จึงคิดได้ว่า นี่เพราะเราไม่เคยหันมามองตัวเองเลยหนอ ก่อนหน้านี้ เราไม่เคยคิดว่าตัวเองพร่องเลยหนอ คนอื่นทำกับเราตลอดได้อย่างไรและทำไม เราทำดีแล้วนะ แต่ทำไมได้รับผลที่ไม่ดีด้วยล่ะ

โชคดีเหลือเกินค่ะ ที่มีจุดเปลี่ยนทำให้ได้หันมามองตัวเองว่า เกิดอะไรขึ้น และเพราะมีกัลยาณมิตร คอยฉุดดึงให้รู้ตัว หลายเรื่องที่เกิดขึ้นในระยะหลังแม้จะเป็นเรื่องร้าย แต่ใจเรากลับวางเฉยกับมันได้ เมื่อก่อน ปากก็บอกวางแล้ว ปล่อยแล้ว อโหสิแล้ว แต่ใจมันไม่ได้ไปด้วย มันก็เพราะยังไม่เข้าใจทั้งหมด และยังติดดี

แต่บัดนี้ เข้าใจแล้วหนอ เข้าใจแล้วหนอ

สี่วันในห้องกรรมฐาน วนเวียนระหว่างห้องนอนกับห้องทำสมาธิ ไปไหนไม่ได้ กำหนด-งดพูด อยู่กับตัวเอง น้อมใจเข้าหาธรรม เอาตัวเองไปอยู่กับตัวเองในปัจจุบัน กำหนดหนอๆๆ ทุกอย่างไม่ว่าจะทำอะไร ท่านให้ตามดู ตามรู้ ให้ตัวเองมีสติอยู่กับปัจจุบันเพียงเท่านั้น

แต่เป็นสี่วันที่ได้พบความสงบอย่างจริงแท้ และพบความทุกข์ที่เป็นของจริง จากการสูญเสียการบังคับร่างกายอย่างสิ้นเชิง ว่านี่คือทุกข์หนอ เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เราบังคับร่างกายเราไม่ได้ เราเจ็บปวดกับความทุกข์ที่เกิดขึ้น
จึงได้รู้ว่านี่คือ ทุกข์ของจริง และความทุกข์นี้ไม่ได้หายไปไหนเลย แต่ใจเราที่กำหนด ปวดหนอๆๆๆ รู้ตัวว่าปวด กลับไม่ได้เป็นอะไรเลย กายแสดงเวทนา แต่ใจเราสิ้นคิด ว่าง และเห็นความจริง

ร่างกายได้แสดงสภาวธรรม ที่เกิดขึ้นให้เรารู้ ว่านี่คือสิ่งซึ่งเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเช่นนั้นไม่ได้ ใช่.. เราปวดจนแทบทนไม่ได้ และเหมือนขาที่เราบังคับไม่ได้นั้น ไม่ใช่ขาของเรา ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวเราทั้งตัวก็ไม่ใช่ของเรา เพราะมันแตกสลายและจะต้องดับไปในที่สุด

ทุกข์ทั้งหลายในชีวิตก็เป็นเช่นนี้...

ความจริงที่เห็น ทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า กระทบแต่ไม่กระเทือน ที่เคยได้ยินมาแต่ไม่เข้าใจ กายจะกระทบก็กระทบไป แต่ใจเรามั่นคงไม่หวั่นไหวเพราะสติคอยประคอง มันเป็นเช่นนี้หนอ...

แค่สี่วัน เราเห็นความจริงเพียงเสี้ยวเดียว แต่แค่นั้นก็น่าดีใจแล้ว ที่ทำให้เราเห็นทุกข์ที่เกิดขึ้น จากที่มันเคยใหญ่เบ้อเร่อ เป็นเข้าใจว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้วก็จะผ่านไป เพราะมันคือความจริงของโลกนี้ ที่พระพุทธองค์แสดงให้เห็นแล้วด้วยธรรมะ

คนเรานั้นต่อให้จะมุ่งไปทางโลกมากกว่าทางธรรม แต่ถ้าเรา balance โลกภายนอกกับภายในให้สมดุลโดยมีหลักยึด ชีวิตก็ไม่แกว่ง คนที่ไม่เชื่อในอะไรเลย เป็นเรื่องของคนนั้น เราไม่มีสิทธิ์ไปบังคับให้ใครเชื่อ ธรรมะของพระพุทธองค์จึงเป็นสิ่งที่รู้ได้เฉพาะตน คือคนที่ปฏิบัติเท่านั้นจึงจะเห็นเองธรรมะจึงเป็นเรื่องที่ต้องรู้ด้วยตนเอง ( ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ )

ออกจากห้องกรรมฐาน อาจารย์กำชับว่า เธอทั้งหลายอย่าลืมกำหนดหนอ เอาสติกำกับให้ตัวเองอยู่กับปัจจุบันให้มากที่สุด ไม่ว่าจะทำอะไร การมีสติจะทำให้เรารู้ตัวและมีความไม่ประมาทในทุกเรื่อง เราจะทุกข์น้อยลงเพราะเห็นความเป็นจริง

เมื่อก้มลงกราบพระพุทธรูป กราบพระรัตนตรัย กราบพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และกราบระลึกถึงคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย ด้วยใจเคารพบูชายิ่ง คนที่เพิ่งเรียนธรรมะขั้นอนุบาลอย่างฉันถึงกับน้ำตาซึม ท่องมานานนักแล้ว ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พระพุทธองค์ทรงชี้หนทางในการดับทุกข์ แต่เพิ่งถึงแก่นแท้ของทุกข์ก็ตอนที่ปวดแทบขาดใจและคำของอาจารย์สอนให้บริกรรม ปวดหนอๆๆๆ นี่แหละ

เหตุเกิดที่ไหนก็ต้องดับที่นั่น - ทุกข์เกิดที่ไหนก็ดับที่นั่น นี่คือพุทธวจนะ

รู้แล้วหนอ รู้แล้วหนอ รู้แล้วหนอ...


--------------------------

กราบขอบพระคุณอาจารย์มยุรี ลิขิตสุนทรกุล อาจารย์ฉันทนา สุวรรณประกรและคณะวิทยากร ที่ชี้แนะแนวทางแก่ลูกโยคีด้วยใจกรุณา ผู้ประกอบอาหาร ผู้ให้บริการ เจ้าภาพอาหารทุกท่านที่ได้ร่วมทำบุญเลี้ยงอาหารทุกมื้อแก่โยคีผู้ปฏิบัติธรรมที่บ้านพาณิชย์กุล ตลอดสามคืนสี่วันค่ะ

เว็บไซต์สำหรับผู้สนใจคอร์สปฏิบัติธรรมที่บ้านพาณิชย์กุล  มีคอร์สที่ผู้เริ่มปฏิบัติและสนใจการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานหลักสูตรของคุณแม่ ดร.สิริ กรินชัย  สอนโดยอาจารย์มยุรี ลิขิตสุนทรกุล เข้าปฏิบัติได้  3 คืน สี่วัน  และคอร์สอื่นๆตามด้านล่างค่ะ 

//www.banphanichkul.com/




 

Create Date : 30 เมษายน 2555    
Last Update : 30 เมษายน 2555 13:26:23 น.
Counter : 970 Pageviews.  

ที่ที่เราจะกลับไป เพื่อรับพลังชีวิต

แดดร้อนในเดือนเมษายนปีนี้ดูระอุกว่าทุกปีจริงๆนะคะ เจอหน้าใครแทบจะทุกคน จะบ่นว่าร้อน ส่วนใหญ่ก็ร้อนกายกันแหละค่ะ ร้อนใจก็ไม่ค่อยจะมีใครบ่นให้กันฟัง

คนเราไม่ชอบเล่าเรื่องไม่ดีให้ใครๆฟังหรอก มักจะเก็บหรือเหยียบเอาไว้
การที่จะบอกให้ใครรู้ว่าตอนนี้เราลำบาก ตอนนีเเราเหนื่อย ตอนนี้เราไม่ไหว เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากพูด กลัวพูดไปก็จะมีคนสมน้ำหน้า เก็บเอาไว้มิดชิดจนกลายเป็นเรื่องทุกข์ใจ

คนเรามีเรื่องทุกข์เยอะแยะ ทุกข์สามี ทุกข์ลูก ทุกขฺ์การงาน ทุกเรื่องเงิน
ทุกข์เรื่องนี้เรื่องนั้น และมีทุกข์ก็มักจะเขี่ยเองไม่ได้

แต่รู้ไหมคะว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งที่จะสลายความทุกข์ของเราได้เสมอ และรอให้เรากลับไปเสมอนั่นคือ บ้าน (หรือครอบครัว) ของเรา

คนที่มีครอบครัวที่อบอุ่น โตมาท่ามกลางความรัก จะรู้ว่านี่คือที่ที่ดีที่สุด
ที่ที่เราจะกลับไปรับพลังชีวิต กลับไปหาไออุ่น กลับไปเป้นเด็กน้อย(ที่ไม่โต)ของพ่อกับแม่

ใครที่มีบ้านที่อบอุ่นอยู่แล้วคงไม่ต้องบอก ว่าการได้กลับไปกินข้าวฝีมือแม่ กลับไปเล่นกับหลานตัวน้อยๆ กลับไปในที่ที่เราเคยอยู่และจากมา นั่นคือนาทีที่ดีที่สุด เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เราซึ่งอาจห่างไกลบ้าน โหยหานัก

สงกรานต์ที่ผ่านมาจึงมีคนได้กลับบ้านเยอะแยะเลย

น่าชื่นใจนะคะที่มีคนอยากกลับบ้าน และไม่น้อยเลยที่อยากจะกลับไปอยู่บ้าน ไม่อยากกลับมาแล้ว - ที่เมืองหลวง

บ้านที่อยู่อีกที่หนึ่ง กับบ้านที่เราต้องอยู่เพื่อทำมาหากินอาจจะเป็นคนละที่กันสำหรับบางคน หนึ่งปีได้กลับบ้านหลายๆครั้ง ทุกครั้งจะกลับมาพร้อมกับความสุข ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งโชคดีที่มีบ้านให้กลับ และบ้านเราที่ต่างจังหวัด เป็นบ้านที่แสนจะอบอุ่น

ไม่ใช่ด้วยความใหญ่โต หรือความสวยงามของบ้านหลังนั้น แต่เป็นเพราะมีอ้อมกอดอุ่นๆของพ่อกับแม่ และเสียงเจี๊ยวจ๊าวของหลานต่างหาก ที่ทำให้บ้านเป็นบ้านที่เราอยากกลับไปเสมอ

ฉันเคยไปเข้าอบรมที่ศูนย์อบรมสมาธิแนวจิตวิทยา(หรือขมรมจิตวิทยาสมาธิ เดิม ) กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา ทั้งสี่วัน ฉันพบเห็น
ผู้ที่มีปัญหาครอบครัว ไม่มีบ้านที่อบอุ่น คนหลายๆคนไม่มีความสุขเพราะครอบครัวแตกร้าว บางคนมีสัมพันธภาพที่ไม่ดีนักกับพ่อแม่ผู้ให้กำเนิด มันทำให้เขาเหล่านี้ขาดความสุข ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ส่งผลมาถึงการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นจากอดีตเป็นผลให้เขาเหล่านี้เกิดปมทางใจที่เอาออกไม่ได้ ต้องใช้วิธีทางจิตวิทยาเข้ามาช่วย เพื่อเยียวยาความรู้สึก บาดแผลและความทุกข์ใจ ซึ่งคนที่มีครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นอาจจะมีคำถาม หรือไม่เข้าใจ
แต่มันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เพียงแต่คนเราโชคดีไม่เท่ากัน

คนที่ม่ีครอบครัวแตกร้าวหรือแตกแยก มักจะหลอนกับภาพอดีตที่ล้มเหลว และอาจจะไปสร้างครอบครัวด้วยความกลัว จนในที่สุด ครอบครัวใหม่ก็แตกร้าวอีก หลายๆอย่างที่เกิดจากปมในใจที่เกี่ยวข้องกับครอบครัว จึงเป็นเรื่องสำตัญมาก มันมีเคสหลายเคสที่ทำให้เราน้ำตาซึม เพราะเห็นชิ้นส่วนที่ขาดและแหว่งวิ่น ไม่อาจกอบกู้กลับมาได้ดังเดิม

โดยเฉพาะใจที่แตกร้าว ไม่เฉพาะในเด็กเล็ก แต่คนอายุเยอะๆบางคนก็ยังร้องไห้เหมือนเด็กๆ เมื่อปมในใจถูกหยิบกลับขึ้นมาใหม่ และถูกล้างออกไปเพื่อเยียวยาตัวตนภายใน

เวลาที่ฉันกลับบ้าน หรือได้พูดคุยกับแม่หรือพ่อทางโทรศัพท์ จึงไม่ลืมที่จะขอบคุณที่ฉันมีครอบครัวที่อบอุ่นแบบนี้ เพราะชิ้นส่วนที่ประกอบรวมกันเป็นตัวฉันทุกชิ้นรวมถึงใจที่มี ได้รับการดูแลมาอย่างดีจากครอบครัวนี้
เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ครอบครัวนี้รอฉันกลับบ้านเสมอ เพราะพ่อกับแม่ พี่ชาย พี่สะใภ้และหลาน ทุกคนรักเรา และเราก็รักเขาเหล่านั้น

ถ้าคุณมีครอบครัวที่อบอุ่น จงรักษาพวกเขา แต่ถ้าคุณไม่มี จงอย่าน้อยใจ คุณสร้างครอบครัวเล็กๆของคุณใหม่ ให้อบอุ่นได้ เพราะจริงๆแล้วความหมายของครอบครัวก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องประกอบกันเป็นพ่อแม่ลูก ต้องอยู่ร่วมกันเสมอไป คนที่เรารักทุกคน หรือแม้แต่เพื่อนมนุษย์ทุกผู้ทุกนามบนโลก ก็คือครอบครัวเดียวกันกับเราที่เราสามารถให้ความรัก ความอาทร และความช่วยเหลือต่อกันได้

ครอบครัวใหญ่ของเราคือโลกนี้ ก็จำเป็นต้องดูแลด้วยความรักเช่นเดียวกัน

ดูแลครอบครัวเล็กๆของเราก่อน แล้วก็อย่าลืมดูแลครอบครัวใหญ่ของเราด้วยความรักที่เสมอกันนะคะ !!




 

Create Date : 23 เมษายน 2555    
Last Update : 23 เมษายน 2555 17:35:28 น.
Counter : 993 Pageviews.  

ชีวิตไม่สะดุด แม้เจอวิกฤค มองหาหลักที่มั่นคงให้ตัวเอง....

เงินสำรอง หรือแผนสำรอง จำเป็นมากกับชีวิต ใช่เพียงแต่กับมนุษย์เงินเดือนนะคะ แต่ยังจำเป็นกับคนทุกคน ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไร เพราะมันช่วยชีวิตคุณได้ไม่ต่างอะไรกับคุณมีตะเกียงวิเศษของอาลาดินเชียวล่ะ

ถังเงินสำรองที่ควรมีควรจะใหญ่ขนาดไหน

ดิฉันจำคำแนะนำนี้ได้ขึ้นใจจากหนังสือการเงินที่ผ่านตา ตลอดจนข้อมูลหรือคลังความรู้ที่ได้จากการอ่านในเว็บไซต์ โค้ชการเงินหลายคนพูดตรงกันว่า น่าจะมีเงินในถังที่ว่าอย่างน้อยหกเท่าของเงินเดือนที่คุณมี เงินเดือนล่าสุดที่คุณมีอยู่ที่เท่าไหร่ก็คูณหกเข้าไปแล้วเก็บให้ได้ตามนั้น

แต่จริงๆแล้วขนาดของถังไม่จำเป็นต้อง fix เช่นนี้เสมอไปนะคะ ถังใหญ่เท่าไหร่คุณจะยิ่งเบาใจได้มากเท่านั้น และอย่าชะล่าใจขนาดว่า รู้ตัววันนี้แล้วจะทำวันนี้ มันช้าไปแล้วค่ะคุณ ในขณะที่คนไม่ประมาทจะคิดเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา จึงสะสมเงินสำรองไว้ตลอดเวลา ถ้าไม่ต้องใช้ คือไม่เกิดวิกฤติอะไรขึ้นมา เงินส่วนนี้ก็จะคงอยู่เช่นเดิมแต่เพิ่มโอกาสทวีคูณตามแต่แหล่งที่เอาไปเก็บไว้นั่นเอง

โดยหลักการที่ว่านี้ จึงทำให้คนที่ไม่คิดประมาทเมื่อเจอสถานการณ์หนักหน่วง จะหายใจได้คล่องกว่าค่ะ ส่วนขนาดของถังที่คุณมองไว้ อาจไม่จำเป็นต้องเป็นหกเดือนก็ได้นะคะ มากกว่านั้นก็ได้ หรือหากว่าเริ่มต้นช้าไปหน่อย ทำให้ถังไม่ใหญ่พอขนาดคูณหก เท่าที่มีก็ยังพออุ่นใจได้ ดีกว่าไม่มีเอาซะเลย

หรือถ้าหากคุณคิดมากขึ้นไปกว่านั้นอีก ว่าถ้าเจ็บป่วยขึ้นมา หรือเจอวิกฤติฉุกเฉินจนต้องพึ่งพาเงินจากแหล่งอื่นๆ นอกจากถังสำรอง
ใครหนอ จะหยิบยื่นเงินให้คุณฟรีๆ จะต้องไปกู้ยิมเพื่อนมา หรือต้องไปทำสินเชื่อส่วนบุคคล หรือแม้แต่บัตรกดเงินสด นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะแท้ๆที่จะทำให้คุณลำบากในอนาคตนะคะ

ในเมื่อวันนี้ยังมีแรง มีกำลัง ที่จะสร้างหลักประกันอื่นๆให้คุณได้นอกเหนือจากถังเงินสำรอง แล้วทำไมจึงไม่ทำละคะ ?

ดิฉันอยากแนะนำให้คุณมีแผนสำรอง โดยไม่ต้องไปวุ่นวายหยิบยืมเงินใคร แต่เป็นเงินของคุณเองที่ค่อยๆใส่ไว้ในแผนสำรองนี้ เราเรียกมันว่าหลักประกันของชีวิต ในรูปแบบของการฝากเงินลงทุน ( และซื้อความคุ้มครองด้านสุขภาพ ) ลองคิดดูว่าคุณจะไม่ต้องหมุนเงินจนหัวหมุน ไม่ต้องกลุ้มใจกับค่ารักษาพยาบาลที่ไม่เคยปราณีใครเวลาเข้าโรงพยาบาล

เพียงแค่คุณเปิดใจที่จะสร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง

วางแผนการลงทุนในแบบที่คุณเลือกได้ให้เหมาะสมกับตัวคุณเองหรือเพิ่มความรอบคอบอีกนิดด้วยการดูแลหลักประกันสุขภาพให้ตัวเองและคนที่คุณรัก  แล้วความเสี่ยงก็จะลดลง หายใจได้คล่องขึ้น  

หนังสือการเงินทุกเล่มที่พิมพ์ขายในเมืองนอกต่างแนะนำให่้เราลดความเสี่ยง

ดิฉันก็อยากแนะนำให้คุณลดความเสี่ยงด่้วยเช่นเดียวกัน 

มันคุ้มค่ากว่ามาก กับการที่ยอมลงทุนวันนี้เพื่อไม่ให้เจ็บตัวและกระเป๋าฉีกในอนาคต  และที่สำคัญ  ต่อให้มีหลักประกันในบริษัทฯที่ทำงานอยู่  หรือระบบราชการรองรับ  แต่ใครจะรู้ว่ามันจะยั่งยืน

อย่าปล่อยชีวิตไปตามยถากรรมนะคะ




 

Create Date : 23 เมษายน 2555    
Last Update : 23 เมษายน 2555 14:27:02 น.
Counter : 397 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  

bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.