All Blog
Part 2
พื้นเบื้องล่าง จุดเดียวกับที่มีชายอีกคนยืนอยู่เมื่อเช้า เวลานี้มีชายหนุ่มร่างสูงในชุดเสื้อคลุมตัวโคร่ง ปิดมิดชิดราวกับจงใจหลบซ่อนจากสายตาผู้คน มือขาวจนเกือบจะซีดโผล่พ้นจากชายแขนเสื้อตัวใหญ่เพื่อดึงฮู้ดบนศีรษะออกไปด้านหลัง ผมสีบลอนด์ยาวปลิวออกมาตามแรงลม ใบหน้าที่อยู่ใต้ฮู้ดใหญ่เมื่อครู่ตัดกันกับเครื่องแต่งกายสีดำสนิทที่เจ้าของสวมใส่ ดวงตาสีซีดมีแววของความหยิ่งทะนงในตัวเอง ท่าทีเฉยชาพอๆกับใบหน้า ก่อนที่นัยน์ตาสีซีดที่เย็นชาจะปรากฏแวววิบวับขึ้นนิดๆเมื่อเงารางๆของเชือกเส้นยาวถูกหย่อนลงมาจากหน้าต่างด้านบน พร้อมกับร่างบางที่โบกมือให้อย่างร่าเริง

เพียงครู่เดียวเชือกเส้นนั้นก็ถูกหย่อนลงมาถึงพื้น ทันทีที่เดรโกเอื้อมมือไปจับ สิ่งที่อยู่ในมือกลับกลายเป็นผมเปียหนาสีดำสนิท!

“เอ๊ะ!” ชายหนุ่มอุทานในครั้งแรก ก่อนจะขมวดคิ้ว

“ชอบมั้ย เดรโก” ร่างบางยิ้มกว้างทันทีที่เดรโกปีนขึ้นมาถึง

....ปกติเดรโกมักจะแสดงท่าทางเย็นชาออกมาข่มผู้คนรอบข้าง รวมถึงเป็นการตีกรอบไม่ให้ใครมาทำตัวใกล้ชิดกับเขาเกินไปนัก แต่แฮร์รี่ชินกับท่าทีแบบนั้นแล้ว จึงไม่รู้สึกอะไร

“ถ้าเจ้ารู้จักฝึกใช้เวทย์มนต์ให้เก่งๆเหมือนอย่างเวลาที่เจ้าล้อเล่นแบบนี้จะดีกว่านะ แฮร์รี่”

แทนที่จะสลดเพราะเสียงทุ้มนั้นเหมือนจะรำคาญๆปนดุอยู่กลายๆ แฮร์รี่กลับยิ่งหัวเราะมากขึ้น “ไปกินข้าวกันเถอะ ข้าหิวแล้วล่ะ”

กลางห้องที่ใช้สำหรับนั่งเล่น บรรดาหมอนและกองหนังสือถูกเก็บเรียบร้อย ลมยามค่ำค่อนข้างเย็นกว่าตอนกลางวัน แสงสว่างจากภายนอกหน้าต่างหมดไปตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ต้องอาศัยแสงจากตะเกียงดวงใหญ่ที่อยู่บนผนังห้องแทน คนทั้งสองนั่งอยู่บนพรม ตรงข้ามกัน คั่นกลางด้วยโต๊ะไม้ตัวเตี้ยมีจานอาหารวางอยู่เต็มโต๊ะ

“วันนี้เป็นไงบ้าง” เดรโกถามระหว่างทานข้าว

แฮร์รี่ยกน้ำผลไม้ขึ้นดื่ม ก่อนจะตอบคำถามนั้น “ก็ไม่มีอะไรนี่” ......ถามทุกวันเลย มันสำคัญขนาดนั้นเชียว?...

ร่างสูงมองไปทางเฮดวิกครู่ใหญ่ ก่อนจะหันกลับมา “ช่วงที่ข้าไม่อยู่ เจ้าทำอะไร”

เด็กหนุ่มผมดำสะดุ้งนิดๆ ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะเล่าเรื่องของรอนดีหรือเปล่า

........รอนคงไม่ใช่คนไม่ดีหรอก ข้าอยากจะลองคุยกับมักเกิ้ลคนอื่นดูบ้าง...ชั่วคราวเท่านั้นแหละ เพราะยังไงรอนก็ต้องกลับเมืองของเขาซักวัน ถึงตอนนั้นข้าค่อยสารภาพกับเดรโกละกัน.....

“เปล่า ไม่ได้ทำอะไร ข้านั่งลองคาถาเปลี่ยนเชือกให้เป็นผมเปียอยู่ทั้งวัน” ร่างบางตอบเสียงเป็นปกติ แต่กลับไม่กล้าสบดวงตาสีเทาคู่นั้น เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเขากำลังโกหก

ระหว่างที่รอดูท่าทีของเดรโก แฮร์รี่รู้สึกว่าเขาคงแสดงสีหน้าผิดปกติออกไปแน่ๆ เดรโกถึงนิ่งไปแบบนั้น แต่ในที่สุด เมื่อร่างบางทำใจกล้าหันกลับไปมองด้านตรงข้ามของโต๊ะอาหาร ก็ปรากฏว่าร่างของอีกคนหนึ่งหายไปเสียแล้ว

เสียงเฮดวิกที่ร้องเบาๆทำให้แฮร์รี่หันไปมอง

ร่างสูงของเดรโกยืนอยู่ข้างๆกรงนก นิ้วเรียวยาวหยิบขนมปังชิ้นเล็กๆผ่านประตูกรงยื่นให้นกฮูกสีขาวสะอาดที่อ้าปากรออยู่ “วันนี้คงต้องปล่อยให้เฮดวิกไปบินเล่นข้างนอกหน่อยซะบ้าง อยู่แต่ในกรงมาหลายวัน”

เสียงทุ้มพูดขึ้นมาลอยๆ ไม่เจาะจงบอกใคร นิ้วเรียวยาวทิ้งขนมที่เหลือไว้บนพื้นกรง แล้วจึงยื่นมืออีกข้างไปช่วยอุ้มเจ้านกฮูกตัวใหญ่ออกมา

เฮดวิกโผขึ้นมาเกาะที่แขนแข็งแรงที่รอรับอยู่ ก่อนที่เดรโกจะพาสัตว์เลี้ยงไปยังหน้าต่าง

“........ ไปซะ” เสียงทุ้มพึมพำอะไรบางอย่าง แล้วจึงปล่อยให้นกฮูกสีขาวบนท่อนแขนบินออกไป

แฮร์รี่นั่งมองอยู่ตลอด ร่างบางถอนหายใจเบาๆเมื่อไม่เห็นท่าทีผิดจากปกติจากเดรโก

....เดรโกคงไม่ได้สงสัยอะไร.....

“เหม่ออะไรของเจ้า?” เสียงถามใกล้ๆทำเอาคนเหม่อสะดุ้ง “ข้าจะลงไปห้องปรุงยา วันนี้เจ้าไม่ต้องเข้าไปช่วย จัดการเก็บของให้เรียบร้อยแล้วเข้านอนซะ”

.....ที่จริงไม่จำเป็นต้องคิดอะไรวุ่นวาย ก็.....เดรโกไม่เห็นจะสนใจข้าซักนิด....

เด็กหนุ่มรับคำเสียงแผ่วๆ รีบเก็บข้าวของบนโต๊ะ นั่งอ่านหนังสือเล่นอยู่พักใหญ่ แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่มีสมาธิทำอะไรซักอย่าง ดวงตาสีเขียวคอยจะเผลอมองไปยังทางลงไปห้องปรุงยาอยู่เรื่อยๆ แต่ประตูห้องนั้นยังคงปิดสนิท จนแม้ร่างบางเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดนอนสีขาวเนื้อนุ่มเตรียมเข้านอนเรียบร้อยแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่ออกมา

แฮร์รี่นิ่งอยู่อึดใจว่าจะเข้านอนเลยดีหรือไม่ แต่แล้วเขาก็ตรงไปที่เตาไฟ...

ไม่นาน เด็กหนุ่มก็มาหยุดรออยู่ตรงหน้าประตูห้องปรุงยา ในมือถือถ้วยชากลิ่นหอมกรุ่น ใบหน้าสวยลังเลก่อนจะเคาะเบาๆ

“มีอะไร?” เสียงทุ้มถามมาจากด้านใน

“ข้าชงชามาให้ เห็นท่านนอนดึก” แฮร์รี่พูดแผ่วๆ

เงียบ..อีกฝ่ายไม่ได้ตอบอะไรกลับมา เด็กหนุ่มเผลอทำหน้าหงอยก่อนจะรีบพูด “งั้นข้าวางไว้ข้างนอกนะ ราตรีสวัสดิ์ เดรโก”

แต่ก่อนที่ร่างบางจะหันกลับ ประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับคนตัวสูงที่กำลังเช็ดมือกับผ้านุ่ม “ข้ากำลังผสมยาอยู่” อีกฝ่ายบอกเสียงเรียบก่อนจะเอื้อมมือมารับถ้วยชาที่อีกฝ่ายยื่นให้

“ทำไมยังไม่นอน?” เดรโกถาม ดวงตาสีฟ้ามองพิจารณาร่างในชุดนอนสีขาว ผมสีดำราวกับรัตติกาลแผ่สยายเต็มแผ่นหลัง ใบหน้าอ่อนเยาว์คลี่ยิ้ม “รอบอกราตรีสวัสดิ์ท่านก่อนไง”

พ่อมดหนุ่มถอนใจ แต่ท่าทางไร้เดียงสานั้นก็ทำให้น้ำเสียงที่ตามมาอ่อนลง “งั้นก็รีบบอก แล้วไปนอนเสียไป”

โดยที่เขาไม่ทันตั้งตัว ร่างเล็กก็ยืดตัวขึ้นแตะริมฝีปากที่แก้มของชายหนุ่มพร้อมกับพูดเสียงแผ่ว “ราตรีสวัสดิ์ ท่านพ่อมด” แฮร์รี่รีบหมุนตัวกลับแล้วผลุบหายเข้าไปในห้องนอน ไม่รอให้อีกฝ่ายออกปากบ่นที่เขามักจะ ‘กล่าวราตรีสวัสดิ์’ แบบนี้อยู่บ่อยๆ

เด็กหนุ่มเลยไม่ทันเห็นว่า แววตาของผู้ที่มองตามนั้นอ่อนโยนลงเพียงใด...

…………….

ทางด้านเจ้าชายโรนัลด์ วีสลีย์

หลังจากออกมาจากหอคอยของพ่อมดได้ ร่างสูงก็กลับเข้าไปในเมืองอีกครั้ง เขาออกเดินทางไปทั่วตั้งแต่เมื่อ 3 เดือนก่อน เพราะต้องการเรียนรู้ชีวิตภายนอกปราสาทตามแบบอย่างที่คนในตระกูลทุกคนทำมา จนกระทั่งมาถึงเมืองแห่งนี้

ทั้งๆที่ตอนแรกคิดว่าจะหยุดพักที่นี่เพียงคืนเดียว แต่เมื่อมารู้จักกับร่างบางในหอคอยที่เขาเพิ่งจากมา ทำให้รอนคิดจะยืดเวลาออกไปอีกซักพัก....

ที่เมืองนี้ บ้านเรือนถูกสร้างอย่างง่ายๆผิดจากเมืองอื่นๆ อาจจะเป็นเพราะที่ไม่มีผู้ปกครอง ไม่มีกฎหมาย ซ้ำยังเป็นเพียงเมืองเล็กๆ ที่คนใช้สำหรับเป็นทางผ่านเท่านั้น

ที่พักของรอนอยู่ใกล้กับลานกว้างที่ใช้เป็นตลาดค้าขายของชาวเมือง แทนที่จะขึ้นห้องพัก ชายหนุ่มกลับเดินผ่านไปยังบ้านช่างไม้ที่อยู่เลยออกไป

ร้านค้าต่างๆเริ่มเก็บข้าวของกันหมดตั้งแต่ช่วงเย็น ยกเว้นร้านนี้ ที่เจ้าของจะเปิดประตูหน้าไว้ตลอดจนกว่าเจ้าตัวจะเข้านอนนั่นแหละ ไม่ใช่เพราะต้องการขายของ แต่เพราะมักจะมีเพื่อนบ้านแวะเข้ามาคุยด้วยบ่อยๆ เขาสนิทสนมกับเจ้าของร้านดี เพราะเป็นผู้แนะนำที่พักให้ตั้งแต่วันแรก

รอนเดินเข้าไปในร้าน ก่อนจะร้องบอกเจ้าของ

“แฮกริด อยู่รึเปล่า?” มือหนาปัดผ้าม่านที่กั้นส่วนหน้าร้านกับหลังร้านออก ก้มศีรษะ เดินผ่านเข้าไป
“อ้าว รอน ไหนเจ้าบอกว่าจะเดินทางต่อแล้วไงล่ะ” ร่างสูงของชายคนหนึ่งเอี้ยวตัวหันหน้ามาจากหม้อใบใหญ่ที่กำลังส่งกลิ่นหอมๆไปทั่ว “ยังไม่ไปก็ดี มากินข้าวด้วยกันมั้ย”

“ก็ดีครับ”

หลังจากอาหารค่ำมื้อนั้นผ่านไป รอนจึงเริ่มเข้าเรื่องที่ต้องการรู้ทันที

“แฮกริด ท่านรู้จักหมู่บ้านในเมืองนี้ที่เคยเกิดโรคระบาดหรือเปล่า?”

“ห๊า? หมู่บ้านอะไรนะ?”

“เอ....” รอนตอบไม่ถูก เพราะแฮร์รี่เองก็ไม่ได้บอกชื่อหมู่บ้านมา “ได้ยินว่าอยู่แถวชายป่าน่ะ”

“ชายป่า? อย่าบอกนะว่าป่า....” นิ้วใหญ่ๆชี้ไปทางป่าทึบขนาดใหญ่ที่กินพื้นที่กว่าครึ่งของเมืองแห่งนี้

รอนผงกศีรษะ “อืม”

“โอ้ย! เดี๋ยวนี้ที่นั่นไม่มีหมู่บ้านคนหรอก ใครจะกล้าเข้าไป ในเมืองนี้ไม่มีใครไม่รู้ว่าในป่านั่นมีพ่อมดอยู่” พอเห็นสีหน้าจริงจังของคนถามแฮกกริกก็พอเข้าใจ “อย่าบอกนะว่าเจ้าเข้าไปในป่ามา!?!?!?” คำถามสุดท้ายดังกว่าปกติ

“เอ้อ...... งั้นมีหมู่บ้านช่างปั้นในเมืองนี้ที่เคยเกิดโรคระบาดบ้างรึเปล่า”

“หมู่บ้านช่างปั้นที่เกิดโรคระบาด? ไม่มีหรอก อย่าว่าแต่หมู่บ้านที่เกิดโรคระบาดเลย เดี๋ยวนี้พวกช่างปั้นก็ย้ายไปอยู่เมืองอื่นกันเกือบหมดแล้ว ไม่มีหรอก เรื่องที่จะมารวมตัวกันเป็นหมู่บ้านน่ะ ....ถ้าเป็นรุ่นปู่รุ่นทวดของข้าก็ว่าไปอย่าง”

“!!!!!!!!”

“สมัยนั้นน่ะ เจ้าพ่อมดที่อยู่ในป่าไม่ได้มายุ่งกับคนธรรมดาเลย ยกเว้นแต่ว่าจะมีใครเข้าไปในเขตหอคอย....เจ้าคงไม่เคยเห็น มันอยู่ใจกลางป่าเลยแหละ... แต่ก็ไม่รู้ทำไมนะ จู่ๆก็เกิดโรคระบาดขึ้น คนตายกันทั้งหมู่บ้าน แต่ที่น่าแปลกก็คือ มีแต่คนที่อยู่ในเขตป่าเท่านั้นที่เป็นโรค จนมีข่าวลือว่าเป็นฝีมือของพ่อมดในป่า จากนั้นเลยไม่มีใครกล้าเข้าไปที่นั่นอีกเลย”

“ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน! หมายความว่าที่นั่นเป็นหมู่บ้านช่างปั้นแห่งเดียวที่เคยเกิดโรคระบาดงั้นหรือ”

“ใช่ แต่นั่นมันก็ตั้ง 70กว่าปีได้แล้ว เจ้าจะอยากรู้ไปทำไมหรือ รอน?”

“....เป็นไปไม่ได้.......” เสียงทุ้มครางในลำคอ

………………………

ในเวลาเดียวกัน บนหอคอยในป่า

แสงจากพระจันทร์ส่องสว่างไปทั่วห้องนอนเล็ก บานหน้าต่างยังคงเปิดกว้าง ทำให้เห็นร่างบางที่นอนหลับใหลอยู่บนเตียง ผ้าห่มหลุดลงไปกองที่พื้นประกอบกับลมหนาวที่พัดเข้ามาทำให้ร่างนั้นขดตัวซุกลงกับที่นอนมากขึ้น ร่างสูงของใครอีกคนเดินมาพิจารณาพร้อมกับส่ายหน้า

“ลืมปิดหน้าต่างอีกแล้ว เดี๋ยวก็ไม่สบายพอดี..”

มือเรียวยาวเอื้อมไปดึงหน้าต่างให้ปิดแคบลง ก่อนจะหยิบผ้าห่มคลี่คลุมให้คนที่นอนอยู่บนเตียง เขาทรุดนั่งข้างๆ ปัดเส้นผมที่คลอเคลียแก้มใส รอยยิ้มนิดๆ ที่มุมปากบางและผิวแก้มเนียนที่มีสีเรื่อขึ้นจางๆนั้นทำให้รอยยิ้มอีกรอยที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักปรากฏขึ้น “ฝันดีอยู่สินะ”

ร่างสูงก้มลงแตะริมฝีปากลงที่แก้มนวล ที่เดียวกับที่เจ้าตัวกล่าวราตรีสวัสดิ์กับเขาเมื่อตอนค่ำ เสียงทุ้มพึมพำแผ่วเบาเพื่อไม่ให้คนที่นอนอยู่รู้สึกตัว

“ราตรีสวัสดิ์ เด็กน้อยของข้า”


ท่ามกลางความมืดมิดภายในป่า แสงสีเหลืองนวลของดวงจันทร์กลมโตรอดผ่านกิ่งหนาๆของต้นไม้ ทำให้เกิดเงารูปร่างบิดเบี้ยว ข่มขวัญคนทั่วไปไม่ให้ย่างกรายเข้ามาใกล้ .....โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซากหมู่บ้าน ชายป่า ที่เคยเล่ากันว่าหลายปีก่อน คนทั้งหมู่บ้านตายไปด้วยโรคระบาด

ซากบ้านเรือนที่เหลือเพียงโครงเสาและฐานอิฐสีดำ เพราะหมู่บ้านไหนที่เกิดโรคระบาด คนที่ไม่ติดโรคก็จะต้องเผาหมู่บ้านทิ้งพร้อมกับศพก่อนจะย้ายออกไปที่อื่น

พื้นที่ที่ไม่มีคนกล้าเข้ามาใกล้เป็นเวลานาน ขณะนี้ ร่างสูงบนหลังม้ามองไปทั่วคล้ายจะสำรวจอะไรบางอย่าง ก่อนจะกระตุ้นม้าตัวใหญ่ให้เดินลึกเข้าไปในซากหมู่บ้านอีก.....โดยไม่ได้สังเกตสายตาคม สีเหลืองที่สะท้อนแสงจันทร์เห็นเป็นจุดเล็กๆอยู่เหนือยอดไม้ ((สัตว์มันตาสะท้อนแสงใช่ป่าววะ))

ชายหนุ่มผมแดงขี่ม้าเข้าไปหยุดตรงลานที่คาดว่าน่าจะเป็นใจกลางหมู่บ้าน

รอนใช้เวลาตลอดช่วงหลายวันมานี้สอบถามคนที่นั่นเกี่ยวกับหมู่บ้านที่เคยเกิดโรคระบาด เขาเดินทางเข้ามาสำรวจ แล้วก็เป็นไปตามที่เขาเคยรู้มา

....เมื่อ 70 ปีก่อน หมู่บ้านช่างปั้นแห่งนี้เกิดโรคระบาดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้คนทั้งหมู่บ้านตายหมด ชาวบ้านที่อยู่ในระแวกใกล้ๆรู้สึกกลัว จึงเผาหมู่บ้านนี้ทิ้งก่อนจะออกห่างจากป่าไปกันหมด...

“หมายความว่าแฮร์รี่โดนหลอกจริงๆน่ะสิ ....บางทีพ่อมดนั่นอาจจะลักพาตัวแฮร์รี่มาจากที่อื่นก็ได้”

“แฮร์รี่ที่ท่านพูดถึง คงจะเป็นเด็กหนุ่มที่อยู่ในหอคอยของมัลฟอยสินะ” เสียงหวานใสดังขึ้นจากความมืด!!!!

“ใคร!?” รอนมองไปรอบๆ เตรียมระมัดระวังตัวเต็มที่ “ปรากฏตัวออกมา!”

เสียงหัวเราะลอยมาตามสายลมเย็นเยือกที่ยิ่งทวีความแรง เมื่อดวงจันทร์คล้อยไปทางทิศตะวันตกมากขึ้น “ข้ารู้มาว่าท่านอยากจะฟังเรื่องของ ‘ราพุนเซล’งั้นหรือ เจ้าชาย” เสียงที่ดังขึ้นคราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม จนผู้ฟังจับได้ว่าคนพูดคงจะเป็นหญิงสาวแน่ๆ

“เจ้าเป็นใคร?”

“มักเกิ้ลนี่ เวลากลัวแล้วชอบโวยวายจริงๆ” เสียงหวานบ่นไม่จริงจังนัก

ทันใดนั้น บนกองอิฐที่คงเคยเป็นฐานของบ้านซักหลังก็ปรากฏร่างของหญิงสาวผมหยักศกสีน้ำตาลยาวไปเกือบกลางหลัง ชุดที่เธอใส่เป็นสีดำกลืนไปกับบรรยากาศรอบตัว เหมือนกับหมวกแหลมๆแบบที่พวกแม่มดในภาพมักจะใส่กัน ใบหน้าที่เงยขึ้นมองชายหนุ่มขาวเนียน ดวงตากลมโตเป็นสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากสีเรื่อประดับด้วยรอยยิ้ม แต่ความสวยงามของหญิงสาวเบื้องหน้านั้นก็ไม่ได้ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกไว้วางใจขึ้นแม้แต่น้อย

“เจ้าเป็นใคร? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่” รอนถามไปก่อน ขณะที่ก้าวลงจากหลังม้ามาหยุดยืนห่างจากร่างตรงหน้าประมาณ 5-6 ก้าว มือหนึ่งกุมบังเหียนม้า ขณะที่อีกมือก็แตะอยู่ที่ด้ามดาบ

ร่างเพรียวบางคงจะสังเกตเห็นอาการนั้น แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร “เฮอไมโอนี่ แกรนเจอร์ ยินดีที่ได้รู้จักท่าน...โรนัลด์ วีสลีย์”

“เจ้าเป็นแม่มด?”

“ข้อนั้นท่านคงเห็นอยู่แล้ว.....ท่านยังอยากจะฟังเรื่อง ‘ราพุนเซล’ของข้าอยู่หรือไม่”

“เจ้าหมายถึงแฮร์รี่?”

เฮอไมโอนี่ไม่ตอบคำถามนั้น หล่อนเพียงแต่หัวเราะน้อยๆ ก่อนจะกล่าวต่อ “......กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” เธอเริ่มเรื่องราวกับนิทาน “สามี ภรรยาคู่หนึ่งเข้าไปขโมยผลของต้นผักกาดจากสวนของพ่อมดขี้โมโหคนหนึ่ง ลูเซียส มัลฟอย....” ชายหนุ่มผมแดงนิ่งฟังอย่างตั้งใจทันทีที่ได้ยินชื่อพ่อมดลูเซียส

“...แน่นอนว่า ไม่มีทางที่จะไม่โดนจับได้ ลูเซียสบอกกับสองสามีภรรยาว่าพวกเขาต้องชดใช้ด้วยการส่งลูกคนแรกของพวกเขามาที่หอคอยแล้วจึงจะไว้ชีวิตคนทั้งสอง” นิ้วเรียวของคนเล่าเกี่ยวผมหยิกฟูของตนเล่น

“ลูกชายคนแรกของครอบครัวถือกำเนิดขึ้น....พ่อแม่ตั้งชื่อเด็กว่า ราพุนเซล ความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กชายทำให้พ่อแม่ผิดสัญญากับลูเซียส ซ่อนราพุนเซลไว้ในบ้าน คิดเพียงว่าจะหลบซ่อนสายตาของพ่อมดได้......แต่พวกเขาดูถูกอำนาจของเวทย์มนต์เกินไป ...เมื่อราพุนเซลอายุ 5 ปี ลูเซียสก็ลงโทษมนุษย์ผู้ผิดสัญญา รวมไปถึงคนรอบข้างพวกเขา....ส่วนราพุนเซลก็ถูกพาตัวไปไว้ที่หอคอยในป่า”

ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองใบหน้าของเจ้าชายหนุ่ม เฮอร์ไมโอนี่ยิ้มนิดๆ ก่อนจะเล่าต่อ

“.....ลูเซียสตั้งใจจะเก็บเด็กชายไว้เป็นคนรับใช้ แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเขานัก 3 ปีต่อมา เขาก็เสียชีวิตลง.....คนที่ได้รับสิทธิ์ในฐานะเจ้าของหอคอยและเจ้านายคนใหม่ของราพุนเซลก็คือ เดรโก มัลฟอย....ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี เขาเปลี่ยนชื่อของเด็กชายเป็น.... ‘แฮร์รี่’...

“ตั้งแต่วันนั้น แฮร์รี่ก็ต้องอยู่ในหอคอย ไม่มีสิทธิ์ออกมาเห็นโลกภายนอกอีกเลย.....”

เสียงหวานหยุดลงเพียงเท่านั้น แม้ว่ารอนจะอยากฟังต่อว่าเรื่องราวหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร

“แล้วทำไมที่นั่นถึงไม่มีประตูทางเข้า ไม่มีบันได?....ทำไมแฮร์รี่ถึงถูกสั่งไม่ให้ออกมานอกหอคอย?”

“..............”

“เฮอไมโอนี่?” ร่างสูงเรียกด้วยความสงสัยเมื่อเห็นหญิงสาวมองข้ามไหล่เขาไปยังพื้นที่ว่างเปล่าแล้วก็อมยิ้มด้วยสีหน้าขบขัน

“เหตุผลของพ่อมดผู้น่าสงสาร เพื่อคนที่น่าสงสารยิ่งกว่า..... เอาล่ะ! ดึกแล้ว ท่านรีบกลับไปเถอะ บ้านพักของข้าไม่เหมาะกับคนแปลกหน้าซักเท่าไหร่หรอก”

“บ้านพัก? ซากหมู่บ้านนี่น่ะหรือ”

“มนุษย์มักจะตัดสินทุกอย่างจากสิ่งที่มองเห็น แต่...... ของบางอย่างอาจจะไม่สามารถรับรู้ได้ด้วยตาก็ได้นะ” หญิงสาวยิ้มนิดๆ ก่อนที่มือเรียวภายใต้เสื้อคลุมหนาจะดึงเอาไม้กายสิทธิ์ออกมาขยับเพียงเล็กน้อย

เพียงพริบตาเดียวที่ซากหมู่บ้านกลางแสงจันทร์กลายเป็นห้องหนังสือขนาดย่อม โดยมีร่างบางนั่งเอกเขนกอยู่ท่ามกลางตำราเล่มหนาตั้งสูง!!

.....แต่เพียงแค่กระพริบตา...ภาพทั้งหมดก็หายไป กลับเป็นซากอิฐสีดำตามเดิม... ไม่มีบ้าน ไม่มีชั้นหนังสือ ไม่มีร่างของแม่มดสาวที่เล่าเรื่องด้วยเสียงใสๆเมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา....

....................

“ทำไมไม่บอกความจริงไปซะให้หมดเลยล่ะ”

เสียงทุ้มดังขึ้นจากเงามืดของพุ่มไม้ใกล้ๆกับกองซากอิฐหลังจากชายหนุ่มผมแดงขี่ม้าจากไปแล้ว น้ำเสียงเรียบๆนั้น ถ้าไม่ใช่ผู้ที่สนิทกันมานานคงจะจับไม่ได้ว่าติดจะมีแววประชดประชันอยู่เล็กน้อย

ทันทีที่ร่างสูงในชุดคลุมสีดำก้าวออกมาจากพุ่มไม้ พร้อมกับนกฮูกสีขาวเกาะอยู่บนไหล่ สภาพหมู่บ้านที่ถูกเผาทิ้งก็กลายเป็นบ้านพักขนาดกลาง ห้องที่มีอยู่เพียงห้องเดียวของบ้านมีแต่หนังสือจำนวนมากกว่าร้านหนังสือซักแห่งเสียอีก

“ก็ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้บอก” เสียงใสตอบกลับมาจากร่างที่เอกเขนกอยู่บนเก้าอี้เอนตัวเตี้ยมีหมอนหนุนรองอยู่ทุกด้าน ดวงตาสีน้ำตาลยังไม่ละจากหนังสือที่อ่านค้างอยู่ในตอนแรก

“.......เจ้าทำไปเพื่ออะไร แกรนเจอร์”

“ก็เพื่อ ‘ราพุนเซล’ ของข้าน่ะสิ ....คำพูดสุดท้ายที่ข้าพูดเมื่อครู่ ไม่ได้พูดกับรอนเท่านั้นหรอกนะ” เธอหันมามองพ่อมดร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ห่าง “พวกผู้ชายนี่ไม่ไหวเลย อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แค่มองความรู้สึกของเด็กคนเดียวก็มองไม่ออก....”

แม่มดสาวขยับลุกขึ้นเดินไปที่เตาไฟขนาดใหญ่ “จะรับชาหน่อยมั้ย เดรโก ชาสมุนไพรอุ่นๆ ดีสำหรับคนแก่นะ”

“ไม่ล่ะ” นัยน์ตาสีเทาตวัดมองเหมือนจะปรามคำพูดไม่ระมัดระวังของเฮอไมโอนี่ “ข้าแค่อยากจะมาดูเจ้าวีสเซลนั่นเท่านั้น และเจ้าคงลืมไปว่าข้าอายุมากกว่าเจ้าแค่ไม่กี่เดือน”

เดรโกหันกลับไปทางเดิม แต่ก่อนจะพ้นเขตบ้าน ร่างสูงก็หยุดหันมาบอกกับแม่มดสาวอีกเรื่อง “เจ้าจะย้ายไปที่อื่นเมื่อไหร่ก็แวะไปบอก...ที่หอคอยด้วยก็แล้วกัน”

“อีกไม่นานนี้แหละ ได้ยินมาว่าห้องหนังสือในปราสาทของตระกูลวีสลีย์มีหนังสือเก่าๆของพวกมักเกิ้ลเต็มไปหมด ข้าจะแวะไปซักหน่อย เผื่อจะมีอะไรน่าอ่านบ้าง....ไม่แน่นะ บางทีแฮร์รี่อาจจะสนใจเหมือนกับข้าก็ได้” พูดจบเธอก็หัวเราะคิกคัก ก่อนจะปล่อยให้แขกของบ้านเดินกลับออกไปเอง ไม่สนใจสายตาคมๆที่จ้องมองก่อนจะหันกลับนั้นแม้แต่น้อย


*E*N*D**P*A*R*T**2*


#Acacha#


เปิดเทอมวันแรก.... มีเรียนภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่สอนเป็นฝรั่ง ....เหอๆ เรากับเพื่อนแอบนั่งนินทาเค้า(ก็แซวเล่นๆไปเรื่อยแหละ)นั่งกันอยู่หลังห้อง(ห้องก็ไม่ได้ใหญ่หรอกนะ แต่ถือว่ายังไงเค้าก็ฟังภาษาไทยรัวๆไม่ได้หรอก 55+) กำลังพูดอยู่เลยว่า นี่ถ้าเค้าฟังภาษาไทยออกเหมือนอาจารย์คนก่อนละก็ ซวยเลยเนอะ .... ไม่ถึง 3 วิ โทสับดัง เค้ารับ แล้วก็พูดไทยฉอดๆ โอ๊ยยยย จะบ้า พูดชัดขนาดนั้น ได้ยินที่เรานินทาแหง ตายๆๆๆๆ ท่าทางเค้าขำๆด้วย

เฮ้อ ต้องระวังซะหน่อยละ

เอาล่ะ จบpart 2จนได้ ไว้เจอกันตอนหน้านะคะ ^__^

อคาชา

โอคุงบ้าที่สุด!!! (บ้าเรื่องไรไว้ให้โอคุงพูดเองละกัน ถ้าไม่พูดก็ถือว่าบ้า ฯลฯ ไปซะเลย เฮอะ เฮอะ)






Create Date : 08 มิถุนายน 2548
Last Update : 8 มิถุนายน 2548 11:20:17 น.
Counter : 239 Pageviews.

7 comment
Part 1
กาลครั้งหนึ่ง ในอดีตนานแสนนานมาแล้ว เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์และเหล่าพ่อมดแม่มดสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ เพียงต่างฝ่ายต่างไม่เข้ามาเกี่ยวข้องกับอีกฝ่าย ท่ามกลางบรรยากาศอันแสนสงบสุข ยังมีตำนานเก่าแก่ที่ผู้คนรู้จักกันดีและนำมาเล่าปากต่อปากโดยไม่มีผู้ใดได้รู้ถึงความเป็นมาที่แท้จริงของเรื่องราวเหล่านี้....

...ในสมัยนั้น ทวีปอันกว้างใหญ่ทั้งหลายถูกแบ่งออกเป็นเมืองเล็กๆ ไม่ขึ้นต่อกัน บางเมืองมีการจัดระบบต่างๆอย่างเป็นระเบียบ มีทั้งผู้ปกครอง มีทั้งกฎหมาย แต่บางเมืองก็ราวกับไม่มีกฎเกณฑ์ใดใดทั้งสิ้น

คนที่อาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้แบ่งออกเป็นเหล่าผู้มีอำนาจพิเศษที่ถูกเรียกว่า “พ่อมด แม่มด” ซึ่งเป็นประชากรส่วนน้อยเมื่อเทียบกันกับ “มักเกิ้ล” หรือมนุษย์ทั้งหลายที่มีจำนวนมากกว่าหลายเท่า

ความสัมพันธ์ที่ดูน่าจะวุ่นวายนี้ ไม่ได้เคยทำให้เกิดปัญหาใหญ่ๆขึ้นซักครั้ง นั่นก็เพราะกลุ่มพ่อมด แม่มดทั้งหลายมักจะปลีกตัวออกห่าง ไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนทั่วไป ทำให้ไม่มีใครรู้เรื่องราวเกี่ยวกับคนกลุ่มนั้นดีนัก เกือบจะเรียกได้ว่าน้อยคนที่จะรับรู้ถึงตัวตนของพวกเขา....

ใจกลางป่าทึบห่างไกลออกไปจากตัวเมืองแห่งหนึ่ง มีหอคอยสูง ที่ดูโดดเด่นอยู่ท่ามกลางต้นไม้ขนาดใหญ่ ผนังอิฐสีทึมๆเมื่อรวมกับฐานด้านล่างซึ่งมีพุ่มหนามขึ้นหนา พันไปรอบๆ บ่งบอกว่ามันได้ผ่านกาลเวลามาหลายร้อยปี ไม่มีทั้งประตูทางเข้า หรือบันได แต่ถ้ามองสูงขึ้นไปจะเห็นหน้าต่างบานใหญ่ที่อยู่บนชั้นบนสุด

หน้าต่าง...ที่เหมือนกับเป็นโลกทั้งใบ ของผู้ที่อาศัยอยู่บนหอคอยนั้น....

มือขาวบอบบางดันหน้าต่างไม้ให้เปิดออกกว้างขึ้น ก่อนที่แขนเรียวทั้งสองข้างจะวางทาบกับขอบ รองใบหน้าเล็กๆที่เอนลงซบตามลงมา ดวงตาสีเขียวมองเหม่อออกไปยังดวงอาทิตย์เหนือยอดเขา อีกด้านหนึ่งของท้องฟ้าที่เริ่มกลายเป็นสีส้มๆแดงๆเพราะนี่ก็บ่ายมากแล้ว

“เฮ้อ~ เมื่อไหร่พระอาทิตย์จะตกซะทีน๊า”

เจ้าของร่างที่ทรุดตัวนั่งพิงขอบหน้าต่าง บ่นพึมพำกับตัวเองด้วยท่าทางเบื่อๆ ผมสีดำปลิวตามแรงลมระไปตามใบหน้า แต่เจ้าตัวไม่ได้ใส่ใจกับมันนัก ด้วยกำลังใจจดใจจ่อกับเรื่องอื่นมากกว่า ขณะที่นิ้วเรียวยาวเคาะไปบนขอบหน้าต่างเบาๆ ท่าทางราวกับอยากจะเร่งเวลาให้เร็วขึ้น

ฮี้~!!!! กุ่บ กุ่บ!

“เอ๋?” ร่างบางที่เกือบจะเคลิ้มยืดตัวชะโงกออกมานอกหน้าต่าง ก่อนจะก้มลงมองไปยังต้นเสียง ที่อยู่ตรงฐานหอคอยชั้นล่างพอดี “ไม่ใช่ตัวเทรสทราลนี่?” ใบหน้าสวยขมวดคิ้วครุ่นคิด “หรือจะเป็น ‘ม้า’ ที่อ่านเจอในหนังสือ ? ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่ ทำไมมาอยู่แถวนี้ล่ะ?”

ร่างๆหนึ่งที่ยืนก้มๆเงยๆอยู่ข้างม้าสีดำตัวใหญ่เป็นชายหนุ่มร่างสูง เส้นผมสีแดงราวกับสีเพลิงทำให้ร่างบางตาโตด้วยความแปลกใจ เพราะตั้งแต่จำความได้ เขาแทบจะไม่เคยเห็นมักเกิ้ลมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงคนที่มีผมสีแดงจัดแบบชายหนุ่มที่ยืนสำรวจหอคอยอยู่ในขณะนี้ด้วยซ้ำ

จู่ๆเจ้าของร่างที่ถูกจ้องมองก็ชะงักนิ่งเหมือนจะรู้สึกตัว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาข้างบน ทำให้ฝ่ายที่แอบมองสะดุ้ง เกือบจะตัดสินใจหลบ แต่เมื่อเห็นชายหนุ่มส่งยิ้มให้ จึงค่อยทำใจกล้าโบกมือทักตอบกลับไปบ้าง

“สวัสดี ...ข้าเดินทางผ่านมา กำลังจะไปเมืองข้างๆนี่ แต่ม้าของข้าล้ามากแล้ว ....ขอข้าเข้าไปพักซักครู่ได้มั้ย?” ชายหนุ่มผมแดงป้องปากตะโกนถามขึ้นไป

เจ้าของบ้านขมวดคิ้ว นึกถึงคำสั่งของ ‘ใครคนนั้น’

‘ห้ามออกไปนอกหอคอยนะ แฮร์รี่’

.....แต่ข้าไม่ได้จะออกไปซักหน่อย ผู้ชายคนนั้นขอขึ้นมาข้างบนต่างหาก....
.
‘ข้างล่างน่ะ มีสัตว์แปลกๆอันตรายเยอะแยะไปหมด’

.....งั้นมักเกิ้ลผมแดงคนนั้นก็อยู่ในอันตรายล่ะสิ!!!....

“มักเกิ้ล!....เดี๋ยวข้าจะหย่อนเชือกลงไปให้ ท่านรีบๆปีนขึ้นมานะ!”

ร่างสูงฟังเสียงใสตอบแล้วก็พยักหน้า 2-3 ครั้ง ออกจะแปลกใจอยู่บ้าง เพราะความสูงขนาดนั้น แค่อีกฝ่ายกลับพูดด้วยเสียงค่อยๆ ทำไมเขาถึงได้ยินชัดเจนราวกับนั่งอยู่ตรงหน้ากันได้? ....ก่อนที่จะได้สงสัยอะไรมากไปกว่านั้น เชือกเส้นยาวก็โรยลงมาถึงตัวพอดี

“ต้องปีนขึ้นไปเหรอ.....สูงไม่ใช่เล่นเหมือนกันซะด้วยสิ จะใช้เวลากี่ชั่วโมงล่ะเนี่ย”

ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่เมื่อออกแรงปีนขึ้นไปตามที่เจ้าของบ้านบอก เขาก็ต้องแปลกใจอีกครั้ง เพราะทั้งๆที่เขามั่นใจว่าเพิ่งจะปีนขึ้นมาได้เพียง 1 ใน 3 ของความสูงของหอคอย แต่ปรากฏว่าก้าวต่อไป เขาก็เหยียบถึงขอบหน้าต่างบานใหญ่นั่นเรียบร้อย

“ดีจัง มานั่งทางนี้ก่อนสิ ข้าจะเตรียมชากับของว่างให้”

ร่างบางเดินนำผู้มาเยือนไปยังห้องข้างๆ ห้องนั้นแม้จะแคบกว่าห้องแรกเกือบเท่าตัวแต่ก็จัดแต่งได้ดี จนทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด แม้ว่าผนังทุกด้านถูกกินพื้นที่ด้วยชั้นหนังสืออัดแน่นไปด้วยตำราต่างๆ หรือไม่ก็ตู้กระจกใส่ขวดแก้วสีสวยดูมีราคา

...ถ้าจะเก็บกวาดความรู้จากห้องนี้หมดคงต้องใช้เวลาซัก 10 ปีละมั้ง.... เจ้าชายโรนัลด์คิดในใจ

เนื่องจากระหว่างห้องต่างๆที่เชื่อมต่อกันไม่มีประตูกั้น จึงทำให้ลมพัดผ่านมาจากหน้าต่างบานใหญ่ ทางออกเพียงทางเดียวของหอคอย ไปสู่ห้องอื่นๆได้ อากาศจึงโปร่งสบาย

สายตาของชายหนุ่มผมแดงหยุดตรงกึ่งกลางห้อง โต๊ะตัวเล็กๆและเก้าอี้ชุดเดียวกัน 2 ตัว ขณะที่เจ้าของบ้านเชื้อเชิญให้แขกแปลกหน้านั่งรอระหว่างที่ตนเองถอยไปเตรียมน้ำชาและของว่างจากโต๊ะเตี้ยๆอีกมุมหนึ่ง ร่างสูงทรุดตัวลงบนเก้าอี้ฝั่งที่หันหลังให้กับประตูที่ผ่านเข้ามา

...เจ้าของหอคอยที่เขาเคยจินตนาการไว้เป็นชายแก่ผมขาว เพี้ยนๆ พูดจาไม่รู้เรื่อง....แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับกลายเป็น.....

ร่างบอบบางในชุดสีขาวสะอาด เส้นผมหนา สีดำสนิทถูกถักเป็นเปียยาวไปถึงกลางหลัง ใบหน้าขาวเนียน ราวกับไม่ว่าไม่เคยพานพบกับแสงแดดแผดกล้าที่จะทำร้ายผิวเนียนสวยนี้ได้ ดวงตาสีเขียวเป็นประกาย มีแววใสซื่อ บริสุทธิ์ราวกับเด็กน้อยไร้เดียงสา แล้วยังริมฝีปากบางที่ส่งรอยยิ้มร่าเริงมาให้แม้อีกฝ่ายจะเป็นคนแปลกหน้า มือเรียวขาวหยิบของในชั้นเล็กๆเหนือศีรษะ ที่ข้อมือเล็กๆมีกำไลสีน้ำตาลแดง ท่าทางจะทำจากไม้อะไรซักอย่าง แต่เขาแน่ใจว่าไม่เคยเห็นต้นไม้ที่มีกิ่งเป็นสีแบบนี้มาก่อน

“ข้าชื่อโรนัลด์ วีสลีย์ ...จะเรียกว่ารอนก็ได้ เจ้าล่ะ?”

“ท่านพ่อท่านแม่ตั้งชื่อข้าว่า ราพุนเซล ...แต่ข้าชอบชื่อแฮร์รี่ที่ท่านพ่อมดเรียกมากกว่า ...ท่านจะเรียกชื่อไหนก็ได้” ร่างบางตอบโดยไม่ติดใจสงสัยพลางเดินมาหยุดอยู่ข้างๆ

“แฮร์รี่?” รอนตาโต ก่อนจะมองร่างบางอย่างพิจารณามากขึ้น แม้ผิวจะดูเนียนแต่ก็ไม่ได้นุ่มนิ่ม มีกล้ามเนื้อและโครงร่างที่ระหงกว่าเล็กน้อย

.....เด็กผู้ชายหรือนี่....มิน่าถึงชื่อแฮร์รี่.... น่าเสียดาย.....

ร่างสูงละสายตาจากฝ่ายที่ยืนอยู่ข้างๆโต๊ะ “งั้นข้าขอเรียกเจ้าว่าแฮร์รี่ด้วยก็แล้วกัน....กำไลของเจ้าสีแปลกดีนะ ทำมาจากไม้อะไรหรือ”

ร่างบางยกข้อมือขึ้นดู “นี่เหรอ? ‘เอค’ไงล่ะ เฮดวิก....ข้าหมายถึงนกฮูกที่อยู่ในกรงห้องโน้นน่ะ ตอนเข้ามาท่านคงไม่ทันสังเกต....เฮดวิกเอามาให้ข้า หลายปีแล้วล่ะ ข้าชอบก็เลยเอามาทำเป็นกำไล....ไม่น่าเชื่อเลยเนอะว่าไม้มันจะทนขนาดนี้” ((ใครอย่าไปเปิดตำราล่าหาเอคเข้าล่ะ เอามาจากชื่อตัวละครที่อ่านวันก่อนง่ะ))

“เอค? ข้าไม่เคยรู้จักต้นไม้ที่ชื่อนั้นมาก่อนเลย ทั้งๆที่ข้าว่าข้าก็ศึกษาป่าแถบนี้มาพอสมควรแล้วเชียวนะ” รอนหัวเราะ “เจ้าอยู่คนเดียวเหรอ?”

แฮร์รี่เอี้ยวตัวหันกลับมามองอีกรอบก่อนจะพยักหน้า “อืม ท่านพ่อมดออกไปทำงาน เดี๋ยวพอพระอาทิตย์ตกก็กลับมา”

“ ‘ท่านพ่อมด’ที่เจ้าเรียกนี่เป็นใครกัน?เจ้าอยู่กันแค่สองคน คงเป็นญาติสนิทสิ?”

“ไม่ใช่”

“งั้นเพื่อน?” มือหนาวางถ้วยชาลง

“ก็เปล่า” ใบหน้าสวยส่ายไปมา

“ญาติก็ไม่ใช่ เพื่อนก็ไม่ใช่ แล้วเป็นอะไรล่ะ”

“ท่านพ่อมดเป็นคนที่เลี้ยงข้ามาตั้งแต่เด็ก”

“อย่าบอกนะว่าเจ้าหมายถึงพ่อมด ‘จริงๆ’?????” ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ เผลอถามดังลั่นด้วยน้ำเสียงคาดคั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

เสียงดังก้องทำให้แฮร์รี่ที่กำลังรินถ้วยชาส่วนของตัวเองถอยหลังออกไปก้าวนึงด้วยความตกใจ “เอ่อ... แล้วมีพ่อมดตัวปลอมด้วยหรือ?”

“เป็นไปไม่ได้ พวกพ่อมดแม่มดไม่เคยเข้ามาเกี่ยวข้องกับมนุษย์ธรรมดา ยิ่งมาให้อาศัยอยู่ด้วยยิ่งเป็นไปไม่ได้” รอนมองใบหน้าหวานและนิ้วเรียวอย่างคนไม่เคยทำงานหนักแล้วก็ถามอย่างไม่แน่ใจ “หรือเจ้าเป็นคนรับใช้ของเขา”

ร่างบางทรุดตัวลงบนเก้าอี้ด้านตรงข้ามกับชายหนุ่ม “ไม่รู้สิ ข้าก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรนะ ท่านพ่อมดแค่ให้ข้าอยู่ช่วยทำงานนิดๆหน่อยๆเท่านั้น”

“ถึงอย่างนั้นก็เถอะ เจ้ากำลังอยู่ในอันตรายมากนะ แฮร์รี่ เจ้ารู้มั้ย พวกพ่อมดแม่มดรังเกียจมนุษย์ธรรมดามากแค่ไหน ยิ่งเด็กผู้ชายตัวเล็กๆอย่างเจ้าด้วยแล้ว...” รอนเตือนด้วยน้ำเสียงร้อนรน แต่เจ้าตัวกลับไม่รับรู้

“ไม่เป็นไรหรอก....” เด็กหนุ่มส่ายหน้าแรงๆจนผมกระจายยุ่งเหยิงกว่าเดิมเล็กน้อย ดวงตาเขียวใสเป็นประกาย เมื่อได้นึกถึงอดีตที่เต็มไปด้วยความสุขในหอคอยแห่งนี้ข้าอยู่กับท่านพ่อมดมาตั้งแต่เด็ก “ข้ารู้ดีว่าเขาเป็นคนยังไง ข้าอยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก”

เจ้าชายหนุ่มรู้สึกประลาดใจขึ้นมาทันที “เจ้าอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด?”

“เปล่า เปล่า ข้าเกิดที่หมู่บ้านชายป่า แต่ตอนที่ข้าอายุได้ 4-5 ขวบมั้ง ที่หมู่บ้านเกิดโรคระบาด มีเพียงข้าที่รอด จนกระทั่งท่านลูเซียส เจ้าของหอคอยคนก่อนก็ช่วยข้าไว้ ท่านเป็นคนพาข้ามาอยู่ที่นี่”

“ท่านลูเซียสที่ว่านี่คือท่านพ่อมดของเจ้าสินะ” ....ถ้างั้นก็คงเป็นพ่อมดแก่ๆ....

“ไม่ใช่หรอก ท่านลูเซียสตายไปหลังข้ามาอยู่ที่นี่ไม่กี่ปี คนที่ดูแลข้ามาคือลูกชายของท่านลูเซียสต่างหาก”

ร่างสูงจ้องตาคนพูด “พ่อมดนั่นบังคับอะไรเจ้าหรือเปล่า” ((เอ....ข้อความนี้ฟังได้หลายแง่แฮะ))

“เอ๋?” แฮร์รี่หยุดคิดนิดนึง “ตอนเช้าที่ท่านพ่อมดจะออกไปข้างนอก ข้าก็แค่คอยดึงเชือกกลับขึ้นมา แล้วก็ทำงานบ้าน ลองฝึกเวทมนต์ง่ายๆ หรือไม่ก็อ่านหนังสือ.....มีอะไรอีกน๊า..... อ้อ บางทีก็ต้องเตรียมของในห้องปรุงยาให้ท่านพ่อมด้วย แล้วทุกเย็นพอพระอาทิตย์ตก ข้าก็ต้องหย่อนเชือกลงไปให้ท่านพ่อมดอีกรอบ....ไม่มีอะไรแล้วนี่....” ร่างบางยิ้มหวาน ตอบซื่อๆโดยไม่ได้รับรู้ความวิตกกังวลของคนตรงหน้า

“แฮร์รี่....เจ้าออกไปจากที่นี่เถอะ ข้าจะช่วยพาเจ้าออกไปเอง”

“ออกไป? ท่านหมายถึงลงไปข้างล่างน่ะหรือ?ไม่ได้หรอก!” แฮร์รี่รีบปฏิเสธ “ท่านพ่อมดห้ามไว้....ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าจะลงไปจากหอคอยไม่ได้เด็ดขาด”

“นี่มันเท่ากับว่าเขากักขังเจ้าไว้บนนี้มาหลายปีแล้วน่ะสิ!?”

“ไม่ได้กักขังซักหน่อย! แค่ห้ามไม่ให้ข้าลงไปข้างล่างเท่านั้นเอง!” แฮร์รี่เถียงเสียงแข็ง หน้าหวานบึ้งขึ้นนิดหนึ่งทั้งงุนงงและฉุน

เมื่อเห็นท่าทางอีกฝ่ายเริ่มจะรู้สึกไม่ดีกับบทสนทนาที่ผ่านมา เจ้าชายโรนัลด์จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “เราลืมเรื่องนั้นไปก่อนดีกว่า...เอ่อ... เจ้าว่าเจ้าเลี้ยงนกไว้ใช่มั้ย? นกอะไรเหรอ?”

ใบหน้าเนียนเงยขึ้นสบตาคนถาม “เฮดวิกเป็นนกฮูกของท่านพ่อมด แต่ข้าเป็นคนดูแลมันมาตั้งแต่เล็กๆ ท่านพ่อมดเลยยกให้ข้า”

“เลี้ยงนกฮูก? แปลกดีนะ ป่าแถบนี้มีพวกนกพวกค้างคาวเยอะก็จริง แต่ข้าไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพวกพ่อมดชอบเลี้ยงสัตว์แบบนี้”

..............................................

หลังจากนั้นบทสนทนาก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับมักเกิ้ลและในตัวเมือง ไม่มีการพาดพิงถึงพวกพ่อมดอีก ทำให้แฮร์รี่ให้ความสนิทสนมกับเพื่อนใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

เวลาผ่านไป...จนกระทั่งมีเสียงของฝูงนกพิราบป่าที่สร้างรังอยู่ตามต้นไม้สูงใกล้ๆนี้ ร่างบางจึงขยับตัว หันไปทางประตูห้องเพื่อมองไปยังหน้าต่างไม้ แสงสีส้มอ่อนๆบอกเวลาเย็นมากแล้ว

“พระอาทิตย์ตกแล้ว!” แฮร์รี่ลุกจากที่นั่ง “เดี๋ยวท่านพ่อมดก็จะกลับมา เขาไม่ชอบพวกมักเกิ้ล ข้าว่าท่านรีบกลับลงไปก่อนดีกว่า”

รอนละสายตาจากเกมบนกระดานไม้แผ่นเล็กที่แฮร์รี่เพิ่งจะสอน “โอ๊ะ!แย่ละสิ ท่าทางข้าคงต้องรีบหน่อย ไม่งั้นมืดแล้วคงไม่ได้ออกจากป่าแน่”

“ข้าจะไปส่งท่านที่หน้าต่างนะ”

“ขอบใจ ไว้คราวหน้าข้าจะเอาหมากรุกมาให้เจ้าลองเล่นดูบ้าง”

แฮร์รี่ไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มรับ ก่อนจะเดินนำออกไปตามทางเดิม

ห้องแรกนั้นยังคงสภาพเดิมเหมือนเมื่อตอนบ่ายทุกอย่าง ร่างสูงก้าวตามเจ้าของบ้านที่ตรงไปที่หน้าต่าง ผ่านพรมหนาสีแปลกตาที่ปูอยู่กลางห้อง มีโต๊ะตัวเตี้ยๆตั้งอยู่ตรงกลาง สองด้านของโต๊ะมีเบาะรองนั่งอยู่ด้านละใบ เป็นเพียงห้องโล่งๆที่คงเอาไว้นั่งเล่น หรือไม่ก็ใช้เป็นห้องทานข้าวเฉยๆมากกว่า

กรงนกฮูกที่เขาไม่ทันเห็นในตอนแรกแขวนอยู่บนเสาไม้ห่างออกไปอีกมุมห้อง ดวงตาสีเหลืองของเฮดวิกจ้องเขม็งไปที่ชายแปลกหน้า จนรอนรู้สึกแปลกๆ แต่ยังไม่ทันมีโอกาสบอกเจ้าของนก ร่างบางโรยเชือกลงไปข้างล่าง หลีกทางให้ชายหนุ่ม

“แฮร์รี่” ร่างสูงก้าวขึ้นไปเหยียบตรงขอบหน้าต่าง แต่ยังไม่ปีนลงไป “เจ้าไม่อยากรู้เรื่องครอบครัวที่แท้จริงของเจ้าบ้างหรือ”

“.......” แฮร์รี่นิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ เขาเคยคิดสงสัย เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเอง เป็นสิ่งที่ฟังมาจากพ่อมดทั้งนั้น เขามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็กเกินกว่าจะจำเรื่องราวต่างๆได้ ทั้งที่คิดว่าตนเองก็เชื่อคำบอกเล่าของพ่อมด แต่อีกใจหนึ่งก็อยากจะรู้เห็นด้วยตาตนเอง “ข้า....ข้า....”

“เจ้าบอกข้ามาก็พอว่าหมู่บ้านที่เจ้าเคยอยู่ชื่อหมู่บ้านอะไร อยู่ที่ไหน”

แฮร์รี่ตัดสินใจบอกในที่สุด “หมู่บ้านที่ข้าเคยอยู่เป็นหมู่บ้านเล็กๆของพวกช่างปั้น....อยู่ตรงชายป่า แต่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าด้านไหน รู้แค่ว่าบริเวณนั้นมีต้นเอคขึ้นเต็มไปหมดเท่านั้นแหละ”

รอนรู้สึกสะดุดใจกับชื่อต้นไม้ชนิดนี้อีกครั้ง ....แฮร์รี่พูดราวกับต้นไม้ที่ว่าเป็นต้นไม้ทั่วๆไปที่ทุกคนรู้จัก แล้วทำไมข้าไม่เคยได้ยินชื่อมันมาก่อนนะ?.... “เท่านั้นก็พอแล้วล่ะ ไว้ถ้าได้อะไรคืบหน้าแล้วข้าจะมาบอก แต่ยังไงพรุ่งนี้ก็เจอกันเหมือนเดิมนะ เจ้าต้องชอบเล่นหมากรุกแน่ๆ”

“ข้าจะรอ” ร่างบางตอบพร้อมกับยิ้มสดใส

ขาลงก็ไม่ต่างจากตอนขึ้น เพียงครู่เดียวเจ้าชายก็ลงมาถึงข้างล่างได้ราวกับมีเวทย์มนต์คอยช่วยอยู่ ดวงตาคมมองไปยังหน้าต่างบนหอคอย ก่อนจะจากไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด

...‘ข้าเกิดที่หมู่บ้านชายป่า แต่ตอนที่ข้าอายุได้ 4-5 ขวบมั้ง ที่หมู่บ้านเกิดโรคระบาด มีเพียงข้าที่รอด’...

....โรคระบาด? ในรอบ 60-70ปีที่ผ่านมา เมืองนี้ไม่เคยเกิดโรคระบาดเลยไม่ใช่หรือ?...

………………..

พระอาทิตย์ตก....ท้องฟ้าถูกระบายด้วยสีส้มๆแดงๆ มองออกไปไกลๆจะเห็นดวงอาทิตย์กลมโตเป็นสีส้มๆแตะขอบฟ้า ฝูงนกมากมายบินกลับไปยังอีกด้านของป่า

แฮร์รี่นั่งอยู่บนขอบหน้าต่าง หลังพิงผนังด้านหนึ่ง แขนเรียวทั้งสองข้างกอดเข่าเอาไว้หลวมๆ ดวงตาสีเขียวมีแววครุ่นคิด

“แฮร์รี่!” เสียงเรียกคุ้นหูดังขึ้นเบาๆ แต่คนฟังกลับได้ยินชัดเจน

แววเหม่อลอยหายไปทันที เปลี่ยนเป็นความดีใจที่ฉายชัดในดวงตาคู่เดิม ก่อนที่รอยยิ้มซนๆแบบเด็กๆจะปรากฏขึ้นนิดๆที่มุมปาก

*E*N*D**P*A*R*T**1*


#Acacha#


ตอนแรกที่เขียนนิทานก่อนนอนแล้วตกลงกับโอคุงว่าจะเขียนเรื่องราพุนเซลก็อยากจะเขียนให้มันไม่เป็นเรื่องฮา แต่โอคุงบอกว่ามันไม่ใช่สไตล์ของนิทานก่อนนอน ก็เลยต้องแยกเรื่องนี้ออกมาซะ

ที่จิงเรื่องนี้มีหลายๆอย่างที่จะคล้ายกับ ราพุนเซล ใน ice cold demon’s tale ....แหะๆ ก็ชอบเรื่องนั้นมั่กๆอ่ะ พอนึกถึงราพุนเซลก็จะนึกถึงราพุนเซลในเรื่องนั้น .....

จะว่าไปฟิคเรื่องนี้มันเกือบจะเป็น ori แล้วล่ะ ตั้งแต่ตอนเกริ่นแล้ว 5555+

+++ เรื่องนี้ DM/HP นะคะ (ก็มันเหมาะกว่า HP/DM อ่ะ) รับรองว่าไม่ใช่ RW/HPแน่ (ถึงบทรอนจะเยอะไปหน่อยก็เหอะ) +++++

See u next part jahhhhh

+อคาชา+



Create Date : 06 มิถุนายน 2548
Last Update : 6 มิถุนายน 2548 17:25:47 น.
Counter : 293 Pageviews.

4 comment

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]