images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

เสียงข้างใน หรือ Inner voice ของคุณบอกอะไรคุณ

เช้านี้ที่บางพลีมีฝนเทลงมาค่อนข้างแรง อากาศชักจะคาดเดาไม่ได้ เหมือนใจคนเราเลยนะคะ เอาแน่ไม่ได้ คิดตามหลักพุทธ ท่านก็สอนเราแล้วว่า อะไรๆก็ไม่เที่ยง ไม่แน่นอน อย่ายึดติด สิ่งที่เราควรทำคือการปรับใจรับสภาพทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น

เสาร์อาทิตย์นี้เป็นสองวันที่ขอผ่อนแรง หันกลับมาทบทวนสิ่งที่ทำไปแล้วและยังไม่ได้ทำ รวมถึงสิ่งที่ต้องทำด้วยค่ะ

ทำอะไรแล้วทำให้สุด ในสภาพร่างกายและจิตใจที่พร้อม ดีที่สุดสำหรับชีวิตค่ะ ถ้าเอียงๆเป๋ๆไปก็ต้องกลับมา reset ใหม่ นาทีที่บอกตัวเองว่าเหนื่อยแล้วคือร่างกายและจิตใจส่งสัญญาณให้พัก เราก็ควรต้องฟัง

พักแล้วกลับไปสู้ต่อ ชีวิตควรมีจังหวะ 'ผ่อน' บ้างนะคะ ตึงไปเดี๋ยวจะบ้าได้

ผ่อน ไม่ได้เแปลว่าให้ขี้เกียจ แต่ให้ผ่อนจังหวะการทำกิจกรรมทุกอย่างให้ช้าลง เดี๋ยวมีแรงแล้วค่อยๆเพิ่มกำลัง กลับไปทำใหม่ ชีวิตที่ดำเนินไปอย่างนี้พร้อมสติรู้ตัว เราจะควบคุมกายและใจของเราได้ ปัจจัยภายนอกอาจควบคุมไม่ได้ แต่ข้างในของเรา เราจัดการได้สิ

โลกรอบตัวเราที่ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปนั้น เราไปควบคุมอะไรไม่ได้สักอย่างเลย ฝนจะตกฟ้าจะร้อง ใครจะว่าอะไรเรา(ทั้งที่เราทำดี และทำสิ่งดีงาม) ใครจะเถียงกัน ใครจะทำอะไรอย่างไร โอ้ยย สารพัด เราไปแตะอะไรได้ไหมคะ มีแต่ข้างในเราเองเท่านั้นที่บอกให้เราทำอย่างนั้นอย่างนี้

วันก่อนคุยกับเพื่อนผู้ชายที่น่ารักคนหนึ่ง เขาคนนี้เป็นถึงระดับบริหารในเอเจนซี่โฆษณา เขาบอกว่า เชื่อใน Inner voice มากเลย คือเสียงแรงที่ดังขึ้นมาในใจน่ะค่ะ ( ฉันว่ามันคือสัญชาตญาณแรก) ไม่ว่าจะตัดสินใจอะไร เขาจะฟังเสียงนั้นและ 90% มันไม่เคยผิดพลาด

คุณเชื่อใน inner voice มั้ย ???

ฉันผ่านจุดที่ว่านั้นมาแล้ว มันเป็นจุดที่ยากมากและ inner voice ที่ดังอยู่ในใจฉันก็ไว้ใจได้ค่ะ ฉันเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง เชื่อมั่นในนาทีที่ต้องตัดสินใจ(ชีวิตที่เหลือทั้งชีวิต)ว่าเสียงที่ดังในใจเรา เสียงแรก จะต้องถูกและเราต้องทำตามนั้น

คุณเคยรู้สึกลำบากใจที่จะต้องเปลี่ยนชีวิตใหม่ทั้งหมดมั้ยคะ ฉันว่าถ้าอยู่ในชีวิตปกติ คนเราไม่มีใครชอบเสี่ยง เรามักจะชอบความสบายและฝังตัวอยู่กับความเคยชิน( Comfort Zone) เพราะมันไม่อันตราย เรารู้ว่าเราจะอยู่รอดปลอดภัยในนั้นแหละ

แต่ในความเป็นจริงมันไม่มีอะไรปลอดภัยจริง

จุดที่ยากที่สุดในชีวิตเราก็คือการที่ต้องออกจากคอมฟอร์ทโซน มันหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะใหญ่มากและเปลี่ยนเราทั้งชีวิต มันไม่ง่ายหรอกค่ะ การที่จะเปลี่ยนอะไรใหม่ๆที่ดูยุ่งยาก

ฉันถามเขาว่าดูเหมือนชีวิตเขาจะสวยงาม มันพร้อมไปหมดทุกด้านสำหรับผู้ชายคนหนึ่งที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี ในวัย43 เขายังสนุกกับการทำงานและชอบความท้าทาย แต่ทั้งหมดทั้งปวง เขาย้ำกับฉันว่า อะไรๆมันก็ไม่แน่นอน ชีวิตมันสั้นนัก หากพบสิ่งที่ทำแล้วมีความสุข ค้นหาเส้นทางของตัวเองเจอ ก็ทำสิ่งนั้นเถอะ

ทำให้ชีวิตของคุณท้าทาย(Chalenge) และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ เพราะชีวิตมันสั้น ย้ำ... ชีวิตมันสั้นค่ะ

บางคนบอกว่า อยากทำบางสิ่ง แต่มันทำไม่ได้ เพราะติดนั่นติดนี่ ติด
สารพัดข้ออ้าง ลองคิดดูว่าอะไรที่เป็นไปไม่ได้หลายอย่างในโลกนี้ทำไมมันเป็นไปได้ คุณบอกว่าทำไม่ได้ มันคือคุณไม่ได้คิดจะทำจริงหรือมองมันเป็นอุปสรรคแล้วถอดใจ

ปกติแล้ว ชีวิตเรามีอะไรเรียบเรี่อยเสมอไปหรือคะ ใช่หรือไม่ที่ชีวิตมักจะส่งแบบทดสอบที่ยากๆมาให้เราแก้ แล้วให้ข้อแม้ว่าคุณจะทำได้ก็ต่อเมื่อคุณพยายามทำมัน พยายามแก้โจทย์นี้ ในวันที่คุณเหนื่อยล้าเพราะมองไม่เห็นทาง ชีวิตไม่ได้มีข้อแม้ ว่าคุณห้ามพัก เขาให้คุณพักได้ก่อนจะไปต่อ เพราะจุดหมายปลายทางของคุณยังอยู่อีกไกล

ชีวิตไม่ได้บอกว่าให้คุณใช้วิธีเดิมๆ พระเจ้่าส่งหนทางใหม่ๆมาให้เสมอหากคุณเลือกจะเปิดใจมองและหาทางสำเร็จ มีวิธีการร้อยแปดพันเก้าให้คุณทำ และเขายังบอกอีกว่า ถ้าเราเชื่อ เราคิดและเราทำ เราจะทำได้จริง

ทุกอย่างในชีวิตเราเป็นไปได้แค่เราลบข้อแม้ค่ะ

วันนี้คุณอ่านหนังสืออะไร คุณฟังเพลงอะไร คุณพูดคุยกับใคร คุณอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน มันทำให้คุณจมลง หรือ ทำให้คุณเป็นไปในทางบวก คุณใส่ input แบบไหนเข้าไปในสมอง output ของคุณก็เป็นแบบนั้นนะคะ

เสียงข้างใน หรือ Inner voice ของคุณบอกอะไรคุณ

เขาบอกให้คุณเดินหน้า หรือเขาบอกให้คุณล้มเลิก แล้วเป้าหมายปลายทางของคุณอยู่ตรงไหน รู้หรือไม่ว่าใจคุณใหญ่ที่สุด ใจของคุณใหญ่จนเปลี่ยนชีวิตคุณได้นะคะ เชื่อในพลังใจของตัวเองสิคะ

ขอให้มีข้ออ้างน้อยที่สุด มีข้อแม้น้อยที่สุด และทำในสิ่งหัวใจ(หรือสัญชาตญาณ)บอกคุณค่ะ

แล้วทุกอย่างจะดีเองค่ะ




 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2555 10:48:47 น.
Counter : 969 Pageviews.  

ขอเพียงไม่ยอมแพ้เท่านั้น..

ชีวิตไม่ได้ยืนยาวอะไรนักหนา นอกจากทำความดีแล้วก็อย่าเป็นทุกข์ให้มากนัก เชื่อ inner voice ข้างในของเราบ้าง ใช้ชีวิตให้สนุกเข้าไว้เถอะ อะไรมันก็ไม่แน่นอนนี่นา

อโหสิให้กับนายญี่ปุ่นคนนั้นไปเถอะ ในเมื่อเป็นที่เราเองที่รับความแย่ของระบบ 'ถูกต้องไม่มี ถูกใจสิดี' ไม่ได้ แล้วจะขวางทางปืนหรือ เป็นโชคแล้วที่เขาถีบเราออกมา เพราะจักรวาลได้จัดสรรให้เราเจอคนดีและเส้นทางใหม่ที่ทำให้เรามีความสุขยิ่งกว่าเดิ...ม

ไม่มีอะไรไม่เหนื่อยหรอก ทุกคนล้วนต้องยากลำบากและฟันฝ่า แต่การถูกกดดันและถูกรังแกไม่เคยทำให้ใครมีความสุขได้จริง สงสารตัวเองดีกว่า ณ เวลานั้นที่ทุ่มเททำทุกอย่างแล้วได้ผลตอบแทนเป็น O

ขอบคุณเขาคนนั้นที่รังแกเรา ทำให้เราตั้งใจพลิกชีวิต ผ่านวิกฤต จนพบจุดเปลี่ยน ออกแบบชีวิตและใช้ชีวิตอย่างที่อยากใช้ ทำงานด้วยศรัทธา และคำเดียว 'ไม่ยอมแพ้' จนมาถึงจุดที่สามารถคว้ารางวัลของสำนักงาน No 1 new agent Best of Daunthong 2012 ได้สำเร็จ ติด Annual convention Spain 2013และติด คุณวุฒิตัวแทนระดับโลก MDRT ได้ไปสัมมนาที่อเมริกา เรียบร้อยแล้วในเดือนนี้ ตามที่ตั้งใจ

อีกนิดเดียวเท่านั้นสำหรับ Of the year

คำเดียว 'ไม่ยอมแพ้' ที่พลิกชีวิต คำเดียว 'ตั้งใจ' คือ ไม่ล้มเลิก แม้บนเส้นทางนี้จะไม่ง่าย แต่นี่คือของขวัญจากพระเจ้า ที่ประทานมาให้เราในวันที่ประตูบานหนึ่งถูกปิดตาย

ขอบคุณผู้มีพระคุณทุกท่าน ขอบคุณทุกคนที่รักเรา ขอบคุณอุปสรรคทุกอย่าง ขอบคุณทุกสิ่งทีหนุนนำ ไม่มีท่านเหล่านี้ ไม่มีอุปสรรคเหล่านี้ คนๆนี้จะไม่รู้เลย ว่าความรักจำเป็นสำหรับเราแค่ไหน ว่าหัวใจคนเราสามารถแกร่งได้อีก และยืนหยัดได้อีก แค่เพียงไม่ยอมแพ้่เท่านั้น

ขอบคุณโลกใบนี้ค่ะ




 

Create Date : 23 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2555 19:36:59 น.
Counter : 441 Pageviews.  

จงเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทาง

จงเก็บเกี่ยวความสุขระหว่างทาง
และมองหาที่ว่าง เพื่อวางฝัน
จงมองเห็นความสุขระหว่างวัน
จะยาวสั้น ให้เป็นสุขทุกนาที

จงมองเห็นสายรุ้งในทุ่งกว้าง
เพื่อบรรเทาความอ้างว้่างระหว่างนี้
เห็นความหวังครั้งใหม่ในชีวี
ว่ายังมีดวงตะวันในครรลอง

หนทางยาวก้าวเดินเกินจะรับ
กี่ครั้งที่ใจแตกยับและหม่นหมอง
เพราะเห็นเพียงเป้าหมายที่ใฝ่ปอง
จนลืมของสำคัญ.. นั่นคือใจ

จะต้องเดินฝ่าฟันถึงวันหน้า
หนทางที่เธอฝ่า...อีกยาวไหม
อย่ามองแต่จุดหมายอยู่ร่ำไป
ระหว่างทางขอให้ เธอเพลิดเพลิน

มีดอกไม้ริมทางวางตรงนั้น
และตะวันยังส่องทางไม่ห่างเหิน
บอกหัวใจเถิดว่า สุขเหลือเกิน
มีความสุขที่ได้เดินระหว่างทาง

----------- เขียนในห้องนี้แหละค่ะ

ดึกๆของคืนที่หมดเรี่ยวแรงแล้ว แต่ต้องตุนแรงเอาไว้ใช้ในอีกหลายวัน
ข้างหน้า ก่อนจะเดินทางเพื่องานอีกครั้ง

วันนี้มีน้องคนหนึ่งบอกฉันด้วยความห่วงใย คงเห็นฉันตะบี้ตะบันใช้แรง
ไปกับการเดินทางและการทำงาน น้องรู้ว่าฉันไปไหนทำอะไรจาก FB ที่ฉัน
แปะเอาไว้ คงจะเห็นจากที่ฉันเร่ร่อนอยู่ไม่เป็นที่มาหลายเดือน

ในคืนที่ฉันฟังเพลงรางวัลแด่คนช่างฝันเพื่อให้กำลังใจตัวเองหลายรอบแล้ว
ฉันเขียนกลอนบทนี้เอาไว้ด้วย เพื่อเตือนตัวเองว่า แม้จะทำอะไร หรือโฟกัสกับเป้าหมายในชีวิตกี่อย่างต่อกี่อย่าง ก็ต้องไม่ลืมว่าเราต้องมีความสุขระหว่างทางด้วย

ขอให้คุณมีความสุขระหว่างทางนะคะ




 

Create Date : 19 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 19 พฤศจิกายน 2555 21:55:29 น.
Counter : 1074 Pageviews.  

ใช้อารมณ์เปลืองไม่ใช่เรื่องดี

คุณคะ

ฉันมีนิสัยแย่ๆอยู่อย่างหนึ่ง เมื่อก่อนนี้ ฉันไม่เคยรู้ตัวว่ามันเป็นนิสัยที่ไม่ดี
และไม่ควรเก็บไว้เป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของทุกเรื่อง

ซึ่งมันก็ส่งผลให้ฉันมีนิสัยอื่นๆตามมาอีกเช่น ดื้อ ไม่ฟังใคร ชอบเถียง ชอบเอาชนะ และฉันถูกเสมอ คนอื่นผิด(เพราะไม่คิดเหมือนฉัน)
และตัวฉันดีสุด เลิศสุด สมบูรณ์แบบสุด

ถ้ารู้ตัว นิสัยเหล่านี้ก็ไม่ควรมาประดับอยู่บนตัวฉันเลย เพราะมันเป็นที่มาของสารพัดปัญหาที่ฉันเจอ แต่เพราะฉันไม่รู้ตัวนั่นแหละค่ะ หลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นจึงกระทบทุกเรื่องในชีวิต บางเรื่องทำเอาเสียศูนย์ และบางเรื่องก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่

ตัวตนของเรา แบบที่เราคิดว่าเราเป็น และแสดงออกกับคนอื่นๆ อาจจะไม่เหมือนกับที่เราคิดก็ได้ เพราะคนเรามักชอบเข้าข้างตัวเอง

แต่เขามองเราอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับเราแสดงออกอย่างไร เพราะการแสดงออกของเรานั่นแหละค่ะ มันบ่งบอกตัวตนของเราจริงๆ ถ้าเรารู้ตัว เราอาจเลือกแสดงออกแต่มุมดีๆ หรือด้านดีๆ เก็บด้านมืดเอาไว้ แต่เพราะเราสามารถ 'หลุด' หรือลืมตัวได้ง่ายๆ เพราะถูกยั่วจากปัญหา จากกิเลส จากความโกรธ ทำให้เราแสดงด้านมืดของตัวเองออกมา ( หรือพี่ที่เคารพของฉันเรียกมันว่า มุมดิบๆ )

ตัวฉันมีด้านมืดที่แย่มากนั่นคือ ฉันชอบวีน อะไรที่ไม่ถูกใจ ฉันจะพูดเลย พูดทันที พูดเดี๋ยวนั้น พูดตรงๆ ไม่มีการอ้อม ฉันไม่แก้ตัวว่ามันเป็นนิสัยเฉพาะของราศีธนูนะคะ เพราะจริงๆแล้ว ในเมื่อเรารู้เราก็ควรจะแก้ไขไม่ให้มันเกิดขึ้น ทางออกของการวีนแตกในเรื่องที่ไม่ชอบใจ คือฉันต้องหัดชอบใจกับเรื่องที่อยู่ตรงหน้า รับฟัง และใจเย็น

ฉันขอเล่าเรื่องที่ตัวเองไม่น่ารัก คือ ฉันเกลียดการปะทะกับตำรวจมาก
ที่ว่าไม่น่ารักคือ ฉันไม่ค่อยจะอยากพูดจาดีๆกับคนในเครื่องแบบเหล่านี้
ถ้าเจอใบสั่ง ฉันจะออกอาการเหวี่ยงทุกครั้งไป เพราะอคติที่ฉันมีต่อตำรวจ มันไม่เคยถูกเปลี่ยน ฉันยังคงปรี๊ดได้ทุกครั้งถ้าถูกเรียกกลางถนน
ทั้งที่บางทีตัวเองก็ผิดจริงนั่นแหละ แต่หลักใหญ่ใจความ คือฉันมีภาพฝังใจว่าตำรวจชอบรีดไถประชาชนค่ะ โดยเฉพาะคนที่มีรายได้น้อย พวกเขาเถียงอะไรไม่ได้ ( ฉันก็เถียงไม่ได้นั่นแหละแต่ดันทุรังเถียงเพราะอยากมีเรื่อง ) และจะต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

ในขณะที่เราทำงานเสียภาษีให้รัฐ แล้วรัฐก็จ่ายภาษีให้ตำรวจมาดูแลเรา แต่ทำไมตำรวจมารีดไถประชาชนล่ะ

หลายครั้งที่ฉันปะทะกับตำรวจ ฉันจึงไม่อาจทนเป็นฝ่ายยอม ฉันเคยขยำใบสั่งทิ้งต่อหน้าตำรวจ แต่ก็ต้องยอมจ่ายค่าปรับอยู่ดี นี่จึงเป็นเหตุให้ฉันปรี๊ดแตกทุกครั้งที่เจอด่านอยู่กลางถนน มันเหมือนกับเป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง(ฮา) ว่าฉันจะต้องมีเรื่องกับคนในเครื่องแบบเหล่านี้ทุกที

เล่าเรื่องนี้เพราะอยากบอกว่าเห็นโทษทัณฑ์ของการวีนแตก คือครั้งล่าสุดฉันวีนตำรวจต่อหน้าพ่อกับแม่ ฉันเลยถูกพ่อกับแม่เตือนและเตือนด้วยคำพูดที่ฉันต้องน้ำตาตก

จากนั้นฉันก็ต้องมานั่งคิดทบทวนตัวเอง ว่าจุดอ่อนของตัวฉันจริงๆแล้ว คือการคิดว่าตัวเองถูก ยอมผิดไม่ได้ คำว่า 'ช่างมันเถอะ' ไม่ค่อยจะอยู่ในหัว
ผลของการคิดแบบยอมไม่ได้ ถอยไม่ได้ ทำให้ฉันเหนื่อยมานานแล้วและมากแล้ว แต่ฉันไม่เคยรู้ตัวเลย

ครั้งหนึ่ง คนรักเก่าเคยพูดกับฉันว่า เธออยู่กับฉันไม่ได้เพราะความที่ฉันร้อน ไม่เคยอดทน ใจเย็นไม่พอ และชอบมีเรื่องนี่แหละ

ไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง หากว่าคุณไม่ฟังใครเลย ยอมไม่เป็น เย็นไม่ได้

ความร้อนทำให้เราสูญเสียค่ะ อย่างน้อยที่สุด ก็เสียช่วงเวลาดีๆที่ควรจะรื่นรมย์ในนาทีนั้นไป หนำซ้ำยังทำให้เราเสียศูนย์ เพราะการเหวี่ยงไปทั่ว วีนไปทั่ว ใครหนอจะอยากเข้่าใกล้...

การใช้อารมณ์เปลืองไม่ใช่เรื่องดี มันรังแต่จะทำให้ตัวเราน่ารักน้อยลงนะคะ

นี่คือเรื่องจริงค่ะ !




 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2555 21:18:11 น.
Counter : 575 Pageviews.  

การไม่ตัดสินใจเลือกต่างหากที่ขังเราไว้

กลับจากสุราษฏร์ฯบ้านเกิดรอบที่เท่าไหร่ไม่รู้ รู้แต่ปีนี้นั่งเครืองบินไปมาเป็นว่าเล่น ไม่ได้ไปเล่นนะคะ ไปทำงานค่ะ

แต่งานของฉันคืองานที่ไร้เวลาควบคุม พูดง่ายๆ ฉันควบคุมเวลาของตัวเองได้ เพราะไม่ได้ทำงานให้บริษัทฯในระบบ 9 to 5 เหมือนเดิมแล้ว งานปัจจุบันของฉันอิสระและฉันกำหนดเอง

แทบไม่ได้บันทึกค่ะ ว่าเกิดเหตุการณ์อะไรตั้งแต่ต้นปี 2555 จนเวลาล่วงเลยผ่านมาค่อนปีและจะหมดปีอยู่อีกแค่เดือนกว่าๆ เป็นปีที่ฉันพบหลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่ได้คาดฝัน งานใหม่ สังคมใหม่ วิถีใหม่ ชีวิตใหม่ มันเคยใหม่จนกลายเป็นเรื่องไม่ใหม่แล้วล่ะค่ะ

แต่กว่าจะมาถึงจุดที่ฉันนิ่งๆกับชีวิตได้ มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างนี้นะคะ ต้นปีที่ผ่านมายังน้ำตาร่วง ยังเหนื่อยยากแสนสาหัส ยังมีช่วงเวลาทุกข์ทน หากไปอ่านบทความด้านข้างที่เขียนเอาไว้ (และบางส่วนอยู่ในบล็อกนี้แล้ว) จะพบว่า ฉันขอบคุณความทุกข์ยากอย่างไร และฉันผ่านมาได้อย่างไร

คำว่าขอบคุณ อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของหลายสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในชีวิตฉันก็ได้ค่ะ มันพลิกเรื่องร้ายให้กลับดีได้ โดยเริ่มต้นจากใจข้างในของเรา เพราะเรื่องร้ายหลายๆเรื่องหากพิจารณาให้ดีแล้วเมื่อเวลาผ่านไป เรามักจะมองมันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปทุกเรื่องเลย

และแน่นอนเราจดจำมันได้เสมอ

คุณค่าของเรื่องร้ายๆในชีวิตทำให้เราเห็นโลกในแง่จริงค่ะ และมันจะสอนเราอย่างดี ไม่ให้ผิดพลาดซ้ำ ไม่ให้เห็นตัวเองเป็นเหยื่อ สอนให้เราเข้มแข็งและอดทน

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าเรื่องร้ายๆบางเรื่องก็มาจากการไว้ใจคนง่ายเกินไป และบางเรื่องก็มาจากการที่เราไม่รอบคอบพอ

เจอคนเยอะ ยิ่งพบว่าคนนั่นแหละร้ายกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดใดในโลก

งานของฉันมีแต่ผู้คน แน่นอนค่ะ หลายคนที่ฉันได้พูดคุยด้วยนั้น น่ารัก และทำให้ฉันมีความสุข แต่บางคนก็ไม่ได้จริงใจกับเรานัก คนจริงใจดูกันออก แต่คนไม่จริงใจ ไม่ควรค่าแก่การเก็บมาใส่่ใจ เพราะคำพูดของเขาไม่ได้ส่งเสริมใจเราให้สูงขึ้น

ทำงานกับคนมากยิ่งได้เห็นธาตุแท้ของคนมาก ถ้าเราเก็บมาคิดมากเราไม่เป็นอันทำอะไรเลย เมื่อก่อนฉันอ่อนไหวมาก ใครพูดอะไรเก็บมาคิดหมดแถมปรุงแต่งไปอีกหลายอย่าง แล้วก็ทำให้ไม่สบายใจซะเอง

แต่งานก็สอน ให้เราต้องรู้จักแยกแยะที่จะจำคำพูดบวก มากกว่าคำพูดลบ และสอนให้เรารู้จักลืม รู้จักสลัดเรื่องแย่ๆออกจากใจ เพราะเรื่องแย่ๆหรือคำพูดแย่ๆที่ถ่วงเรา ถ้าเราสลัดมันออกไปไม่ได้ เราก็เดินต่อไม่ได้เช่นกัน

พี่ที่เคารพรักของฉันสอนว่า คนๆหนึ่งจะเป็นอย่างไรให้ดูเพื่อนที่เขาคบ สิ่งแวดล้อมที่เขาอยู่ หนังสือที่เขาอ่าน มันเป็นคำพูดของนักคิดของโลกท่านหนึ่ง ซึ่งฉันว่ามันจริงซะยิ่งกว่าจริง เพราะสามสิ่งนี้มันมีผลกับเราหมด อย่างตอนที่เจอเรื่องแย่ๆเมื่อต้นปี ฉันต้องเอาตัวเองไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ใจนิ่งได้ พอว่างจากงาน(ที่แสนจะทำให้ใจชอกช้ำ) ฉันพาตัวเองเข้าวัด ไปสวดมนต์ ไปทำบุญ ไปฟังธรรม หรือไม่ก็ขอไปต่างจังหวัดที่จะทำให้นิ่งๆได้อยู่กับตัวเอง

ระยะนั้นฉันอ่านหนังสือธรรมะมากมาย และพยายามทำให้ใจตัวเองเย็นๆร่มๆ คุยกับคนที่ให้กำลังใจฉันได้ จนผ่านช้วงเวลาเหล่านั้นมา

และต้องขอบคุณ หลายสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น ที่ทำให้ฉันสลัดตัวเองจนหลุดออกจากการเป็นทาสระบบ กล้าใช้ชีวิต และไม่กลัวความยากลำบาก ทั้งที่ไม่รู้ว่าจะเจออะไรในวันข้างหน้า

ได้รู้ว่าการที่ตัวเองไม่เคยประมาทในเรื่องเงิน มีแผนรองรับให้ตัวเองอยู่แล้ว ทำให้การผันตัวเองออกจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอีกต่อไป

เชื่อไหมคะ ว้าแค่การตัดสินใจครั้งนั้นครั้งเดียว มันส่งผลต่อชีวิตฉันอย่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน ฉันพบว่ามันไม่มีอะไรน่ากลัว เพราะภายใต้การตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เสียงภายในของเราจะดังและอยู่เหนือเสียงใดๆทั้งหมด และทำให้เรารู้ว่า การทำตามสัญชาตญาณ มันถูกต้องที่สุดแล้ว

ฉันไม่รู้ว่าตัวเองจะอดทนไปทำไม ในเมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเราเป็นเพียงคนตัวเล็ก ที่คำว่าเก่งกับเฮงมันไม่ไปด้วยกัน การอยู่ในระบบบริษัทฯที่ตัวเราไม่เป็นคนโปรดหรืออยู่ใต้ร่มเงาของใครหรือเป็นเด็กของใคร คุณโตไม่ได้หรอกค่ะ

นี่คือความเป็นจริง แต่มันโหดร้ายไปหน่อยเท่านั้น

แต่เราก็ต้องอยู่และสู้กับมันให้ได้เช่นเดียวกัน

สิ่งที่ฉันเล่า ไม่มีอะไรอยากบอกคุณไปมากกว่า บางครั้งชีวิตเราไม่ได้มืดมนจนไร้ทางออกหรือไม่มีทางเลือก การไม่ตัดสินใจเลือกต่างหากที่ขังเราไว้ และทำให้เรารู้สึกแย่กับตัวเองได้มากที่สุด

เราเลือกทั้งนั้นแหละค่ะและเลือกตลอดเวลาด้วย

ขอแค่เรากล้าเลือกเท่านั้น ชีวิตจะเป็นของเรา โลกนี้จะเป็นของเรา จงขอบคุณตัวเองค่ะที่คุณกล้า อย่ายอมให้ใครใช้คุณโดยการบอกว่า ปลายปีจะขึ้นเงินเดือนให้ ปลายปีจะเลื่อนตำแหน่งให้ แล้วคำพูดเหล่านั้นก็เป็นเพียงยาหอม

ฉันเคยเจอมาแล้ว แต่ฉันตาสว่างแล้วค่ะ




 

Create Date : 13 พฤศจิกายน 2555    
Last Update : 13 พฤศจิกายน 2555 18:35:02 น.
Counter : 484 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  

bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.