[HP Ficlet] ผู้หญิงที่น่ากอดตลอดกาล [สำหรับวันแม่ค่า]
แม่มีผมตอนค่อนข้างอายุจะมากแล้วครับ แต่ก็ยังร่าเริงกระฉับกระเฉงอยู่นะ
แถมยังตามใจผมสุดๆ ขนาดบอกว่าจะพาลูกสะใภ้ ‘ผู้ชาย’ มาฝาก แม่ยังหัวเราะแล้วบอกว่า ‘เอามาเลย’
เวลากลับบ้าน ผมชอบวิ่งเข้าไปแกล้งกอดแล้วอุ้มแม่หมุนไปมา จนแม่ตะโกนให้หยุดทั้งที่ยังหัวเราะร่วน
แม่เสียตอนผมเริ่มทำงาน จากไปอย่างสงบ แต่ก็น่าเสียดายที่แม่อยู่ไม่ทันมีหลาน ไม่อย่างนั้นแม่ก็คงเห่อลูกผมน่าดู
แต่ถึงอย่างนั้นผมก็อยากจะบอกแม่ว่า…
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-


ผมไม่เคยชอบเวลาที่แม่ผมทำหน้าเย็นชาและมองคนอื่นอย่างดูถูก
แม่ไม่ค่อยรักผม...ที่แน่ๆ ก็รักน้อยกว่าที่รักน้องชายผมนั่นแหละ
ผมทะเลาะกับแม่บ่อยๆ เพราะแม่ไม่ชอบให้ผมไปคลุกคลีกับเพื่อนๆ ‘กริฟฟินดอร์ต่ำศักดิ์’ พวกนั้น
ครั้งสุดท้ายที่เราทะเลาะกัน แม่มองผมด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
ผมจ้องมองกลับอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงเดินเข้าไปกอดแม่เร็วๆ ก่อนจะผละออกเพื่อเดินออกจากบ้านหลังนั้น และไม่กลับไปอีก
ผมไม่เคยได้พบแม่อีกเลย นั่นทำให้ผมรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ไม่ได้บอกแม่ว่า...
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

แม่ของผมเป็นคนใจดีมากครับ เธอมักจะมีรอยยิ้มอ่อนโยนอยู่บนใบหน้าเสมอ
แม้ยามที่ผมเจ็บปวดแสนสาหัส เป็นที่รังเกียจของทุกคน แม่ก็ยังโอบอุ้มปกป้องผมด้วยกำลังทั้งหมดของเธอ
อ้อมกอดของแม่อบอุ่นเสมอ ผมชอบวิ่งเข้าไปซุกกับอกแม่ โดยเฉพาะหลังจากช่วงเวลาที่เลวร้ายได้ผ่านพ้นไปอีกครั้ง
ผมบอกเธออยู่บ่อยๆ และยินดีที่ได้บอกจนวันสุดท้ายของชีวิตเธอว่า...
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

แม่ของผมมักจะมีกลสนุกๆ แอบมาสอนให้ผมเล่นเสมอ แต่พ่อของผมไม่ชอบมัน เราจึงต้องแอบเล่นกัน
บางครั้งถ้าพ่อรู้ พ่อก็จะตีแม่อีก พ่อตีแม่แรงๆ โดยที่แม่ไม่ได้ปริปากว่าอะไรสักคำ
ดวงตาของแม่มักจะมีแววเศร้าน้อยๆ แต่แม่ก็ยังโอบกอดผมด้วยแขนบอบบางทั้งสองข้างของเธอ
ผิวเย็นๆ ของแม่ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นได้อย่างประหลาด แต่ก็อดรู้เศร้าเล็กน้อยไม่ได้
เวลานั้นผมมักจะกระซิบบอกเธอเบาๆ เสมอว่า…
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

แม่ของผมมีลูกหลายคน บ้านเราไม่เคยขาดเสียงโหวกเหวก....แน่นอนว่า เสียงของแม่ดังที่สุด
แม่มักจะเอาผมไปเปรียบเทียบกับบรรดาที่พี่ผู้เลิศเลอทั้งหลาย แต่ตอนผมได้รับเลือกเป็นพรีเฟ็ค แม่ดีใจกว่าผมเสียอีก
แม่เป็นคนรูปร่างท้วม อ้อมแขนของแม่สามารถรับเอาพวกเราไปกอดได้ทีละหลายๆ คน
พอโตขึ้นมาบางทีผมก็รู้สึกอายที่ถูกแม่กอดในที่สาธารณะ ผมจึงมักจะผละหนีเสียโดยเร็ว
แต่อย่าไปบอกใครล่ะ...ที่จริงแล้วผมก็ชอบให้แม่กอดและชมผมเหมือนกันนั่นแหละ
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

แม่ของฉันเป็นทันตแพทย์ เธอไม่ยอมให้ฉันใช้เวทมนต์จัดการกับฟันที่ยังไม่เข้าที่ของฉันสักที
แม่ไม่เคยบ่นว่า หรือทำสีหน้าลำบากใจ เมื่อตอนที่ฉันเข้าโรงเรียนเวทมนต์
เธออาจจะรู้สึกแปลกกับโลกใหม่ของฉันบ้าง แต่ก็สนุกที่ได้เรียนรู้และปรับตัวไปพร้อมกับลูก
ถึงจะได้เป็นนักเรียนดีเด่นหรือเป็นพรีเฟ็ค แต่ที่บ้านฉันก็ยังเป็นเด็กผู้หญิงตัวน้อยคนเดิมของแม่อยู่ดี
อ้อมกอดของแม่มักจะมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้ออยู่นิดๆ แต่ฉันก็ชอบนะ
“หนูรักแม่ค่ะ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

แม่ของผมจากไปตั้งแต่ผมยังเล็กมาก แต่ผมก็ยังจำเธอได้เลือนราง
ผมจำได้ว่าแม่เป็นคนสวย รอยยิ้มของเธอเป็นรอยยิ้มอ่อนหวานที่สุด
แม่ชอบยื่นหน้าเข้ามาใกล้ แล้วหอมแก้ม หอมตัวผมจนผมจักจี้แล้วหัวเราะ
เส้นผมของแม่เป็นสีแดง ผมอาจจะเคยกำมันไว้ตอนที่แม่อุ้มผมขึ้นมากล่อมนอน
แม่ตายเพราะปกป้องผม แน่นอนว่าความทรงจำนั้นเป็นฝันร้าย
แต่ในฝันนั้น ผมก็ยังรับรู้ถึงอ้อมกอดอบอุ่นของแม่ อ้อมกอดที่จะปกป้องผมไปตลอดกาล
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

แม่ของผมรักผมมากที่สุดในโลก เธอไม่เคยขัดใจอะไรผมสักครั้ง
แม่มักจะเชื่อฟังพ่อ แต่มีครั้งเดียวตอนพ่อจะส่งผมไปเรียนไกลบ้าน แม่คัดค้านแข็งขันเสียจนเราพากันแปลกใจ
แม่ปกป้องผมอยู่เสมอ แม้เมื่อยามที่ผมต้องรับ ‘คำสั่งนั้น’ แม่ก็ยังเป็นห่วงจนต้องไปขอร้องหาคนช่วยผม
อ้อมกอดของแม่บอบบาง แต่ก็เข้มแข็งนัก แม้ในยามที่เราสองคนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางอันตรายเช่นตอนนี้
ดังนั้น ผมจึงไม่ลังเลเลยแม้แต่ครั้งเดียวที่จะพูดว่า
“ผมรักแม่ครับ”
.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.- .-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-.-

Talks
Ficlet วันแม่ค่า!!! คิดได้เมื่อเช้าตอนแต่งตัว ชื่อเรื่องเอามาจากชื่อหัวข้อการเทศนาธรรมที่จัดที่บริษัทเราเมื่อวันพฤหัส เพราะดีนิ รีบปั่นแล้วก็เอามาลงเสียก่อน เพราะข้าพเจ้าก็ต้องไปขึ้นรถกลับบ้านนอก(ไปหาแม่) แล้วเหมือนกัน
รักแม่กันมากๆ นะค๊า



Create Date : 12 สิงหาคม 2549
Last Update : 12 สิงหาคม 2549 9:55:54 น.
Counter : 1049 Pageviews.

2 comment
As Memory pass By
สิ่งแรกที่ข้าเห็นยามลืมตาดูโลกคือสิ่งใดหนอ?

บางครั้งในความมืดมิด ข้าคิดทบทวนถึงสิ่งต่างๆ ช่างยาวนานนัก ยาวนานจนข้าเกือบจะเข้าใจว่า ความทรงจำ
เหล่านั้นเป็นเพียงภาพฝันเลือนรางเท่านั้น

อา...แต่เมื่อขุดค้นลงไปในเบื้องลึก ข้าก็เริ่มมองเห็นบางอย่าง บางอย่างที่ข้ารู้สึกคุ้นเคยเหลือเกิน
..........................................................................

แสงสว่างค่อยๆ ลอดผ่านเข้ามาเป็นเส้นบางๆ ข้าเปิดเปลือกตาหนักอึ้งนั้นขึ้นช้าๆ ผิวของข้าสัมผัสกับความเย็นของอากาศ มันช่างแตกต่างกับเปลือกอบอุ่นที่ห่อหุ้มตัวข้าเมื่อชั่วระยะก่อน จมูกข้ายังระสากับกลิ่นคาวซึ่งออกมาจากเมือกลื่นข้างตัว ข้ากระพริบตาเล็กน้อยก่อนที่จะมองเห็นดวงตาที่ทอประกายอบอุ่นคู่นั้น ดวงตาสีเงินยวงที่ลึกล้ำราวกับจะดึงดูดให้ผู้มองหายเข้าไปความมืดแห่งอนันทกาล

แม้จะเพิ่งแรกเกิด แต่สัมปชัญญะของข้าก็เตือนตนเองอย่างยินดี สิ่งแรกที่ข้าเห็นช่างงดงามนัก

“ดูสิ ก็อดริก มันออกมาแล้ว”

ใบหน้าที่อยู่เหนือศีรษะของข้าอุทาน พร้อมกับรอยยิ้มบางประดับบนริมฝีปาก และจากรอยยิ้มนั้นทำให้ข้าได้เรียนรู้เพิ่มเติมว่า โลกใหม่ที่ข้าเพิ่งลืมตาขึ้นนี้มีความงดงามมากเหลือเกิน

ข้าได้แต่ดีใจอยู่เงียบๆ แม้เมื่อยามมืออ่อนนุ่มค่อนข้างอุ่นนั้นเอื้อมมาลูบบริเวณต้นคอที่ยังคงมีเมือกลื่นของข้า สัญชาติญาณก็สอนให้ข้ามอบความไว้วางใจให้กับเจ้าของมือนั้น ผู้ให้กำเนิด...ผู้จะเลี้ยงดู...และปกปักษ์รักษาข้า

“เจ้าตัวน้อยสวยเชียวนะ ดูสิ”

เสียงใสเย็นนั้นยังคงพร่ำเรียกหาใครบางคน ข้าแปลความยินดีในกระแสเสียงนั้นได้โดยมิต้องเข้าใจความหมายในถ้อยคำ แต่ความยินดีของข้าเองนั้นกลับยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อบุคคลนั้นขยับริมฝีปากอีกครั้ง คราวนี้เสียงที่ออกมากลับให้ความคุ้นเคยเสียยิ่งกว่าความอบอุ่นของเปลือกหุ้มรอบกาย

<ไม่ต้องหวาดกลัวไป ข้าจะดูแลเจ้าเอง>

ข้าเบิกตากว้าง แล้วผงกศีรษะเบาๆ เป็นการตอบรับคำปลอบโยน ดวงตาที่เพิ่งเปิดเริ่มหนักขึ้นอีกครั้ง การลืมตาดูโลกช่างแสนเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน ข้าขดกายลงใต้มืออุ่นนั้น แต่ก็ยังฝืนเงยหน้าขึ้นได้เมื่อมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นใกล้ตัว ร่างนั้นสูงกว่าคนที่ยืนข้างกายข้า รอยยิ้มกว้างนั้นไม่เหมือนรอยยิ้มอ่อนที่ข้าเพิ่งได้รับเมื่อครู่ แต่ความอ่อนหวานในดวงตายามมองมาที่เจ้าของดวงตาสีเงินกลับไม่แตกต่างกันเลย

“อ้าว หลับเสียแล้วหรือ? ลูกเจ้านี่ท่าจะขี้เกียจจริง มานี่สิ มาดูไอ้ตัวซนของข้ากันดีกว่า”

เสียงทุ้มปนสำเนียงหัวเราะนั้นบอกพลางยืนอะไรบางอย่างที่อยู่ในอุ้งมือเข้ามาใกล้ ข้าอดเผยอเปลือกตาดูด้วยความใคร่รู้ไม่ได้ กองเล็กๆ เปียกชื้นสีแดงดั่งเพลิง...ร่างเล็กจ้อยค่อยๆ ยืดตัวออก สะบัดขนสั้นเกรียนของตนพลางอ้าปากร้องเสียงใส

น่าเกลียดเสียจริง...ข้าคิดพลางปิดเปลือกตาลงแล้วเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง

..........................................................................

“ไปเลย ฟอกซ์!”

ร่างสูงที่ยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าเวิ้งว้างตะโกน แล้วเงาสีแดงก็บินหวือออกไปสู่ท้องฟ้ากว้างตามคำสั่ง ปีกสยายกว้างนั้นทำให้ดูราวกับเป็นลูกเพลิงขนาดใหญ่ จงอยปากจกลูกกลมเล็กสีทองที่ถูกโยนไปก่อนหน้าได้อย่างแม่นยำ เรียกเสียงหัวเราะจากคนที่ออกคำสั่งเมื่อครู่

<เล่นอะไรเป็นเด็กอยู่เรื่อย>

เสียงบ่นพึมพำจากเจ้าของตักที่ให้ข้าขดตัวซุกไออุ่น เราทั้งคู่นั่งเงียบอยู่ใต้เงาของกรอบหน้าต่างหินบนหอคอยสูงนั้น ข้าพาดศีรษะไว้กับมือนิ่มอย่างแสนสบาย อยากจะเอ่ยถาม ‘นาย’ ว่าเหตุใดเราจึงไม่กลับไปยังคุกใต้ดินเย็นชื้นที่แสนโปรดปรานกันเสียที แต่ข้าก็ไม่ถาม รู้ดีว่าการนั่งมอง ‘คนผู้นั้น’ อย่างเงียบๆ ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของนาย

<ไม่หายเห่อของเล่นใหม่สักที> นายข้าพึมพำอยู่เงียบๆ อย่างอ่อนใจ

ข้าผงกหัวขึ้นนิดหนึ่งเพื่อมองเงาสีเพลิงที่ยังบินฉวัดเฉวียนอย่างปราดเปรียวอยู่บนผืนฟ้า อดประหลาดใจไม่ได้ว่าเหตุใดหนอ ก้อนกลมที่มีขนปุกปุยน่าเกลียดนั่นถึงได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่สง่างามได้ในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่ตัวข้าเองแทบไม่เปลี่ยนแปลงไปสักกี่มากน้อยจากตอนที่ถือกำเนิด

‘ธรรมชาติของนกฟินิกส์’

นายเคยบอกข้าเช่นนั้น วงจรชีวิตของมันผกผันและผลัดเปลี่ยนเป็นวัฐจักรไม่รู้จบ ปลดเปลื้องความทรงจำเก่าเข้าสู่ชีวิตใหม่อันเป็นนิรันดร์ หากร่างกายข้าก็เป็นธรรมชาติของข้าเอง

‘เจ้าจะมีชีวิตยืนยาวและยิ่งใหญ่นัก ลูกน้อยเอ๋ย’

ข้าคิดทบทวนอยู่เงียบๆ สายตาจับจ้องอยู่กับเงาสีเพลิง ขณะที่นายเองก็ตรึงสายตาไว้กับร่างของคนผู้นั้น จนกระทั่งเจ้าของร่างรู้สึกตัว ใบหน้าเรียวยาวที่มีผมสีทองเงยขึ้นมองมายังหน้าต่างบานที่เรานั่งอยู่ แล้วก็คลี่ยิ้มกว้าง รอยยิ้มนั้นสดใสราวกับแสงของดวงตะวันยามนี้ ร่างสูงผิวปากเรียกสัตว์เลี้ยงของตน แล้วรีบวิ่งกลับเข้ามาในตัวปราสาทอย่างร่าเริง

ข้าเลื่อนตัวจากตักของนายลงไปยังตะกร้าที่วางอยู่บนพื้นแล้วรออยู่เงียบๆ เพราะสำเนียกว่าเจ้าของความเจิดจ้านั้นคงจะวิ่งตึงตังขึ้นมาหานายในเวลาไม่นาน
..........................................................

ภาพเหล่านั้นค่อยๆ ไหลย้อนเข้ามาสู่ความคิดของข้า ยามที่ข้ายังได้มีโอกาสสัมผัสแสงตะวัน สายลมที่ไล้ผ่านผิว และความอบอุ่นจากมือของนาย

.....แล้วเมื่อไรกัน ที่ข้าเข้ามาอยู่ที่นี่

วันนั้น...เมื่อเนิ่นนานมาแล้วใช่ไหมนะ?

..........................................................

ข้าได้แต่เฝ้ามองเงียบๆ เมื่อนายโต้เถียงกับคนผู้นั้น ข้าไม่เคยเห็นนายมีสีหน้าเคร่งเครียดและโกรธแค้นเพียงนี้มาก่อน ไม่นับรวมเสียงตะโกนจากริมฝีปากที่เคยกระซิบสอนข้าเพียงแผ่วๆ หากแต่คู่สนทนาของนายกลับยืนนิ่ง พยายามอธิบายอะไรบางอย่าง อะไรที่นายไม่สามารถยอมรับได้ นายไล่เขาออกจากห้องไป

นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นนายร้องไห้

นายมิได้สะอึกสะอื้น หากแต่นั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้เอนตัวโปรด ข้าจับกระแสเศร้าสร้อยได้จากร่างกายที่สั่นเทาของนาย หยาดน้ำอุ่นเล็กๆ หยดลงบนกายข้า ข้าพยายามปลอบโยนนายทั้งที่รู้ว่าไร้ประโยชน์ จึงได้แต่เฝ้าตั้งคำถามกับตนเอง เหตุใดหนอผู้ที่แสนอ่อนโยนคนนั้นจึงทำให้นายเสียใจได้ถึงเพียงนี้

หลังจากวันนั้น นายก็เงียบขรึมลง นายไม่พูดจากับใครแม้แต่กับตัวข้าเอง ดวงตาสีเงินยวงเหมือนจะล่องลอยออกไปไกลแสนไกล บางครั้งข้าเห็นความโกรธ ความเสียใจ ความคั่งแค้น และความผิดหวังแวบผ่านเข้ามาในดวงตาคู่นั้น แล้วเพียงชั่ววูบเดียวมันก็เลือนหายไปเหลือเพียงความว่างเปล่า และความลังเลใจ

แต่ในอีกวันหนึ่งที่อากาศหนาวเหน็บ ข้าก็ไม่เห็นความลังเลใจนั้นอีกแล้ว

นายพาข้าออกจากห้องใต้ดินที่เราทั้งคู่โปรดปราน เราเดินผ่านปราการมากมายหลายแห่ง จนกระทั่งบรรลุถึงสถานที่หนึ่งที่นายบอกว่า เป็นที่ลับของพวกเรา ที่นี่มีอาหารมากมาย และแข็งแกร่งพอจะปกปักษ์ข้าให้ปลอดภัย

<รวมถึงความทรงจำทั้งหมดของข้าด้วย>

ข้าเริ่มซึมซับความเศร้าโศกเมื่อรู้ดีว่านายกำลังเอ่ยคำลา จะไม่มีหน้าต่างบานกว้าง ไม่มีท้องฟ้าสีฟ้าและเงาสีเพลิงอีกแล้ว ไม่มีความอบอุ่นใดๆ หลงเหลืออยู่ มือนิ่มนั้นปลอบโยนข้าเป็นครั้งสุดท้าย นายก้มลงจุมพิตที่กลางศีรษะข้าพร้อมกระซิบคำสัญญา แม้นายไม่คิดจะหวนกลับ หากสักวัน ทายาทของนายจะมาเยือนและปลดปล่อยข้าออกไปสู่โลกภายนอก

<เมื่อถึงตอนนั้น จงเชื่อฟังและทำตามบัญชาเขา ทาสผู้ซื่อสัตย์แห่งข้า>

ข้ามองตามเงียบๆ จนนายปิดปราการบานนั้นแล้วจากไป ข้าวกตัวกลับ ซุกตัวลงในมุมที่มืดที่สุด เพื่อเข้าสู่นิทราแห่งการรอคอย
..........................................................

ข้ารอมานานแค่ไหนกันนะ 10 ปี 20 ปี 100 ปี หรือมากกว่านั้น? ความมืดมิดไร้ที่สิ้นสุดทำให้ข้าหลงลืมวันคืน ข้าได้แต่ขดตัวอยู่กับความทรงจำของนาย พยายามทบทวนทุกครั้งเมื่อมันทำท่าเหมือนจะเลือนหาย

แล้วในวันหนึ่ง ข้าก็ได้เห็นแสงสว่าง
..........................................................

ความจริงมันไม่ใช่แสงสว่างเจิดจ้าที่ข้าเคยเห็นเมื่อยามแรกเกิดหรอก เป็นเพียงแสงจากคบไฟดวงเล็กๆ ข้าหมุนพลิกตัวด้วยความรวดเร็วผิดกับรูปร่างที่ยืดขยายของตนเอง ข้าอยู่มานานเสียจนผู้มาเยือนอาจกลายเป็นสิ่งไม่พึงประสงค์

...แล้วข้าก็เห็นดวงตาคู่นั้น

ดวงตาสีดำสนิทไม่ใช่สีเงินยวงเช่นดวงตาของนาย หากมันกลับงดงามและมีประกายบางอย่างที่คุ้นเคยอยู่ในนั้น เด็กหนุ่มผมสีรัตติกาลเอื้อนเอ่ยถ้อยสำเนียงที่ข้าเกือบจะลืมเลือนไป

<จงเชื่อฟังและทำตามบัญชาเขา ทาสผู้ซื่อสัตย์แห่งข้า>

...ข้ารู้สึกราวกับตนเองได้เกิดใหม่อีกครั้ง

ถึงแม้ ‘นายน้อย’ จะไม่ได้พาข้าออกไปสู่ภายนอก แต่ข้ากลับไม่รู้สึกผิดหวัง ข้าเป็นอิสระอยู่ในที่แห่งนี้เสียจนเคยชิน นายน้อยมักจะเข้ามาเยี่ยมเยียนเมื่อยามที่ท่านว่าง เล่าเรื่องต่างๆ ให้ข้าฟังไม่ต่างจากที่นายเคยทำ ข้ารับรู้เรื่องราวของโลกภายนอกอย่างเพลิดเพลิน

วันหนึ่งนายน้อยคิดจะลองพาข้าออกไปภายนอก นายน้อยบอกว่า ‘ป่าต้องห้าม’ น่าจะเหมาะกับข้ามากกว่าห้องแคบๆ นี่ แต่น่าเสียดาย เด็กหญิงคนหนึ่งอยู่ในทางผ่านของเราโดยไม่ได้ตั้งใจ และนั่นนำพาเอาชีวิตปลิดปลิวออกไปจากร่างของเธอในชั่วพริบตา นายน้อยรีบซ่อนข้าไว้ บอกว่าชายชราที่เป็นผู้มีอำนาจในที่แห่งนี้จะต้องสังหารข้าเสียแน่หากรู้เรื่อง

นายน้อยตัดสินใจปิดปราการของสถานที่ลับแห่งนี้ และบอกข้าให้รอเวลาที่นายได้มีอำนาจเหนือผู้ใด

ข้ายอมรับโดยดุษฎีและเริ่มต้นเฝ้ารออีกครั้ง
..........................................................

ครั้งนี้เวลาเหมือนจะหมุนวนเร็วขึ้น ไม่นานข้าก็ได้ลืมตาตื่น ตรงหน้าของข้าคือเด็กน้อยผมสีเพลิงที่มีดวงตาเลื่อนลอย หากข้าคุ้นเคยกับเธอเสียยิ่งนัก ด้วยสำเนียง ด้วยถ้อยคำเหล่านั้น ข้ารตระหนักว่า เบื้องหลังผิวอ่อนเยาว์วัยคือนายน้อยคนเดิมของข้า

ข้าได้ออกไปสู่โลกภายนอกบ่อยขึ้น นายน้อยเล่าว่า ตัวตนของท่านถูกทำลายลงไปครั้งหนึ่งด้วยมือของทารกไร้เดียงสา แต่อีกไม่นานท่านจะได้กายเนื้อคืนกลับ หวนสู่ความยิ่งใหญ่ ข้าตั้งใจฟังสิ่งเหล่านั้น หากปล่อยให้มันผ่านเลยไปในความทรงจำ

ข้าเฝ้าวนเวียนไปตามที่ต่างๆ เพื่อหาร่องรอยอันเคยคุ้น แต่กลับพบเพียงความแปลกแยก ไม่มีห้องของพวกเราเหลืออยู่ หอคอยร้างไร้ ไม่มีความอบอุ่นใดหลงเหลืออยู่ในที่ต่างๆ ที่เราเคยผ่าน...ข้ารู้สึกโหวงอย่างประหลาด

แล้วเด็กหนุ่มคนนั้นก็เข้ามา เด็กหนุ่มผู้มีผมสีดำและดวงตาคมสีมรกต สายฟ้าซึ่งเป็นเหรียญตราของการพิชิตนายน้อยติดตรึงอยู่บนหน้าผาก บางอย่างในสีหน้าของเขาช่างคล้ายคลึงกับใครบางคนในอดีตอันไกลแสนไกล มิใช่รูปเค้าภายนอก หากแต่เป็นความแข็งแกร่งหาญกล้าและมุ่งมั่น

นายน้อยบอกข้าว่า นั่นคือศัตรู สั่งให้ข้ากำจัดเขาเสีย และข้าไม่ลังเลที่จะทำตามบัญชา ข้าสลัดความคลับคล้ายนั้นออกไปแล้วเข้าจู่โจม เด็กหนุ่มผู้นั้นหลบหลีก หากอีกไม่นานก็จะไม่พ้นคมเขี้ยว ข้าเริ่มเห็นความหวั่นเกรงในดวงตาสีมรกตคู่นั้น แต่ข้าก็ยังคงพุ่งตรงไปหาเขา

วูบหนึ่ง ข้ารู้สึกราวกับเห็นภาพลวงตาของรูปเงาสีเพลิงวูบผ่าน ข้าชะงักและพยายามเพ่งมองอีกครั้ง ไม่ผิด ปีกสยายกว้าง ร่างอันแสนสง่างามเหมือนที่ข้าเคยเห็น กงเล็บนั้นทิ้งบางอย่างที่เป็นสีน้ำตาลเก่าคร่ำลงมาให้เด็กหนุ่ม แล้วเขาก็หยิบดาบออกมา เล่มหนึ่ง ข้าจำได้ดี...ดาบของคนผู้นั้น

เสียงนายน้อยร้องสั่งให้ข้าลงมือดึงสติของข้าหวนคืน ข้าตวัดศีรษะเพื่อจู่โจมศัตรูของนายน้อย แต่กลับถูกเจ้าของเงาสีเพลิงบินหวือเข้ามา ข้าตกใจวูบพยายามหลบหลีกแต่จงอยปากแหลมคมก็ทำลายดวงตาของข้าเสียแล้ว แว่วได้ยินเสียงของนายลอยมาจากความทรงจำ
‘ธรรมชาติของนกฟินิกส์...ปลดเปลื้องความทรงจำเก่าเข้าสู่ชีวิตใหม่…’

อา...เช่นนั้น เจ้าคงไม่ได้จดจำสิ่งใดเลยสินะ

ข้าตระหนักรู้อยู่เงียบๆ ในความมืดบอด มิได้ผิดหวัง หากเพียงแต่เสียดายที่ไม่มีผู้ใดหลงเหลือความทรงจำของวันคืนอันสดใสนั้นอีกแล้ว

ข้ายังคงโจมตีต่อไป จมูกระสากลิ่นคาวเลือดจากตัวของเด็กหนุ่ม ข้าฝังคมเขี้ยวลงบนผิวเนื้อนั้นได้ แต่แล้วข้าก็พลาด ดาบเล่มหนาหนักนั้นแทงทะลุผ่านผิวกาย ข้าเปล่งเสียงร้องแล้วล้มครืนลงมาอยู่สิ้นเรียวแรง

ท่ามกลางความเจ็บปวด เสียงต่างๆ เหมือนจะค่อยๆ เลือนหาย ข้าไม่ได้ยินเสียงสั่งการของนายน้อย ดวงตาของข้ามืดสนิทไปแล้ว ดังนั้นข้าจึงไม่เห็นว่าเด็กหนุ่มคนนั้นเป็นอย่างไรต่อไป ความคิดของข้าค่อยๆ ลอยห่างจากที่แห่งนั้น

นี่อาจจะเป็นจุดจบแห่งชีวิต...หากข้ากลับไม่รู้สึกเศร้าโศก

ข้าเอนศีรษะซบกับพื้นหินเย็นเยียบที่ใช้เป็นที่รองนอนมานานแสนนาน คราวนี้คงจะเป็นนิทราครั้งสุดท้าย พันธนาการที่ผูกรั้งข้าไว้ได้คลายลง ข้ากำลังจะได้เดินทางอีกครั้ง ไปยังทุ่งกว้างที่มีแสงตะวันสาดส่อง มีคนผู้นั้นยืนยิ้มอยู่ท่ามกลางสายลม มีนายของข้ารอคอยอยู่ในห้องมืดด้วยรอยยิ้มอันคุ้นเคย ไม่มีน้ำตาและความเศร้าโศกอีกแล้ว

ท่ามกลางความมืดมิด ข้าเก็บเกี่ยวความทรงจำแสนอบอุ่นที่หลงเหลืออยู่ไว้ในอ้อมกอดแล้วผละจากไปอย่างเงียบๆ

...การรอคอยสิ้นสุดลงแล้ว และข้ายินดีกับมันเหลือเกิน

*************************************

Talks

พระเจ้าเฟร็ด! องค์ลงตอน 5 ทุ่ม ขณะนี้ตี 2 สิบนาทีแล้ว ทำไมชอบคิดอะไรได้ตอนอาบน้ำก่อนนอนทุกทีเลยน๊อ...

วันนี้ขณะแปรงฟัน อยู่ดีๆ ก็มีคำถามผุดขึ้นมาในใจ “เอ...บาซิลิสมันอายุเท่าไหร่แล้วหว่า?”
ถ้านับว่าสลิธิรินออกจากฮอกวอร์ตไปตอนต้นศตวรรษที่ 11 ก็เกือบ 2000 ปีแน่ะ นานเนอะ เลยจับมาโยงเข้ากับอายุฟอกซ์ซะเลย ตอนแรกจะทำฟิกงู/ฟินิกส์ แต่เขียนไปเขียนมา ไหงมันกลายเป็น GG/SS ไปก็ไม่รู้

โดยส่วนตัวแล้วไม่ชอบการรอคอยเลยค่ะ มันทำให้รู้สึกโหวงๆ เหงาๆ ยังไงก็ไม่รู้ (ไม่นับการรอรถเมล์ที่ทำให้หงุดหงิดแทน) แต่พอถึงตอนจบ กลับรู้สึกอยากให้เบซิลัสมันอิ่มใจกับการรอคอยแฮะ

สรุปว่า....ยังไงก็ยังชอบจบแบบสุขนาฏกรรมสินะฉัน (ฮา)

ปล. องค์ลงแล้วแบบนี้ก็ตั้งใจว่าจะสะสางการบ้านที่ค้างคาอยู่ให้เรียบร้อย ใครคิดถึงฟิกเรื่องไหนของร้านน้ำชาจะถามถึงกันในนี้ก็ได้นะค๊า (ยกเว้น A Time without and End ของอคาชา ที่เจ้าตัวมันติดภาระการเรียนอยู่ กับ Everlasting Snow ที่เราจะลงตอนจบตอนคริสสะมาด) จะพยายามรื้อมาจากไหดองมาเสิร์ฟให้ท่านๆ ค่า



Create Date : 27 กรกฎาคม 2549
Last Update : 27 กรกฎาคม 2549 11:57:43 น.
Counter : 612 Pageviews.

1 comment
My Softly, Not Lonely Birthday [DR/TF]
พวกคนรุ่นใหม่ผู้ไม่ยึดติดทั้งหลายมักจะพูดว่า “วันเกิดน่ะเหรอ โอ๊ย มันก็แค่วันธรรมดาๆ วันนึงเท่านั้นแหละน่า” แน่ล่ะ พวกเขาจะยักไหล่และย่นหน้าใส่เค้กวันเกิดจุดเทียนที่สมัยเด็กๆ เคยทำตาโตใส่ แล้วก็ออกไปเที่ยวสังสรรค์เหมือนเคย อย่างมากก็ชนแก้วฉลองกันสักครั้งสองครั้ง เรื่องของขวัญหรือการตามใจตัวเองน่ะเหรอ ลืมซะเถอะ

ผมไม่ได้จะพูดว่าพวกเขาเป็นพวกองุ่นเปรี้ยวที่ไม่มีใครสนใจหรอกนะครับ แต่สำหรับใครอีกหลายคนอุดมคติเก็ฏๆ พวกนั้นมันก็ต้องมีข้อยกเว้นกันบ้าง

ก็นะ...คนเราไม่ได้อายุครบ 17 กันทุกวันนี่ครับ

เอ๋? ถามว่าแล้วผมฉลองวันเกิดปีนี้อย่างไรน่ะเหรอ?

อืม...ไม่ได้จะอวดนะ แต่คนที่ได้รับบทเด็กชายที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกอย่างผมนะ ได้รับการ์ดอวยพรกับของขวัญส่งตรงมาจากประเทศต่างๆ ตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว ไม่รวมพวกอีเมล์กับอีการ์ดในเวบไซต์ของบรรดาแฟนคลับ แล้วก็ของขวัญจากเพื่อนสนิทสมัยที่ผมยังไปโรงเรียน ของจากเพื่อนในกองถ่าย รวมไปถึงอาหารญี่ปุ่นอร่อยๆ ที่พ่อกับแม่ผมชิงพาไปเลี้ยงฉลองให้ตั้งแต่เมื่อคืนก่อน

ทั้งที่ได้รับคำอวยพรมากมาย แต่ทำไมวันที่ 23 กรกฎานี้ ผมรู้สึกเหงาชะมัดเลยนะ

ผมพลิกตัวไปมาอยู่บนเตียงนอนนี่มาได้เกือบชั่วโมงแล้ว แดดยามสายสาดเข้ามาจนต้องกลิ้งตัวหลบไปเรื่อยๆ อย่างขี้เกียจ ภายในบ้านเงียบเชียบ พ่อแม่ของผมคงจะออกเดินทางไปตรวจไซต์งานนอกเมืองอย่างที่บอกแล้วละมั้ง (พวกเขาถึงได้พาผมไปเลี้ยงฉลองเสียก่อน สงสัยกลัวลูกชายคนเดียวจะน้อยใจ)

“ไม่ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ บ้างเหรอ แดนนี่ อุตส่าห์ได้หยุดพักกองทั้งที” พ่อผมถามขึ้นในโต๊ะอาหารเมื่อคืน ดูท่าพ่อจะเป็นห่วงผมหน่อยๆ แต่ผมก็ได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธ

ถึงช่วงนี้จะเป็นช่วงปิดเทอม แต่เพื่อนเก่าๆ ของผมต่างก็ยังอยู่ในโปรแกรมเข้าค่ายฤดูร้อนกันหมด จะโทรไปชวนพวกรูฟ หมอนั่นก็ติดงานแถลงข่าวหนังเรื่อง Driving lesson ที่กำลังจะเข้าฉาย และแน่นอนว่าผมไม่มีทางชวนเอมม่า วัตสันมาคนเดียวได้ (ไม่งั้นอาจจะถูกฆ่าตายด้วยรังสีอมหิตส่งตรงจากเจ้าหนุ่มผมแดงเจ้าเก่ารายเดิมนั่นแหละ)

ผมพลิกตัวอย่างขี้เกียจอีกครั้ง ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะหัวเตียงขึ้นมาดู ไม่มีข้อความใหม่...เฮ่อ!

ผมตัดสินใจลุกขึ้นแล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าเตรียมตัวอาบน้ำพร้อมด้วยจิตใจที่เหี่ยวเฉา

ที่จริงอยู่คนเดียวก็อาจจะดีเหมือนกัน เพราะตอนนี้ถึงชวนพวกรูฟกับเอมมา ผมก็คงไม่รู้สึกสดชื่นขึ้นเท่าไหร่หรอก ดีแต่จะทำให้เสียบรรยากาศด้วย

...ก็โทรศัพท์ที่อุตส่าห์เปิดรอไว้ทั้งคืนน่ะ ไม่มีข้อความจาก ‘คนคนนั้น’ เข้ามาร่วมสัปดาห์แล้ว

โอเค ก็เข้าใจนะว่าช่วงนี้อาจจะยุ่ง ไหนจะต้องปั่นรายงานช่วงปิดเทอมของวิทยาลัย ไหนจะต้องเตรียมตัวเดินทางไปเยี่ยมพี่ชายที่ออสเตรเลียกับพ่อแม่อีก แต่แค่เวลาสัก 2-3 นาที โทรมาหาสักนิด หรือแค่ส่งแมสเซสมาอวยพรกันหน่อยจะไม่ได้เลยเชียวหรือ

ผมแต่งตัวเสร็จเดินออกจากห้องน้ำมาทิ้งตัวนั่งปุ่บลงบนเตียงอีกครั้ง อยากจะเอนตัวนอนต่อเสียทั้งวันให้มันสะใจไปเลย แต่ติดที่ผมซึ่งเพิ่งจะสระมายังหมาดๆ อยู่ แถมกระเพาะก็เริ่มส่งสัญญาณขออาหารที่ควรจะกินตั้งแต่มื้อเช้าจนมาถึงมื้อกลางวันนี่แล้ว

เอาเหอะ หาอะไรใส่ท้องก่อนแล้วกัน วันนี้จะเอายังไงค่อยว่ากันอีกที ฉลองวันเกิดคนเดียว คงสนุกน่าดูเลยแฮะ เฮ้อ จะหดหู่ไปถึงไหนนะเรา

ผมเดินลงบันไดพร้อมกับผ้าขนหนูที่โปะไว้บนศีรษะ ยังเดินมาไม่ทันถึงครัว กลิ่นหอมๆ บางอย่างก็ลอยอวลเข้ามาผ่านจมูก เอ๊ะ? แม่เตรียมอาหารไว้ให้ผมด้วยเหรอเนี่ย? แต่เห็นพวกพ่อกับแม่บอกว่าจะออกไปตั้งแต่เช้าเลยนี่นา หรือว่าแม่ผมเกิดเปลี่ยนใจอยู่บ้านเป็นเพื่อนลูกชาย

แต่พอผมเปิดประตูห้องครัวเข้าไป ผมก็รู้ว่าตัวเองคิดผิด

ร่างโปร่งของใครบางคนกำลังยืนอยู่หน้าเตา โดยมีผ้ากันเปื้อนสีเขียวใบไม้ของแม่ผมคาดอยู่ที่เอว ผมสีบลอนด์ทองนั้นยาวกว่าที่เห็นครั้งล่าสุด ผมยังเพ่งมองเหมือนจะไม่เชื่อสายตา จนกระทั่งคนที่อยู่ในห้องครัวรู้สึกหันกลับมา ใบหน้าที่แสนคุ้นเคยนั้นคลี่ยิ้ม

“ไง ตื่นสายจังนะ เจ้าของวันเกิด”

ผมยังคงอึ้งไม่หาย เหมือนกับตัวเองกำลังอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้นแหละ “นาย...นายมาได้ยังไง...?”

คนที่ผมเฝ้ารอข้อความมาตลอดคืนยิ้มกว้างขึ้นเหมือนจะขำท่าทางของผม เขาปิดเตาแล้วตักแฮมเบอร์เกอร์หอมน่ากินใส่จาน “ก็ขับรถมาน่ะสิ ออกมาตั้งแต่เช้ามืดโน่นแน่ะ กะว่าจะมาเซอร์ไพรส์นายตอนมื้อเช้าเสียหน่อย รอนานจนกลายเป็นมื้อกลางวันไปเลยแฮะ” เขาแกล้งแซว แต่ผมยังไงไม่หาย

“ไหนนายว่าจะบินไปออสเตรเลียกับพ่อแม่ไง”

สาเหตุที่ผมไม่ได้โทรไปคุยเหมือนทุกที ก็เพราะไม่อยากเวลาครอบครัวเขานี่แหละ

ทอมยักไหล่ พลางปลดผ้ากันเปื้อนออกจากตัว “แอชเลย์โทรมาแคนเซิลน่ะสิ เห็นบอกว่าอากาศที่โน่นช่วงนี้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีพายุเข้าอะไรนี่แหละ เขาเลยว่าจะพาแฟนมาเยี่ยมพ่อแม่แทนช่วงคริสมาสต์น่ะ”

ผมพยักหน้ารับรู้ ค่อยไล่เลียงความคิดตัวเองได้แล้วตอนนี้ “นายไม่เห็นโทรมาบอกฉันสักคำ” ผมอดบ่นนิดๆ ไม่ได้ ก็เล่นปล่อยให้ผมทรมานตัวเองไม่ยอมโทรหาเขามาตลอดทั้งสัปดาห์ ใครจะไปทนไหวล่ะครับ

พอเห็นท่าทางตัดพ้อของผมเข้า ทอมก็เลยรีบอธิบาย “พี่ฉันเพิ่งโทรมาบอกเมื่อวันก่อนนี้เอง แล้วฉันก็กะว่าจะมาเซอร์ไพรส์นายด้วยเลยเงียบไว้ไง” ใบหน้าเรียวขาวยืนเข้ามาใกล้ผมพร้อมกับทำเสียงออดๆ “เอาน่า ฉันอุตส่าห์ตื่นแต่เช้ามืด ขับรถมาทำกับข้าวให้นายกินแต่เช้าแบบนี้ พอจะลบล้างความผิดได้ไหม?”

พอเห็นเจ้าของดวงตาสีฟ้าขี้เล่นนั่นมาทำท่าขอความเห็นใจอยู่ในระยะประชิดแบบนี้ ผมก็อดใจอ่อนไม่ได้ ที่จริงไอ้ความน้อยใจกับความเหงาเมื่อกี้ยกขบวนกันหายวับไปหมดตั้งแต่เห็นหน้าเขาแล้วล่ะ

“ก็ได้” ผมพยักหน้าในที่สุด ทอมคลี่ยิ้มแล้วลงมือเสิร์ฟอาหารเที่ยง (รวมมื้อเช้า) ให้

“เอ้ากินก่อนนะ แล้ววันนี้นายจะไปเที่ยวไหน ฉันจะไปเป็นเพื่อนทั้งวันเลย อาสาเป็นสารถีขับรถให้ด้วยนะเอ้า” ประโยคหลังมีเค้าหยอกเล็ก จนผมต้องย่นหน้า

“พูดไปก่อนเถอะ เดี๋ยวอาทิตย์หน้าฉันก็จะไปสอบใบขับขี่แล้วน่า”

ทอมรู้ว่าผมมีจุดอ่อนเรื่องอายุน้อยกว่า เลยไม่ได้มีรถเป็นของตัวเองเสียทีนี่แหละ เวลาไปเที่ยวไหนด้วยกัน เราเลยมักจะใช้บริการรถไฟใต้ดิน หรือไม่ก็รถเมล์ ผมยอมเสี่ยงกับการโดนแฟนๆ รุมมากกว่าที่จะนั่งรถที่คนที่ตัวเองชอบเป็นคนขับ

ทอมยกมือยอมแพ้ “เอ้าๆ ไม่ล้อก็ได้ งั้นนายอยากไปไหนล่ะ”

ผมลงมือกินอาหารพร้อมกับครุ่นคิดอยู่อึดใจ สายตาก็มองเลยไปยังร่างโปร่งที่หันหลังไปเก็บหม้อกะทะใส่อ่างไปด้วย

“คิดดูแล้ว...เราอยู่บ้านกันเฉยๆ ก็พอแล้วล่ะ” ออกไปข้างนอกก็ดีแต่เจอคนทัก แถมยังไม่เป็นส่วนตัวอีก

ใบหน้าเรียวขาวหันกลับมาเลิกคิ้ว “เห? จะเอาอย่างนั้นเหรอ” แต่ด้วยความที่เป็นวันเกิดผมเขาก็เลยตามใจ “ถ้านายจะเอาอย่างนั้นก็ได้” ทอมว่าพลางทรุดนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามผม “งั้นมาซ้อมบทของหนังภาค 6 กันก่อนไหม ฉันมีจุดสงสัยเรื่องฉากในห้องน้ำล่ะ”

“ได้สิ”ผมคลี่ยิ้มให้กับท่าทางกระตือรือร้นเรื่องงานของเขา แต่ดูเหมือนทอมจะไม่ทันได้รู้สึกตัว

“อ๊ะ แต่นายกินข้าวก่อนเถอะ ฉันทำสุดฝีมือเลยนะ” คนตรงหน้ายื่นตักสลัดในชามมาใส่ให้

“อืม” ผมพยักหน้ารับ ร่างโปร่งที่นั่งอยู่ตรงข้ามเตรียมจะลงมือทานอาหาร ก่อนจะทำท่าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ คนตาหน้าสวยคนนั้นยิ้มจนตาหยี

“เออ เกือบลืมเลย...สุขสันต์วันเกิดนะ แดน”

ผมยิ้มรับรอยยิ้มน่ารักนั้น “ขอบใจมาก ทอม”

เอาเป็นว่า วันเกิดปีนี้ผมก็ได้แต่ฉลองอยู่ที่บ้านเงียบๆ กับคนพิเศษแค่ ‘สองต่อสอง’ อย่างสงบ

...ส่วนที่เหลือของวันจะเป็นยังไง ขออุบเอาไว้เป็นความลับนะครับ ลองเก็บไปเดาเอาเองแล้วกัน

...ก็วันเกิดทั้งที คนเราก็ต้องตามใจตัวเองได้บ้างล่ะน่า

Talk~

สั้นๆ รับวันเกิดพ่อหนุ่มกรามใหญ่ (ซึ่งตอนนี้เหมือนหน้าจะเรียวลงเล็กน้อย) สุขสันต์วันเกิดนะ แดน

ข้อมูลไม่มีเหมือนเคย พยายามหาข่าวทอมช่วงนี้แล้วไม่รู้ว่าไปอยู่ส่วนไหนของอังกฤษ แดนนี่ยังพอมีออกข่าวบ้าง แต่พ่อหนุ่มผมบลอนด์ตาฟ้าคนนั้นหายวับเข้ากลีบเมฆไปเลย (หนีไปตกปลาอยู่แถวไหนน๊อ ทอมจ๋า)

เรื่องนี้แดนมันดูหงุดหงิด ขี้ใจน้อยเนอะ ก็แหม วันเกิดทั้งทีนี่นา วันเกิดเป็นวันนึงที่เราถือว่า คนเรามีความสุขมากๆ แล้วก็ตามใจตัวเองเยอะๆ (เพราะงั้นวันเกิดทีไรก็เลยจนทุกที)

เขียนช่วงระหว่างทำงานอีกแล้ว (ตอนนี้กำลังเขียนคอลัมน์ฟิตเนส ยืดหดลดช่วงล่างอยู่) ดังนั้นคงจบเอาสั้นๆ ง่ายๆ แค่ช่วงเช้านี่ล่ะ ส่วนที่เหลือของวันเป็นยังไง ไปจิ้นกันต่อเองนะคะ ฮุฮุฮุ



Create Date : 24 กรกฎาคม 2549
Last Update : 24 กรกฎาคม 2549 17:24:36 น.
Counter : 689 Pageviews.

0 comment
[SF Fan Service] Double Romeo (คู่ที่หลายท่านรอคอย)
....ในที่สุดก็ถึงเวลาของพวกเรา...

“เฮ่ย! อย่าพูดอย่างงั้นเด๊ ~ ~ ขนลุก!” เสียงโวยวายดังขึ้นท่ามกลางระเบียงทางเดินชั้นสามที่เงียบสงบ ทำเอาเด็กนักเรียนหลายกลุ่มสะดุ้งสุดตัว เลิกลั่กหาต้นเหตุของความไม่สงบ จนกระทั่งสายตาทุกคู่มาหยุดอยู่ที่เด็กหนุ่มร่างสูงที่เดินนำอยุ่กับกลุ่มเพื่อนข้างหน้า

“เป็นอะไรไปน่ะ แฮร์รี่?”

เด็กหนุ่มหันมาข้างๆตัว “เมื่อกี้ นายไม่ได้ยินเสียงอะไรเหรอรอน เสียงพูดอะไรน่าสยองๆ นั่นน่ะ”

รอนพยายามเงี่ยหูฟัง ก่อนจะส่ายหน้า “ไม่นี่”

“เหรอ เฮ้อ~ สงสัยฉันจะหูเพี้ยนไปเองมั้ง” แฮร์รี่ถอนหายใจเฮือก ปาดเหงื่อบนหน้าผาก ทำท่าเหมือนไปวิ่งมาราธอนมาซัก 10 กิโล ยันตัวขึ้นจากพนักพิงนุ่มๆ “แต่รู้สึกสังหรณ์ไม่ค่อยดียังไงไม่รู้แฮะ เดี๋ยวขอไปหาของว่างจากพวกเอลฟ์หน่อยดีกว่า”

“พูดอะไรของนาย พอตเตอร์! เรามีเรียนวิชาแปลงร่างนะ” เด็กสาวผมฟูหยุดเดิน หันกลับมาถามพร้อมกับหนังสือกองเบ้อเร่อที่เหมือนจะเทโครมลงมาได้ทุกเมื่อ ถ้าเจ้าของขยับผิดจังหวะซักนิด

“ฉันโดด”

พูดจบ ร่างสูงก็เผ่นแผล่วหายลับไปทันที พร้อมกับเสียงโหวกเหวกของเหยื่อผู้โชคร้ายอีกคนหนึ่ง

ใช่แล้ว...พูดไม่ผิดหรอก เหยื่อผู้โชคร้ายจริงๆ

“ไปดื่มชากันเหอะ เดรโก” คนวิ่งนำหน้า บอกอีกคนที่ถูกลากข้อมือตามหลังมา ไม่สนใจเสียงโวยวาย เพราะเตรียมคิดไว้แต่แรกแล้ว ขณะที่กำลังจะเลี้ยวไปอีกทาง แรงข้อมือของคนถูกบังคับให้มาด้วยก็กระชากกลับไปบ้าง จนร่างสูงที่ไม่ทันระวังตัวจึงหงายหลังวูบไปตามแรง!

และแทนที่จะได้ไปซบอยู่กับอีกฝ่าย เงาร่างสูงผอมนั้นกลับหลบวูบ ปล่อยให้เจ้าตัวก่อเรื่องล้มลงไปกระแทกกับพื้นซะอย่างนั้น

“โอ๊ยย มันเจ็บนะ” แฮร์รี่ร้องให้เว่อร์กว่าความเป็นจริงนิดหน่อย เพื่อหวังเรียกร้องความเห็นใจ แม้จะรู้สึกตะหงิดๆ เล็กๆ ที่วันนี้เดรโกดูจะอารมณ์รุนแรงกว่าปกติ

“มีขาก็ลุกขึ้นมาเอง หรือไม่งั้น จะนั่งอยู่ตรงนี้ก็เรื่องของนาย” คำตอบเป็นแนวด่าๆ ตามคาด แต่ที่ผิดไปคือเสียง! เสียงตอบที่ควรจะหวานใส แต่เมื่อกี้มันกลับทุ้มห้าวซะจน...

“เฮ้ย! นาย! มัลฟอย (UML)!”

((นายมาอยู่นี่ได้ไงฟะ เดรโกอยู่ไหน? :แฮร์รี่ IF))

((หมอนั่นไม่อยู่ ไปซื้อยาให้นกฮูกกับเอเรียล ฉันต้องมาแสดงละครสั้นของวันนี้แทน : เดรโก UML))

[[เงียบๆแล้วทำงานไปไป๊! ถ้าไม่ออกอาการก็ไม่มีใครเค้าจับได้หรอกน่า อย่าให้มีกรณีผิดบทอีกเชียวนะ (ขู่)! : ผู้กำกับอคาชา]]

แฮร์รี่รีบลุกขึ้น ปัดๆฝุ่นนิดหน่อย ใบหน้าตอนนี้มีรอยยิ้มกว้างและดวงตาวาวๆ เหมือนสะใจอะไรบางอย่างเมื่อได้รับแรงสนับสนุนเต็มที่จากผู้กำกับ

“เดรโก เอาเป็นว่าวันนี้เราไปเดทกันดีกว่านะ ไปฮอกมี้ดดีมั้ย?”

อีกฝ่ายทำหน้าเหมือนกล้ำกลืนฝืนเต็มทน หันไปทางขวาก็เจอหน้ากวนๆ ของคู่อริ หันไปทางซ้ายก็เจอหน้าโหดๆ ของผู้กำกับที่ส่งสายตาแทนคำสั่งบังคับให้เล่นตามเจ้ารี่ต่อ

“.......แต่ฉันว่าฝนอาจจะตกก็ได้นะ” น้ำเสียงสะกดกลั้น พยายามพูดดีสุดความสามารถแล้ว

“อากาศดีขนาดนี้เนี่ยนะ? ไม่หรอก ฝนไม่ตกแน่นอน เชื่อสิ ตอนนี้พระเจ้าอยู่ข้างฉัน อย่าลืม”

เจ้ารี่พูดด้วยสีหน้าเป็นต่อ พยายามเยาะเย้ยด้วยสายตาว่า ‘เรื่องนี้ฉันรุกเฟ่ย’ แขนยาวๆ ตั้งใจจะเอื้อมไปโอบไหล่ ยั่วโมโหอีกคนยิ่งขึ้น ((บอกนิดนะครับ ว่าแค่แกล้ง ใครจะไปโอบจริงลง แหวะ : แฮร์รี่)) ดวงตาสีเขียวเหล่ไปทางขวา กะหันไปหัวเราะสะใจกับแม่ยกประจำตัว แต่....

ครืนนน เปรี้ยง

เสียงฝนฟ้าคำรามมาแต่ไกล พร้อมๆ กับร่างของผู้กำกับตัวดีหายจ้อยไปไหนไม่รู้

....เอ....ชักสังหรณ์ไม่ดีขึ้นมาอีกแล้ว หลังมันเย็นวาบๆ ยังไงชอบกล....

ดวงตาวับๆ ที่เริ่มหายวาวค่อยๆ หันไปทางด้านหลัง

[[อากาศคงไม่ดีแล้วล่ะ เนอะ เดรโก : ผู้กำกับนะโอ]]

“อืม ดูท่าเหมือนฝนจะตกเลยนะ” เสียงทุ้มของเด็กหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยเรื่อยๆ ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเย็นๆ ขณะที่ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ร่างผอมของคนที่สูงพอๆ กัน

“เฮ้ย! นายจะก้าวเข้ามาทำไมฟะ” แฮร์รี่พูดขู่ รู้สึกว่ารอยยิ้มเย็นจากใบหน้าของเจ้าคุณชายนั่นมันทะแม่งๆ พิกล ไอ้ครั้นจะถอยหนี ขามันก็ดันไม่ยอมขยับ

[[แกจะถอยทำไม รีบๆ เข้าฉากต่อไปซะสิ : ผู้กำกับนะโอ]]

(( ไม่ถอยได้ไง จะบ้าเหรอเจ๊ กะจะเปลี่ยนแนวไปเป็นเรื่องสยองขวัญเรอะ : แฮร์รี่))

“นี่?” เฮ่ย! มัวแต่ต่อปากต่อคำกับหลังฉาก ไม่ทันรู้ตัวว่าคนที่อยู่ตรงหน้ามาประชิดตั้งแต่เมื่อไหร่ แถมยังยื่นหน้าเข้ามาซะใกล้จนสะดุ้ง ได้ยินเสียงทุ้มนุ่มถามเบาๆ “ตกใจอะไร หือ?”

แฮร์รี่รีบบอกเสียงอ่อย “แฮ่ม...มัลฟอย ฉันว่า ถอยไปหน่อยก็ได้นะ”

ใบหน้าเรียวขาวยิ้มเย็น “ถอยทำไมล่ะ เมื่อกี้นายยังชวนฉันไปเดทอยู่เลยนี่ ฉันตกลงนะ รีบไปกันเถอะ”
ดวงตาสีฟ้าอมเทามีแวบระยับจนคนถูกมองต้องกลืนน้ำลายเอื๊อก

“นาย..นายคงไม่จริงจังกะไอ้ละครสั้นเซอร์วิสนี่นักหรอก ใช่ไหม...”

แฮร์รี่ยิ้มแหยพลางบอกตะกุกตะกัก “อย่าลืมสิเฟ้ยว่าเรื่องนี้มีเด็กๆ อ่าน มาทำไรแบบนี้เดี๋ยวมันจะน่า
กลัวเกินไปสำหรับน้องๆ นะ” รีบหาทางเอาตัวรอดอย่างเร่งด่วน “อีกอย่าง...นายชอบเด็กผู้หญิงน่ารักๆ อย่างเอเรียลนี่นา คงไม่สนใจผู้ชายถึกๆ แบบฉันหรอกเนอะ แหะ แหะ” แกล้งหัวเราะกลบเกลื่อนทั้งที่ในใจน่ะอยากจะร้องไห้มากกว่า

“หึหึ” เดรโกหัวเราะตอบบ้าง แต่น้ำเสียงผิดกันลิบลับ “ไม่มีใครถือหรอก พอตเตอร์ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวจริงของเอเรียลก็คือ...” นิ้วเรียวยาวเอื้อมมาทำท่าลูบแก้มอีกฝ่าย แฮร์รี่ขนลุกซู่ ตัวแข็งตาเหลือกไปเรียบร้อย

((ไม่อ๊าวววววว เจ๊ทำแบบนี้กับผมได้ยังไง ผมเป็นพระเอกนะ : แฮร์รี่))

[[เออน่า เอ็งอย่าเรื่องมาก ถือว่าเซอร์วิสให้แฟนๆ ไง เอ้าเจ้าเดร รีบๆ จัดการซะ ฉันง่วงแล้ว: นะโอ]]

“อืม...ไหนๆ ก็ออกไปฮฮกมี๊ดไม่ได้แล้ว ไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่านะ” คนถูกชวนส่ายหน้าดิก ((ไม่ไปว้อยยยยยย)) แต่เด็กหนุ่มผมบลอนด์ไม่ฟังเสียง คว้ามับเข้าที่แขนอีกฝ่ายแล้วลากไปทันที

เปรี้ยง!!! เสียงฟ้าร้อง แสงแลบแปร๊บปร๊าบ พร้อมกับเสียงโพลีริงโทนจากมือถือใหม่เอี่ยมดังลั่น

[[อ๊ะ ใครโทรมาตอนฝนตกฟะ ฮัลโหล บก.เหรอคะ หา? ต้องแก้งาน? ตอนนี้เลย? ง่ะ ค่ะๆ ไปแล้วค่า ซอรี่นะ เจ้าเดร : ผู้กำกับนะโอ]]

ทันทีที่ลับร่างของผู้กำกับคนพี่ ก้อนเมฆสีดำทะมึนก็ค่อยๆ ปลิวหายไปตามลมพร้อมกับบริการพายุฝนเดลิเวอรี่เมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยแสงแดดอ่อนๆ สาดไปทั่ว อากาศกลายเป็นเหมาะกับการปิคนิคนอกสถานที่ขึ้นมาทันที

[[หงับ หงับ ลูกชิ้นทอดอร่อยดีแฮะ : ผู้กำกับอคาชาผู้กลับมาพร้อมของเต็มมือ]]

((ผู้กำกับบบบบ ไปอยู่ไหนมาห๊า ผมเกือบจะเป็นเจ้าบ่าวไม่ได้แล้วนะ! : แฮร์รี่))

[[อ้าว เรอะ โทษที โทษที เอ้า! เดรโก ปล่อยมือ ปล่อยมือ เจ้ารี่เข้าแทนได้ ตามบทเลย : ชา]]

มือขาวๆ ถูกปลดลงจากต้นแขนของตัวกวนแห่งบ้านกริฟฟินดอร์ด้วยคำสั่งสวรรค์ ตามมาด้วยแขนของคนปลดเอื้อมไปโอบรอบไหล่กว้าง แววตากลับมาวาววับตามสไตล์ของเจ้าตัวอีกครั้ง

“ฉันเริ่มเห็นด้วยแล้วล่ะ เดรโก ไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า”

แฮร์รี่บอกพลาง รั้งตัวอีกฝ่ายให้เดินไปข้างหน้า

((ไหนเมื่อกี้นายยังบอกว่าไม่ควรเปลี่ยนเรื่องให้น่ากลัวไงฟะ : เดรโก))

((ถ้าฉันไม่ต้องเป็นฝ่ายรับก็โอเค : แฮร์รี่))

ร่างสูงที่ถูกปรับเปลี่ยนฐานะไปโดยไม่เต็มใจ ฝืนบัญชาสวรรค์ไม่ได้ ต้องกัดฟัน ปล่อยให้ไอ้บ้าที่กำลังได้ใจพล่ามต่อไป “อาฮะ รู้แล้ว หอนอนบ้านสลิธิรินต้องว่างแหงๆ”

“แล้วนายมารู้รหัสผ่านของบ้านฉันได้ไง?”

“หึหึ ไม่รู้รึไง สำหรับคนโปรดของผู้กำกับอย่างแฮร์รี่ พอตเตอร์ - - ไม่มีเรื่องไหนที่ไม่รู้หรอก”

เพื่อยืนยันคำพูดของตัวเอง เจ้ารี่ก็จัดการบอกรหัสผ่าน เดินจูงมือนำอีกคนเข้าไปในห้องนั่งเล่นของบ้านสลิธิรินแบบไม่ตะขิดตะขวงใจเลยซักนิด

[[กลับมาแล้วจ้า ไปถึงไหนแล้วเนี่ย : นะโอ]]

[[เจ้ารี่พาเดรโกเข้าห้องนอน (ของเดรโก) : อคาชา]]

[[เฮ่ย เธอจะบ้าเรอะ ก็บอกแล้วไงว่าเดรโกแมน เปลี่ยนบทเลยเฟ้ย คัท คัท คัท : นะโอ]]

ผู้กำกับสองพี่น้องกระซิบเถียงกันดังลั่น ตั้งใจจะเข้าไปจัดการฉากและตัวละครทั้งสอง ตามใจชอบ แต่ในทันทีที่เดรโกเดินผ่านประตูเข้ามา อีกมือที่ว่างอยู่ของคนวางท่าก็รีบดึงประตูปิดโดยเร็ว

ปัง!!!

“เฮ้อออ พ้นแล้วใช่มั้ย?” แฮร์รี่หันกลับไปถามเจ้าบ้าน (สลิธิริน)

“มั้ง” เดรโกถอนหายใจเบาๆ โล่งอกอยู่เหมือนกัน

‘ไม่เอาทั้งนั้นแหละ จะรุกจะรับ ถ้ากับเจ้าหมอนี่ล่ะก็’

ทั้งสองคนยังคงยืนนิ่งอยู่ในอิริยาบถเดิม หยุดคิดขึ้นมาในเวลาเดียวกัน

“คราวหลังต้องระวังไม่ให้โดน (สองคนนั้น) เจอแบบนี้อีก ไม่งั้นแย่ ยิ่งมีหัวคิดเรื่องพิลึกๆ อยู่บ่อยๆแบบนี้” เดรโกใช้มืออีกข้างเช็ดเหงื่อที่ขมับ ดูท่าละครสั้นเรื่องนี้ทำให้ตัวละครเครียดพอดูเลยนะเนี่ย

แฮร์รี่พยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะเสริม “นี่ถ้าคนอื่นๆ มาเห็นเข้าว่าวันนี้เราเจออะไรไปบ้าง ฉันคงไม่กล้าออกนอกหอนอนไปพักใหญ่เลยล่ะ”

ทั้งสองคนนึกภาพตามแล้วก็ทำหน้าเหมือนถูกบังคับให้กินน้ำผักสุดขม แต่เจ้ารี่ เจ้าเดรคงลืมไปว่าสวรรค์มีตาวิเศษ มองเห็นได้ทุกที ทะลุทะลวงกำแพงได้หมด ไม่ว่าจะหอนอน หรือห้องอาบน้ำ และที่สำคัญ.....สวรรค์ไม่เคยพลาดคำนินทา!!!

“เอ่อ...พวกนายกำลังทำอะไรกันอยู่น่ะ?”

ร่างสูงทั้งสองหันไปตามเสียงเรียกที่คุ้นเคยดี ก็ไปเจอะกับภาพเดรโก มัลฟอย (IF) ยืนอยู่ตรงประตูระหว่างห้องนอนกับห้องนั่งเล่นรวม โดยมีเด็กสาวร่างเล็กเกาะอยู่ข้างหลัง

“อ้าวเดรโก / เอเรียล กลับมาแล้วเหรอ”

พระเอกทั้งคู่รีบยิ้มให้หวานใจของตัวเอง แต่สิ่งที่ได้รับตอบมีเพียงความเงียบกริบ ดวงตาสีเขียวมรกตของเอเรียลเบิกกว้าง ก่อนจะกระพริบปริบๆ ขณะที่ดวงตาสีฟ้าของหนุ่มน้อยอีกคนกลับหรี่ลงแล้วจ้องเขม็ง

แฮร์รี่และเดรโก(UML) ไล่สายตาตาม ไปหยุดอยู่ที่มือของทั้งคู่ที่ยังคงเกาะกุมกันไว้แน่น

ลืมสนิทเลย!

“เพิ่งรู้ว่าพวกนายชอบแบบนี้.....”

“เฮ้ยยยย!”

[[อิ อิ สมน้ำหน้า นี่คือ สวรรค์ลงทัณฑ์จ้า]]

…The End


#TALK after shock#

Acacha

SF สั้นๆ เอามาคั่นเวลา แหะๆๆ ที่จริงชาไม่ได้ตั้งใจจะดองฟิคหรืออะไรทำนองนั้นนะ ยังไม่หัวตัน แต่อาจารย์น่ะสิ! สั่งงานเยอะเกิน ((ถ้าIFเจ้ารี่ตัวกวนมาช้า ก็เป็นเพราะ อ.W, อ. K, อ. S, อ.R และ อ. J นะ ไม่ใช่เพราะชาดองฟิค ^^”))

เห็นเรื่องนี้สั้นแค่นี้แต่เขียนลำบากพอควรเลยนะเนี่ย เพราะต้องระวังให้เจ้าสองคนนั้นไม่ออกเคะ แต่เป็นถูกบังคับให้อยู่ในฐานะเคะ เอ๊อออ เอาเข้าไป วุ่นวาย วุ่นวาย


NaO

เหอๆ คั่นเวลา เอามากู้หน้า ถ้าบอกตรงๆ ก็คือ ไอ้สองคนนี้มันยังเขียนไม่ออก เลยจับพระเอก 2 เรื่อง มาขายหน้า เอ๊ยขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อนซะงั้น ถือเป็น Fan Service แล้วกันนะจ๊ะ

เฮ่อ งานเยอะจัง เบื่ออ่ะ วันเสาร์-อาทิตย์ก็ต้องหิ้วงานมาเขียนที่บ้าน—และแน่นอนว่าเขียนไม่ออกซักตัว (จะแบกมาทำไมให้หนักวะเนี่ย) เดี๋ยวต้องไปสอนพิเศษแล้วด้วย ฮือๆ (แต่อันหลังนี่ไม่บ่นมาเพราะว่าได้ตังค์)

ชอบตอนเดรโกรุก เพราะใน UML ไม่ค่อยมีฉา



Create Date : 21 พฤศจิกายน 2548
Last Update : 21 พฤศจิกายน 2548 10:28:24 น.
Counter : 1099 Pageviews.

3 comment
(RPS Fic) Take A Break [DR/TF]
เด็กหนุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคนหนึ่งเคยบอกว่า

การที่มีคนรู้จักมากมาย บางครั้ง...ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก

ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์
..........................................................................

“เฮ้ นั่นแดเนียลรึเปล่า”

“ไม่ผิดหรอก คนที่เล่นเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์คนนั้นแหละ?”

“ไม่จริงน่า แดเนียล แร็ดคลิฟฟ์น่ะนะ มาเดินแถวนี้”

เสียงกระซิบงุบงิบกันอยู่ด้านหลัง ทำให้ผมต้องรีบรับแซนวิชเบคอนจากมือของพนักงานที่เริ่มเหล่มองผมแบบสงสัยใคร่รู้บ้างแล้ว ผมจ่ายเงินให้เขาแล้วรีบเดินออกจากแถวคิวก่อนที่จะมีใครสักคนเกิด...

“เอ่อ แดเนียลใช่ไหมคะ?”

นั่นไง..เอาแล้ว สุดท้ายผมก็ต้องหันกลับยิ้มพร้อมกับพยักหน้ารับ “ครับ...”

เท่านั้นแหละ คนถามซึ่งดูท่าจะเป็นสาวออฟฟิซพร้อมกับเพื่อนของเธอก็กรี๊ดกร๊าดขึ้นมาทันที “เห็นมั้ย แดนจริงๆ ด้วย”

“ช่วยเซ็นชื่อบนสมุดนี่ให้หน่อยได้ไหมคะ เขียนว่า สำหรับ แนนซี่นะ”

“ขอจับมือได้ไหมคะ”

“ถ่ายรูปนิดนึงนะ”

พระเจ้า แถวซื้อแซนวิชเมื่อกี้รวนเรไปทันที ดูท่าจะมีอีกหลายคนสนใจจะเข้ามาในวงล้อมนี่มากขึ้นเสียด้วย ผมได้แต่ส่งยิ้มแหยใส่กล้อง เหลือบมองถุงกระดาษใส่แซนวิชในมือแล้วก็ต้องถอนใจเฮือก เก็บมันลงกระเป๋าไปก่อน เพราะดูท่าจะไม่ได้กินไปอีกครู่ใหญ่

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมได้ทรุดนั่งลงบนม้านั่งในเซนทรัลพาร์คพร้อมกับดึงถุงใส่อาหารเช้า (ซึ่งเย็นชืดไปเรียบร้อย) ออกมานั่งกินเงียบๆ สมกับที่ตั้งใจไว้ตอนแรก

ไม่รู้ผมคิดผิดคิดถูกที่ปฏิเสธการเที่ยว vacation หลังปิดกล้องกับทีมงานแล้วมาเตร่อยู่ในลอนดอนเป็นเป้าล่อพวกแฟนๆ อยู่คนเดียวแบบนี้ เอาเหอะ ยังไงผมก็เบื่อนีซแล้ว ก็ไปมาตั้ง 3 ครั้งแล้วนี่นา ไม่เข้าใจว่าผู้อำนวยการสร้างของเราติดใจอะไรที่นั่นหนักหนา ปิดกล้องทีไรต้องยกกองไปที่นั่นทุกที

อีกอย่าง นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาสอบวัดระดับความรู้ของผมแล้ว ได้อยู่ทบทวนตำราเงียบๆ หลังจากเสร็จงานก็ไม่เลวนักหรอก ยกเว้นว่ามันจะตรงกับช่วงที่เด็กส่วนใหญ่เขาปิดเทอมออกไปเที่ยวเล่นกันก็เท่านั้น คนที่ต้องเรียนไปออกกองถ่ายไป มันก็ไม่ได้สบายอย่างที่หลายคนคิดหรอกนะ

ผมขยำกระดาษห่อแซนวิช แล้วโยนมันไปตกในถังขยะของม้านั่งตรงข้าม กำลังคิดว่าจะไปซื้อของใช้ส่วนตัวแล้วจะไปเตร่ที่ไหนต่ออีกสักพักค่อยกลับบ้าน พ่อแม่ไปฮันนีมูนรอบที่18 ทิ้งลูกชายอยู่คนเดียวก็ดีแบบนี้ก็ดีไปอีกแบบ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครคอยโทรตาม จะติดอยู่ก็ตรงที่...

“อ๊ะ นั่นแดเนียลใช่ไหม”

เอาอีกแล้วเหรอเนี่ย! ผมตัดสินใจลุกแล้วเดินลิ่วหลบออกไปเสียก่อนที่จะมีใครได้ทันแน่ใจว่า นั่นแหละแดเนียล แร็ดคลิฟฟ์ คนที่เล่นเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์


สิ่งที่ผมแน่ใจอย่างหนึ่งก็คือ ผมไม่เคยเสียใจที่เข้าออดิชั่นบทพ่อมดน้อยชื่อก้องคนนั้น ผมยังจำความรู้สึกตอนที่ทีมงานโทรมาแจ้งว่า ผมได้รับเลือกเล่นบทตัวเองของวรรณกรรมเบสเซลเลอร์เรื่องนั้นได้ดี ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ก้าวเข้าไปในกองถ่าย สนุกกับเพื่อนๆ ที่สนิทกันไม่ต่างจากเพื่อนที่โรงเรียนเก่าของผม

แต่ก็นั่นแหละ บางเวลาที่ผมต้องเดินลิ่วๆ หลบสายตาที่มองอย่างสงสัยใครรู้ หลบเสียงทักทายที่กำลังจะเอ่ยออกมา ผมก็อดคิดไม่ได้ว่า จะเป็นยังไงนะ ถ้าผมเป็นแค่ แดเนียล แร็ดคลิฟฟ์ เด็กนักเรียนชั้นมัธยมธรรมดาๆ

ผมคงคิดเพลิน จนไม่ทันสังเกตเห็นร่างของคนที่เดินเลี้ยวออกมาจากมุมถนน แล้วผมก็เดินชนร่างนั้นเข้าอย่างจัง

“อ๊ะ” ผมอุทาน รีบก้มหน้าลงพูด“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง”

อีกฝ่ายตอบเบาๆ “ไม่เป็นไรครับ...อ๊ะ! แดน?” ประโยคอุทานนั้นทำให้ผมถอนใจเฮือก เกือบจะออกปากปฏิเสธไปแล้วว่าไม่ใช่ แต่เสียงคุ้นหูกลับพูดต่อ

“นายมาทำอะไรแถวนี้เนี่ย?”

ผมรีบเงยหน้าขึ้นแล้วก็ต้องเบิกตากว้าง เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งสวมแจ็กเก็ตสีน้ำตาลอ่อน ใบหน้าค่อนข้างขาวจัดภายใต้ปีกหมวกเบสบอลกำลังส่งยิ้มให้ผม ดวงตาสีฟ้าสดของเขาดูร่าเริงจนผมต้องรีบยิ้มอย่างยินดี

“ทอม?”


มือเรียวเอื้อมหยิบซองน้ำตาลทรายบนโต๊ะขึ้นมาเทใส่แก้วชาตรงหน้า ทุกคนในกองถ่ายรู้กันดีว่า ทอม เฟลตัน ติดชายิ่งกว่าอะไรทั้งหมด เครื่องดื่มที่ต้องมีประจำกองถ่าย นอกจากพวกไดเอ็ทโค้กของผมกับเอม รู้ทเบียร์ของรูฟ ก็ต้องเป็นเอิรล์เกรย์ของหนุ่มผมบลอนด์คนนี้ ถึงหน้าตาจะไม่ได้อังกฤษจ๋า แต่หมอนี่ก็รักษาธรรมเนียมนิยมประจำชาติไว้อย่างดีจนหน้าตกใจ

“แล้วไง ตกลงนายเลยไม่ได้ไปนีซเลยสิ” เขาถามพร้อมกับยกชาขึ้นจิบ

“อือ” ผมพยักหน้า พร้อมกับยกเครื่องดื่มของตนขึ้นมาบ้าง “ต้องอ่านหนังสืออีกตั้งเยอะ ช่วงฉาก 75 ทำเอาฉันไม่มีเวลาติวหนังสือตั้ง 2 อาทิตย์แน่ะ” ผมอดบ่นไม่ได้

“พระเอกใหญ่ก็แบบนี้แหละ” ทอมแกล้งกระเซ้าเล่น เขามองดูแก้วของผมแล้วก็เลิกคิ้ว “นายนี่รักษากฎเคร่งครัดชะมัด แบบนี้เบ็คกี้คงดีใจตาย”

ผมเหลือบดูนมร้อนของตัวเองก่อนจะหัวเราะเก้อๆ “ไม่ใช่แค่เฉพาะสไตล์ลิซของกองถ่ายที่อยากให้ฉันสูงขึ้นนี่หว่า ฉันเองก็อยากเหมือนกันแหละ ก็ทั้งนายทั้งรูฟเล่นสูงหนีฉันทุกปี”

ผมเอ่ยถึงเพื่อนซี้อีกคนที่ตอนนี้คงนอนอาบแดดอยู่บนฉาดหาดสำราญใจไปแล้ว เจ้านั่นไม่เคยปฏิเสธเวลาใครชวนไปเที่ยว ยิ่งคนชวนเป็นสาวน้อยน่ารักอย่างเอมม่า วัตสันด้วยล่ะก็...

“เรื่องความสูงมันห้ามกันไม่ได้นี่” ทอมหัวเราะขำท่าทางแกล้งงอนของผม “เถอะน่า พ่อนายก็สูงนิ่ เดี๋ยวถึงเวลา ความสูงของนายก็ขึ้นไม่รู้ตัวเองแหละ”

เขาพูดอย่างคนที่มีประสบการณ์มาก่อน จะว่าไปดูเหมือนทอมจะสูงพรวดๆ เอาก็ตอนที่ถ่ายภาค 3 นี่เอง ทั้งที่ตอนแรกเขากับผมตัวพอๆ กันแท้ๆไม่เจอกันแป๊บเดียว ไหงเด็กชายผมบลอนด์ตัวเล็กคนนั้นกลายเป็นหนุ่มน้อยร่างสูงโปร่งไปแล้วก็ไม่รู้

แต่ถึงทอมจะสูงกว่า ผมก็ยังรู้สึกว่าเขาตัวเล็กอยู่นั่นเอง อาจจะเพราะรูปร่างหมอนี่ยังผอมบางไม่เปลี่ยนละมัง แถมผมสีอ่อนกับใบหน้าขาวแล้วก็ดวงตาสีฟ้าที่ร่าเริงอยู่เป็นนิจผิดกับบทที่ได้รับ ก็ทำให้เขาดูเด็กกว่าอายุจริงตั้งเยอะ

“พูดถึงเรื่องความสูง…” อยู่ๆ คนตรงหน้าผมก็ขรึมลง “ฉันเพิ่งรู้...เรื่องที่นายกับรูฟเข้าไปขอร้องเดวิด ให้ฉันเล่น GOF ต่อ”

ผมสะดุ้งนิดหนึ่ง แอบกลัวว่าทอมจะไม่พอใจ เพราะเขาเองไม่ชอบขอความช่วยเหลือจากใคร

“เอ่อ.…ก็...” ผมอึกอักรับ “ฉันแค่เข้าไปถามเฉยๆ นะ ไม่ได้จะ...”

ตอนนั้นพวกผมร้อนใจ กลัวว่าไดเรกเตอร์จะตัดสินใจเปลี่ยนตัวทอมออกไป เพราะเขาดูโตเกินกว่าบทของเดรโก มัลฟอย พวกผมก็เลยกะว่าจะเข้าไปถาม แต่ก็ได้รับคำตอบจากเดวิดว่า เขาไม่เคยคิดจะให้ใครมาแทนเด็กหนุ่มผมบลอนด์นัยน์ตาสีฟ้าคนนี้ในตอนนี้ เราก็เลยออกมาอย่างโล่งใจ

“ฉันยังไม่ได้ว่าอะไรนายน่า” อีกฝ่ายรีบตอบเมื่อเห็นท่าทางไม่สบายใจของผม ใบหน้าขาวคลี่ยิ้มให้อีกครั้ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ขอบใจนะ แดน”

ผมจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคู่นั้น รู้สึกดีเหมือนเช่นทุกครั้งยามเห็นมัน “ได้เสมอ ทอม...”

.......................................................................................................

ทอมยกหมวกของเขาให้ผม “นายดูสะดุดตาเกินไปน่ะ”

เขาว่าแล้วออกเดินเคียงข้างผมไปตามทางเดินริมถนน ผมเกือบจะค้านแล้วว่า ผมสีบลอนด์ของเขาเด่นกว่าผมสีดำของผมเป็นไหนๆ แต่ท่าทางที่คนข้างๆ ที่เดินอยู่ท่ามกลางหมู่คนอย่างไม่ทุกข์ร้อนนั้นทำให้ผมประหลาดใจมากกว่า “นายไม่กลัวคนจำได้เหรอทอม?”

ผมถามออกไปเพราะทอมเองก็มีแฟนคลับเยอะๆ พอๆ กัน แต่ไม่เห็นเขาจะเดือดร้อน

“จำได้ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย” ฝ่ายนั้นหันมาตอบ พูดยังไม่ทันขาดคำก็มีเด็กสาวสองคนเข้ามาทักเรา

“เอ่อ ทอม เฟลตันรึเปล่าคะ”

ทอมหันกลับยิ้มตอบไปทันที “ใช่ฮะ” ท่าทางนั้นดูเป็นมิตร แต่ก็แฝงความสุภาพจนแฟนที่ตั้งท่าจะกรี๊ดต้องเปลี่ยนท่าทีเป็นเรียบร้อยตาม

“ขอลายเซ็นได้ไหมคะ”

“ได้สิครับ” ทอมขยับเซ็นให้อย่างว่องไว แต่ปฏิเสธที่จะถ่ายรูปโดยบอกว่านั่นเป็นกฎของกองถ่าย (ทำไมผมคิดข้อแก้ตัวง่ายๆ แบบนี้ไม่ออกนะ)

“แล้วนั่นแดเนียลรึเปล่าคะ?”

แฟนอีกคนหันมามองผมอย่างพิจารณาจนผมต้องรีบหลุบหมวกลงมาปิดหน้ามากขึ้น ทอมรีบส่ายหน้าทั้งที่ยังยิ้ม “ไม่ใช่หรอก นี่แฮร์รี่ ลูกพี่ลูกน้องผมเอง หน้าเหมือนใช่ไหมล่ะ” เขาแกล้งพูดติดตลก ขณะที่ผมแอบขำ เข้าใจหาชื่อนะ เอาง่ายนี่หว่า...

ทอมยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู “เอ่อ ผมต้องไปแล้วนะ ขอโทษด้วยนะครับ”

เขาโบกมือให้ทั้งสองอย่างร่าเริง ผมที่เดินอยู่ข้างๆ ยังอดทึ่งไม่หาย “นายมีวิธีจัดการกับแฟนๆ ได้อยู่หมัดดีแฮะ” ผมนึกถึงความวุ่นวายในแถวหน้าร้านแซนวิชเมื่อเช้าแล้วก็ต้องถอนใจ

“ก็หาแฟนเข้าสักคนสิ” ทอมแนะง่ายๆ “พอนายมีแฟน พวกสาวๆ ที่กรี๊ดๆ อยู่ก็จะซาๆ ไปเองแหละ”

ผมถึงเพิ่งนึกถึงเด็กสาวผมดำตาคมที่มาเยี่ยมเขาที่กองถ่ายอยู่บ่อยๆ ขึ้นมาได้ แถมยังมีรูปที่พวกปาปารัสแอบถ่ายมาลงแม็กกาซีนก็หลายครั้ง

“ใครมันจะไปหาแฟนได้ง่ายๆ แบบนายเล่า” ผมตอบ ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ถึงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาแบบนี้

“ก็ไม่เห็นต้องมีจริงๆ เลย” เขายักไหล่เหมือนเป็นเรื่องปกติ “อย่างฉันขอให้เมลิสาช่วยนิดหน่อย ก็ลดความวุ่นวายไปได้ตั้งเยอะ”

“หา?” ผมงงอึ้งไปชั่วอึดใจ

ทอมอธิบายต่อเมื่อเห็นว่าผมยังเบิกตากว้าง “เมลิสา ลูกพี่ลูกน้องฉันไง คนที่นายเจอที่กองบ่อยๆ น่ะ”

“นั่นไม่ใช่แฟนนาย?” ผมยังงงไม่หาย

“โอ๊ย นั่นน่ะ พี่สาวจอมวุ่นต่างหาก” คนที่เดินข้างๆ หัวเราะ “เราชอบไปไหนมาไหนด้วยกันจนคนเข้าใจผิดบ่อยๆ แต่ฉันว่ามันก็สบายดีนะ เวลาไปกับเมล ไม่ค่อยมีใครมาทักฉันด้วย”

แน่ล่ะ แม่สาวคนนั้นตาดุจะตาย ผมแอบคิด

“แล้ววันนี้เขาไม่มากับนายเหรอ” ผมถาม รู้สึกดีขึ้นมานิดหนึ่ง

“เขาไปเซอร์เวยดูมหาลัยที่ลิเวอร์พูลน่ะ” ทอมว่าแล้วกลับมาเข้าประเด็นต่อ

“ที่นายโดนแฟนๆ รุมน่ะนะ แดน ฉันว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะนายดูเข้าถึงง่ายเกินไปมากกว่า” เด็กหนุ่มผมบลอนด์ตรงหน้าผมบอกพร้อมกับยักไหล่

“นายชอบทำท่าเหมือนเขินนิดๆ ตกใจหน่อยๆ แบบนั้น พวกสาวๆ เขาถึงว่านายน่ารักน่าหยิกน่ะสิ”

พูดแล้วเขาก็เอื้อมมือมาหยิกแก้มผมจริงๆ แถมยังยื่นหน้าเข้ามาใกล้ ทำเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนเวลาที่พวกสต๊าฟผู้หญิงในกองเราชอบทำได้เหมือนเด๊ะ

“น่ารักจังเลยน๊า แดนนี่”

ผมรีบขยับตัวหนี“ไม่เอาน่า” รู้สึกว่าหน้าร้อนขึ้นมานิดๆ เราอยู่ใกล้กันจน ผมได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของแชมพูยี่ห้อโจ มาโลนลอยมาจากเส้นผมสีบลอนด์ที่เริ่มยาว (ทอมเคยไปไถผมสั้นมาครั้งหนึ่ง และเราทุกคนลงความเห็นว่า มันไม่เหมาะกับเขาเท่าไหร่เลย ดีที่เขาคล้อยตามและเริ่มไว้ผมอีกครั้ง)

ใบหน้าของทอมอยู่ห่างจากหน้าของผมแค่นิดเดียว ผมจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าขี้เล่นคู่นั้นได้ถนัด สัมผัสจากปลายนิ้วนิ่มๆ ทำให้ผมอยากจะเอื้อมมือไปแตะแก้มของอีกฝ่ายขึ้นมาบ้าง อยากจะทำมากกว่าหยิกเสียด้วยสิ...

เฮ้ย! ผมรีบห้ามตัวเองแทบไม่ทัน “เฮ้ ไม่เล่นนะทอม” ผมร้องห้ามเสียงลั่น รีบดึงมือเขาออก

“ฮ่าฮ่าฮ่า นายเขินด้วยแฮะ” ฝ่ายนั้นดีใจใหญ่ที่แกล้งผมสำเร็จ

“หัวเราะเข้าไปเถอะ” ผมงึมงำ ถ้าเขารู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ ดูซิจะยังขำออกอีกไหม

..........................................................................

“นี่ นายจะกลับบ้านหรือยัง”

ทอมหันกลับมาถามเมื่อเราสองคนเดินช็อปปิ้งกันเสร็จเรียบร้อย

“อืม...ก็...” ผมพยักหน้ารับ ที่จริงอยากชวนคนตรงหน้ากินอาหารเย็นด้วยกันต่อ แต่ก็พูดไม่ออกเพราะกลัวว่าจะกวนเขามากเกินไป

ทอมเอื้อมมือมาหยิบถุงข้าวของที่ผมช่วยถือมาไปจากมือ “งั้นก็ขอบใจนะ”

ใบหน้าเรียวขาวยิ้มให้ จนผมอดยิ้มตอบไม่ได้ จะว่าไปวันนี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ไปไหนมาไหนกับเขาแค่สองคน โดยไม่มีโขยงเพื่อนกับสต๊าฟรายล้อมเหมือนปกติ มันทำให้ผมรู้ว่าทอมยังมีอะไรให้ผมประหลาดใจอีกเยอะ (อย่างน้อยหมอนี่เป็นขาช็อปมากกว่าที่ผมคิด)

“ไม่เป็นไร นายพักอยู่แถวนี้เหรอ?”ผมถามต่อ อยากจะยืดเวลาที่เราอยู่ด้วยกันออกไปอีกนิด

ทอมส่ายหน้า “บ้านลุงฉันน่ะ พอดีเขาไปต่างประเทศกันทั้งบ้าน แล้วเห็นฉันอยากเปลี่ยนบรรยากาศ เขาก็เลยยกให้ฉันอยู่ช่วงพักกอง” มือเรียวชี้ไปยังอาคารหลังใหญ่ห่างออกไปประมาณ 2-3 ช่วงตึก

“อ๋อ...” ผมลากเสียง เริ่มหมดเรื่องคุยจนคิดว่าต้องลาเขาเสียที แต่ทอมก็แทรกขึ้นมาก่อน

“นายต้องรีบกลับบ้านหรือเปล่า สนใจกินข้าวเย็นฝีมือฉันไหม”

เขาถามพร้อมกับยกถุงที่ผมช่วยหิ้วขึ้นมาให้ดู “ไหนๆ นายก็เป็นเพื่อนช็อปปิ้งฉันทั้งวันจนไม่ได้กลับไปอ่านหนังสือ เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวตอบแทนละกัน”

“เอาสิ” ผมรีบรับข้อเสนอทันทีอย่างไม่ต้องคิดซ้ำ นอกจากจะได้อยู่ด้วยกันนานอีกหน่อย ยังได้กินดินเนอร์ฝืมือเด็กหนุ่มผมบลอนด์ตาสวยคนนี้เป็นครั้งแรก แล้วจะรีรออยู่ทำไม

“งั้นก็ไปกัน” ทอมว่าพร้อมกับเตรียมจะออกเดินนำผม แต่มีบางเสียงที่ทำให้เราชะงัก

“อ๊ะ นั่นแดเนียลกับทอมใช่ไหม”

ร่างสูงโปร่งรีบหันกลับมามองผมซึ่งเบิกตากว้างไม่แพ้กัน ขืนอยู่ตรงนี้เสียเวลาอีกอย่างต่ำก็ 15 นาทีแหง
ข้าวของก็เต็มมือกันแบบนี้ ทุลักทุเลน่าดู

“ไปเหอะ” อยู่ๆ ทอมออกวิ่งพร้อมกับฉุดมือผมให้วิ่งตาม

“อ๊ะ ต้องใช่แน่ๆ เลย”

เสียงอุทานตามหลังมา คราวนี้ใบหน้าเรียวขาวหันกลับไปฉีกยิ้มกว้างทั้งที่ยังวิ่งอยู่

“ใช่แล้วครับ” เขาตะโกนบอกแฟนๆ อย่างอารมณ์ดี ก่อนจะบอกผม “นายก็ยิ้มด้วยสิ แดน ยิ้มหน่อยๆ” เขากระเซ้าพร้อมกับหัวเราะ ผมขำท่าทางคึกคักนั้นจนต้องยอมหันกลับไปฉีกยิ้มตามสั่ง

“ขอบคุณที่ติดตามผลงานพวกเราจะครับ”

ผมตะโกนบอกบ้าง น่าแปลกที่กลับได้รับรอยยิ้มเขินๆ จากแฟนๆ กลุ่มนั้นตอบกลับมาแทนที่จะถูกโกรธหรือไล่ตามแบบที่ผมเคยโดน หรือจะเป็นเวทมนต์ของคนตรงหน้าไปก็ไม่รู้

ผมก้มลงมองมือนิ่มๆ ขาวๆ ที่กำลังดึงมือผมให้วิ่งตามแล้วก็ต้องยิ้มออกมา

“ทอม นายนี่จริงๆ เลย...”
..........................................................................

เด็กหนุ่มที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกคนหนึ่งเคยบอกว่า

การที่มีคนรู้จักมากมาย บางครั้ง...ก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ายินดีเท่าไหร่นัก

ผมยังเห็นด้วยกับคำพูดนี้...

แต่ในทางกลับกันการมีชื่อเสียง ก็ทำให้เราได้รับรอยยิ้มมากมาย

โดยเฉพาะ...รอยยิ้มขี้เล่นจากเจ้าของดวงตาสีฟ้าคู่นั้น

ผมคิดว่า มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่คุ้มค่ามากๆ เลยครับ

~*/~*/~*/~*/The End/~*/~*/~*/


**Talks**

ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะแต่งฟิก RPS กับเขาก็ได้ด้วย เห็นท่านต้อยติ่งอยากอ่าน ข้าพเจ้าก็ได้แต่ช่วยเชียร์ให้คนโน้นคนนี้เขียน เพราะตัวเองไม่ค่อยรู้รายละเอียดของนักแสดง HP เท่าไหร่ (รอดูหนังอย่างเดียว) แต่ขณะที่สมองกำลังตันๆ เมื่อเช้านั่งรถเมล์ พล็อตเรื่องนี้ก็ไหลออกมาซะงั้น รีบเขียนแทบไม่ทัน เลยไม่มีเวลาเช็คข้อมูลเลย ดังนั้นถ้าอะไรๆ มันจะตกๆ หล่นๆ ก็ขออำภัยไว้ก่อนนะจ๊ะ

ปล. คิดว่าการแต่งเรื่องนี้ออกจะเป็นนิมิตรหมายอันดีในการปั่น UML ที่พยายามคุ้ยสมองอยู่เป็นเดือนเสียทีนะ —เอ...แต่ได้ข่าวว่างานการที่ต้องส่งลูกค้าก็ยังไม่เสร็จใช่มะ ( -_-!)



Create Date : 09 กันยายน 2548
Last Update : 9 กันยายน 2548 16:14:47 น.
Counter : 5384 Pageviews.

23 comment
1  2  3  4  

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]