Epiloque
เท้าคู่หนึ่งก้าวย่ำลงบนกองเศษใบไม้แห้งกรอบ ร่างบางเดินตัดผ่านลานโล่งกว้างก่อนจะหยุดลง ณ จุดจุดหนึ่ง หน้าแผ่นหินสีเทา ลายสลักบนเนื้อหินดูจะเลือนรางไปเล็กน้อย

เจมส์ พอตเตอร์
1959-1981
สามี บิดา และสหายผู้เป็นที่รัก


“คนโกหก”

เสียงใสพึมพำเบาๆ ก้มหน้าลงมองแผ่นหินนั้นราวกับจะตัดพ้อ “คุณบอกว่าคุณจะกลับมาหาผม...แต่คุณก็ไม่กลับ”
ร่างบางสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อ ลมเย็นพัดมาอีกครั้ง แต่คนที่จะให้ความอบอุ่นได้นั้นไม่อยู่ตรงนี้อีกแล้ว

...เหลือเพียงแค่ความฝันเลือนราง

“ผมยังไม่ได้เอ่ยลาคุณเลยสินะ...”

หยาดน้ำใสเอ่อคลอก่อนจะค่อยๆ หยดลงผิวแก้ม แต่คนตรงหน้าก็ยังยืนนิ่งปล่อยให้มันให้มันไหลล้นออกมา
...เป็นความฝันสวยงาม ที่เขาจะไม่มีวันลืม

“ลาก่อน เจมส์”

เสียงกระซิบค่อยๆ แผ่วเบาหายไปพร้อมกับสายลม เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นอยู่ชั่วครู่ เสียงแกรกกรากดังขึ้นเบาๆ ทำให้รู้ว่ากำลังมีคนเดินมาทางนี้ ร่างบางจึงทำท่าจะหมุนตัวกลับหลบไปเสียก่อน

....แต่เมื่อหันไป เขาก็ประจันหน้ากับคนที่เดินมาจากด้านหลัง แล้วดวงตาสีฟ้าก็ต้องเบิกกว้าง

ใบหน้าเรียวยาวสีน้ำตาลอ่อนที่เคยยิ้มให้เขา เส้นผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงที่คุ้นเคย ร่างสูงที่ดูอบอุ่นราวกับอาบด้วยแสงนั่น

...ราวกับรูปเงาที่มีชีวิต

“มัลฟอย?”ดวงตาสีมรกตมองใบหน้าเปื้อนน้ำตาของเขาอย่างตกตะลึง เอ่ยปากออกมาแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่เดรโกกลับรู้สึกว่า เขาได้ยินเสียงทุ้มเอ่ยชัดเจนดังแว่วมาอีกครั้ง

ฉันจะกลับมา...ฉันสัญญา...


-----------------The End----------------




Author’s Talk

“นี่ๆ อยากแต่งฟิกเจมส์/เดร ล่ะ”

“อือ ก็แต่งสิ...เอ๊ะ คู่ไหนนะ?

บทสนทนาเมื่อครู่เกิดขึ้นบ่อยมาตั้งแต่คิดว่าจะแต่งฟิกเรื่องนี้ (ตามมาด้วยประโยคคำถามว่า “แล้วมันไปเจอกันได้ยังไง?”) เป็นพล็อตที่วางไว้คร่าวๆ ยังไม่ได้จับมาทำเสียที จนพอต้องเขียนลงรวมเล่มไห 2 เล่มนี้ นั่งนึกคู่ประหลาดเท่าไหร่ก็ไม่โดน ไปบ่นกับผู้จัดการทีม (ต้อยติ่ง) ท่านต้อยก็เลยบอกว่า “ท่านก็เขียนเจมส์ / เดรที่บอกไว้สิ”

ก็อยากเขียนอยู่หรอก แต่ติดอยู่ว่า ที่กะเอาไว้มันไม่ใช่แบบตอนเดียวจบน่ะสิ ท่าน มันจะยาวเจื้อยกินพื้นที่มากๆ ท่านต้อยก็ยังไฟเขียวให้เขียน เอาก็เอาฟะ ก็มาพยายาม ตัดพยายามลด ลองใช้สไตล์แบบนี้แล้วเขียนได้กระชับกว่าเดิมนิดหน่อย (รึเปล่า?)

งานนี้ก็โต้รุ่งอีกแล้ว- - ตอนที่เขียนอยู่นี่ เกือบจะตี 5 แล้วครับ ปั่นๆๆ เพราะเขารองานเราอยู่คนเดียว ฮือ ขออภัย

พูดถึงตัวละคร เบต้าหลายคนลงความเห็นตรงกันว่า หนูเดรดูเด็ก + ว่าง่ายผิดปกติ อืม...ที่จริงตั้งใจให้เป็นแบบนั้นนะ แบบว่าอยากให้เดรโกดูแพ้ทางคนอายุมากกว่า (ที่แท้ป๋าเจมส์หลอกเด็กสินะ) แต่พออ่านๆ ไปแล้ว ได้ข้อสรุปว่า

“นี่มันชู้ทางใจชัดๆ!”[O[]O]

เอาน่าๆ คนกำลังจิตใจอ่อนแอ ก็เลยอ่อนไหวง่ายไงคะ

NaO

29th April 2006
04:50




Create Date : 11 สิงหาคม 2549
Last Update : 11 สิงหาคม 2549 15:51:41 น.
Counter : 353 Pageviews.

0 comment
Part 4
“เก็บข้าวของเสร็จหมดหรือยัง”

เสียงทุ้มเอ่ยถามกับเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียง เดรโกพยักหน้า “อืม...เกือบหมดแล้ว”

คนตัวเล็กก้มหน้าก้มตาอยู่กับกระเป๋าเดินทางเพื่อซ่อนสีหน้าของตน แต่อีกฝ่ายกลับตีอารมณ์ของเขาผิดไปอีกทาง ร่างสูงรูดซิบกระเป๋าของตนแล้วเดินเข้ามาใกล้ มือใหญ่วางลงบนศีรษะที่ปกคลุมด้วยผมสีบลอนด์พลางเอ่ยปลอบ

“เอาน่า บ้านซิเรียสก็น่าอยู่พอๆ กับที่นี่นั่นแหละ แถมยังมีรีมัสอยู่ด้วยอีกคน รายนั้นทำอาหารอร่อยนะ นายไปรออยู่ที่นั่น ขี้คร้านจะติดใจ ไม่ยอมกลับบ้านด้วยซ้ำละมั้ง”

เจมส์พยายามหลอกล่อด้วยน้ำเสียงกึ่งล้อ แต่คนฟังเพียงแต่เบี่ยงศีรษะหลบ “ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยนี่นา” ร่างบางเสลุกขึ้นยืนพลางยกกระเป๋าของตนขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “แล้วคุณจะกลับบ้านทันทีเลยหรือ?”

ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนพยักหน้า “อือ คงต้องเป็นอย่างนั้น ฉันจะแวะส่งเธอที่กระทรวงก่อน รอให้ซิเรียสมารับ แล้วค่อยใช้เครือข่ายผงฟลูน่ะ” พูดจบร่างสูงก็หันกลับไปสนใจกับเอกสารที่ต้องผนึกซองส่งเป็นซองสุดท้าย จึงไม่ทันสังเกตเห็นดวงตาสีฟ้าที่หม่นลงไปเพียงชั่วแวบนั้น

“เอาล่ะ ไปกันเถอะ” ชายหนุ่มหันกลับมาเอ่ยเรียก

“อืม...” เดรโกรับคำเบาๆ เขาหิ้วกระเป๋าก้าวตามอีกฝ่ายออกไปจากห้องอย่างเงียบๆ

...ถีงเวลาต้องเอ่ยคำลาแล้ว
...............................................................................................................................

ทั้งสองเดินเคียงกันมาตามถนนสายใหญ่ ต้นไม้สองข้างทางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม บ่งบอกถึงฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง ลมเย็นแห้งต้นฤดูพัดโบกมาจนร่างบางต้องกระชับเสื้อคลุมแน่นเข้า

“เข้าเดือนตุลาแล้วสินะ...” คนที่เดินอยู่ข้างๆ รำพึงเบาๆ แล้วก็นิ่งไปชั่วครู่ “ที่จริงนายไปอยู่กับซิเรียสน่ะดีแล้วล่ะ ฉันกำลังตกเป็นเป้าของพวกฝ่ายโน้น นายอยู่ข้างๆ เดี๋ยวจะพลอยลำบากไปด้วย”

เดรโกฟังคำอธิบายนั้นเงียบๆ เขาก้าวตามไปข้างๆ ร่างสูง โดยไม่ยอมพูดอะไร อีกฝ่ายจึงระบายลมหายใจออกมาเบาๆ อย่างจนปัญญา

“นี่ ตกลงฉันไปทำอะไรให้นายโกรธหรือเปล่าฮึ เจ้าหนู” เจมส์เอ่ยถามอย่างฉงน

ใบหน้าเรียวสวยส่ายไปมาช้าๆ ดวงตาสีฟ้าก้มลงมองมือเรียวยาวของคนที่อยู่ข้างตัวอย่างชั่งใจ ลมหนาวพัดเข้ามาวูบหนึ่ง

...แล้วมือเล็กเย็นเฉียบก็เอื้อมไปจับมือนั้น

ใบหน้าเนียนเอนซบกับไหล่กว้าง พึมพำเสียงแผ่วโดยไม่ยอมสบสายตา “ขอผมอยู่อย่างนี้...จนไปถึงได้ไหม?”

คนตัวสูงกว่าดูเหมือนจะสะดุด ใบหน้าสีน้ำตาลนิ่งไปนิดหนึ่งก่อนจะคลี่ยิ้มที่แปลความหมายไม่ได้ แล้วแขนยาวก็เลื่อนมาโอบรอบบ่าของร่างเล็ก ดึงให้เข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิด ก่อนจะสอดมือกลับเข้าไปกุมมือเล็กไว้อีกครั้ง

เสียงทุ้มกระซิบตอบเบาๆ “ทำไมจะไม่ได้ล่ะ...แค่นี้เอง...ไม่หนาวแล้วใช่ไหม?”

เดรโกพยักหน้า แล้วปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นคนจูงเขาเดินไปแบบนั้น

...เพียงแค่เสี้ยวนาที...ให้พื้นที่ตรงนี้เป็นของเขา...

...ขอความอบอุ่น...เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะต้องกลับไปสู่ที่ที่แสนเหน็บหนาวอีกครั้ง

...............................................................................................................................

“โอ้โห นี่เหรอ เด็กที่ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ฝากนายดูแล”

“ว๊า เดี๋ยวจะไปอยู่บ้านซิเรียสแล้วเหรอ? สนใจเที่ยวลอนดอนอีกสัก 2-3 วันไหมครับ?”

“เฮ้ย อย่าเพิ่งแย่งชวนสิวะ”

บรรดามือปราบมารหนุ่มในกระทรวงเวทนต์ส่งเสียงกันเซ็งแซ่ ตั้งแต่ตอนที่เจมส์พาร่างบางเข้ามาภายในห้อง ส่วนใหญ่จะให้ความสนใจกันออกนอกหน้า วุ่นวายไปหมดจนชายหนุ่มผมดำต้องรีบโบกไม้โบกมือไล่

“เฮ้ย พวกนายจะยุ่งอะไรกับเด็กมันวะ กลัวแฟนๆ ที่ไปจีบไว้จะไม่เข้าใจผิดหรือไง เดี๋ยวฉันไปรายงานให้ก็ได้นา”

พอถูกขู่เข้ามุขนี้ก็พากันถอยทัพ “โห่ ไม่ยุ่งก็ได้วะ ไอ้งก” มีเสียงส่งท้ายที่ทำให้คนฟังแทบแยกเขี้ยว ก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแล้วก้มลงบอกเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่

“ช่วงเครียดๆ พวกนั้นก็ล้อเล่นกันแบบนี้แหละ นายอย่าไปถือสาเลยนะ”

ใบหน้าเรียวส่ายไปมา “ผมไม่คิดอะไรหรอก...ว่าแต่...”

ตูม!!!!

ยังไม่ทันจบประโยค เตาผิงในห้องนั้นก็ระเบิดออก พร้อมกับเสียงกรีดร้องลั่นจนทุกคนสะดุ้ง ร่างของใครหลายคนรีบก้าวผ่านกลุ่นควันสีเขียวเข้ามา แล้วความโกลาหลก็เกิดขึ้นทันที

“เอาออกไปเร็ว!”

“เฮ้ย! ใครน่ะ! โดนอะไรมา!”

“พวกลองบอตทอม โดนเล่นงาน...คาถาโทษผิดสถานเดียว”

“บ้าชิบ พวกมันเล่นทั้งบ้านเลยเหรอเนี่ย!”


ระหว่างนั้นเสียงกรีดร้องยังคงดังก้อง เป็นเสียงที่ทำให้คนฟังเยือกไปทั้งสันหลัง เดรโกเองก็ผุดลุกขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้างตกตะลึงกับภาพที่เห็น ชายหญิงคู่หนึ่งพลิกตัวไปมาอย่างทุรนทุราย มือหงิกงอ น้ำลายฟูมปากที่อ้ากว้าง ดวงตาเหลือกค้างอย่างทรมาน

“เจ้าหนู! อย่าดู!” ร่างสูงรีบก้าวเข้ามาหา มือใหญ่ยกขึ้นปิดตาของอีกฝ่ายแล้วตะโกนบอกพรรคพวกในห้อง “รีบส่งเซนต์มังโก! เร็ว!” เจ้าหน้าที่ที่เหลือรีบวิ่งเข้าไป พยายามช่วยกันลำเลียงร่างสองร่างที่ดิ้นพราดๆ อยู่กับพื้นขึ้นมา

เสียงเตาผิงระเบิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้คนที่ก้าวออกมาเป็นชายหนุ่มร่างสูงผมดำ “เจมส์! แฟรงค์กับอลิซ..!”

ซิเรียส แบล็กเข้ามาหาเพื่อนสนิทด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พวกผู้เสพความตาย! ไอ้เวรบาร์ตี้ เคราซ์ จูเนียร์! ฉันจะลากมันออกมาจากใต้ปีกพ่อมันให้ได้!” ชายหนุ่มสบถอย่างเจ็บใจ ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยเสียงร้อนรน

“สายรายงานมาแล้ว พวกนายคือรายต่อไป เจมส์! นายรีบกลับไปหาลิลี่กับลูกเถอะ ที่นี่ฉันจัดการเอง”

มือเรียวยาวชี้ไปที่กรอบรูปภาพบนเตาผิง

“ฉันให้ติดกุญแจนำทางไว้แล้ว นายจะได้รีบไป อยู่นานกว่านี้ไม่ได้แล้ว พวกมันกำลังเริ่มตามหาพวกนาย”

ชายหนุ่มรับคำเร็วๆ เช่นกัน “อือ ขอบใจมาก” เขาตบบ่าซิเรียสหนักๆ แล้วก้มลงพูดกับคนตัวเล็กที่ยังอยู่ในอ้อมแขน พยายามอธิบายอย่างรวบรัด “เจ้าหนู ฉันต้องไปแล้ว นายอยู่กับซิเรียสนะ ไม่ต้องตกใจ นายจะปลอดภัย”

เจมส์บีบแขนเล็กเบาๆ เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงหน้าซีดเผือด “นายโอเคใช่ไหม?”

เดรโกไม่ตอบ เพราะเขากำลังงุนงงกับภาพเมื่อครู่ ความทรงจำลางเลือนที่เคยรู้ไหลเข้ามา ชื่อพวกนั้น...

ลองบอตท่อม?...ลองบอตท่อมแล้วก็พอตเตอร์? โดนเล่นงานต่อๆ กัน...

เดือนนี้...เดือนตุลาคม ปี 1981...

ช่วงเวลานี้มัน...

“ไม่!” มือเรียวผวาคว้าข้อมือคนที่กำลังทำท่าจะผละไป เด็กหนุ่มพูดเสียงละล่ำละลัก “ผมไม่ให้คุณไป! คุณไปไม่ได้! ไปไม่ได้นะ!”

ใบหน้าของชายหนุ่มตกตะลึงกับท่าทางที่เปลี่ยนแปลงกะทันหันของอีกฝ่าย แต่เสียงกรีดร้องที่ยังดังลั่นแว่วมาทำให้นึกถึงหน้าที่ที่สำคัญกว่า “เจ้าหนู ฉันเข้าใจว่านายใจเสีย แต่ฉันต้องไปจริงๆ” เขาพยายามปลดมือที่ยึดตนเองไว้ออก แต่ร่างเล็กนั้นกลับแข็งแรงอย่างไม่น่าเชื่อ สุดท้ายก็เลยต้องพยายามหลอกล่อ

“ฉันไปดูแค่เดี๋ยวเดียว เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว ไม่เป็นไรนะ”

“ไม่! เจมส์! คุณไม่เข้าใจ คุณไปไม่ได้” เดรโกส่ายหน้า ใช้แขนทั้งสองข้างดึงร่างสูงไว้ พูดด้วยเสียงรัวเร็ว “ถ้าไปคุณจะตายนะ!”

เขาหลุดตะโกนออกมา แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะเข้าใจว่ามันเป็นแค่การขู่ เจมส์เห็นว่าตนเองคนเดียวคงเอาไม่อยู่แน่จึงรีบบอกเพื่อนสนิทที่อยู่อีกด้าน “ซิเรียส ช่วยดึงที!”

คนฟังรีบเข้ามาช่วยแกะร่างบางออกไป เดรโกทั้งเตะทั้งถีบแต่ก็ดูเหมือนจะไม่สะเทือนมือปราบมารหนุ่มอีกคนที่ยึดเขาไว้ “ปล่อยผม!” เสียงใสกรีดร้องลั่น น้ำตาไหลพรากออกมาพร้อมกับความรู้สึกที่ทนเก็บไว้ ใบหน้าสวยสะอื้นฮัก

“เจมส์! อย่าไป! ได้โปรด!”

ที่นี่ไม่ต้องมีผมก็ได้ ขอเพียงคุณอยู่...เพียงแต่คุณเท่านั้น...

ชายหนุ่มผมดำหลุดจากการเกาะกุมได้ในที่สุด เขาเองก็หอบหายใจหนัก ดวงตาสีน้ำตาลมองอีกฝ่ายอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนที่มือเรียวยาวจะจับแก้มเนียนใสเปรอะน้ำตาไว้ ยื่นหน้ามาจนชิด

“เดรโก...ฉันไปแค่เดี๋ยวเดียวจริงๆ”เสียงทุ้มเอ่ยปลอบ แต่คนตัวเล็กส่ายหน้าเร็วๆ พร้อมกับสะอึกสะอื้น

“ไม่! คุณจะไม่ได้กลับมา...ไม่กลับมาหาผม..อีก..”

ใบหน้าสีน้ำตาลคลี่ยิ้ม เขาแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเนียนแผ่วเบา ตอบเสียงหนักแน่น

“ฉันจะกลับมา ฉันสัญญา”

คราวนี้ร่างสูงลุกขึ้นยืนแล้วเดินตรงไปยังกรอบภาพบนเตาผิงโดยไม่สนใจเสียงตะโกนของเด็กหนุ่มอีก

“ไม่! เจมส์ อย่า!”

ดวงตาสีฟ้าเบิกค้างเมื่อเห็นร่างนั้นถูกดูดวูบหายไป ก่อนที่สติเขาจะดับวูบ

อย่าไป...ได้โปรด..
...............................................................................................................................

“เดรโก...เธอพร้อมจะกลับบ้านหรือยัง?”

“ครับ...ผมพร้อมแล้ว”
...............................................................................................................................



Create Date : 11 สิงหาคม 2549
Last Update : 11 สิงหาคม 2549 15:48:28 น.
Counter : 313 Pageviews.

0 comment
Part 3

“แผ่นนี้ใช่หรือเปล่า?”

เสียงใสถามพร้อมกับที่มือเรียวยื่นกระดาษเหลืองกรอบแผ่นหนึ่งให้ร่างสูงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ฝ่ายนั้นรับไปกวาดสายตาดูแล้วก็พยักหน้า “อือ เอาเรื่องนี้แหละ นายแยกออกมาให้หมดเลยนะ”

เดรโก มัลฟอยมองคนที่สั่งเสร็จก็ขะมักเขม้นกับงานของตนต่อ ใบหน้าเรียวสวยก้มลงมองกองเอกสารตั้งสูงสองกองตรงหน้าแล้วก็แกล้งถอนใจเฮือกใหญ่ให้อีกฝ่ายได้ยิน ซึ่งก็ได้ผล ชายหนุ่มผมดำเงยหน้าขึ้นมาทันที

“เบื่อหรือ?” ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนเอ่ยถามยิ้มๆ พอเห็นคนที่ต้องตอบก้มหน้าก้มตาไม่พูดอะไร เขาก็ยืดตัวไปข้างหน้านิดหนึ่ง แกล้งพูดชวน “เอาน่า...เดี๋ยวเสร็จงานแล้วจะพาไปกินขนมไง”

ท่าทางปฏิบัติราวกับล้อเด็กเล็กนั้นทำให้ใบหน้าสวยเงยขึ้นตอบเสียงห้วน “ผมไม่ใช่เด็กนะ จะได้เอาขนมมาล่อ!”

คนชวนเลิกคิ้วนิดหนึ่งเป็นเชิงว่ารับรู้ แต่ก็ถามต่อ “แล้วจะไปไหม? ”

“ไป!” เดรโกกระแทกเสียงแล้วยื่นกระดาษอีกแผ่นหนึ่งมาให้ มือเรียวยาวรับไปวางแล้วก็เอื้อมมาดึงแก้มนิ่มอย่างมันเขี้ยว คนที่หงุดหงิดอยู่แล้วยิ่งฮึดฮัด นี่มันชักจะเกินไปแล้วนะ!

ใบหน้าเนียนเบี่ยงหลบเป็นพัลวัน พอหนีไม่พ้นก็ตวาดเสียงลั่น “โอ๊ย! เลิกแกล้งผมซะที ทำงานคุณไปสิ!”

พอได้แกล้งเด็กจนพอใจแล้ว เจมส์ก็ละมือกลับไปนั่งหัวเราะหึหึ นกฮูกสื่อสารบินหวือเข้ามาส่งจดหมายให้พอดี ร่างสูงลุกไปรับ เด็กหนุ่มผมบลอนด์เลยได้จังหวะรีบเดินหนีเข้าห้องน้ำ

มือเรียววักน้ำเย็นๆ มาถูแก้มไปบ่นงึมงำไป ดวงตาสีฟ้าจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในกระจกแล้วก็ต้องขมวดคิ้ว ดีนะที่ฝ่ายนั้นไม่ทันสังเกตสีหน้าเขา ก็ตอนนี้แก้มขาวมันซับสีชมพูไปหมดแล้ว

แวบคิดถึงเมื่อหลายคืนก่อน คืนนั้นอีกฝ่ายกอดเขาไว้ในอ้อมแขน ปล่อยให้สะอื้นอยู่นานจนหลับไปเอง แล้ววันต่อมาก็ไม่เอ่ยถึงถามอะไรทั้งสิ้น เป็นที่สะดวกใจกันทั้งสองฝ่าย

...แต่ไม่รู้ทำไม หลังจากวันนั้นพอถูกมือเรียวยาวนั่นสัมผัส ความอบอุ่นที่ไม่คุ้นเคยก็แล่นวาบจนทำให้รู้สึกแปลกๆ จนต้องหลบสายตาคมนั่นทุกครั้ง นี่เขาเป็นอะไรไปกันแน่

เดรโกเช็ดหน้ากับผ้าผืนนุ่มอย่างหงุดหงิด แล้วเดินออกจากห้องน้ำไป

บางครั้ง..ในยามที่อ้างว้าง ความรู้สึกบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นได้ง่ายดายเหลือเกิน

..........................................................................


คนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องน้ำเลิกคิ้วเมื่อเห็นสีหน้าของร่างสูงที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ ฝ่ายนั้นกำลังยิ้มบ้าง กลั้นหัวเราะบ้างกับกองกระดาษตรงหน้า เด็กหนุ่มทรุดนั่งพร้อมกับแอบเหลือบมองอย่างสนอกสนใจ แต่ไม่อยากเอ่ยถามให้เสียฟอร์ม

ดูเหมือนเดรโกจะไม่ต้องเสียเวลาแอบดูอยู่นานนัก เพราะพอคนที่นั่งอยู่เห็นเขา มือเรียวยาวก็รีบยืนกระดาษในมือมาให้ “ดูสิ น่ารักไหม?” เสียงถามอย่างกระตือรือร้น

“หือ?” ดวงตาสีฟ้ามองของที่ถูกยืนมาตรงหน้า

มันเป็นภาพขนาดโปสการ์ดของทารกตัวเล็กในชุดหมีสีฟ้าอ่อน ร่างกลมป้อมกำลังยิ้มร่าคลานเปะปะไปบนพื้น ก็ดูตลกปนกับน่าเอ็นดูดีอยู่ แต่ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นตรงไหน ใบหน้าสวยถอนสายตาออกมา “ก็น่ารักดี เด็กที่ไหนน่ะ?”

คนถูกถามคลี่ยิ้มภูมิใจ “แฮร์รี่ ลูกชายฉันเอง”

เอ๊ะ คราวนี้เดรโกชะงัก รีบเงยหน้าขึ้นมองดูซ้ำ เพิ่งสังเกตว่าเจ้าหนูในภาพมีผมสีดำยุ่งๆ เหมือนกับคนตรงหน้า แถมดวงตาแวววาวนั่นยังเป็นสีมรกต “นี่...แฮร์รี่ พอตเตอร์?” ภาพคู่อริอันดับหนึ่งกลายเป็นเด็กตัวกระเปี๊ยกให้ความรู้สึกแปลกๆ แต่ฝั่งบิดาของเด็กชายจะมัวแต่เห่อลูกจนไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าเขา

“ใช่แล้ว หนึ่งเดียวคนนั้นคือเขาล่ะ” เสียงทุ้มพูดกลั้วหัวเราะ

พอเห็นอีกฝ่ายสนใจ ร่างสูงก็เลยรีบยื่นภาพอื่นๆ มาให้ดูหมดทั้งปึก เดรโกจะไม่รับก็ไม่ได้ ร่างบางหยิบภาพพวกนั้นขึ้นมาพลิกดูทีละใบทีละใบ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพของเด็กชายผมดำในห้องนั่งเล่นของกระท่อมแบบมักเกิ้ลหลังเล็กๆ จนมาถึงภาพสุดท้าย หญิงสาวผมสีแดงนัยน์ตาสีมรกต กำลังอุ้มเด็กชายคนเดิมหันหน้าเข้าหากล้อง ใบหน้าสวยนั้นส่งรอยยิ้มอบอุ่นมาให้

เดรโกนิ่งมองภาพนั้นอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงเอ่ยถามออกมา “นี่ภรรยาคุณ?”

ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง ยื่นมือมารับกองภาพที่อีกฝ่ายส่งคืนมา

“ใช่ เธอชื่อลิลี่ อายุเท่าฉัน เรียนฮอกวอตต์ปีเดียวกันมาน่ะ ไว้วันหลังจะพาไปแนะนำนะ”

“อือ” คนตัวเล็กพยักหน้านิดๆ เสถามขึ้นมา “แล้วทำไมคุณไม่กลับไปอยู่กับที่บ้านล่ะ มามัวค้างโรงแรมแบบนี้ทำไม?” นั่นสิ ภรรยาสวย ลูกชายน่าเอ็นดู ไม่ว่าใครก็ต้องอยากกลับไปหาทั้งนั้น

ใบหน้าคมเคร่งขรึมลงเล็กน้อย “พอดีมีเรื่องนิดหน่อย...ฉันกลับบ้านบ่อยไม่ได้...เพราะมันจะเป็นที่สังเกต” เจมส์ถอนหายใจเบาๆ ท่าทางห่วงกังวลจนเห็นได้ชัด “เสร็จงานคราวนี้ฉันคงลาพักกลับไปอยู่บ้านยาวเลย ตอนนั้นศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์คงหาครอบครัวนายเจอแล้วแหละ”

เดรโกหลุบสายตาลง “ก็คงงั้น” อาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนอธิบายกับมือปราบมารหนุ่มว่า เด็กตรงหน้าพลัดหลงกับครอบครัว ดัมเบิลดอร์จึงรับปากว่าจะช่วยตามหาญาติให้

ชายหนุ่มผมดำว่าต่อด้วยสีหน้าสดใสขึ้น “ไว้สงครามเสร็จ หมดเรื่องกับฝ่ายมืด ฉันจะชวนนายไปเที่ยวที่บ้านนะ แฮร์รี่ต้องชอบนายแน่ๆ” ร่างสูงลุกจากโต๊ะไปหยิบเสื้อคลุมพลางเรียก “เฮ้อ เหนื่อยแล้ว ออกไปหาอะไรกินกันเถอะ”

“ก็ดี” เด็กหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยเรียบๆ ขยับลุกตาม ใบหน้าเรียวอดเหลือบมองดูภาพครอบครัวของอีกฝ่ายอีกครั้งไม่ได้ รอยยิ้มอ่อนหวานของคนหนึ่ง กับใบหน้าร่าเริงของอีกคนหนึ่ง ทำให้รู้สึกโหวงในอกอย่างประหลาด

...ดูเป็นครอบครัวที่อบอุ่น มีความสุข และได้รับความรักมากมายเหลือเกิน...

..........................................................................


“ยังไม่อิ่มใช่ไหม? เดี๋ยวจะพาไปกินขนมนะ”

“นี่คุณ เลิกล้อว่าผมเป็นเด็กเสียทีได้ไหม ผมโตแล้วนะ”

เสียงสนทนาปนกับปะทะคารมเล็กๆ ดังแว่วจากสองร่างที่กำลังเดินไปตามถนนในตรอกไดอะกอน วันนี้ผู้คนค่อนข้างหนาตามากกว่าปกติ อาจจะเพราะเป็นวันอาทิตย์ที่คนออกมาจับจ่ายซื้อของกันก็ได้ คนตัวเล็กกว่ายื่นซองสีน้ำตาลไปให้อีกฝ่าย “เอ้า เอกสารของคุณก็เอาไปถือเองสิ เดี๋ยวผมไปลืมวางทิ้งไว้ที่ไหนจะลำบาก”

“โอเค” ชายหนุ่มผมดำตอบ แกล้งขยี้ผมสีบลอนด์เป็นเชิงขอบใจ หัวเราะกับท่าทางฮึดฮัดตอบกลับนั้น แล้วจึงหันหน้ากลับมามองทางเดินพร้อมกับวางแผน “รีบกลับไปจัดการให้เสร็จละกัน คืนนี้จะได้เข้านอนกันแต่หัวค...”

เสียงทุ้มขาดหายไปเมื่อเจ้าของชะงักกึก

“อ้าว คุณ เป็นอะไรไป ทำไมไม่พูดต่อล่ะ?” เดรโกถามอย่างสงสัย แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่นิ่งตะลึง ดวงตาสีน้ำตาลเข้มยังคงมองตรงไปข้างหน้า จนเด็กหนุ่มต้องมองตาม

ตรงนั้น ท่ามกลางฝูงชนที่อยู่ในตรอกแคบๆ ร่างโปร่งบางในชุดเสื้อคลุมสีดำสนิทกำลังแทรกอยู่ระหว่างผู้คน ใบหน้าขาวเย็นชากับเรือนผมสีดำนั้นดูโดดเด่น โดยเฉพาะกับสายตาของคนที่คุ้นเคย

“ศาสตราจารย์สเนป...”

“เซเวอรัส...”

เสียงใสงึมงำแผ่วพร้อมกับคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ดูเหมือนคนถูกเรียกจะหันมาสังเกตเห็นพวกเขาพอดี ดวงตาสีดำเบิกกว้างเหมือนจะตกตะลึง ก่อนที่ร่างนั้นวูบหลบหายเข้าไปในฝูงชนอีกครั้ง

“เดี๋ยว เซเวอรัส!” ร่างสูงตะโกนพร้อมกับออกวิ่งตามไปทันทีโดยไม่สนใจเด็กหนุ่มที่ยืนตกตะลึงอยู่ที่เดิม

ในวินาทีนั้น เดรโกแว่บเห็นสีหน้าร้อนรนของคนที่ผละไปได้ชัดเจน ดวงตาสีฟ้ามองตามแผ่นหลังกว้างไปด้วยความงุนงงปนตกใจ

สีหน้าแบบนั้น....มันหมายความว่ายังไง?

..........................................................................


สุดท้ายเดรโกก็ต้องกลับมาโรงแรมเอง เขารออยู่จนค่ำอีกฝ่ายก็ยังไม่มา เด็กหนุ่มผมบลอนด์จึงต้องลงมือทานอาหารเย็นก่อน เขาฝืนกินไปได้นิดหน่อยก็ละจากโต๊ะ มาทรุดนั่งลงบนเตียงของตัวพลางครุ่นคิด

ภาพของผู้ดูแลเมื่อยามบ่ายยังติดอยู่ในความทรงจำ ใบหน้าสีน้ำตาลเผือดซีดลง ร่างสูงออกวิ่งตามโดยไม่ต้องคิด ราวกับเห็นของสำคัญกำลังจะหลุดลอยไป...

ยังไม่ทันได้นึกอะไรต่อ นกฮูกสีเทาตัวใหญ่ก็บินผ่านหน้าต่างเข้ามาร่อนจดหมายลงตรงหน้า มือเรียวรีบหยิบมาดู จดหมายมี 2 ซอง จ่าหน้าถึงเขากับใครอีกคนที่ยังไม่กลับ เด็กหนุ่มฉีกซองของตน แต่ประตูห้องถูกเปิดออกเสียก่อน

เจ้าของห้องอีกคนเดินเข้ามาอย่างอ่อนล้า ใบหน้าเรียวยาวเลิกคิ้วเมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มยังนั่งอยู่บนเตียง

“อ้าว ยังไม่นอนหรอกเหรอ?”

เดรโกส่ายหน้า “ผมยังไม่ง่วงน่ะ คุณทานข้าวมาหรือยัง? ให้ผมสั่งขึ้นมาให้ไหม?”

คนถูกถามฝืนคลี่ยิ้ม “ไม่ดีกว่า ฉันเหนื่อย...ว่าจะอาบน้ำแล้วนอนเลย” พูดแล้วร่างสูงก็หยิบข้าวของเดินเข้าห้องน้ำ ปล่อยให้เด็กหนุ่มมองตามอยู่ชั่วครู่ แล้วจึงเปิดจดหมายออกคลี่อ่าน

เดรโก,

ฉันยินดีมากที่จะแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ของเราคนหนึ่งสัมผัสถึงคลื่นพลังบิดเบี้ยวได้ มันกำลังจะเกิดขึ้น แต่เรายังไม่รู้เวลาแน่นอน ขอให้เธอเตรียมตัว ‘กลับบ้าน’ ให้พร้อม ผู้ดูแลของเธอเองก็คงจะต้องรีบกลับบ้านเช่นกัน สถานการณ์สงครามตอนนี้ไม่ดีนัก เรากังวลว่าเขาและครอบครัวจะตกเป็นเป้าหมาย

มันอาจจะฟังดูแปลกที่ฉันจะต้องฝากเธอช่วยเตือนเจมส์ เขาเป็นมือปราบมารที่สุขุมรอบคอบ แต่ฝ่ายนั้นอาจจะใช้ ‘จุดอ่อน’ ที่ไม่คาดคิดมาเล่นงานเขาได้ คงต้องรบกวนเธอด้วยนะ

,หวังว่าจะได้พบพวกเธอในเร็วๆ นี้

อ. ดัมเบิลดอร์


มือเรียวปิดจดหมายแล้วนั่งคิดอยู่พักหนึ่ง จนเมื่อร่างสูงออกมาจากห้องน้ำแล้วเอนหลังนอนด้วยท่าทางเหนื่อยอ่อนผสมกับเหม่อลอย เดรโกจึงค่อยเตือนว่าดัมเบิลดอร์ส่งจดหมายมา ฝ่ายนั้นพยักหน้ารับรู้ แล้วก็ปิดเปลือกตานอนหลับไปอย่างอ่อนเพลีย ไม่นานก็ได้ยินลมหายใจลึกสม่ำเสมอ

ร่างบางลุกขึ้นอย่างแผ่วเบา ก้าวไปที่เตียงข้างๆ แล้วก้มลงมองคนที่หลับสนิทไปอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเรียวยาวที่ร่าเริงอยู่เป็นนิจนั้นมีเค้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นแม้ยามหลับแสดงความกังวลฉายชัด ริมฝีปากบางขยับพึมพำเป็นชื่อของใครบางคน ใครที่เป็นเจ้าของดวงตาสีดำสนิทคู่นั้น

“จุดอ่อนของเขางั้นหรือ?”

เด็กหนุ่มรำพึงกับตัวเอง คงเป็นจุดอ่อนที่สำคัญมากสินะ ถึงได้รีบวิ่งตามออกไปโดยไม่สนใจอะไร แม้แต่คนที่ยืนเคียงข้าง แล้วยังทำให้ท่าทีที่มั่นคงกลับเปลี่ยนเป็นร้อนรน และวิตกได้ขนาดนี้

ใบหน้าขาวคลี่ยิ้มขื่น ส่งเสียงกระซิบแผ่วเบาไปยังคนที่ไม่อาจได้ยิน

“คุณแย่งทุกอย่างไปจากผมจริงๆ นะ ทั้งหน้าที่...โอกาส...ความสำเร็จ หรือแม้กระทั่ง...เขา”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์เดินกลับไปที่เตียงตนเอง เอนหลังลงนอนแล้วพยายามหลับบ้าง

ก็ดี...ความรู้สึกที่กำลังเริ่มต้นขึ้นในหัวใจตอนนี้มันควรจะรีบสลายหายไปได้แล้ว เขากำลังจะได้กลับ ‘บ้าน’ ที่ที่แม้จะแสนรังเกียจ แต่ก็ต้องกลับไป

...เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่สำหรับเขา ไม่มีพื้นที่ใด...แม้เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ที่เขาจะสามารถจับจองได้...

-----------------------------------------------------------


TBC~

Talks

หายไปหลายวัน กลับบ้านนอกมาเจ้าค่ะ เรื่องนี้ก็ดำเนินมาใกล้จะถึงตอนจบแล้วนะ (ตอนหน้าตอนจบครับ ซอรี่นะ วีว่าคุง แต่ว่าเราแต่งจบไว้แค่ 4 ตอนอ่ะ)

ตอนนี้มีเจ้ารี่ออกมานิดนึง พอดีกบที่ท่าน gigi เมนท์ไว้ในตอนที่แล้วเลย ที่จริงนึกฉากไว้ว่าเดรได้อุ้มแฮร์รี่เลยแหละ (แล้วก็โดนเด็กทารกลามกแอบแต๊ะอั๋ง) แต่ถ้าขืนเขียนมันคงจะยาวยืดต่อไปอีก (อารมณ์นั้น ตี 3 กว่าแล้ว ตัดอะไรได้ก็ต้องตัด แถมแค่นี้มันก็ยาวเกินโควต้าไปหลายยกแล้ว)

คิดถึงอารมร์น้องเดรแล้วก็น่าฉงฉานอยู่เหมือนกันนิ ทำไงได้ล่ะคะ ป๋าเค้ามีลูกมีเมีย แถมยังมีกิ๊กเก่าเป็นปัญหาคาหัวใจอยู่แบบนั้น หนูก็คงต้องเป็นชู้ทางใจแบบไม่ให้เขารู้ไปล่ะนะ เฮ้อ...




Create Date : 18 กรกฎาคม 2549
Last Update : 18 กรกฎาคม 2549 10:38:52 น.
Counter : 332 Pageviews.

0 comment
Part 2
“โห...”

เสียงหวานลากยาว ใบหน้าเรียวสวยโผล่ออกไปจากหน้าต่างบานสูง มีภาพลอนดอนเมื่อ 10 กว่าปีก่อนมาปรากฏต่อหน้า ใครบ้างจะไม่ทึ่ง ตึกรามบ้านช่องแบบโบราณยังไม่ถูกแทนที่ด้วยร้านมักเกิ้ลสมัยใหม่ ทำให้ดูไม่ขัดแย้งขัดแย้งกับสภาพภายในตรอกไดอะกอนอย่างที่เดรโกเคยสังเกตเห็นเมื่อตอนเข้ามาลอนดอนกับบิดามารดา แถมยังมีรถรางวิ่งให้บริการอยู่ด้วย

“เฮ้ย ใจเย็นๆ” มือใหญ่เอื้อมมือมาดึงฮู๊ดเสื้อคลุมของเขา เมื่อเห็นว่าร่างบางทำท่าจะยื่นหน้าออกนอกหน้าต่างมากเกินไป “เดี๋ยวก็ได้ตกลงไปหรอก ท่าทางนายจะไม่เคยเข้าเมืองล่ะสิเนี่ย”

เสียงพูดกลั้วหัวเราะทำให้เด็กหนุ่มผมบลอนด์หันกลับมาทันที นี่กำลังจะว่าเขาเป็นพวกบ้านนอกเข้ากรุงสินะ

“ผมแค่ไม่ได้มานานแล้วต่างหาก” เขาพูดเสียงห้วนๆ แต่ก็ยอมกลับมาทรุดนั่งบนม้านั่งในห้องโดยดี

ชายหนุ่มผมดำคลี่ยิ้มกับท่าทางนั้น ก่อนจะหันกลับไปส่งทิปให้หนุ่มใหญ่ผู้ควบตำแหน่งเจ้าของและพนักงานของร้านหม้อใบใหญ่รั่วที่ขนกระเป๋าเดินทางขึ้นมาให้ เด็กหนุ่มนั่งหน้าบึ้งอยู่ชั่วครู่ แล้วก็ลุกขึ้นไปจัดการช่วยอีกฝ่ายจัดข้าวของ

เหอะ ถึงจะไม่ค่อยชอบใจ ‘ผู้ดูแล’ ของตัวเองตอนนี้นัก แต่เขาก็มีมารยาทพอหรอกน่า

ร่างบางนั่งลงบนเตียง เปิดกระเป๋าแล้วรื้อเสื้อผ้าของตัวที่เพิ่งแวะซื้อก่อนจะเข้าเช็กอินไปพลาง พิจารณาห้องพักชั่วคราวไปพลาง ที่จริงเขาก็ไม่เคยเข้าพักที่ร้านหม้อใบใหญ่รั่วเลยสักครั้ง เพราะบิดามักจะรีบกลับบ้านเสียมากกว่าจะยอมอยู่ปะปนกับคนอื่น แต่ดูห้องหมายเลข 15 ที่เขาอยู่นั้นก็ค่อนข้างกว้าง มีห้องน้ำแยก พร้อมกับโต๊ะทำงานตัวใหญ่

...และเตียง 2 เตียง

ใบหน้าเรียวสวยขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก โอเค...ก็เข้าใจแหละว่าช่วงนี้ห้องพักมันเต็ม แต่เขาต้องมาอยู่ร่วมกับคนที่หน้าตาเหมือนคู่อาฆาตตลอด 24 ชั่วโมงเลยหรือนี่?

“ทำไมเพื่อนคุณไม่มาด้วย?” เดรโกเอ่ยถาม คิดถึงภาพซิเรียส แบล็กที่มาส่งทั้งสองที่สถานีรถไฟเมื่อเช้า


ดวงตาสีเทาเข้มนั้นมองพิจารณาเขาอยู่นาน ก่อนจะรำพึงกับเอง

“อืม...หน้าของนายดูๆ คุ้นๆ ชอบกลแฮะ เจ้าหนู”
ผู้ที่ความจริงมีศักดิ์เป็นลุงของเขาว่า แต่ด้วยนิสัยไม่คิดอะไรมาก ฝ่ายนั้นจึงยักไหล่
“ช่างเหอะ บ้านนั้นก็ไม่มีญาติสนิทเหลืออยู่มากนัก คงแค่บังเอิญละมั้ง”

“ซิเรียสต้องอยู่เก็บกวาดงานที่โน่น ฉันกลัวว่าธุระทางนี้จะไม่เสร็จ ก็เลยต้องรีบแยกกลับมาก่อน”

คนถูกถามเอ่ยตอบทั้งที่ยังไม่ละสายตาจากจดหมายในมือที่นกฮูกสื่อสารตัวเล็กเพิ่งเอาส่งให้

“อ๋อเหรอ” เดรโกพยักหน้ารับรู้ แล้วจากนั้นก็นั่งนิ่ง ดวงตาสีฟ้าแอบเหลือบมองคนที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ พอเห็นว่าฝ่ายนั้นยังขะมักเขม้นอยู่ เขาจึงหันกลับมานั่งกอดเข่าบนเตียงของตัว เหม่อมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง

อดห่วง ‘ทางโน้น’ ไม่ได้ ป่านนี้แม่กับป้าเบลล่าจะรู้หรือยังนะว่าเขาหายตัวไป แล้วยังเซเวอรัสกับพวกผู้เสพความตายคนอื่นๆ พวกนั้นอาจจะคิดว่าคิดว่าเขาหนีออกไปเพราะความอัปยศก็ได้ ส่วนที่โรงเรียนก็คงทำพิธีฝังศพดัมเบิลดอร์ไปแล้ว ตอนนั้นจะมีใครตายอีกหรือเปล่านะ?

คิดแล้วเด็กหนุ่มก็ซึมลง เขาเผลอถอนใจออกมาเบาๆ “เฮ้อ...”

ป๊อก! ม้วนกระดาษถูกเคาะลงบนศีรษะเล็ก ใบหน้าเรียวรีบเงยขึ้นมองผู้โจมตีที่เข้ามายืนใกล้ๆ ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

“ทำอะไรของคุณน่ะ!” เสียงใสตวัดห้วน แต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้าน ชายหนุ่มผมดำตอบหน้าเฉย

“ก็เรียกตั้งนานแล้วไม่ตอบเองนี่นา” มือใหญ่โยนเสื้อคลุมตัวใหม่ลงมาให้ “เอ้า ใส่ซะสิ จะได้ลงไปข้างล่าง”

คนที่ถูกสั่งยังงุนงงอยู่ “ลงไป? ลงไปไหน?”

ร่างสูงเดินไปหยิบเสื้อคลุมของตัวก่อนจะหันมา “พอดีมีของต้องไปหาซื้อแถวร้านตัวบรรจงและหยดหมึกน่ะ” ใบหน้าเรียวยาวเลิกคิ้วเอ่ยเร่ง “เอ้า จะไปหรือไม่ไป นายจะนอนอืดอยู่ที่นี่ก็ได้นะ เดี๋ยวจะให้ทอมเอาอาหารขึ้นมาให้”

ตอนแรกเดรโกย่นจมูกกับท่าทางน่าหมันไส้ของคนถาม แต่พอมาคิดๆ ดู ตรอกไดอะกอนสมัยที่เขายังเป็นเด็กไม่รู้ความก็น่าดูอยู่ไม่น้อย ร่างบางจึงรีบลุกจากเตียง ลืมความหม่นหมองไปชั่วครู่

“ไปสิ นี่ คุณจะรีบเดินไปไหนน่ะ รอด้วย”

แล้วขาเรียวก็ต้องรีบจ้ำตามคนที่ชิงเดินลิ่วๆ ออกจากห้องไปก่อน
.............................................................................

เดรโกสาวเท้าตามฝ่ายที่ออกเดินนำพลางพิจารณาร้านค้าที่อยู่สองฟากฝั่ง

ดูเหมือนเขาจะคาดผิดไปหน่อย บรรยากาศของตรอกไดอะกอนตอนนี้ไม่ชวนให้เดินจับจ่ายซื้อของอย่างเพลิดเพลินเลยแม้แต่นิด ร้านค้าหลายร้านปิดตัวเงียบเชียบ ที่เปิดอยู่ก็มีแต่สินค้าเก่าเก็บไม่น่าสนใจ ขนาดไอศกรีมของร้านไอศกรีมของฟลอเรียน ฟอร์เตสคิวยังรสชาติจืดชืดจนรู้สึกได้ ถึงอย่างนั้นเดรโกก็ยังจัดการซันเดย์รสครีมโซดาของตัวเองจนหมด ระหว่างที่รอ ‘ผู้ดูแล’ เข้าไปจัดการธุระในธนาคารกลิงกล็อต

ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองใบหน้าผู้คนที่เดินอยู่บนถนน จะว่าไป คนในนี้เองก็ไม่สดชื่นกระฉับกระเฉง พร้อมจะเรียกลูกค้าเหมือนอย่างในช่วงที่เขาเคยเข้ามา ต่างคนต่างเร่งรีบเดินทางไปยังจุดหมายด้วยสีหน้าเคร่งเครียดกึ่งวิตกกังวล แทบทุกคนมีความหวาดกลัวแฝงอยู่ในแววตา

“ช่วงสงครามก็แบบนี้แหละ”

เสียงทุ้มดังขึ้นเหนือศีรษะ เดรโกเงยขึ้นมองพร้อมกับย่นหน้าใส่รอยยิ้มของอีกฝ่าย จะมีก็แต่หมอนี่ละมั้งที่ยังดูสดชื่นเหมือนไม่กลัวอะไรอยู่ได้ “ผมรู้หรอกน่า” สภาพตรอกไดอะกอนในปัจจุบันก็คงไม่ต่างกันนักหรอก

ระหว่างที่ชายหนุ่มผมดำทรุดนั่งพร้อมกับหยิบเมนูมาเตรียมสั่งเครื่องดื่มให้ตัวเอง ใบหน้าเรียวก็เสเบือนไปอีกทาง แล้วก็ต้องชะงักกึก

ใครคนหนึ่งกำลังยืนอยู่ในฝูงชนบนถนนห่างออกไป ถึงจะมีผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ แต่เงาร่างที่แสนคุ้นตานั้นก็ยังโดดเด่น ร่างสูงสง่า เส้นผมสีบลอนด์ยาวเกือบถึงกลางหลัง และใบหน้าเรียวยาวค่อนข้างขาวที่คล้ายคลึงกับหน้าของเขา เพียงแต่ดูอ่อนวัยกว่าที่เคยเห็นเท่านั้น

“พ่อ...” เพียงเสี้ยววินาทีที่ดวงตาสีฟ้าเย็นชาสบตากับเขา แล้วก็หันกลับออกเดินไปอีกทาง

ร่างบางลุกพรวดจากโต๊ะ ออกวิ่งไปหาร่างนั้นโดยไม่ฟังเสียงเรียกของคนที่มาด้วย

“เฮ้ย นายจะไปไหนน่ะ! เดี๋ยว!”

เดรโกเร่งฝีเท้าเมื่อเห็นว่าร่างที่เขาวิ่งไปตามนั้นกำลังจะลับหายไปจากสายตา เด็กหนุ่มพยายามแทรกผ่านผู้คนบนถนน ใกล้อีกนิด...เกือบจะถึงแล้ว....

“เดี๋ยวก่อน! พ่อ! พ่อฮะ!”

มือเล็กคว้าเข้าที่แขนเสื้อคลุมสีดำสนิท เขาหายใจไม่ทันแทบไม่ทันจนต้องหอบฮั่กๆ กระนั้นใบหน้าเรียวก็ยังเงยขึ้นมองคนที่ตนเรียก แต่แล้วก็ต้องชะงักกับดวงตาสีฟ้าที่เย็นชาเหินห่าง

“ใคร?” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยถามอย่างไว้ตัว ผู้เป็นบิดามองเขาราวกับเป็นคนแปลกหน้า

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ละล่ำละลักตอบ “ผมไงฮะ พ่อ ผม..เดร...”

ยังไม่ทันจะพูดจบ เสียงทักจากใครอีกคนที่ยืนอยู่ข้างบิดาเขาก็ดังขึ้นเสียก่อน “โอ้ เนื้อหอมไม่เบานี่ ลูเซียส”

น้ำเสียงแหบพร่าติดจะกรรโชกนั้นยังชวนให้ขนลุกไม่เปลี่ยน ยิ่งเมื่อดวงตาสีแดงก่ำนั่นจ้องมองพิจารณาร่างบางนั้นขึ้นๆ ลงๆ ตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพึงพอใจ “เด็กที่ไหนล่ะ? วิ่งตามมาถึงนี่”

“ไม่รู้จัก” ชายหนุ่มผมบลอนด์เอ่ยตัดบท “ไปได้แล้ว เฟนเรีย เรามีงานต้องทำ” เขาว่าแล้วปัดมือเล็กที่ยังคงยึดชายเสื้อของตนไว้อย่างไม่แยเส แล้วออกเดินโดยไม่สนใจจะเหลียวกลับมามองแม้สักนิด

“เดี๋ยวฮะ พ่อ!” เดรโกทำท่าจะก้าวตามแต่แขนเขากลับถูกยึดไว้ด้วยอุ้งมือหยาบกร้าน

เฟนเรีย เกรย์แบ็กในวัยหนุ่มใหญ่ฉีกยิ้มกว้างด้วยท่าทีคึกคะนอง “อย่าไปสนเขาเลยน่า หนูน้อย หมอนั่นหยิ่งจะตาย...” ชายผอมสูงทำท่าดึงร่างเล็กให้เดินไปอีกทางพร้อมกับพยายามเกลี้ยกล่อม

“ถ้าเธออยากได้เพื่อนเล่น ไปกับฉันดีกว่า ฉันรู้จักที่ดีๆ นะ”

“ไม่! ผมไม่ไป ปล่อย!” เด็กหนุ่มพยายามจะสะบัดแขนให้หลุดจากการเกาะกุมเพื่อวิ่งตามร่างของผู้เป็นบิดา แต่มือแข็งกระด้างนั้นกลับบีบไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก คราวนี้ผู้รุกรานพูดอย่างหงุดหงิดปนเหยียดหยามเล็กน้อย

“อย่าเล่นตัวไปเลยน่า อุตส่าห์มาเสนอให้ถึงที่ก็ต้องสนองกันหน่อย ถึงจะไม่ใช่เจ้าซีดนั่น แต่เธอก็จะสนุกเหมือนกันนั่นแหล...โอ๊ะ!”

เสียงพูดเปลี่ยนเป็นคำอุทานเมื่อคาถาจากปลายไม้กายสิทธิ์พุ่งเข้าใส่ มนุษย์หมาป่าหนุ่มรีบละมือจาก ‘เหยื่อ’ เพื่อหยิบไม้กายสิทธิ์ของตนบ้าง

“อย่าแม้แต่จะคิดดีกว่า เกรย์แบ็ก”

เสียงทุ้มขู่เรียบๆ ก่อนที่ชายหนุ่มผมดำจะก้าวเข้ามาจากทิศทางตรงกันข้าม ร่างสูงจ้องเขม็งชี้ไม้กายสิทธิ์ตรงมา “เสียใจด้วยนะ วันนี้ไม่ใช่คืนจันทร์เพ็ญ เพราะงั้นคงไม่ต้องบอกว่าฝีมือของคุณกับผม ใครจะไวกว่ากัน”

ดวงตาสีน้ำตาลเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยืนหน้าซีดอยู่ “เจ้าหนู มานี่”

ร่างบางสะบัดหลุดจากการเกาะกุมแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาผู้ช่วยเหลือ เจมส์ใช้แขนข้างหนึ่งโอบคนตัวเล็กแล้วจึงหันกลับไปบอกฝ่ายตรงข้ามห้วนๆ “ไปซะ”

คนฟังก้มลงมองบาดแผลที่ข้อมือของตนแล้วสบถออกมา แต่เมื่อเห็นว่ากำลังเสียเปรียบแน่ๆ ใบหน้ารกด้วยหนวดสีเทาก็แสยะยิ้มเหี้ยม “ระวังตัวไว้ให้ดีเถอะ พอตเตอร์ เงาหัวจะไม่มีเข้าสักวัน” มนุษย์หมาป่าพูดแล้วก็ยอมถอยจากไปโดยดี

ชายหนุ่มผมดำมองตามจนแน่ใจว่าฝ่ายนั้นจะไม่ย้อนกลับมาอีกแล้ว จึงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ไอ้หมาป่าบ้าเลือด...เมื่อไหร่จะมีหลักฐานมามัดตัวจับมันเข้าอัซคาบันได้สักทีนะ” เจมส์พึมพำกับตัวเองก่อนจะก้มมองร่างที่อยู่ในอ้อมแขน “ไง ไม่เป็นไรใช่ไหม?”

แล้วคนถามก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นชัดว่าใบหน้าที่อยู่ต่ำกว่านั้นซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเลือด เขาเพิ่งรู้สึกว่าเด็กหนุ่มตัวสั่นเทามาตั้งแต่เมื่อครู่ มือใหญ่เลื่อนไปตบบ่าเล็กเบาๆ

“เอาล่ะ กลับกันเถอะ”
................................................................................

จนเมื่อถึงโรงแรมที่พักแล้ว เด็กหนุ่มผมบลอนด์ก็ยังนิ่งขรึม เขาทานอาหารเย็นเงียบๆ รู้สึกถึงสายตาของคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามซึ่งมองมาอย่างสงสัย แต่ก็ไม่มีกระจิตกระใจจะตอบอะไร พอขึ้นมาถึงห้อง มือปราบมารหนุ่มปล่อยให้เขาใช้ห้องน้ำก่อน “อาบน้ำนอนไปเถอะ ฉันมีงานต้องทำ”

ร่างสูงว่าแล้วทรุดนั่งลงที่โต๊ะอยู่จนร่างบางเดินออกมาจากห้องน้ำ แล้วเขาจึงค่อยหยิบเสื้อผ้าของตนเดินเข้าไปบ้าง เดรโกยืนนิ่งอยู่กลางห้อง ดวงตาสีฟ้าเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงแสงไฟจากตัวตึกประปรายบนถนนฝั่งตรงข้ามเพียงประปรายเท่านั้น

“ใคร?”

เสียงถามเย็นชาไร้ความรู้สึกนั้นดังแว่วมาให้รู้สึกโหวงๆ

“ไม่รู้จัก”

เขารู้อยู่แก่ใจว่าตอนนี้บิดาคงจะไม่รู้จักตนเอง แต่พอมาเจอใบหน้าที่ไม่แยแสของผู้ให้กำเนิดเข้าจังๆ ก็ทำให้เจ็บหนึบในอกได้อย่างประหลาด เด็กหนุ่มเพิ่งรู้สึกถึงตำแหน่งแห่งที่อันไม่มั่นคงของตน

....ที่นี่ไม่มีที่ให้เขาอยู่ และที่นั่นก็ไม่มีที่ให้เขากลับไปอีกแล้ว

“อึ่ก!” อยู่ๆ ร่างเล็กก็สั่นสะท้าน หยาดน้ำเอ่อล้นคลอดวงตาอย่างรวดเร็ว “ฮึ่ก!”เขาคงยืนนิ่งอยู่นาน มารู้สึกตัวอีกทีเมื่อหูแว่วได้ยินเสียงประตูห้องน้ำถูกเปิด เขารีบหลังให้คนที่ออกมา มือเรียวกำแน่นเพื่อบังคับตัวเองให้หยุดสั่น แต่ดูเหมือนท่าทางนั้นจะไม่พ้นสายตาของคนอีกคนในห้อง

“เฮ้อ...”

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ คราวนี้เด็กหนุ่มจึงก้มหน้าลงแล้วสูดลมหายใจลึก ใบหน้าสวยกัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้ตัวเองหลุดเสียงสะอื้น

...แล้วเขาก็รู้สึกถึงมือใหญ่ที่ดึงเอาศีรษะของตนไปซบกับบ่ากว้าง

“เจ้าเด็กโง่เอ๊ย” เสียงทุ้มกระซิบเบาๆ อยู่เหนือศีรษะเขา ก่อนที่ฝ่ายนั้นจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ “นี่...ฉันไม่รู้หรอกนะว่าทำไมวันนี้อยู่ๆ นายสติแตกวิ่งออกไปเป็นเหยื่อไอ้หมาป่าโรคจิตนั่น แล้วก็ไม่รู้ด้วยว่าทำไมนายถึงมายืนกลั้นสะอื้นกระอืดๆ อยู่แบบนี้” คนอายุมากกว่าลูบเส้นผมสีบลอนด์เบาๆ

“แต่ฉันรู้อยู่อย่าง...” ชายหนุ่มหยุดเว้นจังหวะไปชั่วครู่ ใบหน้าสีน้ำตาลอ่อนเกยคางกับศีรษะเล็กแล้วจึงพูดกลั้วหัวเราะ “เด็กน่ะ ถ้าจะร้องไห้ ก็ควรจะร้องออกมาซะ ไม่ต้องไปกลั้นไว้หรอกน่า”

คนฟังนิ่งอึ้งไปชั่วอึดใจ บางอย่างในน้ำเสียงทุ้มที่กำลังปลอบโยนหรือไม่ก็สัมผัสนุ่มนวลจากมือที่ลูบศีรษะ ทำให้ทำนบน้ำตาที่กลั้นเอาไว้พังครืน ใบหน้าสวยเบะปาก เสียงที่กลั้นเอาไว้หลุดออกมาอย่างช่วยไม่ได้

“ฮึ่ก ฮึ่ก ฮือ…”

คราวนี้คนตัวเล็กเลยสะอื้นจนตัวโยนอยู่กับบ่าของร่างสูง แขนยาวนั้นยกขึ้นมาโอบรอบศีรษะของเขาอย่างแผ่วเบาอ่อนโยน เดรโกรู้สึกเหมือนความหนาวเย็นที่โอบรอบกายจะเลือนหายไป...ระหว่างช่วงเวลาสั้นๆ นั้น

....ระหว่างที่เขาอยู่ในอ้อมแขนอันอบอุ่นของคนแปลกหน้าคนนี้

-----------------------------------------------------------

TBC~

Talk

ตอนที่ 2 แล้ว ที่จริงเรื่องนี้ค่อนข้างสั้นนะ เพราะว่าต้องลงให้พอกำหนดหน้าในเล่มไห แต่ละตอนเลยโดนตัดซะเหี้ยน เอาแต่เนื้อๆ (ขนาดเนื้อแล้ว ตอนจัดท่านต้อยยังกุมขมับ)

มีคนบอกว่า เรื่องนี้น้องเดรดูเด็กจัง สงสัยเพราะว่าอยู่กับคนอายุมากกว่าด้วยมั้งคะ (ตอนนี้ป๋าก็เกือบ 21 แล้วมั้ง) แถมยังเพิ่งมีเรื่องมีราวไปตอนจบเล่ม 6 อารมณ์อยากอ้อนมันก็คงมีนั่นแหละ

ตัวละครอีกตัวที่เขียนแล้วชอบมากคือ ตาเฟนเรีย เกรย์แบ็ก แหม่ แกนี่เป็นตัวร้ายตลอดศกจริงๆ (หาใครไม่ได้ก็ลงที่ลุงเนี่ยแหละ)

ยังไงก็ติดตามกันต่อไปเน้อ อีก 2 ตอนก็จบแล้วครับ (บอกแล้วว่ามันสั้นนิ)



Create Date : 12 กรกฎาคม 2549
Last Update : 12 กรกฎาคม 2549 11:28:57 น.
Counter : 276 Pageviews.

0 comment
Part 1
ไอร้อนที่แผดเผาผิวกายทำให้ใบหน้าเรียวลืมตา แล้วก็ต้องผงะเมื่อเปลวไฟจากกองไฟขนาดใหญ่ตรงหน้าลามเลียเข้ามาหา ร่างบางถอยหนีโดยอัตโนมัติ แต่เบื้องหลังของเขากลับเป็นหน้าต่างบานใหญ่ มองลงไปเห็นเพียงกลุ่มควันหนาทึบ คนที่ยังงุนงงถึงกับทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ

นี่เราอยู่ที่ไหน? ทำไมไฟถึงไหม้ทั่วไปหมด?

ผ้าม่านผืนบางใกล้ตัวติดไฟลุกพรึ่บขึ้น คราวนี้เด็กหนุ่มผมบลอนด์รีบผละออกมาทันก่อนที่จะถูกเปลวไฟโหมเข้าไป ควันหนารอบด้านทำให้ต้องไอโขลกๆ แสบไปทั้งหน้าจนน้ำตาไหลพราก มือเรียวปิดปากและจมูกของตนเองไว้ พยายามจะหลบให้พ้นจากกองไฟร้อนระอุ อากาศที่น้อยลงทุกขณะทำให้เขาเริ่มมึนงง

แล้วดวงตาสีฟ้าหรี่ปรือก็รู้สึกคล้ายกับเห็นเงาของใครสักคนกำลังก้าวทะลุผ่านม่านควันสีเทาเข้ามาหา

“เฮ้ย ยังมีคนอยู่ด้วยเรอะ!”

เสียงทุ้มอุทานดังลั่น ยังไม่ทันได้ถามผู้ที่ยืนอยู่ก่อนก็เข่าอ่อนทำท่าจะทรุดลงไปกองกับพื้น ร่างเล็กจึงถูกดึงเข้าไปหา พร้อมกับที่เสื้อคลุมผืนยาวถูกคลุมลงบนศีรษะ แล้วตัวเขาก็ถูกตวัดอุ้มลอยขึ้นจากพื้นอย่างง่ายดาย “รีบหนีเร็ว”

บางอย่างในน้ำเสียงและใบหน้านั้นคุ้นหูคุ้นตาอย่างประหลาด เดรโกพยายามเปิดเปลือกตาขึ้นมองดูผู้ที่เข้ามาช่วย

ใบหน้าเรียวยาวสีแทนอ่อนค่อนข้างคม จมูกโด่งกับริมฝีปากบาง และเส้นผมสีดำสนิทค่อนข้างยุ่ง…

“พอตเตอร์...?” เสียงใสอุทานแผ่ว ทำให้คนที่กำลังอุ้มอยู่ก้มลงมองอย่างประหลาดใจ แล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ

“รู้จักฉันด้วยเหรอเจ้าหนู? นายนี่โชคดีสุดๆ เลยนะ พวกภาคีถอนกำลังออกไปเกือบหมดแล้ว เหลือฉันคนสุดท้ายนี่ล่ะ” น้ำเสียงร่าเริงกับรอยยิ้มกว้างนั้นทำให้ใบหน้าสวยขมวดคิ้ว

...พอตเตอร์? ทำไมทำเหมือนไม่รู้จักเขา?

ยังไม่ทันจะได้คำตอบ ความร้อนจากเปลวไฟภายนอกก็พาเอาความง่วงงุนเข้ามาครอบงำอีกครั้ง ดูเหมือนอีกฝ่ายจะสังเกตเห็นพอดี เสียงทุ้มจึงบอกสั้นๆ “หลับตาซะ เราจะออกไปได้ในอึดใจเดียว”

คนฟังยังคงขมวดคิ้ว แต่เปลือกตาหนักอึ้งก็บังคับให้เขาคล้อยตามคำสั่ง

ภาพสุดท้ายที่เห็นคือ ดวงตาสีน้ำตาลแก่ที่มองมาพร้อมกับแววอ่อนโยน

...คนคนนี้...เป็นใครกันแน่?

............................................................................

“เฮ้ย ยังมีคนเหลืออีกเรอะ!”

“เออสิ เด็กที่ไหนก็ไม่รู้ ดันติดอยู่ในที่เกิดเหตุ ฉันไปเจอตอนจะถอนกำลังออกมา”

“เออ โชคดีของมัน ว่าแต่..ตามจับตัวได้ไหม?”

“ไม่ได้ว่ะ...ไอ้พวกเวร แม่ง หนีเร็วฉิบ...”

เสียงคุยจ่อกแจ่กปลุกในคนที่กำลังหลับพริ้มลืมตาขึ้น ใบหน้าสวยสบตากับคนที่กำลังก้มลงมองอยู่พอดี และเมื่อรู้สึกถึงอ้อมแขนที่โอบรอบกาย ร่างบางก็ผวาลุกขึ้นทันควัน

“โอ๊ะ” แล้วเขาก็ต้องเผลออุทานออกมา มือเรียวยกขึ้นกุมศีรษะ รู้สึกว่าโลกหมุนกลับด้านไปหมด

ท่าทางแบบนั้นทำให้เจ้าของอ้อมแขนเมื่อครู่ถึงกับหัวเราะออกมา

“เอ้าๆ ใจเย็น ท่าทางนายสูดควันเข้าไปเยอะเลยล่ะ”

ผ้าเนื้อนุ่มชุบน้ำถูกยื่นเข้ามาให้ เด็กหนุ่มรับมันไปเช็ดหน้าเช็ดตา ความเย็นชื้นทำให้รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย เขาเอ่ยถามเสียงแหบแห้ง “ที่นี่..ที่ไหน?”

“ไม่ใช่สวรรค์ก็แล้วกัน ถ้านายอยากรู้น่ะนะ” คนตอบพูดติดตลกพร้อมกับคลี่ยิ้มกว้าง มือเรียวยาวเอื้อมมารับผ้าผืนนั้นกลับไปชุบน้ำ “อะไรเนี่ย? สูดควันมากไปจนจำไม่ได้เลยเหรอว่าอยู่ที่ไหน?”

น้ำเสียงทุ้มที่ฟังคุ้นหูนั้นยังคงทำให้ชวนสงสัย ใบหน้านวลขมวดคิ้ว ดวงตาสีฟ้าเขม้นมองอีกฝ่ายให้ชัดๆ

คล้าย...ไม่สิ...เหมือนมากราวกับเป็นคนเดียวกัน แต่กลับไม่ใช่...

...ไม่ใช่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ศัตรูอันดับหนึ่งที่เขารู้จัก

คนตรงหน้าอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ ร่างสูงผอมนั้นดูบึกบึนเกินกว่าจะเป็นเด็กนักเรียนปี 6 แล้วยังดวงตาสีน้ำตาลแก่ภายใต้แว่นกรอบใสนั่น

“คุณเป็นใคร...?” เดรโกเอ่ยถามออกมาในที่สุด

ใบหน้าเรียวยาวเลิกคิ้ว “เฮ้ เมื่อกี้นายยังเรียกนามสกุลฉันอยู่เลย อย่าบอกนะว่าไม่รู้จักกันน่ะ” รอยยิ้มรื่นรมย์ยังคงอยู่บนใบหน้าสดใส ดวงตาสีน้ำตาลมองมาที่เขาด้วยความขบขันระคนเอ็นดู

“พอตเตอร์?” คนฟังทวนคำออกมาทั้งที่ยังขมวดคิ้ว

“ก็ใช่นะสิ ฉัน...”

“เฮ้ย เจมส์ ศาสตราจารย์มา..อ้าว! ฟื้นแล้วเหรอ เจ้าหนู?”

ประตูบานหนาหนักถูกเปิดผางออก พร้อมกับร่างสูงของชายหนุ่มผมดำหน้าตาคมสันโผล่เข้ามา เขาส่งเสียงทักเมื่อมองเห็นคนแปลกหน้าบนเตียงลุกขึ้นแล้ว

“อือ” คนที่นั่งอยู่ข้างๆ เดรโกเอ่ยขึ้นแทน มือเรียวยาวยืนผ้าชุบน้ำกลับมาให้คนที่ตนกำลังพยาบาล แล้วจึงเอ่ยถาม “ข้างนอกเป็นยังไงกันมั่งน่ะ?”

คนตอบก้าวเข้ามาภายในพร้อมกับยักไหล่ “โฮ้ย เรียบร้อยแล้ว...ไอ้พวกนั้นคงวิ่งหางจุกตูดกลับไปหานายมันนั่นแหละ” ท้ายประโยคมีแววเยาะเย้ย ก่อนจะหันกลับมาสนใจผู้ที่ยังนั่งจ้องมองตนเองอยู่ “ไงเจ้าหนู ไปไงมาไงถึงเข้าไปติดอยู่ในนั้นได้ละ?”

“อย่าเพิ่งรีบถามเลยน่า ซิเรียส เด็กมันเพิ่งฟื้น ยังไม่หายมึนเลย”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์ไม่ได้ตั้งใจฟังบทสนทนานั้นนัก เพราะเขามัวงุนงงกับชื่อเรียกเมื่อครู่ เจมส์? ซิเรียส? ทำไมฟังคุ้นหูนัก ดวงตาสีฟ้าพิจารณาชายหนุ่มที่เข้ามาใหม่ ร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยดวงตาสีเทา เส้นผมสีดำสนิท ท่าทางหยิ่งยะโสไม่กลัวใคร

....เหมือนกับภาพถ่ายในอัลบัมของมารดาที่เขาเคยเห็น

“ซีเรียส แบล็ก...”

เสียงอุทานแผ่วหลุดออกมา ไม่มีทาง...พ่อเขาบอกว่าคนคนนั้นตายไปแล้ว ป้าเบลล่าส่งญาติสนิทคนสุดท้ายที่แสนน่ารังเกียจไปสู่โลกแห่งความตายตั้งแต่เมื่อหนึ่งปีก่อน

คนถูกเรียกเลิกคิ้ว “เฮ้ นายรู้จักฉันด้วยเรอะ?” เขาหันไปหาชายหนุ่มผมดำอีกคนที่นั่งเงียบ ฝ่ายนั้นพยักหน้า

“อือ เมื่อกี้ก็เรียกนามสกุลฉัน แล้วยังถามอีกแน่ะว่าฉันไปใคร สงสัยจะสูดควันมากไปจริงๆ นั่นแหละ”

เสียงพูดกลั้วหัวเราะ คนที่ถูกเรียกว่าเจมส์แกล้งล้อราวกับว่าเขาเป็นเด็กเล็กๆ แต่เดรโกมัวแต่นั่งตัวแข็งนิ่งอึ้ง พูดอะไรไม่ออกด้วยความสับสน

นี่มันอะไรกัน!


แต่ก่อนที่จะได้ทันเอ่ยถาม ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง พร้อมกับร่างในชุดเสื้อคลุมสีฟ้าอ่อนก้าวเข้ามา คราวนี้ใบหน้าเรียวสวยถึงกับชะงัก เบิกตากว้างเมื่อเห็นผู้ที่เข้ามาใหม่ได้ถนัด “ไม่จริง...”

ดวงตาสีฟ้าอบอุ่นเปี่ยมด้วยเมตตานั้นหันมามองเขา เดรโกแทบจะอ้าปากค้าง

“ดัมเบิลดอร์?”
......................................................................

มือเหี่ยวย่นหับประตูบานหนาปิดลงก่อนจะหันกลับมายังเด็กหนุ่มที่ยังจ้องมองเขาเหมือนตกตะลึง ชายชราเดินไปทรุดนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียง พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ

“เอาล่ะ ตอนนี้ไม่มีใครแล้ว เธออยากจะถามอะไรก็ถามมาเถอะ พ่อหนุ่ม”

ใบหน้าเรียวกัดริมฝีปากก่อนจะโพล่งออกไป “ทำไมคุณถึงยัง...ไม่สิ...ผมอยู่ที่ไหน?”

เขาเปลี่ยนใจไม่ถามคำถามนั้น คนสองคนที่เพิ่งออกจากห้องไป กับคนที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นหลักฐานมากพอที่จะบอกว่า เขาไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ

“ลอนดอน...ปี 1981 ถ้าหากว่ามันจะตอบข้อสงสัยของเธอได้” ดัมเบิลดอร์เอ่ยราวกับรู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่

เดรโกที่นั่งอยู่บนเตียงนิ่งขึง ท่าทางตกใจปนกับหวาดกลัวนั้นทำให้ผู้ที่มองอยู่แน่ใจว่าตนคาดไม่ผิด อาจารย์ใหญ่ประจำฮอกวอร์ตระบายลมหายใจออกมาเบาๆ “เธอคงจะถูกดึงมาพร้อมคลื่นพลังบิดเบี้ยวที่ฉันรู้สึกได้เมื่อครู่สินะ”

“อะไรนะครับ?” เด็กหนุ่มกระพริบตาปริบ คลื่นพลังบิดเบี้ยวคืออะไร? เขาพยายามทบทวนความทรงจำของตนเอง “ผมเพียงแค่เปิดประตูนั่น..” ใช่แล้ว ประตูสุดห้องทางเดินในฐานลับแห่งล่าสุดของจอมมาร

ดัมเบิลดอร์ถามต่อ “ประตูห้องในคฤหาสน์หลังเก่าใช่ไหม?” เขาเดินไปที่หน้าต่างแล้วดึงม่านที่ปิดอยู่ออก “หลังนี้หรือเปล่า?”

ดวงตาสีฟ้ามองออกไปด้านนอก มันเป็นเวลากลางคืนแล้ว แต่แสงจันทร์เพ็ญส่องสว่าง จึงทำให้เห็นภาพเบื้องหลังได้เกือบจะชัดเจน ตัวอาคารหลังเก่าที่ไหม้ไฟเสียเกือบครึ่ง แต่ก็ยังเหลือซากที่คุ้นตาอย่างประหลาด “ครับ”หลังนี้ไม่ผิดแน่

“ถ้าฉันเดาไม่ผิด คฤหาสน์ที่เธออยู่ ก็เพิ่งจะมีการสังหารหมู่เกิดขึ้นใช่ไหม”

คนฟังพยักหน้า คราวนี้ดัมเบิลดอร์ถึงกับนิ่งอึ้งไปบ้าง ชายชราพึมพำออกมาอย่างเศร้าใจ

“งั้นรึ? ประสบเคราะห์กรรมถึงสองครั้ง...น่าสงสารจริงๆ”

เด็กหนุ่มผมบลอนด์นิ่งมองอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถามออกมา “แล้วผมมา...ที่นี่...ได้ยังไงครับ?”

“เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก” ดัมเบิลดอร์ถอนใจเฮือกใหญ่ “บางครั้ง...ถ้าสถานที่ใดสถานที่หนึ่งมีจิตที่เต็มไปด้วยความกลัว ความทรมาน หรือความเคียดแค้นอาฆาตปะปนอยู่มากเกินไปล่ะก็ คลื่นพลังอาจจะถูกกระตุ้น”

ดวงตาสีฟ้าสดมองตรงออกไปยังตัวตึกหลังเก่า

“ถ้าอย่างเบาะๆ มันก็ทำให้คนที่อยู่ในบริเวณนั้นรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ แต่ถ้าคลื่นพลังถูกกระตุ้นมากเกินไปล่ะก็...มันก็อาจจะบิดเบี้ยว...จนดึงอะไร หรือใคร...ให้ผ่านไปสู่ที่ที่มีความพลิกผันคล้ายๆ กันได้”

เดรโกพยายามเรียบเรียงสิ่งที่ได้ยิน และเขาก็ทำใจยอมรับมันได้ไม่ยาก เด็กหนุ่มนิ่งไปชั่วครู่ จนสุดท้ายเขาก็เอ่ยปากถามเสียงแห้ง “แล้วผม...จะกลับไป...ที่นั่น ได้ไหมครับ?” มือเรียวกำแน่นเมื่อนึกถึงสถานที่ที่น่ารังเกียจนั้น แต่ยังไงเขาก็ต้องกลับ ถ้าหากลูกชายของลูเซียส มัลฟอยหายไป คนที่จะลำบากก็คงไม่ใช่ใครนอกจากมารดาที่ไร้ทางสู้

ดัมเบิลดอร์ถอนใจออกมาอีกครั้ง “ก็อาจจะได้...เพียงแต่...เราไม่รู้ว่าจะเมื่อไหร่ คลื่นพลังบิดเบี้ยวนั้นเกิดไม่บ่อยนัก” ชายชราลุกขึ้นตบไหล่บางเบาๆ “ฉันจะลองพยายามค้นหาดูนะ ตอนนี้เธอพักผ่อนเสียก่อนเถอะ”

ร่างในชุดเสื้อคลุมทำท่าจะก้าวออกไปจากห้อง แต่แล้วเขาก็หันกลับมา “เธอชื่ออะไร? พ่อหนุ่ม”

“เดรโกครับ...เดรโก มั...” เด็กหนุ่มชะงักเมื่อจะเอ่ยนามสกุล แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ติดใจอะไร

“งั้นก็พักผ่อนเถอะนะ เดรโก ไม่ต้องห่วง ฉันจะฝากพวกเจ้าหน้าที่ข้างนอกให้ช่วยดูแลเธอ”

ทายาทตระกูลมัลฟอยพยักหน้ารับ “ครับ” เขาทำท่าจะเอนหลังลงนอน แต่แล้วก็ต้องสะดุดสายตากับผ้าผืนนุ่มที่มีคนยื่นมาให้เมื่อครู่ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่ไม่คุ้นเคยแบบนั้น

“เดี๋ยวครับ คนที่พาผมออกมา เขาชื่ออะไร?”

ดัมเบิลดอร์หันกลับมาคลี่ยิ้ม

“นึกว่าจะแนะนำตัวกันแล้วเสียอีก เขาชื่อเจมส์...เจมส์ พอตเตอร์ เป็นมือปราบมารที่คอยดูแลเธอเมื่อครู่ไงล่ะ”
....................................................................

สรุปว่า...เป็นพ่อของหมอนั่น

ดวงตาสีฟ้ามองแผ่นหลังกว้างที่ยืนหันหลังให้เขา ร่างสูงนั้นกำลังเก็บข้าวของลงกระเป๋าเดินทางใบเล็กด้วยความรวดเร็วคล่องแคล่ว เด็กหนุ่มผมบลอนด์มองแล้วก็แว่บคิด คงจะชินกับการย้ายที่พักละมั้ง ก็เป็นมือปราบมารนี่นะ

ยังไม่ทันได้คิดต่อ คนที่ถูกมองอยู่นานก็หันกลับมา ใบหน้าที่คล้ายคลึงกับใครบางคนเอ่ยเสียงเรียบ

“สงสัยนายต้องซื้อเสื้อผ้าใหม่แล้วละมั้ง” เจมส์พูดพร้อมกับพิจารณาเสื้อสีขาวเปื้อนเขม่าของเด็กหนุ่ม เขาหยิบเสื้อผ้าบางชิ้นออกจากกระเป๋ามายื่นส่งให้ “เอ้า ใส่นี่ไปก่อนแล้วกัน เดี๋ยวค่อยไปหาซื้อเอาในเมือง ศาสตราจารย์ดัมเบิลดอร์ให้เงินไว้ด้วย ทั้งที่บอกว่าไม่ต้องก็ได้น๊า...” คนตัวสูงส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

“ขอบคุณ...” เดรโกรับเสื้อผ้ามาโดยดี อดจะประหลาดใจกับความเอื้อเฟื้อของฝ่ายนั้นไม่ได้ แน่ล่ะ ก็เขาเป็นเพียงเด็กแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ชั่วโมง แต่อีกฝ่ายกลับยักไหล่เหมือนไม่คิดอะไรมาก

“ไม่เป็นไรน่า ศาสตราจารย์อุตส่าห์ฝากให้ดูแลนายนี่นา”

ชายหนุ่มผมดำคลี่ยิ้มบางๆ เมื่อเห็นว่าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่บนเตียงยังมีสีหน้ากังวล เขาก็รีบพูดต่อเหมือนไม่อยากให้ต้องรู้สึกเกรงใจกันนัก “พอดีฉันกำลังจะได้วันหยุดพัก แต่ต้องเข้าไปจัดการธุระที่ลอนดอนก่อน แค่หิ้วนายเพิ่มไปอีกคนก็ไม่หนักเท่าไหร่หรอก”

ดวงตาสีน้ำตาลมีแววขบขันเมื่อแกล้งเอ่ยล้อ “ตัวเล็กแค่นี้ ยัดใส่กระเป๋าไปยังได้”

พูดแล้วมือใหญ่เอื้อมมาขยี้เส้นผมสีบลอนด์ราวกับเขาเป็นเด็กเล็กๆ คราวนี้เดรโกรับเบี่ยงศีรษะหนีทันควัน

“อย่าทำเหมือนผมเป็นเด็กได้มั้ย” น้ำเสียงหงุดหงิดนั้นเรียกรอยยิ้มบนใบหน้าเรียวยาวให้กว้างขึ้น เขาแกล้งขยี้ผมอีกฝ่ายเสียจนยุ่งเหยิงพร้อมกับหัวเราะหึหึอย่างอารมณ์ดี

“บอกให้หยุดไง!” คราวนี้คนตัวเล็กแทบจะขู่ฝ่อ คนที่กำลังสนุกจึงยอมละลุกขึ้นยืนจนได้

“โอเคๆ งั้นก็รีบไปอาบน้ำซะ เราจะออกเดินทางกันหลังกินอาหารเช้าเสร็จ” ฝ่ายนั้นลูบศีรษะเขาเบาๆ อีกครั้ง ก่อนที่คนสั่งจะเดินออกจากห้องไป

ใบหน้าสวยที่เป็นสีจัดเพราะความหงุดหงิดตวัดสายตาค้อนใส่แผ่นหลังกว้างไปครั้งหนึ่ง มือเรียวรีบจับผมของตนให้เข้าที่เข้าทางพร้อมกับคิดวิเคราะห์พื้นนิสัยของคนที่ถูกฝากให้ดูแลเขาไปด้วย

ดูท่าจะเป็นพวกสนุกกับการได้แกล้งคนอื่นสินะ...นิสัยคนละแบบกับลูกชาย...แต่ก็แย่พอกัน

นี่เขาต้องติดอยู่กับคนแบบนี้...เรียกว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่นะ

-----------------------------------------------------------



Create Date : 12 กรกฎาคม 2549
Last Update : 11 สิงหาคม 2549 15:53:08 น.
Counter : 358 Pageviews.

0 comment
1  2  

นะโอ
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]