ความลับ
ยิ่งฉันใกล้เธอเท่าไหร่ ยิ่งอยากจะเผยใจ เมื่อสบสายตาก็ยิ่งหวั่นไหว
มันยากเหลือเกิน จะเก็บ ซ่อนความลับเอาไว้
แล้วความลับในใจของเธอ มีฉันอยู่บ้างไหม ....โปรดบอกความในใจให้ฉันรู้ได้ไหมเธอ


เพลง “ความลับ” ของวงพอร์ส ถูกร้องโดยมีกีต้าร์โปร่งนำทำนอง ผมยืนร้องเพลงจนขาแข็ง แต่ไม่มีทีท่าว่าเงินเหรียญจากผู้ใจบุญจะเพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่กัน
ผมเป็นนักดนตรีข้างถนน หรือมักเรียกตัวเองอย่างภาคภูมิใจว่า วนิพก อาชีพข้างทางที่หลายคนคงไม่อยากทำเพราะต่ำต้อย แต่ก็ไม่ด้อยในศักดิ์ศรี เพราะผมหาเงินเรียนต่อปริญญาตรีด้วยอาชีพดนตรีเปิดหมวกนี่แหละ

ทุกๆวันผมออกเดินทางไปเล่นดนตรียังสถานที่ต่างๆ หน้าห้างสรรพสินค้าบ้าง สวนสาธารณะบ้าง วันนี้ผมเลือกมายืนร้องเพลงหน้าร้านข้าวหน้าเป็ดแถวศิริราช อันที่จริงก็ใช่ว่าผมจะยืนบังหน้าร้านแต่ประการใด ผมยืนด้านหน้าให้พอเยื้องๆ ถ้าเกิดผมไปยืนข้างหน้าเสียทีเดียวคงโดนอาแปะเจ้าของร้านออกมาด่าเช็ดไปแล้ว

ร้านข้าวหน้าเป็ดบ่ายวันเสาร์มีคนเต็มร้าน เป็นธรรมดาที่คนเดินชอปปิ้งย่านวังหลังต้องหิ้วท้องมาฝากที่ร้านนี้ ด้วยว่าเป็นร้านขึ้นชื่อย่านนี้ …คนเยอะย่อมมีคนใจบุญอารมณ์สุนทรีบ้างแหละน่า ผมจึงเริ่มปักหลักร้องเพลงหน้าร้านนี้ทุกบ่ายวันเสาร์ แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ผมมายืนร้องเพลงที่นี่เป็นประจำ

ว่ากันว่า ความรักไม่มีพรมแดน หรือศาสนา เช่นเดียวกันกับความรักระหว่าง เธอ ลูกเจ้าของร้านข้าวหน้าเป็ดชื่อดังฝั่งเยาวราช กับวนิพกพเนจร อย่างผม ผมรู้ดีว่า ฟ้าสูงและแผ่นดินต่ำแค่ไหน แต่ความรักก็ไม่อาจห้ามได้ดังที่ว่า ความรักเหมือนคึกโคถึกพิโรธ เพลงนี้ อาจจะเก่าไปหน่อย สำหรับวินาทีนี้ ผมเลือกร้องเพลง ความลับ ของลงพอร์ช เพื่อบอกความรู้สึกที่ผมมีต่อเธอ ให้โลกรู้

...............................................................................


มอง มองเธอมาแสนนาน ฉันไม่กล้า ต้องคอยหลบตาเธอเสมอ
กลัว สักวันนึงถ้าเธอ รู้ว่าฉัน ปิดบังความจริงอะไรเอาไว้


เกือบปีมาแล้วที่ผมเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หมายมั่นว่าจะเข้ามาได้ดีในกรุงเทพ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่าผมจะดำรงชีวิตอย่างไรให้จบปริญญาตรีได้โดยไม่อดตายเสียก่อน ผมเดินทางมาพร้อมความหวังเต็มกระเป๋า ตั้งใจว่าจะเป็นนักร้องอาชีพ ร้องเพลงกลางคืนตามร้านอาหารหรือโรงแรมและเรียนวิชากฎหมายมหาวิทยาลัยเปิดไปพร้อมๆกัน
หนึ่ง สอง สาม.... ผมเดินทางไปเกือบสิบที่ ไม่มีร้านค้า ผับบาร์ที่ไหนรับผมเป็นนักร้องอาชีพ ผมอยู่ในกรุงเทพมาร่วมอาทิตย์กว่า อาศัยนอนหลับข้างทาง กินน้ำก๊อกไปวันๆ หัวใจที่สิ้นหวัง ทำให้ผมได้พบสัจธรรมประการสำคัญ การรอคอย คือศาสตร์ชั้นสูงของการมีชีวิตอยู่

อา ใช่แล้ว การรอคอย .... ด้วยความเหนื่อยล้าจากการตามล่าฝันมาครึ่งค่อนวัน ผมนั่งลงตรงริมฟุตบาทเฝ้ามองชีวิตต่างๆผ่านไปผ่านมา ตำรวจจราจร คนกวาดถนน พ่อค้าแผงลอย นักศึกษา พนักงานบริษัทใส่สูทผูกไทด์ ทุกชีวิตต่างเดินไปสู่จุดหมายเพื่อเสาะแสวงหาบางสิ่งบางอย่าง ไม่มีใครหยุดนิ่งนอกจากผม ผมนี่มันไร้ค่าเสียจริง
สายตาผมหันไปกระทบกับหมู่คนตาบอดเล่นดนตรีอยู่อีกฝั่งถนน
ดูสิ คนตาบอดช่างน่านับถือ แม้พิการยังดิ้นรนหางานทำได้ ไม่เหมือนผมที่ไม่ต่างอะไรจากคนมองไม่เห็นพูดไม่ได้ ในเมื่อ ว่างงานไร้จุดหมาย และไม่มีกินอยู่อย่างนี้ ผมนี่มันไร้ค่าจริงๆ
นั่งเพลินๆ ชั่วครู่หนึ่ง ผมเหลือบมามองเจ้ากีต้าร์คู่ใจ แล้วหันไปมองคนตาบอดอีกครั้ง อาใช่แล้ว อาชีพร้องเพลงข้างถนนคือสิ่งที่ผมเริ่มทำได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาจ้าง เพราะสำหรับการเป็นนักดนตรีในร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งออกอัลบั้ม ผมคงต้องรอเวลานาน ไม่แน่ว่าอาจจะไม่ได้ทำในชาตินี้ด้วยซ้ำ แต่หากรอจนถึงวันนั้น มีหวังคงต้องอดตายในกี่วันนี้เป็นแน่
การเดินทางในฐานะวนิพกจึงเริ่มขึ้น ผมยืนร้องเพลงหลายต่อหลายที่ ได้เงินพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมมายืนร้องเพลงแถวๆท่าเรือศิริราชตอนบ่ายสองของวันเสาร์ที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน..... ผมยืนร้องเพลงอยู่สามชั่วโมงโดยไม่พักเลย ขาล้าจนไปต่อไม่ไหว มองดูกระเป๋าใส่กีต้าร์ที่วางรอรับเงินจากคนใจบุญดูท่าจะไม่ได้สักเท่าไหร่เลย ผมจึงหอบวิญญาณไร้กำลังใจในร่างกายอันอ่อนล้าไปนั่งตรงข้างๆร้านขายข้าวหน้าเป็ด

เหงื่อเม็ดเป้งไหลลงมาอาบใบหน้าราวกับว่าเพิ่งอาบน้ำเสร็จแล้วยังไม่ได้เช็ดตัว
สภาพของผมยามนี้ไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ ไม่ใช่สิ ผิวคล้ำๆตัวใหญ่ๆอย่างผมคงเป็นลูกหมาไปไม่ได้ สภาพของผมคงคล้ายๆจับกังแบกข้าวสารเสียมากกว่า ผมบรรจงปาดเหงื่อดัวยกลัวว่าผมยาวๆประบ่าจะเสียทรง ไม่ว่าร้อนแค่ไหน ผมคงไม่มั่นใจ ถ้าไม่ได้ปล่อยผมร้องเพลง...

ช่วงเวลาพักเหนื่อยราวครึ่งชั่วโมง ผมนั่งมองคนเดินผ่านไปผ่านมาโดยไม่รู้ว่า มีใครคนหนึ่งแอบมองผมอยู่ไกลๆ
“นี่ เอา”
ใครคนหนึ่งเดินมาตรงหน้ายื่นแก้วน้ำหวานสีแดงให้ผม
“เห็นยืนร้องเพลงอยู่ตั้งนาน เพราะดีนะ”

เป็นประโยคแรกที่ได้พบ “เธอ” ผมไม่มีคำพูดใด ได้แต่รับน้ำจากมือที่หวังดีมาซดโฮกไม่ถึงนาทีหมดเกลี้ยง
“หึ...”
ผมได้ยินเสียงหัวเราะในลำคอ
อาการเหนื่อยหนักจากการยืนร้องเพลงอย่างยาวนานทำให้ผมรู้สึกหงุดหงิดนิดหย่อยที่มีคนหัวเราะท่าทางการกินน้ำที่ไม่มีฟอร์มของผม
“โกรธเหรอ”
“เปล่าครับ ผมแค่เหนื่อยมาก ก็เท่านั้น”
สีหน้าที่อ่อนล้าจนทำไม่ได้แม้แต่จะฝืนยิ้ม
“ร้องเพลงเพราะดีนะ ร้องมานานรึยัง”
“เพิ่งมาวันแรกครับ”
“ร้องเพลงวงพอร์สบางสิ รับรองได้หลายตังค์แน่ๆ.....”
คำแนะนำพร้อมรอยยิ้มก่อนจากไป “เธอ”อยู่ในร้านขายข้าวหน้าเป็ดข้างๆนี่เอง
เพลงของวงพอร์ส.....ผมไม่รอช้าเริ่มบรรเลงเพลง “ความลับ” ของวงพอร์สตามคำแนะนำของผู้หวังดี และก็ได้ผล คนให้เงินผมเยอะขึ้นจริงๆ คราวหน้าคงต้องขอบคุณผู้หวังดีเสียแล้ว......เอ....เธอเป็นใครนะใจดีจัง.....

.................................................................................
เก็บเอาคำพูดของเธอ มาคิดมาก แอบคิดไปเองอยู่อย่างนี้
และเธอ เธอช่างดีแสนดี คำว่ารัก จะต้องเก็บไว้อีกนานแค่ไหน
ความลับที่ฉันซ่อนไว้ ไม่เคยบอกใคร จนอดใจไม่ไหว.....


“ไม่เห็นมาร้องเพลงแถวนี้นานแล้วนะ”
ผมเพิ่งมารู้ทีหลังว่า คุณผู้หวังดีคือลูกคนเดียวของเจ้าของร้านข้าวหน้าเป็ดที่ผมมายืนร้องเพลงเปิดหมวกทุกวันเสาร์นี่เอง

“เธอ”ทักทายผมอีกครั้ง หลังจากที่ผมหายไปหลายอาทิตย์เพราะติดสอบกลางภาค ผมกลับมาร้องเพลงเปิดหมวกหน้าร้านข้าวหน้าเป็ดอีกครั้ง ทุกครั้งที่ผมกลับเธอมองผมและยิ้มอย่างอบอุ่น ช่วงแรกๆผมรู้สึก ประหลาดใจระคนสับสนในความรู้สึกที่มีต่อเธอ มันอาจไม่ใช่เรื่องถูกต้องนักที่เราจะรักกัน ผมปฏิเสธความรู้สึกลึกๆอยู่นาน จนกระทั่งวันหนึ่ง....ที่ผมมายืนร้องเพลงย่านนี้จนถึงหกโมงเย็น


หน้าหนาวปีนี้อากาศหนาวมากกว่าทุกปี ลมเย็นๆที่พัดอย่างไม่ขาดสายชวนให้หัวใจว่างเปล่าหนาวสั่นกว่ากันหลายเท่านัก วันนี้ผมเลิกงานวณิพกพเนจรช้ากว่าทุกวัน หกโมงสี่สิบห้า ฟ้าหลัวจนเกือบมืด ผมเดินเข้าซอยเล็กเป็นทางลัดไปยังป้ายรถเมล์
ซอยนี้เงียบมากเสียจนน่ากลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอยู่บ่อยๆ และก็เป็นจริงดังคาด ...

เมื่อผมเดินไปถึงกลางซอยผมเห็น “เธอ”ผู้หวังดีกับผมเสมอยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มอันธพาล ดูท่าจะมีเรื่องกันเป็นแน่ ผมเดินเข้าไปอย่างไม่รอช้า

“มีอะไรกันน่ะ”
“พวกกูกำลังคุยธุระกันอยู่ มึงไม่เกี่ยวก็ถอยไป”

ประโยคสุดท้ายจากปากชายหัวหน้าแก็งค์ก่อนจะสั่งพรรคพวกรุมกระทืบผม ที่เข้าไปขวางทางข้อขัดแย้งระหว่าง เธอ กับพวกมัน
“มีอะไรค่อยๆพูดกันก็ได้ครับ” ผมอยากตอบแทนที่เธอดีกับผมบ้างจึงเข้าไปกันเธอออกมา
“มึงอย่าแส่หาเรื่อง”
คำเตือนสุดท้ายของชายหัวหน้าแก็งค์ ก่อนจะสั่งพรรคพวกรุมซ้อมผม....และ “เธอ”

“ให้รู้ซะบ้างว่าใครเป็นใคร”
ประโยคส่งท้ายของชายคนเดิม ที่จากไปพร้อมรอยเลือดอาบหน้าผม เธอเข้ามาซับรอยเลือด ทั้งๆที่เธอเองก็มีเลือดออกตรงมุมปากเช่นกัน

วันนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ว่า ผมคิดกับเธออย่างไร.....

เมื่อใบหน้าเราสองคนใกล้กัน ความรู้สึกจึงลอยเลื่อนไปโดยไม่ต้องพูดอะไร
“เจ็บมากไหม....ขอบใจนะอุตส่าห์มาช่วย เป็นคนอื่นเค้าคงโกยแน่บไปแล้ว”

ผมไม่พูดอะไร ทว่ามองลึกลงไปในดวงตาเธอ จึงทำให้รู้ว่า เธอถามผมด้วยความเป็นห่วงอย่างจริงใจ ดวงตาเล็กๆของเธอส่องประกายสุกสว่างยิ่งกว่าหมู่ดาว ผมรู้ว่า ผมรักเธอเข้าแล้ว สองสายตารวมกันเป็นหัวใจเดียวกันโดยไม่มีคำพูดใดๆ.... เราทั้งสองต่างรู้แน่แก่ใจว่าเรารักกัน

จากวันนั้นถึงวันนี้เราทั้งคู่ต่างรู้ใจซึ่งกันและกัน แต่ยังคงเก็บเป็นความลับที่บอกใครไม่ได้ ผมกลัวว่า ถ้าถึงวันที่พ่อแม่เธอรู้ว่าเรารักกันท่านคงหัวใจวาย ลูกสุดที่รักเพียงคนเดียวมอบหัวใจให้ชายจนตรอกแปลกหน้าผู้คุ้นเคย .....

ดวงตาของเราสอดประสานกัน ผมค่อยๆยื่นหน้าเข้าไปใกล้เธอ แตะปลายจมูกลงบนเนื้อแก้มเบาๆ มือลูบไล้จากกกหูไปยังต้นคอ เธอไม่ปฏิเสธใดๆซ้ำยังเอามือทั้งสองข้างโอบไหล่ผม ท้องฟ้ามืดสนิทในซอยเล็กร้างผู้คนแห่งนี้ดูจะเป็นใจให้เราสองพลอดรักกันได้อีกนาน.....เธอและผมเป็นของกันและกันมีความสุขไปไกล ผมนึกแปลกใจในธรรมชาติของมนุษย์ จิตใต้สำนึกอันพิเศษนำพาให้เราพบหาทางแห่งความรักโดยไม่ต้องสอนได้อย่างไร...

โมงยามอันแสนสุขจบลงพร้อมหัวใจที่เอ่อล้นด้วยรัก ผมเดินไปส่งเธอสุดซอย จูบลาและมาหาเธอใหม่ในตอนเย็นวันถัดมา ช่วงหลังๆ ผมมายืนร้องเพลงที่หน้าร้านข้าวหน้าเป็ดทุกวัน แม้ได้เงินน้อยนิด แต่ผมก็ไม่ไปไหน เพราะหัวใจของผมอยู่ที่นี่ บ่อยครั้งที่ผมเลือกร้องเพลง “ความลับ” ของวงพอร์ส เพื่อสื่อถึง ความรักที่เป็นความลับของเรา....
และยังเป็นสัญญาณนัดหมายไปยังจุดนัดพบเพื่อพิธีกรรมอันแสนสุขระหว่างเราแทบทุกวัน....

และไม่ต่างจากวันอื่นๆ วันนี้เรานัดกันที่จุดเดิม ซอกลึกลับในซอยเล็กๆ ผมรอเธออยู่ราวครึ่งชั่วโมง เธอจึงเดินมาตามนัด อย่างไม่ต้องรั้งรอ เรารู้กันว่าดนตรีหัวใจเริ่มบรรเลง ณ จุดใดของร่างกาย บทรักที่นุ่มนวลและสวยงามระหว่างเราดำเนินไปอย่างเนิบๆเพื่อซึมซับความรู้สึกดีๆระหว่างกัน..... ราวเกือบชั่วโมงต่อมา สิ่งที่ไม่คาดคิดจึงเกิดขึ้น ใครคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ แต่เสียงฝีเท้าที่เบามากทำให้เราทั้งคู่ไม่รู้สึกใดๆเลย

เสี้ยววินาทีหนึ่ง แสงไฟฉายสาดเข้าหาเราทั้งคู่อย่างรวดเร็ว

“อาเล้ง” เสียงชายแก่เรียกลูกชายสุดที่รักที่กำลังนัวเนียอยู่กับผม!!!

อาเฮียเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ทว่าสั่นเครือด้วยความเสียใจสุดขีด
“อาเล้ง มึงทำอะไรน่ะ”
“ไป ไอ้ลูกชั่ว....กลับบ้าน”


ความลับระหว่างเราถูกเปิดเผยเสียแล้ว !!!

หลังจากคืนนั้น ผม กับเล้งไม่ได้เจอกันอีกเลย ผมมาทราบข่าวทีหลังว่าเล้งถูกส่งตัวไปเรียนต่อที่เมืองจีน ส่วนผมยังคงร้องเพลงแลกเงิน รอเวลาเรียนจบเป็นนักกฎหมายอย่างใจหวัง

ผมเปลี่ยนที่ร้องเพลงไปเรื่อยๆ ทว่าไม่เคยไม่คิดถึง “เธอ” คนนั้น เธอที่หวังดีกับผมเสมอ เธอที่ผมรักและได้จากไปแสนไกล

เส้นทางอาชีพวณิพกพเนจรของผมยังคงดำเนินไปอย่างเนิบๆ ผมเปลี่ยนที่ร้องเพลงไปเรื่อยๆแต่ไม่เคยย้อนกลับมาย่านศิริราชอีกเลย ทุกอย่างในชีวิตผมดูเหมือนจะคงเดิมทั้งหมด ต่างจากเล้ง ที่ต้องจากไปไกล ทะเลาะกับพ่อ ผมรู้ว่าเล้งจะปวดร้าวแค่ไหน เพราะเราสองคนมีหัวใจดวงเดียวกัน ผมรักเล้งและยังคงรักเสมอ ผมหวังว่า สักวัน เราจะกลับมารักกัน ความรักระหว่างเราจะต้องถูกเปิดเผยและไม่เป็นความลับอีกต่อไป

อย่างที่ผมเคยยึดถือเสมอ การรอคอยคือศาสตร์ชั้นสูงของการมีชีวิต ณ เวลานี้ ผมคงต้องรอคอย อย่างใจเย็น เล้งก็เช่นกัน เราทั้งสองต้องจากกันในวันนี้ แต่ผมเชื่อมั่นว่า ในไม่ช้าผมกับเล้งจะกลับมาพบกันอีกครั้ง วันหนึ่งที่เล้งกลับมา ดนตรีแห่งความรักจะเริ่มขึ้นอีกครั้ง.....และความรักของเราจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป


Credit picture : //www.google.com/imgres?um=1&hl=en&sa=X&biw=1024&bih=677&tbm=isch&tbnid=cCy9gmaj_1RVWM:&imgrefurl=//www.123rf.com/photo_5281236_an-black-and-white-picture-of-an-acoustic-guitar-being-played.html&docid=rebRwJ1b32E_HM&imgurl=//us.123rf.com/400wm/400/400/psnoonan/psnoonan0908/psnoonan090800012/5281236-an-black-and-white-picture-of-an-acoustic-guitar-being-played.jpg&w=400&h=267&ei=iWDlTo-_L4HbmAW5hKjwBA&zoom=1&iact=hc&vpx=84&vpy=278&dur=740&hovh=183&hovw=275&tx=182&ty=87&sig=103787097474516040760&page=3&tbnh=133&tbnw=162&start=34&ndsp=18&ved=1t:429,r:0,s:34



Create Date : 12 ธันวาคม 2554
Last Update : 26 พฤศจิกายน 2558 10:58:50 น.
Counter : 361 Pageviews.

0 comments
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

natstered
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]