images by free.in.th images by free.in.th
Group Blog
 
All blogs
 
จุดเปลี่ยนในชีวิต...

ฉันเชื่อว่าเราทุกคนต้องมี 'จุดเปลี่ยน' ในชีวิต และเชื่อว่าทุกคนจะมี 'จังหวะชีวิต' ให้ต้องพบเจอเสมอ จุดเปลี่ยนอาจหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่เข้ามากระทบเรา ไม่รู้ล่ะว่า ดี หรือไม่ดี แต่เมื่อเข้ามากระทบเราแล้วทำให้เกิดผลต่อชีวิตเรา ไม่มากก็น้อย

จุดเปลี่ยนที่ว่านี้อาจมีทั้งทำให้เปลี่ยนเอง หรือมีคนอื่นมาทำให้เราเปลี่ยนก็ได้ กรณีแรก หากเป็นการเปลี่ยนโดนตัวเองเปลี่ยน คงเป็นการเปลี่ยนด้วยความเต็มใจ ไม่เกิดผลทางใจของเจ้าตัวสักเท่าไหร่ แต่กรณีหลังค่อนข้างกระทบ โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นในการทำงาน
และเกิดขึ้นกับองค์กรที่มีวัฒนธรรม Rotation คือมักจะโยกย้ายคนจากตรงนี้ไปไว้ตรงนั้น

โดยหลักการของการ rotate นั้นมีข้อดี ในแง่ที่จะทำให้ know how ไม่กระจุกอยู่กับคนๆเดียว เป็นการลดความเสี่ยงขององค์กรในแง่ของการ
จะผูกขาดคนไว้กับงาน การ rotate นั้นถ้าทำอย่างถูกต้องและอยู่ในหลักการ จะได้ประโยชน์ทั้งในแง่คนและแง่องค์กร

แต่บ่อยครั้งมากที่การ rotate มันไม่ได้ใช้อย่างถูกหลักการ คือได้ทำ
ความเข้าใจกันก่อนระหว่างองค์กรกับพนักงาน ว่ามันให้ประโยชน์
อย่างไรและส่งเสริมศักยภาพพนักงานอย่างไร แต่กลับกลายเป็นเครื่องมือ ที่ใช้ในแง่อื่นๆ เช่นเพื่อการลงโทษหรือเพื่อการกำจัดพนักงาน
พูดง่ายๆก็คือ เป็นมาตรการที่ใช้บีบกันนั่นเอง

เมื่อตัวพนักงานที่ถูกโยกย้ายไม่ได้รับความเข้าใจที่ถูกต้องว่าการโยกย้ายนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร และเพื่ออะไร การไม่สื่อสารทำความเข้าใจถึงเหตุและผลจากองค์กร ( เพราะองค์กรคิดว่าไม่จำเป็นต้องแยแสความรู้สึกของพนักงาน ) ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่ไม่เป็นผลดีต่อองค์กร กรณีเช่นนี้สิ่้งที่องค์กรได้เสียไปแล้วอย่างถาวรคือ loyalty ที่พนักงานมีให้ เมื่อเกิดขึ้นได้หนึ่งครั้งย่อมเกิดขึ้นได้อีกหลายครั้งและแน่นอนค่ะว่า loyalty เป็นสิ่งที่ไม่อาจสร้างได้ภายในวันสองวันหรือไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยการให้รางวัลเป็นตัวเงินเพียงเท่านั้น

ถ้าองค์กรคิดว่าพนักงานจะมาใหญ่กว่าฉันได้อย่างไร หรือองค์กรคิดว่าพนักงานเพียงคนเดียวจำเป็นต้องสนใจทำไม องค์กรคิดว่าใครใหญ่กว่ากันระหว่างองค์กรกับพนักงานตัวเล็กๆ ฉันคิดว่าองค์กรกำลังฆ่าตัวตายเองอย่างช้าๆ เพราะความจงรักภักดีหรือศรัทธาที่คนๆหนึ่งมีให้ต่อองค์กร มันตีค่าเป็นตัวเงินไม่ได้ค่ะ แต่สิ่งนี้จะทำให้เกิดความยั่งยืนต่อการเติบโตขององค์กร เปรียบเสมือบการปลูกต้นไม้เล็กๆที่ต้องค่อยๆปลูกและใส่ใจ จนกระทั่งไม้ต้นนั้นเติบโตหยั่งรากฝังลึกในผืนดิน และค่อยๆขยายออกให้ร่มเงาแก่ผู้คน

การเติบโตขององค์กร ย่อมถูกขับเคลื่อนด้วยคน และคนทำหน้าที่ขับเคลื่อนระบบ การดูแลคนจึงเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งที่องค์กรต้องทำ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีการพัฒนาระบบการบริหารงานบุคคล และมีหน่วยงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาสวัสดิการให้กับพนักงาน เพื่อดูแลให้พนักงานอยู่ดี กินดี ทำงานอย่างเป็นสุขในสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้ผลงานแตกหน่อออกไปเป็นผลิตภัณฑ์เสนอขายต่อผู้บริโภค หมุนเวียนมาเป็นผลกำไรต่อองค์กรต่อไป

การขับเคลื่อนองค์กรจึงควรต้องทำจากหน่วยที่เล็กที่สุดขององค์กรนั่นคือการดูแล 'คน'

ย้อนกลับมาที่วัฒนธรรมการ rotate ที่ฉันบอกแล้วว่า มันมีข้อดีนะคะ จริงๆแล้วถ้าเราใช้เครื่องมือนี้ให้ถูก การโยกย้ายที่สมเหตุสมผลและยุติธรรม จะเป็นการส่งเสริมตัวพนักงานได้มาก เพราะเขาจะได้เรียนรู้ในสิ่งอื่นที่มีประโยชน์เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง แต่การ rotate ต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วย คือต้องเกิดขึ้นบนรากฐานของความยุติธรรม
( fair ) และต้องมีการเปิดใจ ( open mind ) ชี้แจงให้เห็นข้อดีของการโยกย้าย

การ rotate ต้องไม่ใช่การโยกย้ายเพื่อลดศักยภาพ เพราะนั่นไม่ใช่วิถีทางที่ควรกระทำ เนื่องจากเป็นการลิดรอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของพนักงาน ( โดยพื้นฐานสิทธิมนุษยชนแล้ว คนทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าๆกันไม่ว่าจะมีตำแหน่งแห่งที่เป็นอะไรก็ตาม ) หรือไม่ควรเกิดขึ้น โดยไม่สนใจว่าพนักงานคนนั้นมีความถนัดหรือเชี่ยวชาญเฉพาะทางหรือไม่

งานบางอย่างย่อมต้องการผู้มีความถนัดเฉพาะด้าน การไม่มีทักษะหรือ skill เฉพาะ หรือไม่มีพื่้นฐานแล้วต้องมาเรียนรู้ใหม่ทั้งหมด องค์กรจะยอมรับความสูญเสียในแง่ของเวลาและทุนได้หรือไม่ องค์กรได้ตระหนักถึงข้อนี้หรือไม่

ในแง่ขององค์กร อาจอ้างอิงในแง่ของการปรับ หรือ re-organize
เพื่อความเหมาะสม แต่ความเหมาะสมขององค์กร บางครั้งกลับกลายเป็นดาบสองคมสำหรับองค์กรได้เหมือนกัน การใช้มาตรการ rotate จึงไม่ต่างอะไรกับการที่คนไม่ดีที่มีดาบอยู่ในมือแล้วเที่ยวไล่ฆ่าฟันคนไม่รู้อิโหน่อิเหน่ แต่ถ้าดาบนั้นอยู่ในมืออัศวิน เขาย่อมใช้มันเป็น เพื่อภารกิจที่เป็นประโยชน์ต่อคนหมู่มากหรือส่วนรวมเท่านั้น

ถ้าการ rotate เป็นไปอย่างยุติธรรม ตัวพนักงานเองก็ควรคิดว่าการ rotate ไม่ใช่เรื่องเสียหาย อย่างน้อยถ้าคิดในแง่ดี มันก็ทำให้เราตื่นตัว พัฒนาตนเองให้ทันโลก ทันกระแส ได้มีทักษะเพิ่มขึ้น และอาจจะช่วยทำให้เราฟื้นจากภาวะจำเจในงานเก่าๆได้ ( ถ้าเราไม่ชอบงานใหม่
นี่จะเป็นโอกาสให้เราได้ฝึกใจ หาสุขในทุกข์ และได้ประสบการณ์ชีวิต )

และถ้าคิดตามหลักพุทธ เราจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกันว่า เราไม่ควรยึดติดกับอะไรใดๆ ทุกสิ่งที่ผ่านมาให้เราเรียนรู้ เราก็เรียนรู้มันไป ไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนแน่นอน ในเมื่อทุกสิ่งในโลกล้วนตั้งอยู่ในกฏเดียวกันนั่นคือกฏธรรมชาติ ทุกอย่างย่อมผุพัง เสื่อมสลายไปได้ตามกาล

หากใครที่เจอจุดเปลี่ยนทำนองนี้อยู่ ลองคิดดูว่าจะหาทุกข์จากสุขได้อย่างไรนะคะ แต่ถ้าจุดที่เปลี่ยนมันเพี้ยนเสียจนไม่ใช่ หรือว่า ดูแล้วอย่างไรก็ไม่ได้เหมาะสมกับคุณหรือฝืนเสียจนทั้งใจทั้งกายซวนเซ
ก็ควรต้องพิจารณาเปลี่ยนที่ยืน

สิ่งที่เรามีอยู่เต็มเปี่ยมในตัวเราก็คืออิสรภาพในการเลือกจะใช้ชีวิต แม้บางครั้งเราไม่อยากเปลี่ยนอะไรเลย แต่การเปลี่ยนแปลงก็คือนิรันดร์ มันย่อมเกิดขึ้นได้แม้เราไม่อยากให้เกิด ใครจะไปรู้ว่ามันอาจดีกว่า หรือทำให้เราได้พบสิ่งใหม่ที่ดี หรือต่อให้มันเลวร้าย มันก็ไม่มีอะไรจะเลวร้ายไปได้ตลอดกาล ขอเพียงมีกำลังใจที่จะหยัดยืนและเดินต่อ

จุดเปลี่ยนย่อมไม่ใช่ทางตันค่ะ !!


Create Date : 17 มีนาคม 2555
Last Update : 17 มีนาคม 2555 15:36:10 น. 2 comments
Counter : 492 Pageviews.

 
.. แวะมาเยี่ยม
..
.. อ่านแล้ว เห็นด้วย
.. กรณี เป็นเรื่องเกี่ยวกับองค์กรที่มีอยู่ก่อนแล้วเราเข้าไปภายหลัง
.. เหมือนเรื่องพระมหาชนก เปรียบเป็นต้นมะม่วงที่ออกดอกออกผล แล้วคนไม่ดีต่างเข้าไปแย่งกัน..อันเป็นการทำลาย
.. ผิดกับต้นมะม่วงอีกต้น ที่(ยัง)ไม่มีดอกผล..ก็ยังไม่มีคนทำลาย
..
.. lima_j ก็ถูกธรรม-พระเจ้า ดลบันดาลให้มีจุดเปลี่ยนผ่านในชีวิตอย่างพลิกผันขั้นเป็นขั้นตายมาแล้วเช่นกัน
.. ร้ายแรงถึงขั้น สร้างองค์กร-องค์การ เป็นเจ้าอาวาส มันซะเองเลยแหละ
..
.. ด้วยความชื่นชมและขอบคุณยิ่ง
..


โดย: lima-j.bloggang.com (lima_j ) วันที่: 17 มีนาคม 2555 เวลา:16:05:48 น.  

 
เขียนเพื่อให้กำลังใจคนที่บอบช้ำเพราะระบบ
ได้ตระหนักถึงสิ่งที่ตนเองมีค่ะ

ขอบคุณค่ะ
B


โดย: B (bewae1001 ) วันที่: 17 มีนาคม 2555 เวลา:16:08:41 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bewae1001
Location :
สมุทรปราการ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




***************
// อย่ารอให้ป่วยก่อนแล้วจึงคิดนะคะ

นวภัทร ( บี )
นักเขียนอิสระ และ ที่ปรึกษาแผนประกันชีวิตและการเงิน
โทรศัพท์มือถือ 089-1459977

ความรู้อื่นๆ :
ผ่านการอบรม basic skilsl in counselling psychology กับอาจารย์พงศ์ปกรณ์ พิชิตฉัตรธนา @ ชมรมจิตวิทยาสมาธิ

ขอฝากเว็บไซต์ของอาจารย์พงศ์ปกรณ์ค่ะ http://www.medihealing.com

EMail ของผู้เขียน : Mybusy2004@yahoo.com
Facebook ของผู้เขียน : Parawee Nasaree

สำนักพิมพ์สะพานจัดพิมพ์นิยายหญิงรักหญิงของฉัน ( ดวงดาวดอกไม้ 2 เล่มจบ และนิยายขนาดสั้น ดอกไม้กับดอกไม้ ( ปกหนังสือด้านบน ) สั่งซื้อได้ที่นี่ค่ะ คลิกเลย!!

จำนวนบล็อก ณ ขณะนี้ 1147 บล็อกค่ะ
เริ่มเขียน 6 กันยายน 2548 บล็อกเก่าๆค้นได้จากกรุ๊ปบล็อกผู้หญิงสีรุ้งปี 53 นะคะ

ยินดีแบ่งปันความรู้และสิ่งที่มีประโยชน์ผ่านข้อเขียนในบล็อกนี้ และหากต้องการนำไปใช้ต่อหรือลงเผยแพร่้ในที่ใดก็ตาม กรุณาแจ้งก่อนนำไปใช้ที่ email ด้านบน ขอบคุณค่ะ





Parawee Nasaree

Create Your Badge

New Comments
Friends' blogs
[Add bewae1001's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.