อินทผลัมอัจวะฮฺ อินทผลัมสด สมุนไพรจากอัล-กุรอาน และซุนนะฮฺของท่านร่อซูล

อินทผลัมอัจวะฮฺ อินทผลัมสด สมุนไพรจาก อัล-กุรอาน และซุนนะฮฺของท่านร่อซูล




ขอความสันติจงมีแด่ท่าน

อินทผลัมนั้น
เราเห็นกันในรูปแบบของ ผลไม้แห้ง หรือผลไม้สด ใช้ในการละศีลอด
หรือทานตามสุนนะฮฺของท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม


อินทผลัม (อ่านว่า
อินทะผะลำ) เป็นชื่อปาล์มชนิด Phoenix dactylifera Linn ในวงศ์ Plamae
ผลกินได้ ภาษาปากมักเรียกว่า อินทผาลัม ในภาษาอาหรับ เรียกว่า อันนัคลุ้ (اَلنَّخْلُ ) หรือ อันนะคีลฺ
(اَلنَّخِيْلُ ) เป็นไม้ยืนต้นชอบขึ้นในเขตร้อน มีลำต้นตั้งตรงและยาว
มีผลออกเป็นทะลาย ผลของมันมีรสชาติอร่อย ใช้ทำแยมและบางชนิดใช้หมัก
เรียกว่า นะบีซฺ อัลบะละฮฺ (نَبِيْذُاَلْبَلَحِ ) นักภาษาศาสตร์บอกว่า เหตุที่เรียกอินทผลัมว่า อันนะคีล เพราะมันมีรากศัพท์มาจากคำว่า นัคลฺ (نَخْلٌ ) ซึ่งหมายถึง คัดเลือก กลั่นกรอง เพราะอินทผลัมจัดเป็นพืชยืนต้นที่มีเกียรติที่สุดในประดาพืชยืนต้นด้วยกัน
ในคัมภีร์อัลกุรอาน ได้กล่าวถึงเรื่องของอินทผลัมเอาไว้หลายแห่งและหลายรูปคำ กล่าวคือ ใช้คำว่า “อันนัคลุ้” (اَلنَّخْلُ ) 10 แห่ง และใช้คำว่า “นัคลัน” (نَخْلاً ) 1 แห่งในบทอะบะสะ อายะฮฺที่ 29, และใช้คำว่า “อันนัคละฮฺ” (اَلنَّخْلَةُ ) 2 แห่งคือในบทมัรยัม อายะฮฺที่ 23 และ 25, และใช้คำว่า “นะคีล” (نَخِيْل ) 7 แห่งด้วยกัน รวม 20 แห่ง

อินทผลัมมีหลายสายพันธุ์และผลอินทผลัมก็มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น อัลบะละฮฺ (اَلْبَلَحُ ) ซึ่งเป็นผลอินทผลัมช่วงก่อนสุก เมื่อเริ่มเข้าสีเรียกว่า อัลบุสรุ้ (اَلْبُسْرُ ) พอเริ่มสุกเรียกว่า อัรรุฏ่อบุ้ (الرُّطَبُ ) ส่วนอินทผลัมแห้งอย่างที่วางขายทั่วไปนั้นเรียกว่า ตัมรฺ (تَمْرٌ ) ส่วนหนึ่งจากสายพันธุ์ของอินทผลัม คือ ซุกกะรีย์ (سُكَّرِي ) และอัจญ์วะฮฺ (عَجْوَة ) เป็นต้น (1)







อัจวะฮฺ
(عَجْوَةٌ ) หมายถึง อินทผลัมชนิดหนึ่ง ที่ดีที่สุดของเมืองมะดีนะฮฺ
มีรสชาติอร่อย ไม่หวานมาก มีประโยชน์ต่อร่างกายและเป็นยารักษาโรคได้

รายงานจากท่านซะอฺด บินอะบีวักกอส รอฎอยัลลอฮุอันฮุ ว่าแท้จริง ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ผู้ใดรับประทานอินทผลัมอัจวะฮฺ 7 เม็ดในยามเช้า พิษต่างๆและไสยศาสตร์ไม่สามารถทำอันตรายแก่เขาได้ในวันนั้น”
บันทึกโดยบุคอรี 10/203 บทว่าด้วยการแพทย์
มุสลิม 2047 บทว่าด้วยความประเสริฐของอินทผลัมมะดีนะฮฺ


รายงานจากท่าน อบีสะอีด ว่า ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“อินทผลัมอัจวะฮฺ นั้นมาจากสวนสวรรค์ และมันเป็นยาบำบัดพิษต่างๆ”
บันทึกโดย อันนะซาอี และอิบนุมาญะฮฺ


อัจวะฮฺนั้น สามารถรักษาโรคได้ดังนี้
1. ทำให้ร่างกายแข็งแรง พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ถ้ารับประทานประจำ
2. ป้องกันไสยศาสตร์ โดยรับประทานวันละ 7 เม็ด
3. รักษาพิษต่างๆ โดยรับประทานวันละ 7 เม็ด


คุณค่าที่ได้รับจากอัจวะฮฺ
ท่านนบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม รับประทานอัจวะฮฺทุกวัน วันละ 7 เม็ด
และท่านยืนยันว่า มันป้องกันไสยศาสตร์และพิษต่างๆได้
ดวยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ที่มีต่อประชาชาติของท่าน นบีมุฮัมมัด
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม










อินทผลัมสด
คือ อินทผลัมทุกชนิด ผลของมันครึ่งดิบครึ่งสุก รสชาติของมัน หวานปนฝาด
แต่อร่อยมาก ปัจจุบัน มันถูกนำมาแช่ตู้เย็นไว้ เพื่อจะได้มีทานทั้งปี
ถึงแม้จะไม่ใช่ฤดูกาลของมันก็ตาม

อัลลอฮฺทรงตัสกับมัรยัมว่า
“และเธอ(มัรฺยัม)จงเขย่าต้นอินทผลัม ให้มันเอนมาทางตัวเธอ มันจะหล่นลงมาที่ตัวเธอเป็นอินทผลัมที่สดและสุกน่ากิน”
(อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ มัรยัม อายะฮฺที่ 25)

อนัสกล่าวว่า
“ท่านร่อซูล
ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เคยละศีลอดด้วยอินทผลัมสด 2-3 เม็ด
ก่อนที่ท่านจะทำการละหมาด ดังนั้นถ้าไม่มีอินทผลัมสด
ท่านก็รับประทานอินทผลัมแห้ง 2-3 ผล ถ้าไม่มีอินทผลัมแห้งท่านจะดื่มน้ำ
2-3 อึกแทน ”


อินทผลัมสด มีประโยชน์(สรรพคุณ)ดังนี้
1. ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
2. ทำให้ร่างกายสมบูรณ์
3. เพิ่มสมรรภาพทางเพศ
4. ทำให้เลือดลมดี
5. ทำให้ฟันแข็งแรง


คุณค่าที่ได้รับจากอินทผลัมสด
ท่านร่อซูลจะละศีลอดด้วยกับอินทผลัมสด
โดยท่านให้เหตุผลว่า
การถือศีลอดนั้นทำให้กระเพาะอาหารปราศจากอาหารเมื่อเรากินทผลัมสดเข้าไป
จะทำให้ความหวานของมันไปหล่อเลี้ยงตับ
และอวัยวะต่างๆของร่างกายให้กลับมาชุ่มชื่นขึ้น และตามด้วยอาหารต่างๆ
ที่ร่างกายต้องการ นับเป็นความเมตตาของอัลลอฮฺ และวงการแพทย์วินัจฉัยว่า
อินทผลัมทุกชนิดมีโปตัสเซียมสูงมาก และมีประโยชน์ต่อร่างกาย (2)


อ้างอิง
- (1) พันธุ์ไม้และสมุนไพรในอัลกุรอาน : อินทผาลัม (اَلنَّخْلُ ) , (اَلنَّخِيْلُ )โดย...อาลี เสือสมิง
- (2) จากหนังสือ “ความมหัสจรรย์ของสมุนไพรตามแนวทางการแพทย์ของท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ” โดยอาจารย์มุสตอฟา มานะ
หน้า 54-58





ข้อมูลเกี่ยวข้องกับอินทผลัม

- อินทผลัมรักษาโรคหัวใจจริงหรือ
- สาระน่ารู้........โรคกระเพาะอาหารกับอินทผาลัม





Ref: อันนิสาอฺ (สุขภาพ)





Free TextEditor





Create Date : 23 มิถุนายน 2552
Last Update : 23 มิถุนายน 2552 1:02:35 น.
Counter : 3129 Pageviews.

6 comment
ทับทิม สมุนไพรจากอัล-กุรอาน
ทับทิม
Punica granatum Linn. Punicaceae
ชื่อสามัญ POMEGRANATE





ส่วนที่ใช้เป็นยา
เปลือกของผลที่โตเต็มที่ มีรสฝาด
ขนาดและวิธีใช้ ใช้เปลือกผลแห้ง 1 ส่วน 5 หรือ 1 ส่วน
4 ของผล ฝนกับน้ำปูนใสให้ข้นๆ รับประทาน
ครั้งละ 10-20 มิลลิลิตร วันละ 1-2 ครั้ง
หรือใช้เปลือกผลต้มกับน้ำปูนใส ดื่มแต่น้ำ
การรับประทานเช่นเดียวกับที่ใช้ฝนกับน้ำปูนใส

สรรพคุณ
ใช้สำหรับบรรเทาอาการท้องเสีย การที่เปลือกผลของทับทิมช่วยบรรเทาอาการท้องเสียได้
เพราะว่ามีสารแทนนิน ซึ่งเป็นสารฝาดสมาน

ลักษณะ
เป็นไม้พุ่ม แตกกิ่งก้าน โคนต้นมีกิ่งที่เปลี่ยนไปเป็นหนามยาว แข็ง
ใบ เดี่ยว แผ่นใบแคบ ขอบใบเป็นรูปขอบขนาน ยอดอ่อนเป็นสีแดง ใบออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน หรือใบออกสลับกัน หรือ ออกเป็นกระจุก 2-3 ใบ
ดอก เดี่ยว กลีบเลี้ยงหนาสีแดง จะคงทนอยู่จนเป็นผล กลีบดอกสีแดง หรือสีเหลืองอ่อน ถ้ากลีบดอกสีแดง ผลเมื่อแก่จัดจะมีเปลือกแดงปนชมพู ปนน้ำตาลเหลือง ถ้ากลีบดอกสีเหลืองอ่อน ผลแก่จัดสีเหลืองปนน้ำตาล
ผล กลมโต แล้วแต่พันธุ์ เปลือกนอกของผลหนาค่อนข้างเหนียว เปลือกด้านในสีเหลือง ภายในมีเมล็ดเป็นจำนวนมาก อัดกันแน่นเต็มเปลือก แต่ละเมล็ดมีเนื้อสีชมพู หรือสีแดงลักษณะใส มีรสหวาน หวานอมเปรี้ยว ผลทับทิมเป็นผลชนิด"Balausta"

ส่วนที่ใช้ เปลือกผลแก่
สารที่สำคัญ เปลือกผลมีสารแทนนิน
ใช้บำบัดอาการ ท้องเสีย

ขนาดและวิธีการใช้
ใช้เปลือกผลประมาณ 1/4 - 1/3 ผล(กว้างประมาณ 1" ยาว 3 -4" ) ฝนกับน้ำปูนใสดื่ม หรือใช้ต้มกับน้ำปูนใสดื่มแต่น้ำวันละ 2 ครั้ง

• ใช้แก้บิด มีรายงานทางคลินิกจากจีนว่า เปลือกผลทับทิมใช้รักษาบิดชนิดมีตัว และไม่มีตัวได้ผลดี
• ใช้รักษาน้ำกัดเท้า ใช้เปลือกผลฝนกับน้ำสะอาดข้น ๆ ใช้ทาบริเวณที่น้ำกัดเท้า ทาวันละ 4-5 ครั้งจนกว่าจะหาย




น้ำทับทิม

เมล็ดทับทิม 1 ถ้วย

น้ำเชื่อม ¼ ถ้วย

น้ำต้มสุก 1 ถ้วย

เกลือป่น เล็กน้อย


วิธีทำ : เอาเมล็ดทับทิมขยำกับน้ำต้ม ให้เนื้อ หลุดจากเมล็ดมากที่สุด กรองด้วยผ้าขาวบาง ใส่ลงหม้อ
ตั้งไฟ 5 นาที ยกลง ใส่น้ำเชื่อม เกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน และเกลือละลาย ชิมารให้ออกเปรี้ยว หวาน
และเค็มเล็กน้อย เทใส่ขวดที่ลวกน้ำร้อนแล้ว ปิดฝา น้ำไปแช่ตู้เย็นไว้ จะได้เครื่องดื่มสีชมพู ใสดื่มเย็น ๆ


ที่มาของการทำน้ำทับทิม
//www.thaimisc.com/freewebboard/php/vreply.php?user=sutthi&topic=73



Create Date : 03 เมษายน 2550
Last Update : 3 เมษายน 2550 15:24:07 น.
Counter : 21792 Pageviews.

2 comment
ความมหัศจรรย์ของสมุนไพร จาก"เห็ด"
คุณค่าที่ได้รับจากเห็ด


มีรายงานจากท่านซะอีด บุตรของเซดดฺ ว่า ท่านร่อซูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า :

اَلْكَمْأَةُمِنَ الْمَنِّ وَمَاؤُهَـا شِـفَاءٌ لِلْعَيْنِ




เห็ดนั้นมีสรรพคุณดังอัลมันนฺ ( คือของหวานชนิดหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่บนีอิสรออีล ) และน้ำของมันนั้นสามารถเป็นยาบำบัดโรคเกี่ยวกับสายตาได้

บันทึกโดย อัลบุคอรี 10/137
บทว่าด้วยการแพทย์ และมุสลิม (2049)
บทว่าด้วยเรื่องความประเสริฐของเห็ด






เห็ดสามารถรักษาโรคต่างๆได้ดังนี้
1. โรคอัมพาต
2. โรคเส้นเลือดในสมองแตก
3. โรคกระเพาะอาหาร
4. ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
5. โรคต่อมลูกหมากโต ทำให้ปัสสาวะคล่อง
6. โรคเกี่ยวกับสายตา เช่นตาแดง, ตาฟาง, ต้อกระจก
7. ทำให้กระเพาะอาหารแข็งแรง
8. เห็ดหอมนั้นมีสรรพคุณลดไขมันในเส้นเลือด

วิธีทำ
1. นำเห็ดมาต้มกับน้ำ ใส่เกลือเล็กน้อย และนำมาดื่มทุกวัน
2. ถ้าหากนำมาประกอบอาหารให้ผสมกับน้ำมันพืช เครื่องเทศต่างๆ ทำให้อาหารนั้นมีคุณค่าสูงต่อร่างกาย
3. นำน้ำของเห็ดผสมกับยาหยอดตา มาหยอดตาสามารถรักษาโรคตาแดงได้







.................................


ขอยกรายละเอียดเรื่องเห็ด







เห็ดเป็นอาหารมหัศจรรย์


จากฤดูการเกิดก็ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ใช้เวลาเพาะเพียงสั้นๆ แต่ได้จำนวนมากมายดาษดื่น ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับตั้งนาฬิกาปลุกธรรมชาติ พอใกล้เวลาก็มุดหายลงดิน เก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอแหล่งกำเนิด เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงาม อาจกลายเป็นเห็ดมีพิษ ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่



ปัจจุบันเห็ดที่เรานิยมรับประทานกันมีอยู่มากมายหลายชนิด มีทั้งแบบสด บรรจุกระป๋อง หรือแม้แต่เห็ดตากแห้ง ความนิยมในการรับประทานมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบ และรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักด้วยกัน รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานอาหารแบบมังสวิรัติกันมากขึ้น ก็ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้

ในประเทศจีน และญี่ปุ่น นิยมนำเห็ดมาปรุงเป็นน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย และยารักษาโรคต่างๆ มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมากว่า 30 ปี ยืนยันว่าในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิดด้วย

ในสหรัฐอเมริกาก็มีการทำวิจัยเกี่ยวกับเห็ดเช่นกันได้ผลออกมายืนยันการค้นพบแบบเดียวกับชาวเอเชีย แต่สำหรับการวิจัยถึงผลการใช้เห็ดเป็นยารักษาโรคนั้นยังคงอยู่ในขั้นแรกๆ เท่านั้น

เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมเอามาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยนั้นส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนมักนำมาปรุงอาหาร และหาได้ง่าย เช่น เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า เห็ดฟาง เห็ดโคน เห็ดหูหนู หรือ เห็ดหลินจือ อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าเห็ดแชมปิญอง (White mushroom) มีบทบาทช่วยในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด เมื่อเทียบกับเห็ดรับประทานได้ชนิดอื่นๆ โดยสารบางอย่างในเห็ดชนิดนี้ไปช่วยยับยั้งเอ็นไซม์ aromatase ทำให้เกิดการยับยั้งการแปรฮอร์โมนแอนโดรเจนให้กลายเป็นเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการทดลองนำเห็ดหอมมาสกัด พบว่าในเห็ดหอม ให้น้ำตาลโมเลกุลขนาดใหญ่ (mega-sugar) ที่เรียกว่า เบต้ากลูแคนส์ (beta-glucans) ถึง 2 ชนิด ได้แก่ lentinan และ LEM (Lentinula edodes mycelium) ซึ่งช่วยทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อ และชะลอการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ซึ่งในการทดลองให้สาร lentinan กับผู้ป่วยมะเร็งร่วมกับการทำเคมีบำบัดก็พบว่าก้อนมะเร็งมีขนาดลดลง และอาการข้างเคียงจากการทำเคมีบำบัดก็เกิดขึ้นน้อยลงด้วย

ขณะนี้ทีมวิจัยในญี่ปุ่นกำลังมองหาความเป็นไปได้ในการใช้ LEM ที่ได้จากเห็ดหอมมาบำบัดผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV และยังพบอีกว่า สารสกัดจากเห็ดหอมอีกตัวหนึ่ง ชื่อ eritadenine เป็นตัวช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับโคเลสเตอรอลให้กับร่างกายได้อีกด้วย






หลากหลายพันธุ์เห็ดรสอร่อย

เห็ดนำมาปรุงอาหารให้อร่อยได้หลากหลายวิธี ทั้งต้มน้ำแกง ผัด ยำ ย่าง หรือทอด ที่เห็นมากในบ้านเรา ได้แก่

• เห็ดหอม มีทั้งแบบเนื้อบางและหนา คนนิยมนำเห็ดหอมตากแห้งมาปรุงอาหาร เพราะให้กลิ่นหอมมากกว่าแบบสด ซึ่งก่อนปรุงต้องลวกในน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง หรือแช่น้ำอุ่นประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือข้ามคืน ช่วยให้เนื้อเห็ดนุ่มขึ้น น้ำแช่เห็ดหอมนี้เก็บเอาไปทำเป็นน้ำสต๊อกปรุงรสอาหารได้ด้วย คนนิยมนำมาปรุงอาหารเจ เพราะเนื้อนุ่มเหนียวและกลิ่นหอมชวนกิน ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารตำรับ “อมตะ” เพราะคุณสมบัติความเป็นยาบำรุงกำลัง และบรรเทาอาการไข้หวัด การไหลเวียนเลือดไม่ดี ปวดกระเพาะอาหาร รวมทั้งอาการเหนื่อยอ่อนเพลีย ซึ่งเห็ดหอมนี้จะให้โปรตีนได้มากกว่าเห็ดแชมปิญองถึง 2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี ซีลีเนียม และธาตุอื่นๆ ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ช่วยบำรุงกระดูกแข็งแรง ลดไขมันในเลือด และต้านโคเลสเตอรอล

•เห็ดหูหนูดำ นอกจากเห็ดหูหนูดำแล้วยังมีเห็ดหูหนูขาว เนื้อกรุบกรอบคล้ายๆ กัน แถมยังมีสีขาวน่ารับประทานมากกว่า ตามร้านเย็นตาโฟนิยมนำมาใช้แทนแมงกะพรุน หรือต้มเป็นสุกี้หรือทำยำรวมมิตรก็อร่อยไม่น้อย

• เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดสามอย่างนี้อยู่ในตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา เห็ดนางฟ้าจะมีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อจะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนา และนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์มากกว่า จึงมักถูกจัดเป็นอาหารจานหรูเมนูจักรพรรดิ ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะอาหาร เห็ดนางฟ้าและเห็ดนางรมผิวเรียบนุ่ม รสชาติก็นุ่ม นำมาปรุงได้หลายแบบทั้งผัด ชุบแป้งทอด หรือแม้แต่ย่างก็ให้รสชาติดี แต่ไม่ควรใช้ไฟแรงเพราะจะทำให้เนื้อสัมผัสหมดไป

• เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาดตลอดทั้งปี ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด เชื่อว่าหากรับประทานประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อต่างๆ แต่ก็ไม่ควรรับประทานสด ๆ เพราะมีสารที่คอยยับยั้งการดูดซึมอาหาร ช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก และลดอาการผื่นคันต่าง ๆ

• เห็ดหลินจือ นอกจากใช้รับประทานแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย และกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส แถมยังมีฤทธิ์แก้อักเสบ ลดความดันเลือด แก้ปวดศีรษะ รวมทั้งลดไขมันในเส้นเลือดด้วย

• เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาวหัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้

• เห็ดกระดุม หรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน ผิวเนื้อนุ่มนวล มีให้เลือกทั้งแบบสด หรือบรรจุกระป๋อง




นานาสารอาหารจากเห็ด

เห็ดเป็นอาหารที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาล และเกลือต่ำมาก แถมยังเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงเมื่อเทียบกับโปรตีนที่ได้จากเนื้อสัตว์ มีธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี วิตามินบีรวม ซีลีเนียม โปแตสเซียม และทองแดง จึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าสูงที่ควรเลือกรับประทานเป็นประจำ


- ซีลีเนียม เป็นสารอาหารที่ช่วยต้านการเกิดอนุมูลอิสระใกล้เคียงกับวิตามินอี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งและโรคภัยต่างๆ ที่มากับวัยสูงอายุ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ การรับประทานเห็ดหอม (ชิ้นขนาดกลางๆ 5 ชิ้น) จะให้ซีลีเนียมประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน นอกจากในเห็ดแล้ว ยังมีอยู่ในธัญพืชและเนื้อสัตว์ด้วย

- โปแตสเซียม เป็นสารอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่งในการควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ ความสมดุลของน้ำในร่างกาย การทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาทต่างๆ ทาง FDA ของสหรัฐอเมริการะบุไว้ว่าการรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของโปแตสเซียมจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดความดันเลือดสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งในเห็ดนั้นมีโปแตสเซียมสูง และโซเดียมต่ำ การรับประทานอาหารที่ปรุงจากเห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง 1 จานจะให้โปแตสเซียมได้พอๆ กันกับส้มหรือมะเขือเทศลูกโตๆเลยทีเดียว

- วิตามินบีรวม ในเห็ดขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีรวม ไม่ว่าจะเป็น ไรโบ
ฟลาวิน (ที่นอกจากจะได้จากเห็ดแล้ว ยังมีมากในเครื่องในสัตว์ นม ไข่ และเต้าหู้) ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณและการมองเห็น ขณะที่ไนอาซิน (ยังพบมากในปลาทูน่า เนื้อแดง ถั่วลิสง และ
อะโวคาโด) จะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร และระบบประสาท สถาบันอาหารแห่งสหรัฐอเมริกาได้ประมาณไว้ว่า การรับประทานเห็ดแชมปิญองขนาดกลางๆ 5 ชิ้น จะได้ปริมาณไรโบฟลาวินมากพอๆ กับการดื่มนมสดถึง 8 ออนซ์

- ทองแดง เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการเช่นเดียวกัน เพื่อมาช่วยเสริมการทำงานของธาตุเหล็ก

- เห็ดโคลน เป็นเห็ดหายาก รสอร่อย ที่จะมีให้รับประทานเฉพาะในหน้าฝน บางคนจึงนิยมนำมาทำเป็นเห็ดดองเพื่อเก็บไว้รับ



เนื้อหาส่วนของเห็ดนี้มาจาก //women.sanook.com/health/foods/know_eat/knoweat_08092.php




Create Date : 09 มกราคม 2550
Last Update : 10 มกราคม 2550 8:51:22 น.
Counter : 444 Pageviews.

4 comment
กระเทียม สมุนไพรจาก อัล-กุรอาน
กระเทียมนั้นถูกนำมาประกอบอาหารหลายชนิดด้วยกัน รสชาติของมันเผ็ดร้อนและมีกลิ่นฉุน เป็นที่รู้จักกันมาถึง 4,500 ปีมาแล้ว

ท่านดาวูด อัลอันฏอกียฺ
กล่าวว่า: กระเทียมนั้นสามารถนำมารักษาโรคได้มากกว่าสี่สิบโรค และสามารถลดโคเลสเตอรอลนเส้นเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคเส้นเลือดตีบตัน และโรคหัวใจ

ท่านอิบนิ ซีนาอฺ กล่าวว่า: กระเทียมนั้นมีประโยชน์มากมาย สามารถรักษาโรคต่างๆได้ เช่นผิวหนัง ขี้เรื้อน ตาแดง โรมาติซัม เก๋าต์ อาการไอกรน และขับเสมหะ กระเทียมนั้นมีคุณค่าทางโภชนาการโดยมีโปรตีน 49 % น้ำมัน 25 %

ปัจจุบันนี้ กระเทียมถูกนำมาสกัดเป็นแคปซูลหรืออัดเม็ด โดยมีราคาแพงมาก ถ้าหากเรานำมารับประทานสดๆ มันจะได้ผลมากกว่า อินชาอัลลอฮฺ..



อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ 61 ว่า
" ดังนั้นพวกเราให้ท่านได้โปรดวิงวอนขอต่อพระผู้อภิบาลของท่านให้พระองค์ ทรงผลิผลแก่พวกเราจากแผ่นดิน ผัก แตงกวา กระเทียม ถั่ว และหัวหอม "






กระเทียมสามารถรักษาโรคต่างๆดังนี้

1. แก้พิษต่างๆ ส่วนผสม: กระเทียม 5 กลีบ น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก ฮับบะตุสเซาดาอฺ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาบดรวมกัน รับประทานเช้าและเย็น

2. โรมาติซัม ส่วนผสม: กระเทียม 5 กลีบ น้ำผึ้ง 1 แก้วเล็ก น้ำมันฮับบะตุสเซาดาอฺ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาบดรวมกัน แล้วทาบริเวณที่เจ็บปวด วันละหนึ่งถึงสองครั้ง เช้าและเย็น

3. สลายนิ่ว ส่วนผสม: น้ำมะนาว 1 แก้วเล็ก น้ำมันมะกอก 1แก้วเล็ก กระเทียมบดครึ่งแก้วเล็ก ผักชีฝรั่ง 1 กำมือ นำส่วนผสมทั้งหมดมาบดรวมกัน รับประทาน 1 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอนทุกวัน



Create Date : 05 มกราคม 2550
Last Update : 5 มกราคม 2550 0:15:18 น.
Counter : 407 Pageviews.

3 comment
ขิง สมุนไพรใน อัล-กรุอาน
زَنْجَبِيْلٌ





ขิง
Zingiber officinale Rosc. Zingiberaceae
ชื่อสามัญ GINGER

ส่วนที่ใช้เป็นยา

เหง้าแก่สด มีรสเผ็ดร้อน มีกลิ่นหอม
ขนาดและวิธีใช้ ใช้ขิงแก่สดขนาด 2 หัวแม่มือ
หรือน้ำหนัก 5 กรัม ล้างให้สะอาด ทุบให้แตก
ต้มเอาน้ำดื่มครั้งละ 1/3 ถ้วยแก้ว
วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร


ขนาดและวิธีใช้สำหรับอาการ

ไอระคายคอจากเสมหะ
วิธีที่ 1. เหง้าขิงแก่ 2 หัวแม่มือ หรือ 5 กรัม
ฝนกับน้ำมะนาว
กวาดคอ ถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ให้เติมน้ำพอควร


วิธีที่ 2. เหง้าขิงแก่ 2 หัวแม่มือ หรือ 5 กรัม ตำ
เติมน้ำ คั้นเอาแต่น้ำแทรกเกลือ ใช้กวาดคอ
ถ้าจะใช้จิบบ่อย ๆ ให้เติมน้ำพอควร


สรรพคุณ

ใช้ลดอาการคลื่นไส้อาเจียน การที่เหง้าขิงแก่สามารถลดอาการคลื่นไส้อาเจียนได้
เพราะในเหง้าขิงแก่มีน้ำมันหอมระเหย
ซึ่งประกอบด้วย GINGEROL และ SHOGAOL
เป็นสารช่วยป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน
แก้อาการท้องอืดเฟ้อ จุกเสียด ขับลม
การที่เหง้าขิงแก่ ลดอาการท้องอืดเฟ้อและช่วยขับลมได้

เพราะในเหง้าขิงแก่มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยลดอาการไอ และระคายคอ จากการมีเสมหะ การที่เหง้าขิงแก่

สามารถลดอาการไอ และระคายคอจากการมีเสมหะ
เพราะมีสารออกฤทธิ์เป็นสารชนิดเดียวกันกับที่ป้องกันอาการคลื่นไส้อาเจียน คือ GINGEROL และ SHOGAOL สามารถรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ
โรคตับอักเสบ เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ เพิ่มอสุจิ
และเพิ่มความจำ


อัลลอฮฺทรงตรัสถึงขิงไว้ในซูเราะฮฺอัลอินซาน
อายะฮฺที่ 17 เพื่อเป็นการตอบแทนแก่ผู้ยำเกรงพระองค์ ในสวนสวรรค์

(وَيُسْقَوْنَ فِيهَا كَأْسًا كَانَ مِزَاجُهَا زَنْجَبِيْلاً ﴿17

" และในสวนสวรรค์นั้นพวกจะได้รับเครื่องดื่มจากแก้วซึ่งผสมด้วยขิง "







Create Date : 30 กันยายน 2549
Last Update : 4 มกราคม 2550 23:59:55 น.
Counter : 854 Pageviews.

6 comment

นะ(รก)
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



เพราะเราไม่รู้ว่า ลมหายใจจะหมดลงเมื่อใด
The Doomsday Book
Date Conversion
Gregorian to Hijri Hijri to Gregorian
Day: Month: Year
Website Counter
New Comments