images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 

อยากให้มีโอกาสเช่นนั้นสักครั้ง ..ฉันจะมอบของขวัญชิ้นนั้นให้เธอ

เมื่อครู่นี้สวดมนต์ สวดไปหลายบท ด้วยความตั้งใจนะคะ
บุญกุศลจากการสวดมนต์เมื่อครู่ ไม่ลืมยกให้คู่กรณีหน้าบ้าน
( ฉันเคยเขียนไว้ในบล็อก่อนหน้านี่ )

คืนที่ใครๆจำนวนมากพากันออกไปนับถอยหลัง แต่ฉันสมัครใจอยู่บ้าน
ทำกับข้าวทานเอง อยู่กับแมว ต้นไม้ใบหญ้าไปตามเรื่องตามราว
เสร็จแล้วก็อาบน้ำให้สดชื่น ทำใจให้เบิกบาน อ่านหนังสือ Pursuit of happiness เขียนโดยคุณกัญญา สรคุณากร เป็นหนังสือธรรมะแนวปฏิบัติ
ที่เพิ่งซื้อมาวันนี้

อาบน้ำเสร็จ อ่านหนังสือ และสวดมนต์ ขณะได้ยินเสียงพลุเป็นระยะๆ

ปีใหม่หรือปีไหนๆ ถ้ามองให้ดีก็เป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ที่ดี
เป็นสัญญาณที่จะ 'เอาใหม่' ซึ่งอาจจะเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้
สำหรับเรื่องเก่า แล้วมันก็จะผ่านไปอีกๆ หมุนวนเป็นวัฏจักร

ปีนี้ ฉันตั้งใจจะใกล้วัด ทำบุญมากๆ และพยายามจะขยันสวดมนต์
นี่คือความตั้งใจแรก ที่ก็เป็นการ 'เอาใหม่' โดยถือโอกาสของการเปลี่ยน
พศ. มาเป็นแรงผลักดัน

สำคัญนะคะ ว่าถ้าหากจะเริ่มต้นอะไรใหม่สักอย่าง แล้วเราไม่จริงจังกับมัน มันก็จะผ่านไปกับสายลมอยู่ดี และฉันก็เป็นแบบนี้เสียด้วย (ฮา)

พรุ่งนี้จะเป็นวันขึ้นปีใหม่ แพลนสำหรับฉันคือฉันจะไปทำบุญที่วัด เมื่อหัวค่ำฉันเตรียมผัก และน้ำซุป รวมถึงเครื่องเคราสำหรับทำอาหารสองอย่างไว้แล้ว พรุ่งนี้จะห่อข้าวห่อกับไปถวายหลวงพ่อที่วัดใกล้ๆบ้าน จากนั้นก็คงเรื่อยเปื่อย เพราะยังไม่รู้จะไปไหนเหมือนกันค่ะ

...

วันนี้มีเรื่องที่รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย หรืออาจจะลึกๆ และถ้าได้ทำอย่างที่ตั้งใจคงจะดี...

สายๆที่แวะไปธนาคารในห้าง ฉันแวะร้านนายอินทร์ ตามนิสัยค่ะ ไปห้างต้องเฉียดร้านหนังสือทุกครั้ง ได้อะไรติดมือกลับมาบ้างไม่ได้บ้างก็เป็นปกติ

แต่สำหรับฉันแล้วทุกครั้งที่จ่ายเงินซื้อหนังสือจะไม่เกิดอารมณ์เสียดาย ฉันกับหนังสือเหมือนคนรู้จักกันมานาน หรืออาจจะยิ่งกว่าคนรู้จัก ฉันยังจำความรู้สึกที่ตัวเองชอบไปร้านหนังสือเยื้องๆกับบ้านที่ใต้ได้ดีเลย ไปจนคุณป้าเจ้าของร้านจำได้ บางทีไม่มีอะไรจะซื้อแต่ขอให้ได้แวะไปดู ยังจำได้ว่าหนังสือที่อ่านสมัยวัยรุ่นคือหนังสือ วัยหวาน ไม่ทราบว่าคนอ่านเกิดทันกันหรือเปล่า วัยหวานเอย เธอกับฉันเอย รวมถึงแพรวสุดสัปดาห์ รุ่นที่คุณมณฑิรา จูฑะพุทธิ เป็นบรรณาธิการ

ฉันเจียดเงินค่าขนมที่แม่ให้ไปซื้อหนังสือ บางทีก็ขอพ่อบ้าง และจำได้ว่า
ตัวเองจ่ายเงินซื้อหนังสือโดยบางครั้ง ค่าหนังสือแพงกว่าค่าข้าวหลายบาทก็ยังยอมจะจ่าย

ความรู้สึกของฉันที่เห็นเด็กคนหนึ่ง น่าจะอายุประมาณ 10 ขวบ ยืนถือหนังสือในมือเล่มนั้น ด้วยท่าทางที่อยากได้มาก แต่แม่ของเธอบอกว่า ไม่ให้ซื้อ ให้เอากลับไปวางแล้วกลับได้แล้ว แต่เธออิดออด และทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แม่ถามเสียงดังว่ากี่บาท เด็กหญิงได้แก่ก้มหน้า จับหนังสือในมือแน่น แม่เสียงแข็ง.. จนในที่สุด เด็กหญิงก็ก้มหน้าก้มตาเดินงุดๆ เอาหนังสือไปเก็บที่ชั้นด้วยความรู้สึก .. ที่ฉันเข้าใจดี

ฉันไม่แปลกใจเลยว่าทำไมแม่เธอจึงไม่ยอมซื้อหนังสือเล่มนี้ให้เธอ ก็เพราะเมื่อมองดูลักษณะของแม่เธอแล้ว ก็คงเหมือนคนหาเช้ากินค่ำ หรือไม่ก็คงเป็นลูกจ้างโรงงานแถวๆนี้ ( ด้วยลักษณะท่าทางทำให้ฉันคิดไปเช่นนั้นค่ะ )
ที่เงินเดือนอาจจะไม่ได้มากพอ เงินตั้ง 169 บาทอาจเป็นค่ากับข้าวได้สองสามมื้อ สำหรับครอบครัวนี้

ฉันมองเห็นเหตุการณ์โดยตลอด เมื่อแม่ถามเธอว่าราคาเล่มละเท่าไหร่แล้วเธอบอกว่า 169 บาท แม่เธอมองหน้าเธอแล้วบอกให้เธอเอาไปเก็บ แล้วก็ย้ำให้เธอเดินออกจากร้านเดี๋ยวนี้เลย

เด็กหญิงดูเศร้าไปถนัดตา ขณะแม่เดินสาวเท้าออกจากร้านไปแล้ว ฉันดูก็รู้ว่าเธอสะเทือนใจ ในมุมของคนเป็นแม่ บางครั้งเงิน 169 บาทอาจจะจำเป็นกว่าหนังสือเล่มนั้น ในมุมของลูก อาจไม่เข้าใจว่าทำไมแม่ซื้อให้หนูไม่ได้

ฉันนึกถึงตัวเองในวัยเด็ก แม่จะเป็นฝ่ายบ่นเมื่อฉันซื้อหนังสือกลับมาบ้าน แล้วบอกว่าเปลืองตังค์ ซื้อทำไม ตอนนั้น ฉันเข้าใจว่าแม่คงเสียดายเงินจริงๆ และในความคิดของแม่ หนังสืออื่นๆที่ไม่ใช่หนังสือเรียน คงไม่ใช่สิ่งจำเป็น ครอบครัวเราเป็นครอบครัวค้าขาย และฉันรู้ว่าบ้านเราไม่ได้ไม่มีเงิน แต่ความกระเหม็ดกระแหม่ของพ่อกับแม่มีมาก ท่านจะไม่สอนให้เราฟุ่มเฟือย เหตุผลของแม่ในเวลานั้น ฉันเองก็ไม่กระจ่างค่ะ รู้แต่ว่าบางทีถ้าแม่ดุมากๆเรื่องซื้อหนังสือ ฉันก็จะไม่ให้ท่านเห็นว่าฉันซื้อหนังสือมาอีกแล้ว ฉันจะใช้วิธีแอบๆซื้อใส่กระเป๋า แม่มารู้อีกทีก็ตอนเห็นกองหนังสือในห้องของฉัน แล้วท่านก็บ่นตามเคย

ฐานะของบ้านเราไม่ได้ยากจนข้นแค้น สำหรับเด็กอย่างฉันตอนนั้น แม่จะซื้อหนังสือให้กี่เล่มก็ได้ แต่ท่านไม่ซื้อให้ อยากได้อะไรฉันต้องเก็บเงินซื้อเอง เพราะท่านไม่สนับสนุนให้ฉันซื้อหนังสือ เป็นความเชื่อของคนโบราณที่ไม่อยากให้ลูกใจแตก (ฮา) เพราะหนังสือประโลมโลกทั้งหลาย

เมื่อมาเรียนหนังสือในกรุงเทพ ฉันก็ยังเข้าร้านหนังสือสม่ำเสมอ และเมื่อถึงวัยทำงาน เงินที่หาได้แปรเป็นค่าหนังสือเดือนละไม่น้อย มาจนถึงบัดนี้ ฉันก็ยังไม่เลิกซื้อ.. เพียงแต่แม่ไม่ได้ว่าอะไรฉันแล้ว ในเมื่อฉันหาเงินได้เองอาจจะมีบ้างที่ท่านบ่นแล้วก็ยิ้มๆ บอกว่ามันเป็นความสุขของฉันมั้ง เหมือนที่พี่ชายฉันชอบซื้อของไฮเทคๆ แล้วแม่ก็บอกด้วยเหตุผลเดียวกัน

เหตุการณ์ในร้านหนังสือเมื่อสายๆ ทำให้ฉันนึกถึงตัวเองในวัยเด็กขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้จริงๆค่ะ ฉันรู้สึกว่าฉันสงสารน้องคนนั้น ฉันเห็นใจเธอ ฉันเห็นตัวเองในวัยเด็ก ที่อยากได้หนังสือเล่มนั้นใจจะขาด แต่ไม่สามารถซื้อได้ ได้แต่มองดูอย่างอาลัย เป็นความรู้สึกเดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน

ฉันเดินเลียบเคียงเข้าไปถามเธอ ว่าอยากได้หนังสือเล่มนี้หรือ แต่เธอคงจะงงๆ ว่าน้าคนนี้จะมาถามทำไม แล้วเธอก็เดินหนีบๆ หนีฉันไป ... ฉันได้แต่ถอนใจแล้วยิ้ม มองตามเธอเดินวนเวียนอยู่ในร้านอย่างอาลัย

ที่จริง ฉันตั้งใจจะซื้อหนังสือที่เธออยากได้ให้เธอนะคะ ฉันอยากทำ อยากให้ เพราะความสะเทือนใจบางอย่างที่ฉันรู้สึกได้ว่ามันเหมือนกัน แต่ในที่สุดฉันก็ไม่ได้ทำ เพราะเธอเดินหนีฉันไปดื้อๆ อย่างน่าเสียดายจริงๆ
ครั้นจะซื้อให้ก็ซื้อไม่ถูก เพราะไม่รู้ว่ามันเล่มไหนกัน

เมื่อโต เธอจะรู้ว่าความสุขที่ได้จากการซื้อหนังสือด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง มันทำให้เธอรู้สึกดีแค่ไหน .. แต่ฉันภาวนาขอให้เธออย่าอคติกับแม่เธอเลย เพราะแม่เธออาจมีเหตุผลที่สำคัญและจำเป็นกว่า สำหรับความอยู่รอดในวันนี้

คงจะดีนะคะ ถ้าหนังสือสมัยนี้จะถูกลง ให้คนที่เขารายได้ไม่มาก ได้อ่านกันมากกว่านี้ ฉันเข้าใจเรื่องธุรกิจ เข้าใจเรื่องทุน แต่บางทีฉันรู้สึกว่ามันโหดร้ายเกินไปจริงๆ

น่าเสียดายที่ฉันไม่ได้ทำให้เด็กคนหนึ่งยิ้มได้ ทั้งใจฉันอยากให้มันเป็นของขวัญแก่เธอแทบแย่

ขอให้มีโอกาสอีกสักครั้งที่จะทำเช่นนั้นเถอะค่ะ




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2553    
Last Update : 31 ธันวาคม 2553 22:34:24 น.
Counter : 232 Pageviews.  

หนึ่งปีไม่ยาวนาน ....

ฉันมีเรื่องจะเล่าเพิ่ม เพราะเขียนบล็อกก่อนหน้าไป มันไม่มีจังหวะจะเล่า
แตกมาเล่าในอีกบล็อกนะคะ

เมื่อสองสามวันก่อนอีกนั่นแหละ ที่ฉันรับโทรศัพท์ญาติผู้หนึ่ง เราสนทนากันด้วยเรื่องที่ค่อนข้างสะเทือนใจ คือเรื่องป่วยๆของคุณแม่เธอ

หลังจากที่รู้ว่าแม่ ( หรือที่ฉันเรียกว่าคุณยาย ) ป่วยด้วยโรคอะไร และได้รับข่าวไม่สู้ดีว่าอาการอาจจะหนักไปเรื่อยๆ และอาจจะทรุดลง จนเหลือระยะเวลาอีกไม่มาก

ด้วยความที่แม่หรือคุณยายรักษาตัวอยู่ที่กรุงเทพ ส่วนเธออยู่ต่างจังหวัด เมื่อรู้ว่าเหลือเวลาอีกไม่มากมายแล้ว เพียงแค่หนึ่งปีที่คุณหมอบอก เธอจึงวางแผนจะขึ้นมาเยี่ยมแม่ทุกเดือน มาแล้วก็อยู่ดูแล ทำกับข้าว พยาบาลแม่ ทำหน้าที่ลูก คุณยายอยากทานอะไร เธอจะทำให้ทาน อยากทำอะไร เธอจะให้คุณยายทำ

เธอบอกว่า ใครไม่ทำก็ช่างเขา แต่เธอจะทำ และทำอย่างนี้ให้แม่ ในขณะที่บรรดาพี่น้องหลายๆคน บางคนไม่ได้คิด ไม่ได้ทำ หรือบางคนก็ต่อว่าต่อขาน ( ไม่ขอเจาะจงรายละเอียดนะคะ ) และอีกมากมายสารพัด ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้ฉันนึกถึง เรื่องของฉันกับน้องเอามากๆ เพราะมันเกี่ยวข้องกับพ่อและแม่ของฉันด้วย

เพราะฉันเองเคยรู้สึกรันทดใจ กับกรณีที่น้อง ไม่ค่อยจะ 'ใจ' คนในครอบครัว โดยเฉพาะพ่อกับแม่ของเขาเอง ฉันไม่ชอบใจ ไม่สบายใจ อยากจะต่อว่าเขาให้สมกับความรู้สึกอัดอั้นในใจ คือเพราะฉันรู้สึกว่า สำหรับฉันแล้วครอบครัวต้องมาอันดับหนึ่ง ต่อให้คุณจะรักใครอย่างไร แต่พ่อกับแม่ เราต้องปฏิบัติต่อท่านให้ดีที่สุดก่อน

ความขัดแย้งระหว่างฉันกับน้อง เป็นเรื่องแย่ๆในปี 53 สำหรับฉันแล้ว แม้เวลาจะล่วงผ่าน และฉันก็พยายามจะดึงตัวเองให้เย็นลง เพื่อเห็นแก่พ่อและแม่แล้ว แต่ใช่ว่าจริงๆแล้วมันจะหายไปทั้งหมด ฉันยังเจ็บปวดและเสียใจ ที่น้องเลือกจะไปอุปถัมภ์คนอื่น ดูแลสงเคราะห์คนอื่น ( ที่ฉันไม่เคยเห็นด้วยว่าควรจะเป็นผู้หญิงคนนี้ ) แทนที่จะรับรู้ถึงความเสียใจของพ่อกับแม่

ในขณะที่ฉันทำหน้าที่ของฉัน ทำด้วยความรู้สึกเต็มใจจะทำอย่างที่สุด ทำโดยไม่หวังว่าพ่อกับแม่จะมายกมรดกพกห่ออะไรให้ แต่ฉันทำด้วยสำนึกในหน้าที่ของลูก ที่ฉันสุขสบายอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะพ่อกับแม่ดูแลและให้ทุกอย่าง

ที่สำคัญ แม้ฉันไม่รู้ว่าเวลาของเราจะเหลือเท่าไหร่ แต่ฉันก็ไม่เคยประมาทเลย ฉันดีใจด้วยซ้ำที่ได้ทำทุกอย่างเพื่อดูแลเขา ทำกับข้าว พาไปหาหมอ พาไปเที่ยว ดูแลอย่างดีเท่าที่ลูกคนหนึ่งพึงจะทำ ในขณะที่น้องยังไม่เคยสำนึกว่า เขาควรจะทำอะไร เขาควรจะใช้เวลาเพื่อพ่อกับแม่มากแค่ไหน ก่อนที่จะไม่มีพ่อกับแม่อยู่อีก

ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งจะเกิดอะไรขึ้น ใครจะไปรู้ว่าเราจะเหลือเวลาอีกเพียงแค่หนึ่งปีอย่างนั้นหรือเปล่า

ฉันบอกกับเธอไปว่า สิ่งที่เธอทำนั้นดีแล้ว ทำไปเถอะ พูดไปอย่างนี้แล้วก็อดคิดถึงน้องไม่ได้ค่ะ นี่เขาไม่รู้หรือว่าเขาเองก็มีเวลาเหลือน้อยเต็มทีที่จะได้ดูแลพ่อกับแม่ เราอายุเท่าไหร่แล้ว แล้วพ่อกับแม่อายุเท่าไหร่แล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะเจ็บป่วยขึ้นมาเมื่อไหร่วันใด แล้วทำไมไม่คิดที่จะอยู่ดูแลให้เวลากับเขา หรือทำให้เขาชื่นใจมากๆ บ้างเล่า

พ่อกับแม่ของเราประเสริฐแค่ไหนแล้ว ที่เขารักเราไม่ว่าเราจะเป็นอะไร
เขาให้เรามามากแค่ไหน เราตอบแทนอย่างไรก็ไม่มีวันหมด

ความอัดอั้นตันใจของฉัน เธอเองก็เข้าใจและรับรู้ เธอเอ่ยว่า มันจะต่างอะไรกับเธอ ที่พี่น้องของเธอเอง บางคนก็ไม่ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ ในขณะที่เธอทำอย่างนี้และเธอจะทำทุกอย่างที่เธอทำได้ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะทำแค่ไหน หรือทำอย่างไร

ทำไมเราต้องไปสนใจว่าคนอื่นจะทำอะไร เราสนใจว่าเราต้องทำอะไรไม่ดีกว่าหรือ ใครจะไม่ทำก็ช่างเขา แต่เราทำแล้วเราสบายใจ แล้วเราจำเป็นต้องไปมองคนอื่นหรือ...

เธอว่า เวลาหนึ่งปีที่เธอยังมีแม่อยู่กับเธอ เธอจะต้องใช้เวลานั้นอย่างคุ้มค่า หนึ่งปีมันไม่ยาวหรอกค่ะ ใช้วันแต่ละวันให้มีประโยชน์ดีกว่า เพื่อที่จะได้ไม่มาเสียดายอะไรทีหลัง ไม่ต้องร้องไห้ตอนแม่ไม่อยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้แม่ยังอยู่กับเรา เราทำให้แม่ยิ้ม เราได้เห็นรอยยิ้มของแม่ วันหนึ่งเมื่อไม่ได้เห็น เราจะได้ยิ้มกับตัวเองได้ ไม่ต้องขมขื่นและเสียใจ

บางที เธออาจโชคดีด้วยซ้ำที่ได้รู้ว่าควรจะใช้ช่วงเวลาหนึ่งปีนั้นอย่างมีค่าได้อย่างไร ในขณะที่คนที่ไม่รู้ตัว และไม่ได้ทำอะไรเลย อาจจะต้องเสียใจและเสียดายยิ่งกว่า มันทำให้ฉันนึกถึงน้อง และอยากให้เขาคิดได้บ้าง ว่าเขาควรจะใช้เวลาเพื่อพ่อกับแม่มากแค่ไหน

หนึ่งปีจากนี้ ฉันไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ที่แน่ๆ ฉันจะทำเหมือนกับที่เธอทำ คือทำดีเสมอ ทำเพื่อคนที่เรารัก ทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อให้หนึ่งวันแต่ละวันผ่านไปอย่างมีค่าที่สุด เวลาหนึ่งปีที่เรายังมีกัน จะได้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่เรามีความทรงจำดีๆเก็บเอาไว้

คืนนี้จะเป็นคืนที่ใครต่อใครนับถอยหลัง มีใครอีกหลายคนที่อาจจะกำลังนับถอยหลังอยู่เช่นกัน แต่เป็นการนับถอยหลังเพื่อปลิดปลิวสู่ความร่วงโรยของชีวิต ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ...

ใช้เวลาที่เหลือของคุณกับคนที่คุณรักให้คุ้มค่าเถิดค่ะ ก่อนที่มันจะไม่เหลือให้ใช้ได้อีก...




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2553    
Last Update : 31 ธันวาคม 2553 16:03:09 น.
Counter : 238 Pageviews.  

ขอให้เบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บานรับอรุณในทุกเช้า...

ฉันอยู่โยงเฝ้าบ้านคนเดียวเมื่อสามสี่วันที่ผ่านมา ขณะที่ยังทำงานอยู่เลยค่ะ
เมื่อวานนี้ก็ยังไปทำงาน แต่แทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะนายขอให้เก็บกวาดโต๊ะและ area รอบๆ

ฟลอร์ทั้งฟลอร์โล่งตา มีคนอยู่แบบนับหัวได้ รถราก็โล่ง ถนนหนทางทุกสายเหลือรถไม่มาก รถไฟฟ้าก็โล่ง ไม่ต้องเบียดเสียดเหมือนเช่นทุกวัน

ชอบบรรยากาศสิ้นปีแบบนี้จัง

ฉันไม่มีแพลนจะไปไหน เป็นอย่างนี้มาทุกปีที่มีวันหยุดยาวในช่วงสิ้นปีและในช่วงสงกรานต์

ช่วงที่คนทยอยออกต่างจังหวัดจนทำให้กรุงเทพโล่ง จึงมีเวลาเหลือเฟือที่จะขับรถไปธุระตรงนั้นตรงนี้ เพราะไม่ต้องเบียดเสียด ใช้เวลาน้อยลงเมื่อจะไปไหน ดีจัง...

ดีอีกแล้ว (ฮา)

เมื่อสายๆฉันออกไปซื้อของ และแวะไปทำธุรกรรมที่ธนาคารในห้างใหญ่ยักษ์ บรรยากาศในธนาคารราวกับร้าง ไม่มีลูกค้าเลย มีแต่พนักงานนั่งพูดคุยกัน

พนักงานสาวถามว่า ไปเคาน์ดาวน์ที่ไหนคะ ฉันยิ้มๆแล้วก็ตอบเธอไปว่า ไม่ไปไหนหรอก ฉันไม่อยากไปเบียดเสียดกับผู้คน เธอว่า เธอจะไปเขาใหญ่เย็นนี้ ไม่รู้จะถึงเขาใหญ่กี่โมง .. ฉันหัวเราะแล้วก็บอกเธอไปว่า ลูกค้าหายหมดเลยแบบนี้ดีไหม เธอว่า ดีเหมือนกัน

ฉันก็ว่าดีนะคะ .. มัน relax ดี หนึ่งปีมีสักสองสามช่วง ที่ห้างฯจะร้างคน ถนนจะร้างรถ ไม่ต้องสงสัยว่าถ้าในกรุงเทพไม่มีรถ แล้วรถหายไปไหนหมด ตอบได้ว่า ไปต่างจังหวัดหมดแล้ว (ฮา)

ระหว่างทางที่จะไปพาราไดส์ปาร์ค ฉันแวะซื้อต้นไม้ที่ร้านต้นไม้ข้างทาง
วันหยุดก็ดีอย่างนี้แหละค่ะ แวะซื้อต้นไม้แบบ ชิล ชิล ได้เดฟในกระถางแขวนมาสองต้น จันทร์กระจ่างฟ้าหนึ่งต้น กล้วยไม้เล็กๆอีกหนึ่งต้น แล้วก็คุณนายตื่นสาย รวมถึงดอกอะไรสักอย่างที่ฉันไพล่ไปนึกว่ามันคือเทียนหยด แต่มันไม่ใช่ คนขายบอกชื่อเป็นภาษาฝรั่งที่ฉันขี้เกียจจำ

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อมีระแนงไม้และรั้วไม้ บ้านดูเป็นธรรมชาติขึ้นเยอะค่ะ ดังนั้น ก็ต้องหาเรื่องทำสวน

จริงๆฉันอยากได้ไม้ดอกมาแขวนมากๆ แต่ใจก็ชอบไม้เขียวๆ แบบไม่มี
ดอก แต่ติดที่ว่า ราคามันไม่ใช่เล่นๆเหมือนกันนะคะ เดี๋ยวจะต้องหาเรื่องไปตลาดต้นไม้ จะขนกลับมาปลูกให้สะใจเล่น ให้เป็นสวนในฝันเลยเชียว

มียิบโซน่ารักในกระถางแขวนที่ฉันชอบมาก มากจริงๆ ดอกมันกระจิดริดน่ารัก ชอบมากเลยค่ะ แต่ราคากระถางละ 120 ถึงกับร้องโห.. ยาวๆ เลยทีเดียว ดูอยู่พักหนึ่งก็ตัดใจไม่เอามา คิดว่าน่าจะอยู่ได้ไม่นาน คงจะไม่เหลือดอกให้เชยชม

ฉันไม่ได้เก่งเรื่องทำสวน หรือปลูกต้นไม้นักหรอกค่ะ เหมือนว่าไม่ใช่คนมือเย็น ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น ที่จริง ฉันว่ามันเกี่ยวกับเรื่องความเอาใจใส่มากกว่า ถ้าเราขยันดูแล มันก็คงสวยงาม เราเอาใจใส่มาก ผลที่ได้ก็ต้องดี เหตุเป็นเช่นไร ผลก็เป็นเช่นนั้น

เห็นดอกไม้ใบไม้มากมาย แล้วอยากขนมาจากร้านทั้งหมดเชียวค่ะ อยู่กับดอกไม้ใบไม้ ธรรมชาติที่เป็นธรรมชาติ มันแสนจะสดชื่นไม่รู้จะบรรยายอย่างไรเลยค่ะ

ปีที่ผ่านมาทั้งปี แทบไม่ได้ลงสวนหรือหาต้นไม้ใหม่ๆมาปลูกเลย วันนี้คงจะดีจริงๆค่ะ อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า ... เป็นการเริ่มต้นปีแบบเย็นใจ

ไหนๆวันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายของปีแล้ว ถือโอกาสอวยพรให้คนอ่านที่ผ่านมาหรือว่าตั้งใจก็ตาม ขอให้มีความสุขมากๆ และทุกวันนะคะ

และขอให้เบิกบานเหมือนดอกไม้ที่บานรับอรุณในทุกเช้า และทุกวันนะคะ

สวัสดีปีใหม่ค่ะ




 

Create Date : 31 ธันวาคม 2553    
Last Update : 31 ธันวาคม 2553 15:11:59 น.
Counter : 315 Pageviews.  

ดูหนังเรื่องนี้แล้วฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก

คุณคะ


อีกไม่กี่วันจะสิ้นปี ก่อนถึงปีใหม่สี่วันเป็นวันเกิดของฉัน ทุกปีๆ ฉันจะไปทำบุญ ทำทาน หรือทำอะไรดีๆ นอกเหนือจากโทรหาพ่อกับแม่ที่อยู่สุราษฎร์ เพื่อกราบท่านทางโทรศัพท์ แม่รับสายแล้วบอกว่า ‘เกิดอีกแล้วหรือ..’ แล้วก็หัวเราะ เหมือนแม่กำลังจะบอกกลายๆว่า ทำไมวันนี้มันมาถึงเร็วจัง เผลอไม่ทันไร เวลาผ่านไปเร็วจนเรานึกไม่ถึง แม่อายุหกสิบกว่าๆ พ่ออายุ 71 แล้ว แล้วลูกสาวอย่างฉันก็จะเฉียดๆเลขสี่แล้วเหมือนกัน อดจะคล้อยตาม แม่ไม่ได้ค่ะว่าทำไมมันเร็วจัง (ฮา! แต่คนเราห้ามอายุไม่ได้นี่นา เนอะ )

เมื่อวานฉันไปทำสังฆทานที่วัดบางพลีใหญ่กลาง ไม่ใช่วัดหลวงพ่อโตนะคะ เป็นวัดที่ถึงก่อนวัดหลวงพ่อโต ข้าวของที่ซื้อไปทำสังฆทาน เป็นข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่มและนม เนื่องจากฉันไม่มีเวลาทำอาหารเลี้ยงเพล เพราะเป็นวันทำงาน ตอนที่ไปถวายน่ะก็สี่โมงกว่าๆแล้ว หลวงตาที่วัดก็เมตตามาก ท่านให้ศีลให้พรชุดใหญ่ รวมถึงพรมน้ำมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลและเป็นขวัญกำลังใจ หลังจากนั้น แวะไปทำบุญโลงศพที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ทำบุญโลงศพไปหนึ่งชุด เขาจะมีใบสีชมพูเล็กๆให้เราแปะที่โลงศพ ฉันเขียนอุทิศให้คุณปู่ และเจ้ากรรมนายเวรตามธรรมเนียม รวมถึงเสี่ยอ่างที่เคยด่าฉันอย่างเจ็บๆแสบๆ ตามกระทู้ที่เคยลงไปก่อนหน้า
การทำบุญและทำทานทำให้ใจผ่องแผ้วค่ะ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกดีๆที่อิ่มอยู่ในใจเรา


ถ้าเมื่อวานไม่ได้ทำ คงรู้สึกไม่ดีหรอกค่ะ เพราะวันเกิดทุกปี ฉันจะถือเอาว่าเป็นวันเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆดีๆ และเป็นวันที่เราจะถือโอกาสในการให้ ..


บุญที่ทำมาทั้งปี ในปีนี้ค่อนข้างจะมากเหมือนกันนะคะ ตั้งแต่การอุปการะเด็กกับมูลนิธิฯ ทุกเดือน เป็นสมาชิกสนับสนุนนิตยสารSecret และชีวจิตให้ห้องสมุดและเรือนจำ สนับสนุนเงินให้น้องหมาที่มูลนิธิตามวาระและโอกาส ทำบุญไหว้พระตามวาระต่างๆ เท่าที่โอกาสจะอำนวย


เมื่อวานตอนที่เสร็จจากการไหว้เจ้าและทำบุญโลงศพที่มูลนิธิร่วมกตัญญู ฉันได้หนังสือแจกมาจากที่นั่นเล่มหนึ่ง ในนั้นเขียนเรื่องการทำบุญเอาไว้ด้วยค่ะ พลิกอ่านไปก็สะดุดอยู่ตรงที่ว่า เมื่อเราทำบุญ ทำทาน ให้เราอธิษฐานจิตยกส่วนบุญนั้นให้กับใครก็ตามที่เราต้องการเลย ส่วนบุญจะถึงทันที นอกจากนั้น อย่าลืมอุทิศส่วนบุญให้กับเทวดาประจำตัวเราด้วย อ่านมาถึงตรงนี้ก็สะดุ้งเล็กน้อย ว่า จริงนะ... ทำไมเราลืมทุกที

ฉันเคยเขียนเอาไว้ในบล็อกก่อนๆ นานแล้วล่ะค่ะ ว่าฉันเชื่อว่าคนเรามีเทวดาประจำตัว ตัวฉันเองเชื่อในข้อนี้ ที่เชื่อเพราะเคยผ่านเหตุการณ์
หลายๆเหตุการณ์แล้วรอดมาได้ ผ่านมาได้ ‘เหมือนมีเสียงกระซิบบอก’ ให้ทำอะไรบางอย่าง แล้วก็โชคดีมาได้ทุกครั้ง ฉันเชื่อว่าตัวเองมีเทวดา
หรือ ‘ใครสักคน’ คอยคุ้มครองดูแล ... ตามหนังสือท่านว่า คนเราชอบลืม เรายกบุญให้คนอื่นๆไปทั่ว แต่เราลืมที่จะนึกถึงเทวดาประจำตัวเรา


ข้อนี้.. ฉันคิดว่าเป็นเรื่องของแต่ละคนที่จะคิดหรือเชื่อค่ะ เราบอกแทนกันไม่ได้ แต่ฉันเชื่ออีกอย่างว่าไม่ว่าเราจะทำบุญและอุทิศให้ผู้ใด สิ่งแรกที่เราจะสัมผัสได้ คือจิตใจของเราจะเบาสบายก่อนแล้วในเบื้องต้น และนั่นคือความหมายของบุญ ที่ไม่ต้องอาศัยเงินทองจำนวนมากมาย เมื่อเรามีจิตจะให้ ใจเราจะกว้างและกว้าง จนไม่เหลือที่แคบๆให้เราเกลียดหรือชังใครได้อีก ( นี่คือความเชื่อของฉันเท่านั้นนะคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการเชื่อของคุณเองค่ะ )



จบจากเรื่องทำบุญ จะบอกว่าช่วงเวลานี้คงเป็นช่วงเวลาที่ใครต่อใครยิ้มแย้ม มีความสุขกัน เพราะเป็นเทศกาลของการให้และรับ อย่างวันนี้ก็มีพี่ๆน้องๆ เอาของเล็กๆน่ารักๆมาสวัสดีปีใหม่ แต่เรายังไม่ได้ของครบที่จะไปให้ใครต่อใครเลย วันหยุดสามสี่วันนี้คงได้ไปซื้ออะไรเล็กๆน้อยๆ สำหรับแจกจ่าย หรือมอบสิ่งดีๆค่ะ กระซิบว่า การได้รับของที่ใครต่อใครให้มานี้ บางทีของนั้นอาจจะไม่ใช่ของที่เราใช้ได้ แต่เราถือว่าเราได้รับน้ำใจ ดังนั้นก็ควรต้องตอบแทน

การเลือกของให้ผู้รับถ้าใส่ใจสักนิดและในความสัมพันธ์นั้นมีระยะที่ควรต้องดูแล ก็อาจจะต้องหาอะไรที่เหมาะสมกับเขา มากกว่าของที่ให้ไป
แล้วเขาไม่ได้ใช้ ซึ่งแบบนี้จะน่าประทับใจกว่านะคะ

ว่าแล้ว .. ก็มีแพลนจะต้องไปเดินซื้อของจริงๆจังๆโดยต้อง list ไปก่อนซะแล้วล่ะ

...

กลับมาถึงอีกเรื่องที่ตั้งใจจะเขียนถึงค่ะ คือเรื่องหนัง yes or no ทีได้ไปดูมาในวันสองวันก่อน มีคนถามมาเหมือนกันว่าดูแล้วรู้สึกอย่างไร
ชอบไหม


วันที่ไปดูเป็นวันหยุด สังเกตได้ว่าหนังเรียกคนดูที่เป็นกลุ่มผู้หญิงได้มาก และเรียกเสียงกรี๊ดได้เป็นระยะ เมื่อมีฉาก sweet ระหว่างนางเอกสาว( น่ารัก และเล่นได้เป็นธรรมชาติมากค่ะ ) กับทอม ( ที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นทอม )


โดยรวม ฉันว่าหนังเรื่องนี้น่ารัก และหากต้องชม ก็จะต้องชมไปที่ความกล้าหาญของคนทำ ที่คงจะประเมินแล้วว่าจะเรียกแฟน หรืออย่างน้อยก็
ทำให้คนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งก็ยืนยันได้ว่ามีมากจริงๆ เข้ามาดูหนังเรื่องนี้ได้ สังเกตนะคะ คนที่ไปดู ส่วนใหญ่ก็ 95 % ในโรง เป็นสาวๆ
ที่ควงคู่มากับทอม หรือสาวๆด้วยกัน


เป็นความรู้สึกที่จะว่าขำก็ขำ เมื่อเราเป็นหนึ่งในนั้น และเข้าไปอยู่ในโรงหนังเพื่อดูหนังเรื่องนี้อย่างไม่ได้ตั้งความคาดหวังใดๆ


หลังจากดูแล้ว สิ่งที่ฉันคิดถึงอย่างแรกก็คือ


เนื่องจากฉันเคยอ่านเรื่องนี้มาก่อน ในหนังสือ ตัวแพท ( ซึ่งก็คือคิม ) จะดูงงงวยกับตัวเอง ตั้งข้อสงสัยกับตัวเอง อยู่กับความไม่แน่ใจ
ซึ่งมีมากจนกลายเป็นความสับสน แต่ในหนัง รายละเอียดตรงนี้ไม่ค่อยมี แม้กระทั่งแบคกราวด์ของครอบครัว ในหนังสือมีที่มาที่ไป
แต่ในหนังเหมือนถูกละเลย และจงใจจะให้ตัวคิม เป็นทอมจริงๆ สังเกตจากที่พ่อของคิม เรียกลูกว่าไอ้แสบ หรือแม้แต่แซวลูกว่าเมียมาหา
( เห็นลูกเป็นเด็กผู้ชายมากๆ ) ซึ่งถ้าหากว่าคิมอยู่กับพ่อซึ่งเห็นลูกเป็นทอม ( หรือผู้ชายด้วยกัน ) บุคลิกของคิมจะต้องแช็งๆห้าวๆ ไปเลยมากกว่า
ไม่น่าจะอยู่กับความไม่แน่ใจ ซึ่งก็มีเพียงน้อยนิด และในหนังที่เห็นความไม่แน่ใจของคิม แต่คิมกลับทำท่าทางเหมือนจะจีบนางเอกตั้งหลายตอนด้วย

ฉันเห็นว่าบทอ่อน และไม่ให้ความสำคัญกับที่มาที่ไปของตัวละคร ทั้งที่จริง ความลังเลไม่แน่ใจ ไม่รู้ตัวเองรู้สึกอย่างไรกันแน่ กับเพื่อนสาว เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ที่ต้องให้คนดูไปค้นหา ไปนั่งในหัวใจของแพท ( หรือคิมในเรื่อง ) และตามลุ้นเอาใจช่วยเธอ ซึ่งจะบอกว่า นี่เป็นปัญหาคลาสสิค หรือ topic ยอดนิยมสำหรับคนที่เป็นเลส เป็นทอม เป็นดี้เลยทีเดียวนะคะ

นี่ถ้าหนังเรื่องนี้ ทำออกมาในยุคสิบปีที่แล้ว หรือสิบกว่าปีที่แล้ว สงสัยจะโดนเละ และเรื่องคงไม่จบได้สวยงามแบบนี้แน่นอนค่ะ
แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว สิ่งที่เราจะเห็นหรือคาดหวังจะเห็น คือ ‘การยอมรับที่มากขึ้น’ จากสังคม ที่จริง การที่สังคมสมัยนี้ยอมรับให้
มีความรักประเภทนี้ ก็เท่ากับเปิดทางให้การใช้ชีวิตของคนสมัยนี้ง่ายขึ้น และแน่นอนย่อมส่งผลต่อวิธีคิดและบทสรุปของหนังด้วยเช่นกัน


บทของแม่ ( อุ๋ย มณีรัตน์ ) ในเรื่อง ไม่ได้เป็นบทที่เกินจริง เพราะในชีวิตจริงๆ ย่อมมีแม่ที่ไม่ใจกว้างพอที่จะเปิดโอกาสให้ลูกรักเพศเดียวกัน
แบบนี้ ลองคิดดูว่า ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เจอปัญหานี้ ความรักแบบนี้ก็ไม่ง่ายแล้วค่ะ ในหนังเราจะเห็นว่าพ่อของแพท (คิม) ใจกว้างมาก
แต่แม่ของพาย ไม่ได้ใจกว้างแบบนั้น การที่ผู้หญิงกับผู้หญิงจะรักกัน มันไม่ใช่ปัญหาของคนสองคนนะคะ แต่มันเป็นปัญหาครอบครัวเลยทีเดียว
เรื่องรักในชีวิตจริงของคนสองคนจึงไม่อาจจะจบแบบ happy เช่นเดียวกับพายและคิม ซึ่งนอกจากจะต้องต่อสู้กับหัวใจตัวเองแล้ว อาจจะยังต้องต่อสู้
กับคนอีกหลายๆคนในครอบครัว กว่าจะรักกันได้เล่นเอาเหงื่อตก

ดูหนังเรื่องนี้แล้วฉันรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ต้องเรียกว่าโคตรโชคดีด้วยซ้ำไป ที่พ่อกับแม่ฉันไม่ได้ว่าอะไรในเรื่องนี้ แม้ฉันจะรู้ว่าเป็นเรื่องยากที่คนเป็นพ่อเป็นแม่จะรับได้ กับการที่ลูกจะรักเพศเดียวกัน แต่คุณว่าเป็นบุญไหมเล่าคะ ที่พ่อกับแม่ฉันท่านไม่เคยด่าว่า ไม่ว่าฉันจะเป็นอะไรและเลือกจะทำอะไร แม้แต่เลือกจะเป็นแบบนี้ สักคำแม่ยังไม่เคยว่าเลย

ฉันใช้เวลาสิบกว่าปีเพื่อที่จะค้นพบว่าตัวเองชัดเจนในการเลือกวิถีทางนี้ แม้จะมีฤดูกาลผันเปลี่ยนในชีวิตไปบ้าง แต่ฉันก็ยังยืนยันว่าตัวตนของฉันเป็นเช่นนี้ ไม่ได้เป็นจากพันธุกรรม ไม่ได้จากยีนใดๆ ( คิดว่านะคะ ) ไม่ได้เกิดจากการดูหนังหรือทีวีจนทำให้เบี่ยงเบน ไม่ได้มาจากอะไรใดๆทั้งสิ้น ทุกสิ่งอย่างเป็นไปเอง โดยที่ฉันเองก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อย่างไร รู้แต่มันเป็นไปแล้ว และเมื่อเลือกแล้วก็ต้องรับได้ว่าจะต้องเจออะไรบ้าง

โชคดีที่ไม่เจออุปสรรคจากครอบครัว นี่ไงที่บอกว่าโชคดีมาก
โชคดีที่ได้เรียนรู้ว่า ความรักนำทั้งความสุขและความทุกข์มาให้
โชคดีที่ได้รักและเลิก จนรู้สึกถึงความเจ็บปวด
โชคดีที่ได้เจอคนดีๆในชีวิตมากมาย แม้จะสั้น หรือ ยาว และมันก็ได้ทำให้เรียนรู้และรักเป็น

เจ็บจนในที่สุดก็คงรู้ว่ารักเป็น...

หนังเรื่องนี้อาจจะทำให้หลายๆคนเพ้อฝัน อาจทำให้หลายๆคนได้ยิ้ม แต่ฉันก็ยิ้มได้เหมือนกัน แม้จะมีบางอย่างที่ไม่ completed แต่มันก็คงทำได้ดีที่สุดแล้วสำหรับการบอกเล่าเรื่องรัก ซึ่งเป็นเรื่องยากๆเรื่องหนึ่งของคนที่เลือกจะรักเพศเดียวกัน

สุขสันต์ในวันที่ใกล้จะเปลี่ยน พศ. นะคะ และคงต้องบอกว่าแม้ในชีวิตคนเราจะเจอทั้ง yes และ no เพราะบางทีก็เลือกไม่ได้ แต่ก็ขอให้เต็มที่กับมันทุกเรื่อง ไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย ชีวิตมีไว้ใช้ หัวใจมีไว้รัก(และเจ็บ)

สวัสดีปีใหม่ค่ะ




 

Create Date : 28 ธันวาคม 2553    
Last Update : 28 ธันวาคม 2553 21:40:55 น.
Counter : 238 Pageviews.  

ปีนี้สะบักสะบอมเหลือเกิน แต่ไม่เป็นไร..

อัพเดทภาระที่เกี่ยวข้องกับน้องเหมียวและบ้านที่เสร็จแล้วค่ะ

//www.pantip.com/cafe/jatujak/topic/J10059182/J10059182.ht
ml

อีกหนึ่งวันเศษๆจะถึงวันเกิดแล้ว วันเกิดทุกปีจะไปบริจาคอาหารและเงินสมทบทุนช่วยเหลือบ้านหมาแมว และไปทำบุญไหว้พระค่ะ
แต่ปีนี้ยังคิดอยู่ว่าจะไปทำบุญให้บ้านหมาแมวที่ไหนดี

ยิ่งเปิดกระทู้ในห้องแมว ห้องหมาในพันทิพย์ จะเห็นคนหาบ้านให้น้องหมาน้องแมวมากมาย คนที่จิตใจดีพร้อมจะช่วยสีขาตาดำๆก็มีไม่น้อย อ่านแล้วน้ำตาไหลเพราะสงสารก็เยอะ ยิ้มกับความน่าเอ็นดูของสี่ขาทั้งหลายก็มาก

แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะว่าไปไหนมาบ้าง

วันที่ 27 วันเกิด สิ่งที่ฉันถือเป็นธรรมเนียมสำหรับตัวเองคือการโทรไปกราบพ่อและแม่ทุกวันเกิด เพื่อขอบคุณท่านและขอพรจากท่านด้วย
ปีนี้ก็คงทำเช่นนั้นเหมือนเดิม

อีกไม่กี่วันจะสิ้นปีแล้วด้วยนะคะ ปีนี้เหนื่อยยากหนักหนา ปีหน้าหวังว่าจะดีกว่านี้และมีแต่สิ่งดีๆ อย่างน้อยขอให้มีแรงเขียนหนังสือและเขียนบล็อกให้ได้มากกว่าปีนี้

ปีนี้สะบักสะบอมเหลือเกิน แต่ไม่เป็นไร..

สู้ๆค่ะ








 

Create Date : 25 ธันวาคม 2553    
Last Update : 25 ธันวาคม 2553 15:03:26 น.
Counter : 269 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  

bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.