Part 5
หลังจากพ้นเขตป่าโปร่งมาแล้ว เด็กชายทั้งสองและสุนัขสีดำก็ผ่านเข้าไปถึงบริเวณเวิ้งเขา ลมหนาวที่พัดอู้อยู่เมื่อครู่ค่อยจางลง แต่ม่านหมอกสีขาวกลับยิ่งหนาทึบมากขึ้น จนผู้ที่ไม่ชำนาญทางเดินสะดุดก้อนหินเสียหลายครั้ง

สุดท้ายมือเล็กของคนที่เดินนำก็ยื่นออกไปเตะกับมือของฝ่ายที่เดินตามหลัง

“หมอกมันลงจัด จับมือกันไว้แบบนี้ จะได้ไม่หลงนะ”

ใบหน้าเรียวขาวคลี่ยิ้มใส แต่เจ้าของมืออีกข้างกลับตีสีหน้าแปลกๆ

นี่เขาไม่เคยเดินจับมือกับใครอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ? เวลาที่จำเป็นต้องไปไหนมาไหนกับมารดาหรือน้องชายคนเล็ก ซิเรียสจะทิ้งระยะห่างจนเหมือนกับว่า เขากำลังเดินอยู่คนเดียวเสียมากกว่าจะมากับครอบครัว ถึงจะมีอันโดรมีดา ญาติที่เขาด้วยที่สุด แต่ความเป็นเด็กผู้ชายก็ทำให้เขาขัดเขินเกินกว่าจะยอมให้เธอจูงมือ

การตีตัวออกห่างจากผู้คนทำให้เด็กชายผมดำแทบจะลืมไปแล้วว่า สัมผัสที่ถ่ายทอดจากคนหนึ่งมาสู่อีกคนหนึ่งนั้น...อบอุ่นขนาดไหน

“อืม...”

ทายาทตระกูลแบล็คพึมพำตอบ นึกขอบใจหมอกหนาที่ทำให้อีกฝ่ายมองเห็นหน้าเขาไม่ถนัดนัก

“ใกล้ถึงแล้วล่ะ แม่ต้องดีใจแน่ๆ” ประโยคหลังนั้นเหมือนกับว่าฝ่ายเจ้าบ้านพึมพำกับตนเอง ก่อนที่ร่างเล็กจะชะงัก รีบดึงมือของคนที่เดินตามอยู่อย่างกระตือรือร้น “นั่นไงๆ สวยไหม ซิเรียส”

เด็กชายผมดำมองตามสายตาของอีกฝ่าย แล้วเขาก็อดอุทานออกมาไม่ได้ “โอ้โห...”

เบื้องหน้าของทั้งสอง คือเวิ้งผาขนาดใหญ่ที่โอบล้อมรอบบริเวณนั้นจนกลายเป็นเหมือนผนังสูงลิบ แต่ที่ทำให้ประหลาดใจคือ พื้นที่ตรงกลางเวิ้งหิน บริเวณนั้นถูกปกคลุมไปด้วยพรมสีขาวบริสุทธิ์ เมื่อมองดูใกล้ๆ แล้วจึงเห็นว่าเป็นดอกไม้ดอกเล็กรูประฆัง ซึ่งห้อยย้อยลงมาจากก้านอันอ่อนช้อยของมัน กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยผ่านเข้ามาในประสาทสัมผัส

ร่างบางก้มลงแตะกลีบของดอกไม้ที่อยู่ใกล้ตัว น้ำค้างที่เกาะอยู่บนกลีบขาวละเอียดหยาดหยดลงมาบนนิ้วเรียวเล็ก เสียงใสบอกพร้อมกับรอยยิ้ม “ดอกสโนว์ดร็อปไงล่ะ ปกติมันจะขึ้นตอนต้นฤดูใบไม้ผลิ แต่ที่นี่อากาศอุ่นเพราะว่ามีหน้าผาพวกนี้บัง พวกมันก็เลยออกดอกมาทักทายเราก่อนเวลา”

คนเล่ายื่นดอกไม้ในมือมาตรงหน้าเขา

“สวยไหมล่ะ ซิเรียส”

ดวงตาสีเทามองดอกไม้ในมือ ก่อนจะเลื่อนไปยังรอยยิ้มอ่อนใสของคนตรงหน้า รู้สึกอุ่นในหัวใจเหมือนกับว่าความบริสุทธิ์ของอากาศรอบตัวโอบล้อมเข้ามาแทนที่ความว่างเปล่าที่เคยได้รับ เด็กชายคลี่ยิ้มตอบพร้อมกับรับดอกไม้ดอกนั้นมา

“สวยสิ ขอบใจนะ”

เด็กทั้งสองก้มลงเก็บดอกไม้ที่อยู่รอบตัวใส่ในถุงผ้าที่รีมัสติดกระเป๋ามาด้วย โดยระมัดระวังไม่ให้กิ่งก้านและกลีบอ่อนละเอียดพวกนั้นช้ำไป เสียงของฝ่ายเจ้าบ้านเล่าดังแจ๋วๆ ว่ามิสซิสลูปินชอบดอกสโนว์ดร็อปมากที่สุด ถ้าเห็นเข้าคงจะต้องดีใจ และนำไปประดับโต๊ะอาหารเย็นวันคริสมาสต์แน่ๆ

“ปีนี้เป็นคริสมาสต์ที่ดีที่สุดของฉันเลย มีของขวัญให้แม่ประหลาดใจ แล้วมีนายมาฉลองกับเราด้วย”

ใบหน้าเรียวขาวพูดกลั้วหัวเราะพลางก้มลงเก็บดอกไม้ใส่ถุงต่อ ไม่ทันเห็นว่า อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นมามองเขาพร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ ซิเรียสแทบจะถอนใจกับความรู้สึกอบอุ่นที่พลุ่งขึ้นมาอีกครั้ง

คริสมาสต์ปีนี้ก็เป็นคริสมาสต์ที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาเช่นกัน

..........................................................................


“ข้างหน้านี่ก็ถึงทางออกแล้วล่ะ ซีเรียส รีบกลับกันเถอะ”

ร่างเล็กที่เดินนำไปก่อนหันมากวักมือเรียก ซีเรียส แบล็คจึงรีบสาวเท้าของตนตามไปให้ทัน

ทางเดินแคบๆ ที่พวกเขาจะต้องผ่านนั้นถูกขนาบด้วยผนังหินทั้งสองด้าน ความจริงแล้วมันดูเหมือนกับช่องเขาซึ่งถูกกาลเวลากัดกร่อนจนกลายเป็นรูกว้างขนาดที่ผู้ใหญ่สามารถเดินทะลุเข้าไปได้ แต่ร่องรอยของเถาวัลย์และวัชพืชแห้งๆ ก็บ่งบอกว่า คงไม่มีใครผ่านมาในเส้นทางนี้มานานแล้ว

ทายาทของตระกูลแบล็คเอื้อมมือไปแหวกม่านเถาวัลย์ซึ่งตกระลงมาจากช่องหินข้างบนด้วยสีหน้าประหลาดใจแกมทึ่ง “โห อย่างกับประตูบ้านใหญ่ๆ เลยนะเนี่ย” เขาว่าก่อนจะเดินผ่านมันออกมาพร้อมกับเพื่อนใหม่

ใบหน้าเรียวเล็กของผู้นำทางคลี่ยิ้มคล้ายกับว่านั่นเป็นคำชมสำหรับตัวเขาเอง

“อืม...ทางลับของฉันล่ะ บอกให้นายรู้คนแรกเลย อ้อ...แกด้วยนะ เจ้าหมา” เสียงใสหัวเราะเบาๆ พลางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของสุนัขสีดำที่ยืนอยู่ข้างตัว

สัตว์เลี้ยงชั่วคราวส่งเสียงครางเบาๆ เป็นการตอบรับ

แต่ทันใดนั้น ร่างที่มีขนสีดำฟูฟองก็กระตุกเฮือก พร้อมกับส่งเสียงคำราม ดวงตาของมันปูดโปนด้วยความหวาดกลัวกับอะไรบางอย่าง

“เฮ้ เป็นอะไรของแกน่ะ เจ้าหมา”

ซิเรียสพยายามส่งเสียงห้าม แต่แล้วเขาก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบ ลมหนาวที่พัดมาจากโตรกเขาเบื้องบนเหมือนจะมีกลิ่นสาบสางของอะไรบางอย่าง สัญชาติญาณทำให้เด็กชายพุ่งเข้าไปหาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ระวัง!!!”

ร่างของรีมัสถูกกระแทกจนเซถอยไปเบื้องหลัง พร้อมๆ กับที่ร่างร่างหนึ่งกระโจนลงมาจากชะง่อนหินเบื้องบน ลงมายังตำแหน่งที่เขายืนอยู่เมื่อครู่พอดี

ตุบ! กรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร

เสียงของหนักตกลงบนพื้นอย่างแคล่วคล่อง ตามด้วยเสียงคำรามดุร้าย เด็กทั้งสองเบิกตากว้างทันทีที่เห็นเจ้าของร่างนั้นถนัด

สุนัขป่าตัวใหญ่ ความสูงเกือบเท่าหน้าอกของพวกเขากำลังแยกเขี้ยวคำรามเสียงต่ำ รูปร่างซูบนั้นปกคลุมด้วยขนสีเทาแซมขาว ดวงตาแดงก่ำค่อนข้างขวางและน้ำลายที่ไหลยืดออกมาจากปากอ้ากว้างบอกว่าผู้เป็นเจ้าของกำลังหิวจัด ท่ายืนนั้นเหมือนกับกำลังเตรียมพร้อมจะกระโจนเข้าใส่เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่บังเอิญผ่านเข้ามาในความกระหายโหยของมันได้ทันที

“นี่มัน...” เด็กชายผมดำพึมพำ สุนัขป่าที่ออกจากการจำศีลเร็วกว่ากำหนด...เสียงหอนที่เจ้าของร้านของชำในเมืองบอกว่า มีคนได้ยินและเตือนให้ระวัง ต้องเป็นเสียงของเจ้านี่แน่นอน

“เฮ้...นายไม่เป็นไรนะ?” ประโยคหลังกระซิบถามคนที่นั่งตัวสั่นอยู่ข้างกาย แต่ใบหน้าขาวซีดเผือดนั้นเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ซิเรียสต้องจับมือเล็กไว้แน่น ดูเหมือนผู้นำทางของเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะเจอกับแขกไม่ได้รับเชิญแบบนี้เข้า

ก่อนที่ทั้งคู่จะได้ทำอะไร นักล่าผู้หิวโหยตรงหน้าก็สืบเท้าตรงเข้ามาช้าๆ ดวงตาวาววับจับจ้องมาที่เหยื่อ พร้อมกับส่งเสียงขู่

กรรรรรรรรรรร

ซิเรียสรีบคิดหาทางแก้สถานการณ์อย่างเร่งด่วน ดวงตาสีเทามองกวาดไปทั่วเพื่อหาทางหนีทีไล่ โชคร้ายที่บริเวณนั้นห่างออกมาจากป่าโปร่ง ทำให้ไม่มีต้นไม้สูงให้ปีนหลบได้เลย

ทางรอดทางเดียวที่เหลือเห็นจะเป็นซุ้มประตูหินเบื้องหลังซึ่งเจ้าหมาป่าตรงหน้าเพิ่งจะกระโจนลงมา ความชันขนาดนี้คงทำให้สัตว์สี่เท้าแบบนั้นปีนกลับขึ้นไปไม่ได้ง่ายนัก...แต่จะปีนขึ้นไปโดยที่ไม่ถูกตะปบหลังได้ยังไงกันนะ

“ต้องหาทางถ่วงเวลา...”

ทายาทตระกูลแบล็คพึมพำกับตนเองอีกครั้ง มือของเขาเอื้อมไปหยิบก้อนหินก้อนใหญ่ที่ตกอยู่ใกล้ๆ มาถือกระชับไว้กับอุ้งมือ ที่จริงมันก็เสี่ยงอยู่เหมือนกัน แต่ร่างสั่นเทาของคนที่อยู่ข้างๆ ก็เป็นตัวเร่งให้ต้องตัดสินใจ ขืนมัวแต่ลังเลอยู่ เสร็จมันทั้งคู่แน่

ซิเรียสก้มลงกระซิบเพื่อนใหม่ทั้งที่ตายังจ้องดูท่าทีของศัตรูเบื้องหน้า

“นี่...นายเห็นผนังหินข้างหลังใช่มั้ย? เราจะถ่วงเวลาให้ นายรีบปีนขึ้นไปหลบก่อนนะ”

ใบหน้าเรียวผอมรีบเงยขึ้นมองคนพูดด้วยแววตื่นกลัว “ทำอย่างนั้นไม่ได้นะ ซิเรียส! มันอันตราย” ดวงตาสีอ่อนมีเค้าตระหนกอย่างเห็นได้ชัด มือเล็กๆ รีบดึงแขนเสื้อของอีกฝ่ายไว้

“ไม่มีเวลารีรอน่า รีบไปเร็ว”

เด็กชายผมดำผลักคนตัวเล็กกว่าให้ถอยห่าง ยกแขนที่ถือก้อนหินขึ้นเตรียมเล็งไปยังร่างที่กำลังตรงเข้ามาหา

แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ทำอะไร ร่างๆ หนึ่งก็พุ่งเข้าใส่สุนัขป่าตัวนั้นเสียก่อน

กรรรรรร

“เจ้าหมา!” เด็กชายทั้งสองแทบจะร้องขึ้นพร้อมกัน สุนัขสีดำขนฟูฟองตรงเข้าฟัดกับสัตว์สายพันธ์เดียวกันที่ตัวใหญ่กว่ามันมากอย่างไม่เกรงกลัว เจ้าถิ่นซึ่งไม่ทันระวังเซถอยไปนิด ก่อนจะตั้งตัวได้แล้วเล่นงานกลับ จนเจ้าหมาร้องเอ๋ง แต่ก็ยังไม่ยอมถอย

ซิเรียสเบิกตากว้างอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะได้สติ รีบดึงคนข้างกายวิ่งไปยังที่หลบภัยที่มองไว้

“ตอนนี้แหละ หนีเร็ว!”

ใจหนึ่งก็อดนึกห่วงสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ แต่ตอนนี้ความปลอดภัยของร่างเล็กตรงหน้านี้สำคัญกว่า ไม่อย่างนั้นเขาคงกลับไปสู้หน้ามิสเตอร์กับมิสซิสลูปินไม่ได้แน่

คนตัวสูงกว่าดันให้อีกฝ่ายปีนขึ้นไปบนโตรกเขาก่อน รีมัสที่คลายจากอาการตกตะลึงรีบปีนขึ้นไปอย่างคล่องแคล่ว คนข้างหลังเหยียบแง่หินทำท่าจะปีนตามขึ้นไป

กรรรรรรรร

เสียงขู่ดังอยู่เบื้องล่าง ใบหน้าที่มีเค้าคมคายรีบหันกลับไปมอง สุนัขป่าตัวใหญ่นั้นยืนคำรามอยู่พร้อมกับทำท่าจะกระโจนขึ้นมา โดยมีสุนัขสีดำของเขานอนจมกองเลือดอยู่ไม่ไกล “เจ้าหมา...” เด็กชายกัดฟันกรอด มือที่จับชะง่อนหินอยู่นั้นกดแน่น แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามปีนขึ้นไปต่อ

“ซิเรียส จับมือฉัน”

เด็กชายตัวเล็กที่ปีนขึ้นไปถึงข้างบนแล้วรีบส่งมือมาให้ เด็กชายผมดำพยายามจะยื่นมือออกไป แต่เขากลับถูกแรงดึงจากทางด้านหลัง หมาป่าตัวนั้นกระโจนขึ้นมาเกือบจะถึงจุดที่เขาจับอยู่ ชายกางเกงถูกคมเขี้ยวดึงวูบจนจนแทบจะเสียการทรงตัวตกวูบลงไปเบื้องล่าง ดีว่าจับเอาไว้ทัน

ดูเหมือนว่าสัตว์ผู้ล่าจะไม่ยอมตัดใจจากเหยื่อของมัน ขาทั้งสี่พยายามตะกายผนังหินจนเป็นฝุ่นฟุ้งเพื่อยึดเอาไว้ แต่น้ำหนักตัวของมันบวกกับความหิวโหยทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงมากนั้น ร่างใหญ่ที่มีขนรุงรังจึงตกลงไปเบื้องล่างมันหมุนตัวกลับและพยายามกระโจนขึ้นมาอีกครั้ง

คราวนี้รีมัสเป็นฝ่ายเห็นอันตรายใกล้ตัวเพื่อนได้ถนัดกว่า “เร็วเข้า ซิเรียส!” เสียงใสแหบแห้งตะโกน พร้อมกับที่มือของคนที่อยู่เบื้องล่างกำลังจะเอื้อมมาจับมือของเขาไว้ได้

กรรรรรร

“อ๊ะ” เด็กชายผมดำอุทานเมื่อแรงกระชากดึงให้เขาหงายหลังลงไป จมูกระสากลิ่นสางและกลิ่นคาวเลือดจากปากของสุนัขป่าที่งับเสื้อด้านหลังของเขาไว้แน่น มือที่จับชะง่อนหินอยู่เลื่อนหลุดพร้อมกับที่ร่างของเขาดิ่งลงสู่เบื้องล่าง

...แย่ล่ะ เสร็จมัน

ทายาทตระกูลแบล็คคิดพร้อมกับที่ร่างของเขาตกลงมากระแทกพื้น


..........................................................................


“ซิเรียส!!!!!!”

รีมัส ลูปินตะโกนลั่น ดวงตาสีอ่อนเบิกกว้างเมื่อเพื่อนใหม่ถูกสุนัขป่ากระชากจนตกลงไปพร้อมกัน ร่างเล็กกระโจนตามลงมาโดยไม่ต้องคิด แต่เขาตั้งตัวได้ดีกว่าคนที่ตกลงมาตอนแรก รีมัสรีบวิ่งเข้าไปดูเพื่อนใหม่ มือเล็กช้อนแผ่นหลังของคนตัวสูงกว่าขึ้นมาและพบว่าอีกฝ่ายหมดสติไปแล้ว

สติที่หลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดหายไปพร้อมกับน้ำตาที่เอ่อล้นขึ้นมากลบดวงตา

ฝ่ายหมาป่าหิวจัดซึ่งกระเด็นหลุดไปตอนที่เด็กชายคนแรกตกลงมาก็ตั้งตัวได้ มันผวาเข้ามาเมื่อเห็นว่าเหยื่อตัวที่สองลงมาจากที่ซ่อน

กรรรรรรรรร

“หยุด!”

เสียงใสที่เมื่อครู่ยังสั่นกลัวคราวนี้แฝงกระแสกร้าว เด็กชายตัวเล็กหันขวับไปจ้องผู้ล่าด้วยดวงตาวาวโรจน์ สีอ่อนในดวงตาดำด้านในเหมือนจะเรื่อแสง มือทั้งสองซึ่งประคองปกป้องร่างของเพื่อนอยู่นั้นกางออกเล็กน้อย ริมฝีปากบางเผยอจนเห็นคมเขี้ยวที่ยาวขึ้น พร้อมกับคำรามเสียงต่ำผิดจากปกติ

“อย่า-มา-ยุ่ง-กับ-เรา”

บางอย่างในน้ำเสียงทำให้เดรัจฉานผู้ล่าถึงกับชะงักกึก มันทำท่าเหมือนจะกระโจนเข้ามาอีกครั้ง แต่อำนาจอันไม่รู้ที่มาทำให้ต้องหวั่นเกรงจนกายสั่นเทา สุดท้ายมันก็ได้แต่ส่งเสียงครางแล้วหมุนตัวจากไป

เด็กชายผมสีอ่อนมองตามร่างของศัตรูไปจนลับตา ก่อนที่ดวงตาดำเรื่อแสงจะอ่อนลง เปลือกตาหรี่ปรือนั้นหนักอึ้งราวกับได้ใช้พลังในกายไปจนหมดสิ้น แล้วร่างเล็กก็ฟุบลงหมดสติอยู่ข้างๆ กับเพื่อนใหม่ของเขานั่นเอง


..........................................................................


“เป็นไงบ้าง จอห์น พบตัวแล้วเหรอ”

ชายร่างอ้วนใหญ่เปิดประตูออกมารับ ให้มิสเตอร์ลูปินซึ่งอุ้มลูกชายตัวน้อยเดินผ่านเข้ามาในเพิงหลังเล็ก ตามหลังด้วยกลุ่มชายฉกรรจ์ของหมู่บ้าน หนึ่งในนั้นอุ้มร่างของเด็กชายผมดำซึ่งหมดสติอยู่เช่นกัน

“รีมัส” มิสซิสลูปินอุทานทันทีที่เห็นร่างสะบักสะบอมของลูกชาย เธอผวาเข้ามาหาทันที “ลูกเป็นอะไรจ๊ะ พ่อ” ใบหน้าสวยที่ตื่นตระหนกนั้นเงยหน้าขึ้นถามสามี

“แค่หมดสติไปเท่านั้นแหละจ๊ะ”

คนถูกถามเอ่ยปลอบพลางวางร่างของลูกชายลงบนผ้านวมผืนหนาที่ปูรอไว้กลางห้อง “ไม่ต้องห่วงหรอก ทั้งสองคนปลอดภัยดี” เขาว่าแล้วจึงหันกลับไปบอกผู้ช่วยเหลือทุกคนที่ยืนรอยู่เบื้องหลัง

“ขอบคุณทุกคนมากนะครับ ที่ช่วยกันตามหา คืนคริสมาสต์อีฟแท้ๆ” ผู้มาอยู่ใหม่เอ่ยอย่างเกรงอกเกรงใจ “นายด้วยนะ อัลเฟร็ด”

ชายร่างใหญ่หัวเราะอย่างอารมณ์ดี “ไม่เป็นไรหรอกน่า บอกแล้วว่าเราต้องช่วยๆ กัน ที่จริงต้องขอบใจหมาของเจ้าหนูนี่ต่างหาก อุตส่าห์วิ่งมาตามพวกเราถึงในหมู่บ้าน ทั้งที่เลือดโซมตัวแบบนี้”

มือใหญ่ตบลงบนศีรษะที่มีขนฟูฟอง ซึ่งทรุดนั่งอยู่ไม่ห่างจากเด็กชายผมดำที่นอนสลบอยู่ สุนัขสีดำมีผ้าพันแผลพันไว้รอบตัวอย่างหนาแน่น แต่ดูเหมือนมันจะสนใจอาการของเจ้าของเสียมากกว่าจะห่วงความเจ็บปวดของตัว

“ยังไงก็ต้องขอบคุณจริงๆ”

มิสเตอร์ลูปินกล่าวอีกครั้ง เจ้าของร้านชำและคนอื่นๆ ต่างโบกไม้โบกมือว่าไม่ต้องเกรงใจ พลางเอ่ยลา อัลเฟร็ดชะโงกตัวมากระซิบกับหูเพื่อน

“ว่าแต่...คนที่มารับเจ้าหนูนั่นไว้ใจได้แน่นะ หน้าตายังดูเด็กๆ อยู่เลย”

เขาเหลือบตาไปมองร่างสูงเพรียวของคนที่ยืนกอดอกพิงผนังห้องอยู่ข้างเตาผิง ใบหน้าขาวค่อนข้างซีดแม้จะคมคาย แต่ดวงตาสีเงินคู่นั้นกลับมีแต่แววเย็นชา ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเมื่อเห็นว่า ‘คนที่ต้องมารับ’ ถูกแบกเข้ามาในสภาพหมดสติ

มิสเตอร์ลูปินลอบถอนใจเบาๆ

“เขามีรูปถ่ายกับจดหมายตามตัวจากพ่อแม่ของซิเรียส ก็คงจะใช่นั่นแหละ ไม่เป็นไรหรอก”

คนฟังพยักหน้า “อืม...แต่ก็ดีแล้วล่ะนะ เจ้าหนูมันจะได้กลับไปอยู่กับครอบครัวในวันคริสมาสต์ ถ้าเขาตื่นขึ้นมาก่อนจะไปก็ฝากบอกว่าให้โชคดีก็แล้วกัน”

ชายร่างอ้วนใหญ่โบกมือลาเป็นคนสุดท้าย

เมื่อประตูไม้บานหนาหนักถูกปิดลงแล้ว ลูเซียส มัลฟอยจึงค่อยก้าวออกมาจากบริเวณเตาผิง เด็กหนุ่มผมบลอนด์ยืนค้ำร่างของเด็กชายผมดำ ดวงตาสีเงินนิ่งมองอยู่เพียงแว่บเดียว ก่อนจะดึงไม้กายสิทธิ์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อคลุม

“โอ-บริ-วี-อา-เต”

ลำแสงสีขาวาบออกมาจากปลายไม้กายสิทธิ์ พร้อมกับที่ร่างของซิเรียสกระตุกเฮือก

“อ๊ะ!” ผู้ใหญ่อีกสองคนในบ้านอุทาน แต่ผู้มาเยือนไม่ได้สนใจ เขาหันปลายไม้กายสิทธิ์ไปยังร่างเล็กที่นอนอยู่ข้างๆ ร่างของญาติสนิท

มิสเตอร์ลูปินรีบปัดมือของเด็กหนุ่มแปลกหน้าออกไปจากร่างของลูกชาย

“เดี๋ยวสิ เธอจะทำอะไรน่ะ!”

เสียงทุ้มเอ่ยถามอย่างตกใจระคนฉุนโกรธ แต่ใบหน้าคมคายที่หันกลับมาบอกกลับไม่มีแววประหลาดใจ

“คาถาลบความทรงจำ คุณก็น่าจะพอรู้นี่ จอห์น ลูปิน...อดีตเจ้าหน้าฝ่ายทะเบียนของกระทรวงเวทมนต์”

น้ำเสียงเย็นชานั้นไม่ทำให้คนที่เหลือสะดุ้งได้มากกว่าชื่อตำแหน่งที่เอ่ยท้ายประโยค

“เธอ...รู้ได้ยังไง?” หญิงสาวคนเดียวในห้องเป็นฝ่ายเอ่ยถามพร้อมกับสีหน้าที่เผือดซีดลง

ลูเซียสเอ่ยต่ออย่างไม่ยี่หระ “จะรู้ได้อย่างไรไม่สำคัญ ปัญหาอยู่ที่เรื่องของเด็ก 2 คนนี้เท่านั้น คุณอาของผมฝากให้ช่วยลบความทรงจำระหว่าง 2 วันนี้ของลูกชายท่านให้หมด”

รอยยิ้มบางผุดขึ้นตรงมุมปากคล้ายจะมีแววเยาะ

“มันคงไม่ดีนัก ถ้าลูกชายของตระกูลแบล็คจะมาสนิทสนมกับพวก...กลายพันธุ์...”

ดวงตาสีเงินเหลือบมองร่างเล็กที่ดูเก่าปอนในเสื้อผ้าคลุกฝุ่น

“ที่จริง พวกคุณก็น่าจะขอบคุณฉันมากกว่า อุตส่าห์จะช่วยลบความทรงจำของเด็กนี่ให้แท้ๆ”

มิสเตอร์ลูปินกันร่างลูกชายออกมาให้ห่างจากปลายไม้กายสิทธิ์ของอีกฝ่าย ชื่อตระกูลของเด็กน้อยแปลกหน้าที่เพิ่งรับรู้ ทำให้เขาไม่แปลกใจกับท่าทีถือตัว หยิ่งยะโสของคนตรงหน้าสักเท่าไร คำสั่งจากหัวหน้าตระกูลที่กุมอำนาจในกระทรวงเวทมนต์ทำให้ไม่อาจคัดค้านสิ่งใดหากยังห่วงสถานภาพของตนเอง แต่อย่างไรก็ยอมให้คนเลือดเย็นแบบนี้มาทำเรื่องเสี่ยงอันตรายกับลูกชายตัวน้อยของเขาไม่ได้เด็ดขาด

ชายหนุ่มส่งลูกชายคนเดียวให้กับภรรยาที่รีบวิ่งเข้ามารับ พร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์ “เขาเป็นลูกชายของฉัน ฉันจัดการเองได้”

ร่างสูงเพรียวไหวไหล่น้อยๆ ก่อนจะก้มลงช้อนร่างของเด็กชายผมดำขึ้นโดยไม่พูดอะไรอีก เจ้าหมาที่ทรุดนั่งอยู่ข้างๆ ผุดลุกขึ้นทันทีที่เห็นว่าเจ้าของกำลังจะถูกคนแปลกหน้าพาไป แต่ดวงตาสีเงินที่หันไปจ้องมองนั้นทำให้มันชะงัก แต่ก็ยังไม่วายส่งเสียงขู่จนมิสเตอร์ลูปินต้องรีบดึงแผงคอของมันเอาไว้

สองสามีภรรยาได้แต่มองร่างของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่อุ้มแขกตัวน้อยของบ้านเดินออกไปโดยพร้อมกับหิมะที่โปรยปราย โดยไม่สามารถกล่าวอะไรออกมาได้ ก่อนที่ทั้งสองจะหันกลับมามองลูกชายของตนด้วยแววตาสงสาร

ร่างเล็กบางที่ซุกตัวอยู่ในกองผ้าห่มนั้นไม่ได้รับรู้เลยว่า เพื่อนใหม่ของตนเองได้จากไปแล้ว

และคงจะไม่มีวันได้พบกันอีก…


……………………………………….


“อืม....”

ใบหน้ากลมที่มีเค้าคมคายค่อยๆ ปรือตาขึ้น แต่ความปวดหนึบบริเวณท้ายทอยทำให้วิงเวียน สมองว่างเปล่าอยู่ชั่วขณะจนต้องหลับตาลงอีกครั้ง…ทำไมปวดหัวแบบนี้นะ

…จริงสิ เราตกจากรถไฟนี่หว่า

ขณะที่คิด หูของเขาก็แว่วได้ยินเสียงฉึกฉัก พร้อมกับที่รู้สึกถึงแรงแกว่งน้อยๆ คราวนี้ทายาทตระกูลแบล็คลืมตาขึ้นโดยฉับพลัน “อ๊ะ...” เขาพบว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนม้านั่งในตู้โดยสารชั้น 2 พร้อมกับที่มีเสียงทักจากที่นั่งตรงกันข้าม

“ตื่นแล้วเหรอ...?”

พอหันไปมอง ก็เห็นร่างอ้วนกลมค่อนข้างเตี้ยของเด็กชายอีกคนหนึ่งกำลังมองมาที่เขาอย่างสนอกสนใจ

“นายเป็นใครน่ะ?” ซิเรียสเอ่ยถามพร้อมกับยกมือขึ้นจับหัว สมองดูเหมือนจะค่อยปลอดโปร่งขึ้นแล้ว

“อ๋อ...เราชื่อปีเตอร์ นั่งอยู่กับพ่อแม่ทางห้องโน้นแน่ะ”

เด็กแปลกหน้าชี้มือไปยังห้องตรงกันข้ามพร้อมกับเล่าเสียงเจื้อย “เห็นนายมากับพี่ชายตัวสูงๆ ผมสีบลอนด์นั่น พ่อแม่บอกว่า เราน่าจะมาทักทายทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ แต่พี่นายหน้าดุจัง เราไม่กล้าเข้ามา”

ใบหน้ากลมป้อมที่มีฟันหน้ายื่นออกมาเล็กน้อยเอ่ยพร้อมกับยิ้มอย่างขลาดๆ

“เราเลยรอให้พี่ชายนายออกไปกินข้าวก่อน แล้วแอบมาดู...แต่นายอย่าบอกพี่นายนะ”

ท้ายประโยคสั่นนิดๆ ดูท่าจะกลัว ‘พี่ชาย’ ของเขาจริงๆ

ซิเรียสขมวดคิ้ว ตัวสูง ผมบลอนด์ หน้าดุๆ - - ลูเซียส....?

เด็กชายนึกลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่แรก พวกยัยตัวแสบเบลลาหลอกให้เขาติดกับจนตกจากรถไฟ นี่แสดงว่าเขาคงหมดสติไป แล้วเจ้าจอมหยิ่งลูเซียสก็เลยถูกใช้ให้มาตามสินะ...คิดแล้วก็แค้น คอยดูเถอะ ไปถึงเมื่อไหร่ พ่อจะป่วนงานคริสมาสต์ซังกะบ๊วยนั่นให้พังไปเลย

เด็กชายผมดำมัวแต่คิด จนกระทั่งคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามอุทานออกมา “เฮ้ อะไรหล่นจากกระเป๋าเสื้อนายแน่ะ” นิ้วป้อมๆ ชี้ไปที่ของเล็กๆ ซึ่งร่วงลงมาจากกระเป๋าเสื้อของ ‘เพื่อนใหม่’ ที่พ่อแม่ของตนสั่งให้มาผูกมิตรด้วย

“เอ๋?” ผู้เป็นเจ้าของเสื้อทำหน้าฉงน ก่อนจะก้มลงไปเก็บสิ่งนั้นขึ้นมาถือไว้

ดอกไม้เล็กๆ สีขาว ที่มีหยาดน้ำค้างเกาะอยู่เพียงเบาบาง

“หวาว ดอกไม้นี่นา หนาวขนาดนี้ นายไปหาดอกไม้มาจากไหนน่ะ?”

เสียงของอีกคนในห้องโดยสารพูดอย่างตื่นเต้น แต่ใบหน้าค่อนข้างคมกลับไม่ยอมเอ่ยตอบ ดวงตาสีเทาจ้องมองกลีบบอบบางนั้นนิ่งอยู่ รู้สึกเหมือนอะไรบางอย่างขาดหายไปจากความทรงจำ

....อะไรบางอย่างที่อบอุ่น จนแม้แต่ตัวเขาเองยังไม่แน่ใจ ว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่

“ไม่รู้สิ”

มือเรียวเล็กหยิบดอกไม้ดอกนั้นเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้ออย่างทะนุถนอม พร้อมกับมองจากหน้าต่างออกไปสู่ผืนฟ้าสีดำเบื้องนอก

“ของขวัญวันคริสมาสต์ของฉันละมั้ง”


................................................................


“โอย...เมื่อยจังเลย นี่กี่โมงแล้วฮะ แม่”

ร่างเล็กบางผุดลุกจากกองผ้าห่มอย่างเกียจคร้านเมื่อได้รับจุมพิตที่หน้าผากจากผู้เป็นมารดา มิสซิสลูปินคลี่ยิ้มให้กับลูกชายที่ยังงัวเงียไม่หาย “เช้าแล้วล่ะจ้ะ เมอร์รี่คริสมาสต์นะ รีมัส”

“เอ๋?” คนฟังตีหน้าฉงนงุนงง “วันนี้วันคริสมาสต์แล้วเหรอฮะ?” ใบหน้าเรียวขาวนิ่งไปชั่ววูบจนคนที่มองอยู่สะดุดลมหายใจ แต่แล้วก็ต้องโล่งอก เมื่อร่างผอมนั้นรีบผุดลุกขึ้นจากเตียงทันควัน

“ว๊า ผมลืมไปซะสนิทเลย! แล้วอย่างนี้ของขวัญ....”

“ถ้าเป็นของขวัญของลูก พ่อเขาเอาไปใส่ไว้ในแจกันให้ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้วจ้ะ” พูดแล้วก็ก้มลงหอมแก้มใสเนียนอย่างเอ็นดู “ขอบใจนะ แม่ชอบมากเลยล่ะ”

เจ้าของของขวัญฉีกยิ้ม “เสียดายจังที่ผมไม่ได้ให้แม่เอง แล้ว...ของขวัญของผมล่ะฮะ” ท้ายประโยคแอบลากเสียงเล็กน้อย พร้อมกับดวงตาสีอ่อนที่เป็นประกาย แต่คนเป็นแม่กลับแกล้งอมยิ้มไม่ยอมตอบ พร้อมกับชิงเดินหนีลงไปข้างล่างให้ต้องตื่นเต้นหนักขึ้นไปอีก


“ว๊าว!!!! น่ารักจังเลย”

สุนัขสีดำขนฟูฟองพุ่งเข้าใส่เด็กชายตัวเล็กจนแทบล้มหงาย พลางเลียหน้าเลียตาอย่างดีใจ รีมัสทั้งดีใจทั้งแปลกใจที่สุนัขตัวนี้ไม่กลัวตนเอง ทั้งๆ ที่ปกติแล้ว จะไม่ค่อยมีสัตว์เล็กๆ ชนิดใดกล้าเข้าใกล้เขานัก

“พ่อไปได้มันมาจากไหนฮะ” นิ้วเรียวไล้ผ้าพันแผลที่พันรอบลำตัว ‘ของขวัญ’ ที่เพิ่งได้รับพร้อมกับเอ่ยถาม

บิดามารดาของเด็กชายลอบสบตากัน ก่อนที่มิสเตอร์ลูปินจะเอ่ยตอบ “แถวชายป่าที่ลูกไปบ่อยๆ นั่นแหละ มันคงหลงกับเจ้าของมา ดูแลมันให้ดีๆ นะลูก”

“อืม แน่นอนอยู่แล้วฮะ” เสียงใสรับคำ “ไม่ต้องห่วงนะ เจ้าหมา ฉันจะดูแลแกเอง อ๊ะ เรียกว่าเจ้าหมาก็ดีใช่ไหม เห...ทำหน้าแบบนั้นทำไมล่ะ ไม่ชอบชื่อเหรอ?” รีมัสถามเสียงกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นว่าสุนัขข้างกายทำท่าเหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง ร่างเล็กบางเอื้อมมือไปโอบรอบคอสัตว์เลี้ยงตัวแรกในชีวิตเพื่อพยายามปลอบมัน

ความสุขที่แวดล้อมรอบกายอยู่ในขณะนี้ช่างอบอุ่นงดงามเสียจนเขาสามารถลืมเลือนความทุกข์ทรมานจากคาวเลือดและความกระหายหิวเมื่อยามคืนจันทร์เพ็ญไปได้

แต่เสี้ยวหนึ่งในหัวใจของรีมัสกลับรู้สึกโหวงเหวงอย่างประหลาด

...ราวกับว่า เขาทำอะไรบางอย่างที่สำคัญหล่นหายไป

เด็กชายกระชับอ้อมกอดเพื่อให้เจ้าสุนัขคลายจากความเศร้า พร้อมทั้งครุ่นคิดและบอกตัวเองในท้ายที่สุดว่า

...ไม่เป็นไรหรอก เวลายังมีอีกมาก เดี๋ยวสักวันเขาก็คงจะระลึกได้เองว่าสิ่งนั้นคืออะไร

“จริงสิ เกือบลืมแน่ะ”

ใบหน้าสวยเงยขึ้นยิ้มกับบิดามารดา และส่งรอยยิ้มเลยมาถึงสุนัขในอ้อมแขน

“เมอร์รี่คริสมาสต์ฮะ”



.............The End……………




Talk

**Acacha**

เป็นฟิกคริสมาสต์ข้ามปีจริงๆ ^^

**นึก talk ไม่ออก -_-“ เอาเป็นว่าโยนให้นะโอtalkเลยแล้วกันนะคะ ตอนนี้อคาชาอยู่ในโหมดอยากจำศีลค่ะ



**NaO**

ฮูเร่!!!! จบฟิกค้างปีไปได้อีกเรื่องหนึ่ง แถมทันเทศกาลคริสมาสต์เสียด้วย ขอบคุณองค์ที่อุตส่าห์มาลงเมื่อคืนวันอาทิตย์มา ณ ที่นี้ด้วยค่า (โค้ง)

เหมือนจะมามีพล็อตเอาตอนจบแฮะ (หัวเราะ) อยากเขียนซิริลูเวอร์ชั่นมินิดู ก็เลยคิดจะให้สองคนนี้มาเจอกันตอนเด็ก (ที่จริงพล็อตเดิมมันเป็นแฮร์/เดรแหละ แต่คิดๆ แล้วรู้สึกว่าเรื่องมันธรรมดาไป เลยไม่เขียน)

พล็อตตอนแรก แค่กะว่าจะให้ซิเรียสมาโฮมสเตย์อยู่บ้านรีมัสน้อยสัก 2-3 วัน แล้วมีคนมารับกลับ ด้วยความเป็นเด็กก็เลยลืมเรื่องของกันและกันไปซะสนิท แต่พอเขียนๆ ไปแล้ว บุคลิกตัวละครดูโตเกินกว่าจะเป็นแบบนั้นได้ (น่าจะ 7-8 ขวบแล้ว) ก็เลยเอามุขคาถาลบความทรงจำมาใช้แทน

- - อีกเหตุผล (ส่วนตัว) คือ ชอบลูเซียสเวอร์ชั่นเจ้าชายน้ำแข็ง เลยขอให้เขามีบทอีกสักหน่อย แหะๆ

ชักจะเมาท์ยาวละ จบดีกว่า ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามเรื่องนี้มาจนถึงตอนจบด้วยนะค๊า (ยายและป้าต้อยจ๋า สาวกซิริลูยังมีอยู่ อย่าเศร้าไปเลย)

ปล. น่าสงสารพ่อแม่บ้านคุณซีนิ อุตส่าห์กีดกันตั้งแต่เด็ก สุดท้ายลูกชายก็หาลูกสะใภ้ลูกครึ่ง (หมาป่า) มาให้อยู่ดี :p




Create Date : 12 มิถุนายน 2550
Last Update : 12 มิถุนายน 2550 12:10:31 น.
Counter : 663 Pageviews.

1 comment
Part 4
“งั้นพ่อไปก่อนนะ”

มิสเตอร์ลูปินเงยหน้าขึ้นจากรองเท้าบู้ทที่ผูกเชือกแน่นหนาดีแล้ว เขารับเสื้อคลุมตัวหนาสีน้ำตาลจากมือของภรรยาที่ยื่นมาให้ พลางบอกร่างเล็กสองร่างที่ยืนส่งอยู่หน้าประตู

“เดี๋ยวจะแวะถามข่าวที่ร้านอัลเฟร็ดอีกที วันนี้อาจจะมีข่าวอะไรก็ได้ ไม่ต้องกังวลนะ ซีเรียส” ประโยคสุดท้ายหันไปบอกเด็กชายผมดำอย่างใจดีตามประสาเจ้าบ้านที่กลัวว่าแขกตัวน้อยจะมัวแต่นั่งเศร้าจนหมดสนุกกับเทศกาลคริสมาสต์

“ครับ” ซีเรียส แบล็คตอบเบาๆ ใบหน้ากลมที่มีเค้าคมคายคลี่ยิ้มบางๆ เพื่อแสดงว่าเขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจอะไรนัก “ผมไม่เป็นไรหรอกครับ”

“อย่าลืมซื้อลูกกวาดกลับมานะฮะ พ่อ” เสียงใสแทรกขึ้นมาจากเด็กชายผมสีอ่อนที่ยืนอยู่ข้างๆ เจ้าตัวแอบเหลือบมองมารดาที่หันหลังกลับไปวุ่นกับเตาอบในครัวแล้วหันกลับมาทำเสียงเสียงกระซิบกระซาบ “แล้วก็อย่าลืมของ...ด้วยนะฮะ”

“เรียบร้อยแล้วล่ะ” ผู้เป็นพ่อคลี่ยิ้มกับท่าทางกระตือรือร้นนั้น “พ่อจะแวะไปเอาก่อนกลับ เห็นว่าแม่เขาก็มองหาไว้แล้วเหมือนกัน ของลูกก็อย่าให้น้อยหน้านะ” เขาหยิบหมวกจากตะขอริมประตูมาสวม ดึงให้กระชับศีรษะ ก่อนจะก้าวออกไปนอกประตู “อยู่บ้านกันดีๆ ดูแลซิเรียสด้วยล่ะ”

“อืม ไปดีมาดีนะฮะ”

คนตัวผอมบางโบกมือตามหลังร่างสูงที่เดินย่ำหิมะหายไปตามทางเกวียน รีมัสรอจนเงาของบิดาลับไปแล้วจึงหันกลับมาหาเพื่อนใหม่

“นี่ ซิเรียส วันนี้นายอยากทำอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า?”

คนถูกถามย่นคิ้ว “ทำอะไร? ต้องทำอะไรด้วยเหรอ?”

คราวนี้เจ้าของใบหน้าเล็กเป็นฝ่ายฉงนบ้าง “อ้าว ก็วันนี้วันคริสมาสต์อีฟไง ปกติที่บ้านนายทำอะไรพิเศษๆ บ้าง...อืม...อย่างคุณนายเชมเบอร์ เพื่อนบ้านตอนที่เราอยู่ที่มิลฟอร์ดนะ ต้องสวดมนตร์ข้ามวันจนถึงวันคริสมาสต์เลยล่ะ หรือพวกเอมมี่ที่อยู่แถวเวลส์ก็ต้องออกไปร้องเพลงตามบ้านอื่นๆ เอ แต่ร้องเพลงประสานเสียงคงไม่ไหวแฮะ เพราะเราต้องเข้าเมือง...”

ซีเรียสมองคนตัวเล็กกว่าที่เผลอพูดจ้ออยู่อย่างลืมตัว ขณะที่ร่างบางเอื้อมมือไปลูบศีรษะของสุนัขสีดำซึ่งออกมายืนส่งเจ้าของบ้านอยู่ด้วยกัน “แล้วแกล่ะ อยากทำอะไรไหม เจ้าหมา? แต่แกคงอยากกินอาหารอร่อยๆ มากกว่าละมั้ง” เสียงใสพูดกลั้วหัวเราะ ส่วนเจ้าหมาดำก็ครางหงิงๆ ตอบสนองเป็นอันดี

เด็กชายผมดำคลี่ยิ้มพลางส่ายหน้าอย่างเอ็นดู ตั้งแต่ผูกมิตรกันได้เมื่อคืน สัตว์เลี้ยงชั่วคราวของเขาก็ติดฝ่ายนี้มากกว่าเจ้าของไปเสียแล้ว

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษหรอก”

ซิเรียสมัวแต่มองดูภาพนั้นเพลินอยู่จนเกือบจะลืมตอบคำถามเสียแล้ว “แค่กินข้าวกันตามปกติ” แบบดินเนอร์หรูที่ต้องนั่งหลังตรงระวังมารยาทไปเสียทุกกระเบียดน่ะนะ นั่นก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้คริสมาสต์สำหรับซิเรียส ในบ้านเลขที่ 12 ถนนกริมโมเพลซทรมานไม่ต่างจากเทศการถือศีลอดสักเท่าไร

จะว่าไป ตอนนี้ครอบครัวของเขาคงกำลังสังสรรค์สนุกสนานกันอยู่ที่คฤหาสน์มัลฟอยที่วิลเชียร์แล้วละมั้ง ถ้าพ่อแม่รู้ว่าเขาหายไปจะโวยวายยังไงบ้างนะ คงโกรธที่ซิเรียสเสียมารยาทไม่เข้าร่วมงานเสียมากกว่าจะห่วงใยสวัสดิภาพของลูกชายคนโตแน่ๆ ดีไม่ดี...พวกยัยเบลลาอาจจะใส่ไฟว่าเขาแอบหลบออกไปจากรถไฟเองด้วยซ้ำไป

“เหรอ...งั้นนายออกไปหาของขวัญกับฉันไหม?”

เสียงเล็กๆ นั้นดึงซีเรียสออกมาจากความคิด ทายาทตระกูลแบล็คเลิกคิ้ว

“หือ? ของขวัญ?”

ใบหน้าขาวค่อนข้างซีดพยักเร็วๆ “อือ เป็นเกมน่ะ วันคริสมาสต์อีฟ พวกเราทุกคนจะออกไปหาของขวัญมาเก็บซ่อนไว้ไม่ให้คนอื่นๆ รู้ แล้วแอบเอามาวางที่โต๊ะอาหารตอนเช้า”

เจ้าของดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเว้นช่วงนิดหนึ่งแล้วจึงเอ่ยต่อ “บ้านเราไม่ค่อยมีเงิน แล้วก็ไม่ได้ไปฉลองคริสมาสต์ที่โบสถ์ ไม่มีต้นคริสมาสต์ พ่อแม่กลัวว่าฉันจะเหงาที่เราฉลองกันแค่ 3 คน ก็เลยคิดเกมนี้ขึ้นมา”ถึงจะเป็นเรื่องที่หดหู่ แต่คนเล่ากลับพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ ไม่มีเค้าเศร้าเสียใจแต่อย่างใด

“อ๋อ...” เด็กชายผมดำพยักหน้าว่าเข้าใจ “น่าสนุกดีนี่นา แล้วนายจะไปหาอะไรล่ะ?”

เขาเอ่ยถาม แต่คราวนี้อีกฝ่ายกลับทำท่าอมยิ้มอย่างมีเลศนัยไม่ยอมตอบ

“เดี๋ยวนายก็รู้เองนั่นแหละ ตอนนี้เรารีบไปช่วยแม่ฉันเตรียมอาหารกลางวันกันก่อนเถอะ เดี๋ยวเราต้องทำความสะอาดบ้านรับคริสมาสต์กันอีก”

กลิ่นมันอบหอมฉุยลอยมายั่วน้ำลายทันทีที่จบประโยค เด็กสองคนยิ้มให้กันแล้วรีบหมุนตัวกลับเข้าไปภายในบ้านอีกครั้ง

ซิเรียสอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปด้านนอก มองทุ่งกว้างที่ปกคลุมด้วยสีขาวนั้นอีกครั้ง ถ้ายังไม่มีใครสนใจจะออกตามหาเขาตอนนี้ก็คงจะดี เขาจะได้สัมผัสบรรยากาศที่อบอุ่นแบบนี้ต่อไปอีกสักหน่อย

เพราะมันอาจจะเป็นคริสมาสต์ที่มีความสุขที่สุด...ที่เขาเคยพบในชีวิตนี้ก็ได้

……………………………………………………………

“เฮ้ ของที่นายจะหามันลึกลับซับซ้อนขนาดนี้เลยเหรอ?”

ซีเรียส แบล็คตะโกนเรียกร่างเล็กกว่าที่เดินลิ่วๆ บุกหิมะหนาท่วมข้อเท้าเข้าไปกับสุนัขสีดำอย่างชำนาญ ไอสีขาวลอยออกมาจากริมฝีปากที่หายใจหอบเล็กน้อย แม้จะไม่มีพายุ แต่ช่วงนี้อุณหภูมิก็ลดต่ำลงอย่างรวดเร็วจนอดสั่นไม่ได้ ดีนะที่คราวนี้เจ้าบ้านหญิงผู้ใจดีหาเสื้อคลุมหนาหนักตัวเก่าของมิสเตอร์ลูปินมาให้เขาสวม ไม่งั้นคงไม่ได้ไปไหนกันล่ะ

ร่างผอมบางหยุดเดินแล้วหันกลับมาบอกด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “มันเป็นของหายากนี่นา ทนอีกนิดนะ ข้ามเนินทางโน้นไปหน่อยก็ใกล้จะถึงแล้วล่ะ นายเหนื่อยแล้วเหรอ?”

น้ำเสียงในประโยคสุดท้ายนั้นเจือความห่วงใย ไม่เจตนาจะหมิ่นสักนิด ฝ่ายเจ้าหมาดำก็เข้ามากระดิกหาง เลียไม้เลียมืออย่างเป็นห่วง แต่นั่นกลับทำให้คนถูกถามเกิดฮึดขึ้นมาด้วยทิฐิประจำตัว

“ไม่หรอกน่า แค่นี้เราสบายมาก”

เรื่องอะไรจะยอมรับว่าเหนื่อย หมอนี่ตัวเล็กกว่าเขาตั้งเยอะยังเดินไหวเลยนี่นา

ซิเรียสรีบเร่งฝีเท้าให้ทันหนึ่งคนกับหนึ่งตัวที่เดินนำอยู่ “ว่าแต่...เราคงไม่ได้กลับกันค่ำนักหรอกนะ”

ดวงตาสีดำเงยหน้ามองท้องฟ้าขมุกขมัวเบื้องบน แม้ว่าเวลาตอนนี้เพิ่งจะบ่ายแต่กลับดูเหมือนยามเย็น คงเพราะเมฆก้อนโตที่บดบังแสงอาทิตย์ไปเสียหมดล่ะมั้ง

“อย่าเข้าไปลึกนักล่ะ เมื่อวานเจ้าของร้านชำบอกว่า มีคนได้ยินเสียงหมาป่าด้วยไม่ใช่เหรอ?”

ผู้เป็นแขกเตือนเมื่อนึกขึ้นมาได้ ร่างบางที่เดินอยู่ข้างๆ ชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากบอกด้วยน้ำเสียงไร้ความกังวล “อ๋อ...ที่คุณลุงอัลเฟร็ดเตือนน่ะเหรอ? ไม่เป็นอะไรหรอก” ใบหน้าเรียวเล็กคลี่ยิ้ม แต่ถ้ามองดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าดวงตาสีอ่อนนั้นหม่นลงเล็กน้อย

“ตอนนี้ไม่มีหมาป่าแล้วล่ะ ฉันรับรองได้เลย”

จบประโยค คนตัวเล็กกว่าก็หันกลับไปเดินนำต่อโดยไม่พูดอะไรอีก ซิเรียสมองตามอยู่ชั่วครู่ แต่ในเมื่อผู้นำ
ทางบอกว่าไม่เป็นไร เขาก็เลยสลัดความสงสัยนั้นทิ้งแล้วเดินตามโดยไม่เอ่ยถามอะไรอีก

……………………………………………………………

กว่าจะเดินตัดเนินเขาที่ฝ่ายเจ้าบ้านบอกไว้ สองคนกับหนึ่งตัวก็ชักหอบกันหน่อยๆ รีมัสดึงชายแขนเสื้อคลุมยาวของตนขึ้นมาซับเหงื่อที่เริ่มซึมหน้าผากทั้งที่อากาศภายนอกยังเย็นเยือก แก้มใสที่ปกติจะซีดเซียว ตอนนี้ซับสีชมพูเพราะความเหน็ดเหนื่อย ดวงตาสีอ่อนพยายามมองฝ่าม่านหมอกสีขาวที่เริ่มแผ่คลุมผืนป่าโปร่งและลำต้นไม้แห้ง ออกปากราวกับจะพึมพำกับตนเอง

“เอ...เดี๋ยวต้องเลี้ยวทางไหนอีกน๊า”

ประโยคนั้นทำเอาคนตัวสูงกว่าที่ทรุดลงไปนั่งยองๆ เป็นการพักขาเงยหน้าขึ้นมาทันที “เฮ้ อย่าบอกนะว่านี่เราหลงทางแล้วน่ะ” ซีเรียสอดอุทานออกมาไม่ได้ ก็พากันเดินมาตั้งขนาดนี้ หนาวก็หนาว ถ้าหลงทางก็เหนื่อยเปล่าน่ะสิ

“ไม่หรอกน่า...”

อีกฝ่ายทำท่าไม่เดือดเนื้อร้อนใจกับเสียงโวยของเขา เด็กชายตัวเล็กเดินเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วเอื้อมมือไปไล้บนผิวเปลือกลำต้นของมันไปมา “ฉันทำเครื่องหมายเอาไว้แล้ว น่าจะอยู่แถวนี้นะ อ๊ะ...นี่ไง” เสียงใสอุทานอย่างยินดี ก่อนจะหยุดปลายนิ้วไว้ ณ จุดหนึ่งเหนือศีรษะ

ทายาทตระกูลแบล็คเดินเข้าไปดูบ้าง ใบหน้าที่มีเค้าคมคายเงยขึ้นเล็กน้อย เพื่อเพ่งมองรอยบากลึกที่อยู่เหนือขึ้นไป “โห...นี่นายใช้อะไรทำเครื่องหมายเนี่ย มันถึงได้ลึกขนาดนี้” ก็ดูจากตำแหน่งของรอยนี่แล้ว ขนาดอีกฝ่ายเอื้อมมือไปแตะยังไม่ค่อยจะถึงเลยนี่นา

คนถูกถามสะดุ้งเล็กน้อยเหมือนเพิ่งนึกขึ้นมาได้ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่อึกอักขึ้นเล็กน้อย

“อ๋อ...ฉันให้คนอื่น..ช่วยน่ะ อ๊ะ เรารีบไปกันดีกว่า”

ร่างเล็กรีบผละออกจากต้นไม้ต้นนั้นพลางร้องเรียกเจ้าหมาที่กำลังดมสำรวจอยู่ไม่ห่างให้เดินตาม ขณะที่เด็กชายผมดำยังขมวดคิ้วมองรอยบากนั้นอีกครั้ง สัญชาติญาณเฉียบคมที่ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กๆ ทำให้มองออกว่า เมื่อครู่เพื่อนใหม่ของเขาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด

"รีบตามมาสิ ซิเรียส ถ้าเย็นกว่านี้อากาศจะหนาวนะ”

เสียงเตือนจากฝ่ายที่เดินนำไปก่อนทำให้คนที่มัวแต่ครุ่นคิดรีบดึงสติของตนเองกลับมา

“อือๆ ไปเดี๋ยวนี้แหละ” เขาเร่งฝีเท้าให้ทันเจ้าบ้านกับสัตว์เลี้ยงชั่วคราวของตนเอง

เบื้องบน ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาพร้อมกับกลุ่มเมฆที่เริ่มก่อตัว เด็กทั้งสองกับสุนัขเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น ความคิดที่วนเวียนอยู่ในใจทำให้ต่างลืมที่จะสังเกตว่า เสียงลมหวีดหวิวผ่านหุบเขาไม่ไกลนั้นถูกคละเคล้าด้วยเสียงของอะไรบางอย่างที่ฟังแล้ววังเวงจนเยือกไปถึงหัวใจ

TBC~ (คราวนี้เขียนสั้น ไว้รออ่านเต็มๆ ตอนคริสมาสต์นะจ๊ะ)

……………………………………………………………


#Talk#


Acacha’s


ตอนนี้ร้านน้ำชามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ... เรามีมาสคอตชั่วคราวประจำร้าน!!

หนูแฮมสเตอร์ ปู่“ปุก” วัยเฉียดร้อย (สำหรับหนู) ปู่ปุกมีชีวิตสงบสุขดีตามประสาไฮโซ อยู่คอนโดใหญ่ปูพรมนุ่มตลอดทั้งห้อง มีอิ๊กกรูส่วนตัวขนาดกว้างขวาง 1 ประตู 1 หน้าต่าง, ห้องน้ำใสขนาดพอดีตัว พร้อมสปาขัดตัว, แคนทีนส่วนตัว อาหารพร้อมเสิร์ฟตลอด 24 ชม., ฟิตเนสส่วนตัว และแท็งค์น้ำดื่มขนาดยักษ์กินได้เป็นอาทิตย์

ถึงจะมีชีวิตเริ่ดหรูขนาดนั้น แต่วันๆปู่ปุกก็มีชีวิตอยู่แค่...ลุกจากที่นอน (ตรงซอกหลังอิ๊กกรู...บ้านมีไม่ยอมเข้าไปนอน) เดินไปกินข้าวอย่างตั้งอกตั้งใจ อิ่มแล้วก็เดินมากินน้ำ จากนั้นก็ไปขดนอนต่อ...ที่เดิม พอหิวก็กลับไปกิน แล้วก็กลับมานอนใหม่ ฟิตเนสปู่ก็ใช้แค่ปีนขึ้นไปยืนแปะ แล้วก็โดดลงมา ไม่ยอมวิ่ง^^”

สรุปว่า...ปู่ปุกของเราใช้ชีวิตเกษียณอย่างมีความสุขเช่นนี้แล ^^


NaO’s
^
^
^
^
^
ประทานโทษ คนข้างบนนั่นทอร์กอะไรไม่ทราบ ให้เขียนทอร์กหลังฟิกนะไม่ใช่สารคดีสัตว์โลก (-_-)

แฮ่ม! ตอนแรกคิดว่าจะลงฟิกเรื่องนี้ตอนเปิดเทศการคริสมาสต์ทีเดียวเลย แต่เห็นว่าหมู่บ้านเงียบเหลือใจ ประกอบกับเมื่อวานองค์ลงชั่ววูบ ปั่นได้ 1 ตอน ก็เลยรีบส่งให้อคาชาอีดิธแล้วเอามาลงก่อนค่ะ ถือว่ารับลมหนาวแล้วกันนะ

เรื่องยังคงเรื่อยๆ มาเรียงๆ (นกบินเฉียงไปทั้งหมู่) ต่อไป แต่ตอนท้ายเริ่มทิ้งให้มีปมนิดๆ หุหุ แบบว่ามันใกล้จบแล้ว ขืนไม่มีอะไรเลยก็กลายเป็นว่าเราไม่มีพล็อต (หรือความจริงก็ไม่มี - - แฮ่ (^o^!)\ )

2-3 เดือนหลังนี้หายหน้าหายตาไป เอาสวีทฯ มาลง 1 ตอนแล้วก็ไม่ได้ต่อ สารภาพผิดว่า ร้านน้ำชาติดภารกิจวีรกรรมทำเพื่อเงินอยู่ แต่ตอนนี้เริ่มเคลียร์คิวได้แล้ว จะพยายามอัญเชิญองค์มาปั่นฟิกที่ค้างคาอยู่นะคะ อย่างน้อยก็ฟิกเจ้าดีลนั่นแหละ (ท่านผู้อ่านตะโกน/ นั่นมันฟิกสว่างนี่เฟ้ย!!!)

ยังไงก็..ขอขอบคุณทุกท่านที่ยังติดตามด้วยคร๊าบ (โค้ง)




Create Date : 12 มิถุนายน 2550
Last Update : 12 มิถุนายน 2550 12:04:59 น.
Counter : 260 Pageviews.

0 comment
Part 3
สายวันต่อมา เมื่อซีเรียส แบล็กลืมตาตื่นขึ้นและมองออกไปนอกหน้าต่างห้องใต้หลังคานั้น เขาก็พบว่าโลกภายนอกกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ไปหมด พื้นดินตลอดจนยอดไม้ถูกปกคลุมด้วยกองหิมะ น้ำค้างที่ย้อยลงมาตามร่องหลังคาจับตัวแข็งเป็นสาย เกล็ดสีขาวเกาะอยู่บนกระจกหน้าต่าง อากาศเย็นลงจนสัมผัสได้

“ปีนี้ท่าจะเป็นไวท์คริสมาสต์แฮะ”

เสียงทักทำให้คนที่กำลังมองทิวทัศน์เผลอสะดุ้งเล็กน้อย ร่างผอมบางมายืนชิดหน้าต่างกระจกอยู่ข้างๆ เขา ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ใบหน้าเรียวผอมหันมาส่งยิ้มให้ “ดีจังนะ ซีเรียส” แก้มใสซับสีชมพูจางจากความเย็นทำให้รู้ว่าฝ่ายเจ้าบ้านลุกไปล้างหน้าแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยเสียนานแล้ว

“อือ” เด็กชายผมดำพยักหน้า รอยยิ้มยินดีจากใบหน้าเล็กทำให้เผลอยิ้มตอบโดยไม่รู้ตัว

อีกฝ่ายผละจากหน้าต่างดึงเพื่อนใหม่ให้รีบจัดการตัวเอง “เอาล่ะ เปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนเถอะ จะได้ลงไปทานอาหารเช้ากัน พ่อฉันคงใกล้จะกลับมาแล้วล่ะ”

เด็กทั้งสองจัดการเก็บเตียงเสร็จเรียบร้อย ถึงจะเป็นครั้งแรกที่คุณหนูตระกูลแบล็กต้องจัดการเครื่องนอนด้วยตัวเอง แต่เขาก็ช่วยอีกฝ่ายเหน็บชายผ้าคลุมลงบนที่นอนอย่างกระตือรือร้น ยังไม่ทันที่จะลงมาชั้นล่าง ประตูบานหนาหนักก็เปิดออกเสียก่อน

“กลับมาแล้ว!”

เสียงทุ้มดังมาจากชายร่างสูงที่สวมเสื้อคลุมสีน้ำตาลอมเทา เขาแขวนหมวกไว้ที่ตะขอบนผนังห้องแล้วหันกลับมา พอดีกับที่เด็กชายตัวบางรีบไต่บันไดลงจากชั้นบนแล้ววิ่งเข้าไปหา

“พ่อฮะ!”


ผู้เป็นบิดาคลี่ยิ้มแล้วช้อนตัวลูกชายขึ้นมาอุ้ม ปล่อยให้แขนเล็กๆ โอบรอบคอตนเอง “ไงเจ้าตัวน้อยของพ่อ กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?” เสียงถามพร้อมกับขยี้เรือนผมสีอ่อนอย่างร่าเริง แม้ว่าท่าทางจะไม่เหมือนกัน แต่ก็แสดงถึงความห่วงใยไม่ต่างจากที่มิสซิสลูปินทำเมื่อวานยามลูกชายกลับมาถึงบ้าน

“เมื่อเย็นวานฮะ” คนที่อยู่ในอ้อมกอดตอบ ปล่อยแขนออกจากคอของผู้เป็นพ่อ ก่อนจะหันไปยังผู้เป็นแขกที่มองนิ่งโดยไม่เข้ามาขัดจังหวะ “พ่อฮะ นี่...”

“พ่อรู้แล้วจ้ะ” มิสเตอร์ลูปินตัดบทพร้อมกับวางคนบอกข่าวลงกับพื้น “แม่เขาเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้แล้วล่ะ” ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคล้ายกับของผู้เป็นลูกหันมาทางเด็กชายผมดำด้วยท่าทางเอ็นดูปนสงสาร “หนูชื่อซีเรียสสินะ...” ชายหนุ่มทรุดตัวลงให้สายตาเสมอกับส่วนสูงของแขกตัวเล็ก

“ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวเราจะพาหนูไปถามข่าวพ่อแม่ พวกเขาคงกำลังตามหาหนูอยู่แน่ๆ”

ท่าทางห่วงใยอย่างจริงใจนั้นทำให้คนฟังคลี่ยิ้มฝืนๆ สำหรับเขาน่ะ แค่ป่านนี้พ่อแม่เขาจะรู้ตัวว่าลูกชายหายตัวไปก็ถือว่าดีมากโขแล้ว แต่เด็กชายไม่รู้จะบอกเจ้าของบ้านที่แสนดีนี้อย่างไรจึงได้แต่พยักหน้ารับ

“ครับ”



………………………………………………………



มิสเตอร์ลูปินพาเด็กชายเข้าหมู่บ้านทันทีที่เสร็จสิ้นอาหารเช้า ซีเรียสรู้สึกเกรงใจอยู่ไม่น้อยเพราะดูเหมือนเจ้าของบ้านจะยังไม่ได้พักผ่อนเลยสักนิด ทำงานกลับถึงแล้วก็ต้องออกไปอีกเพราะเรื่องของเขา แต่ความร่าเริงของคนที่เดินอยู่ข้างๆ ก็ช่วยให้ลืมความลำบากใจไปได้บ้าง

“ซีเรียส ตรงนั้นเป็นไร่ข้าวสาลีล่ะ แล้วโน่นก็ไร่ข้าวโอ๊ต”

มือเล็กชี้โน่นนี่ให้เขาดู ปากก็เล่าประกอบไปด้วยอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย “พอถึงฤดูใบไม้ผลิ เห็นพวกลุงๆ ในไร่บอกว่า เขาจะปลูกแตงกวากับมะเขือเทศด้วยนะ แล้วก็ลงหัวมันฝรั่งในนาแถบโน้น”

ท่าทางสนุกสนานของอีกฝ่ายทำให้ผู้ที่เพิ่งมาครั้งแรกพลอยเพลิดเพลินไปด้วย

“เหรอ...เราไม่เคยรู้เลยแฮะ ว่าพวกมักเกิ้...เอ๊ย คนแถบนี้เขาปลูกพืชกันยังไง”

เด็กชายผมดำพึมพำ จะว่าไปเขาแทบไม่รู้อะไรนอกโลกเวทมนต์เลยด้วยซ้ำ แน่ล่ะตระกูลแบล็คที่แสนสูงส่งย่อมไม่ยอมให้ลูกชายคนโตของตระกูลมาเสียเวลากับเรื่องของพวกมักเกิ้ลต่ำต้อย วันๆ เขาถึงได้ต้องเอาแต่เรียนเวทมนต์กับฝึกมารยาทสังคมบ้าบอนั่นไงล่ะ

“นี่ ซีเรียส” เสียงเล็กๆ ดึงความคิดที่ล่องลอยไปกลับมา คนถูกเรียกหันไปเลิกคิ้วอย่างฉงน แต่เจ้าของเสียงที่พูดแจ้วๆ อยู่เมื่อครู่กลับมีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม “ซีเรียสอยากกลับบ้านเร็วๆ หรือเปล่า?”

คนตัวใหญ่กว่าแต่อายุเท่ากันเกาแก้มนิดๆ “ก็...อยากกลับอยู่เหมือนกันแหละ” เขาครุ่นคิดถึงอะไรบางอย่าง “...พอดีมีเรื่องต้องทำนิดหน่อยน่ะ” กลับไปจัดการแก้แค้นพวกยัยเบลลาจอมโหดไงล่ะ จุดประสงค์นี้ลืมไม่ได้เด็ดขาด

“เหรอ...” ใบหน้าเรียวหงอยลงเล็กน้อย แต่ก็รีบคลี่ยิ้มก่อนที่อีกฝ่ายจะทันรู้สึก “ไม่ต้องห่วงนะ เราคงได้ข่าวพ่อแม่นายแน่ๆ” พูดแล้วก็ชวนเขาคุยต่อพลางเดินตามมิสเตอร์ลูปินไปตามทางเกวียนเข้าหมู่บ้านอย่างร่าเริง


………………………………………………………


“อ้าว จอห์น”

ชายร่างอ้วนใหญ่คาดผ้ากันเปื้อนผืนโตเลิกคิ้วอย่างแปลกใจเมื่อทั้งสามเปิดประตูเดินเข้ามาภายในร้าน “เพิ่งกลับบ้านไปไม่ใช่เรอะ? ลืมของหรือไง?”

“เปล่าหรอก” มิสเตอร์ลูปินถอดหมวกออกก่อนจะคลี่ยิ้มให้ “พอดีมีเรื่องนิดหน่อยนะ อัลเฟร็ด...”

ดวงตาสีอ่อนหันไปมองเด็กชายที่เดินตามมาด้วย ทำให้เจ้าของร้านของชำชะโงกหน้าจากเคาน์เตอร์สูงมามองบ้าง “มีใครมาถามหาเด็กหายบ้างหรือเปล่า เจ้าหนูนี่หลงทางกับพ่อแม่น่ะ”

“หือ? ไม่มีนา...” ชายร่างหนาส่ายหน้า “ใกล้คริสมาสต์แบบนี้มีแต่คนเดินทางก็จริง แต่ส่วนใหญ่ก็ขึ้นรถไฟกลับบ้านกันหมดแล้วล่ะ หมู่บ้านเรามันเมืองผ่านเสียด้วย...” คนพูดก้มลงพิจารณาเด็กชายแปลกหน้าอีกครั้ง ดูจากหน้าตากับการแต่งตัว น่าจะเป็นลูกคนมีเงิน ไม่น่าจะพลัดหลงกับพ่อแม่ได้ง่ายๆ

“หนูมาจากไหนรึ?” เขาถามเจ้าตัวที่ยังยืนนิ่ง

คำถามที่ไม่ทันตั้งตัวทำให้ซีเรียสอึกอักขึ้นมานิดหนึ่ง “เอ่อ...” ไอ้ครั้นจะบอกว่า หล่นลงมาจากรถไฟเพราะญาติจอมหยิ่งใช้คาถากลั่นแกล้ง มันก็คงไม่น่าเชื่อแหงๆ ยังไม่ทันที่เด็กชายจะตอบก็มีคนเข้ามาช่วยบอกเสียก่อน

“ผมเจอเขาที่ชายป่าน่ะฮะ” เสียงเล็กของคนข้างๆ เอ่ยแทรกขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มสดใส

“อ้าว! รีมัสน้อยนี่เอง!” เจ้าของร้านของชำคลี่ยิ้มกว้างให้คนพูด “ไม่เจอตั้งนาน โตขึ้นเยอะเลยนี่เรา”

เขาเอี้ยวตัวมาขยี้ผมสีอ่อนของลูกเพื่อนอย่างเอ็นดู “ยังไปเล่นแถวชายป่าอีกรึ ระวังหน่อยนะ หมู่นี้มีคนได้ยินเสียงหอนของหมาป่าดังมาจากแถวนั้นน่ะ” ประโยคหลังหันมาเตือนผู้เป็นเพื่อน

สีหน้าของคนฟังเจื่อนไปเล็กน้อย “เรื่องนั้นช่างก่อนเถอะ อัลเฟร็ด ถ้ายังไงช่วยบอกต่อๆ กันไปหน่อยนะ เผื่อว่าใครได้ข่าวคนกำลังตามหาเด็กก็บอกฉันด้วยแล้วกัน”

“ได้สิ” ใบหน้าอูมยิ้มอย่างใจดี “วันคริสมาสต์อย่าลืมมาที่โบสถ์กันด้วยล่ะ ถึงครอบครัวนายจะมาอยู่ใหม่ แต่หมู่บ้านเราก็ยินดีต้อนรับอยู่แล้ว” เสียงพูดจริงใจนั้นทำให้มิสเตอร์ลูปินคลี่ยิ้มตอบบางๆ

“อือ ขอบใจมาก”

แล้วทุกคนก็ออกจากร้านขายของชำเพื่อเดินไปถามข่าวที่อื่นๆ ต่อ ซีเรียสกับรีมัสได้ลูกกวาดจากเจ้าของร้านใจดีกันคนละกำเล็กๆ ทั้งคู่ต่างแกะกินเม็ดหนึ่งก่อนจะเก็บที่เหลือใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม คุณหนูจากตระกูลแบล็กเพิ่งรู้ว่ารสชาติลูกกวาดมักเกิ้ลก็อร่อยไม่แพ้ลูกอมครบทุกรสของพ่อมดเลยทีเดียว

เด็กชายผมดำมองดูรอบๆ บริเวณอย่างสนใจ เพราะปกติเขาไม่ค่อยได้เข้าไปในชุมชนของพวกมักเกิ้ลบ่อยนัก นอกจากเวลาที่จะไปสถานีคิงส์ครอสเพื่อขึ้นรถไฟไปที่ไหนสักแห่ง

หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ ที่โอบล้อมด้วยทุ่งหญ้าและทิวเขา มีบ้านเรือนอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นตึกก่ออิฐขนาด 1-2 ชั้น สร้างเกือบชิดติดกันเป็นแนวรอบลานหินรูปวงกลมที่มีรูปปั้นของใครสักคน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นนักบุญ ตรงข้ามกับถนนทางเข้าหมู่บ้าน คือโบสถ์หลังเล็กเรียบง่าย สร้างจากอิฐสีแดงอมน้ำตาล มีไม้กางเขนประดับอยู่เหนือยอดหลังคา

คนในหมู่บ้านนี้ดูมีอัธยาศัยดี แทบทุกคนยิ้มหรือไม่ก็ส่งเสียงทักชายหนุ่มที่เดินนำหน้าเขาอย่างเป็นมิตร หลายคนที่เข้าไปถามไถ่ข่าวคราวก็ช่วยกันบอกต่อให้อย่างเป็นห่วง แต่แน่นอนว่าไม่มีข่าวใครตามหาเด็กหาย (ซีเรียสไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด) มิสเตอร์ลูปินหันมามองเด็กชายผมดำอย่างสงสารปนปลอบใจอยู่เป็นระยะ

“ไม่เป็นไรนะ ซีเรียส ตอนนี้อากาศไม่ดี พวกเขาอาจจะเดินทางลำบาก”คนพูดตบไหล่เล็กเบาๆ

ใบหน้าที่มีเค้าคมเพียงแต่คลี่ยิ้มนิดๆ เขาออกจะเกรงใจเจ้าบ้านที่ต้องเสียเวลามาช่วยเขาเสียมากกว่าจะใจเสียเรื่องพ่อแม่ สำหรับเขาน่ะ ดีเสียอีกที่ไม่ต้องใช้เวลาอยู่กับพวกญาติชวนสยองนั่นนานๆ

“ไม่เป็นไรหรอกครับ”


………………………………………………………


“ยังไม่ได้ข่าวเลยหรือจ๊ะ พ่อ”

หญิงสาวผมสีอ่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล ขณะที่วางชามถั่วอบซึ่งเป็นอาหารกลางวันลงตรงหน้าผู้เป็นสามี

“อือ สงสัยว่าจะเพราะหิมะตกหนักน่ะ ได้ข่าวว่าทางตะวันออกมีทางรถไฟขาดด้วย” มิสเตอร์ลูปินตอบพลางเหลือบมองเด็กชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “หนูคงต้องพักกับเราไปก่อนสัก 2-3 วันนะ ซีเรียส”

“ซีเรียสจะอยู่กับเราตอนคริสมาสต์เหรอฮะ!?” เสียงใสเอ่ยแทรกขึ้นมาก่อนที่เจ้าของเรื่องจะทันตอบ ใบหน้าเล็กหันกลับไปมองเพื่อนใหม่ด้วยดวงตาเป็นประกาย “ดีจัง มาฉลองคริสมาสต์ด้วยกันนะ ซีเรียส”

“เอ่อ...เรา...” คนถูกถามตั้งท่าจะปฏิเสธด้วยความเกรงใจ แต่พอเห็นท่าทางกระตือรือร้นของร่างเล็กที่นั่งติดกันแล้ว ความคิดที่จะแยกตัวออกไปพักที่โรงแรมหรือที่ว่าการหมู่บ้านก็เป็นอันพับไม่เรียบร้อย

“พักอยู่ที่นี่เถอะนะ ซีเรียส เทศกาลแบบนี้จะให้หนูออกไปอยู่คนเดียวได้ยังไง พรุ่งนี้ก็คริสมาสต์อีฟแล้ว”

มารดาของรีมัสเอ่ยสำทับด้วยสีหน้าห่วงใยจนเด็กชายผมดำทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้ารับ

มิสเตอร์ลูปินมองดูท่าทางนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มใจดี “งั้นเดี๋ยวพ่อเข้าเมืองไปซื้อลูกกวาดคริสมาสต์มาเพิ่มแล้วกันนะ ชอบรสเปปเปอร์มินท์ไหม ซีเรียส?” ประโยคสุดท้ายหันไปถามผู้เป็นแขกวันคริสมาสต์คนแรกของครอบครัว

“ครับ” ใบหน้าที่มีเค้าคมยิ้มตอบ อดแปลกใจตัวเองขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้ ทำไมเขาที่แสนจะดื้อดึงกับพวกผู้ใหญ่และบรรดาญาติสนิทถึงได้กลายเป็นเด็กดียามอยู่กับครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวนี้ได้นะ

อาจจะเพราะ...ความอบอุ่นที่ไม่เคยได้สัมผัสนั้นค่อยๆ หลั่งไหลเข้ามาในหัวใจทีละเล็กทีละน้อยละมัง


………………………………………………………


“เฮ้! ใจเย็น! แกนี่คึกได้ตลอดเวลาเลยนะ”

เด็กชายผมดำร้องห้ามสุนัขตัวใหญ่ที่โผเข้ามาหาเขาทันทีที่เปิดประตูคอกม้าเข้ามา ใบหน้าคมหัวเราะพลางหันหนีลิ้นเปียกๆ ที่พยายามจะเลียหน้าเลียตาเขา ซิเรียสโอบรอบคอเจ้าหมาตัวใหญ่ ซุกหน้าลงกับขนฟูกระด้างของมันอย่างไม่นึกรังเกียจ “โห เหม็นนะเนี่ย ฮ่าฮ่า”

ประตูถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เจ้าขนฟูในอ้อมแขนซิเรียสผงะถอยออกห่างทันควันจนคุณชายตระกูลแบล็กงุนงง “เฮ้ย แกเป็นอะไรไปนะ?” พอหันกลับไปดู ก็เห็นร่างผอมบางถือชามไม้ใบย่อมยืนรออยู่โดยไม่เข้ามาใกล้ คงเพราะเสียงขู่ของสุนัขสีดำข้างกายเขานั่นเอง

ซิเรียสตบแผงคอที่ตั้งชันนั้นเบาๆ พร้อมกับเอ่ยปลอบ “เจ้าหมา เขาเอาอาหารมาให้แกนะ ไม่ต้องขู่หรอก”

เด็กชายขมวดคิ้วนิดๆ จะว่าเจ้าหนูนี่มันกลัวคนแปลกหน้าก็ไม่น่าใช่ ออกจะขี้อ้อน ชอบเข้ามานัวเนียเขาแบบนี้ แถมเมื่อเช้าตอนที่หญิงสาวเจ้าของบ้านเอาอาหารมาให้ ก็กระดิกหางรับเป็นอย่างดี จะมีก็แต่เพื่อนใหม่ของเขาเท่านั้นละมัง ที่มันยังตั้งท่ากลัวไม่เลิก

พอเจ้าของจำเป็นเอ่ยปลอบ บวกกับกลิ่นอาหารที่ลอยมาเข้าจมูก สุนัขสีดำก็ยอมสงบลงโดยดี

รีมัสยืนชามไม้ใส่เศษเนื้อกับขนมปังซึ่งเป็นของเหลือจากอาหารเย็นให้คนที่อยู่ก่อน แล้วจึงถอยออกมาทรุดนั่งดูกอดเข่าอยู่ห่างๆ ใบหน้าเรียวขาวไม่แสดงอาการตื่นกลัวเช่นคราวแรกที่ถูกขู่ เพียงแต่ถ้าสังเกตสักนิดก็จะเห็นว่า ดวงตาสีอ่อนนั้นหม่นลงเล็กน้อย

นิ่งเงียบกันไปชั่วอึดใจ เสียงใสก็ถามขึ้นเบาๆ “ซิเรียส...ตอนอยู่ที่บ้าน นายมีเพื่อนเยอะไหม?”

พอเห็นเด็กชายผมดำละสายตาจากสัตว์เลี้ยงขึ้นมามองเป็นเชิงสงสัย คนถามจึงรีบออกตัว “เอ่อ...ไม่มีอะไรหรอก ฉันเห็นนายเข้ากับเจ้าหมานี่ดีจังเลย”

พอได้ยินคำอธิบายแบบนั้นเข้า คุณชายจอมดื้อก็หัวเราะแก้เก้อ “สงสัยเพราะเป็นพวกถูกทิ้งเหมือนกันมั้ง อ๊ะ...ล้อเล่นนะ” เขารีบกลบเกลื่อนแล้วตอบคำถาม “อืม...ที่บ้าน เราไม่ค่อยมีเพื่อนหรอก จะว่าไงดีล่ะ...”

ที่จริงคนที่อยากจะเป็น ‘เพื่อน’ หรือพวกที่พ่อแม่เขาอยากให้สนิทด้วยน่ะ มีเยอะแยะเลยล่ะ แต่ก็เหลือทนกันทั้งนั้น มีแต่พวกสายเลือดบริสุทธิ์จอมหยิ่งที่วันๆ เอาแต่หาเรื่องมาข่มกัน

“มีแต่พวกน่าเบื่อน่ะ” เขาสรุป

“เหรอ...” คนตัวเล็กพยักหน้ารับรู้ก่อนจะพึมพำเบาๆ “ที่บ้านเก่า...ที่พวกฉันเคยอยู่น่ะ ฉันมีเพื่อนเยอะแยะเลยล่ะ พวกที่โรงเรียน แล้วก็แถวๆ บ้าน เราชอบออกไปเล่นในทุ่งข้าวสาลีกัน บางทีก็ไปจับปลาในลำธารมาให้พวกแม่ทำอาหารให้”

ดวงตาสีอ่อนเหม่อมองแสงตะเกียงที่วางอยู่บนพื้นเหมือนกำลังระลึกถึงช่วงเวลานั้น คนที่ฟังอยู่จึงเอ่ยถามขึ้นมาบ้าง “แล้วทำไมพวกนายถึงย้ายบ้านมาเสียล่ะ?”

คราวนี้ใบหน้านวลคลี่ยิ้มเศร้า “พอดี มีเรื่องจำเป็นนิดหน่อย...ฉันอยู่ที่ไหนนานนักไม่ได้...” มือเรียวเล็กลูบแขนตัวเองเพื่อไล่ความหนาวที่ลอดผ่านร่องไม้ของคอกม้าเข้ามา “หลังจากตอนนั้น ฉันก็ไม่ได้ไปโรงเรียนอีกเลย...”

คำตอบที่ได้รับทำให้เด็กชายผมดำหน้าเจื่อนไป สงสัยว่าตนเองจะไปจี้ใจอีกฝ่ายเข้าโดยไม่รู้ตัว ซิเรียสลูบต้นคอตัวเองอย่างลำบากใจก่อนจะเอ่ยปาก “เอ้อ...เราขอโทษนะ”

อีกฝ่ายส่ายหน้าเป็นเชิงว่าไม่เป็นไร แต่กระนั้นก็ยังมีแววหมองเห็นชัด

“เอ่อ..” ระหว่างที่ซิเรียสพยายามจะหาเรื่องคุยแก้สถานการณ์อึดอัด เจ้าหมาตัวโตซึ่งจัดการอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วก็เข้ามาซุกหน้าลงกับตัวเขาอีกทั้งที่ปากยังเลอะคราบนม คราวนี้เด็กชายผมดำร้องลั่น

“หวา...แกนี่...!”


ดูท่าจะสายไปเสียแล้ว คราบสีขาวเปื้อนเสื้อเขาไปทั้งแถบ แต่เจ้าตัวดีก็ยังไม่ยอมหยุด ยิ่งหลบมันก็ยิ่งพยายามโถมตัวเข้าหา คงเข้าใจว่าท่าทางปัดป้องของเขาเป็นการชวนเล่นไปเสียแล้ว “เฮ้ย พอๆ”

“อุ๊บ หึหึหึ”

เสียงใสดังขึ้นจากใครอีกคน ซิเรียสรีบหันกลับไปมอง ใบหน้าเล็กที่เมื่อกี้ยังหม่นหมองตอนนี้กำลังพยายามกลั้นหัวเราะจนตัวสั่นกึกๆ “นี่! ไม่ต้องขำเลยนะ มาช่วยกันหน่อยสิ” เขาแยกเขี้ยวใส่พลางดันหน้าที่เต็มไปด้วยขนออกไปจากตัว พอเห็นสีหน้าที่สดใสขึ้นนั้นแล้ว ซีเรียสก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้

เด็กชายกอดเจ้าหมาไว้ในวงแขน ก่อนจะลองเสนอ

“ลองจับดูไหม?”

รีมัสชะงักไปเล็กน้อย มองดูสุนัขใหญ่ในอ้อมแขนของเพื่อนใหม่อย่างชั่งใจ จนคนชวนต้องรีบสำทับ “มันกินอิ่มแล้ว คงไม่กลัวนายแล้วล่ะ”

นั่นแหละร่างผอมจึงค่อยๆ เขยิบตัวเข้ามาหาช้าๆ มือเรียวยื่นออกมาข้างหน้านั้นเหมือนจะสั่นเล็กน้อย ส่วนซิเรียสเองก็รู้สึกว่าเจ้าหมาข้างๆ เขาเกร็งตัวขึ้นมานิดหนึ่ง เขาจึงช่วยลูบศีรษะให้เบาๆ พอให้มันสงบลงได้

นิ้วขาวแตะลงบนขนสีดำหยาบกระด้าง แล้วค่อยๆ ลูบศีรษะฟูพองเบาๆ เด็กชายผมสีอ่อนกลืนน้ำลายแล้วเหลือบมองคนตัวสูงกว่า ซิเรียสจึงคลายอ้อมแขนปล่อยให้สุนัขสีดำเป็นอิสระ มันกระพริบตาปริบอยู่ 2-3 ที แล้วก็กระดิกหาง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นเลียมือที่ลูบหัวตัวเองอยู่

“มันไม่กลัวนายแล้วจริงๆ ด้วย!”

เด็กชายผมดำอุทานอย่างยินดี ขณะที่ใบหน้าเล็กก็คลี่ยิ้มราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง ฝ่ายเจ้าหมาพอเห็นเจ้านายทำท่าดีใจก็พลอยคึกคักไปด้วย ใบหน้าที่เต็มไปด้วยขนเลยซุกกับอกของร่างแบบบางเข้าบ้าง

“หวา...ปากแกยังเปรอะอยู่นี่นา!” เสียงใสอุทานเมื่อเห็นคราบสีขาวบนเสื้อของตนเอง

หน้าเหวอของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากคนที่โดนไปก่อน “ฮ่าฮ่าฮ่า คราวนี้นายเปรอะเหมือนเราเลย”

ซิเรียสพูดแล้วก็โถมเข้ากอดสัตว์เลี้ยงของตัวเป็นการให้รางวัล คราวนี้มันเลยยิ่งได้ใจ โถมเข้าไปหาร่างเล็กพร้อมกับเลียแผล่บลงบนแก้มใส

“ดีมาก เจ้าหมา!”

“ซิเรียส อย่าชมสิ มันเลียหน้าฉันเปียกหมดแล้ว!”

เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั้งคอกม้าเล็กๆ ที่อบอุ่นนั้น ขณะที่เบื้องนอก หิมะสีขาวบางเบาเริ่มโปรยปรายลงจากท้องฟ้า ราวกับจะเตรียมต้อนรับเทศกาลคริสมาสต์ที่กำลังจะมาเยือนอีกครั้ง

TBC


............................................................



Talks

“เรื่อยๆ มาเรียงๆ นกบินเฉียงไปทั้งหมู่”

ตอนนี้ก็ยังราบเรียบ ที่จริงตั้งใจไว้ว่าอยากได้ความอบอุ่นแบบคริสมาสต์นั่นแหละ (เอามาลงตอนนี้จะร้อนไปหรือเปล่าก็ไม่รู้) ฉากโบสถ์กับลานจตุรัสกลางจิ้นมาจากหนังเรื่อง Chocola ค่ะ ชอบบรรยากาศชนบทแบบหมู่บ้านนี้เหมือนกันนะ นึกถึงเรื่องไฮดี้ด้วย นอนในที่นอนกองฟางกับกินขนมปังดำ อา...อยากไปเที่ยวจัง

เดือน พ.ค. ที่ผ่านมาร้านน้ำชาหยุดพักร้อน เนื่องจากเพิ่งลุยแต่งตอนพิเศษของ Sweet Home ไปซะ 3 ตอน โอคุงก็จบ UML แล้วด้วย กำลังเตรียมเรื่องใหม่ที่ใช้ข้อมูลค่อนข้างเยอะ แถมยังมีภาระแสงแดดอยู่ที่บล็อคอีก 1 เรื่อง อคาชาถึงกับบอกว่า “นี่มันไม่ได้หยุดนะเฟ้ย ลงฟิกทุกอาทิตย์เลย” (แต่อันนั้นไม่นับสินะ- - ฮา)

ตอนหน้ายังไม่รู้ว่าเมื่อไหร่นะครับผม (ที่จริงแอบอยากให้มันจบตอนคริสสะมาดนะเนี่ย จะมีใครว่าอะไรไหมหนอ?) หวังว่าจะพอเป็นกระสายให้แฟนๆ ซิริลู (และสหายโชตะทั้งหลาย) ได้ชุ่มชื่นหัวใจเน้อ



Create Date : 12 มิถุนายน 2550
Last Update : 12 มิถุนายน 2550 12:02:15 น.
Counter : 311 Pageviews.

0 comment
Part 2
บริเวณลานหิมะกว้างๆ มีเพียงความเงียบอยู่ชั่วอึดใจ ซีเรียสเป็นฝ่ายรู้สึกตัวก่อน เขามองคนที่ยังยืนนิ่งอยู่ตรงหน้า ดูท่าคงจะเป็นเด็กอายุพอๆ กัน แต่รูปร่างเล็กผอมบางกว่าเขามาก แถมยังดูติดจะขี้โรคเสียด้วย ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนนั้นนิ่งเหมือนจะรอให้เขาตอบคำถามเมื่อครู่ สุดท้ายเด็กชายผมดำจึงคลี่ยิ้มแล้วเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนา

“หวัดดี...”

ใบหน้าเรียวค่อนข้างซูบดูเหมือนจะหายตกใจแล้ว จึงยอมละมือที่จับเสื้อคลุมของตนไว้ กลืนน้ำลายแล้วทักตอบเบาๆ “หวัดดี...” ประโยคต่อมาอึกอักเล็กน้อย “เอ่อ..นายมาอยู่แถวนี้ได้ยังไง?”

ท่าทางประหม่าของอีกฝ่ายทำให้เด็กชายตระกูลแบล็คผ่อนคลายขึ้นมานิดหนึ่ง “อ๋อ เราตกรถไฟ..เอ๊ย หลงทางกับพ่อแม่น่ะ...นายเป็นคนแถวนี้เหรอ?” เดาจากเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ บนร่างเล็ก แต่งตัวแบบนี้คงไม่ใช่พวกคนเดินทางไกลหรอก คงจะเป็นมักเกิ้ลที่อาศัยอยู่แถวๆ นี้นั่นแหละ

คนถูกถามพยักหน้าช้าๆ เป็นการตอบรับ ชี้มือไปอีกด้านหนึ่งของลำธาร

“กระท่อมของฉันอยู่ที่ชานหมู่บ้านบนเนินเขาทางโน้น”

ซีเรียสพยายามเพ่งมองตาม แต่ก็ไม่เห็นอะไรนอกจากสายหมอกบางกับเงาหมู่ไม้ เขารู้สึกหวั่นใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ลมหนาวเยือกที่พัดผ่านเสื้อแจ็กเก็ตตัวบางก็ไม่เปิดโอกาสให้เด็กชายลังเลใจนานนัก

ลองขอความช่วยเหลือดูก่อนแล้วกัน ยังไง...เด็กมักเกิ้ลนี่ก็คงไม่โกหกละมัง

“นี่...นายช่วยพาเราไปที่หมู่บ้านทีได้ไหม? เราอยากที่พักรอจนกว่าพ่อแม่จะมารับน่ะ” ซึ่งนั่นอาจจะกินเวลาหลายวันเลยก็ได้ ยัยเบลลาจอมเสแสร้งคงหลอกล่อพวกผู้ใหญ่จนพ่อแม่เขาไม่ทันสังเกตว่าลูกชายคนเดียวหายไปแหงๆ คิดแล้วก็แค้นขึ้นมาอีก แต่ตอนนี้ต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อน

เด็กชายผมสีน้ำตาลอ่อนนิ่งอยู่อึดใจ แอบเหลือบมองดูคนตรงหน้าเล็กน้อย ทำให้ฝ่ายที่ขอความช่วยเหลือต้องรีบคลี่ยิ้มแหย สุดท้ายคนตัวเล็กกว่าก็พยักหน้าหงึก “ก็ได้” ร่างผอมบางก้าวออกจากพุ่มไม้ทำท่าจะเดินตรงเข้ามาหา แต่ยังไม่ทันเข้าใกล้ ขาที่กำลังก้าวเดินก็ต้องหยุดชะงักเพราะเสียงขู่คำราม

“กรรรรรรรรรรรร”

ร่างผอมโซของสุนัขจรจัดที่อยู่ข้างๆ ซีเรียสเกร็งตัวสั่นขึ้นมาทันที มันถอยเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังเด็กชายผมดำ ดวงตาสีเหลืองยังคงจับจ้องผู้มาใหม่อย่างระแวงปนหวาดกลัว

“เฮ้ เป็นอะไรไปล่ะ เจ้าหมา?” เจ้านายจำเป็นขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ “ใจเย็นๆ”เด็กชายยกมือตบหลังคอที่เต็มไปด้วยขนรุงรังเบาๆ เป็นเชิงเตือนพลางเหลือบมองคนตรงหน้า เขากลัวว่าผู้นำทางคนใหม่จะเกิดหวาดเจ้าสุนัขหลงตัวนี้จนชิงหนีไปเสียก่อน แต่สีหน้าของอีกฝ่ายกลับเพียงแต่หม่นลงเล็กน้อย

“แหะๆ มันคงไม่ค่อยคุ้นกับคนน่ะ”

คุณหนูของตระกูลแบล็ครีบออกตัว “เราเจอมันแถวนี้ สงสัยจะเป็นหมาหลง” พูดแล้วก็หันไปดุเจ้าขนฟูที่ยังคำรามไม่เลิก “นี่ๆ เจ้าหมา แกเลิกขู่ได้แล้ว คนนี้เขาจะพาเราไปหาของกินอร่อยๆ ไง…” ยังไม่ทันจบประโยค ก็ถูกขัดขึ้นด้วยเสียงโครกครากจากกระเพาะของตัวเองเข้าเสียก่อน

“อ๊ะ” เด็กชายหลุดอุทาน รีบเอามือกุมท้อง รู้สึกอายวูบจนหน้าร้อน โหย...ขายหน้าชะมัดเลย ดวงตาสีเทาเหลือบมองพยานอีกคนที่ยืนอึ้งกับเสียงประหลาดนั่น ใบหน้าเรียวเล็กเบิกตาโตอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหลุดหัวเราะออกมานิดหนึ่ง เหมือนจะขำท่าทางของเขา ใบหน้าผอมยามยิ้มแล้วดูสดใสขึ้นมากทีเดียว

“มาสิ...” ร่างบอบบางเป็นฝ่ายออกเดินนำ ซีเรียสรีบเร่งฝีเท้าตามพร้อมกับดึงเจ้าหมาที่เลิกคำรามแล้วไปด้วย

“เอ่อ...เราชื่อซีเรียส...นายชื่ออะไรเหรอ?” เด็กชายเอ่ยถาม ใบหน้าเรียวหันกลับมาก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆ

“ฉันชื่อรีมัส...รีมัส ลูปิน...”
……………………………………………………………


ซีเรียสเดินย่ำเท้าตามหลังร่างเล็กของคนตรงหน้าไป เบื้องหน้าของทั้งสองเป็นป่าโปร่ง สายหมอกสีขาวลอยต่ำปกคลุมอยู่ทั่วบริเวณ เหนือขึ้นไปก็เป็นกิ่งก้านสีดำของยอดไม้แห้ง ที่ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นจุดสังเกต แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะคุ้นเคยกับเส้นทางและพื้นที่พอสมควร ถึงได้เดินจ้ำพรวดๆ ไปเสียเร็วจนคนที่ตัวสูงกว่าอย่างเขาเดินตามแทบไม่ทัน

เด็กชายจากตระกูลแบล็คเดินพลางประเมินสถานการณ์ของตัวเองไปพลาง ยังไงตอนนี้เขาก็ต้องหาที่พักกับอาหารให้ได้ก่อน แล้วค่อยหาทางติดต่อกับทางบ้าน ส่งจดหมายก็ไม่ได้ เพราะแถวนี้คงไม่มีนกฮูกสื่อสารแน่ๆ ไอ้ครั้นจะกลับลอนดอนเองก็คงลำบาก เพราะเขาไม่ได้เอาของมีค่าอะไรติดตัวมามากพอจะเป็นค่าเดินทาง ในกระเป๋าเสื้อคลุมมีเพียงแค่เศษเหรียญกิลเลียนที่คงไร้ค่าสำหรับคนที่ไม่ใช่พ่อมด

คิดไปคิดมาก็สรุปได้ว่า...ตอนนี้เขาซวยสุดๆ จริงๆ ซวยรับคริสต์มาสเลยด้วย...

ใบหน้ากลมป้อมแต่มีเค้าคมเผลอถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่จนคนที่เดินนำได้ยิน ฝ่ายนั้นชะงักเท้า หันกลับมาหาพร้อมกับเลิกคิ้วอย่างฉงน “เหนื่อยเหรอ?” เสียงถามมีเค้าห่วงใย หากคนฟังกลับย่นหน้าเหมือนโดนสบประมาท

“เปล่าสักหน่อย” เด็กชายผมดำรีบปฏิเสธ แค่เดินไกลแค่นี้เขาไม่ได้เหนื่อยขนาดต้องบ่นหรอกน่า

ดูเหมือนคนถามจะตีความท่าทางของเขาผิดไป ร่างเล็กนิ่งคิดนิดหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มบาง “ไม่เหนื่อย แต่คงหิวสินะ...” มือเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อคลุมบางๆ ของตนเองก่อนจะหยิบห่อกระดาษห่อเล็กๆ ออกมายื่นให้

“เอ้า กินนี่สิ... มันเย็นไปหน่อย แต่ว่าอร่อยนะ...”

ซีเรียสก้มลงมองของในมือที่ถูกอีกฝ่ายส่งให้ มันเป็นขนมปังเนื้อนุ่มก้อนกลมเล็กที่ถูกห่อไว้อย่างดี ความถือตัวที่ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กเกือบจะทำให้เขายื่นห่อนั้นคืน แต่รอยยิ้มใสซื่อบนใบหน้าเล็กทำให้ต้องรีบกลืนคำปฏิเสธลงคอไปเสียอย่างนั้น “เอ่อ...ขอบใจ...”

“ไม่เป็นไร” อีกฝ่ายส่ายหน้าแล้วออกเดินต่อ ทายาทของตระกูลแบล็คเดินตามแผ่นหลังผอมบางนั้นไป เด็กชายหยิบขนมปังขึ้นมากัด ถึงจะเย็นชืด แต่ว่าเนื้อขนมยังนุ่ม แถมรสชาติก็ยังอร่อยใช้ได้เสียด้วย

...เอาเถอะ...พวกมักเกิ้ลคงไม่ใจร้ายนักหรอกมั้ง

............................................................

ความคุ้นชินเส้นทางทำให้เด็กทั้งสองก้าวพ้นชายป่าในเวลาไม่นานนัก แดดยามบ่ายแก่ๆ ทำให้หมอกสีขาวจางลงเล็กน้อยจนมองเห็นทิวทัศน์ได้ลางๆ เบื้องหน้าคือพื้นที่โล่งกว้าง เห็นร่องรอยการกสิกรรมอยู่เป็นระยะ บนเนินเขาไกลออกไปลิบๆ มีเงาของบ้านหลายหลัง

มีหมู่บ้านจริงๆ ด้วยแฮะ ซีเรียสคิดพลางสาวเท้าตามอีกฝ่ายที่ก้าวเร็วขึ้น ร่างเล็กนำเขาเดินตัดทุ่งข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวไปหมดเหลือแต่ลำต้นแห้งกรอบหักโค่น

สักพักพวกเขาก็มาหยุดหน้ากระท่อมหลังเล็กที่ตั้งโดดเดี่ยวอยู่ติดไร่ แต่ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายส่งเสียงเรียก ประตูไม้บานหนาหนักก็ถูกเปิดผางออกมาเสียก่อน

“รีมัส!”

ร่างบอบบางในชุดกระโปรงยาวสีทึมรีบก้าวเข้ามาหา “กลับมาแล้วหรือลูก!” เธอโอบกอดเด็กชายตัวเล็กเอาไว้เต็มอ้อมแขน “ไม่เป็นไรใช่ไหม...?” เสียงกระซิบถามอ่อนโยน พร้อมกับความห่วงใยที่ฉายชัดในดวงตาของสตรีผู้นั้น ทำให้เด็กชายอีกคนถึงกับสะท้อนในใจอย่างประหลาด

“ผมไม่เป็นอะไรหรอก แม่อย่าเป็นห่วงไปเลยฮะ”

เสียงใสรีบบอกมารดาของตน ก่อนจะหันไปมองคนที่ตนเองนำทางมา ผู้เป็นแม่ถึงเพิ่งสังเกตว่าลูกชายไม่ได้กลับมาเพียงลำพัง รีมัสรีบอธิบายต่อ “เขาหลงทางกับพ่อแม่น่ะฮะ ผมเลยจะพาไปที่หมู่บ้านก่อน”

“โถ...” หญิงสาวอุทานออกมาเมื่อฟังจบ เธอลุกขึ้นเดินเข้าไปหาผู้มาใหม่ ซีเรียสเกือบสะดุ้งเมื่อมืออุ่นนั้นแตะแก้มเขาแผ่วเบา “น่าสงสารจริง...หนูคงจะตกใจมากสินะ เข้าบ้านก่อนเถอะ”

แล้วร่างบอบบางก็รีบดึงเด็กชายแปลกหน้าเข้าไปภายในบ้านโดยไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ

...........................................................

ซีเรียสนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม่มีพนักปล่อยให้สตรีเจ้าของบ้านใส่ยาแผลถลอกตามแขนขาของเขา ดูท่าคงจะได้ตอนที่ตกรถไฟ อารามตกใจเลยไม่ทันรู้สึกเจ็บ จนเมื่อผิวถูกน้ำยาฆ่าเชื้อนั่นแหละ ถึงทำให้ต้องนิ่วหน้าลงเล็กน้อย แต่คนพยาบาลก็มือเบาจนแทบไม่รู้สึก

ดวงตาสีเทาลอบสำรวจภายในบ้านไปด้วย กระท่อมหลังเล็กนั้นมีพื้นที่ไม่มากนักก็จริง แต่เจ้าของก็ดูแลจัดแต่งเสียจนเป็นระเบียบน่าอยู่ เด็กชายผมดำนั่งอยู่ใกล้เตาผิงที่มีหม้อซุปกลิ่นหอมกำลังส่งไออุ่นออกมา โต๊ะอาหารกับเก้าอี้ตั้งอยู่ชิดผนังด้านหนึ่ง เลยไปมีเตียงขนาดไม่ใหญ่นักอยู่หลังฉากผ้า พร้อมกับหีบเสื้อผ้าอีกใบ อีกด้านมีบันไดพาดขึ้นไปสู่ชั้นสอง จะว่าเป็นชั้นสองก็ไม่ถูกนัก...เหมือนเป็นห้องใต้หลังคาที่ถูกตัดครึ่งเพื่อให้ความร้อนจากเตาผิงด้านส่งผ่านขึ้นไปถึงได้ด้วยมากกว่า

ดูท่า...ครอบครัวนี้คงไม่ร่ำรวยนักสินะ

“เอ้า เสร็จแล้วจ๊ะ” เสียงหวานดังขึ้นขัดจังหวะความคิด มือเรียวขมวดปมผ้าพันแผลแล้วลุกขึ้นยืน

ซีเรียสมองแขนของตนก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ “ขอบคุณ...ครับ...” ไม่บ่อยนักหรอกนะ ที่เขาจะพูดจาสุภาพขนาดนี้ แม้แต่กับผู้ใหญ่ในบ้านก็เถอะ แต่ท่าทางของหญิงสาวตรงหน้ากลับทำให้รู้สึกเกรงใจขึ้นมาเอง

คนฟังคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ไม่เป็นไรหรอก หนูคงหิวแล้วสินะ, รีมี่ เสร็จหรือยังลูก?” ประโยคหลังนั้นเงยหน้าขึ้นถามคนที่วิ่งขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่บนห้อง

“เสร็จแล้วฮะ”

เสียงใสรีบตอบกลับ ร่างเล็กไต่บันไดลงมาด้านล่างอย่างร่าเริงผิดกับท่าทางตอนพบกันตอนแรกจนทำให้ซีเรียสอดประหลาดใจไม่ได้ ดูเหมือนพออยู่ในบ้านของตนแล้ว อีกฝ่ายจะคลายความระมัดระวังตัวไปมากโข

“ผมช่วยนะ” มือเล็กฉวยหยิบจานชามจากชั้นวางของลงมาเช็ดอย่างคล่องแคล่วแล้วยื่นส่งให้มารดาที่กำลังคนซุปในหม้ออยู่ เป็นอีกครั้งที่ท่าทางสนิทสนมของแม่ลูกคู่นี้ทำให้ผู้มาใหม่วูบในใจ

เด็กชายผมดำขยับจะเข้าไปช่วยบ้าง แต่กลับถูกดึงให้มานั่งรอที่โต๊ะอาหารเสียก่อน

“ไม่ต้องหรอก หนูเป็นแขกนะจ๊ะ” ใบหน้าสวยหวานยิ้มให้ก่อนจะวางชามซุปลงตรงหน้าเขา

อาหารพื้นๆ ที่มีเพียงซุปกับขนมปังนั้นดูจะเอร็ดอร่อยเป็นพิเศษ ซีเรียสอธิบายกับตนเองว่า นั่นคงเป็นเพราะเขากำลังหิวมาก แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธว่า ความอบอุ่นในเวลาทานอาหารแบบนี้เป็นสิ่งที่ตนเองไม่เคยได้เห็นบ่อยนักยามอยู่บ้าน ที่แม้ว่าโต๊ะดินเนอร์ตัวยาวจะเต็มไปด้วยอาหารเลิศรส แต่เขากลับต้องมานั่งระวังกิริยามารยาท แถมยังต้องทนฟังเสียงบ่นของมารดาอยู่ทั้งเช้า กลางวัน เย็น

“ซีเรียส เติมซุปอีกไหมจ๊ะ” มิสซิสลูปินหันไปถามเมื่อเห็นว่าเขานิ่งไป แต่อีกฝ่ายรีบส่ายหน้า

“ไม่เป็นไรครับ ผมอิ่มแล้ว ขอบคุณฮะ” เด็กชายมองออกไปด้านนอก ท้องฟ้าเริ่มครึ้มลงแล้ว แสงแดดจางหายไปหมดพร้อมกับหมอกที่หนาขึ้น ดูท่าจะถึงเวลาที่เขาต้องลาเข้าเมืองเสียทีละมัง

เจ้าของผมสีอ่อนรวบช้อนลงพลางหันไปเอ่ยถามมารดา “พ่อล่ะฮะ แม่?”

“พ่อไปรับจ้างช่วยขุดหิมะที่ถมรางรถไฟจ้ะ วันนี้คงจะไม่กลับเสียละมัง” หญิงสาวหันกลับมายังเด็กชายผมดำ เอ่ยออกมาคล้ายจะรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร “คืนนี้ในหมู่บ้านคงจะยุ่ง ดูท่าหนูคงต้องค้างที่นี่เสียก่อนล่ะจ้ะ ซีเรียส”

ดวงตาสีอ่อนคล้ายกับของลูกชายอ่อนแสงลงเมื่อเห็นท่าทางผิดหวังนั้น คงจะอยากไปถามข่าวของพ่อแม่สินะ...อายุแค่นี้ต้องมาพลัดกับครอบครัว ต้องขวัญเสียไม่น้อย อีกสองวันก็จึงวันคริสมาสต์แล้วแท้ๆ

“ฮะ” ทายาทตระกูลแบล็ครับคำก่อนจะแอบถอนใจ เอาเถอะ ยังไงที่นี่ก็ดูจะไม่มีอันตราย


หลังจากทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว ซีเรียสก็ออกไปดูเจ้าหมาตัวใหญ่ที่ตามติดจากในป่า มันนอนอุ่นสบายอยู่ในคอกม้าหลังจากที่มารดาของรีมัสเอาเศษอาหารที่เหลือไปให้กิน เจ้าของจำเป็นลูบหัวที่เต็มไปด้วยขนรุงรังนั้นก่อนจะผละออกมาเพื่อเตรียมตัวเข้านอนบ้าง

ชุดนอนของลูกชายเจ้าของบ้านที่ได้ยืมมานั้นสั้นไปนิดแต่ก็ไม่ถึงกับคับจนอึดอัด คงจะตัดเผื่อโตไว้หน่อยนั่นเอง ซีเรียสมองดูที่นอนของตนในคืนนี้แล้วก็ขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่าเขาถือตัวหรอกนะ แต่ว่า...

“นอนในกองฟางอย่างนั้นมันจะไม่คันแย่เหรอ?”

เขาถามอีกฝ่ายที่กำลังกระชับปลายผ้าคลุมท่อนฟางฟ่อนใหญ่ด้วยท่าทางคล่องแคล่ว

เด็กชายตัวเล็กหันมายิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่คันหรอก นี่ไงเอาผ้าคลุมไว้แล้ว” พูดแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนให้ดูเป็นการพิสูจน์ “ฟางข้าวสาลีใหม่ๆ พวกนี้ พ่อฉันเกี่ยวมาให้กับมือเลยนะ มันหอมมากเลยล่ะ” ใบหน้าผอมก้มลงสูดกลิ่นก่อนจะขยับเว้นที่ว่างให้อีกฝ่าย

คนฟังยังคงทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเอนตัวลงนอนบ้าง ดวงตาสีเทามีเค้าประหลาดใจเล็กน้อย เมื่อแผ่นหลังแตะสัมผัส เอ..ไม่คันจริงๆ ด้วยแฮะ ดูท่าทางจะนอนสบายกว่าเตียงสี่เสาหลังใหญ่ที่บ้านเขาเสียด้วยซ้ำ แถมยัง...หอม...ใบหน้าคมก้มลงดมที่นอนนุ่มอุ่นบ้าง กลิ่นอ่อนจางของแสงแดดลอยเข้ามากระทบทันที

“ใช่ไหมล่ะ” คนที่นอนอยู่ใกล้กระซิบยิ้มๆ เมื่อเห็นท่าทางของเขา “ไว้พรุ่งนี้รอให้พ่อฉันกลับมาแล้ว เราค่อยเข้าหมู่บ้านไปถามข่าวพ่อแม่นายด้วยกันนะ ช่วงนี้ฉันไม่ค่อยได้เข้าหมู่บ้านเลย...” เสียงเล่าแจ้วๆ นั้นแผ่วช้าลงเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ซีเรียสไม่ทันสังเกต

“อือ”เด็กชายกระซิบตอบพร้อมกับขยับตัวเข้าไปใกล้ขึ้นเล็กน้อย “ขอบใจนายมากนะ ที่ช่วยเรา”

“ไม่เป็นไรหรอก เอาล่ะ นอนเถอะ...” มือเล็กดึงเอาผ้าห่มนวมผืนใหญ่ที่เกิดจากการนำเศษผ้ามาเย็บต่อกันเป็นลวดลายขึ้นมาห่มตนเองและคนข้างๆ เอ่ยเสียงแผ่วเบา “ราตรีสวัสดิ์ ซีเรียส”

“อือ ราตรีสวัสดิ์” เด็กชายผมดำพึมพำตอบก่อนจะหลับตาลง ความอ่อนเพลียบวกกับกลิ่นหอมอ่อนสบายของที่นอนฟางข้าวทำให้เขาผล็อยหลับไปอย่างรวดเร็ว

...อย่างน้อย...เขาก็ไม่โชคร้ายไปเสียทั้งหมดนี่นา...

......................................................


Talks


มัวแต่ลอยชายไปมา นึกว่าเวลาเยอะ แหงะ เหลียวมองปฏิทินแล้วแทบสะดุ้ง เหลืออีกแค่ 3 วันนนนนนนนน กรี๊ด กะว่าจะให้เป็นเรื่องสั้นๆ 3 –4 ตอนจบ สงสัยต้องปั่นนรกเสียแล้ว แงๆ

โดยส่วนตัวชอบบรรยากาศชนบทของอังกฤษนะ อยากนอนในที่นอนท่อนฟางบ้างจัง อยากไปเดินเล่นในป่าที่มีหมอกบางๆ (เห็นแดดหน้าหนาวบ้านเราแล้วก็สะท้อนใจ) แต่รีมัสเลยกลายเป็นเด็กบ้านนอกไปเลย แหะๆ

ตอนต่อไปจะรับปั่นมาลงให้ทันปิดเทศกาลนะค๊า ว่าแล้วก็เดินเครื่องจักรนรกต่อดีกว่า




Create Date : 12 มิถุนายน 2550
Last Update : 12 มิถุนายน 2550 11:59:27 น.
Counter : 277 Pageviews.

0 comment
Part 1
Silent night, holy night,
All is calm, all is bright,
Round yon virgin mother and child,
Holy infant so tender and mild,
Sleep in heavenly peace, Sleep in heavenly peace


เสียงเพลง คริสต์มาสที่ดังก้องไปทั่ว เกล็ดหิมะสีขาวที่ปลิวลงมาไม่ขาดสาย สะท้อนแสงไฟที่ถูกประดับประดาไว้ตามที่ต่างๆ ทำให้บรรยากาศของชานชาลาหมายเลข 9 ¾ สถานีรถไฟคิงครอสเวลานี้เต็มไปด้วยความคึกคักของเทศกาล บรรดาพ่อมดแม่มดต่างลากขนกระเป๋าของตนเดินขวักไขว่ไปมา บ้างก็เข้าลอนดอนเพื่อชมแสงสีของมหานคร บ้างก็กำลังจะเดินทางไปยังเมืองอื่นๆ เพื่อฉลองกับครอบครัว

แม้จะเป็นช่วงวุ่นวาย แต่สายตาแทบทุกคู่ก็ต้องหยุดเหลือบมองคนกลุ่มใหญ่ที่ยืนอยู่ริมชานชาลา ไม่ใช่เพราะเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายที่ดูแวบเดียวก็รู้ว่าราคาแพงระยับ แต่เป็นเพราะใบหน้าเย็นชาเย่อหยิ่ง ไม่แสดงความรู้สึกตื่นเต้นไปกับบรรยากาศดังเช่นคนทั่วไปนั่นต่างหาก

สตรีในชุดเสื้อคลุมสีดำสนิทประดับเฟอร์สีเดียวกันที่คอเสื้อและปลายแขนยกมือขยับหมวกใบหรูของตนให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนจะหันกลับไปส่งเสียงดุเด็กชายที่นั่งแกว่งขาอยู่บนม้านั่ง

“ซีเรียส...ช่วยนั่งนิ่งๆ สักครู่จะได้ไหม”

แม้จะไม่ดังไปกว่าเสียงกระซิบ แต่สีหน้านั้นมีเค้าติเตียนอย่างชัดเจน “แค่รอเท่านี้ยังไม่รู้จักอดทน เอาอย่างน้องกับซิสซี่เสียบ้าง” คนพูดหันไปพร้อมกับส่งรอยยิ้มชื่นชมให้เด็กชายในชุดสูทตัวเล็กกับเด็กหญิงผมบลอนด์หน้าตาน่ารักน่าชังที่นั่งนิ่งอยู่ใกล้ๆ

ผู้ถูกดุเงยหน้าขึ้นมองทันควัน ใบหน้าป้อมหากมีเค้าคมนั้นบูดสนิท ดวงตาสีเทาเป็นประกายวิบวับ ปากยื่นอย่างไปพอใจ “ก็ไม่ได้อยากจะมาสักหน่อย...เลกูลัสกับนาร์ซิสซาร์ดีนัก แม่ก็พามาแค่สองคนสิ” พูดแล้วก็แกว่งขาแรงขึ้นอย่างดื้อดึง บ่นต่ออย่างไม่เกรงใจ “เราอยากไปเที่ยวกับบ้านแอนโดรมีด้าแท้ๆ ไม่เห็นอยากไปจะฉลองกับพวกน่าเบื่อพวกนั้นเลย”

“เอ๊ะ ซีเรียส!”

ผู้เป็นมารดาขมวดคิ้ว เสียงชักดังขึ้นอีกนิด ทำท่าจะเทศนาต่อ ว่าถูกขัดด้วยเสียงหวานเล็กเสียก่อน

“คุณน้าขา...รถไฟมาแล้วค่ะ” ใบหน้าใสแจ๋วของนาร์ซิซาร์ แบล็คมีเค้าตื่นเต้น มือเล็กชี้ไปที่ขบวนรถไฟซึ่งกำลังจะเข้าสู่ชานชาลา เด็กวัยรุ่นหลายคนโผล่ออกมาจากหน้าต่างรถไฟ โบกมือให้ผู้ปกครองที่มารอรับ

“อ๊ะ จ้ะ รีบไปกันเถอะ เร็วลูก เลกูลัส” สตรีในชุดสีดำผุดลุกขึ้นอย่างกระตือรือร้น

ซีเรียส แบล็คมองตามมารดาที่เดินจูงมือน้องชายไปยังชานชาลาพร้อมกับพวกผู้ใหญ่ที่เหลืออย่างเหนื่อยใจ เขาไม่มีความสนุกสนานกับเทศกาลคริสมาสต์มาตั้งหลายปีแล้ว แต่ปีนี้ดูจะยิ่งแย่เข้าไปอีก พวกผู้ใหญ่เกิดอยากจะจัดงานเลี้ยงรวมญาติขึ้นมา

“ไงล่ะ ทำหน้าเซ็งอะไรนักหนาเหรอ คนนอกคอก”

เสียงเยาะเล็กๆ จากด้านข้างทำให้เด็กชายหันขวับไปมองอย่างไม่ชอบใจ แต่ใบหน้าเรียวขาวของคนพูดกลับไปสะทกสะท้าน เด็กหญิงผมบลอนด์ลุกขึ้น ใช้มือปัดกระโปรงสีครีมตัวสวยของตนไปมา

“อยากไปสุงสิงกับพวกจนๆ อย่างวิสลีย์มากกว่าญาติตัวเอง...ความคิดนอกคอกจริงๆ น๊า...”

รอยยิ้มใสซื่อที่ยิ้มให้มารดาเขาเมื่อครู่ เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มร้ายเล็กๆ ที่ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าลอกเลียนแบบมาจากใคร ซีเรียสขมวดคิ้วมุ่น ยกมือขึ้นกอดอก

“ไม่ต้องมายุ่งกับเรา นาร์ซิซาร์” เด็กชายผมดำเบี่ยงหน้าไปทางรถไฟที่เพิ่งจอดสนิท “ไปหาเบลลาที่รักของเธอสิ เดินเชิดจมูกมาโน่นแล้ว”

ดวงตาสีเทาเหลือบมองร่างโปร่งบางในชุดนักเรียนปีเจ็ดของฮอกวอร์ดที่เพิ่งก้าวลงจากรถไฟ ตามด้วยเด็กหนุ่มร่างสูงผมบลอนด์ที่มีใบหน้าเฉยชา ทั้งสองก้าวเข้าไปหากลุ่มญาติที่มารอรับด้วยสีหน้ายินดี

เด็กสาวผมดำสนิทหันมาทางที่เด็กทั้งสองยืนอยู่ รอยยิ้มหวานที่ส่งเด็กหญิงผมบลอนด์เปลี่ยนเป็นเหยียดเยาะทันทีที่เห็นว่าใครอยู่ข้างๆ น้องสาวสุดที่รักของตน ซีเรียสเดินเลี่ยงออกมาเสียทันที แต่ก็ยังไม่วายเหลือบเห็นเบลลาทริกซ์ แบล็คหันไปกระซิบกับญาติผมบลอนด์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างขบขัน

เด็กชายสาวเท้าเร็วขึ้นโดยไม่สนใจเสียงเรียกอย่างตำหนิของมารดา

เหอะ! ถึงได้เกลียดไอ้งานรวมญาตินี่นักไงล่ะ!

……………………………………………………


“แล้วยังไงอีกเหรอ เบลลา เล่าให้ฟังอีกสิ ว่าแกล้งพวกเลือดสีโคลนนั่นยังไง”

เสียงใสเร่งเร้า มือเล็กขาวเกาะแขนร่างโปร่งบางที่นั่งเคียงกันบนที่นั่งในตู้รถไฟชั้นหนึ่ง ซึ่งกำลังมุงหน้าไปยังวิลเชียร์ คฤหาสน์ของครอบครัวมัลฟอย สถานที่จัดงานเลี้ยงคริสมาสต์ปีนี้

เด็กสาวผมดำใช้มือข้างที่ว่างไล้ปลายผมหยิกขอดของตัวเองเล่น “เอ...ชักจะจำไม่ได้เสียแล้ว” ใบหน้าสวยคมหันไปหาร่างสูงของใครอีกคนที่นั่งเงียบอยู่บนที่นั่งฝั่งตรงข้ามแขนยาวเท้าศอกกับพนักเก้าอี้ ใบหน้าเรียวขาวก้มลงอ่านหนังสือบนตัก

“ลูเซียสแน่ะ เล่าให้ซิสซี่ฟังหน่อยสิ…”

“ไม่” เสียงตอบปฏิเสธทันควัน ดวงตาสีฟ้าซีดละจากหน้ากระดาษเงยหน้าขึ้นมอง เด็กหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ฉันไม่เคยจำเรื่องพวกสกปรกนั่นอยู่แล้ว” พูดแล้วก็ทำท่าจะหันกลับไปสนใจหนังสือของตัวเองต่อ แต่ญาติผู้พี่กลับยังไม่พอใจ

“แหม ลูเซียสนี่ ไม่สนุกเลย เรามาเที่ยวกันนะ ยังจะอ่านหนังสืออยู่อีก เพิ่งปี 3 เองน่า ไม่ต้องเครียดเรื่องสอบ สพวส. ขนาดนั้นก็ได้” มือเรียวทำท่าจะดึงหนังสือไปจากมืออีกฝ่าย “เดี๋ยวฉันติวให้ก็ได้ ของง่ายๆ แค่นี้”

สุดท้ายเด็กหนุ่มร่างสูงก็ถอนหายใจยาว ชิงปิดหนังสือวางไว้ข้างตัวเสียงเอง “มีแผนอะไรอีกล่ะ?”
เขาถามด้วยเสียงหน่ายๆ เพราะรู้นิสัยอีกฝ่ายดี ถ้าลงเสนอตัวติวให้ขนาดนี้ล่ะก็ คงไม่พ้นจะให้เขาช่วยทำอะไรอีกนั่นล่ะ...

เด็กสาวผมดำคว้าน้องสาวตัวเล็กมากอดเล่นพลางหัวเราะคิกคักให้กัน ดวงตาสีดำปรายมองไปยังที่นั่งอีกด้านไกลออกไป ที่นั่นเด็กชายผมดำกำลังนั่งกอดอก สีหน้าบูดบึ้งไม่พอใจเต็มที่

ยกมุมปากบางหยักยิ้มเล็กๆ ฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี

“ก็...หาเรื่องสนุกๆ ทำฆ่าเวลาไง”

..........................................................

“ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะ ซีเรียส”

เสียงทักจากด้านหลังทำให้เด็กชายละสายตาจากทิวทัศน์ด้านนอกหันกลับมามอง แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่นดวงตาสีเทาจ้องตอบกลับดวงตาสีดำสนิทที่มองอยู่ก่อนอย่างไม่เกรงกลัว “ไม่เกี่ยวกับเธอนี่”

เบลลาทริกซ์หัวเราะน้อยๆ ก้มลงมองเด็กหญิงผมบลอนด์ที่ตัวเองจูงอยู่ “ซิสซี่เห็นเธอนั่งอยู่คนเดียว พวกพี่ก็กลัวว่าจะเหงาน่ะ...” รอยยิ้มเสแสร้งประกอบกับสรรพนามเรียกตัวเองนั้นทำให้ซีเรียสพ่นลมหายใจพรืดอย่างหงุดหงิด

“ไม่ต้องมาสงสารฉัน พวกเธอจะไปทำอะไรก็ไปซะ”

เด็กชายโบกมือไล่ กับพวกน่าเบื่อนี่ เขาไม่สนใจเรื่องอาวุโสอยู่แล้ว

ญาติผู้พี่หรี่ตาลงอย่างไม่พอใจกับท่าทางไม่แยแสนั้น จองหองดีนักนะ...อย่างนี้มันน่าลงโทษให้หลาบจำจริงๆ ดวงตาสีดำเหลือบมองไปยังกลุ่มผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่อีกทางหนึ่ง ภาพน้าสาวของตนอุ้มลูกชายคนเล็กไว้บนตักอย่างหวงแหนทำให้นึกอะไรขึ้นมาได้ เบลลาทริกซ์เหยียดมุมปาก ดึงมือเด็กหญิงผมบลอนด์ เอ่ยขึ้นลอยๆ

“ก็แค่สงสารลูกแหง่ที่แม่ไม่สนใจก็เท่านั้นแหละ...” พูดแล้วก็ก้มลงแสร้งทำเสียงอ่อยกับน้องสาว “เฮ้อ น่าเศร้าจริงๆ”

ได้ผล คราวนี้เด็กชายหันขวับมาทันควัน “เธอว่าใครเป็นลูกแหง่!” เสียงพูดแทบจะเป็นตวาด ใบหน้าคมขมวดคิ้วแน่น แต่อีกฝ่ายเพียงแต่ผินหน้ามามองเล็กน้อย

“ไม่ได้ว่าใครนี่ ซีเรียส?”

เด็กสาวเลิกคิ้วอย่างใสซื่อ หากรอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปากชัด ร่างโปร่งดึงน้องสาวให้เดินตาม ทำท่าจะออกมาจากตู้รถไฟนั้น

“ไปหาขนมที่ตู้เสบียงทานกันเถอะ ซิสซี่ เฮ้อ....ทำไมพวกหมาหัวเน่าถึงชอบร้อนตัวนักน๊า”

“เธอ!!!!”
เด็กชายตัวเล็กหน้าแดงก่ำ ลุกขึ้นออกวิ่งตามไปอย่างไม่ต้องคิด

ความโกรธทำให้ลืมสังเกตว่าประตูที่ญาติทั้งสองผ่านเข้าไปนั้นอยู่ผิดที่ผิดทาง แถมเขายังไม่ทันสังเกตร่างสูงของเด็กหนุ่มผมบลอนด์ที่ยืนกอดอกนิ่งอยู่ข้างๆ

ประตูเหล็กถูกเปิดผางออก ซีเรียสก้าวขาออกไป แต่สิ่งที่สัมผัสกลับไปอากาศว่างเปล่า

“อ๊ะ!!!!!”

……………………………………………

“เอ๊ะ?”

ดวงตาสีน้ำตาลเข้มหลังกรอบแว่นบางเบิกกว้างอย่างประหลาดใจ ก่อนที่เด็กชายผมดำค่อนข้างยุ่งจะยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเอง

“เป็นอะไรไปหรือ? เจมส์”

นายพอตเตอร์ละจากหนังสือพิมพ์ขึ้นมาถามลูกชายที่กำลังเพ่งออกไปนอกหน้าต่างรถ คนถูกถามเอียงคอเล็กน้อย มองสำรวจให้แน่ใจก่อนจะหันกลับมาหาบิดา

เจมส์ พอตเตอร์ยักไหล่แล้วส่ายหน้าเบาๆ

“สงสัยจะตาฝาดน่ะฮะ เมื่อกี้เหมือนเห็นเด็กตกลงไปจากรถไฟ”
………………………………………………

“อูย......”

เสียงครางเบาๆ ก่อนที่จะดวงตาสีเทาจะลืมขึ้นมองท้องฟ้าขาวโพลนเบื้องบน ความมึนงงค่อยๆ หายไปพร้อมกับที่ลำดับเรื่องราวได้ แล้วค่อยงึมงำกับตัวเองอย่างเจ็บแค้น

“ยัยจอมโหดเบลลา กะเอาให้ตายเลยหรือไงนะ!”

ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพลางกุมศีรษะตัวเอง ดีนะที่พื้นตรงที่เขาหล่นลงมาเป็นกอหญ้านุ่มหนา ไม่งั้นคงได้บาดเจ็บบ้างแน่ๆ

เด็กชายเหลือบมองไปรอบๆ ข้างตัวคือรางรถไฟ แต่ตัวรถน่ะ ไม่อยู่ในสายตาแล้ว รอบด้านมีแต่ทุ่งหญ้าสีเขียวอมเหลืองกับต้นไม้แห้งโกร๋น ไกลออกไปเป็นหมู่ไม้สีเข้มกับเทือกเขาที่เห็นอยู่ลิบๆ ในม่านหมอกสีขาว แสงแดดอ่อนของเดือนธันวาคมสาดแสงลอดก้อนเมฆสีเทาเข้ามาเพียงเบาบาง

“เวรล่ะ...” ซีเรียส แบล็คลุกขึ้นยืน พิจารณาสถานการณ์อย่างใคร่ครวญ

เป็นอันว่าเขาตกรถไฟของจริง ถ้าจะนั่งรอความช่วยเหลืออยู่ตรงนี้คงไม่มีหวัง แน่ใจได้เลยว่า พวกผู้ปกครองที่รักของเขาคงไม่สนใจหรอกว่า ลูกชายคนโตหายไป กว่าจะรู้เรื่องก็คงตอนที่ถึงวิลเชียร์โน่น ไอ้ครั้นจะเดินตามรางรถไฟไป ก็มีหวังได้หนาวตายอยู่กลางทางแน่ๆ

ตอนนี้คงต้องหาที่พักก่อนล่ะมั้ง เด็กชายมองไปรอบๆ อีกครั้ง พยายามเพ่งหาที่อยู่อาศัยของมนุษย์ แล้วออกเดินไปยังทางที่คิดว่าน่าจะมีเค้ามากที่สุด ลมหนาวพัดกระพือจนต้องกระชับแจ็กเก็ตตัวบางที่สวมอยู่

ยัยเบลลากับพวก...คราวนี้ทำแสบจริงๆ คอยดูนะ กลับไปถึงเมื่อไหร่พ่อจะเล่นให้เจ็บตัวกันบ้าง
……………………………………………………

ซีเรียสย่ำเท้าไปบนพื้นหญ้า พยายามเพ่งมองแสงไฟผ่านม่านหมอก หากแต่ก็ไม่เห็นอะไรมากไปกว่าเงาสีดำของหมู่ไม้ เด็กชายกอดอกแน่น ก้าวเร็วขึ้นเมื่อลมหนาวพัดผ่านทะลุผืนผ้าบาง ความชื้นในอากาศกับเสียงไหลรินเบาๆ บอกให้รู้ว่าเขาเข้ามาใกล้แหล่งน้ำ น่าจะเป็นลำธารสายเล็กๆ

เอาเถอะ ตามหลักทฤษฎีในหนังสือที่อ่านมา ถ้าเดินตามลำธารไปก็น่าจะเจอหมู่บ้าน

เด็กชายรีบสาวเท้าไปยังทิศทางของต้นเสียง เมื่อเดินต่อไปอีกไม่ไกลนัก เขาก็พบกับลำธารที่ไหลผ่านโขดหินจริงๆ ร่างเล็กไม่รีรอที่จะถอดถุงมือออก แล้ววักน้ำดื่มแก้กระหาย

ซีเรียสรีบเช็ดมือให้แห้งก่อนจะสวมถุงมือกลับตามเดิม กำลังคิดว่าจะเดินไปตามกระแสน้ำ แต่แล้วก็ต้องสะดุ้งเมื่อถูกโจมตีจากด้านหลัง “เฮ้ย!”

แรงผลักทำเอาเด็กชายแทบจะล้มทั้งยืน เขารีบหันขวับ เกือบจะคว้าก้อนหินใกล้มือขึ้นมาเป็นอาวุธ ถ้าใบหน้าจะไม่ถูกลิ้นเปียกๆ เลียเอาเสียก่อน พอลืมตามองถึงเห็นว่า ผู้โจมตีเป็นสุนัขตัวใหญ่ผอมโซ ขนยาวรุงรังสีดำของมันจับเป็นกระจุก แต่ดวงตากลับสุกใส แถมยังกระดิกหางอย่างร่าเริงเสียเต็มที่

“เฮ้ๆ ใจเย็นๆ” ซีเรียสยกมือขึ้นปรามมันก่อนจะลุกขึ้นนั่ง “แกมาจากไหนเนี่ย หลงทางเหมือนกันเหรอ?” เด็กชายลูบหัวเจ้าหมาตัวโตอย่างเอ็นดู เขาชอบสัตว์ทุกประเภทอยู่แล้ว ตรงข้ามกับมารดาและบรรดาญาติผู้หยิ่งผยองที่ไม่คิดจะเลี้ยงอะไรนอกจากนกฮูกสื่อสารกับงูพิษ

ยังไม่ทันที่จะได้ถามไถ่ต่อ เสียงแกรกกรากก็ดังขึ้นอีกครั้ง สุนัขที่อยู่ใกล้ส่งเสียงคำรามออกมาทันควัน ทำให้เด็กชายผมดำหันไปทางต้นเสียง แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง

ร่างผอมบางที่กำลังเดินออกมาจากพุ่มไม้หยุดชะงัก มือเล็กตวัดชายเสื้อเก่าขาดของตัวเองรวบเข้าหากันแน่นโดยอัตโนมัติ ใบหน้าเรียวขาวที่มีผมสีอ่อนตกลงมาระแก้มเบิกตากว้าง ก่อนจะกระพริบปริบ

ริมฝีปากบางเอ่ยถามเสียงเบาราวกับกระซิบ

“นายเป็นใคร?”

*~*~*~*~*~TBC*~*~*~*~*~


**Talk**


Acacha :

พอถึงวันคริสต์มาสก็หายหนาวพอดีเลยเนอะ วันก่อนยังอากาศเย็นนนอยู่เลยแท้ๆ แต่ก็ดีแล้ว ตอนเช้าๆ ค่อยสบายหน่อย ฟิคคราวนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเริ่มคิดคือใคร^^หลังจากจบเจ้ารี่ตัวกวน2.1 ท่าทางโอคุงจะอยากเขียนซิริลูขึ้นมาเลย เพราะงั้นฟิคคริสต์มาสปีนี้ก็เลยกลายเป็นของคู่นี้ไปเรียบร้อย

ฟิคซิริลูเรื่องแรกของร้านน้ำชาเลยนะเนี่ย หวังว่าจะชอบกันนะคะ ^^

((ขอที่จิ๊ดนึง คนแก่มันชอบบ่นเวลาพูดนอกเรื่องอ่ะ – ตอนนี้ชากำลังบ้าFull Metalแหละ(ล้าหลังคนอื่นอยู่10ปีแสง) เพื่อนเพิ่งเอามาให้ดู+ไปเช่าการ์ตูนมาอ่าน เลยนั่งดู งานการไม่ทำ 5555+))

NaO :

ในที่สุดก็แต่งซิริลูได้ซะที!!!!!! ที่จริงเคยคิดว่าเราไม่ค่อยถนัดคู่นี้ เพราะว่าฟิกของคู่นี้ที่คนอื่นแต่งกันก็มีแต่เลิศๆ ยอมรับว่ากลัวติดภาพ (พี่น้องคู่นี้ยิ่งได้รับอิทธิพลง่ายอยู่) พอดีวันก่อนไปสวนรถไฟ แล้วนึกมุขอะไรได้ เลยเกิดอยากจะแต่งซิริลูขึ้นมา คิดไปคิดมาไหงออกมาแนวมินิก็ไม่รู้

เรื่องนี้คงสั้นๆ สัก 2-3 ตอนจบแหละ ที่จริงอยากตอนเดียวจบ แต่พอเขียนพวกบ้านสลิธิรินรุ่นพ่อตอนเด็กแล้วชักเมามัน ชอบเบลลาจอมโหด (เพิ่งเช็คจาก HP Lexicon เจ๊แกแก่ว่าคุณซีตั้ง 10 ปีแน่ะ แก่กว่าลูเซียส 4 ปี) นายเอกเลยมาออกตอนท้ายซะงั้น แหะแหะแหะ แต่ตอนหน้าลูลูมีบทแน่ๆ แล้วครับ

โปรดติดตามตอนต่อไป...




Create Date : 12 มิถุนายน 2550
Last Update : 12 มิถุนายน 2550 11:56:31 น.
Counter : 612 Pageviews.

0 comment

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]