All Blog
คนต่างศาสนา เข้าสุเหร่าได้ไหมครับ ??
คนต่างศาสนา เข้าสุเหร่าได้ไหมครับ
มีคนเคยบอกว่า ห้ามเข้า... ??

อย่างศาสนาคริสต์ ผมเคยเข้าไปในโบสถ์สี่ห้าครั้ง
ทั้งใน และต่างประเทศ(ที่อังกฤษ) เขาให้ถ่ายภาพได้
และเข้าไปคุยกับบาทหลวงด้วย

ถ้าผมจะเข้าไปเยี่ยมชมในสุเหร่า
แบบเดียวกับโยสถ์คริสต์บ้าง

แต่เป็นคนที่อยู่นอกศาสนาอิสลาม
จะเป็นข้อห้ามในทางศาสนาไหมครับ
จากคุณ : DigiTaL-KRASH!!!




ตอบ

การไปที่มัสยิดของคนต่างศาสนานั้น สามารถทำได้ค่ะ
แต่ต้องดูจุดประสงค์ด้วยว่า เข้าไปทำอะไร
ถ้า หาเสียง ขายของหรือประกอบธุรกิจอื่นใดนั้น
อย่าเข้าดีกว่าค่ะ ไม่เป็นการเหมาะสมอย่างยิ่ง

หากเพื่อเยี่ยมชม นั้นไม่มีปัญหาค่ะ และบางที่ก็ควรสอบถามจากคนที่ดูแลมัสยิด
และก็ควรเคารพ,ให้เกียรติสถานที่ ไม่ไปทำสิ่งที่ไม่ควร รวมทั้งรักษามารยาทค่ะ
และหากเป็นเวลาที่เขาประกอบศาสนกิจนั้น ก็อย่าเข้าไปเลยค่ะ
จะเป็นรบกวนการประกอบศาสนกิจของเขานั่นเอง

ในยุคสมัยของท่านศาสนทูต นบีมูฮำมัด (ซล.)
ก็เคยมีคนที่ไม่ได้นับถืออิสลามเข้ามาพักที่มัสยิดเช่นกันค่ะ
เขาคือ "ษุมามะฮฺก็เคยนอนในมัสญิดก่อนที่เขาจะเข้ารับอิสลาม"




ถามต่อว่า ไม่ค่อยเห็นหญิงมุสลิมไปละหมาดที่มัสยิดเลย ??



ตอบ

ส่วนเรื่อง การไปละหมาดของสตรีที่มัสยิดนั้น

ท่านรสูลุลลอฮฺกล่าวว่า
"พวกท่านอย่าห้ามบรรดาสตรีของพวกท่านไป (ละหมาดที่)มัสยิด
ซึ่ง (การละหมาดใน)บ้านของพวกนางดียิ่งสำหรับพวกนาง"
(บันทึกโดยอบูดาวูด และอะหฺมัด)



สรุปความว่า

" สตรี ละหมาดที่มัสยิดได้ค่ะ และการละหมาดที่บ้านนั้นประเสริฐกว่าที่มัสยิด
บางสถานที่นั้น ก็อาจเห็นมุสลิมะฮฺ มาละหมาดที่มัสยิดค่ะ แต่บางสถานที่ อาจไม่พบมุสลิมะฮฺเลย
นั่นเพราะนางถือว่า การละหมาดที่บ้านประเสริฐกว่า มัสยิด
และไม่มีข้องห้ามทางศาสนาที่จะห้ามสตรีมุสลิมมาละหมาดที่มัสยิดค่ะ




ด้วยความเคารพและจิตคารวะค่ะ




Create Date : 04 กุมภาพันธ์ 2550
Last Update : 27 มิถุนายน 2551 7:27:33 น.
Counter : 2049 Pageviews.

26 comments
  
ดีมากๆค่ะ เข้ามาอ่านแล้วได้ความรู้เยอะเลย คือเปิดอ่านหลายหัวข้อนะค่ะ แต่ของแสดงความคิดเห็นรวมที่หัวข้อนี้
ขอบคุณมากๆนะค่ สำหรับสิ่งดีงาม
โดย: tahani IP: 82.194.62.227 วันที่: 19 มกราคม 2551 เวลา:21:18:53 น.
  
อนุญาติให้ยกมือขอดุอาหลังละหมาดได้ไหม
โดย: เจม IP: 118.175.86.5 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:9:59:59 น.
  
อยากทราบว่าชีอะและวาฮบีใครถูกใครผิด
โดย: เจม IP: 118.175.86.5 วันที่: 14 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา:10:03:00 น.
  
หากเพื่อเยี่ยมชม นั้นไม่มีปัญหาค่ะ และบางที่ก็ควรสอบถามจากคนที่ดูแลมัสยิด

--อยากทราบว่า--
ถ้าไม่มีปัญหาเหตุใดต้องสอบถามจากคนที่ดูแลมัสยิด
ปัญหาใดบ้างที่คนที่ดูแลมัสยิดบางแห่งมองว่าเป็นปัญหา
ช่วยยกตัวอย่าง
และเหตุใดปัญหานั้นคนที่ดูแลมัสยิดอื่นถึงมองว่าไม่ใช่ปัญหา


ในเมื่อศาสนาอื่นสามารถเข้าได้อย่างเรียกได้ว่าเสรี เท่าเทียมกัน
แม้เวลาประกอบศาสนกิจ


--อยากทราบว่า--
(การละหมาดใน)บ้านของพวกเขา(ผู้ชาย)ดียิ่งสำหรับพวกเขา(ผู้ชาย)ด้วยหรือไม่"
โดย: ไม่พูดถึงบ้าง IP: 125.25.134.52 วันที่: 23 มิถุนายน 2551 เวลา:1:22:16 น.
  
สวัสดีค่ะ คุณ ไม่พูดถึงบ้าง , คุณไม่เข้าใจ

ใช่ค่ะ ที่อิสลามปฏิบัติ และไม่ปฏิบัติ(ข้อห้าม) เพราะเป็นคำสั่งจากพระเจ้าค่ะ

สาเหตุที่ผู้ดูแลบางคนไม่อยากให้คนต่างศาสนาเข้ามัสยิด เพราะอาจอาจจะไม่สะดวกที่จะมาดูแลคุณ

บางคนไม่มั่นใจว่าจะมาทำอะไร เพราะบางคนท่าทางจะมาหาเรื่องแบบนี้ใครก็ไม่อยากให้เข้า
แต่ถ้าเข้าไปสอบถามด้วยความสุภาพ แล้วเขายังโวยวายกลับมา ไม่เข้าใจว่าคุณจะเข้าไปด้วยสาเหตุอะไร ทั้งที่คุณอยากจะขอไปดูสถานที่ อยากรู้ว่าเขามีพิธีกรรมอะไรบ้าง
ก็แสดงถึงความเข้าใจพื้นฐานศาสนาเขาเองค่ะ

ส่วนชายนั้น
ละหมาดที่มัสยิด ดีกว่าที่บ้านค่ะ

นอกจากว่า เขาไปแล้วลำบาก อย่างเช่นทางสามจังหวัดภาคใต้
หรือ มีพ่อแม่ ลูกภรรยาเขาป่วยหนักต้องดูแลใกล้ชิด ละทิ้งไม่ได้
หรือตัวเขาเองป่วยหนักจนมามัสยิดไม่ได้

การละหมาดที่บ้านก็ไม่มีปัญหา เพราะอิสลามไม่ได้กำหนดว่า ยากลำบากแค่ไหนก็ต้องไป อิสลามอลุ่มอะล่วยในเหตุที่สมควรค่ะ

ด้วยความเคารพค่ะ
โดย: นะ(รก) วันที่: 27 มิถุนายน 2551 เวลา:7:09:20 น.
  
ทำไมสตรีต้องสวมที่โพกผมอ่ะ
โดย: เด็กไทย IP: 118.173.95.166 วันที่: 29 มกราคม 2552 เวลา:21:37:00 น.
  
สุเหร่าเขาทำกันวันไหนบ้างใครรู้ช่วยตอบทีคะ
โดย: ปรายแหวน IP: 58.9.91.24 วันที่: 19 สิงหาคม 2552 เวลา:16:12:08 น.
  
ทำไมสตรีต้องสรววมที่โพกผมเพราะ.................
เพราะ..พระเจ้าสั่ง เรามักได้ยินใคร ๆ เรียกฮิญาบเป็นภาษาไทยง่าย ๆ ว่า ‘ผ้าคลุมหัว’ หรือ ‘ผ้าคลุมผม’ ซึ่งไม่อาจสื่อถึงความหมายทั้งหมดของคำว่าฮิญาบได้ มีผู้หญิงตั้งมากมายที่คลุมผ้าคลุมผม แต่ไม่ได้คลุมฮิญาบ เพราะผ้าของพวกเธอทำหน้าที่แค่ปิดคลุมเส้นผม (ซึ่งบ้างก็มิดชิด บ้างก็ไม่) ในขณะที่ฮิญาบเป็นมากกว่านั้น!
ฮิญาบ หมายถึง “การปกปิด” ซึ่งไม่ได้หมายถึงเครื่องแต่งกายที่ทำหน้าที่ปิดคลุมเฉพาะภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงกริยามารยาท การวางตัว ความละอาย และการสำรวมจิตใจที่อยู่ภายในด้วย
ฮิญาบเป็นเสมือนเครื่องมือที่ช่วยให้มุสลิมะฮฺรำลึกถึงอัลลอฮฺในทุกการกระทำ เธอจะระมัดระวังและสำรวมปฏิบัติทุกสิ่งให้อยู่ในหลักการมากขึ้น เพราะความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และด้วยตระหนักว่าเธอคือตัวแทนของอัลลอฮฺบนโลกนี้ ทุกภาพลักษณ์ที่สะท้อนพฤติกรรมของเธอคือภาพรวมของอิสลาม
ดังนั้น ผู้ที่คลุมฮิญาบจึงไม่ใช่แค่ยอมรับผ้าผืนหนึ่งมาคลุมเรือนร่าง หากแต่ยอมรับหลักการทั้งหมดที่มากับผ้าผืนนี้มาคลุมใจด้วย นั่นคือหลักการแห่งอิสลามซึ่งครอบคลุมทุกรายละเอียดของชีวิต

คำดำรัสของอัลลอฮฺในคัมภีร์อัลกุรอานที่ทรงบัญญัติเรื่องฮิญาบ มี 2 โองการ คือ บทอัลอะหฺซาบ โองการที่ 59 และบทอันนูร โองการที่ 31
“โอ้นบี (มุฮัมมัด) เอ๋ย! จงกล่าว แก่ภรรยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง(1) นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน(2) และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” [อัลกุรอาน บทที่ 33 (อัลอะหฺซาบ) โองการที่ 59]
“และจงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แก่บรรดามุอฺมินะฮฺ (ผู้ศรัทธาหญิง) ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ (3) และให้พวกเธอรักษาทวาร (อวัยวะเพศ) ของพวกเธอ (4) และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ (5) เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ (6) และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศีรษะของพวกเธอลงมาจนถึงหน้าอกของเธอ (7) และอย่าให้พวกเธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ (8) เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ (9) หรือบิดาของพวกเธอ (10) หรือบิดาของสามีของพวกเธอ (11) หรือลูกชายของพวกเธอ (12) หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ (13) หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ (14)หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอ (15) หรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ (16)หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ (17) หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) (18) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ (19) หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง (20) และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ (21) เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ” [อัลกุรอาน บทที่ 24 (อันนูร) โองการที่ 31]
โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:18:49:51 น.
  
ทำไมคนต่างศาสนาเข้า ...มัสยิดไม่ได้
ปัญหาหญิง หญิง

ท่านนบี صلى الله عليه وسلم กล่าวว่า
مَنْ كَانَ يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ فَلْيَقُلْ خَيْرًا أَوْ لِيَصْمُتْ
"ผู้ใดศรัทธาต่ออัลลอฮฺและวันสิ้นโลก ก็จงกล่าวในสิ่งที่ดี หรือไม่ก็เงียบเสีย" [บันทึกโดย มุสลิม]


ทำไมไม่เท่ากัน
ทำไมหนูถึงเกิดมาจน ไม่สวย ไม่รวยเหมือนมุสลิมคนอื่นๆ ที่มีที่ดินเปนสิบๆไร่ มีบ้านหลังโตๆมีรถคันใหญ่ๆ ทำไมพระเจ้าถึงไม่ยุติธรรมในเรื่องนี้ และอยากถามทุกๆคนว่า หากเปนไปได้ท่านอยากจะเปน



ผู้ศรัทธาเปนมุสลิม ที่รวยๆบ้านหลังโต หรือว่า อยากเปนผู้ศรัทธาเปนมุสลิมที่ยากจน



แล้วต่อไปภายภาคหน้า หากคนจนและคนรวยทำความดีบนโลกนี้เท่าๆกัน ตอนเข้าสวรรค์ ผลตอบแทนจะเท่ากันป่าวค่ะ เช่น เช่น คนจนได้ดื่มน้ำอมฤต 2 แก้ว คนรวยได้ดื่มแก้วเดียวเปนต้น แบบนี้ป่าวค่ะ


โดย : หนูแหวน Aug 22, 2008 58.8.144.29



بِسْمِ اللهِ الرَّحْمَنِ الرَّحِيْم
السلام عليكم ورحمة الله وبركا ته

คุณหนูแหวน.

อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัรเราะอฺดุ อายะฮที่ 26 ว่า " อัลลอฮทรงให้กว้างขวางและทรงให้คับแคบซึ่งปัจจัยยังชีพ แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และพวกเขาดีใจต่อชีวิตในโลกนี้ และชีวิตของโลกนี้เมื่อเทียบกับโลกอาคิเราะห์แล้ว หาใช่อื่นใดไม่ นอกจากความเพลิดเพลินเท่านั้น"

ฉะนั้นแล้วคงไม่เป็นที่สงสัยและเกิดข้อคลางแคลงใจหรอกนะ แก่บรรดาผู้ศรัทธาต่อศาสนาอิสลามและผู้มีหลักศรัทธาต่อกฎกอฏอ และกอฏัรอันเป็นหลักประการหนึ่งที่คนที่เรียกตัวเองว่า เขาเป็นมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม เขาต้องกล่าวและศรัทธามั่น ยึดถือมั่น และน้อมรับโดยสิโรราบนะ

เพราะเรื่องการประทานซึ่งปัจจัยยังชีพดังกล่าวนั้น ย่อมเป็นสิทธิของพระองค์ ที่จะเลือกให้ใครเป็นอย่างไร ที่จะเลือกให้ใครเป็นมุสลิมไหม เป็นอย่างนี้ไหม เป็นอย่างโน้นไหม

ดังที่กล่าวนี้ ยังไม่เป็นที่พอใจอีกหรือหากท่านนั้นเป็นหนึ่งคนที่ถูกบังเกิดขึ้นด้วยความเดชานุภาพ ความเมตตา ความกรุณาที่พระองค์ทรงทำให้ท่านนั้นเกิดมาใช้ชีวิตในโลกดุนยานี้อย่างเป็นมุสลิมที่ได้นับถือศาสนาอิสลาม ถึงแม้ว่า ท่านจะถูกบังเกิดขึ้นมาโดยอยู่ในสภาพที่ลำบาก ยากจน แสนเข็ญ ไม่หล่อ ไม่รวย ไม่สวยหรือมีสภาพร่างกายที่ไม่เป็นปกติก็ตาม แต่อย่าลืมว่า แน่นอนใครก็แล้วแต่ที่เขานั้นได้ตายไปโดยที่เขานั้นมีสภาพของความเป็นมุสลิมอยู่เขาย่อมได้รับสวนสวรรค์แน่นอนหลังจากที่เขาได้พ้นซึ่งการตอบแทนที่เขาได้ทำบาปไปในโลกนี้นะ นี่เป็นหลักศรัทธา นี่เป็นหลักที่เราต้องยึดมั่นถือมั่น และนี่เป็นเป้าหมายมิใช่หรือของคนที่นับถือศาสนาอิสลาม



ถามว่า ทำไมพระเจ้าถึงไม่ยุติธรรมหละ คงต้องถามกลับไปว่า รู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรม

ใครรู้!ถึงจิตใจท่าน ใครรู้!ถึงอนาคตท่านและใครรู้ถึงความเป็นท่านมากที่สุดหละ

ก็คงต้องเป็นผู้ควบคุมและผู้สร้างท่านใช่ไหม

ท่านรู้ไหม

หากอัลลอฮให้ท่านรวย ท่านหล่อ ท่านสวย ท่านอาจจะเที่ยว จะเป็นคนเลว จะไม่ซากาต จะหยิ่ง จะผยอง จะยโส จะโอ้อวด จะลืมตัวเอง..จนลืมละหมาด.....จนลืมอัลลอฮนะ

แต่หากอัลลอฮให้ท่านจน ท่านไม่หล่อ ท่านไม่สวย ท่านจะเป็นคนดี จะซากาต จะถ่อมตัว ไม่ยโส ไม่หยิ่งผยอง จะยำเกรง ไม่ลืมตัวเอง ไม่ลืมละหมาด..จนไม่ลืมอัลลอฮอ่ะ

เพราะอัลลอฮ(ซ.บ)ทรงตรัสไว้ในซูเราะห์อัลบะเกาะเราะหฺ อายะฮที่ 216 ว่า "และอาจเป็นไปได้ว่า พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่งทั้งๆที่มันดีแก่พวกเจ้า และบางทีพวกเจ้าชอบสิ่งหนึ่งทั้งๆที่มันเลวแก่พวกเจ้า และอัลลอฮนั้นทรงรู้ดี แต่พวกเจ้านั้นไม่รู้"



ดังนั้น

จงพอใจเถิด เพราะสิ่งที่เป็นอยู่ย่อมเป็นการดีแล้วสำหรับท่าน...อัลฮัมดุลิลลอฮ



หากอัลลอฮทรงประสงค์...ให้เจ้าเป็น

มุสลิมที่ร่ำรวยหรือยากจน ที่รูปหล่อและรูปงาม

ย่อมมี่ค่าและ มีเกียรติ มีศักดิศรี ณ พระองค์ที่เท่ากัน

หากเขานั้น เป็นมุอฺมินที่ศรัทธา

แต่มุสลิมที่ร่ำรวยหรือยากจน ที่รูปหล่อและรูปงาม

ย่อมไร้เกียรติ ไร้ราคา ไร้ศักดิศรี ณ พระองค์

หากเขานั้น เป็นมุสลิมแต่ไม่ใช่มุอฺมิน



เพราะท่านอบูฮูรอยเราะห์ (ร.ด) เล่าว่า ท่านรอซูล(ซ.ล)กล่าวว่า

"แท้จริง อัลลอฮ(ซ.บ)ไม่ทรงพิจารณาที่รูปร่างหน้าตาของพวกท่าน แต่อัลลอฮ(ซ.บ)ทรงพิจารณาที่หัวใจของพวกท่าน (บันทึกโดยมุสลิม)

แล้วอย่างนี้ เราจะตระหนัก จะนึกคิด จะผิดหวังหากไม่หล่อ หากไม่สวย หากไม่รวยด้วยทรัพย์สินอีกรึ



ทำอย่างไรให้เป็นมุอฺมิน ทำอย่างไรให้เป็นมุสลิมที่ศรัทธาและร่ำรวยด้วยอามาลที่ศอและห์

ก็ยำเกรงและตักวาซิ....

ใครที่ยำเกรงต่ออัลลอฮ อัลลอฮทรงให้ทางออก ขอเถอะนะ ขอไปเถอะ หากอยากรวยด้วยอามาล เพราะมุอฺมิน ไม่มีทางตัน มุอฺมินมีทางออก....อินชาอัลลอฮ



คนรวยกับคนจน การตอบแทน การทำดีจะเหมือนกันได้อย่างไร

เพราะยิ่งมีทรัพย์สินมากยิ่งถูกสอบสวนมาก ยิ่งมีทรัพย์สินมากเขาย่อมถูกทดสอบมากในโลกดุนยานี้

แล้วจะมีสักกี่คนในสังคมเราที่ร่ำรวยแล้วผ่านซึ่งการทดสอบจากพระองค์อย่างครบถ้วน..วัลลอฮฮุอะลัม

แล้วแท้ที่จริงนั้น คนจนจะเข้าสวรรค์ก่อนคนรวยเพราะผ่านการสอบสวนเพียงน้อยนิด

อินชาอัลลอฮ

สำคัญนะ

มโนภาพแห่งวันสอบสวนและวันตอบแทนย่อมอยู่เหนือซึ่งความคิดและจินตานาการของมนุษย์เรา ตราบใดที่ไม่ปรากฎหลักฐานจากอัลกุรอานและหะดิษนะ

วัลลอฮฮุอะลัม



والسلام عليكم ورحمة الله وبركاته



โดย : มุอฺมิน Aug 23, 2008 124.120.151.202



อัลลอฮนั้นทรงรู้ดี

แต่พวกเจ้านั้นไม่รู้

โดย : มุอฺมิน Aug 23, 2008 124.120.151.202



หนูแหวน ค่ะ อยากจะบอกว่า ร่างกาย ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นไม่ใช่ของเรา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วิญญาณ หนูแหวนคิดดูนะ หากวิญญาณ หลุดลอยไป แล้วจะมีความรู้สึกมั้ย แค่คิดแค่นี้คงไม่ท้อนะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมาจากอัลเลาะห์ ทุกสิ่งที่ได้ไม่ว่าจะจนหรือรวยก็มีบททดสอบแตกต่างกันไป อย่าคิดว่าหนูแหวนโคนคนเดียวนะ ทุกคนหรือญิน สัตว์ทุกตัวก็มีการทดสอบ ในแบบที่พระเจ้าทรงกำหนด ..จบ..

โดย : guest Aug 26, 2008 58.8.20.183



โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:18:52:56 น.
  
ชีอ๊ะกับวาฮาบี ...ไม่มีใครถูกทั้งสิ้น เพราะแยกตัวออกมา
พระเจ้ารับเฉพาะ อลิสซุนนะห์..น่ะ เพระศาสนาอิสลาม
คือการศรัทธา ต่ออัลลอห์ ต่อรอซู้ล ต่อวันสิ้นโลก ต่อมลาอีกัต
ต่อการกำหนดสภาวะการณ์ ..ความดีและความชั่ว
เเต่พวกเขาไม่ศรัทธาในรอซู็ล เป็นอิสลามในสายตามนุษย์ แต่ทำไปอัลลอห์ก็ไม่รับ เพราะนิกายที่เกิดมาใหม่เติมแต่งหลาย หลายอย่างเข้าไป อัลลอลอห์รับเฉพาะ
ศาสนาอิลาม นิกายดั้งเดิมไม่เปลี่ยนเเปลง คือ อลิสสุนนะห์วัลญามาอะห์
โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:04:31 น.
  
ทำไมอิสลามจึงไม่ทานหมู?
คนทั่วไปมักจะสงสัยว่า "ทำไมอิสลามจึงห้ามกินหมู ?" และมักจะเข้าใจว่า
เฉพาะคนมุสลิมเท่านั้นที่มีบทบัญญัติทางศาสนาห้ามกินหมู ทั้ง ๆ ที่ศาสนาคริสต์
ก็มีบทบัญญัติห้ามคนคริสเตียนกินเช่นกันและห้ามมาก่อนสมัยศาสดามุฮัมมัด
เสียด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นเรื่องแปลกที่ไม่ยักมีใครถามว่า
"ทำไมคัมภีร์ไบเบิลจึงห้ามกินหมู่ ?"
เมื่อบทบัญญัติห้ามกินหมูถูกประทานให้แก่มุสลิมในยุคต้น ๆ ผู้คนในยุคนั้น
ไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพระเจ้าจึงทรงห้ามเพราะผู้ศรัทธาในพระเจ้ายุคนั้นรู้แต่
เพียงว่าเขาเป็นมุสลิม และมุสลิมคือผู้นอบน้อมยอมจำนนต่อคำสั่งของพระเจ้าโดย
สิ้นเชิงดังนั้น เมื่อพระเจ้าทรงบัญชาสิ่งใดพวกเขาก็ปฏิบัติตาม โดยไม่มีการตั้งคำ
ถามว่า "ทำไม?" เพราะพวกเขารู้ดีว่าพระเจ้าทรงมีเหตุผลและทรงมีเจตนาดีต่อ
พวกเขา แต่เหตุผลของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าทีสติปัญญาของพวกเขาแต่เหตุผล
ของพระองค์ในเวลานั้นเกินกว่าที่สติปัญญาของพวกเขาจะหยั่งรู้ได้ ดังนั้น การปฏิบัติ
ตามด้วยความศรัทธาเพียงอย่างเดียวสำหรับพวกเขาก็ถือว่าเป็นการเพียงพอแล้ว
สำหรับการเป็นมุสลิม
แต่เมื่อโลกวิวัฒนาการขึ้น การปฏิบัติตามศาสนาด้วยความศรัทธาทางจิตใจ
เพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะไม่เพียงพอแล้วสำหรับมนุษย์ผู้มีวิวัฒนาการทางสติ
ปัญญา มนุษย์ต้องการจะรู้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำสั่งของพระเจ้าเพื่อประกอบกับ
ความศรัทธาของเขา ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการทางสติปัญญาของมนุษย์
พระองค์จึงได้ประทานความรู้ความสามารถทางสติปัญญให้แก่มนุษย์เพื่อใช้ค้นคว้า
หาคำตอบและเหตุผลด้วยสติปัญญาของเขาเอง
เพื่อที่จะปฏิบัติตามคำสอนของอิสลามในเรื่องนี้ มุสลิมจะต้องปฏิบัติตามในสิ่งที่
พระผู้เป็นเจ้าอนุมัติและงดเว้นในสิ่งที่พระองค์ห้ามทั้งนี้เพื่อที่จะได้รับความสะอาด
บริสุทธิ์ทั้งทางด้านจิตวิญญาณและธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์
การละเว้นจากการกินเนิ้อหมูในอิสลามมีเหตุผลหลายประการทั้งจากทัศนะของ
ศาสนาและทัศนะทางวิทยาศาสตร์

การรักษาอนามัยและการแสงหาความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ
การละเว้นจากการกินเนื้อหมูเป็นขั้นตอนหนึ่งซึ่งอิสลามกำหนดไว้เพื่อเป็นการ
รักษาสุขภาพอนามัย และการได้รับความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ

โดย: คนรู้ อ่านใหม IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:10:00 น.
  
อิสลามสอนให้มนุษย์มีชีวิตสะอาดอย่างไร ?
ประการแรก อิสลามได้ย้ำเรื่องความสะอาดบริสุทธิ์ของจิตวิญญาณและความ
สะอาดของร่างกาย และประการที่สองคือการบริหารร่างกายที่เหมาะสม หลักการอิสลาม
หนึ่งในห้าประการคือการละหมาดห้าเวลาในแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่ยืนยันถึงเรื่องนี้ วิทยา
ศาสตร์อาจจะเน้นเรื่องของอนามัย แต่จะไม่ใส่ใจต่อความสำคัญของการปลูกฝังธรรม
ชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์ หากจะเปรียบไปก็เหมือนกันการเน้นการศึกษาเรื่องวัตถุนิยม
และจิตนิยม ความจริงแล้ว จิตนิยมและวัฒนธรรมของธรรมชาติอันบริสุทธิ์นั้นเป็นศาสตร์
และปรัชญาสองวิชาที่ถูกทอดทิ้งไปในช่วงระยะหนึ่ง ที่ข้าพเจ้าพูดว่าทิ้งช่วงไประยะหนึ่ง
ก็เพราะข้าพเจ้าเชื่ออย่างจริงใจว่ามันจะถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกและจะมีความสำคัญต่อไป
ในอนาคตโดยการประดิษฐ์คิดค้นของวิทยาศาสตร์
วิชาอนามัยเป็นเรื่องภายนอกและเป็นเรื่องทางวัตถุ แต่เรื่องวัฒนธรรมของธรรม
ชาติภายในนั้นเป็นเรื่องน่าสนใจที่เกี่ยวข้องทั่วร่างกายและจิตวิญญาณ

อิสลามยอมรับและไม่ทำลายความรู้สึก
เช่นเดียวกับศาสนาอื่น ๆ อิสลามได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อลักษณะและ
คุณธรรมอันดีงาม อิสลามถือว่ามนุษย์เกิดมาบริสุทธิ์ เม่งจื๊อก็เช่นเดียวกับอิสลามที่ถือว่า
ความดีและความชั่วจะได้รับการเรียนรู้อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ความแตกต่างระหว่างสอง
ความคิดนี้ก็คืออิสลามสอนให้รู้ถึงวิธีการที่จะได้รับความดีงามและหลีกเลี่ยงนิสัยที่เลวทราม
เพราะทั้งความดีและความชั่วจะเติบโตในมนุษย์ตามการศึกษาและสภาพแวดล้อมในชีวิต
ประจำวันของเขา
มนุษย์มีความต้องการตามธรรมชาติ เช่น ต้องการอาหารการหลับนอน การสืบพันธุ์
อยู่ในตัวเอง เช่นเดียวกับที่เขามีความรู้สึกตามธรรมชาติอย่างอื่น เช่นความสุข ความโกรธ
ความเศร้า ความรัก ความกลัว ความหิว ความปรารถนาและอื่น ๆ
ความปรารถนาเกิดขึ้นจากสัญชาติญาณแห่งการเป็นเจ้าของ ความไม่พอใจในการ
เป็นเจ้าของจะก่อให้เกิดอาการอิจฉาและในที่สุดก็กลายเป็นความริษยาและความโลภ
อย่างไรก็ตามอิสลามก็ไม่ได้แนะนำให้ทำลายความรู้สึกเหล่านี้
แต่อิสลามได้เสนอวิธีการควบคุมมันไว้ให้แก่มนุษย์ เพราะตราบใดที่มนุษย์ยังมีชีวิตอยู่
ความรู้สึกเช่นนั้จะเกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ความจริงแล้ว ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเปรียบเสมือน
กับเครื่องยนต์ของยานพาหนะ มันขึ้นอยู่กับคนขับต่างหากที่จะควบคุมมันและนำมันไปสู่
จุดหมายที่เป็นประโยชน์

การเลือกอาหาร
การห้ามกินเนื้อหมูในอิสลามเป็นขั้นตอนหนึ่งในการศึกษาทางวัตถุนิยมและนำไปสู่
การเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความจำเป็นสำหรับการมีธรรมชาติอันบริสุทธิ์ของมนุษย์โดยอัตโนมัติ
ในฐานะที่เลือดโดยแท้จริงแล้วคือชีวิตของเราและสิ่งใดที่เราบริโภคเข้าไปนั้นจะมีผลต่อระบบ
เลือดของเราในที่สุด ดังนั้น มันจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราจะต้องรู้จักเลือกอาหารและเครื่องดื่ม เป็น
ที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนว่ายิ่งมนุษย์มีอารยธรรมมากเท่าใด มนุษย์ก็จะยิ่งรู้จักเลือกอาหาร
มากยิ่งขึ้นเท่านั้น นอกจากนั้นแล้ว เรายังรู้อีกว่าคนไร้อารยธรรมแห่งแอฟริกาในในอดีตนั้น
เป็นชนเผ่าที่กินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเป็นอาหาร ชนพื้นเมืองในมลายูและชาวเขาบางพวกใน
บอร์เนียวไม่รู้จักการเลือกอาหารการกิน คนพวกนี้จะกินงู หนอน หนูและอะไรก็ตามที่พวกเขา
จับได้ พวกจัณฑาลในอินเดียก็ไม่รู้จักเลือกอาหาร แต่พอมีวัฒนธรรมสูงขึ้นก็จึงเริ่มรู้จักเลือก
กินอาหารและลดปมด้อยลงไป นี่คือข้อพิสูจน์ที่สนับสนุนคำพูดของข้าพเจ้า
การพัฒนาไปสู่สภาพอันบริสุทธิ์ในความเป็นมนุษย์นั้นมิได้อยู่ที่การละเว้นจากการกิน
เนื้อหมู การกินเนื้อสัตว์ที่ตายเองโดยธรรมชาติหรือตายเนื่องจากการต่อสู้ไม่ว่าจะเป็นวัว ควาย
แพะ แกะหรือสัตว์ปีกก็เป็นที่ต้องห้ามในอิสลามเช่นกัน เราไม่รู้ว่านักวิทยาศาสตร์จะทำการ
ศึกษาเรื่องเนื้อหรือเลือดของสัตว์ที่ตายเพราะการต่อสู้หรือเปล่า แต่เรามุสลิมถูกสอนมิให้กิน
เนื้อของสัตว์แหล่านั้นมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นและจากหลักการอิสลามแล้วมุสลิมจะไม่กินเนื้อของสัตว์ที่
ล่าสัตว์ด้วยกันเป็นอาหารอีก เช่น สิงโต เสือ งู แมว สุนัข หนู เป็นต้น ข้อห้ามเช่นนี้มีเหตุผล
เพื่อความสะอาดบริสุทธิ์ของธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ เพราะว่าเมื่อบริโภคอาหารใด ๆ
เข้าไป อาหารไม่เพียงแต่จะเข้าไปในลำไส้และกลายเป็นของเสียที่ร่างกายขับถ่ายออกมาเท่านั้น
แต่มันจะถูกดูดซึมเข้าไปในระบบเลือดและหมุนเวียน เข้าไปยังทุกส่วนของร่างกายรวมทั้ง
สมองด้วย และนี่เองที่ทำให้มันมีผลต่อธรรมชาติของมนุษย์
อิสลามอนุญาตให้มุสลิมกินเนื้อที่สะอาด อิสลามมิได้ห้ามและก็มิได้สนับสนุนใครให้
เป็นมังสวิรัต (ผู้ทีไม่กินเนื้อสัตว์) แต่อย่างไรก็ตาม ในการกินเนื้อสัตว์นั้น มุสลิมจะต้องรู้จัก
เลือก บางคนอาจโต้แย้งว่า "หมูสมัยใหม่" ได้รับอาหารทีสะอาดดังนั้นเนื้อของมันก็น่าที่จะ
บริโภคได้คำตอบสำหรับคำโต้แย้งนี้ก็คือคุณอาจจะให้อาหารที่สะอาดแก่หมู แต่คุณก็ไม่
สามารถที่เปลี่ยนธรรมชาติของหมูได้ จะอย่างไรก็แล้วแต่ หมู่ก็ยังเป็นหมูอยู่วันยังค่ำ หมูมิใช่
พืช คุณมิอาจจะเปลี่ยนธรรมชาติของมันโดยการทาบกิ่งหรือต่อตา

โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:10:44 น.
  
ธรรมชาติของหมู
โดยธรรมชาติแล้ว หมูมีนิสัยขี้เกียจและหมกมุ่นอยู่กับเรื่องสืบพันธุ์ มันไม่ชอบ
แสงอาทิตย์และเป็นสัตว์ขี้กลัว ยิ่งมีอายุมากมันจะยิ่งขี้เกียจมาก หมูจะกินแทบทุกสิ่ง
ที่อยู่ข้างหน้ามันไม่ว่าสิ่งนั้นจะสกปรกโสโครกเพียงใด มันจะชอบที่สกปรกมากกว่าที่
สะอาด ชอบที่จะกินและนอนโดยไม่ชอบเดินไปไหนมาไหนมีนิสัยตะกละ ในบรรดาสัตว์
ทั้งหมด หมูจะเป็นแหล่งของตัวพยาธิที่เป็นพิษแหล่งใหญ่ที่สุด ดังนั้นเนื้อหมูจึงเป็นพาหะ
ของโรคหลายอย่างมายังมนุษย์ ด้วยเหตุผลนี้เอง เนื้อหมูจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาบริโภค
ความเห็นของนายแพทย์จีนและนายแพทย์ชาติอื่นทั้งในอดีตและปัจจุบันเกี่ยว
กับเนื้อหม เมื่อพูดถึงเรื่องนิสัยการกินที่สะอาด ข้าพเจ้าขออนุญาตแนะนำความเห็นและ
บทสรุปทางการแพทย์และบทสรุปของคนจีนและนักเขียนทั้งรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ให้ผู้อ่าน
ได้รู้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบถึงเรื่องการห้ามมุสลิมกินหมู
นิตยสารอายุวัฒนะของจีนที่มีชื่อเสียงเล่มหนึ่งชื่อ "หยันโฉวตัน" กล่าวว่า :
"เมื่อใกล้ตายความกลัวจะเข้าไปยังหัวใจของหมูและลมหายใจสุดท้ายของสัตว์จะเข้า
ไปยังน้ำดี เนื้อสัตว์ทุกชนิดเป็นอาหารบำรุงกำลังยกเว้นเนื้อหมู จงอย่ากินมัน"
จะเห็นว่ามีการอ้างถึงความกลัวและลมหายใสุดท้ายของสัตว์ที่เข้าไปยังหัวใจ
และน้ำดีของมันซึ่งเรื่องนี้อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับได้สำหรับนักวิทยาศาสตร์ แต่มันจะ
ต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างสำหรับการสรุปแบบห้วน ๆ นี้
ในสมัยราชวงศ์ถัง มีหมอคนหนึ่งชื่อ ซุนซีเหมา เคยถูกเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใคร ๆ อยากจะเป็นกันแต่ท่านกลับปฏิเสธ หมอผู้นี้มีอายุยืนถึง 100 ปี และ
เป็นนักอนามัยผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยเมื่อสองพันปีที่ผ่านมา ท่านได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง
"เฉเฉนลู" (บันทึกแห่งสุขภาพ) ว่า :-
"เนื้อหมูอาจทำให้การป่วยไข้เก่า ๆ กลับคืนมาอีก มันนำไปสู่การเป็นหมัน โรคไขข้อ
กระดูกอักเสบ และโรคหืด"
หมอผู้นี้ได้ชี้ให้เห็นโรคอย่างน้อยทีสุดสามโรคและยังกล่าวถึงแนวโน้วของเนื้อหม
ูที่จะเป็นสาเหตุทำให้โรคเก่ากลับมาอีก การค้นพบของท่านได้รับการยืนยันโดยนักวิทยา
ศาสตร์ในปัจจุบันแล้ว
หมอมีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งแห่งราชวงศ์หมิง ชื่อ หลีชีเฉน (ซึ่งเป็นซินแสด้านยา
และเขียนตำราไว้กว่า 50 เล่ม) ได้ใช้เวลาตลอดชีวิตของท่านศึกษาเกี่ยวกับเรื่องยา
ได้กล่าวเกี่ยวกับเนื้อหมูไว้ว่า :-
"หมูทางตอนใต้มีกลิ่นฉุนและมีน้ำมันเข้มข้น มันมีพิษภัยที่ก่อให้เกิดโรคมากมาย"
ถ้าหากไม่มีความเชื่อมั่นหลังจากการศึกษาอย่างหนักเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและสิ่งที่กิน
ได้นับพันชนิด หมอผู้ยิ่งใหญ่อย่างหลีชีเฉนก็คงไม่กล้าพูดว่าเนื้อหมูโดยทั่วไปเป็นอันตราย
ต่อสุขภาพ ความเห็นและข้อสรุปทางการแพทย์เหล่านี้ถูกอ้างมาจากหนังสือเรื่อง
"พิธีกรรมในอิสลาม" (The Rites in Islam) ซึ่งเขียนโดย เชค หวางไต้ยู่
นักการแพทย์สมัยใหม่ชื่อ ฉือฮุนหยู ได้เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง "ปัญหาของการกินเนื้อสัตว์
เป็นอาหาร" (The Problem of Carnivorousness) ของเขาว่าการกินเนื้อหมูเป็น
สาเหตุทำให้เกิดความจำเสื่อมและผมร่วง วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ได้พบว่า เนื้อหมูเป็น
สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้ศีรษะล้านและความจำเสื่อม ซึ่งโรคทั้งสองนี้เป็นที่หวั่นกลัวของ
คนหนุ่มและคนแก่คำพูดเช่นนี้สนับสนุนคำพูดเกี่ยวกับเรื่องหมูของคนในยุคโบราณโดย
ทางอ้อม
โดยปกติเรามักจะเห็นคนขายหมูมีรูปร่างอ้วนฉุ แต่นั่นไม่จำเป็นต้องหมายถึงการ
มีสุขภาพดีเสมอไป บางทีมันอาจจะเป็นของการติดต่อสัมผัสกับเนื้อหมูอย่างต่อเนื่องและ
เป็นโรคที่เนื้อหมูนำมาก็ได้ ดร.เกลน เชฟฟาร์ด (Fr.Glen Shephard) ได้เขียนเกี่ยว
กับเรื่องอันตรายของการกินเนื้อหมูไว้ในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ ฉบับวันที่ 31
พฤษภาคม 1952 ไว้ว่า
"ประชาชนในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา 1 ใน 6 คนมีเชื้อจุลินทรีย์ในกล้าม
เนื้อ-ทริโคโนซีส-จากการกินเนื้อหมูที่มีเชื้อพยาธิทริคินาหลายคนติดเชื้อโรค
แต่ไม่มีอาการ คนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อนี้จะฟื้นจากอาการป่วยช้ามาก บางคนเสียชีวิต
บางคนกลายเป็นคนทุพพลภาพซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นคนกินเนื้อหมูอย่างไม่ระมัดระวัง"
"ไม่มีใครที่ปลอดพ้นจากเชื้อโรคนี้และก็ไม่มีวิธีการรักษา ไม่มียาปฏิชีวนะหรือยา
และวัคซีนใด ๆ ที่สามารถจะมีผลต่อพยาธิมรณะตัวจิ๋วนี้ได้ ดังนั้น การป้องกันการ
ติดเชื้อจึงเป็นคำตอบที่แท้จริง"
"พยาธิทริคินามีความยาวเมื่อเติบโตเต็มที่ประมาณ 1/8 นิ้ว และกว้างประมาณ
1/400 นิ้ว มีอายุยืนถึง 40 ปี มีสารห่อหุ้มตัวเป็นลักษณะแคปซูลกลมคล้ายลูกมะนาว
อยู่ระหว่างเส้นใยกล้ามเนื้อ"
"เมื่อคุณกินเนื้อที่ติดเชื้อโรคเข้าไปสารที่ห่อหุ้มพยาธินี้จะถูกย่อยแต่ตัวพยาธิที่อยู่ภาย
ในจะเติบโตเต็มที่และแต่ละตัวจะออกลูกประมาณ 1500 ตัว พยาธิเหล่านี้จะเข้าไปใน
เลือดของคุณในเวลาหนึ่งหรือสองสัปดาห์หลังจากที่คุณกินพ่อแม่ของมันเข้าไป เนื่องจาก
พยาธิสามารถรุกรานเข้าไปได้ในหลายส่วนของอวัยวะ ดังนั้น อาการของโรคนี้จะเหมือน
กับโรคอื่น ๆ อีก 50 โรคซึ่งทำให้เป็นเรื่องยากในการวินิจฉัย"
"วิธีการหมักเค็มและการรมควันธรรมดาไม่อาจที่จะฆ่าพยาธิเหล่านี้ และการ
ตรวจเนื้อของรัฐบาลที่สถานที่บรรจุหีบห่อหรือที่โรงฆ่าสัตว์ก็ไม่สามารถรู้ถึงเนื้อหมูที่
ติดโรคนี้ได้"
หลังจากที่อ่านถ้อยคำของ ดร.เชฟฟาร์ด แล้ว เราสามารถสันนิษฐานได้ว่า
ไม่มีหลักประกันความปลอดภัยที่แท้จริงแม้แต่เมื่อตอนเรากินเนือ้หมูจึงเป็นการเอา
สุขภาพและชีวิตของเราเข้าไปเสี่ยงเหมือนกับการพนัน

โรคที่มีสาเหตุมาจากหมูและการกินเนื้อหมู
เราขอทำความเข้าใจให้กับท่านเป็นที่กระจ่างก่อนว่าเนื้อของสัตว์ทุกชนิดหรือแม้
กระทั่งผักนั้นจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคอยู่ด้วยกันทั้งนั้น แต่เนื้อหมูจะมีเชื้อจุลินทรีย์และ
พยาธิที่มีเชื้อโรคอยู่มากที่สุด ในบรรดาเนื้อสัตว์ที่มนุษย์รู้จัก ยิ่งเราศึกษาเนื้อหมูมากขึ้น
เราก็ยิ่งมีความกลัวมากขึ้น
ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของจุลินทรีย์ที่เป็นเชื้อโรคและพยาธิที่พบในเนื้อหมูและโรคต่างๆ
ที่มีสาเหตุมาจากมัน โรคต่าง ๆ เหล่านี้เป็นโรคที่ติดต่อและระบาดได้ง่ายในขณะทีบางโรค
มีความรุนแรงอาจถึงตายได้
นี่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ายิ่งวิทยาศาสตร์มีความก้าวหน้ามากเท่าใดก็ยิ่งเป็นการ
พิสูจน์เห็นถึงความถูกต้องของอิสลามมากขึ้นเท่านั้น


ชื่อพยาธิ
1. Fasciolopsis Buski (พยาธิใบไม้ลำไส้)
Zlankester 1857 : Ocliver-1902)
พยาธิเหล่านี้จะแผงตัวอยู่ในลำไส้เล็กของ
หมู เป็นเวลานาน พยาธิเหล่านี้เมื่อออกจาก
ตัวหมู ก็จะไปติดตัวทาก ซึ่งจะมาติดต่อกับ
คนอีกทีหนึ่ง ส่วนใหญ่แล้วจะมีอยู่ในเมืองจีน



2. พยาธิตัวกลมพยาธิชนิดนี้มีความยาว 9-10
นิ้ว และได้ชื่อว่า "พยาธิท่องเที่ยว"เพราะมัน
สามารถเคลื่อนที่ไปได้
ชื่อของโรคที่มีสาเหตุจากพยาธิ
1. 28% ของคนไข้ที่เข้ารับการรักษาใน
โรงพยาบาลเฉาฮิง (จังหวัดเฉเกียงของจีน)
และ5.5% ของคนไข้อื่น ๆ ที่ไปรับ การรักษาภายนอกโรงพยาบาลได้รับการ ติดเชื้อโรคคนไข้จะมีอาการผิดปกติในเรื่อง
การ ย่อยอาหารและจะเป็นโรคท้องร่วง
ต่อเนื่อง ร่างกายจะบวมเนื่องจากเนื้อเยื่อ
ใต้ผิวหนังพองน้ำ

2. โรคปอดอักเสบ โรคหายใจขัด โรคดีซ่าน


ข้อมูลเกี่ยวกับพยาธิและเชื้อโรคที่พบในเนื้อหมูหรือหนังหมูและเป็นสาเหตุของ
โรคต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้นคัดมาจากบทความที่เขียนโดย ดร.มุฮัมมัด ญะฟัรในหนังสืออิสลา
มิครีวิว ตีพิมพ์ในลอนดอน ค.ศ. 1957 ข้อมูลอีกส่วนหนึ่งข้าพเจ้าได้รับมาจากตันศรีโจฮารี
ดาวุด ผู้อำนวยการหน่วยบริการทหารผ่านศึกของมาเลเซีย ข้อมูลบางส่วนถูกนำมาจาก
วารสาร "ESSentia Review on Agriculture-Veterinary" ฉบับที่ 12 เล่ม 2 (1959)
ของใต้หวัน
ใน ค.ศ. 1936 เมื่อผู้เขียนได้ไปเยี่ยมคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยไคโร คณบดี
ของคณะได้ชี้ให้ผู้เขียนดูพยาธิตัวแบนขนาดยาว 10 ฟุตในโถแก้วใหญ่ใบหนึ่งและกล่าวว่า
"นี่มาจากเมืองจีน" ผู้เขียนรู้สึกไม่สบายใจต่อข้ออ้างดังกล่าวและได้พูดทักท้วงด้วยเสียง
ขุ่น ๆ ว่า "ทำไมจะต้องเอ่ยถึงเมืองจีนเป็นการเฉพาะด้วย ?""จีนเป็นประเทศที่กินเนื้อหมู
ที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังมีโรคอื่น ๆ ที่มาจากหมู่มากเป็นอันดับหนึ่งด้วย เช่น Tricana
Spiralis และพยาธิลำไส้ ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่จึงซื้อตัวอย่างเหล่านี้มาจากเมืองจีน เพราะว่า
มันมีอยู่ที่นั่นแล้ว"เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ผู้เขียนจึงต้องหยุดทักท้วงและยอมรับข้ออ้างอิงนั้นด้วย
ความเงียบ
ข้าพเจ้าเชื่อว่าคนจีนได้นำหมูป่ามาเลี้ยงประมาณ 10,000 ปีแล้วแล้วหมูก็ดูเหมือน
ว่าจะติดต่อกับมนุษย์มาเป็นเวลานานแล้วด้วย คำว่า "บ้าน" หรือ "ครอบครัว" ที่เขียนใน
ภาษาจีนนั้นเป็นหลังคาอยู่ข้างบนและมีหมูอยู่ข้างใต้ วิถีการดำรงชีวิตเช่นเดียวกันนี้
ก็มีอยู่ในบ้านตัวเรือนยาวในซาราวัค


โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:11:24 น.
  
1. ศาสนายูดาย
ชาวยิวเป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในคัมภีร์ไบเบิลเก่าซึ่งมีคำสอนกล่าวไว้อย่างชัดเจน
ในบทเวลวิติโก 11.7-8 ว่า "…หมู เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่า แต่ไม่เคี้ยวเอื้อง
จึงเป็นสัตว์มลทินแก่เจ้าอย่ารับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้เลย และเจ้าอย่าแตะต้องซาก
ของมันมันเป็นของมลทินแก่เจ้า" ชาวยิวหลายคนยังปฏิบัติตามในเรื่องนี้อย่างเคร่งครัด

2. ศาสนาฮินดู
ผู้นับถือศาสนาฮินดูถูกห้ามกินเนื้อหมูด้วยเช่นกัน ข้าพเจ้ารูเรื่องนี้เมื่อตอนเดินทางไป
อินเดีย คนฮินดูที่ข้าพเจ้าพบไม่สามารถบอกได้ว่าตรงไหนของคัมภีร์ที่ห้ามกินหมู คนใน
วรรณะจัณฑาลของอินเดียจะไม่เลือกกินอาหาร แต่คนในวรรณะอื่นถือว่าการกินเนื้อหมูเป็น
เรื่องน่าอาย ความจริงแล้ว คนฮินดูทุกคนจะเป็นนักมังสวิรัติโดยเฉพาะวรรณะพราหมณ์
อย่างไรก็ตาม นายมุฮัมมัด ดูรายได้พบบันทึกต่อไปนี้ในคัมภีร์ษุกัลเปียมของชาวฮินดู
บทที่ 163 ที่กล่าวว่า "วันหนึ่งเมื่อมาณิกาวัสสะกามกราบไหว้พระศิวะแล้ว เขาก็ได้เอาเนื้อ
หมูป่าที่เพิ่งล่ามาใหม่ ๆ มาถวายพระศิวะ ทันใดนั้น เขาก็เห็นเลือดซึมออกมาจากดวงตา
ของรูปปั้นพระศิวะ หลังจากนั้น เขาก็ได้ยินเสียงกล่าวว่า "เจ้าผู้ที่กินเนื้อได้ทำบาป" นี่คือ
ทั้งหมดที่ข้าพเจ้าอ้างเกี่ยวกับเรื่องการกินเนื้อหมูชองชาวฮินดู
เกี่ยวกับเรื่องการห้ามกินเนื้อวัวนั้น เพื่อนผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนได้กล่าวว่าไม่มีคัมภีร์
ฮินดูเล่มใดที่อ้างอิงถึงเรื่องนี้ มันเป็นเพียงขนบธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาโดยผู้คนตั้งแต่ยุคก่อน

3. ศาสนาโซโรแอสเตอร์
ศาสนาโซโรแอสเตอร์เป็นศาสนาประจำชาติของชาวเปอร์เซียซึ่งถูกก่อตั้งโดยโซโรแอสเตอร์
์เมื่อประมาณ 550 ปี ก่อนคริสตกาล ศาสนานี้วางพื้นฐานอยู่บนปรัชญาและความเชื่อใน
อำนาจแห่งความดีและความชั่ว ศาสนานี้บางทีก็ถูกเรียกว่าศาสนาบูชาไฟ มีชาวเปอร์เซีย
ประมาณ 150,000 คน ในอินเดียโดยเฉพาะในบอมเบย์ ร้านอาหารของคนพวกนี้ในบอมเบย์
จะไม่มีอาหารทีทำด้วยเนื้อหมูและเนื้อวัว

4. ศาสคริสต์นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสต์
นิกายเซเวนเดย์แอดเวนติสต์ของคริสต์ศาสนาถูกก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ.
1853 โดยวิลเลียม มิลเลอร์ ผู้พยากรณ์ว่าการสิ้นสุดของโลกจะเกิดขึ้นประมาณ ค.ศ. 1843-
1845 ผู้นัถือนิกายนี้ปฎิบัติตามคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลบทเลวิติโกเกี่ยวกับเรื่องการห้ามกิน
เนื้อหมูและมักจะมากินอาหารที่ร้านมุสลิมเพื่อความสบายใจเมื่อต้องกินอาหารนอกบ้าน นอก
จากนั้นแล้ว นิกายนี้ยังห้ามดื่มชาและกาแฟด้วย

คนที่ไม่ควรกินหมู
1. ศาสนาพุทธ
พุทธศาสนิกชนมีศีลที่จะต้องปฏิบัติ 5 ข้อด้วยกัน คือห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามผิดประเวณี ห้าม
ลักขโมย ห้ามพูดปด และห้ามดื่มสิ่งมีนเมา ชาวพุทธที่มีความเคร่งครัดในศาสนา
จะปฏิบัติศีลอีก50 หรือ 500 ข้อ แล้วแต่ระดับของความศรัทธา
ขอให้เรามาพิจารณาถึงศีลข้อแรกซึ่งไม่เหมือนกับอิสลามและศาสนาคริสต์ กล่าวคือ ศาสนา
พุทธจะห้ามฆ่าสัตว์ทุกชนิดซึ่งรวมทั้งหนู งู แมลงวัน ยุง และอื่น ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าจะทำให้
พุทธศาสนิกชนต้องถือมังสวิรัติ ชาวพุทธในนิกายมหายานจะไม่กินเนื้อไก่ เป็ด
ปลาเนื้อวัว หรือเนื้อแพะกล่าวสั้น ๆ ก็คือเนื้อสัตว์ทุกชนิดรวมทั้งไข่ บางครั้งแม้แต่หัวหอม
และกระเทียมก็ถูกห้ามด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ชาวพุทธก็ไม่น่าที่จะกินเนื้อหมูด้วย
อย่างไรก็ตามเราจะเห็นว่าผู้ที่นับถือศาสนาพุทธส่วนใหญ่มักจะไม่ปฏิบัติตามศีลขัอนี้
อันเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมของท้องถิ่นที่อยู่อาศัยเช่น ธิเบต และมองโกเลียซึ่งผัก
เป็นสิ่งที่หายากมาก

2. ศาสนาคริสต์
.. ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ทุกคนไม่ควรจะกินเนื้อหมูเพราะชาวคริสเตียนเป็นผู้ที่เชื่อในพระคัมภีร์
ไบเบิลเก่าและใหม่อย่างไม่มีเงื่อนไขและในพระคัมภีร์ไบเบิลฉบับเก่า บทเลวิติโกก็ห้ามการ
กินเนื้อหมูอย่างชัดเจน
ชาวคริสเตียนบางคนอ้างว่าปัจจุบันพวกเขาเป็นชาวคริสเตียน มิใช่ยิวอีกต่อไปแล้ว แต่เราขอถาม
ว่าทำไมพวกเขาถิงปฏิบัติบัญญัติสิบประการอย่างเคร่งครัด และทำไมคัมภีร์ไบเบิลเก่า
และใหม่จึงถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นหนึ่งซึ่งเรียกกันว่าคัมภีร์ไบเบิลนอกจากนั้นแล้วคำอบรมสั่งสอน
ขั้นพื้นฐานของนักบวชชาวคริสต์ก็วางพื้นฐานอยู่บนคัมภีร์ไบเบิลเก่าด้วย

คนจีนส่วนใหญ่ก็ไม่ควรกินหมู
ถ้าหากข้าพเจ้ากล้าที่จะกล่าวคำพูดข้างต้น ข้าพเจ้าก็จะต้องหาข้อพิสูจน์ในสิ่งที่
ข้าพเจ้าได้พูดไป ที่ข้าพเจ้าพูดว่าคนจีนส่วนใหญ่นั้น ข้าพเจ้าหมายถึงผู้ที่ยึดถือคำสอนของ
ขงจื๊อ คำสอนของขงจื๊อมาจากคัมภีร์ลี่ฉี (คัมภีร์แห่งพิธีกรรม) ในบทเฉายีของคัมภีร์เล่มนี้
กล่าวว่า "ฉึนซูปูเฉหุนยู่" ซึ่งหมายความว่า "ผู้ดีไม่กินเนื้อหมูและเนื้อหมา" (ตามคำแปล
ของสาธุคุณ อาร์. อาร์. แมธธิวในพจนานุกรมจีน-อังกฤษของเขา) เพื่อที่จะให้แน่ใจในความ
หมายที่ถูกต้องของคำทั้งหกคำดังกล่าวมาข้าพเจ้าได้ถามผ่านไปยังสมาชิกสำนักพิมพ์ฉบับนั้น
นายลองเฟลโลดับบลิว.ซี.หลิว. ก็ได้ถามนัการศึกษาอาวุโสและเป็นนักวิชาการชาวจีนที่มีชื่อ
เสียงคนหนึ่งชื่อนายควนเฉินหมินซึ่งยอมรับว่าคำทั้งหกดังกล่าวมานั้นหมายความว่า "ไม่มี
คนดีคนไหนกินเนื้อหมูหรือเนื้อหมา" ดังนั้น คนจีนที่ยอมรับนับถือลัทธิขงจื๊อเป็นศาสนาหรือ
เป็นคำสอนและนับถือว่าคัมภีร์แห่งพิธีกรรมเป็นคัมภีร์ที่มีค่า อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ควรกินเนื้อหมู
และเนื้อหมา
คัมภีร์แห่งพิธีกรรมเป็นคัมภีร์ที่มีอายุกว่า 3,000 ปีและถูกค้นพบโดยคนในยุคสมัย
ก่อนเมื่อเนื้อหมูและเนื้อหมาเป็นที่ต้องห้าม อิสลามเป็นศาสนาที่ถูกประทานมาเมื่อประมาณพัน
สี่ร้อยปีหลังจากที่คัมภีร์แห่งพิธีกรรมได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ อิสลามได้ห้ามคนกินเนื้อหมู แน่นอน
มันจะต้องมีความหมายสำคัญบางอย่างอยู่ในคำสอนของคัมภีร์ต่าง ๆ ดังกล่าวมา

3 ความเห็นของมิชชันนารีคริสเตียนเกี่ยวกับเนื้อหมู
ข้าพเจ้าได้อ่านคำแปลคัมภีร์กุรอานของสาธุคุณอิลเลียสหวางชิงฉาย แห่งมณฑลเทียนสิน
และพบข้อความเกี่ยวกับความคิดเห็นของนักสอนศาสนาคริสเตียนคนหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องการห้ามกิน
หมูในบทที่ 6 โองการที่ 145 ชื่อของนักบวชคนนั้นคือ หบินหังปิน และชื่อของหนังสือเล่มนั้นคือ
"ไต๋ชูโยเต๋า" (มีทางตั้งแต่เริ่มต้น) ข้าพเจ้ารู้สึกสนใจมากในความคิดเห็นนี้เพราะว่าบาดหลวง
ท่านนี้มิใช่บาดหลวงในนิกายเซเวนเดย์ แอดเวนติสต์ ขอให้ผู้อ่านได้สังเกตต่อไปว่าบาดหลวง
ท่านนี้มิได้มีการเข้าข้างหรือต่อต้านอิสลามแต่ประการใด

โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:13:04 น.
  
มีอะไรในอิสลาม? ในอิสลาม มนุษย์จะได้พบคำตอบอย่างสมบูรณ์ว่าตัวของเขาคือใคร เขามาจากไหน เขามีฐานะอย่างไร
ในโลกนี้ ใครเป็นคนสร้างเขามา และเขามายังโลกนี้ทำไม เมื่อตายแล้วเขาจะไปไหน ชีวิตหลังความตายเป็นอย่าง
ไรและเขาจะได้รับผลตอบแทนอย่างไรในสิ่งที่เขาทำไว้หลังจากที่เขาได้ตายลง ซึ่งเรื่องเหล่านี้วิทยาศาสตร์ และลัทธิความเชื่อต่างๆไม่อาจที่จะให้คำตอบได้ชัดเจน ในอิสลาม มนุษย์จะได้รู้ว่าขณะที่เขามีชีวิตอยู่ในโลกนี้
เขาควรจะมีความเชื่ออย่างไร เขาควรจะดำเนินชีวิตอย่างไร จะปฏิบัติตัวอย่างไรกับพ่อแม่ ลูกเมีย ญาติพี่น้อง คน
ไข้ เพื่อนบ้าน เด็ก และผู้ใหญ่ สัตว์และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขา ทั้งในยามสงบและยามสงครามในอิสลามมนุษย์จะ
ได้พบวัฒนธรรม ศีลธรรม จรรยามารยาทที่เป็นมาตรฐานอันเดียวกัน ไม่ว่าคนมุสลิมผู้นั้นจะมาจากเผ่าพันธุ์สีผิว
หรือพูดภาษาใดก็ตาม ตัวอย่างเช่น การกล่าวสล่ามในการทักทาย การกล่าวนามของอัลลอฮ์ ก่อนกินอาหาร และ
การทำกิจกรรมต่างๆ การห้ามดื่มสุราก็เป็นข้อห้ามที่เด็ดขาด โดยไม่มีการยกเว้นอนุญาตให้ดื่มในบางโอกาสเป็น
ต้น ในอิสลาม มนุษย์จะรู้ว่าควรจะแต่งงานกับใคร และใครบ้างที่เขาไม่ได้รับอนุญาตให้แต่งงาน ด้วยการแต่ง
งานของเขาควรจะเป็นอย่างไร เมื่อมีปัญหาที่จะต้องหย่าร้างเขาควรจะทำอย่างไร จึงจะเกิดความเป็นธรรมแก่
ทั้งสองฝ่าย เมื่อมีการตาย เขาควรจะจัดการกับศพและทรัพย์สินของคนตายอย่างไร และอื่นๆในอิสลาม มนุษย์จะเห็นอย่างชัดเจนว่า เมื่อยืนอยู่ต่อหน้าพระผู้เป็นเจ้าแล้ว มุสลิมทุกคนมีความเท่าเทียมกันไม่ว่าเขาเหล่า
นั้นจะมาจากชนชั้นหรือสีผิวใด เขาจะได้พบว่ามุสลิมทุกคนมีหน้าที่ต่อพระเจ้าอย่างเท่าเทียมกันและหน้าที่
ดังกล่าวนี้ก็มิได้เป็นของชนชั้นหนึ่งชนชั้นใด และหากเขาต้องการที่จะมีความใกล้ชิดหรือติดต่อกับพระผู้เป็นเจ้า เขาก็สามารถติดต่อกับพระองค์โดยตรงโดยไม่ต้องอาศัยนักบวชทำหน้าที่เป็นนายหน้าติดต่อให้ และที่สำคัญที่สุด
คือในอิสลาม มนุษย์จะได้พบกับอัลลอฮ์ พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง และผู้ทรงสร้างเขา ผู้ทรงประทาน
ปัจจัยยังชีพอันมากมายมหาศาลให้แก่เขา ผู้ทรงให้ความกรุณาปราณีและความเมตตาแก่เขา ผู้ทรงให้กำลังใจ
แก่เขาในยามที่เขาต้องประสบกับความทุกข์ยากลำบาก ผู้ทรงให้หลักประกันในการตอบแทนความดีที่เขาปฏิบัติ
ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครเห็นก็ตาม และทำให้เขาไม่รู้สึกท้อแท้ในการที่จะทำความดีต่อไป

ในอิสลาม มนุษย์จะได้พบวิทยาการแขนงต่างๆ ซึ่งถูกกล่าวไว้ในคัมภีร์กุรอ่าน เมื่อประมาณ 1400 ปี
ก่อน แต่มนุษย์เพิ่งจะค้นพบความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อ มนุษยชาติมาเมื่อไม่ถึง 100 ปีนี่เอง และถึงแม้ปัจจุบัน วิชาการทางด้านวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากแค่ไหนก็ตาม ในคัมภีร์กุรอานก็ยังมีสิ่งที่ท้าทายสติปัญญาให้
มนุษย์ได้ขบคิดและค้นคว้าต่อไปอย่างไม่จบสิ้น หลักศรัทธาในอิสลาม เริ่มแรกของอิสลามคือการรู้จักพระเจ้า และศรัทธาในพระองค์ เมื่อท่านเริ่มต้นเรียนภาษาใดก็ตาม สิ่งแรกที่ท่านจะต้องเรียนรู้และยอมรับก่อนก็คือ
พยัญชนะของภาษานั้น หรือเมื่อท่านจะเริ่มเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สิ่งแรกที่ท่านจะต้องรู้จักก่อนก็คือตัวเลข ฉันใด
ก็ฉันนั้น เมื่อท่านต้องการจะเรียนรู้อิสลามสิ่งแรกที่ท่านจะเรียนรู้และความรู้จักก่อนก็คือ "อัลลอฮ์" ผู้ทรงเป็นพระ
เจ้าที่แท้จริงแต่เพียงพระองค์เดียว และที่เราต้องทำความรู้จักก่อนก็เพราะว่าพระองค์ทรงประทานอิสลามมาให้
แก่มนุษยชาติ การรู้จักอัลลอฮ์ คือการรู้จักคุณลักษณะของพระองค์ซึ่งมีกล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกรุอ่านถึง99ประการ
ด้วยกัน ตัวอย่างเช่น พระองค์ทรงมีอยู่ดั้งเดิม ทรงเป็นผู้สร้าง ผู้ทรงอภิบาล ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงไม่
เหมือนใครและไม่มีใครเหมือนผู้ทรงยุติธรรม ผู้ทรงเห็น ผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตา และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งจะไม่ขอนำมากล่าวในที่นี้ทั้งหมด แต่ขอย้ำไว้ตรงนี้ว่าคนที่จะรู้จักอัลลอฮ์
และเข้าถึงพระองค์ได้นั้นจะต้องใช้สติปัญญาใคร่ครวญอย่างถ้วน ถี่ถึงลักษณะของพระองค์เพราะการมีความเชื่อ
หรือศรัทธาในพระเจ้านั้นมิใช่เป็นการเชื่ออย่างมืดบอด แต่มันเป็นเรื่องของการใช้สติปัญญาอย่างมีเหตุผล และ
เป็นเรื่องที่ไม่เกินสติปัญญาของมนุษย์



โดย: คนรู้ IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:15:19 น.
  
ไม่อนุญาตให้ต่างศาสนิกเข้าในมัสญิด เพราะมัสญิดถือเป็นเคหะสถานของอัลลอฮฺ สุบหาะฮุวะตะอาลา
เป็นสถานที่มีเกียรติ สถานที่อิบาดะฮฺต่อเอกองค์พระผู้อภิบาล ฉะนั้นจึงมิควรสำหรับผู้ที่ปฏิเสธพระองค์
ที่จะเยือนบ้านของพระองค์ ดังที่ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุลอะซีซได้เขียนสารมิให้ชาวยิวและคริตส์เข้าในมัสญิดของมุสลิม

แต่ทั้งนี้ หากมีเหตุจำเป็นหรือผลประโยชน์ (มัศละหะฮฺ) ก็อนุญาตให้ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮฺอะลัยฮิวะสัลลัม
ได้มัดษุมามะฮฺ อิบนุ อุษาล ไว้ที่มัสญิด ทั้งนี้ก็เพื่อให้เขาได้เห็นบรรดามุสลิมร่วมกันละหมาด ได้ฟังเสียงอัล-กุรอาน
เพื่อเขาจะเปิดใจรับอิสลาม.
โดย: ิื IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:19:26 น.
  
หลักฐานอื่นๆ ที่บ่งชี้ว่า หากมีความจำเป็น หรือเพื่อศึกษาทำความเข้าใจอิสลาม ก็อนุญาตให้เข้าได้

- เรื่องราวของษุมามะฮฺ ตามที่อาบิรยกมา (บันทึกโดยบุคอรี 462 และมุสลิม 1764)

- แขกจากเมืองนัจญ์รอน (นัศรอนี) ที่มาหาท่านนบีในมัสยิดเพื่อสอบถามเรื่องอิสลาม (บันทึกโดย 4380 และมุสลิม 2420)

- เฎาะมาม บิน ษะอฺละบะฮฺ เข้าหาท่านนบีในมัสยิด ในฐานะตัวแทนของเผ่าเขา (บันทึกโดยบุคอรี 63 และมุสลิม 12)


# ส่วนถ้าเป็นการเข้าชมเพียงเพื่อความบันเทิงใจ เพื่อชมสถาปัตยกรรมความสวยงาม เป็นเชิงท่องเที่ยวไป อันนี้ ไม่อนุญาต

โดยมีหลักฐานเช่น

- นบีห้ามให้ตามหาของหายในมัสยิด ท่านกล่าวว่า "แท้จริงมัสยิดไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้" (บันทึกโดยมุสลิม 568)

- และท่านก็ห้ามทำการซื้อขายในมัสยิด (บันทึกโดย ติรมิซีย์ 322 และอิบนุมาญะฮฺ 749)


ที่จริงแล้วก็ยังมีรายละเอียดเพิ่มเติมนะ อาจจะมาว่ากันใหม่ อินชาอัลลอฮฺ


โดย: ้เ่ี้าร IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:20:09 น.
  
สันติภาพบีพวกเขาเหนือหลุมฝังศพของคนตายฝังใหม่และเขาถามเพื่อนของเขาสำหรับสหาย, เขากล่าวว่าเป็นหลุมฝังศพหรือ Muhjin) หญิงผู้ได้ทำความสะอาดมัสยิดที่สงบ Fatbhm บีพวกเขาเนื่องจากพวกเขาไม่ได้บอกเขาเสียชีวิตของเธอและเขา prays สำหรับการละหมาดศพและกล่าวว่า (ช่วยไม่ได้บอกฉัน?) กล่าวว่าฉันได้นอนหลับเราไม่ได้ต้องการปลุกคุณขึ้นและทำละหมาดเพื่อสันติภาพบีพวกเขา. [มุสลิม].
***
หนึ่งในอูฐ Bedouin มีสีแดงและเขาชอบความรักอันยิ่งใหญ่และครั้งเดียวหายสายที่ออกจากชายคนหนึ่งมองหาเขาตลอดทั้งคืนไม่พบเขาในละหมาดในมัสยิด Fajr Bedouin หยุดเรียกร้องและขอให้คนอื่นวลีเมื่อเขาได้ยินสันติภาพบีพวกเขาโกรธกับเขาเพราะเขาขอประโยคที่มัสยิดและกล่าวแก่พวกเขา (ไม่พบ
สร้างเพียงมัสยิดที่สร้างขึ้นสำหรับเขา) [มุสลิม].
และสั่งศานติจงมีแด่เขาหากพวกเขาเห็นสหายของเขาในมัสยิดจะขอสิ่งที่หายไปนั้นกล่าวแก่เขา (พระเจ้าคุณไม่ตอบกลับมัสยิดจะไม่สร้างนี้) [มุสลิม].
***
มัสยิดเป็นบ้านของพิธีกรรมสำหรับชาวมุสลิมและมุสลิมเป็นแหลมไปมัสยิดเพื่อละหมาดให้แก่เขาเพื่อของรางวัลอันยิ่งใหญ่เขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา (จากวันพรุ่งนี้และมายังมัสยิดที่ทรงเตรียมไว้สำหรับเขาลงมาจากฟากฟ้าเป็นพรุ่งนี้หรือเป็น) [ตกลง ].
เขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา (จากบริสุทธิ์ในบ้านของเขาแล้ว walked ที่บ้านของพระเจ้าที่จะให้บริการเป็นภาระหน้าที่ของพระเจ้าเป็นคนหนึ่งในพวกเขาเชื่อมโยงไปถึงความผิดขั้นตอนและองศาการบินอื่นๆ) [มุสลิม]. และทำให้สถาปัตยกรรมของมัสยิดและละหมาดในนั้นและมันคือหัวใจของเจ็ดผู้สี Allaah จะในร่มเงาในวันกิยามะฮ์.
มัสยิดอักษรศาสตร์มุ่งมั่นในศาสนาอิสลามและรักษารวมถึง:
ความบริสุทธิ์: ไม่ต้องใส่มัสยิดคลอและ postpartum และ menstruating แต่ passersby เพื่อรับรางวัลอันยิ่งใหญ่สำหรับมุสลิม.
น้ำหอมและใส่เสื้อผ้าสวย: ผู้ทรงอำนาจกล่าวว่า (ลูกหลานของอาดัมเอ๋ยที่มัสยิดทุกคน) [กำหนดเอง: 31].
มุสลิมควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นเหม็น, กระเทียม, หอม, กระเทียม, และอื่นๆเขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา (จากการกินกระเทียมหรือหอม
Vlietzlna หรือ Vlietzl มัสยิดและเรานั่งในบ้านของเขา) [ตกลง].
ไปหลาย: อิสลามกระตุ้นไปจำนวนมากมัสยิดและนั่งที่เขากล่าวว่าพวกเขาสงบ: (ไม่บอกคุณในสิ่งที่ Allaah erases ผิดและทำให้พวกเขาเกรด?).
พวกเขากล่าวว่า "ใช่ Messenger โอ้พระเจ้า.
เขากล่าวว่า wudoo ในอันตรายที่หลายคนก้าวไปมัสยิดและรอละหมาดหลังจากละหมาด, Vzlkm Rabat, Vzlkm Rabat, Rabat Vzlkm) [มุสลิม].
เมื่อคุณไปกราบไหว้เขานบีสงบพวกเขากล่าวว่าทางเขาไปมัสยิด: (โอ้พระเจ้า, ทำไฟหัวใจของฉันและเสียง-แสงและแสงไฟและไฟทางขวาและทางตอนเหนือของโนรา, โนราหน้าและไฟท้ายและไฟในฉันรถไฟใต้ดินและแสงสว่างและให้ฉัน light) [มุสลิม].
มุ่งมั่นในความเงียบสงบระหว่างมัน: เขากล่าวว่าพวกเขาสงบ: (เมื่อคุณได้ยินเสียงสวดมนต์เดินไปพำนักและคุณจะได้รับเงียบสงบและสง่างามไม่ซึ่งได้วิ่ง, สิ่งที่คุณเข้าใจ
, สวดและพลาด, เสร็จมัน) [ตกลง].
Login ชายชาวเยเม็นกับพร: มุสลิมเข้ามัสยิดไปยังเท้าขวาของเขาและกล่าวพระนามของอัลล O ลลอฮ์ให้ศีลให้พรเจ้าพระเจ้าอภัยความผิดของฉันฉันและเปิดประตูแห่งความเมตตาของคุณให้ฉัน. _ [มุสลิม].
Rak'ahs ละหมาดมัสยิดทักทาย: เขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา (ถ้ามีของที่คุณป้อน rak'ahs Fleurkaa มัสยิดก่อนที่จะนั่งลง) [มุสลิม].
ไม่ได้ออกจากมันหลังจากละหมาด: หากมุสลิมในมัสยิดและอำนาจละหมาดไม่ออกจากมัสยิดหลังจากเสร็จสิ้นละหมาดเขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา (ถ้าคุณอยู่ในมัสยิดและโทรไปละหมาดคือละหมาด) [Ahmed], และอาจหมดความจำเป็น .
โดยธรรมชาติในการรำลึกถึงอัลลอ: มุสลิมคมพูดถึงพระเจ้า - สรรเสริญ - และ reciting ศักดิ์กุรอานแห่งและเพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้เป็นกังวลกับเรื่องทางโลกในมัสยิด. เขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา
(... แต่ทำมัสยิดเพื่อพระเจ้าและละหมาดและอ่านอัลกุรอาน) [ตกลง].
ไม่ผ่านหน้าบ่าว: มุสลิมไม่ผ่านหน้า; กล่าวสงบพวกเขา (ผ่านถ้าเรียกหน้าละหมาด-ทำไมไม่ได้เขาจะต้องยืนสำหรับสี่สิบดีสำหรับเขาผ่านหน้าเขา) [มุสลิม]. หากอิหม่ามมุสลิมในกลุ่มเสื้อ Momomcin แต่ถ้าอยู่คนเดียวในละหมาดไม่อนุญาตสำหรับทุกคนผ่านหน้าเขาหลังจากการนำของเสื้อ.
สถาปัตยกรรมของมัสยิด: reconstructing มุสลิมมัสยิดและรักษาละหมาดและหัวใจของเขาได้แขวนเสมอในมัสยิดและมัสยิดไม่ละทิ้ง; มัสยิดบ้านทุกใจบุญและบ้านของพระเจ้าในแผ่นดินของมัสยิด.
พระเจ้ากล่าว - ความหมาย: - (แต่มัสยิดของพระเจ้าที่เชื่อในอัลลอและวันสุดท้าย, และละหมาดจัดตั้งและให้ Zakaah และกลัวไม่มีแต่พวกพระเจ้า, ผู้ที่จะแปลงเป็น)
[สำนึกผิด: 18]. Narrated ว่าสันติภาพบีพวกเขากล่าวว่า (ถ้าคุณเห็นคนเคยมัสยิดเป็นพยานว่าเขามีผู้ศรัทธา) [Ahmad, Tirmidhi และ Ibn Majah].
หลีกเลี่ยงการเพิ่มเสียงหรือดำเนินคดี: มุสลิมเมื่อเขาเข้ามัสยิดนั้นจะรักษาศักดิ์ศรีและความสงบเงียบและสงบ. รายได้ใน Omar Bin Al Khattab - อาจจะทรงมีความยินดีกับเขา - มัสยิดและพบชายสองคน Itkhasman และเพิ่มเสียงเขากล่าวแก่หนึ่ง Sahaabah: ไปที่ฉันพลาดและเมื่องบมาสองคนกล่าวว่าที่คุณล่ะ?
พวกเขากล่าวว่าคนของ Taif.
กล่าวว่า Omar - อาจจะทรงมีความยินดีกับเขา -: ถ้าสิ่งนั้นคนของประเทศให้ Oodjatkma ตี, ยก Osuatcma ในมัสยิดแห่งสันติภาพบีพวกเขา. [Al-Bukhari]. มุสลิมไม่รบกวนทุกคนละหมาดในมัสยิด, แม้ว่าการอ่านอัลกุรอาน.
กังวลการรักษาความสะอาด
โดย: แ้เ่ีัค IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:24:43 น.
  
วิงวอนเมื่อเขาซ้าย: มุสลิมออกจากขาซ้ายมัสยิดและกล่าวว่า: (ชื่อของพระเจ้า. O ลลอฮ์ให้ศีลให้พรเจ้า. โอ้อัลลอฉันขอให้คุณกรุณา) [มุสลิม].
ด้านและจะไม่รอจนกว่าหญิง menstruating: อาจจะผ่านต้องจ่าย. เขากล่าวว่า (โอ้ผู้ศรัทธาไม่ได้มาใกล้ละหมาดเมื่อคุณเมาจนกว่าคุณจะรู้ด้านแต่ไม่บอก passers-โดยแม้ Tgtsilwa) [หญิง: 43].
ไม่ได้สร้างมัสยิดบนหลุมฝังศพเขากล่าวว่าพวกเขาสงบ: (สาปแช่งพระเจ้า Jews เอาหลุมฝังศพของบรรดานบีของพวกเขาเป็นมัสยิด) [ตกลง].
เมื่อคุณสร้างเศรษฐกิจและไม่ตกแต่ง: สันติภาพกล่าวว่าพวกเขา (สิ่งที่สั่งการก่อสร้างมัสยิด) [บู Dawood]. และวิธีการก่อสร้าง: เหนือตกแต่ง-ของมัสยิดได้สั่ง al ibn Umar-Khattab - อาจจะทรงมีความยินดีกับเขา - การสร้างมัสยิดและเขาสร้างตาม: ระวังของคนสีแดงหรือสีเหลืองปาล์มสาขา. [Al-Bukhari].
อาคารของมัสยิดเพื่อให้ใบหน้าพระเจ้าและยังได้รับรู้ในรางวัลอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า - เป็นที่ยกย่อง - สันติภาพบีกล่าวว่าพวกเขา (ผู้ใดสร้างมัสยิดขึ้นเพื่อเป็นใบหน้าของพระเจ้าหนึ่งตัวต้องการพระเจ้าในสวรรค์) [ตกลง].
ไม่ขายและซื้อโดย: Messenger ของสันติภาพพระเจ้าพวกเขา (ถ้าคุณได้เห็นขายหรือซื้อในมัสยิด, ให้เขากล่าวว่าพระเจ้าจะไม่ได้รับคุณ. ถ้าคุณได้เห็นพยายามจะหลงทาง, ให้เขากล่าวว่าพระเจ้าจะไม่ตอบกลับคุณ) [Tirmidhi และสตรี].
I'tikaaf ได้แก่นั่งในมัสยิดและอยู่เพื่อที่จะดึงใกล้ชิดกับพระเจ้าและทำละหมาดที่ดีและกล่าวว่าการละหมาดและการสรรเสริญและสามารถ Bukhaari และมุสลิมเป็นระยะประสงค์ใดและอาจรบกวน i'tikaaf เมื่อใดก็ได้และสันติภาพบีพวกเขาออกเป็นสิบวันสุดท้ายของเดือนรอมฎอน , ต้องการมัสยิดและมาจากเพียงไปละหมาด Eid.
นอนในมัสยิด: มีอะไรผิดปกติกับนอนในมัสยิดที่นบีมีความสงบสุขแก่เขานอนในมัสยิดและกลุ่ม - ทรงยินดีกับพวกเขา - การนอนแต่มุสลิมมีการรักษาความสะอาดของมัสยิดและระบบการปกครองของเขา.
ลำดับของแถว: บี, สงบพวกเขาจัดแถวในละหมาดเป็นคนยืนในแถวแรกแล้วยืนเบื้องหลังพวกเขาและลูกหลานชายและหญิงยืนปลายมัสยิดและสันติภาพบีพวกเขาชำระแถวและกล่าวว่า: (Astwooa และแตกต่างจากแตกต่างกันไปหัวใจของคุณฝัน Ulu Ellne และน่ากลัว) [มุสลิม].
ความสงบสุขพวกเขากล่าว (ตรวจแถวของคุณตรง, การชำระเงินของแถวจากความสมบูรณ์ของการละหมาด) [มุสลิม].
มัสยิดจริยธรรมแกรนด์:
เมื่อเขาเห็นบ้านมุสลิมของพระเจ้าเมื่อในหัวใจของเขาและทำให้มือของเขาและเขา pulls ปิดลิ้นของเขา (O Z เกียรติบ้านนี้และจากความเคารพและศักดิ์ศรีและความรุนแรงและไดรฟ์ของศักดิ์ศรีและความเอื้ออาทรของบรรดาผู้ Hajj หรือเกียรติ Atmrh และจากความเคารพและนับถือและที่ดิน) [Shafi'i].
ตั้งใจแล้วจะ Viqublh หินดำก็ไม่สามารถอ้างถึงด้วยมือของเขาแล้วยืนด้วยรองเท้าของเขาและเริ่มวงรอบบ้านที่ไม่ขออวยพรมัสยิดนั้น circumambulation การทักทาย.
จริยธรรมศาสดามัสยิด:
มุ่งมั่นมุสลิมกับความเงียบสงบและศักดิ์ศรีเมื่อเขาเข้ามัสยิดและดีมี Mttaiba, ใส่เสื้อผ้าดีและสายการละหมาดเข้ามัสยิดและละหมาดเริ่มทักทายมัสยิดใน K-ธรรม (สถานที่ซึ่งอยู่ระหว่างบ้านของมุฮัมมัด
ศานติจงมีแด่เขาและเวทีสนทนา). และไปที่หลุมฝังศพของสันติภาพบีพวกเขาแล้วย้ายไปทางขวาและให้ในอาบู Bakr - อาจจะทรงมีความยินดีกับเขา - และแล้วล่าช้าเล็กน้อยและให้ใน Omar - อาจจะทรงมีความยินดีกับเขา - แล้วไปที่เมืองและขอสิ่งที่เขาต้องการ.
มุสลิม avoids สัมผัสหรือ kissing ห้องเธอยุติธรรมและสันติภาพร่อซู้ลรู้ว่าพวกเขาเสียใจที่ถูกห้ามมิให้ยกระดับร้ายแรงของเขาและกล่าวว่า (อย่าเทศกาลหนักหนาของฉัน) [บู Dawood].
มัสยิดศิลปะในวันศุกร์:
มีวรรณกรรมเกี่ยวกับการไปที่มัสยิดในวันศุกร์โดยเฉพาะรวมถึงคือ
น้ำหอมซักผ้า, เครื่องสำอาง: "สันติภาพบีพวกเขา (คนไม่มีเวลาอาบน้ำในศุกร์, ขัดเกลาตัวเองเป็นเขาสามารถของความบริสุทธิ์และไขมันจากไขมันหรือเปลืองดี
บ้านแล้วเรียกให้มัสยิดไม่แตกต่างระหว่างทั้งสองแล้วอธิษฐานสิ่งที่ถูกเขียนเขาก็ฟังโต๊ะอิหม่ามหากเขาได้พูดคุยกันเพื่ออภัยเขาจากศุกร์ถึงวันศุกร์และอื่นๆ) [Al-Bukhari และ Ahmad].
เช้าไปมัสยิด: เขากล่าวว่าพวกเขาสงบ: (จากการล้างที่ไม่สะอาดศุกร์, แล้วอ้างเงิน (ซึ่งไปมัสยิด) ในชั่วโมงแรกเป็นถ้าใกล้อูฐ (อูฐ) และอ้างสิทธิในครั้งที่สองในฐานะถ้าใกล้วัวและอ้างสิทธิในครั้งที่สามในเช่นถ้าเขาเสียสละวัวและไปในครั้งที่สี่เป็นถ้าเขาอยู่ใกล้ไก่ไปในครั้งที่ห้าเป็นไข่ถ้าหากเขาเสียสละเข้าร่วมมลาอิกะฟังเหนือ) [ตกลง].
ไม่ผ่านขั้นตอนที่ประชาชนคนมาละหมาดศุกร์กับสันติภาพบีพวกเขาคุณสามารถข้ามผ่านคอของผู้คนและสันติภาพบีพวกเขาสั่งสอนในการเทศน์, เขากล่าวว่าศานติจงมีแด่เขา (I นั่งเจ็บและ Annette (คือชะลอตัวลงและล่าช้า)) [บู Dawood และสตรีและ Ahmad].
ระหว่างฟังเทศน์: อิหม่ามมุสลิมผู้ฟังสิ่งที่ Vestma การสั่งสอนและแนวทางที่ถูกต้องเพื่อให้ผลประโยชน์เขาไม่พูดกับบรรดาข้างเขา narrated ที่อาบู Huraira - อาจจะทรงมีความยินดีกับเขา - ที่สันติภาพบีพวกเขากล่าวว่า (ถ้าคุณบอกให้เพื่อนของคุณในวันศุกร์ที่โต๊ะอิหม่ามเทศน์แล้วฟังโตโก) [Narrated โดยกลุ่ม].
เขากล่าวว่าสันติภาพพวกเขา (ผู้พูดในวันศุกร์ขณะที่อิหม่ามเป็นเดินทาง Kalhmar และผู้บอกเขา Jumu'ah ไม่ฟังเขา) [Ahmad และอัล Tabaraani].
โดย: ืท่า IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:25:15 น.
  
ใครคือการใช้ชีวิตในพระเจ้าไม่รันทด
บรรดาการสรรเสริญพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์และไม่มีอำนาจใดๆแต่พระเจ้า
ใกล้พระเจ้าก่อนที่จะเกินไปปลาย
รักของพี่ชายในขณะที่คุณรักตัวเอง
แท็กใน (มัสยิดจริยธรรม):
โดย: ะเิั้า IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:25:50 น.
  
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ เราสามารถแสดงให้คุณเห็นสัญลักษณ์อันล้นเหลือของอัลลอฮฺได้เพียงเล็กน้อย เราจะพบว่าเมื่อเรามองดูรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ทุกอย่างในโลกนี้นั้น อัลลอฮฺทรงทำให้เราได้รู้ถึงการมีอยู่ของพระองค์ การรับรู้และรำลึกถึงข้อเท็จจริงข้อนี้เป็นหน้าที่ของเรา จงใช้ความคิดเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงอำนวยให้แก่คุณ คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ถูกออกแบบและสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อคุณ คุณไม่ได้ทำอะไรสักอย่างเพื่อให้โลกมีระบบอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ คุณไม่ได้มีบทบาทอะไรในสิ่งเหล่านี้เลย

คุณเพียงแค่ลืมตาขึ้นมาในวันหนึ่ง และพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ทั้งหมดคุณสามารถมองเห็น ได้ยิน และรู้สึกได้ แต่สิ่งนี้ทั้งหมดเกิดขึ้นได้ก็เพราะอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะสร้างคุณขึ้นมา เพื่อเป็นการตอบแทนพระองค์ เพียงขอให้เรากตัญญูต่อพระองค์
โดย: ีาน IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:29:54 น.
  
อัลลอฮฺ ได้ให้ปัญญาแก่คุณมาให้คิดอะไร?


الرحيم

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปราณีเสมอ



...อัสลามุอาลัยกุม วาเราะห์มาตุลลอฮ์ วาบารอกาตุฮ ...

มุสลิมีนและมุสลิมะห์เอ๋ย อัลลอฮฺได้ให้ปัญญาแก่คุณมา คุณได้ใช้มันไปในทางของอัลลอฮฺหรือเปล่า?




คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

ตอนนี้คุณกำลังกำลังตาม ธรรม(อัล-ฮัค) หรือทำตาม (กาฟิร) อยู่
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

คุณกำลังทำให้ ศาสนาอิสลาม สูงขึ้น หรือ ต่ำลง

คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

คุณกำลังทำตาม สุนนะฮฺ หรือ ตามแฟชั่น
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

คุณกำลังทำตาม บรรดาศอฮาบะฮ์รอซูล (ซ.ล) หรือ บรรดาดารา
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

สมองคุณได้เต็มที่กับการท่อง อัลกุรอาน หรือที่เต็มไปด้วยกับการท่อง เพลงอันไร้สาระ
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

คุณกำลังทำความเข้าใจ ประวัติศาสตร์อิสลาม หรือ ซีรีย์เกาหลี
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

คุณกำลังทำในสิ่งที่อัลลอฮฺ ทรงสั่ง หรือ ทรงห้าม
คุณเคยคิดบ้างไหมว่า

คุณกำลังทำ อิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮฺ หรือ ทรยศต่ออัลลอฮฺ

มันดีหรือที่เราเนรคุณต่อผู้ให้ชีวิตแก่เรา
มันดีหรือที่เราเนรคุณต่อผู้ให้ริสกีแก่เรา
มันดีหรือที่เราเนรคุณต่อผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างแก่เรา


...ถ้าคุณคิดว่ามันไม่ดีคุณเป็นคนฉลาดมาก...
...แต่ถ้าคุณทำตามที่คุณคิดข้างต้นคุณจะฉลาดมากกว่าอีก...
...แต่จะฉลาดกว่านี้ ถ้าคุณเป็นคนส่งต่อ ๆ กันไปให้มากที่สุด...
เพื่ออัลลอฮ. เพื่อศาสนาของอัลลอฮ. เพื่อชาวมุสลิมีน และ มุสลิมะห์ ทุกชีวิต

(ถ้าคุณคิดว่าคุณ คือ มุสลิม/มุสลิมะห์)

โปรดจงคิด..ให้ดี...กับสิ่งที่คุณกำลังทำตาม

... วัสลาม ...





If a muslim leave anything for the sake of Allah ;

InshaAllah he/she will be given something much better~( ̄︶ ̄)/







โดย: 44444 IP: 118.173.106.74 วันที่: 25 กันยายน 2552 เวลา:19:32:12 น.
  
อยากเข้ารับอิสลามก่อนที่แฟนมุสลิมจะกลับมาจากต่างประเทศได้ไหมค้ะ..?
โดย: ไอแอมโอ IP: 182.232.112.110 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2553 เวลา:14:10:49 น.
  
อิสลามทานอาหารเสริมที่มีส่วนผสมของรกแกะหรือใช้ครีมที่มีส่วนผสมของรกแกะได้หรือไม่
โดย: นา IP: 118.173.183.184 วันที่: 11 พฤษภาคม 2554 เวลา:21:21:47 น.
  
@ ไอแอมโอ : ได้ค่ะ ยิ่งรับเรายิ่งดีค่ะ


@ นา : อาหารเสริมสำหรับทาน ถ้าแกะที่ไม่เชือดดตามหลักการศาสนาอิสลาม ก็ทานไม่ได้ค่ะ

แต่ถ้าเป็นครีม(ใช้ทา ไม่ได้ทาน) มีสองทัศนะ
ทัศนะแรก กรณีที่แกะเชือดตามหลักการศาสนาอิสลาม รกของมันก็นำมาใช้ทำครีมได้ ไม่มีปัญหาแต่ประการใด แม้ว่าทำออกมาแล้วจะมีตราหะลาลหรือไม่มี มุสลิมก็สามารถนำมาใช้ทาได้เช่นกัน

ทัศนะที่สอง กรณีที่แกะไม่ได้เชือดตามหลักการศาสนา เช่นนี้ รกแกะของมันนำมาทำเป็นครีม นักวิชาการเค้าขัดแย้งกัน ฝ่ายหนึ่งระบุว่าห้ามใช้ อีกฝ่ายหนึ่งระบุว่าใช้ได้ เพราะรกแกะที่นำมาสกัดโดยมีส่วนผสมของเคมีซึ่งเคมีทำปฏิกิริยากับรกแกะ จนไม่ทำให้ลักษณะของรกแกะอยู่ในสภาพเดิม หรือไม่เรียกว่าเป็นรกแกะอีกแล้ว เช่นนี้ มุสลิมสามารถนำครีมดังกล่าวมาใช้ได้


ส่วนใครจะเห็นด้วยกับทัศนะแรก หรือทัศนะที่สองก็ตามสะดวกค่ะ والله أعلم
โดย: นะ(รก) วันที่: 21 พฤษภาคม 2554 เวลา:14:57:38 น.
  
ความรู้สึกของคนที่ชื่อถือว่าศาสนาพุทธในอดีตที่ผ่านมาว่าศาสนาพุทธมเข้าใจให้ทุกๆคนคนไทยให้รู้จักศาสนาการถือศิล5ข้อ1 ห้ามฆ่าสตว์2ห้ามพูดโกหก3 ห้ามผิดลูกเมียคนอื้น4 ห้ามทัพหรึอสิ่งของไม่ใช่ของตัวเอง5 ห้ามกินเหล้าหรึอยาเส็จติดหรึออายาบายนูก
โดย: Anan IP: 157.7.52.183 วันที่: 21 พฤศจิกายน 2558 เวลา:0:39:39 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

นะ(รก)
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 26 คน [?]



เพราะเราไม่รู้ว่า ลมหายใจจะหมดลงเมื่อใด
The Doomsday Book
Date Conversion
Gregorian to Hijri Hijri to Gregorian
Day: Month: Year
Website Counter
New Comments