รักษ์นกปกป้องป่า รักษ์ปลาปกป้องน้ำ
Group Blog
 
All blogs
 

พระยาน้อยชมตลาด เราสองเดินชมคลอง

เช้าวันนี้อากาศครึ้มมัวซัว แม้พระอาทิตย์จะขึ้นแล้ว แต่แสงไม่ค่อยมี เราเอ้อระเหยดูหนังวันอาทิตย์กันทางทีวีสีช่อง 7 สนุกกับเทคนิคใหม่ๆของละครจักรๆวงศ์ๆยุคใหม่ของดีดา ซาบซึ้งกับชีวิตของโคจิ สุนัขนำทางคนตาบอดพันธุ์แลบลาดอร์ สนุกสนานเคล้าน้ำตาไปกับความรักความผูกพันที่โคจิมีต่อเจ้านายตาบอดแต่เจ้าอารมณ์ หนังญี่ปุ่นที่เราเห็นว่าสร้างได้น่ารักและน่าชมกัน

หลังจากเมื่อวานนี้เรานอนซมด้วยไข้หวัดกันทั้งวัน วันอาทิตย์ก็ไม่อยากจะนอนอยู่เฉยๆ เราก็เลยออกจากบ้านกันตอนเที่ยงเพื่อไปหาสถานที่วาดภาพกัน แม้ว่าวันนี้อากาศมัวซัว และฝนตกพรำๆ เราขับออกไปทางมีนบุรี เข้าถนนสุทินวงศ์ไปเรื่อยๆ กะว่าเจอสถานที่เหมาะๆ วิวดีๆ ก็จะจอดรถลงไปปักหลักวาดรูปกัน แต่เป็นเพราะเที่ยงแล้ว เริ่มหิว สายตาเริ่มส่ายหาร้านอาหาร จนใกล้สามแยกนิมิตรใหม่แต่ยังหาร้านอาหารไม่ได้ ตัดสินใจเลี้ยวเข้าไปเพราะยังไม่เคยเข้ามาสำรวจเลย ถนนค่อนข้างใหญ่ สองข้างทางเริ่มมีความเจริญเข้ามามาก ผู้คนเริ่มเข้ามาอยู่กันเยอะแล้ว หวังว่าจะเจอร้านอาหารที่บรรยากาศดีๆราคาไม่แพง เลยหลายร้านที่อยู่ต้นทางแต่ฝั่งขวาของถนน จนมาถึงทางแยกเขียนว่าทางไป เลียบคลองสอง เข้าท่านี่ ได้สำรวจเส้นทางใหม่ ตัดสินใจเลี้ยวเข้าไป สองข้างทางเป็นทุ่งนา มีเพิงขายก๋วยเตี๋ยวมะระริมทาง แต่ก็ไม่ได้แวะเพราะมองเห็นข้างหน้าริมทางมีรถจอดกันเยอะทั้งสองฝั่งถนน คิดว่าคงเจอร้านเข้าแล้ว หาที่จอดตรงฝั่งซ้ายก่อนถึงร้านอาหารซึ่งอยู่ฝั่งขวา ด้านหลังเป็นทุ่งนาเขียวขจีไปหมด ลมเย็นสบายชายทุ่งทีเดียว ไม่น่าเชื่อว่าถนนซึ่ง ตลอดสองฝั่งไม่มีบ้านผู้คนเลย ในเขตชานเมืองกรุงเทพฯแบบนี้จะมีร้านอาหารริมทุ่งนา ร้านอาหารมีอยู่ไม่กี่ร้าน เราเดินสำรวจกันก่อน ร้านแรกสุดไม่มีชื่นอร้าน แต่เขียนว่าอาหารปักษ์ใต้ มีข้อความบรรยายหน้าร้านว่า เมืองร้อยเกาะ ซึ่งต้องหมายถึงสุราษฏร์ธานีแน่นอน คนเข้าออกพอมากพอสมควร ร้านต่อมาเป็นร้านขายเครื่องดื่ม ถัดไปอีกเป็นร้านขายกล้วยทอดป้าวิไล มีป้ายอะไรชวนชิมสักอย่างจำไม่ได้ ร้านนี้ยืนยันได้ว่ากล้วยทอดอร่อย โดยเฉพาะข้าวเม่า เนื้อแป้งนุ่มและะหวานอมเค็ม ถัดไปอีกก็เป็นครัวหอยกะทะ ผัดไทย ร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ คนก็เข้าออกพอประมาณ

เราเลือกร้านแรกเพราะอยากกินผักกับข้าวแกงปักษ์ใต้ แต่แกงมีเหลือเพียง 4 อย่างเท่านั้นเพราะเรามาหลังเที่ยงไปแล้ว เราเลือกแกงส้มผักบุ้งและมะละกอใส่กุ้งสด กับแกงเขียวหวานไก่ เห็นแม่ค้าเตรียมจานแล้ว มื้อนี้คงอิ่มแน่ๆ ส่วนหวานเลือกสั่งไก่หวานโรยกระเทียมเจียวกับคั่วหมูมารับประทานกัน สมใจอยากกินผัก เด็กร้านยกผักถาดใหญ่มาให้ ผักเยอะแยะมีตั้งแต่มะเขือเปราะ มะเขือพวง ถั่วพู ยอดกระถิน ถั่วฝักยาว แตงกวา ยอดมะม่วง ใบแมงรัก และผักชีลาว อย่างหลังนี่ขอบมากเพราะมีกลิ่นหอม แถมด้วยน้ำพริกกะปิรสอร่อยอีกหนึ่งถ้วย แต่ต่างไปจากร้านข้าวแกงปักษ์ใต้อื่นๆตรงที่ร้านนี้ไม่มีผักดองหวานๆไว้แก้เผ็ด

เรานั่งกินไปดูหนังสือพิมพ์ไปท่ามกลางลมเย็นริมทุ่งนา มีแขกเข้าร้านไม่ขาด จนประมาณบ่ายโมงกว่าเราก็ออกจากร้านไปซื้อกล้วยทอดนั่ง แล้วนั่งหม่ำกันบนรถต่ออย่างเอร็ดอร่อย
จากนั้นเราก็ขับรถต่อไปจนถึงสามแยกเลี้ยวไปทางคลองสอง ระหว่างทางก็เจอพ่อแม่ลูกครอบครัวหนึ่งกำลังถือตาข่ายดักแมลง เข้าใจว่ากำลังจับผีเสื้อกันอยู่ริมคลอง เราแวะทักทายและถามไถ่กันเล็กน้อยทำเอาพวกเขาต้องเก็บของ เราผ่านที่ตั้งโบสถ์คริสต์ที่เห็นเครื่องหมายกางเขนบนหลังคาแต่ไกลตั้งแต่ก่อนเลี้ยวเข้ามาแล้ว เราขับจนมาถึงสามแยกเห็นวัดและสิ่งก่อสร้างของเจดีย์ทางซ้ายมือ ก็คิดว่าน่าจะไปที่นั่นเผื่อจะมีอะไรน่าสนใจให้วาดรูปกัน แต่ก็ไม่พบทางเข้า ก็เลยขับไปเรื่อยๆจนกระทั่งมาถึงสะพานข้ามถนนวงศ์แหวน (บางนา-บางปะอิน) ข้ามสะพานไปก็เห็นโรงเรียนนานาชาติอเมริกันริมถนนตรงทางลงซ้ายมือ พอข้ามสะพานมาได้ก็พบว่าเข้าเขตสายไหมแล้ว จากเดิมยังอยู่คลองสามวาอยู่เลย เห็นทางแยกอยู่ข้างหน้ารถติดนัวเนียกลางแยก แต่ช่องซ้ายว่างและไปรามอิทราได้ก็ขับตรงเข้าไป เจอวัดอยู่ซ้ายมือ ขับเข้าไปดูแต่ไม่ถูกใจเราวกออกมาแล้วขับไปเรื่อยตามป้ายบอกทางผ่านเคหะออเงิน จนมาออกถนนรามอินทรา เลี้ยวออกไปทางกม 8 เข้าซอยคู้บอนเพราะหวานอยากไปตำหนักกวนอิมใหม่ ซอยคู้บอนยามนี้บ้านเรือนและรถราหนาแน่นมาก เจริญอย่างมากมายเมื่อถนนวงแหวนมาถึง พอเข้าซอยมาเจอปั๊มบางจากขวามือ เราแวะเข้าห้องน้ำ และหากาแฟดื่มกันเพราะรู้สึกแสบตามากจากอาการหวัด

ออกจากปั๊มตอนบ่ายสามขับตรงขึ้นสะพานไปก็เจอวัดคู้บอน ดูจากบนรถแล้วเราตัดสินใจไม่แวะ แต่ลอดใต้ทางด่วนวงแหวนไป เลี้ยวซ้ายเข้าทางคู่ขนานไป เราเห็นสิ่งปลูกสร้างสีขาวคล้ายเจดีย์อยู่ทางขวา เป็นสิ่งที่หวานสงสัยมานานว่าคืออะไรทุกครั้งที่เรากลับจากเหนือและใช้เส้นนี้ เราเลี้ยวเข้าไปดูตรงทางแยกแรกขวามือซึ่งเป็นสามแยกรูปตัว Y คว่ำ ป้ายเขียนว่าทางไปวัดพระยาสุเรนทร์ ขับตามถนนไปเรื่อยๆ ผ่านไปไม่กี่เลี้ยวก็เป็นโรงเรียนวัดพระยาสุเรนทร์ เลยเข้าไปอีกก็เข้เเขตวัด เราจอดรถหน้าร้านค้าริมคลอง บริเวณวัดมีผู้คนมามากเข้าใจว่ามีงานอะไรสักอย่าง

เดินชมคลองพระยาสุเรนทร์ คลองที่ยังคงความสะอาดในยุคน้ำเน่าเสีย



เราเอากระเป๋าคาดเอวที่พร้อมด้วยอุปกรณ์วาดรูปชุดเล็กและตะกร้าน้ำติดตัวไปด้วย กะว่าเดินหาทำเลวาดรูปกันก่อน
ริมคลองบริเวณท่าน้ำหน้าวัดซึ่งเป็นฝั่งคลองเขตคลองสามวามีสะพานไม้ข้ามไปอีกฟากหนึ่งซึ่งจะเป็นริมคลองเขตบางเขน ตลอดแนวตลิ่งมีทางเดินคอนกรีตกว้างประมาณ 1 เมตรยาวไปตลอดแนวทั้งสองฝั่งคลอง เราขึ้นสะพานข้ามคลองไปอีกฝั่งหามุมที่มองกลับมายังวัดเห็นอาคารขาวๆคล้ายเจดีย์ที่เราสงสัยกันว่าคืออะไร สอบถามชาวบ้านทราบว่านั่นคือศาลา 12 ราศี ไม่ใช่เจดีย์อย่างที่เห็นจากรูปทรงภายนอก ก้าวแรกที่เราเดินข้ามคลองก็รู้สึกได้ถึงสายตาชาวบ้านที่มองเราสองคน แต่งตัวไม่เหมือนชาวบ้านที่นี่ คงคิดว่าเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติหลงเข้ามา เพราะมีคนหลงคิดเช่นนั้นอยู่บ่อยๆ หน้าตาให้อยู่แล้ว ทำให้รู้สึกว่าเราน่าจะเป็นสองคนแรกที่เข้ามาเที่ยวที่นี่
ลงจากสะพานเราเลี้ยวซ้ายเดินไปตามทางปูนเล็กๆ เล็งกลับมาที่วัดเป็นระยะ แต่ก็ไม่ได้มุมที่ถูกใจ เราเดินไปตามทางคอนกรีตเล็กๆ ที่นี่น้ำยังสะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็น ขยะไม่ค่อยมี มีกอผักตบชวา ผักบุ้ง ผักกระฉูด เป็นระยะ บ้านเรือนก็ไม่หนาแน่น มีร้านค้าแทรกประปราย มีสะพานเชื่อมเดินถึงกันทั้งสองฝั่งตลอดแนวคลอง หลายๆบ้านมีศาลาไม้เล็กๆสร้างแบบง่ายๆเข้าไปในคลองเอาไว้นั่งเล่นและทำกิจกรรม มีท่าน้ำเล็กๆไว้อาบน้ำ ซักเสื้อผ้า บรรยากาศเงียบสงบ ลมเย็นสบาย ไม่มีมลพิษ วันนี้ถือว่าเป็นการเดินชมคลองและวิถีชีวิตในชนบทกรุงเทพฯ อ่านไม่ผิดหรอกครับ วิถีชีวิตชนบทในกรุงเทพฯ จริงๆ



ถ้าไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ เป็นเครื่องวัดความเจริญ ที่นี่ก็ต้องเป็นที่ห่างไกลความเจริญทั้งที่อยู่ในกรุงเทพฯนี่เอง ที่นี่เพิ่งมีไฟฟ้าได้ประมาณ 20 ปีนี้เอง แต่คนที่นี่ส่วนใหญ่ยังไม่มีน้ำประปาบริโภคกัน แม้จะมีท่อประปาเดินมาเลียบริมคลองสองฝั่งแล้ว ชาวบ้านฝั่งคลองสามวาและบางเขนยังคงใช้น้ำคลองในการอาบน้ำ ซักเสื้อผ้า ล้างจาน ใช้น้ำฝนสำหรับดื่มและทำอาหาร น้ำที่นี่ยังคงมีความสะอาดแม้จะไม่ใสเห็นตัวปลา น่าจะเป็นชุมชนเดียวในกรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมร ที่ยังไม่มีน้ำประปาใช้



ชาวบ้านบอกว่าที่แถบนี้เป็นที่ที่บรรพบุรุษเข้ามาอาศัยอยู่เป็นร้อยปีเห็นจะได้ แต่ว่าที่ดินริมคลองก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใดๆ เดิมทีชาวบ้านแถบนี้ก็ทำนากัน แต่พอความเจริญเข้ามาที่นาถูกขายไปหมด หมู่บ้านหรูราคาหลายล้านบาทเข้ามาแทนที่ รวมทั้งบ้านเอื้ออาทรก็รุกเข้ามาถึงริมคลองทีเดียว น่าเป็นห่วงว่าคลองที่ยังคงสะอาดใช้บริโภคกันได้จะคงอยู่ได้นานแค่ไหน เพราะบางบ้านเริ่มต่อท่อน้ำทิ้งลงคลองแล้ว ถ้าชุมชนคลองพระยาสุเรนทร์ไม่เข้มแข็งพอก็อาจจะรักษาคลองไว้ไม่ได้ ชาวบ้านจะอยู่กันอย่างไร ไม่รู้ว่าการประปาทำอะไรกันอยู่

ดูจากสภาพบ้านเรือนริมคลองแล้วแสดงว่าชาวบ้านมีรายได้ค่อนข้างน้อย อยู่กันอย่างพอเพียง ช้อนหอยขม จับปลาในคลอง เก็บผักบุ้งในคลอง เด็ดดอกโสนริมรั้วมากินกัน เห็นคุณป้าบ้านหนึ่งกำลังยกยอจับปลากันให้เห็นๆก็ยังมี ใช้ชีวิตตามรอยเบื้องพระยุคลบาทแบบเศรษฐกิจพอเพียง ระหว่างทางเราก็สวนกับแขกขี่จักรยาน มาทำมาหากินกับชาวบ้านที่นี่ เก็บเงินวันละ 20 บาทคงเป็นค่าเงินกู้นี่แหละ ชาวบ้านบอกว่าพวกแขกนี่โชคดีมาทำที่เมืองไทยได้ แต่คนไทยเราจะไปทำที่บ้านเขาไม่ได้แน่


ชีวิตชนบท อาบน้ำ ซักเสื้อผ้าในคลอง


ลอยเรือเด็ดผักบุ้ง วิถีชีวิตพอเพียง


ช้อนหาหอยขมได้ก็คัดเอาเฉพาะตัวโต ที่เหลือปล่อยลงน้ำให้มีโอกาสเติบโต หากินแบบยั่งยืน


คุณป้าสายเดี่ยว เด็ดดอกโสนริมรั้วบ้าน


กิจกรรมของครอบครัว เด็กๆหัดวาดรูปที่ศาลาริมน้ำ มีผู้ใหญ่คอยดูแล


เด็กๆยืนโพสต์ท่าให้ถ่ายรูปด้วยรอยยิ้มสดใส

เมื่อพูดถึงคลองเรามักนึกถึงเรือ ที่นี่ไม่ได้ใช้เรือในการสัญจรกันแล้ว มีแต่เรือแจวที่เอาไว้ ใช้ออกหาปลา เก็บผักบุ้ง การเดินทางที่นี่ใช้การเดินเท้า จักรยานยนต์และจักรยานสองล้อ ไปตามทางปูนเล็กๆตลอดแนวคลองระยะทางประมาณ 2-3 กมเท่านั้น


เด็กๆนั่งเล่นริมคลอง ข้างเรือแจวที่รอเวลาใช้งาน


ไม่มีเกมคอมพิวเตอร์ให้เล่น ก็ได้อาศัยเล่นน้ำริมคลองนี่แหละ สนุกกว่ากันเยอะ

ที่ฝั่งคลองบางเขน เราได้มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมบ้านคุณอำนาจ ซึ่งอยู่ริมคลองลึกเข้าไป อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่และรถเข้าถึงบ้านได้เพราะเห็นมีจอดอยู่


คุณปุ๊และสมาชิกที่หน้าบ้านริมน้ำ

คุณปุ๊น้องสาวคุณอำนาจเห็นเราถ่ายรูปกันใหญ่ ก็เลยชวนเราเข้าไปดูห้องเก็บของสะสมเก่าๆอันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้าน จำพวกเครื่องใช้ในการเกษตรกรรม เช่น คันไถ โม่หิน ครก ระหัดวิดน้ำ ไซดักจับปลา กระดึงไม้ ตะเกียง ของเก่าๆที่จะไม่ได้เห็นไม่ได้ใช้งานกันในกรุงเทพฯ


ภายในห้องเก็บของสะสมเก่า

คุณปุ๊บอกว่าพี่ชายเริ่มสะสมเมื่อ 3 ปีมานี้เอง ได้ยินว่าที่ไหนมีขายก็จะไปตามซื้อมาเก็บไว้ บางครั้งก็มีคนมาขายให้ถึงบ้านเพราะรู้ว่าสะสมอยู่ น่ายินดีที่ผู้พยายามรักษาของเก่าไว้ให้ลูกหลานได้เห็น ของบางส่วนก็ประดับไว้ที่ศาลาริมน้ำที่ปลูกยื่นเข้าไปในบึงบัวแดง บนจั่วหน้าศาลามีเขาควายประดับอยู่ส่วนด้านในก็มีเขาเก้ง

ที่ศาลาริมบึงบัว


ภายในศาลาจะเห็นของใช้เก่าๆแขวนประดับด้านบน


คุณปุ๊กับมุมหนึ่งของศาลา


อีกมุมหนึ่งของศาลา

ก็ได้แต่หวังว่าคนรุ่นใหม่ๆจะไม่ไปเสาะหาเขาสัตว์ป่ามาประดับบ้าน ็จะได้ช่วยกันลดจำนวนการล่าสัตว์ป่าผิดกฎหมายให้น้อยลง สัตว์ป่าที่เหลืออยู่น้อยนิดจะได้ไม่สูญพันธุ์ไปจากป่าเมืองไทย ขอเพียงเราช่วยกันส่งเสริมเยาวชนให้รู้จักรักธรรมชาติและสัตว์ป่าให้มากขึ้น
ทิ้งไว้เีีพียงรอยเท้า เก็บเอามาแต่ภาพถ่าย

เย็นมากแล้ว ฝนก็เริ่มตกพรำๆอีก เราลาคุณปุ๊และพี่สาวเดินกลับไปทางวัดอีกครั้ง เพื่อแวะถ่ายรูปเก็บภาพบรรยากาศ ศาลา 12 ราศีและศาลาริมน้ำยามพลบค่ำ
เป็นอันเสร็จสินการเดินทางในวันนี้อย่างมีความสุข


ศาลา 12 ราศี ถ่ายจากริมคลอง


ศาลา 12 ราศี ถ่ายจากบนสะพานข้ามคลอง


ศาลา 12 ราศี ถ่ายจากทางเข้าวัดหน้าบึงน้ำ


ศาลาริมน้ำกางเต๊นท์เหลืองอร่าม สำหรับให้พระเณรบวชใหม่ในวันนี้ได้จำวัดก่อนเดินทางไปวัดอื่นต่อไป


ซูมเข้ามาใกล้ๆ



แล้วคราวหน้าจะกลับมาพร้อมก๊วนเพื่อนๆ มาเก็บภาพบรรยากาศด้วยสีน้ำ

Nature Mirror
Sept.10,06




 

Create Date : 14 กันยายน 2549    
Last Update : 14 กันยายน 2549 15:23:21 น.
Counter : 5496 Pageviews.  

แมลงและผีเสื้อที่พบในทุ่งใหญ่

สืบเนื่องจาก ซ่งไท้รำลึก
ภาพแมลงและผีเสื้อต่างๆที่พบในหน่วยมหาราช ทุ่งใหญ่นเรศวร เมื่อ 12-14 สิงหาคม 2549


Black Rajah ตาลหนามดำ Charaxes fabius


Common Five ring


Fluffy Tit, Zeltus amasa


Lemmon Immigrant,Catopsil


ํYellow rajah


เจ้าหญิงคาลิโดเนีย ตัวนี้ที่นักดูผีเสื้อบอกว่าพบตัวยาก และมีภาพถ่ายได้น้อย


Tailed Jay,Graphium agame




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2549    
Last Update : 30 สิงหาคม 2549 8:40:41 น.
Counter : 414 Pageviews.  

ซ่งไท้รำลึก

เมื่อสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกรกฎาคม 2549 ก่อนเดินทางไปเชียงใหม่ไม่ถึงสัปดาห์ ได้รับโทรศัพท์จากพี่พรเลิศเพื่อนที่แสนดี โทรมารายงานว่าจะเดินทางไปทุ่งใหญ่เพื่อช่วยดูการติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ของชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตก ในช่วงวันหยุด 12-14 สิงหาคม ให้ไปด้วยกัน ก็แสนดีใจว่าจะได้เข้าทุ่งใหญ่ตอนหน้าฝน ช่วงนั้นแม้จะยังยุ่งอยู่กับการเตรียมงาน จัดหารถ นัดหมายเพื่อนที่จะเดินทางไปเชียงใหม่ด้วยกัน แต่ก็รู้สึกตื่นเต้นถึงวันที่จะเดินทางไปทุ่งใหญ่ และได้นัดหมายกันว่าจะเอารถไปจอดไว้ที่บ้านพี่พรเลิศ

คืนวันที่ 11 สิงหาคม หลังเตรียมเสื้อผ้าและสัมภาระขนขึ้นรถเรียบร้อยก็ออกรถไปบ้านพี่พรเลิศ คืนนี้รถค่อนข้างติด เพราะเป็นสุดสัปดาห์ของวันหยุดยาว รถเริ่มติดตั้งแต่สามแยกเกษตร โดยเฉพาะมาติดหนักบริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม ไปถุงสี่แยกแคราย ระหว่างนั้นพี่พรเลิศโทรมาบอกว่ายังกลับไม่ถึงบ้าน ให้ไปเจอกันที่สวนอาหารจวนทองบนถนนรัตนาธิเบศร์เลยดีกว่า จะได้ทานอาหารค่ำด้วยกัน

เราถึงร้านอาหารประมาณ 2 ทุ่มกว่าเกือบ 3 ทุ่ม พี่พรเลิศกับเป้านั่งรออยู่ก่อนแล้ว เราสั่งอาหารมาเพิ่มเติมจากที่พี่สั่งไว้ หลังอิ่มหนำดีแล้วประมาณ 4 ทุ่ม เราก็ขับรถไปบ้านพี่พรเลิศ ขนสัมภาระไปไว้รถพี่ ให้พี่พรเลิศไปนอนก่อนกะว่าออกรถประมาณเที่ยงคืน ระหว่างนั้นเป้าก็เปิดเว็บไซด์ของชมรมให้ดู มีโครงการต่างๆมากมาย กิจกรรมและบทความต่างๆก็เยอะ เป้าเอารูปที่ไปเที่ยวสมัยดูนกแรกๆมาเปิดดูกัน รวมทั้งรูปถ่ายเมื่อตอนไปเที่ยวสีชังเร็วๆนี้ และเอารูปวาดในสมุดวาดรูปของพี่มาให้ดูกัน พี่วาดรูปไว้เยอะทีเดียว ภาพก็สวยๆทั้งนั้น ส่วนใหญ่เป็นภาพนก แต่ภาพวิวก็มี วาดได้สวยมาก

พี่พรเลิศตื่นมาประมาณเที่ยงคืนพอดี ได้นอนไปประมาณร่วม 2 ชั่วโมง แต่พี่มีอาการไม่สบาย บ่นว่าร้อน เอาปรอทมาวัดไข้ ก็ไม่มีไข้ ในที่สุดก็ออกรถตอน 0.30 น. วันที่ 12 สิงหาคม โดยเป้าขับให้ พี่ก็นอนมาตลอดทาง พักไปในตัว มาถึงนครปฐม จุดนัดหมายเพื่อเปลี่ยนรถเวลา 1.30 น

เรามาถึงหน้าร้านคอมพิวเตอร์และเป็นที่ตั้งชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตกด้วย คุณอำพลซึ่งเป็นหัวหน้าทีมและมีส่วนผลักดันชมรมอย่างมาก ออกมาต้อนรับพร้อมกับสมาชิกอีกหลายคน ที่แต่งตัวเป็นทีมเดียวกัน กางเกงพราง เสื้อยืดแขนยาวสีดำมีตราสัญญลักษณ์ของชมรมติดเสื้อทุกคน สมาชิกมากันเกือบหมดแล้ว เหลือรถอีก 1 คันที่ยังมาไม่ถึง สมาชิกช่วยกันขนสัมภาระของเราลงจากรถและพาพี่พรเลิศเอารถไปจอดที่บ้านของสมาชิกอีกคนหนึ่ง ส่วนรถที่เราจะนั่งไปเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อแบบตรวจการ 4 ที่นั่ง มีคุณโก้ ( มณฑล มีปรีดา) ขับให้ คุณอำพลบอกว่าคุณโก้เป็นมือหนึ่งของชมรมในการขับรถขับเคลื่อนสี่ล้อในทุ่งใหญ่ของชมรม และรถคันนี้ปกติใช้ติดต่อธุระในเมือง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เอาเข้าป่าและเป็นครั้งแรกที่คุณโก้ขับคันนี้เข้าป่า

เราออกเดินทางจากนครปฐมประมาณ 3.40 น. 2 คันล่วงหน้าไปก่อน อีก 2 คัน ที่เหลือตามออกมาภายหลัง คุณอำพลแนะนำว่าระหว่างเดินทางให้นอนให้เต็มที่ เพราะช่วงเข้าทุ่งใหญ่จะไม่ได้นอน พี่พรเลิศก็นอนเอาแรงตามคำแนะนำทันที โก้ขับไม่เร็วนัก เนื่องจากฝนตก และอีกอย่าง คุณอำพลได้บรรยายสรรพคุณคณะเราอย่างดิบดีให้สมาชิกชมรมทราบราวกับคณะเราเป็นบุคคลพิเศษ จนมาถึงทองผาภูมเวลาประมาณ 6.30 น. เราเข้าไปในตลาด เดินซื้อของกินตอนเช้า จำพวกปาท่องโก๋ หมู่ย่าง ข้าวเหนียวเผื่อไว้กินระหว่างทาง

คณะของเราที่เหลืออีก 2 คันก็ตามมาสมทบที่ตลาดทองผาภูมิประมาณ 7 โมงเช้า เราตัดสินใจทานข้าวเช้าที่นี่แทนที่จะเป็นที่ทินวย ที่คาดว่าจะไปถึงประมาณ 8.00 น .เพราะดูท่าจะไปไม่ทันแน่ เพื่อความปลอดภัย ร้านข้าวแกงหน้าทางเข้าตลาดจึงเป็นมื้อแรกของวันนี้ จำชื่อร้านไม่ได้แต่เจ้าของร้านกับสมาชิกชมรมดูจะรู้จักสนิทสนมกันดี

เราออกเดินทางต่อประมาณ 7.15 เส้นทางช่วงนี้ก็ยังดีอยู่ จนเริ่มเข้าเขตป่า แต่ถนนก็ยังไม่โหด แต่รถคันที่เรานั่งมามีเสียงบางอย่างผิดปกติ โก้จึงต้องไปจอดที่ร้านตุ๊ก บริเวณหมู่บ้านก่อนทางเข้าป่าเพื่อเช็กสภาพรถก่อน คิดว่าจะเข้าไม่ได้แล้ว แต่ในที่สุดก็เดินทางต่อไปได้ เส้นทางช่วงนี้ยังไม่ลำบากนัก ยังไปได้สบายๆ แต่กว่าจะถึงทินวยก็ประมาณ 10.30 น เราแวะพักรถกันที่นี่ คุณยายที่โรงครัวได้เตรียมอาหารห่อไว้ให้แล้ว คุณอำพลก็เลยเอาไข่ไก่ที่ซื้อมาตอนเช้านี้ฝากให้ไปเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ต้องมาแบกรับภาระเรื่องเสบียงของคณะ

เราออกจากทินวยประมาณ 11.00 น. เพื่อไปยังหน่วยทิคองต่อไป อากาศเริ่มครึ้มฟ้าครึ้มฝนอีกครั้ง ฝนตกประปรายตลอด เส้นทางก็เริ่มลำบากขึ้น ทั้งน้ำที่ท่วมขัง และ หลุมบ่อลึกทำให้การควบคุมรถเป็นไปด้วยความลำบาก บางครั้งหน้ารถไปทางหนึ่ง ท้ายรถไปอีกทาง เรียกว่าไม่สามารถเดินหน้าได้ตรงๆ ต้องแถไปข้างๆตามร่องถนนที่ล้อรถตกลงไป ทำเอาหลายคนลุ้นระทึก บางช่วงเราขับขนานไปกับห้วยซึ่งอยู่ต่ำลงไป คนที่นั่งข้างห้วยก็หวาดเสียวกันไป รถติดหล่มหลายครั้ง ต้องช่วยกันเข็น ช่วยกันเอาหินมาถมทางให้แข็งขึ้น มีช่วงหนึ่งรถขึ้นเนินยาว และตรงยอดเนินมีหินก้อนโตๆเต็มไปหมด รถก็ไปติดแขวนอยู่ตรงบริเวณก้อนหินนั้น สมาชิกและเจ้าหน้าที่ประมาณ 10 คน ช่วยกันเอาสลิงมาผูกและลากไปด้วยกำลังคนทั้งหมด สุดท้ายรถบรรทุกที่อยู่ข้างหน้าก็ถอยมาช่วยดึงขึ้นมาได้ ช่วงที่ติดเนินหินนี้เองที่โก้พบว่าล้อหน้าไม่ล็อก ทำให้ขับเคลื่อนได้เพียง 2 ล้อ พอรถผ่านขึ้นมาได้ คณะสมาชิกชมรมก็มาซ่อมตัวล็อกล้อกันต่อดังที่เห็นในภาพ นับว่าคุณโก้เก่งมากๆที่ประคองรถผ่านมาได้ไกลโขทีเดียวกว่าเราจะรู้ว่าขับเคลื่อนอยู่เพียง 2 ล้อ ทั้งลื่นทั้งไถลตลอดเส้นทาง ระหว่างนี้คุณอำพลบอกว่าเราต้องกินมื้อเที่ยงตรงนี้แหละ เพราะตอนนั้นเที่ยงครึ่งแล้ว เราก็เลยเอาอาหารออกมาแจกจ่ายกันรับประทาน มื้อนี้เป็นข้าวราดผัดกระเพราพร้อมไข่ดาว ตามสูตรของอาหารคนเดินทางเข้าป่า ง่ายๆเข้าไว้ แถมด้วยข้าวเหนียวหมูปิ้งที่ซื้อมาแต่เช้าก็ได้แจกจ่ายให้สมาชิกได้เอร็ดอร่อยกัน โชคดีที่เอาอาหารที่ยายเตรียมให้มาด้วยไม่ต้องหิ้วท้องถึงเย็น เพราะเดิมคิดว่าจะเข้าถึงซ่งไท้สักบ่าย 2 ต้องขอบคุณคุณยายครับ

ประมาณบ่ายโมง ซ่อมล้อหน้าเสร็จเราก็เดินทางต่อ คราวนี้คุณโก้ขับได้สบายขึ้น รถไม่ลื่น ไม่ไถลให้เราหวาดเสียวกันอีก แต่คราวนี้รถที่บรรทุกแผงโซล่าร์เซลล์มาเต็มคันรถก็มีปัญหา ติดหล่ม ติดเนิน ต้องลากต้องเข็นกัน กว่าจะมาถึงทิคองก็บ่าย 3 โมงเศษๆ เราพักที่นี่ 20 นาที ให้สมาชิกและคณะได้เข้าห้องน้ำและได้พักรถกัน จากนั้นก็เดินทางต่อ ช่วงนี้ทางก็เริ่มโหดกว่าเดิมอีก รถติดหล่ม สภาพทางก็ย่ำแย่ มองไม่เห็นร่องล้อว่าจะให้ลงตรงไหนดี พวกเราที่นั่งมาด้วยก็ไม่ชำนาญการบอกทาง ก็เลยไม่สามารถช่วยอะไรได้ คุณโก้ต้องวิทยุบอกเพื่อนมาช่วยดูร่องให้ ถึงกระนั้นพวกเราก็ต้องลงจากรถเพื่อให้เบาและเข็นท้ายรถให้พ้นจากร่อง กว่าจะพ้นมาได้ก็ทำเอาสมาชิกและเจ้าหน้าที่เหนื่อยไปหลายยก ส่วนพวกเราก็ลุ้นกันอย่างเดียว ช่วยอะไรไม่ค่อยได้ ด้วยเป็นพวก สว.(สูงวัย) ซะทั้งหมด กว่าจะมาถึงซ่งไท้ได้ก็ปาเข้าไป 17.30 แล้ว

พอถึงซ่งไท้ คุณอำพลก็ไม่รีรอ เริ่มเอาของลงและเริ่มงานทันที เพราะเรามาช้ากว่าแผนการร่วม 3 ชั่วโมง ถ้าไม่เริ่มเลย การติดตั้งโซล่าเซลล์อาจไม่เสร็จในคราวนี้ที่มีเวลาเพียง 3 วัน ส่วนคณะของเรา ให้เข้าบ้านพักไปอาบน้ำ เตรียมรับประทานมื้อค่ำที่คุณโก้เป็นพ่อครัวจัดให้ พี่พรเลิศอาบน้ำเสร็จก็ไปที่ไซต์งาน ดูท่าทางอาการดีขึ้น กระฉับกระเฉงกว่าตอนมาเสียอีก อย่างนี้ต้องเข้าป่าบ่อยๆ กว่าคณะคุณอำพลจะเสร็จงานช่วงแรกก็ประมาณ 3 ทุ่ม จึงจะได้รับประทานมื้อค่ำกัน หลังอาหารพวกเราก็แยกย้ายกันเข้านอน เพราะเป็นคืนแรก เหน็ดเหนื่อยกันมาทุกคน
สมาชิกส่วนใหญ่นอนกันที่โรงครัว กางเต๊นท์ ปูเสื่อนอนเลยก็มี ไม่กลัวยุง ส่วนที่โรงจอดรถก็มีกางเต๊นท์และผูกเปลนอน

เราสองคนออกมาผูกเปลนอนที่ระเบียง ยกห้องให้สมาชิกที่ต้องเสียสละทำงานมาเหน็ดเหนื่อยได้นอน ส่วนพี่พรเลิศก็นอนอีกห้อง เราเอาสัมภาระไปไว้ที่ห้องพี่พรเลิศ ส่วนโก้ตามมาทีหลังขอมากางเต๊นท์หน้าระเบียงด้วยเพราะต้องการความสงบ ดึกอีกหน่อยก็มีสมาชิกตามมานอนในห้องที่ว่างอีก 3 คน

รุ่งเช้าวันที่ 13 สิงหาคม หลังอาหารเช้าที่โรงครัว ประมาณ 9 โมงสมาชิกก็เริ่มงานติดตั้งต่อทันที ส่วนเราไม่ได้ช่วยอะไรเนื่องจากมีคนทำงานเยอะแล้ว เกรงจะไปเกะกะการทำงาน จึงออกมาถ่ายรูปดอกไม้ ร่างรูปดอกช้างน้าวที่อยู่หน้าสำนักงานเก็บไว้ไปวาดต่อที่บ้าน ส่วนหวานก็ไล่ถ่ายแมลงต่างๆตามสุมทุมพุ่มไม้และพงหญ้าข้างไซต์งานนั่นเอง ตั๊กแตนที่นี่เยอะชนิดมาก ผีเสื้อก็เช่นกัน

เจ้าหญิงคาลิโดเนีย
ที่นี่เราพบผีเสื้อเจ้าหญิงคาลิโดเนียซึ่งกลุ่มรักษ์ผีเสื้อบอกว่าไม่ค่อยได้พบตัวเป็นๆกัน มีคนถ่ายรูปได้น้อยคน แต่เราโชคดีถ่ายรูปมาได้ มันเกาะนิ่งๆที่โป่งดินหน้าทางเข้าบ้านพัก แต่ตำแหน่งที่เกาะอยู่อีกขอบหนึ่งของโป่ง ด้วยความที่ไม่รู้ว่ามันจะยอมให้เข้าใกล้แค่ไหน ก็เลยต้องตั้งกล้องอีกฟากหนึ่งซึ่งไกลประมาณ 5 เมตรได้ แม้จะใช้เลนซ์ซูมแล้ว ก็ยังไม่ได้ภาพที่ใหญ่พอ ต้องลดขนาดความละเอียดลงเหลือ 1 ล้านพิกเซล ถ่ายมาเพียง 3 ภาพ เพราะไม่คิดว่ามันจะหายาก ถ้ารู้อย่างนี้จะเสี่ยงย่องเข้าไปถ่ายใกล้ๆ เสียดายจริงๆ

ตอนบ่ายเราก็กลับไปบ้านนอนพักเอาแรง ส่วนหวานยังไม่อยากนอน ขอออกไปเดินรอบๆบริเวณต่อ พี่พรเลิศก็ยังอยู่ที่ไซต์งาน เราก็ลงนอนในเปลจนเคลิ้ม ก็มีเสียงคนเดินมาที่บ้านพัก ยกตัวขึ้นมาดูก็เห็นเป็นสมาชิกเข้ามาเอาของ เราก็ลงนอนต่อ แต่ด้วยความที่อากาศเย็นเป็นปัญหาทำให้ไอ สมาชิกที่เดินออกไปแล้วหันกลับมาดูแต่ไม่เห็นใคร จนมองมาที่เปลจึงรู้ว่าเรานอนอยู่ ภายหลังสมาชิกมาบอกภายหลังว่าตอนที่ไอครั้งแรก สมาชิกตกใจนึกว่าโดนเข้าแล้ว เพราะมองไม่เห็นว่ามีใครอยู่ แต่พอเห็นเรานอนในเปลก็ค่อยโล่งใจ ไม่โดนหลอกแน่ๆ ส่วนเป้านั้นบอกในวันสุดท้ายก่อนกลับว่า บ่ายวันก่อนที่กลับไปนอนที่บ้านพัก รู้สึกได้กลิ่นหอมอะไรสักอย่างแต่นึกไม่ออก พอพี่พรเลิศจุดธูปไหว้พระรูปพระนเรศวรที่อาคารสำนักงาน ถึงนึกออกว่าเป็นกลิ่นธูปนี่เอง ไม่รู้ว่ากลัวบ้างหรือเปล่า หวานบอกว่ารู้สึกได้ว่ามีผู้หญิงอยู่ที่บ้านตั้งแต่ตอนแรกที่เข้าบ้านแล้ว แต่ไม่กล้าบอกใคร

4 โมงเย็น หวานยังไม่กลับมาบ้าน ก็เลยเดินออกไปตาม ผ่านด่านและลาน ฮ.ไป เห็นรอยรองเท้าผ้าใบแล้วรู้ว่าหวานมาทางนี้แน่ ก็เดินตามไป ดูรอยเท้าไปเรื่อยๆ เจอรอยเท้าเสือขนาดเท่าอุ้งมือระหว่างทางเดิน ยังมีรอยเท้ากวาง เก้งอีก เดินตามไปเรื่อยข้ามห้วยไป 2 ห้วย จนมาถึงซงโซ่ง ก็เจอหวานกำลังสเก็ตช์ภาพกล้วยป่าอยู่ เราถ่ายรูปกล้วยไว้ด้วย เริ่มเย็นมากแล้ว ก็เลยเดินกลับ ก่อนออกจากด่าน ก็เดินขึ้นไปดูที่ลาน ฮ. ตอนนี้รกมาก พุ่มไม้เตี้ยขึ้นปกคลุมเต็มลาน เงียบเชียบไม่มีเสียงนกสักตัว ก็เลยเดินกลับไปที่ไซต์งาน การติดตั้งเสร็จเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเก็บรายละเอียดเล็กน้อย จากนั้นเราก็กลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วไปตรงไปที่โรงครัวเลย เพราะมีคนนัดหมดโฮจุนไว้ไม่ยอมผิดนัดเลย คืนนี้อาหารค่ำเริ่มเร็วหน่อยประมาณ 2 ทุ่ม เสร็จจากอาหาร พี่พรเลิศขอกลับมาอาบน้ำก่อนกลับไปร่วมสังสรรค์กับสมาชิกในค่ำคืนสุดท้าย เสียดายไม่ได้อยู่ด้วย เป้าบอกว่าพลาดไฮไลต์ของงานนี้ไป มีการร้องเพลงและเปิดใจสมาชิกแต่ละคนด้วย มีเสียน้ำตากันหลายคน

14 สิงหาคม เช้านี้ฝนยังตกปรอยๆตั้งแต่เมื่อคืนก่อน เราเก็บของต่างๆลงกระเป๋าเรียบร้อยก่อนไปรับประทานอาหารเช้าที่โรงครัว เช้านี้อาหารพิเศษ เพราะเป็นไข่ดาว หมูแฮมและไส้กรอก ซึ่งพี่พรเลิศบอกว่าทางชมรมจะเตรียมไว้ให้ตั้งแต่ก่อนมา เป็นมื้อที่หรูมากสำหรับชีวิตในป่า เราถ่ายรูปหมู่ร่วมกันก่อนออกเดินทางกลับประมาณ 11.00 น โดยที่คุณอำพลยังคงอยู่ทำภารกิจอื่นต่อ

ขอขอบคุณ
ขอบคุณคุณอำพล สำหรับความเอื้อเฟื้อให้เราได้ร่วมเดินทางในครั้งนี้ กับการดูแลเราด้วยความอบอุ่นและเป็นกันเอง
ขอบคุณเพื่อนๆสมาชิกชมรมอนุรักษ์ป่าตะวันตกทุกท่านที่ทำงานด้วยความเสียสละ เพื่อผืนป่ามรดกโลก

ขอบคุณเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรทุกๆท่านที่เสียสละความสุขส่วนตัว พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่

ขอบคุณธรรมชาติอันยิ่งใหญ่ที่ให้เราได้เข้ามาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

สภาพการเดินทาง












มื้อเที่ยงแสนอร่อย




กิจกรรมระหว่างทาง
ล้างกระจกหน้ารถซักหน่อยก่อนเดินทางต่อ


ถ่ายรูป


แล้วก็ถ่ายรูป


ต้องลากกัน


ดำน้ำก่อนถึงจุดหมายปลายทาง


สำลักน้ำไปหน่อย


ซ่งไท้ หรือ ปัจจุบันได้ชื่อใหม่เป็น หน่วยมหาราช




 

Create Date : 26 สิงหาคม 2549    
Last Update : 26 สิงหาคม 2549 22:47:54 น.
Counter : 452 Pageviews.  


Valentine's Month


 
Nature Mirror
Location :
กรุงเทพ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




E-mail to Nature Mirror Nature Mirror

Promote Your Page Too
Friends' blogs
[Add Nature Mirror's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.