All Blog
จะแต่งงานกับอิสลาม ทำไมต้องเปลี่ยนศาสนา
ขอความสันติจงมีแด่ท่านค่ะ

หลายคนสอบถามเรื่อง เกี่ยวกับว่าทำไมจะต้องเปลี่ยนศาสนาล่ะถ้าจะแต่งงานกับมุสลิม(ใช้เรียกผู้ที่นับถืออิสลาม)


อิสลามนั้นมีทั้งหลักศรัทธา และหลักปฏิบัติค่ะ
ถ้าอยู่ด้วยกันแล้วความเชื่อไม่เหมือนกัน ทุกอย่างย่อมจะมีปัญหาตามมา
การแต่งงานไม่ใช่เรื่องของคน 2 คนค่ะ แต่มันคือการรวมญาติทุกฝ่ายเข้ามา แนวทางคนละอย่าง......

แรกๆอาจจะบอกว่า เรารักกัน เขานิสัยดี เธอนิสัยดี เราเข้ากันได้เป็นอย่างดี
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต่างคนต่างมีวิถีปฏิบัติที่แตกต่างกันไป
ปกติศาสนาเดียวกัน แต่งงานกันเองยังมีความแตกต่าง ยังมีปัญหาสารพัด จนอยู่กันไม่ยืด

จะเห็นว่า อิสลาม เป็นศาสนาที่ใส่ใจกับทุกรายละเอียดของชีวิต
เราจึงต้องให้ความสำคัญกับเรื่องศาสนา ... เพื่อไม่ต้องมาเจอปัญหาแบบนี้ในภายหลัง

ขนาดคนศาสนาเดียวกัน ยังมีปัญหาสารพัด จนอยู่กันไม่ยืด
นี่คนละศาสนา Life Style คนละแบบ รูปแบบการใช้ชีวิตต่างกัน...



คนละศาสนา แน่นอนความเชื่อ และความศรัทธาที่แตกต่างกันย่อมมีผลต่อการดำรงชีวิตคู่
หากต่างคนต่างความเชื่อแล้วอยู่กันยังได้ ตรงนี้ถ้าในทัศนะอิสลามแล้ว แสดงว่าหย่อนยานทางศาสนา
สุดท้ายหมดรักกันแล้ว มักจะแยกย้ายกันไป มีลูกก็จะเป็นปัญหาจะไปทางใด
ต่างยื้อยุดฉุดไปในทิศทางการเลี้ยงดูตามความเชื่อของฝ่ายตน


หากจะกล่าวว่า ก็ต่างคนต่างอยู่ในความเชื่อของตนไปสิ ลองมาดูรายละเอียดกัน

- คนหนึ่งไม่ทานหมู ไม่ทานเหล้า อีกคนทานทุกอย่าง อีกฝ่ายจะกล้าทำความสะอาดไหม
- คนหนึ่งทานเนื้อ อีกคนไม่ทานเนื้อ
- คนหนึ่งไปเชงเม้งกลางแดดที่ต่างจังหวัด อีกคนไม่ไปแดดร้อนจัด
- คนหนึ่งไหว้เจ้า อีกคนประกอบพิธีทางศาสนาบ่อยๆ
- คนหนึ่งเคร่งครัดในพิธีการ ละหมาด 5 เวลาอีกคนจะรำคาญไหม
- ครอบครัวต่างความเชื่อ.... ตรงนี้เห็นชัดเจน ทั้งพิธีการ ความศรัทธาและหลักปฏิบัติ อยู่ไปเรื่อยๆ ก็จะเผยกันมาเอง ทำไม แฟนลูกไม่มา ทำไม หลานเขย หลานสะใภ้ไม่มา... ทั้งที่อิสลาส่งเสริมเรื่องไปมาหาสู่ระหว่างญาติพี่น้อง มิให้ทอดทิ้งกัน
- ถ้าอีกฝ่ายอยากจะเลี้ยงสุนัข อีกฝ่ายจะอยู่อย่างไร เพราะมีข้อปฏิบัติเรื่องน้ำลายสุนัข
- ถ้ามาอยู่กันเอง ผู้ที่นับถืออิสลามก็มีความผิดทางศาสนา ในเรื่องของซินา(มีความสัมพันธ์โดยที่มิได้แต่งงานกันตามหลักศาสนา ) ซึ่งบุตรที่เกิดมาจากการซินาจะมีผลในการปฏิบัติตามหลักศาสนา เช่น สิทธิรับมรดกของพ่อ

เมื่อมาใช้ชีวิตด้วยกันก็อยากที่จะให้อีกฝ่ายทำในสิ่งที่ดีตามไปด้วย

แรกๆอาจจะเพราะรักจึงยอมทุกอย่าง
แต่พอหมดรัก สิ่งที่เคยมองข้ามเพราะอารมณ์รักก็จะผุดงอกเงยขึ้นมาทันตา

สุดท้าย ความรักจืดจาง ปัญหาก็จะเริ่มสะสม จากที่ละน้อยที่เคยมองข้ามกันไป
ปัญหาครอบครัวส่วนมากมาจาก ปัญหาเล็กๆน้อยๆที่มองข้ามกันแต่เริ่มแรก

รักอย่างเดียวไม่รอดหรอกค่ะ ต้องใจ..(นักเลง) และเข้าใจถึงวิถีปฏิบัติของกันและกันด้วย

ปัญหามีมาหลายๆอย่าง แต่ถ้าเปลี่ยนความเชื่อมาศรัทธาเหมือนๆกันเห็นหลายๆคนยังเลิกรา ตรงนี้ต้องไปมองดูรายละเอียดส่วนบุคคลแล้วว่า ปฏิบัติตามหลักศาสนาจริงๆรึเปล่า ไม่ใช่พอแฟนออกจากบ้าน ก็ทำเช่นเดิมทันที คุณแฟนมาก็ซ่อนแอบไว้.... สุดท้ายจับได้ ก็ทะเลาะกันไปหาว่าไม่เชื่อใจกัน

นี่แค่ ยกตัวอย่าง....

บางคนบอกแฟนเป็นคนเคร่งศาสนา ไม่เห็นทานหมู บอกว่าต่างคนต่างอยู่ก็ได้ เอ... ถ้าเคร่งครัดจริง นอกจากไม่ทานหมู ก็ต้องไม่ทานเหล้าและละหมาด 5 เวลากิริยาวาจาเรียบร้อย ไม่ล่วงละเมิดจับมือสาว หรือขั้นมีความสัมพันธ์ด้านอื่นๆที่เกินเลย ทั้งที่ยังไม่แต่งงานกัน ไม่เที่ยวตามสถานอโคจรและเป็นบุตรที่ดีของพ่อแม่ นี่แหละค่ะ คนที่เป็นมุสลิมที่ดี และปฏิบัติจริง

ถ้านอกจากนี้ ไม่ทานหมูแต่ทานเหล้า ไม่เคยละหมาด พูดจาก็หยาบคายเที่ยวผู้หญิงละทิ้งพ่อแม่ ก็เป็นได้แค่ศาสนาที่ระบุตามกล่าวอ้างกับทางราชการไว้เท่านั่นแหละค่ะ ^^"


เพราะว่าเราเข้ากันได้ (คำตอบที่ได้ยินกันทั่วไป) แสดงว่าต้องมีอะไรที่เหมือนกันคล้ายๆกันจึงเข้ากันได้ นี่แหละค่ะ การเปลี่ยนมานับถือ ศรัทธาเหมือนๆกัน ก็ย่อมที่จะเข้ากันและไปได้ดีกว่า



บางคนอาจจะสงสัยว่า แล้วเปลี่ยนมานับถือแล้วต้องมีปัญหากับที่บ้านแน่ๆ ตรงนี้ ผู้ที่จะเข้ารับก็ต้องคุยกับทางบ้านเสียก่อน อย่าลืมว่า อิสลามไม่ได้บังคับขู่เข็นให้มารับนอกจากจะศรัทธา

หากไม่ศรัทธาจริงๆ ไม่สามารถปฏิบัติได้แนะนำว่าหาคนที่มีความเหมือนกันดีกว่าค่ะ ไม่ได้กวนนะคะ ^^

เรื่องนี้มีบ่อยที่ห้องศาสนา.....
พุทธบ้าง คริสต์บ้าง อิสลามบ้าง เวียนวนมาถามกันตลอด
เพราะ ความเชื่อต่างกัน หลักปฏิบัติต่างกัน.......

ในความเป็นจริง ถ้าไม่เหมือนกันก็อยู่กันยากค่ะ
ชีวิตคู่นะคะไม่ได้มาค้างเพียง 1 คืนแล้วจากลาไป...... ^^


นอกจากต่างคนต่างไม่มีศาสนาก็จะอยู่กันได้ค่ะ ^^"




ถ้ามาเพราะความรัก แนะนำให้ศึกษาวิถีปฏิบัติของอิสลามเสียก่อนค่ะ เพราะอย่างน้อยถ้าเราหันมานับถือเราก็ต้องปฏิบัติในสิ่งเหล่านี้ แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ให้คุยกับคนของคุณ ว่ามีปัญหานะไม่เข้าใจ เพราะอิสลามความศรัทธาและการปฏิบัติสำคัญมาก ตรงนี้ถ้าสนใจ มีปัญหาในสิ่งที่สงสัยข้าพเจ้ายินดีให้คำปรึกษาค่ะ สามารถเมล์มาสอบถามได้ค่ะ



ดังนั้นแนะนำให้ศึกษาศาสนาเสียก่อนค่ะ ศึกษาจากผู้รู้และปฏิบัติจริงนะคะ มิใช่สอบถามจากผู้มีศาสนาแค่บัตรประชาชน หรือไม่มีศาสนาเลย เพราะคุณจะไม่ได้รับคำตอบที่ถูกต้องในเรื่องของศาสนานั่นเอง

แต่ถ้ามั่นใจไปกันได้ ถึงญาติจะแตกต่างซึ่งแนวทาง แต่ถ้ารู้หลักศาสนาแล้ว จะมีแนวทางที่ไปกันได้อย่างราบรื่นค่ะ เพราะอิสลามมีแนวทางในทุกเรื่องค่ะยิ่งเป็นชาวคัมภีร์( คริสต์ ยูดาย) แนวทางจะใกล้เคียงกันค่ะ

เรียนรู้เพื่อเข้าใจยอมรับ มิใช่ จำเป็นต้องยอมรับเพราะรักเขาอย่างเดียวจนอะไรก็ทำได้ ตรงนี้หมดรักแล้วมีปัญหาแน่ๆ
ลองศึกษาดูว่าทำไมเขาถึงไม่เปลี่ยนมาเป็นแบบคุณแสดงว่าในนั้นมันมีอะไร อะไรตรงไหนที่บอกว่า อิสลามกับคริสต์และยูดาย แต่งกันได้ทำไมเขาถึงมารักกับคุณ ทั้งที่คนละศาสนากัน

อิสลามให้ความสำคัญกับศาสนา
1.พระเจ้า และรอซูล(ศาสนทูตผู้เผยแพร่ศาสนา)
2.มารดา บิดา
3.สามี-ภรรยา
4.บุตร
5.มิตร บุคคลทั่วไป

ถ้าเปลี่ยนมาแล้ว กับพ่อแม่ที่ต่างศาสนา อิสลามก็ยังส่งเสริมให้ปฏิบัติดีทุกอย่างกับแม่ พ่อ เคารพเชื่อฟังท่าน ทำความดีกับท่าน อย่างเต็มความสามารถ(ที่ไม่ขัดกับลักการอิสลาม)โดยลำดับความสำคัญนั้นรองลงมาจาก พระเจ้าและรอซูล(ศาสนทูตผู้เผยแพร่ศาสนา) แม่มาก่อนพ่อเพราะแม่เป็นผู้ดูแลเลี้ยงดูบุตรทุกอย่าง และในเรื่องของครอบครัว ระหว่างสามีภรรยานั้น ภรรยาก็ต้องเคารพสามี แต่ถ้ามารดาสั่งอะไรที่เกินเลยศาสนา และละเมิดสิทธิระหว่างสามีภรรยาอันนี้ต้องมาพูดคุยกันแล้ว....


เพิ่มเติม ถ้าจะเข้ารับแล้วมีคนในที่นับถืออิสลาม(ไม่ใช่ผู้รู้ เพราะบางคนที่นับถือใช่ว่าจะรู้ทั้งหมด อาจปฏิบัติผิดพลาดกันได้ ) บอกว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แนะให้ศึกษาจากผู้รู้ดีกว่าค่ะ จะได้ไม่มีข้อผิดพลาดและเกิดความเข้าใจผิดเข้าใจคลาดเคลื่อนนั่นเอง



หรือเพราะต่างคนต่างรัก เลยลืมทุกอย่าง......
อิสลามไม่ใช่เพียงการนับถือแต่คือการปฏิบัติทุกอย่างในชีวิต
พินิจพิเคราะห์พิจารณาดีๆค่ะ เอาใจช่วยทุกท่านค่ะ


ได้พบเจอมุสลิมใหม่(มุอัลลัฟ)หลายๆคนที่มาเข้ารับอิสลาม ต่างปฏิบัติหน้าที่ในหลักศาสนาได้ยอดเยี่ยมกว่ามุสลิมเดิมๆ ขอคารวะเลยค่ะ ^^


ด้วยความเคารพค่ะ



Create Date : 04 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 27 มิถุนายน 2551 6:50:41 น.
Counter : 17610 Pageviews.

19 comment
หน้าที่ของสามี-ภรรยา และครอบครัวมุสลิมควรเป็นอย่างไร ?? ภาค1
ฤกษ์ มงคล ของการแต่งงาน ? หน้าที่ของภรรยา มุสลิม ควรเป็นอย่างไร ??

จากคุณ : kuddle





ฤกษ์สะดวก ทุกๆวันเป็นวันดี ไม่มีฤกษ์ มงคลใดๆค่ะ วันที่ประเสริฐที่สุดสำหรับอิสลามคือวันศุกร์

ดังนั้น เวลานัดงานแต่งงาน นัดวันที่วางพร้อมๆ กัน
หรืออาจจะแต่งโดยไม่มีเจ้าสาวก็ได้ เช่นติดภาระกิจสำคัญ ดูพิธีแต่งงานได้ที่นี่
(ว่าแต่แต่งงานทั้งทีส่วนมากก็จะต้องทำตัวว่างๆพร้อมกันอยู่แล้ว ^^)



สิทธิร่วมกันระหว่างสามีและภรรยา บางส่วนคือ

1.สามีภรรยาจะต้องส่งเสริมบรรยากาศแห่งความรักและมีความเมตตาต่อกัน กุรอาน (30:21)

2.วางใจและเข้าใจในคุณลักษณะนิสัยใจคอของกันและใจ กุรอาน (4:19, 49:10)

3.พยายามปรับปรุงความสัมพันธ์ให้สดชื่นเสมอ กุรอาน (4:19)

4. พยายามตักเตือนซึ่งกันและกันอยู่เสมอ





ส่วนหน้าที่ของภรรยามุสลิมนั้น

1.ภรรยาจะต้องตระหนักและยอมรับด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าผู้ชายเป็นผู้นำสำหรับหญิง (อันนิซา :34)
2.ภรรยาจะต้องรักษาเกียรติของสามีอยู่เสมอไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าหรือลับหลัง(อันนิซา :34)
3.ภรรยาต้องเชื่อฟัง(ตออัต)ต่อสามีตราบเท่าที่กรเชื่อฟังนั้นไม่เป็นมะซียัต(อบายมุข) (อันนิซา :39)
4.ภรรยาต้องสำนึกว่าฐานะหน้าที่ของสามีเหนือภรรยา (อัลบะกอเราะฮฺ :28 )

คือการดูแลครอบครัวค่ะ ตออัตเชื่อฟังสามี(ในกรณีที่ถูกต้อง) ตักเตือนชักชวนกันสู่หนทางที่ดีงาม มีจรรยามารยาทที่ดีงาม รักษาทรัพย์ของสามีอย่างดีที่สุด รักษาเกียรติของสามี เอาใจใส่ซึ่งกันและกัน เรื่องส่วนตัวที่เป็นความลับนั้นทั้งชายและหญิงไม่ควรเปิดเผยกับบุคคลอื่นค่ะ

ที่สำคัญ "ชาวนรกส่วนมากคือสตรี เพราะการนินทา สตรีที่แต่งงานแล้วมักจะนินทาสามี "
(อิสลามจงห้ามเรื่องการนินทา และเป็นบาปมากมาย ไม่ใช่วันๆพอเสร็จจากงานดูแลครอบครัว ก็มานั่งเม้าท์เอาเรื่อง สามีมาเผาให้ชาวบ้านฟัง ว่าสามีชั้นมันอย่างนั้นอย่างนี้ - -' )

"และการที่นางจากโลกนี้ไปในสภาพที่สามีพึงพอใจ(ในเรื่องที่ถูกกับหลักศาสนา)นั้นนางจะได้เข้าสวรรค์ "

พึงพอใจที่ว่านี้คือ อยู่ในหลักหนทางที่ถูกต้อง มิใช่ทำตามใจตามอารมณ์โดยทำสิ่งไร้สาระทำผิดหรือทำบาปใดๆ เป็นต้น



ส่วนหน้าที่ของสามีมุสลิมนั้น

1. สามีต้องตระหนักว่า ภรรยาคือบททดสอบหนึ่งในการดำเนินภารกิจทางศาสนา (อัตเตาบะฮฺ : 24 )
2.ภรรยาอาจเป็นศัตรูสำหรับสามีในการเชื่อฟังคำสั่งของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์(อัตตะฆอบุน:14)
3. หมั่นขอดุอา(ขอพร)ต่ออัลลอฮฺซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา อยู่เสมอให้ภรรยาเป็นคนซอและฮฺ(คนดีอยู่ในหลักศาสนา) (อัลฟุรกอน : 74)
4.วายิบ(จำเป็น)ที่สามีต้องมีความยุติธรรมและมีจิตวิทยาต่อภรรยา(อันนิซา :3)
5. วายิบ(จำเป็น)ที่สามีต้องชี้แนะเรื่องศาสนาให้แก่ภรรยา และต้องคอยดูแลนางให้ตออัต(เชื่อฟัง)ต่ออัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา อยู่เสมอ (อัลอะฮฺซาบ :34 อัลตะรีม:6 )
6.กล่าวถึงการลงโทษภรรยาที่ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม (อันนิซา :34) เช่นตีเบาๆ(ด้วยกิ่งไว้เล็ก ประมาณ 1คืบ ไม่ใช่เล่นด้วยไม้ หน้า 3 เลยนะคะ - -‘ คุกเลยนะนั่น ^^” ความผิดทางศาสนาอีก ) แยกที่นอน
7.เมื่อสามีจะสิ้นชีวิตให้สั่งเสียกับภรรยาก่อน ถ้ามีความสามารถที่จะทำเช่นนั้น(อัลบะกอเราะฮฺ:240)


มีมากมายภาระสำคัญคือจ่ายค่าสินสอด และเลี้ยงดูภรรยาจ่ายนัฟฟาเกาะฮฺ (ค่าเลี้ยงดู) เสื้อผ้าอาหารที่อยู่อาศัย เอาใจใส่ วายิบ(จำเป็น)ที่สามีจะต้องแนะนำตักเตือนให้นางอยู่ในหนทางของศาสนา มีมารยาทที่ดีงามอ่อนโยนต่อครอบครัว อีกทั้งต้องช่วยเหลืองานบ้านและมีสัมพันธ์ที่ดีภรรยา และต้องมีความยุติธรรมเป็นต้น

และทุกๆความทุกข์ของภรรยา(ที่มาจากความบกพร่องในความรับผิดชอบของสามี) สามีจะต้องรับผิดชอบ ภรรยาไม่ละหมาด ไม่คลุมฮิญาบ สามีก็มีหน้าที่รับผิดชอบความผิดของภรรยาในทางศาสนาด้วยเช่นกัน
แต่ถ้าสามีไม่ละหมาด ภรรยาไม่มีส่วนรับผิดชอบในความผิดเรื่องละหมาดของสามีในทางศาสนาค่ะ (การละหมาดจำเป็นที่สุดสำหรับมุสลิม หลังความตายสิ่งแรกที่ถูกสอบสวนคือการละหมาด )

เรื่องครอบครัวเพิ่มเติมรายละเอียดได้ที่นี่ บ้านมุสลิมมะฮฺ ค่ะ



ทรัพย์สินภายหลังการแต่งงาน

เงินของภรรยาคือของภรรยา ไม่ว่าจะเป็นมรดกที่ได้รับมา หรือเงินส่วนตัวใดๆ สามีไม่มีสิทธิเกี่ยวข้อง
ยกเว้นภรรยาให้ด้วยน้ำใจของนาง

และเงินของสามีก็คือภรรยาเช่นกันค่ะ ^^
หมายความว่ารายได้ที่มีมา สามีมีหน้าที่ต้องจัดสรรแบ่งปันให้ภรรยาตามหน้าที่ของสามีของอัลอิสลามค่ะ
ถ้าไม่จ่ายภรรยามีสิทธิเรียกร้อง หากยังไม่ทำตาม ก็มีสิทธิที่จะ .....ฟ้องแยกทางได้ค่ะ

นะ(รก)ไม่ได้ยุให้แยกตั้งแต่ยังไม่ได้แต่งนะคะคุณ kuddle -_-'
เพียงแต่บอกสิทธิของภรรยาในเรื่องทรัพย์สินค่ะ ^^

สาวๆมุสลิมมีคติประจำใจว่า
เงินคุณคือเงินของเรา...เงินฉันคือเงินฉัน


(ขอยืมท่านพี่ ซันไชน์ ที่เคารพมา)

^^'


เรื่องสถาบันครอบครัวนี้ ครอบครัวสำคัญที่สุดค่ะ

อิสลามให้ความสำคัญกับ
1.พระเจ้า และรอซูล(ศาสนทูตผู้เผยแพร่ศาสนา)
2.มารดา บิดา
3.สามี-ภรรยา
4.บุตร
5.มิตร


แต่ครอบครัวที่ ดีนั้น ควรมีทั้งเสียงเด็ก เสียงคนชรา และเสียงของวัยรุ่นหนุ่มสาว-วัยผู้ใหญ่ มีหลายวัยทำให้เกิดการเรียนรู้สัมผัส มีความสัมพันธ์ระหว่างญาติพี่น้อง

ทำให้เกิดความหลากหลายทางความคิดและการพัฒนาการของสังคมครอบครัวด้วยค่ะ (ครอบครัวไทยในอดีตนั้น ดีมากปัจจุบันเป็นครอบครัวเดี่ยว....ปัญหามากมาย )


ระหว่างแม่กับลูกสะใภ้ แม่ต้องสำคัญกว่า แต่ทั้งหมดต้องไม่ละเมิดสิทธิที่ควรจะเป็น เช่น แม่สามีบังคับลูกจนก้าวก่ายความเป็นครอบครัว อันนี้ต้องมาคุยกันกับสามี เตือนให้เขารับรู้ ด้วยว่ามีปัญหาเช่นไรค่ะ



ตรงนี้ ต้องบอกว่า ความรักนั้นจะไม่มากน้อยไปกว่ากันแต่ สิทธิและหน้าที่นั่นสำคัญกว่า และทั้งหมดนั้นต้องรักพระเจ้า ถัดมาคือท่านร่อซูล ถึงจะมาเป็นพ่อแม่ค่ะ มิใช่หลับหูหลับตารัก(ไม่ว่าฝ่ายไหน) จนลืมลูกเมีย หรือลืมพ่อลืมแม่ นั่นเอง




เรื่องของครอบครัวนั้นทั้งชายและหญิงต่างมีความสำคัญค่ะ ชายจะประสบความสำเร็จก็เพราะมีหญิงที่สนับสนุนเป็นแรงพลักดัน ส่วนหญิงนั้นจะประสบความสำเร็จของการเป็นผู้ภรรยาที่ดี และแม่ที่ดี คนดูแลครอบครัวที่ดีก็ต้องมาจากชายเช่นกัน เรียกได้ว่า ต่างคนต่างเป็นส่วนหนึ่งซึ่งกันและกันค่ะ

หากลองแบ่งหน้าที่หญิงจัดระบบการเงิน และบริหารทุกอย่างในงาน เป็น CEO (Chift Executive Officer คำนี้ท่านพี่ซันไชน์ที่เคารพอีกแล้ว)
ส่วนชายนั้น หาๆมาเถอะ ^^”
หญิงจะส่งเสริมและสนับสนุนเอง ^^ เป็นตัววางแผนและวางหมาก มิใช่เอาไปถลุงสุรุ่ยสุร่ายสิ้นเปลืองไร้สาระนะคะ สาวๆ เมื่ออยู่ด้วยกันต้องช่วยบริหารจัดการเงินคงคลังของครอบครัว

มิใช่ชายหามาอย่างเดียว ต้องดูแลปกต้อง CEO และ ผู้ใต้บริหารของ CEO (ลูกๆ) ด้วยนะ มิใช่ปล่อยให้CEO ไปลำบากตะลอนๆ ออกนอกบ้านเหนื่อยจะตาย ^^ ดูแลในที่นี้ไม่ใช่วันๆอาเงินให้ครอบครัว สามีต้องดูแลอบรมสั่งสอนบุตรและให้ความรู้ด้านศาสนา และช่วยเหลืองานบ้านกันบ้าง มิใช่กลับมาจากทำงานนอกบ้านก็นั่งเป็นคุณชายไม่หยิบจับช่วยเหลืออะไรเลย เรื่องงานบ้านมันเหนื่อยสาวๆทั้งหลายทราบดี



และสิทธิหน้าที่ในการดูแลลูกนั้น แม่มีมากที่สุดค่ะ อิสลามยกแม่สำคัญกว่าพ่อด้วยซ้ำ
แต่ถ้าจำเป็นต้องแยกกันแล้ว พ่อนั้นต้องส่งเสียลูกจนเขานั้นช่วยเหลือตัวเองหาเลี้ยงตัวเองได้ค่ะ และความเป็นพ่อไม่ขาดกันจนวันสุดท้ายของชีวิตค่ะ

ส่วนการแยกครอบครัวนั้น แล้วแต่ความสะดวกค่ะ แยกไปก็อย่าไปอยู่ซะไกลพ่อไกลแม่เลยค่ะ แวะมารับสวรรค์จากพ่อแม่บ้าง (ดูแลเขานั่นเอง)


อีกทั้งการจัดให้มีสัดส่วนและพื้นที่ส่วนตัวบ้างนั้นจะเพิ่มความรู้สึกดีๆ (ในกรณีอยู่รวมเป็นครอบครัวใหญ่) มีความเป็นส่วนตัวและผ่อนคลายบ้างนั่นเอง ^^




สตรีมุสลิมหลายๆคนเองก็ยังไม่รู้ว่า ตนเองมีสิทธิและหน้าที่อะไรบ้าง
อิสลามจึงส่งเสริมให้ศึกษาศาสนาให้มากนั่นเอง






ด้วยความเคารพและจิตคารวะค่ะ



Create Date : 22 สิงหาคม 2550
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2550 9:04:59 น.
Counter : 12352 Pageviews.

31 comment
ทำไมสาวมุสลิมถึงคลุมผม และทำไมชายถึงใส่เป็นหมวกประจำ
อยากทราบมากๆว่าทำไมอิสลามจึงคุมหัวส่วนชายนั้นใส่หมวกอยากทราบค่ะใครช่วยบอกที ???

โดย: มาริษา

พอดีคุณ มาริษา มาสอบถามใน บล็อค อีกทั้งก็ตอบเรื่องนี้มานานแต่ยังไม่ได้เอาลงบล็อคเสียที วันนี้เลยเอามาลงไขความข้องใจกันค่ะ



การคลุมผ้า (ฮิญาบ )ของสตรีมุสลิมนั้นไม่ใช่ประเพณีของอาหรับ แต่เป็นบทบัญญัติของศาสนา ฮิญาบ แปลว่า ปิดกั้น ค่ะ



ประวัติที่มาของการคลุมฮิญาบมีดังนี้

ช่วงแรกๆในการเป็นศาสนฑูตของท่านนบีมูฮำมัดนั้น ยังไม่มีคำสั่งเรื่องการคลุมฮิญาบลงมา

ครั้นเมื่อท่านนบีมูฮัมมัด (ซล.) มุ่งหน้าไปยังเมืองมะดีนะฮฺ ช่วงนั้นท่านนบียังไม่มีที่บ้านเป็นของตนเอง จึงพักที่บ้านของอบูอัยยูบ แต่ภรรยาของท่านนบีต้องพักที่อื่น เช่นนั้นเมื่อภรรยาของท่านนบีและสตรีมุสลิมท่านอื่นๆ ต้องการออกไปทำภาระกิจ (เช่น ธุระส่วนตัว....เมื่อก่อนยังไม่มีห้องน้ำ) ในยามค่ำคืน ก็ต้องออกไปทำภารกิจนอกบ้านซึ่งในระหว่างทาง พวกอันธพาลมักนั่งแถวๆ ข้างทาง คอยหยอกล้อ,จีบสาว และพูดจาเกี้ยวพาราสีต่อสตรีที่เดินผ่านไปมา


ขอยกอายะฮฺ ทั้งหมดที่เกี่ยวกับฮิญาบ


ซูเราะฮฺ อันนูร (แสงสว่าง) 24 : อายะฮฺที่ 31

"และจงประกาศแก่มวลสตรีผู้มีความศรัทธาทั้งหลาย ให้พวกนางยับยั้งสายตาของพวกนาง ( อย่างมองสิ่งต้องห้าม) และให้พวกนางรักษาสิ่งพึงสงวน (อวัยวะเพศ) ของพวกนางไว้ และพวกนางจะต้องไม่เปิดเผย (ร่างกายส่วนที่สวมใส่) สิ่งประดับของพวกนาง (ให้ปรากฏแก่สายตาเพื่อนต่างเพศ) ยกเว้นส่วนที่เปิดเผยจากมัน (คือบางส่วนของร่างกายที่อนุญาตให้เปิดเผยได้) และให้พวกนางดึงผ้าคลุมศีรษะของพวกนาง ลงมาปิดไว้บนคอเสื้อ(หน้าอก)ของนาง และอย่าให้พวกนางเปิดเผยเครื่องประดับของพวกนาง ยกเว้นสามีของนางเอง หรือบิดาของพวกนาง หรือบิดาของคู่ครองของพวกนาง"

สาเหตุของการประทานอายะฮฺนี้ ตามที่ผู้รายงานคือ มุกอติล อิบนุฮัยยาน กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากญาบิร อิบนุ อับดุลลอฮฺ อัลอันซอรีย์ เล่าว่า
นางอัสมาฮฺบุตรสาวของมัรษัด ขณะที่นางกำลังอยู่ในที่ส่วนตัวของนางในกลุ่มของบะนีฮาริษะฮฺ บรรดาผู้หญิง(ในสมัยนั้น)ไดพากันเข้าไปหานางโดยที่ไม่ได้ใส่ผ้านุ่ง ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงเครื่องประดับจากกำไลข้อเท้า และในส่วนหน้าอกและเต้านมก็เปิดเผยด้วย อัสมาฮฺได้กล่าวว่า ช่างน่าเกลียดอะไรเช่นนี้ ! (อิสลามไม่อนุญาตให้มองดูร่างกายที่โป๊เปลือยของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้ามก็ตาม)
หลังจากนั้นอัลลอฮฺจึงได้ประทานอายะฮฺกุรอานลง


ท่านหญิงอุมมุสะละมะฮฺ เล่าว่า เธอเคยได้อยู่กับท่านรอซูลุลอฮฺ พร้อมท่านหญิงมัยมูนะฮฺ ขณะนั้นเองที่เราทั้งสองอยู่กับท่านนบีมีชายคนหนึ่งชื่อ อิบนุ อุมมิ มักตูม เข้ามาหาท่าน ซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นหลังจากที่เราได้รับคำสั่งเรื่องคลุมฮิญาบแล้ว ดังนั้นท่านรอซูลุลลอฮฺจึงพูดกับเราว่า เธอทั้งสองจงคลุมฮิญาบปกปิดจากเขาซิ แล้วฉันก็พูดว่า โอท่านรอซูลุลลอฮฺ เข้าไม่ได้เป็นคนตาบอดหรือไง เขามองไม่เห็นเราหรอก และเขาก็ไม่รู้จักเราด้วย? ท่านรอซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า แล้วเจ้าทั้งสองตาบอดหรือเปล่า? แล้วเจ้าทั้งสองมองไม่เห็นเขาหรอกหรือ ? (รายงายโดยอบูดาวูด และอัตติรฺมิซีย์)



ดังนั้น การดึงผ้าลงมาคลุมอกนั้น คงไม่ใช่ผ้าพันคอเป็นแน่แท้ เพราะกล่าวไว้แล้วว่า ผ้าจากศีรษะ
สร้อยข้อเท้าเดินแล้วเสียงกรุ๊งกริ๊ง ก็ไม่แตกต่างจากยุคยาฮิลิยะฮฺ เพราะใช้เรียกร้องความสนใจ ^^ เรียกว่าตกเป็นลูกน้องของชัยฎอน เพราะเมื่อเรียกร้องความสนใจคนที่มองมาก็จะมีทั้งชายและหญิง ชายก็จะทำซินาด้วยสายตา หญิงก็จะมามองด้วยสายตา….



ซูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ 33 : อายะฮฺที่ 33

"และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอ และอย่าได้โออวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน"

อายะฮฺนี้ เน้นว่า อย่าโอ้อวดความงาม ด้วยการเปิดเผยเรือนร่างของสตรีดังเช่นผู้หญิงในสมัยก่อนอิสลาม ที่พวกนางออกจากบ้านโดยปราศจากฮิญาบ และไม่อนุญาตที่จะออกไปในที่ที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะแต่งกายถูกต้องด้วยการคลุมฮิญาบมิดชิด เช่นไปอยู่ในสถานที่ลับตาคนกับชาย หรือไปยังแหล่งอบายมุข



ซูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ 33 : อายะฮฺที่ 53

"โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ! พวกเจ้าอย่าได้เข้าไปในบ้านทั้งหลายของนบี เว้นแต่จะเป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้า เพื่อรับประทานอาหารโดยมิต้องคอยการปรุงอาหารให้สุกเสียก่อน เพื่อรับประทานอาหารโดยมิต้องคอยปรุงอาหารให้สุกเสียก่อน แต่เมื่อพวกเจ้าได้รับเชิญก็จงเข้าไป ครั้นเมื่อพวกเจ้ารับประทานเสร็จแล้วก็จงแยกย้ายกันออกไป และอย่าเป็นผู้ชอบวิสาสะในการสนทนา แท้จริง ในการนั้นย่อมทำความรำคาญให้แก่ท่านนบี ซึ่งท่านกระดากอายพวกเจ้า แต่อัลลอฮฺไม่ทรงกระดากอายต่อความจริง และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง และไม่เป็นการบังควรแก่พวกเจ้าที่จะก่อความรำคาญให้แก่ร่อซูลของอัลลอฮฺ และพวกเจ้าจะต้องไม่แต่งงานกับบรรดาภริยาของท่าน หลังจากท่าน (ได้สิ้นชีพไปแล้ว)
เป็นอันขาด แท้จริงในการนั้น ณ ที่อัลลอฮฺเป็นเรื่องที่ใหญ่หลวงนัก "


สาเหตุของการประทานอายะฮฺนี้ เกิดขึ้นขณะที่ท่านนบีจัดการแต่งงานระหว่างท่านกับนางซัยหนับ บินติญะฮฺช์ และได้เชิญผู้คนให้มาร่วมรับประทานอาหารที่บ้านของท่าน แต่พวกเขาเหล่านั้นกลับทำให้ท่านลำบากใจ บางคนก็นั่งไม่ยอมลุกไปไหน ทั้งๆที่รับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว บางคนก็นั่งพูดคุยกันไม่เลิก แต่ด้วยมารยาทอันดีงามของท่านนบีซล. ทำให้ท่านเกรงใจ ไม่กล้าที่จะออกปากบอกเขาเหล่านั้นและอดทนรอจนกว่าพวกเขาจะลุกออกไปด้วยความกระอักกระอ่วนใจ
จนในที่สุด อัลลอฮฺซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา จึงได้ลงวฮีย์ ในอายะนี้ มาให้ท่านนบีซล. และการไปรับประทานอาหารในงานเลี้ยง ซึ่งกไม่จำเป็นต้องไปนั่งรอตั้งแต่อาหารยังไม่สุก แล้วนั่งคุยรอจนกว่าจะสุก ตลอดจนมารยาทของการพบปะพูดคุย เพื่อขอสิ่งใดไม่ให้เข้าไปขอโดยตรง แต่ให้กระทำหลังสิ่งที่เป็นม่านกั้น เพื่อเป็นการให้เกียรติท่านนบี ซล.และบรรดาภรรยาของท่าน

ดังนั้นจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ผู้ศรัทธาทุกคนต้องยกย่องและให้เกียรติแก่ท่านนบีและครอบครัวของท่าน ต้องระมัดระวังที่จะไม่ทำการใดๆ ที่สร้างความอึดอัดใจแก่ท่าน หรือทำร้านจิตใจท่านนบี ซล.และครอบครัว
อัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตะอาลา ทรงเน้นย้ำว่า นี่เป็นเรื่องใหญ่ ณ ที่อัลลอฮฺ ซุบบะฮานะฮูวะตะอาลาให้เราสำนึกไว้



อายะฮฺนี้ประทานลงมาเกี่ยวกับมารยาทในการรับประทานอาหารในงานเลี้ยง มารยาทการปกปิดร่างกาย การให้เกียรติท่านนบี และภรรยาของท่าน ที่เปรียบเหมือนมารดาของศรัทธาชน






ซูเราะฮฺ อัลอะหฺซาบ 33 : อายะฮฺที่ 59

"โอ้นบีเอ๋ย จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบรรดาบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธาโดยให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง เพื่อที่นางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ "

และอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงอนุญาตแก่สตรีให้ออกไปทำธุระที่จำเป็นได้





การคลุมฮิญาบของสตรีนั้น โดยทั่วไป จะเปิดเผยแค่ใบหน้าและฝ่ามือเท่านั้น
ส่วนการปิดจนเหลือแต่ลูกตานั้นเป็นทัศนะที่ปฏิบัติเพื่อป้องกันตนเองจากฟิตนะห์ (ความไม่ดีไม่งามทางสังคม) เช่น ป้องกันการถูกแซว หรือ การหยอกล้อเชิงชู้สาว จากเพื่อนชาย เป็นต้น

การปิดหน้าจนเหลือแต่ลูกตา ไม่ได้มีไว้เพื่อปิดบังตัวเอง จากการทำสิ่งไม่ดี หรือ เพื่อเจตนากระทำสิ่งต่าง ๆ โดยไม่ให้ผู้อื่นรู้ว่าตนเองเป็นใคร เช่น การปิดหน้าปิดตา ตอนที่ไปประท้วงเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐจำได้

..แต่อยู่กับบ้านปกติ(หมายถึงการใช้ชีวิตปกติทั่วๆไป) ก็ไม่ได้ปิดหน้าปิดตา การกระทำเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนะคะ


และการปิดหน้านั้นไม่ใช่เพื่อป้องกันฝุ่นทะเลทรายอย่างที่คิดกันไปเอง เพียงเพราะว่าอิสลามมาจากประเทศแทบอาหรับทะเลทราย แต่มาจากบทบทบัญญัติศาสนา ในเรื่องการคลุมฮิญาบและป้องกันสิ่งที่ไม่ดีนั่นเอง


อย่าไปล้อเลียนดูถูกคนที่ปิดหน้านะคะ เพราะเขาทำเพื่อป้องกันฟิตนะฮฺและอยู่ในหนทางอิสลามเช่นกัน
เขาก็ต้องใช้ความอดทนมากกว่าคนที่เปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือ น่ายกย่องเขามากกว่า….ที่เขาเลือกที่จะป้องกันตัวเองก่อนที่สิ่งไม่ได้ต่างๆ จะมาถึงตัวเขา




ฮิญาบคือการกดขี่สตรีเพศรึเปล่า ??

ฮิญาบไม่ได้เป็นการกดขี่สตรีเพศของอิสลามค่ะ
อยากให้มองดูสังคมแบบใจที่เป็นกลาง อิสลามให้ป้องกันก่อนจะมีสิ่งไม่ดีตามมา อิสลามมีการปกป้องและป้องกันจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย เราไม่อาจปฏิเสธได้ ในเรื่องธรรมชาติอารมณ์ของมนุษย์ มีได้หลายอย่าง การมอง การได้กลิ่น และการสัมผัส

ดังนั้น ด้วยหัวใจของมนุษย์นั้นที่ไม่สามารถคาดเดาได้ อิสลามจึงให้สตรีปกป้องตัวเองไว้ก่อน ดีกว่าที่จะไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุน่ะค่ะ

ดูแลตัวเองปกป้องตัวเองเสียก่อน ก่อนที่จะไปพึงพาอาศัยคนอื่น หรือเมื่อเกิดปัญหาแล้วมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุนั่นเอง

สั้นๆง่ายๆ ..
ป้องกันก่อนเกิดปัญหา ^^

อีกทั้งยังลดปัญหาการล้อเลี่ยนปมด้อยในร่างกายของแต่ละคน เช่น ร่างกายผิดปกติ เป็นเหตุที่เขาควบคุมไม่ให้เกิดขึ้นกับเขาไม่ได้ ตรงนี้เมื่อคนไม่เห็น เขาจะสุขสงบใจมากกว่า ที่คนจะมองด้วยสายตาประหลาดๆ ทำให้เกิดเป็นปมด้อยขาดความมั่นใจ จนลืมไปว่าทุกคนมีความสามารถหลายๆอย่าง สามารถงัดมาใช้ให้เป็นประโยชน์เพิ่มคุณค่าให้กับตัวตน

จึงเป็นสิ่งช่วยสร้างความอบอุ่นทั้งกายและใจในภายใต้ฮิญาบนั่นเอง นอกจากฮิญาบแล้วเสื้อผ้าก็จะไม่รัดรูปค่ะ เน้นส่วนต่างๆของร่างกาย ก็ไม่แตกต่างกับที่ไม่คลุมฮิญาบนั่นเองค่ะ ^^

ในประเด็นที่ว่ามีดีก็ต้องโชว์ แต่อิสลามสวยด้วยการปกป้อง สวยด้วยอัตลักษณ์ของศาสนา มองให้ลึกลงไปว่าสาวๆเหล่านั้นรักนวลสงวนตัว และมีความสวยงามของผู้ศรัทธานั่นเอง ^^




ส่วนการแต่งกายของชายมุสลิมนั้น

ก็ตามปกติทั่วๆไป มีส่วนที่ต้องปกปิดไว้ ตั้งแต่ ระหว่างหัวเข่าถึงสะดือค่ะ จะใส่สูทผูกไทค์ หรือจะใส่สะโหร่ง กางเกงเลก็ได้ ^^ ฯลฯ แต่ต้องไม่ปิดเผยเอาเราะฮฺนั่นเอง (สำหรับชาย คือ ระหว่างหัวเข่าถึงสะดือ)

และการสวมหมวกของชายมุสลิม(ทั้งสีขาวและสีอื่นๆ) เรียกกว่าหมวกใส่เพื่อทำการละหมาด( นมัสการพระเจ้า)
ภาษามาลายูเรียกว่า กะปิเยาะห์ (เป็นที่มาของชื่อเขตบางกะปิอีกด้วยเพราะเมื่อก่อน พื้นที่นี้มีมุสลิมมากมายอยู่บริเวณพื้นที่นั้น คนเรียกจากบางกะปิเยาะห์มาเป็นบางนั่นเอง) ที่ชายมุสลิมใส่เป็นส่วนมาก เพราะท่านนบีมูฮัมมัด (ซล.) ได้กระทำไว้เป็นแบบอย่าง ( อิสลามนั้นใช้แบบอย่างจากนบีท่านนบีมูฮัมมัด (ซล.) ที่รับวะยูห์มาจากพระเจ้า เรียกว่าซุนนะฮฺ) แต่ไม่ได้จำเป็นต้องใส่แต่หมวกเท่านั้น เพราะท่านนบีมูฮัมมัด (ซล.) บางครั้งก็ใช้ผ้าสะระบั่น มาโพกที่ศรีษะ บางครั้งก็ใส่หมวกและเอาผ้าโพกอีกครั้งหนึ่งค่ะ

การที่มุสลิมโพกผ้าศีรษะถือว่าเป็นซุนนะฮฺเหมือนกัน มีรายงานถึงลักษณะของท่านนบีว่า ท่านอัมร์เล่าว่า “ ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวเทศนาธรรม (คุฏบะฮฺ) โดยใช้ผ้าโพกศีรษะสีดำ “บันทึกโดยติรฺมิซีย์ , อิบนุมาญะฮฺ และอบูดาวูด)

ส่วนจะใส่หรือไม่ใส่ทั้งในเวลาปกติ หรือเวลาละหมาดนั้น ไม่ได้เป็นคำสั่งใช้ ว่าจำเป็นต้องกระทำ (เช่นการละหมาด นั้นจำเป็นต้องทำ) แต่ทำตามท่านนบีนั่นจะดีกว่านั้นเอง


อาจจะถามว่าทำไม ชายส่วนที่ปกปิด ระหว่างหัวเข่าถึงสะดือ แต่หญิง คือ ฝ่ามือและใบหน้า
เพราะชายมีหน้าที่มากมายกว่าหญิง ชายเป็นเพศที่ต้องปกป้องและทำหน้าที่ดูแลครอบครัว
แต่หญิงเมื่ออยู่ในบ้านก็ตามปกติ นั่นเองค่ะแค่ออกจากบ้านก็ต้องมีฮิญาบ... และ่เมื่ออยู่กับผู้ที่ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัวก็ต้องปกปิดร่างกายด้วยฮิญาบนั่นเอง แต่ระหว่างสตรีด้วยกันก็เปิดเผยได้ตามปกติทั่วไปค่ะ ^^


สรุป
คลุมเพราะเป็นคำสั่งคลุม จากพระเจ้า
ทำไมต้องเชื่อปฏิบัติตามพระเจ้า เพราะอิสลามนั้น เชื่อในพระเจ้าว่าเป็นผู้ทรงสร้าง

การคลุมจึง เพื่อรักษาและปกป้องสตรี ให้รอดพ้นจาก สายต้นของบุรุษ เพราะการแต่งกายสวยงามเป็นการโอ้อวด ประชันความงาม
ทำให้ชายมอง จากมองแล้วอาจจะถูกลวนลาม อาจจะถูกแซว จนถึงขั้นอาจตกเป็นเหยื่อทางอารมณ์ได้
เมื่อโชว์มาก คุณค่าของสตรีก็จะลดด้อยลงไป เพราะเธอต้องการนำเสนอว่าเธอสวย
แต่อิสลามส่งเสริมให้สตรีสวยด้วย คุณค่า ด้วยการปกป้องตัวเองด้วยคุณธรรม จริยะธรรมทางศาสนา

อีกทั้ง ความรู้สึกของชายไวต่อสิ่งเร้ามากกว่าหญิง แต่หญิงจะมีความรู้สึกด้าน ความรักความสวยงามมากกว่า
ดังนั้น การปกป้อง ปกปิดจะช่วยให้เธอปลอดภัยจากภัยอันตรายได้


อาจจะถูกถามกลับว่า แต่งตัวเปิดเผยสวยงามก็เป็นคนดีได้
ใช่ค่ะ คนดีที่ที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลาม เขาก็จะได้รับความดีตอบแทน
แต่สำหรับอิสลาม ความดีที่ได้รับการตอบแทนถึงโลกหน้า เป็นความดีที่คงทนถาวร

อีกทั้งในการสั่งให้ปกปิดนั้น มีฮิกมะฮฺ ซ่อนอยู่อีกเช่นกัน
คือการปกปิดร่างกายทำให้ปลอดภัยจากมะเร็งแสงแดด ข้อดีของการแต่งกายแบบมุสลิมะฮฺ ที่เกี่ยวกับแสงแดด
ี้"ผ้าสีเข้ม จะป้องกันแสงแดดได้ดีกว่าผ้าสีอ่อน"
และการสวมหมวก ก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยป้องกันแสงแดด อีกเช่นกัน

ที่สำคัญ อิสลามนั้นต้องปฏิบัติตามซุนนะฮฺ ของท่านร่อซูล ศลอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม เพราะท่านเป็นศาสนฑูต เป็นผู้เผยแพร่คำสอนของพระเจ้า
ไม่ใช่ศาสดา เพราะศาสนาหมายถึงเจ้าของศาสนา


ด้วยความเคารพและจิตคารวะค่ะ
วัสสลาม




Create Date : 22 สิงหาคม 2550
Last Update : 27 มิถุนายน 2551 7:15:36 น.
Counter : 2751 Pageviews.

9 comment
อิสลามมีกี่นิกาย ??
ขอความสันติจงมีแด่ทุกท่าน



จากชื่อบล็อควันนี้ อิสลามมีกี่นิกาย ??

แต่คำถามที่ตามมาคือ ซุนนะห์ กับชีอะฮฺ แตกต่างกันอย่างไร
ชอบสงสัยตามข่าวหน่อย ก็ต่อด้วยว่าแล้ววาฮะบีย์ นี่นิกายใหม่รึเปล่า.....


คำตอบสำหรับอธิบาย...

อิสลามนั้น ไม่มีกลุ่มหรือนิกาย อิสลามมีแนวทางเดียว คืออิสลามที่มาจากพระองค์อัลลอฮฺเท่านั้น
แต่ปัจจุบันได้มีแนวทางแตกแยกออกมา สาเหตุอันเนื่องมาจากการเมืองหลังยุคของท่านนบีมูฮัมหมัด (ศ.ล.) นั่นเอง....


ซุนนะฮฺ หรือ ซุนหนี่ฮฺ - คือ แนวทาง หรือ หลักปฏิบัติ ในทางศาสนาหมายถึง แนวทางปฏิบัติของท่านนบีมูฮัมหมัด (ศ.ล.) มีความหมายว่า กลุ่มซุนหนี่ฮฺ

ชีอะห์ - ในความหมายเดิม หมายถึง กลุ่ม ผู้ที่ติดตามท่านอาลี ในยุคหลังท่านการจากไปของท่านร่อซูล(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)ว่า ชีอะห์อาลี อารมณ์ประมาณกลุ่มคนรักท่านอาลี (ทำนองแฟนคลับ..)^^
แต่ปัจจุบัน คือ กลุ่มที่เชื่อในหลักการที่ตรงข้ามกับ กลุ่มซุนหนี่ฮฺ




ส่วนวาฮะบีย์นั้น - ความหมายที่ถูกต้อง หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติตาม อับดุลวะฮาบ อิบนุฮฺ อับดุลเราะห์มาน อิบนุ รุสตัม ซึ่งเป็นกลุ่ม เคาะวาริจญ์ สาย อาบาฎียะห์ ...แต่ปัจจุบัน กลับใช้เรียกกลุ่มที่ปฏิบัติตาม มุฮัมมัด อิบนุ อับดุลวะฮาบ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันแต่ประการใดนั่นเอง

ด้วยความเคารพค่ะ



Create Date : 17 สิงหาคม 2550
Last Update : 27 มิถุนายน 2551 7:15:25 น.
Counter : 1313 Pageviews.

4 comment
ตอบ " ทำไมอิสลามถึงไม่เลี้ยงสุนัข ?? "

ตอบ " ทำไมอิสลามถึงไม่เลี้ยงสุนัข ?? "


ขอความสันติจงมีแด่ท่าน

สรุปสั้นๆง่ายๆ เพราะเป็นบทบัญญัติของศาสนาทั้งไม่ทานหมู และ
เรื่องเลี้ยงสุนัข

เมื่อบุคคลใดเรียกตัวเองว่ามุสลิม ก็ต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติ
คำสั่งห้าม/ใช้ ตามคัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นวะยูห์จากพระเจ้า
และคำสั่งสอนของท่านนบีมูฮำมัด ศ็อลลอลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ผู้เป็นศาสนทูต คนสุดท้ายของอิสลาม


ส่วนเรื่องที่ไม่เลี้ยงสุนัขนั้นเพราะอิสลามจะถือว่าน้ำลายของสุนัขไม่สะอาด
มีความยุ่งยากในการทำความสะอาดอีกทั้งถ้าเลี้ยงไว้ ในบ้านนั้น
(ไม่ใช่ไว้เพื่อปศุสัตว์) จะทำให้ถูกตัดผลบุญออกไป


Q: เคยถามเขาว่า
เป็นมุสลิม เขาไม่ให้เลี้ยงหมา ไม่ใช่เหรอ

เขาตอบว่า เลี้ยงได้ แต่ห้ามเลี้ยงในบ้าน เลี้ยงไว้ที่สนามได้
สัมผัสได้ แต่หลังจากสัมผัสทุกครั้งให้ล้างมือทำความสะอาด
โดยเฉพาะก่อนจะไปปฏิบัติศาสนกิจ ต้องล้างมือก่อน
จากคุณ : .......

A: ใช่ค่ะ
แต่ก็ต้องระมัดระวังเรื่องภาชนะทั้งหลายที่อาจจะถูกเลียได้ ซึ่งแบบนั้นต้อง
ล้างน้ำ
7 หน โดยน้ำแรกเป็นน้ำดินรึเปล่า
ถ้าแค่ล้างน้ำธรรมดาอย่างเดียว หนเดียว.......ย่อมไม่ถูกตามศาสนบัญญัติ บอกเขาได้เลยค่ะ
^^

อิสลามนั้น ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ ไม่ใช่คิดว่าน่าเอาเอง
ถ้านับถือก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งใช้/และห้ามที่มาจากพระผู้เป็นเจ้าค่ะ


เลี้ยงได้
มิใช่ห้ามเลี้ยง
แต่เพราะต้องล้างน้ำถึง7 หน หากภาชนะทั้งหลายเปื้อนน้ำลายสุนัข
อีกทั้งการเลี้ยงไว้ดูเล่น เป็นเพื่อนเล่น เกิดการเลี้ยงเพื่ออำนาจบารมี
ประกวดประชัน....ไม่ได้เอาไว้เลี้ยงหรือเฝ้าสัตว์ เขาก็ถูกตัดผลบุญไปก็เท่านั้นเอง


ผลบุญใครก็ผลบุญมันค่ะ
....แต่เราสามารถตักเตือนกันได้ให้อยู่ในหนทางที่ถูกต้องค่ะ


โลกนี้ก็เป็นสุขสำหรับเขา โลกหน้าเขาก็รับสิ่งที่เขาทำ
ทำสิ่งดีก็ได้รับผลดี


ส่วนหลักฐานทางศาสนาในข้อนี้คือ หะดีษ (คำพูดและการกระทำของท่านร่อซูลลุ้ลลอฮฺ
ศอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม) ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า

บุคคลใดที่เลี้ยงสุนัข โดยไม่ใช่สุนัข (เลี้ยงไว้เพื่อ)
เฝ้าปศุสัตว์
, สุนัขล่าสัตว์ หรือสุนัขเฝ้าสวน
เช่นนั้นผลบุญของเขาจะถูกบั่นทอนลงทุกวันๆ ละหนึ่งกีรอน
บันทึกโดยบุคอรีย์ หะดีษที่ 3077, มุสลิม หะดีษที่ 2948
และติรมิซีย์ หะดีษที่ 1409


บ้าน (มุสลิม) ใดที่ผูกสุนัขไว้ในบ้านของพวกเขา
แน่นอนยิ่งการงาน
(อะมัล) ของพวกเขาจะถูกบั่นทอนลงทุกวันๆ
ละหนึ่งกีรอน ยกเว้น
(มุสลิมที่เลี้ยงสุนัขไว้นอกบ้านเพื่อ)
ล่าสัตว์
, สุนัขเฝ้าสวน หรือสุนัขเฝ้าแกะ(แพะ)

บันทึกโดยติรมิซีย์ หะดีษที่ 1410, นะสาอีย์
หะดีษที่
4206

ส่วนแมว ไม่มีบัญญัติห้ามเลี้ยงไว้ค่ะ
และสัตว์ชนิดใดก็ตามที่ห้ามรับประทาน
สัตว์ตัวนั้นก็ห้ามจำหน่ายด้วยนั่นเอง


Q: แถวบ้านญาติที่แถวๆมีนบุรี
มีแต่พวกอิสลาม แต่ญาติไม่เป็นอิสลามนะคะ เค้าบอกว่า เลี้ยงหมากี่ตัวๆก็โดนวางยาเบื่อตายหมดเลย
เค้าบอกว่าคนอิสลามไม่ชอบหมา

เออ ไม่ชอบ ไม่เลี้ยง ไม่มีใครว่านี่ แล้วมาฆ่าหมาคนอื่นเค้าทำไมล่ะ
ไม่เข้าใจ

จากคุณ : ……
A: ไม่เลี้ยงแล้วไปทำลายสิ่งมีชีวิต
อิสลามก็ไม่อนุมัติเช่นกันในการสร้างความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน คราวหลังเจอใครทำเช่นนี้
ลองแกล้งย้อนถามนะคะว่าศาสนาสอนเช่นไร

ให้ยกหลักฐานทางศาสนามาด้วย....
อ้างศาสนาโดยใช้ คคห.ส่วนตัวมากล่าวอ้างนั่นอ้างนี่ แต่กลับทำอะไรขัดแย้งกันในตัว


ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆระหว่าง
คนเลี้ยงกับคนไม่เลี้ยง(มุสลิม)คือ...


1.การขาดความเข้าใจด้านศาสนาของมุสลิมเอง

2.ขาดการสื่อสารที่ทำให้ไม่เข้าใจกันนั่นเองค่ะ ส่วนมากจะบอกว่า
โดนตัวไม่ได้ บาปๆๆ....


สรุปว่า

1. ไม่เลี้ยงเพราะไม่สะดวกที่จะทำความสะอาดภาชนะหากถูกน้ำลายสุนัขนั่นเอง
น้ำดิน
1น้ำ น้ำสะอาด 6 น้ำ ถูกแล้วก็ทำความสะอาดไป
แต่ทำความสะอาดบ่อยๆคงไม่สะดวก ถ้ายิ่งอยู่บ้านเป็นในเมืองกรุงเมืองคอนกรีตเช่นนี้
น้ำดินจะหาที่ไหนล่ะคะ มาทำความสะอาด


2. เพราะกลัวถูกตัดผลบุญ เลยไม่เลี้ยงจะดีกว่า
ถ้าไม่เกียวกับเลี้ยงเพื่อปศุสัตว์
^^


เมื่อไม่เลี้ยงก็ยังส่งเสริมให้เมตตาต่อสัตว์ค่ะ
"มีสตรีโสเภณีคนหนึ่งตักน้ำให้สุนัขตัวหนึ่งดื่ม อันเนื่องจากสุนัขตัวนั้นหิวแต่ไม่สามารถดื่มน้ำในบ่อน้ำนั้นได้
นางจึงให้รองเท้าของนางตักน้ำให้มันดื่ม ท่านนบี(ขอความสันติจงมีแด่ท่าน)จึงกล่าวว่า
การกระทำข้างต้นนางได้รับสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทน"

จากหะดีษข้างต้นระบุไว้นั้น แสดงให้เห็นว่าอิสลามต้องมีความเมตตาต่อสัตว์
ใครไปเบื่อยาฆ่าน้องหมาอันนี้ขอประนามเช่นกัน เกลียดถึงขั้นฆ่ากันได้
แสดงถึงจิตใจภายในของเขาแล้วค่ะ
ว่าน่ากลัว.....อิสลามไม่ส่งเสริมเลยสักนิด...แถมยังให้เมตตากรุณาสัตว์


ไม่เลี้ยงแล้วไปทำร้าย
อันนี้แน่นอนบาปค่ะ(ทุกศาสนาก็ตอบเช่นเดียวกัน) ถ้าคุยกันไม่รู้เรื่องแนะนำให้ใจเย็นๆก่อน
รอคุยใหม่ ในยามสถานะการณ์ดขึ้น หากไม่ดีขึ้นก็แจ้งความไปเลยค่ะ
^^ แต่แนะนำให้คุยกันก่อน ฉันท์เพื่อนบ้านที่ดีค่ะ ^^เราดีไปก่อน ถึงเขาจะร้ายมา เราก็ดีกับเขาไปเรื่อยๆ
สักวันเขาจะต้องรับทราบถึงจิตใจที่ดีเองค่ะ

พูดกันด้วยความใจดีกว่าใช้อารมณ์เข้าหากัน ^^


ด้วยความเคารพค่ะ






Create Date : 28 มิถุนายน 2550
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2553 21:07:10 น.
Counter : 2061 Pageviews.

16 comment
1  2  3  4  5  6  

นะ(รก)
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



เพราะเราไม่รู้ว่า ลมหายใจจะหมดลงเมื่อใด
The Doomsday Book
Date Conversion
Gregorian to Hijri Hijri to Gregorian
Day: Month: Year
Website Counter
New Comments