Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 

รังที่ 8



รังไรลวงรัก
รังที่ 8


รังที่ 8
เธอวิ่งขึ้นบันไดรถไฟฟ้าแล้วต้องรีบชะเง้อก้มลงไปมอง ชายแปลกหน้าของเธอหักพวงมาลัยรถวิ่งหายไปแล้ว นี่คงใกล้เวลานัดของเขาแล้ว เธอนั่งรถไฟฟ้ามาเรื่อย ๆ วันนี้คนไม่แน่นหนานักเพราะเป็นวันทำงาน มองดูเงาสะท้อนเกระจกฝั่งตรงข้าม เสื้อยืดแสนน่ารักที่เธอสวมใสมันทำให้ดูขัดเขินได้จริง ๆ แต่เวลาเสื้อตัวนี้เหลืออยู่ตัวเดียวมันก็ดูเหงาจับใจ นึกถึงเขาไปก็แอบหัวเราะอยู่คนเดียว พอเห็นคนใส่สูทขึ้นมาความคิดเกี่ยวกับจุลก็หายวับไป กลับกลายมาเป็นปวินท์คนที่เธอรอคอยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถึงปลายทางรังไรเดินไปตามทางเดินเธอแวะโทรศัพท์สาธารณะโทรหาพี่ชาย

“พี่นัส รังไรเองนะคะ”

“ไงน้องรังไรหายไปไหนมารู้หรือเปล่าเมื่อคืนแม่กับพ่อโทรศัพท์ตามหาน้องกันให้วุ่น โดยเฉพาะเพื่อนซี้ชบาฉายของน้องปากมากชะมัด” โสมนัสบ่นปาว ๆ

“พอแล้วพี่นัส หูจะแตก รังไรกำลังกลับบ้านเมื่อวานทำงานวันสุดท้ายเลยแอบไปฉลองชีวิตอิสระคนเดียวน่ะ อย่าห่วงเลย รังไรโตแล้วนะคะ” เธออ้อนกลับไป

“ยังไงก็น้องฉัน”

“พี่นัส รังไรจะไปหาพี่นัสพรุ่งนี้เลย” เธอตอบหนักแน่น ทั้งที่ใจจริงตั้งใจว่าจะพักผ่อนในกรุงเทพฯ สักระยะค่อยไปใช้ชีวิตสงบเงียบที่ไร่ชากับพี่ชายและลูกพี่ลูกน้องคนอื่น ๆ

“ยังไม่ต้องกลับ เพราะตอนนี้ฉันอยู่สนามบินแล้ว”

“อ้อที่ตามตัวกันจ้าละหวั่นเพราะจะให้ขับรถไปรับแน่ ๆ เลย คงไม่ใช่ว่าเป็นห่วงหรอก”

“คิดมาก ฉันนั่งแท็กซี่ไปเองได้ ไม่ได้หวังพึ่งรังไรสักนิด”

“ว่าแต่พี่จะลงมากรุงเทพฯ ทำไม” เธอถามเขากลับไป

“มาช่วยงานปวินท์ นี่พี่จะนัดกินข้าวกับปวินท์ รังไรไปด้วยกันนะ เฮ้ย แค่นี้ก่อนเจอกันที่บ้าน”

สิ้นเสียงโสมนัสเธอแทบจะลมใส่ ก็เหตุผลที่เธอเปลี่ยนใจจะกลับไปไร่ชาเร็วขึ้นเพราะอยากจะหนีเขาไป ไม่อยากอยู่ร่วมงานแต่งงาน ไม่อยากพบเขาอีก เพราะความคิดชั่วร้ายที่ยังฝังอยู่ในหัวมันไม่หลุดออกไปสักที เธอไม่อยากเป็นมือที่สามของใคร ไม่อยากคิดไม่ดีกับใคร ทางที่ดีที่สุด คือหนีไปจากกรุงเทพฯ คงจะดีกว่า แต่ทุกอย่างต้องวนกลับเขาวงล้อเดิมอีกจนได้ เธอต้องพบเขา


จุลกลับถึงบ้านก็รีบอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ เขาเลือกสูทเก๋ ๆ หนึ่งตัวมาสวมทับเสื้อเชิตลายสดใสพร้อมกับกางเกงลูกฟูกทันสมัยเพื่อไปสัมภาษณ์งาน พอไปถึงมันแทบจะเลยเวลานัดของเขาแล้ว เลยทำให้เขากระวีกระวาดจนชนเข้ากับผู้หญิงคนหนึ่ง

“ขอโทษครับ”

“ไม่เป็นไรค่ะ ไปชั้นไหนคะ” ผู้หญิงสวยสง่าคนนี้ พร้อมกับน้ำเสียงบ่งบอกความเป็นกุลสตรีที่ได้รับการอบรมมาดี รวมถึงรอยยิ้มของเธอด้วย ผิวพรรณบอกถึงความชาติตระกูล

“ชั้นสามครับ”

“ชั้นเดียวกันเลยนะคะ มาพบใครหรือคะ”

“มาสัมภาษณ์งานครับ” จุลตอบสุภาพออกไปและยิ้มให้เธอ

“แต่ชั้นนี้เป็นชั้นผู้บริหารนี่คะ หรือว่าคุณเจ้าของบริษัทจะเรียกสัมภาษณ์เอง” เธอบ่นพึมพำแล้วก็เดินนำเขาออกไป เธอหันมาพูดสั้น ๆ กับจุล

“โชคดีนะคะ”

จุลก็ไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร รู้แต่ว่าเธอเป็นที่น่าสนใจทีเดียว ทั้งสวยและมารยาทดี ถ้าแม่ของเขาเห็นเธออาจจะอยากจับเขาหรือพี่ชายของแต่งงานด้วยเป็นแน่

พอมองไปรอบชั้นทุกอย่างมันคือบรรยากาศของห้องผู้บริหารจริง ๆ ผู้หญิงคนนั้นพูดถูก หรือว่าเธอจะเป็นคนที่มาสัมภาษณ์เขา จุลเดินไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ด้านหน้า แต่ผู้หญิงสวยคนนั้นเดินหายเข้าไปด้านในแล้ว

“เชิญค่ะคุณจุล เจ้านายรอพบอยู่แล้วค่ะ”

จุลเดินตามพนักงานสาวเข้าไป ก็พบสาวสวยคนนั้นนั่งอยู่ที่ชุดรับแขก เธอหันมาส่งยิ้มให้กับเขา จุลยิ้มรับ สาวสวยคนนั้นยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ในห้องทำงานนั้นด้วย สักพักชายหนุ่มคนหนึ่งน่าจะอายุรุ่นราวคราวเดียวกับตุลพี่ชายของเขาก็เดินเข้ามา

“วินท์คะ ให้พลอยออกไปรอนอกห้องไหมคะ”

“ไม่เป็นไรครับ ผมคุยไม่นาน” สองคนแปลกหน้าทักทายกัน จุลได้แต่ยืนยิ้ม

“คุณจุลใช่ไหมครับ ผมปวินท์นะครับ” เขายื่นมือมาให้จับก่อนเป็นการแสดงความรู้จัก

“สวัสดีครับ” ชื่อนี้คุ้นหูชอบกล เหมือนมีใครกล่าวถึงบ่อย ๆ

“อย่าคิดว่าวันนี้เป็นการสัมภาษณ์งานเลยนะครับ คิดว่าเรามาทำโปรเจคบางอย่างร่วมกันดีกว่า ผมเห็นนามบัตรของคุณที่วางไว้ที่ห้องสมุดสำหรับนักออกแบบ แล้วก็เข้าไปดูฝีไม้ลายมือของคุณแล้ว ผมชอบแนวงานและวิธีคิดของคุณมากนะครับ วันนี้เลยต้องขอคุยกับตัวเป็น ๆ กันสักหน่อย” ปวินท์พูดจาด้วยความสนิทสนม

จุลพยายามมองหน้าเขา เพ่งแล้วเพ่งอีก

“มีอะไรบนหน้าผมหรือเปล่าครับ”

“อ้อเปล่าครับ ขอโทษที่เสียมารยาทครับ” จุลรู้สึกหน้าแตกขึ้นมา

“นามสกุลของคุณจุลนี่คุ้นหูนะครับ พลอยครับคุณเคยได้ยินนามสกุล ทรัพย์ประสาน ไหมครับ” ปวินท์หันไปถามพลอยพิณที่ยังนั่งอยู่ในห้อง

“เคยค่ะ คุณลุงชุณห์ ทรัพย์ประสานไงคะ เป็นเพื่อนร่วมมหาลัยวิทยาลัยของคุณพ่อพลอยเองค่ะ มีอะไรหรือคะ” พลอยพิณหันมาถามต่อ

“เอ พ่อหนุ่มคนนี้นี่ที่ผมเรียกมาคุยงานนี่ท่าทางจะไม่เบา จริง ๆ คุณจุลน่าจะเป็นเจ้าของบริษัทมากกว่าจะมาเป็นลูกจ้างผมนะครับ” ปวินท์พูดเชิงหยอกล้อ

“คือที่คุณเอ่ยนามมา เป็นพ่อของผมครับ ผมแค่อยากลองเป็นลูกจ้างดูก่อน เป็นฟรีแลนซ์หาประสบการณ์ เรื่องเปิดบริษัทคงรอสักพัก เพราะผมเพิ่งจะรับปริญญาตรีเมื่อเดือนก่อนเอง” จุลพูดถ่อมตน แต่เขามีฝีมือการันตีตั้งแต่สมัยเรียนแล้วกับงานฟรีแลนซ์ของเขา รวมถึงงานโฆษณาที่เขาไปทำร่วมกับเพื่อนที่ต่างประเทศยังได้รับรางวัลจากแดนไกล

“อ้อ พลอยนึกออกแล้วค่ะ คุณพ่อเคยบอกว่าคุณลุงชุณห์มีลูกสามคน แต่มีคนหนึ่งได้รับรางวัลเกี่ยวกับโฆษณา แต่พลอยก็ไม่เคยเจอหรอกค่ะ เพิ่งจะได้พบวันนี้เอง” พลอยพิณเดินมานั่งพูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม

“ขอบคุณครับ อย่าเยินยอผมกันนักเลย ได้ทีมดีมากกว่าครับ” จุลถ่อมตัวตลอดเวลา

“เอาเป็นว่าผมจะรับคุณเข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์ดีกว่า อย่าเป็นแค่ครีเอทีฟธรรมดาเลย ผมชอบฝีมือของคุณนะ” ปวินท์ยังเอ่ยชมเขาต่อ
ยิ่งคุยกันมากขึ้นเท่าไหร่ ความคิดบางอย่างในปลายสมองก็สว่างวาบขึ้นมา ใช่แล้ว ปวินท์ และ พลอยพิณ คือสองคนที่ทำให้ยายแม่มดรังไรปวดใจอยู่ตอนนี้

จุลพูดคุยถึงงานอยู่สักพัก เขาก็เดินตามปวินท์ลงไปยังชั้นอื่นของบริษัทเพื่อแนะนำตัวและทำความรู้สึกกับพนักงานในบริษัทบางคนที่เขาต้องร่วมทีมด้วยและอีกสองวันจะมีการประชุมกับลูกค้าถึงงานโฆษณาตัวใหม่ งานนี้เขารับมาเต็ม ๆ แบบปฏิเสธไม่ได้ ทั้งที่ใจจริงไม่อยากร่วมงานกับปวินท์เท่าไหร่ เพราะยิ่งอยู่ใกล้ความห่างชั้นในทุก ๆ ด้านระหว่างจุลกับปวินท์ก็เห็นเด่นชัด ปวินท์ไม่ใช่ผู้ดี ร่ำรวยที่เข้ามาบริหารงานเพราะเรียนจบด้านนี้ แต่เขามีฝีมือและมันสมองสำหรับงานด้านนี้โดยเฉพาะ คงไม่ผิดหรอกที่รังไรจะหลงรักหนุ่มเนื้อหอมคนนี้ตั้งแต่สมัยเด็ก เพราะดูตอนนี้ซิ เขาดูเพียบพร้อมไปทุกอย่าง เหมือนกับตุลย์พี่ชายของเขาแทบทุกกระเบียด ระหว่างจุลและตุลย์ก็ดูเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจน  ลันนาถึงไม่เลือกที่จะรักเขาเช่นกัน

พอมองคุณพลอยพิณอย่างเต็มตา จุลถึงกับถอนใจออกมา เพราะดูไม่ออกสักนิดที่บอกว่าปวินท์ถูกจับให้แต่งงานจากผู้หญิงที่ครอบครัวเลือกให้ ดูเขาพูดคุยภาษาเดียวกันและสนิทสนม เข้าใจกันดี แล้วเด็กน้อยอย่างรังไรจะสู้สาวสะพรั่งคนนี้ได้อย่างไรกัน


“พี่จุลเป็นอะไรคะ” กุลน้องสาวคนสุดท้องสะกิดเรียกเขาตอนที่กำลังทานอาหารเย็นที่บ้านหลังใหญ่

“เปล่า ๆ” เขาแสดงอาการเหม่อลอยออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“แม่ถามเราว่าไปสัมภาษณ์เรื่องงานวันนี้เป็นยังไงบ้าง”

“ก็ดีครับ เขาให้ผมเป็นโปรดิวเซอร์รับผิดชอบโปรเจคงานหนึ่งชิ้นเลยครับ” จุลตักกับข้าวมาราดไว้จนพูจานข้าวตัวเอง

“จริง ๆ ลูกเปิดบริษัทเองก็ได้ทำไมต้องไปเป็นลูกจ้างคนอื่นทำไม ถ้าไม่มีทุนพ่อจะช่วย” พ่อเขากล่าวและยิ้มออกมา

“เป็นลูกจ้างดีแล้ว อยากได้ประสบการณ์การเป็นลูกน้องก่อน อ้อพ่อครับแต่ว่าคนที่ผมไปทำงานด้วยเขารู้จักคุณพ่อด้วยนะครับ” จุลวางช้อนส้อมลงหันไปคุยเรื่องงานแทน ทั้งที่เพิ่งจะตักข้าวเข้าไปไม่กี่คำ

“ใครกันล่ะ”

“นั่นซิ เพื่อนคุณพ่อหรือจุล” แม่หันมาถามด้วย

“ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าเพื่อนคุณพ่อชื่ออะไร รู้แต่ลูกสาวเขาชื่อพลอยพิณ เธอบอกว่าคุณพ่อเป็นเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยเดียวกันกับคุณพ่อของเธอ และตอนนี้เธอกำลังจะหมั้นหมายกับคุณปวินท์ ที่เป็นเจ้านายคนใหม่ของผมไงครับ” จุลอธิบาย

พ่อนั่งนิ่งสักพักและใช้ความคิด “อ้อ นึกออกแล้ว หนูพลอยพิณเป็นลูกสาวของพงศธรเพื่อนพ่อ หนูพลอยเป็นคนน่ารักมาก พ่อยังเคยคิดจะจับคู่ให้ตุลย์เลย” พ่อหัวเราะต่อ

“อ้อแม่นึกออกแล้ว หนูพลอยพิณ หนูพลอยเธอน่ารักสมเป็นกุลสตรี แต่ก็ถูกบ้านอื่นฉกไปเป็นลูกสะใภ้จนได้นะ” แม่ยิ้มปลื้มอีกคน

“กุลว่านะคะที่พี่ตุลย์หนีไปเรียนต่างประเทศและยอมทิ้งคนรักไป สงสัยกลัวโดนจับคลุมถุงชนนี่เอง” กุลทำหน้าทะเล้นออกมา

“เกินไปแล้วลูกกุล” พ่อปามไว้

“หวังว่ากุลคนไม่โดนหนึ่งถุงนะ หรือจะเป็นพี่จุลนะ” เธอหันมาล้อเล่นกับพี่ชายอีก

“อย่าเลย ถ้าผู้หญิงคนไหนโดนจับมาคลุมถุงชนกับพี่นะ สงสัยว่าจะแต่งงานอยู่ด้วยกันไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ได้เผ่นแน่บแน่” จุลหัวเราะออกมา

“ดูพูดกันสนุกปากเลย ถ้าพ่อกับแม่จัดการเรื่องแต่งงานให้ เราสามคนพี่น้องจะยอมไหมล่ะ”

ทั้งสองคนรีบยกมือขึ้นมาและส่ายหน้าพร้อมกัน

“เลิกคิดเรื่องพวกนี้ได้แล้ว พ่อไม่ทำแบบนั้นหรอกน่า แต่ถ้าลูกเจอคนที่ใช่ก็พามาให้รู้จักแล้วกัน แต่ว่าพ่อกับแม่คงต้องสกรีนก่อนนะ ไม่งั้นไม่รู้ไปคว้าใครมาแย่เลย” พ่อทานข้าวต่อ

“ก็ไม่เห็นจะต่างกันเลย” จุลดึงผ้ากันเปื้อนที่หน้าตักออกวางไว้บนโต๊ะ แล้วก็ลุกออกจากโต๊ะไป

“อ้าวพี่จุลอิ่มแล้วเหรอ ทานไปนิดเดียวเอง”

“ไม่แล้ว ผมขอตัวก่อนแล้วกันครับ”

เขาเดินออกจากบ้านหลังใหญ่ตรงสู่บ้านหลังเล็กของเขา เขาลงนั่งเก้าอี้หน้าบ้าน นึกถึงบรรยากาศเมื่อคืน ความรู้สึกตอนนั้นมีความรู้สึกดี ๆ เกิดขึ้น แต่มันยังไม่ได้เรียกว่าความรัก เพราะตอนนี้ในหัวใจของเขายังคงห่วงใยเพียงลันนาคนเดียวเท่านั้น ผู้หญิงที่น่าสงสารที่ถูกทอดทิ้ง พอนึกได้ เขาเกือบลืมไปว่าเขารับปากว่าจะจัดการงานตกแต่งร้านของลันนาให้เรียบร้อยก่อนที่จะเริ่มโปรเจคยาวกับปวินท์ คืนนั้นเขาโทรศัพท์คุยกับลันนาจนเลยค่อนคืน เรื่องงานนิดเดียว แต่เรื่องห่วงใยมีมากมายที่เขาต้องถามเธอตลอดทั้งคืน แต่พอวางสายโทรศัพท์ไปแล้ว เขาแค่เพียงอยากจะโทรศัพท์บอกข่าวดีกับยายแม่มด แต่เธอไม่ได้ทิ้งเบอร์ไว้ให้ การติดต่อเท่ากับศูนย์

“แสดงว่าเราเลิกรักกันจริง ๆ ใช่ไหม แหม การอกหักเป็นแบบนี้เอง”

เขาส่ายหน้าไปมาและหัวเราะให้กับความเพ้อเจ้อของตัวเอง ที่ขอผู้หญิงเป็นแฟนแค่ครึ่งวัน


รังไรเดินวนไปวนมาในห้องนอนของตัวเอง ครั้นจะโทรศัพท์หาชบาฉายก็รู้คำตอบอยู่แล้วว่าเธอต้องโดนบ่นเป็นกระบุ้งโกยแน่ ๆ แต่ตอนนี้ถ้าให้เธออยู่กรุงเทพฯ ต่อมันคงจะเป็นไปได้ยากหัวใจของเธอไม่พร้อมจะต่อสู้กับความเป็นจริงได้เลยว่าปวินท์จะแต่งงานจริง ๆ ตอนนี้โทรศัพท์ยังชาร์ดแบตเตอรี่ไม่เต็ม คนเดียวที่เธอพอจะพูดคุยกับเขาได้ เธอใช้โทรศัพท์บ้านโทรศัพท์ถึงคนที่เธอไว้ใจ

“ฮัลโหล สวัสดีครับ”

“ฮัลโหลครับ ไม่ได้ยินเสียงเลยครับ”

“หวัดดี ขอโทษที่เธอมาตอนดึก”

“ใครครับ”

“แฟนเก่าไง คนแปลกหน้า”

“ยายแม่มด” พอจุลจำเสียงเธอได้ เขาก็ลุกขึ้นนั่งบนที่นอนทันที หัวใจมันโครมครามแปลก ๆ ผสมกับความดีใจเล็ก ๆ ที่ได้พูดคุยกับเธอ

“เป็นยังไงบ้างโดนที่บ้านต่อว่าหรือเปล่า” เขาถามด้วยความห่วงใย

“ก็โดนบ่นอยู่หลายบทเชียวหล่ะ แล้วคุณเป็นไงบ้างได้งานไหม”

“งานเหรอ ก็ดี เขาเห็นในความสามารถของผม ต้องขอบคุณคุณนะที่พาผมไปฝากนามบัตรไว้ที่ห้องสมุดน่ะ” จุลยิ้มเขินออกมา

“ความสามารถคุณต่างหาก ไม่เกี่ยวกับฉันหรอก”

“โทรศัพท์มาหาผมตอนดึก เพราะคิดถึงแฟนเก่าอย่างผมใช่ไหมล่ะ” เขาล้อเล่นกับเธอ

“ประมาณหนึ่ง” รังไรหัวเราะเสียงใสออกมา แค่เพียงได้ยินเสียงของเขา เธอก็รู้สึกอุ่นในหัวใจขึ้นมาทันที

“เท่าไหร่ล่ะ” เขาหาวหวอดใส่ปลายสาย แต่ก็เต็มใจรับสาย

“คุณจุล เป็นที่ปรึกษาให้หน่อยได้ไหม” เธอส่งเสียงอ้อนกลับไป

“ไงล่ะ เป็นแม่มดก็มีคาถาก็เสกไปซิ ต้องมาอาศัยคนแปลกหน้าแบบผมทำไม” เขาหัวเราะให้อีก

เธอยืนกอดอกและปั้นหน้าบูดเหมือนกับว่าเขายืนอยู่ตรงหน้า

“ไม่อยากช่วยจะได้วาง”

“แม่มดน้อยใจเป็นด้วย” เขายิ้มกว้างออกมา

“คือว่า ฉันอยากให้งานแต่งงานของพี่ปวินท์ล้มเลิก”

“ล้มเลิก คุณจะทำอะไร” เขาถามด้วยความตกใจ

“ฉันจะไปบอกตกลงพี่ปวินท์” เธอตอบด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ

จุลเงียบเสียงไปสักพัก แต่ปลายสายยังพูดประโยคเดิม ๆ ซ้ำ ๆ เขารู้ในทันทีว่าในใจจริงแล้ว รังไรก็ไม่ได้อยากจะทำแบบที่เธอพูดสักนิด เพียงแต่เธอกำลังสับสนเท่านั้นเอง

“พอแล้ว รังไร คุณตั้งสตินะ วันหนึ่งคุณต้องทำใจได้ บางทีคุณปวินท์ของคุณอาจจะไม่ใช่อย่างที่คุณเห็นก็ได้นะ” จุลพยายามอธิบาย แต่ถ้าเล่าความจริงว่าเขาพบทั้งสองคนแล้ว รังไรจะยอมรับได้ไหม

“คุณจุล ฉันทำใจเลิกรักพี่ปวินท์ไม่ได้”

“รังไร ฟังผมนะ คุณใจเย็น ๆ ก่อน ค่อย ๆ คิด ไว้เรานัดเจอกันแล้วค่อยคุยกันอีกทีดีไหม” จุลพยายามพูดเสียงเรียบเพื่อให้เธอเชื่อใจเขา

“ไม่เป็นไร ถึงเราจะพบกันคุณคงช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี ทำไมไม่เห็นมีใครเข้าข้างฉันเลย แค่นี้แล้วกันนะ ขอบคุณที่รับสาย” น้ำเสียงเธอแสดงความน้อยใจออกมา

ตู๊ด ตู๊ด “รังไร รังไร” จุลพยายามกรอกเสียงไปปลายสาย พอเปิดหน้าจอดูเบอร์กลายเป็นเบอร์ขึ้นต้นด้วยศูนย์สอง เขาไม่แน่ใจว่าเบอร์สาธารณะหรือเบอร์บ้าน

“เฮ้อ ยายแม่มด แล้วจะติดต่อกันยังไง ผมจะช่วยคุณยังไงดีนะ”

คืนนั้นจุลเลยต้องกลับมานอนคิดถึงรังไรทั้งคืนเพราะกลัวเธอจะทำอะไรไม่ดีออกไป เพราะถ้าวัดกันตามตรงแล้ว มันน่าแปลกที่ปวินท์จะรักรังไรจริง ๆ เพราะสไตล์ของพลอยพิณและรังไร คนละเรื่องกันเลย แล้วเขาจะทำยังไงดี เขาได้แต่คิดว่า ผู้หญิงที่ปักใจรักผู้ชายมากมายจนยอมทำทุกอย่างเพื่อชายคนนั้น ช่างเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารจริง ๆ ลันนา และ รังไร ทั้งสองคนต่างก็เหมือนกันจริง ๆ






 

Create Date : 17 เมษายน 2555    
Last Update : 17 เมษายน 2555 8:31:29 น.
Counter : 386 Pageviews.  

รังที่ 7



รังไรลวงรัก
รังที่ 7


รังที่ 7

รังไรรู้สึกเหมือนแขนขาช้าแปลก ๆ จึงขยับตัวเพราะจะเหยียดขาให้ตรงกลับเหมือนขาชนเข้ากับอะไรบางอย่าง เธอจึงลืมตาตื่นขึ้นมาและมองซ้ายขวา ลุกขึ้นนั่งชะโงกหน้ามองทะเลขาวด้านหน้า สายลมพัดแรงจนผมเผ้ากระเจิง พอหันไปทางด้านขวามือ

“ไอ้บ้า คนแปลกหน้า ตื่นนะ แล้วนี่มันที่ไหนกัน” เธอเขย่าตัวจุลจนสุดแรง

“เฮ้ย ยายแม่มด เจ็บนะ หยุดได้แล้ว” เขาจับข้อมือเธอไว้ทั้งสองข้าง

“เฮ้ย ปล่อยนะจะทำอะไรฉัน” สีหน้าเธอหวาดกลัวมาก เมื่อเขาเขยิบหน้าเข้ามาใกล้ ๆ จนปลายจมูกของเขาจวนจะชนใบหน้าที่เอียงเพื่อหลบเลี่ยงเขา

“คนไม่อาบน้ำ ไม่หอมแก้มให้เสียเวลาหรอก” เขาปล่อยมือเธอลงและหัวเราะออกมา

รังไรได้แต่นั่งพิงตัวอยู่ข้างประตูรถ ตอนนี้เขาเปิดประทุนรถออกรับลมโชยอย่างเต็มที่มากกว่าเดิม

“ดูซิ ผมกระเจิง สมกับเป็นแม่มดเลย หน้าตาก็มอมแมม ดูไม่ได้ แถมยังมีใครบางคนไม่รู้นอนร้องไห้กระซิก กระซิกทั้งคืน แถมยังดึงมือผมไปจับแนบแก้มไว้อีก” เขาออกไปยืนบิดขี้เกียจนอกรถ

“ฉันไม่ทำอะไรแบบนั้นหรอก แค่หลวมตัวมากับคุณชีวิตก็แย่พอตัวแล้ว ทำไมมีแต่เรื่องแย่ ๆ ไม่เข้าใจเลย ต้องเป็นเพราะนกบ้าตัวนั้นแน่ ๆ” เธอนั่งคิ้วขมวดกอดอกไม่สบอารมณ์นัก

เขาเดินมาเท้าตัวกับขอบประตูรถ “คุณแม่มดครับจะไปโทษนกตัวนั้นก็ไม่ถูก บอกแล้วไงบางทีมันก็เป็นตัวช่วยให้เราสองคนมาพบกันไง พรหมลิขิตน่ะ เคยได้ยินไหม”

“พรหมลิขิตใช้กับคนที่เป็นคนรักกัน แต่ฉันกับคุณไม่ใช่สักหน่อย”

“ลองไหมล่ะ เผื่อจะทำให้หัวใจเราสองคนแข็งแรงขึ้นนะ” สายตาเขาส่งมาพร้อมกับคำพูด
รังไรไม่ตอบคำถาม เธอแค่รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อยไม่กล้าสบสายตาหวานซึ้งของเขาในตอนนี้ และอีกอย่างมันมีความสับสนที่กำลังแทรกซึมในหัวใจอยู่ทุกขณะ

“กลับบ้านเถอะคุณจุล”

“ขอผมพักสักแป๊ปไม่ได้หรือไง แทนที่ผมจะเข้าไปหลับสบายในบ้านของผม แต่กลับต้องมานอนสละเลือดให้ยุงทะเลอยู่กับคุณ ธุระก็ไม่ใช่” เขายืนหาวหวอด

“ขอบคุณนะ” รังไรพูดออมเสียง เพราะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองที่เป็นคนนั่งหลับมากับเขาเอง

“ว่าไงนะไม่ได้ยิน” เขาแกล้งทำเป็นเอามือป้องหูและเอียงตัวมาถาม

“ขอบคุณ ขอบคุณ” เธอตะโกนใส่เขา

“ออกมาจากรถเร็ว ไปเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย” เขาเดินอ้อมมาเปิดประตูรถให้เธอ

เธอลงจากรถพร้อมหอบผ้าห่มลงมาด้วย และเดินตามเขาเข้าบ้านริมทะเลอย่างว่าง่าย เขาปล่อยให้เธอใช้ห้องส่วนตัวอีกหนึ่งห้อง แต่เธอได้ยินเสียงเขาขับรถออกไปจากบ้าน พอเธอจัดการตัวเองเรียบร้อยก็ออกไปนั่งรอเขาอยู่หน้าบ้าน

“อ้าวคุณผมไปซื้อเสื้อผ้ามาให้ คุณน่าจะใส่ได้นะ” เขายื่นถุงให้กับเธอ

“ไม่เห็นต้องเปลี่ยนเลย”

“เปลี่ยนเถอะ เมื่อวานคุณโดนทั้งขี้นก โดนทั้งกาแฟหกใส่เสื้อ ผมก็เหมือนกัน เปลี่ยนเถอะจะได้สบายตัวนะ” เขาเลยยัดถุงใส่มือเธอ

วันนี้รังไรรู้สึกไม่มีแรงต่อล้อต่อเถียงกับเขาเท่าไหร่นัก ก่อนเดินเข้าบ้านเธอขอยืมโทรศัพท์มือถือของเขาเพื่อโทรศัพท์กลับบ้าน เสียงแม่ต่อว่ากลับมาเป็นกระบุงโกย แม่คงจะห่วงมากและบรรยากาศเงียบขนาดนี้ จุลได้ยินชัดบ้างไม่ชัดบ้างเขาเลยแอบยิ้มกับคำพูดที่แม่ต่อว่าเธอ

“แม่คะ ใจเย็นน่า ก่อนเที่ยงถึงบ้านแน่ ๆ แม่ไม่ไว้ใจรังไรหรือไงคะ”

“ไว้ใจ แต่แม่เป็นห่วง”

“แค่นี้นะคะ เกรงใจเจ้าของโทรศัพท์” เธอวางสายไปและส่งคืนให้กับเขา

“คุยต่อก็ได้นะ อ้าวแล้วจะโทรศัพท์บอกคนรักคุณไหม หรือว่ากลัว” เขาแกล้งหยอกเธอ แล้วก็เดินนำเข้าบ้านไปก่อน

“เมื่อไหร่จะเลิกเข้าใจผิดนะ” เธอนั่งหน้ามุ่ยแล้วก็ตามเขาไป

ตกสายเขาขับรถพาเธอไปนั่งรับประทานอาหารเช้า ตอนที่เดินเล่นในตลาดมีคนหันมามองทั้งสองคนแล้วก็ยิ้ม จนตอนนี้รังไรเริ่มรู้สึกอายมากขึ้น

“รีบเดินไปก่อนนะ” รังไรหันมากระซิบกับเขา

แต่เขากลับดึงข้อมือเธอไว้ “เอาน่ายายแม่มด ผมแค่เวลาแค่ช่วงเช้าของวันนี้ เราลองมาเป็นคนรักกันดูไหม ว่าจริง ๆ แล้วถ้าเราเจอใครสักคนที่ใช่ เราอยากทำอะไรกับเขาบ้าง เราอยากพูดคุยอะไรกับเขาบ้าง พอกลับกรุงเทพฯ ทุกอย่างก็จบ”

“เอางั้นเลย เพื่ออะไร” รังไรถามเขา

“จริง ๆ ผมพูดจริง ๆ เกิดมายังไม่เคยควงใครเลยสักคน อยากรู้ถ้ามีแฟนขึ้นมาจะทำอะไรเป็นไหมนะซิ” เขาหัวเราะเขิน ๆ

รังไรเลยหน้าแดงขึ้นมาเฉย ๆ “คือ คุณพูดแปลก ๆ นะ แล้วผู้หญิงที่คุณนัดเจอเมื่อวานก็เป็นคนรักคุณไม่ใช่เหรอ ไอ้ที่คุณทำเมื่อวาน การเอาใจใส่ใครสักคน หรือกับสิ่งที่คุณดูแลฉันตั้งแต่เมื่อคืน คงไม่ต่างอะไรมากนักหรอก ฉันคิดว่ามันน่าจะคล้าย ๆ กันนะ”

“พูดแบบนี้ไม่มีประสบการณ์เหมือนกันแหละ รู้หรอกน่า เอาไว้วันนี้เรามาเปิดใจกันไหมล่ะ” จุลยิ้ม
เขาเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้ “เริ่มเป็นแฟนกันตอนนี้เลยนะ”

“คุณจุล” เธอมองหน้าเขา แต่เหมือนเขาจะมีความสุขพิเศษจนดวงหน้า แววตาเขายิ้มตลอดเวลา วันนี้จุลและรังไรสวมเสื้อยืดเหมือนกันมีตัวการ์ตูนชายหญิงจูจู๊บ และเขียนว่าเรารักกัน คนทั้งตลาดต้องมองอยู่แล้ว จุลคอยเอาใจจูงมือไม่ห่าง เลือกซื้อของกินในตลาดที่มีมากมาย หยอกล้อเล่นกัน พูดคุยถึงเรื่องทั่ว ๆ ไป และซื้อดอกกุหลาบที่ห่อด้วยใบตองให้ อย่างนี้เหรอที่คนรักเขาปฎิบัติต่อกัน รังไรได้แต่แอบมองแววตาแห่งความจริงใจของเขา ทุกอย่างกำลังจะจบลง ตอนนี้เรากลับมานั่งในรถ เขาปิดประตูลงเรียบร้อยและยื่นหน้ามาใช้ปลายจมูกสัมผัสแก้มนวลของเธอเบา ๆ

“ผมรักคุณนะ” น้ำเสียงแสงอ่อนโยน

“อืม” รังไรได้แต่พยักหน้าหงึกหงัก ตอนนี้มันร้อนผ่าวและเหมือนริมฝีปากมันเผยอยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว มันมีตัวความสุขบางอย่างที่เหมือนจะระเบิดออกมาจากก้นบึ้งหัวใจ ความรักที่ไม่ต้องร้องขอ มันมีความสุขแบบนี้นี่เอง

“จะกลับกรุงเทพฯ แล้ว วันนี้มีนัดสัมภาษณ์งานตอนบ่าย”

“จริงหรือคะ ยินดีด้วยนะทำให้เต็มที่นะคะ” รังไรยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ตอนนี้ความสุขมันคงล้นปรี่ในหัวใจ จนเธอลืมไปแล้วว่านี่คือการแสดงบทบาทระหว่างกันเท่านั้นเอง

“ยิ้มแบบนี้ค่อยเป็นนางฟ้าหน่อย” เขาหันมายิ้มให้กับเธอ

“คนแปลกหน้า” เธอยิ้มเขินและเบี่ยงสายตาไปทางอื่น

“หยิบน้ำเปล่าให้หน่อยซิ คอแห้งจัง” เขาหันมาบอกกับเธอ

รังไรกุลีกุจรเอื้อมมือไปหยิบให้เขาและเปิดฝายื่นให้กับเขา เธอบริการเขาเต็มที่ ตอนนี้รังไรได้แต่นึกว่าถ้าคนขับรถเป็นปวินท์เธอคงอยากทำแบบนี้ และอยากจะนั่งมองหน้าเขาอยู่อย่างนี้ไปตลอดทาง

“นี่จ้องอะไรรังไร”

“เปล่าค่ะ” เธอกลับมานั่งนิ่งสงบเหมือนเดิม

“เราสองคนมาเล่าเรื่องในหัวใจเพื่อแลกเปลี่ยนกันไหม เรื่องบางเรื่องที่เราบอกใครไม่ได้น่ะ” จุลหันมายิ้ม

“เช่นอะไร นิสัยเหรอ”

“ไม่อยากรู้หรอก นิสัยมันต้องศึกษากัน บอกมาก็สัมผัสไม่ได้ ผมแค่อยากรู้เรื่องของผู้ชายคนนั้นของคุณ แล้วผมจะเล่าเรื่องผู้หญิงคนนั้นของผม” จุลยิ้ม แววตาเขาจริงจัง เขาไม่ได้บอกว่ากำลังพูดเล่น หรืออยากรู้เรื่องส่วนตัวของใคร แต่น้ำเสียงเขากำลังแสดงความเป็นห่วงบางอย่างส่งผ่านมาให้เธอ

“ตรงประเด็นดีนะ”

“เขาคือพี่ปวินท์ เป็น เพื่อนสนิทของพี่ชายฉันเอง”

“อ้อ ชอบคนอายุเยอะกว่า” เขาตาเศร้า ๆ เสียงอ่อย

“ผู้หญิงมักชอบคนอายุเยอะกว่า เพราะต้องการความอบอุ่น คนที่จะดูแลเราได้ ที่สำคัญจะได้อ้อนได้ด้วย” เธอหัวเราะเสียงใสออกมา

“เวลาพูดถึงเขา คุณไม่ต้องเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนก็ได้นะ” เขาค่อนขอดเธอ แต่ไม่ได้หันมองหน้าเธอเหมือนทุกคน ดูสีหน้าเขาเครียดเล็กน้อย

“ตกลงอยากจะฟังหรือเปล่า” รังไรถามเขา

เขาพยักหน้า แต่ไม่ยิ้ม ไม่สบตา

“หึงเหรอ ที่รัก”

“อืม” เขาตอบซีเรียสมาก

“จริงจังไปแล้ว คนแปลกหน้า” รังไรหัวเราะออกมา แต่เขาไม่ได้หันมายิ้มให้ คิ้วขมวดเล็กน้อย เธอเลยนั่งนิ่ง ๆ ไม่ได้เล่าเรื่องต่อ จนรถติดไฟแดง

“เล่าต่อซิ นั่งเงียบทำไม” เขาทำน้ำเสียงอารมณ์เสียใส่

“ก็เห็นไม่พอใจ” เธอกระเง้ากระงอด

“เริ่มสักทีที่รัก” เขาหัวเราะน้อย ๆ แต่ดูรู้ว่าฝืนสุด ๆ แล้ว

“ฉันหลงรักพี่ปวินทร์ตั้งแต่รู้จักครั้งแรก ฉันอ่อนกว่าพี่เขาสี่ปี จริง ๆ แล้วฉันมีพี่ชายหนึ่งคนคือมี โสมนัส ไปไหนก็หอบหิ้วฉันไปด้วย เพราะพ่อกับแม่ทำงานเดินทางต่างประเทศบ่อยมาก ฉันต้องไปอยู่กับคุณอาและมีน้องชายอีกสองคนคือ ลูกตาล ต้นเตย ฉันเลยมีนิสัยคล้ายกับเด็กผู้ชาย ตอนพบพี่ปวินท์ครั้งแรก
เขาบอกว่าเด็กผู้หญิงที่ดีควรจะต้องพูดจาหรือแต่งตัวยังไงบ้างแล้วจะดูน่ารัก เวลาไปเที่ยวพี่ปวินท์จะพาฉันไปซื้อเสื้อผ้าและสิ่งของต่าง ๆ เกี่ยวกับผู้หญิงโดยที่พี่นัสกลับอายที่จะทำแบบนั้น เราสนิทกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนที่ฉันอยู่มัธยมปีที่ 3 พี่ปวินท์ก็จบมัธยมปีที่ 6 พอดี พี่เขาไปเรียนต่อเมืองนอก วันนั้นฉันกับพี่นัสไปส่งพี่เขาด้วย ฉันรู้สึกไม่อยากจากพี่เขาไปเลย มันมีความกลัวหลาย ๆ อย่างในตอนนั้น วันนั้นฉันตัดสินใจจะบอกรักเขา”

“แล้วได้บอกไหม” เขาถามด้วยความตื่นเต้น

รังไรพยักหน้าและยิ้มสวยออกมาอย่างไม่รู้ตัว

“วันนั้นที่สนามบิน มันเป็นวินาทีสุดท้ายแล้ว ถ้าฉันไม่บอกออกไป ต้องเสียใจมาก ๆ เลย พี่ปวินท์เหมือนรู้คิว เขาพาฉันเดินแยกจากครอบครัวไปคุยกันสองคนที่ริมกระจกตรงเก้าอี้พักผู้โดยสาร บรรยากาศเสียงประกาศแสนวุ่นวาย เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำจนถึงขั้วหัวใจ ตอนนั้นสำหรับฉันทุกอย่างคือความเงียบสงบ และเหมือนได้กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากตัวของพี่ปวินท์ แววตาและน้ำเสียงแสนอ่อนโยนของเขา และมือที่กุมมือของฉันไว้แน่น ฉันจำได้ไม่เคยลืม ฉันบอกไปว่า “รังไรชอบพี่ปวินท์ค่ะ”” รังไรยิ้มเหมือนเธอกำลังย้อนเวลากลับไปตอนนั้น

“แล้วเขาตอบว่าไง”

ตอนนี้รังไรดวงหน้าเจื่อนและก้มหน้าลง เหมือนสมัยเด็ก ๆ จนถึงตอนนี้ เวลาเธอเศร้าทำได้อย่างเดียวคือ การก้มหน้าให้มากที่สุด

“เป็นอะไรไปรังไร เล่าต่อซิ” เขาหันมาลูบศีรษะเธอ

“พี่ปวินท์ไม่ตอบ เขายิ้มแล้วบอกว่า ขอบคุณนะ ระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ยาวนานราวเจ็ดปี ที่พี่ปวินท์อยู่ต่างประเทศยังไม่เคยละความพยายาม เราสองคนส่งต่อกำลังใจให้แก่กัน พี่ปวินท์บอกว่าให้รอเขา ฉันก็รอ เขาบอกว่าคิดถึงฉันตลอดเวลา มันก็รู้สึกอบอุ่นเสมอเมื่อได้ยินคำว่าคิดถึง แต่พอพี่เขากลับมาเมืองไทยตอนไหนฉันยังไม่รู้เลย รู้อีกทีพี่นัสก็มาบอกฉันทื่อ ๆ ว่า พี่ปวินท์จะแต่งงานแล้วนะ “ เธอนิ่งเงียบ

“ทำไมจบเศร้าจัง ผมยังเห็นเขามาเกาะแกะคุณอยู่เลย เวลาเขามองคุณแทบจะกลืนกินคุณเข้าไปแล้ว” เขาแกล้งพูดขำ ๆ แต่สาวข้าง ๆ ไม่ได้ขำด้วย

“นั่นแหละคือปัญหา เขากลับมาเพื่อบอกรักฉัน และอยากให้เราสองคนกลับมาเริ่มต้นด้วยกัน แต่เดือนหน้าพี่เขาจะวิวาห์แล้ว ถ้าฉันตอบตกลงมันคงดีกับความรู้สึกของฉันที่รอคอยเขามานานหลายปี แต่คุณพลอยพิณไม่ได้รู้เห็นกับเรื่องนี้ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้มีปาฏิหาริ์ยงานแต่งล้มเลิกไปซะ ฉันกับพี่ปวินท์คงจะได้รักกันโดยที่ฉันไม่ต้องรู้สึกผิดอยู่อย่างนี้” รังไรถอนใจออกมา

“ความคิดรุนแรงมาก คุณไม่คิดบ้างหรือว่า บางทีเขาอาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ของคุณก็เป็นได้ ทำใจซะเถอะ ถ้าคุณฝืนรักเขาต่อไปมีแต่เจ็บ แบบ หาจุดจบไม่เจอ ไม่อย่างนั้นคุณก็ต้องไปเป็นภรรยาน้อย ภรรยาเก็บของเขา” เขาส่งเสียงห่วงใยกลับมาดูไม่ตรึงเครียดเหมือนตอนแรก

“เรื่องที่ทำให้ฉันหลวมตัวมากับคุณก็เรื่องนี้แหละ เมื่อคืนความคิดรุนแรงแบบแม่มดอย่างฉัน มันฟุ้งซ่านไปหมดในหัวของฉัน คิดแต่หาวิธีจะกำจัดคุณพลอยพิณออกไป”

“แล้วตอนนี้ล่ะ”

“ไม่รู้ซิ” รังไรดูเหนื่อยล้ามากทีเดียว จุลได้แต่มองภาพสาวน้อยที่นั่งมองออกไปนอกกระจก
ทำไมตอนนี้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้นก็ไม่รู้ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากปากของรังไร รู้แต่ว่าเธอยังไม่มีใคร แต่บาดแผลในหัวใจของเธอมันช่างเป็นแผลเรื้อรังเสียจริง จะมีทางไหนที่เขาจะช่วยเยียวยาเธอได้ก็ไม่รู้

“นี่อย่ามัวมาฟังกันเพลิน ๆ ซิ เล่าเรื่องผู้หญิงคนนั้นของคุณมาเร็ว ๆ เลย” รังไรแกล้งทวง

“ไม่เล่าวันนี้หรอก นี่เข้ากรุงเทพฯ แล้วจะให้ส่งตรงไหนล่ะแม่มด” เขาหันมายิ้ม

“คุณไปแถวไหนฉันก็ลงตรงนั้นแหละ”

“ไม่เอา เอาส่งใกล้ ๆ บ้าน หรือจะให้ส่งที่บ้าน” เขาจริงจัง

“ถ้าไปส่งหน้าบ้าน แม่ได้ตีหัวฉันแน่เลย ว่าฉันไปค้างอ้างแรมกับผู้ชายน่ะ” เธอหัวเราะเสียงใส

“คุณจุลแล้วฉันจะรับรู้เรื่องของคุณเมื่อไหร่”

“เอาเบอร์โทรศัพท์ของคุณมาซิ ผมจะได้โทรศัพท์ตาม” เขายื่นมือให้เธอ

เธอตีมือเขากลับไป “ไม่ให้หรอกไว้ฉันติดต่อคุณกลับไปเอง”

“ใจร้ายจริง ๆ ยายแม่มด” เขาหัวเราะออกมา

“คุณลงตรงนั้นปลอดภัยนะ” เขาชี้ไปที่สถานีรถไฟฟ้า

เธอพยักหน้าหงึก ๆ ก่อนเธอจะลง เขาโผล่ตัวเข้ามากอดเธอ “ขอบคุณนะรังไร”

“ปล่อยเถอะค่ะ” เธอผลักเขาออก แต่เขากลับยิ้มและหยิบกระเป๋าให้เธอ พร้อมกับลูบศีรษะของเธอเบา ๆ

“รังไร คุณสัมผัสได้ใช่ไหมว่าการที่เราสองคนตกลงเป็นแฟนกันมันทำให้เรารู้สึกดีแค่ไหน” เขายิ้มออกมา

รังไรพยักหน้าและยิ้ม

“ตอนนี้เราเลิกกันนะ ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่คุณจะติดต่อผมกลับมาอีก แต่ผมเชื่อว่าเราสองคนต้องได้พบกัน ไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนของโลกใบนี้ ผมจะหาคุณจนเจอ” เขาจับมือเธอไว้

“ขอบคุณค่ะคุณจุล ชายแปลกหน้าของฉัน ไปนะคะ ขอให้โชคดีเรื่องงานนะคะ”

เธอก้าวขาลงจากรถแล้วและต้องหันมาเคาะกระจกรถอีกครั้ง

“คุณจุลคะ ตอนนี้เราสองคนเลิกกันแล้ว คราวหน้าถ้าพบกันอย่างมาลุ่มล่ามกับฉันอีกนะคะ ฉันไม่ชอบ เราสองคนไม่ใช่แฟนกันแล้ว เป็นไงคะ นอกจากจะรู้สึกถึงความรักแล้ว ตอนนี้คุณสัมผัสได้ถึงตอนอกหักด้วยหรือยัง” เธอหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขและโบกมือลาเขา

จุลขับรถออกจากข้างทางพร้อมกับส่ายหน้าไปมา ยิ้มอย่างมีความสุข แต่ตอนบอกเลิกกันนั้น มันก็แปลบ ๆ ที่หัวใจชอบกล

“แสบนักนะยายแม่มดของผม”




 

Create Date : 14 เมษายน 2555    
Last Update : 14 เมษายน 2555 17:28:41 น.
Counter : 400 Pageviews.  

รังที่ 6



รังไรลวงรัก
รังที่ 6


รังที่ 6

เสียงสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของเขาดังขึ้นขณะที่ขับรถออกมาได้ไม่ไกลนัก เบอร์ที่แสดงให้เห็นนั้นเขาไม่รู้จักมาก่อนแต่เขากดรับไว้ ปลายสายแจ้งว่าเป็นบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งสนใจอยากร่วมงานกับเขาและอยากจะนัดสัมภาษณ์งานในวันพรุ่งนี้ เขารู้สึกตื่นเต้นดีใจมากที่ได้รับโอกาสครั้งใหม่ มีหลายคนมักถามเขาว่าทางบ้านก็พอจะมีเงินทุนมากมายให้เขาเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง แต่ทำไมถึงไม่เปิดเองเที่ยวเร่หางานเป็นลูกน้องคนอื่นทำไมกัน เขาตอบได้คำเดียว คือ ประสบการณ์ ที่ตอนฝึกงานก็ไม่ได้อะไรมากมายนัก คงต้องเริ่มจากการเป็นลูกน้องก่อนแล้วค่อยพัฒนาไปยังตำแหน่งอื่นคงจะดีกว่าสำหรับนักศึกษาที่เพิ่งพ้นรั้วมหาวิทยาลัยมาได้ไม่นานนัก

“แทนที่เราจะดีใจเรื่องงาน ทำไมใจเรากังวลไปถึงยายแม่มดตลอดเวลากันนะ” เขาพร่ำกับตัวเองในรถขณะที่เป็นเวลานักเรียนเลิกเรียนเป็นส่วนใหญ่ ถนนจึงคราคร่ำไปด้วยรถหลากหลายรูปแบบและยี่ห้อ เขาเอื้อมมือไปเปิดเพลงจากสถานีฟัง เขาจำได้ดีเพลงนี้ลันนาชอบมากทีเดียว นึกอยากจะกดโทรศัพท์หาแต่คงดูไม่เหมาะ ลันนาออกตัวแรงถึงสถานะระหว่างเขากับเธอว่าเป็นแค่พี่น้องกัน และตอนนี้เขากลายเป็นผู้รับเหมาออกแบบร้านให้กับเธออีก ถ้าเขารีบเร่งไปบางทีลันนาอาจจะไม่อยากพบหน้าเขาอีกเลยก็เป็นได้


รังไรรู้สึกอึดอัดผิดปกติเมื่อนั่งมาในรถของปวินท์สองต่อสอง จริง ๆ มันน่าจะเป็นที่หน้ายินดีไม่ใช่หรือที่ได้ใกล้ชิดกับคนที่เธอรอคอยอีกครั้ง แต่เพราะเขามาวันนี้เพื่อมาทวงคำตอบจากค่ำคืนก่อน แล้วจะทำยังไงดี ถ้าเธอตอบตกลงเธอจะเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นหรือเปล่า เธอช่างใจอยู่ไม่น้อย

“รังไรเป็นอะไร ดูซิจู่ ๆ ก็ทำหน้าคิ้วขมวด”

“เปล่าค่ะ”

“ว่าแต่ไอ้นัสเป็นไงบ้าง วันไหนจะลงมากรุงเทพฯ พี่จะได้นัดทานข้าวกับมันสักหน่อย วันนั้นพี่โทรศัพท์ไปหานัสคุยกันไม่กี่คำ ดูเหมือนนัสจะยุ่งมาก” ปวินท์พูดคุยยิ้มแย้มอย่างสบายใจ

“ช่วงนี้พี่นัสมีโปรเจคทำผลิตภัณฑ์หลายอย่างเกี่ยวกับผลิตผลที่ไร่ค่ะ เลยยุ่ง ๆ ยุ่งจนหาแฟนไม่ได้ สงสัยใกล้จะขึ้นคานแล้วหล่ะ” เธอหัวเราะออกมา

“นั่นซิ”

“อยากให้นัสมีแฟนมากเหรอ แล้วช่วยพี่เขาหาหรือเปล่า”

“ใครจะไปอยากได้พี่ชายปากสุนัชขนาดนั้น พี่ปวินท์ก็ทราบดีว่า พี่นัสชอบจิกกัดผู้หญิงคงไม่อยากจะเข้าใกล้เขานักหรอก” เธอค่อยสบายใจที่เขาเปลี่ยนคุยเรื่องอื่นแทน

“แล้วรังไรอยากได้พี่สะใภ้แบบไหน”

“แบบไหนก็ได้ ให้เป็นคนดีรักพี่นัสอย่างจริงใจก็พอแล้วค่ะ”

“นิยามสั้นแต่ความหมายกว้างมากเลยนะครับรังไร” ปวินท์หันมายิ้มให้เธอ ในขณะที่รถไม่ขยับเขยื้อนมากเท่าไหร่นัก

“แล้วรังไรล่ะ คิดว่านัสอยากได้น้องเขยแบบไหนกัน” เขาหันมาส่งสายตาให้กับเธอ

เธอรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้ากับสายตาอ่อนละมุนของเขาที่ส่งถึงเธอตอนนี้ เธอตอบพร้อมกับส่ายหน้าไปมา “ไม่ทราบค่ะ”

“แบบพี่พอจะได้ไหม”

“คือ....” เธอไปไม่ถูกเลย

เย็นนั้นเขาพาเธอไปนั่งทานอาหารที่ร้านในตัวเมืองไม่ไกลจากที่เธอนัดหมายลูกค้ามากนักเพราะว่าการจราจรติดขัดมากเกินกว่าจะเสียเวลาขยับเขยื้อนไปทางไหนได้อีก ระหว่างรับประทานอาหารเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องคำตอบอีกเลย เพราะจากสีหน้าของรังไรแล้วดูเหมือนจะอึดอัดพิกล เขาได้แต่มองแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข

“ปวินท์คะ” เสียงใส ๆ ของใครบางคนที่เธอไม่คุ้นหูเรียกชื่อชายตรงหน้าเธอ เธอหันตามเสียงนั้น ก็ต้องถึงกับประหม่าขึ้นมาทันที

“พลอย” ปวินท์มีสีหน้าตกใจไม่น้อย

ปวินท์รีบลุกขึ้นยืนและเดินไปหาเธอโดยเร็ว เขาโอบเอวเธอไว้และเดินมาที่โต๊ะ เธอเลยต้องรีบลุกขึ้นยืน

“ใครกันคะ” พลอยพิณตั้งคำถามพร้อมรอยยิ้ม ดูเธอจะไม่สงสัยหรือระแวงอะไรในตัวของรังไรเลยแม้แต่น้อย แต่รังไรซิกลับทำตัวไม่ถูก

“น้องรังไร เป็นน้องสาวของเพื่อนที่อยู่ไร่ชาที่ผมเคยเล่าให้ฟัง” ปวินท์แนะนำเธอแบบนั้น

“ชื่อน่ารักจังเลยนะคะ” พลอยพิณยิ้มรับ

รังไรยกมือสวัสดีแขกผู้ไม่พึงประสงค์สำหรับเธอ

“รังไรครับ นี่พลอยพิณเป็นคู่หมั่นของพี่” บทแนะนำสาวสวยคนนี้ไม่ทันจบประโยคเธอก็คล้องแขนของเขาไว้อย่างแนบแน่นแล้ว

“ทานข้าวด้วยกันไหมคะ” รังไรได้แต่คิดในใจว่าเธอไม่ควรถามด้วยซ้ำ ควรจะแค่ยิ้มเท่านั้นคงพอ

“ไม่เป็นไรค่ะ เชิญสองคนตามสบายนะคะ วันนี้พลอยมากับเพื่อน แต่ถ้าวินท์จะกลับเรียกพลอยด้วยนะคะ พลอยกลับบ้านกับคุณเลยดีกว่าเพื่อนจะได้ไม่ต้องไปส่ง” เธอพิงศีรษะซบไหล่เขาเล็กน้อยด้วยท่าทางสนิทสนม

พลอยพิณแยกตัวไปแล้ว เธอโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก

“พี่ปวินท์คะ รังไรขอตัวกลับก่อนแล้วกันนะคะ”

“อิ่มแล้วหรือไงเรา เพิ่งจะทานไปนิดเดียวเอง” เขาเอื้อมมือมาจับมือเธอไว้เบา ๆ

รังไรรีบชักมือออกทันที “ค่ะ”

“พี่ไปส่งนะ รังไรโกรธหรือเปล่าที่พี่แนะนำรังไรแบบนั้น” ปวินท์ปั้นหน้าไม่ถูก

“แนะนำ อ้อ ถูกต้องแล้วค่ะ รังไรเป็นน้องสาวที่โสมนัสและเป็นน้องสาวพี่ปวินท์ด้วย คุณพลอยสวยมากเลยนะคะ พี่ปวินท์ได้เลือกคู่ครองที่เหมาะสมมากแล้วค่ะ พี่นัสอยากพบคุณพลอยมากเลยนะคะ เขาเป็นเพื่อนสนิทของพี่ปวินท์แต่กลับไม่ได้เจอหน้าพี่ปวินท์เท่าไหร่นัก” รังไรส่งน้ำเสียงไม่สู้ดีนักออกไป

“อนถึงวันงานพี่มีโปรเจคจะไปถ่ายโฆษณาแถวไร่ของนัสอยู่แล้ว เลยนัดกันไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะไปหา แล้ววันนั้นพี่จะได้พบรังไรหรือเปล่า”

“รังไรไม่ทราบค่ะ อีกไม่กี่วันรังไรก็ตกงานแล้ว อาจจะพักผ่อนอยู่บ้านให้สมองผ่อนคลายสักพักแล้วค่อยไปช่วยงานพี่นัสที่ไร่ชาดีกว่า เพราะไปอยู่ที่นั่นคงไม่ได้เห็นแสนสีหรือความเจริญมากนัก” รังไรเสียงเนือยลงทุกขณะ

“แต่พี่มีลางสังหรณ์ว่าจะได้พบรังไรนะครับ”

เขามัดมือชกอีกแล้ว ถ้าเป็นแต่ก่อนเธอคงจะยิ้มจนปากกว้าง ทำไมวันนั้นที่สนามบินเขาไม่บอกความรู้สึกกับเธอมาตรง ๆ ว่ารู้สึกอย่างไร แต่ในเวลานี้อีกไม่นานเขากำลังจะแต่งงานแล้วทำไมเขากลับมาแสดงออกเพื่อจะรั้งเธอไว้อีก ความสับสนในหัวใจของรังไรแน่นเต็มอกเลย บางอารมณ์ความคิดชั่ววูบมันผุดขึ้นมาก และเหมือนจะภาวนาว่าอยากให้งานแต่งงานล้มเลิกไปซะ ถ้าเธอกับปวินท์มีชะตาที่เกี่ยวข้องกัน ขอให้เธอและปวินท์ได้รักกันสักครั้ง ได้ใกล้ชิดกันสักครั้งแบบที่ไม่มีพลอยพิณ ขอเพียงเท่านั้นให้ปวินท์รู้จักหัวใจตนเองว่าจริง ๆ แล้ว เขาอาจจะเลือกเธอมากกว่าพลอยพิณก็คงเป็นไปได้

เย็นวันนั้นรังไรขอตัวกลับออกมาจากร้านอาหารก่อน มันเป็นการดีที่เธอไม่ต้องตอบคำถามต่อหน้าปวินท์ แต่ทิ่สิ่งที่เธออยากจะตอบออกไปคือ “ตกลงค่ะเราจะรักกัน” มันอาจจะดูแย่ในสายตาคนอื่น แต่รังไรคิดแต่ว่าในเมื่อฟ้าเปิดโอกาสให้แล้วทำไมเธอไม่ลองรักเขาดูบ้างล่ะ มันอาจจะดีก็ได้ และฟ้าอาจจะกำหนดไว้แล้วก็ได้ เธอคิดได้เท่านั้นเอง เธอรู้สึกมึน ๆ ลอย ๆ บอกไม่ถูก เธอไม่ได้ออกมาจากร้านอาหารเพื่อโบกแท็กซี่หรือขึ้นรถไฟฟ้า รถใต้ดินกลับบ้าน แต่เธอกลับเดินเหม่อลอยอยู่ริมฟุตบาตไปเรื่อย ๆ เหมือนคนสิ้นคิดและจิตตก ความคิดในแง่ลบที่เชื่อว่าผู้หญิงดี ๆ หรือคิดเป็นอาจจะไม่กล้าทำแบบเธอด้วยซ้ำ มันผุดขึ้นมามากมายทำไมกับแค่ผู้ชายคนเดียวที่มีเจ้าของแล้ว เธอถึงอยากจะครอบครองเขามากนัก แต่แล้วสมาธิต้องแตกเมื่อได้ยินเสียงแตรรถของใครบางคนส่งสัญญาณเรียกเธอที่กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง

“แม่มดดึกแล้วมานั่งทำอะไรขึ้นรถเร็ว”

“ฉันต้องไปกับคุณหรือไง”

“จะขึ้นดี ๆ หรือให้อุ้ม เร็วซิเห็นไหมรถเมล์บีบไล่ผมอยู่นะ เดี๋ยวโดนตำรวจจับหรอก” เขาตะโกนเรียกเธอเปล่า ๆ ชายแปลกหน้าที่เธอเริ่มจะคุ้นเคย

รังไรรีบวิ่งขึ้นรถทันทีเพราะเห็นสถานการณ์และเสียงด่าทอจากคนขับรถเมล์เริ่มชัดเข้าเต็มสองหูแล้ว

“เป็นไงแม่มดมานั่งบริจาคเลือดให้ยุงหรือไง” เขาค่อนขอดเธอก่อนเลยเป็นการต้อนรับ

“เปล่าสักหน่อย” แล้วเธอก็เงียบไป

“ไปกินข้าวกับแฟนมาไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมมานั่งเปลี่ยวคนเดียวแบบนี้ล่ะ หรือว่า นัดบอกเลิกกกัน” จุลเอาคำพูดที่เธอเหน็บเขาไว้เมื่อบ่ายมาตอกย้ำความรู้สึกเธอ

“ยังไม่ได้บอกรักจะบอกเลิกกันได้ยังไง”

“อะไรกัน หวีดหวานกันขนาดนั้นไม่เคยบอกรักกันเลยหรือไง ใช้ไม่ได้เลยนะผู้ชายคนนั้นน่ะ” จุลขับรถไปเรื่อย ๆ ตามถนน เขาก็ไม่ได้ถามเธอหรอกว่าบ้านอยู่ไหน แล้วจะไปไหน รังไรคงลืมไปเช่นกันได้แต่นั่งถอนใจเงียบ ๆ ถามคำตอบคำ

“เงียบก่อนได้ไหมมีอะไรต้องคิดนะ” รังไรหันมาส่งเสียงดังกับเขา

“ทำยังกับเป็นเจ้าของรถเลยนะ เอาไงเอากัน น้ำมันลิตรละเท่าไหร่กันเชียว ขับมันไปเรื่อย ๆ ทั้งคืนเลยดีกว่า” จุลพูดจบเขาก็เปิดเพลงคลอไปเบา ๆ ท่าทางรังไรจะมีเรื่องให้คิดหนักจริง ๆ จากเวลาประมาณสักสี่ทุ่มกว่าจนตอนนี้จวนตีหนึ่งแล้ว เขาขับรถมาถึงที่บ้านพักริมทะเลของครอบครัว รังไรไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ เธอยังนั่งนิ่ง ๆ และสักพักเธอก็เผลอหลับไป

“ยายแม่มดรังไร ไว้ใจคนง่ายขนาดนี้เชียว แล้วจะทำไงล่ะหลับแล้วจะอุ้มเข้าบ้านก็ดูไม่งาม นิสัยยายแม่มดนี่ต้องตื่นมาโวยวายแน่ ๆ เลย นอนในรถนี่แหละ” จุลนั่งมองหน้าใส ๆ ของเธอ แต่ในค่ำคืนนี้ดวงหน้าเธอบอกอาการของคนหมดหวัง เกิดอะไรขึ้นกันแน่กับยายแม่มด แล้วลางสังหรณ์ที่เขามีตลอดบ่ายเกี่ยวกับรังไรมันแม่นยำขนาดนั้นเชียวเหรอ เขาเดินเข้าไปในบ้านและหยิบผ้าห่ม มาห่มให้เธอพร้อมปรับเบาะให้เอนลงอย่างช้า ๆ โดยเธอไม่รู้สึกตัวระหว่างหลับ

“พอสิ้นฤทธิ์ก็น่ารักดีเหมือนกันนะ เหมือนลูกแมวเชื่อง ๆ ตัวหนึ่งเลย” เขานั่งยิ้มและยืนมองทะเลอยู่นอกรถ ระยะเวลาสองปีที่ผ่านมาหัวใจของเขามันก็ทรง ๆ ตัวมาตลอดไม่เห็นมีวันไหนที่จะมีความสุขจริง ๆ หรือ สนุกสุดเหวี่ยงจริง ๆ สักที เขายืนหลับตาพริ้ม เสียงคลื่นทะเลซัดหาฝั่งอย่างไม่หยุดนิ่ง เวลาเสียงของมันกระทบกับหาดช่างเป็นเสียงที่ปลุกเร้าความคิดให้บรรเจิดทุกครั้ง พรุ่งนี้ช่วงบ่ายเขาต้องไปสัมภาษณ์งาน ประสบการณ์และความสามารถที่มีอยู่ในตัวพรุ่งนี้จะได้เปิดสู่สาธรณะชนให้เห็นสักทีนะ

“ขอให้พรุ่งนี้เป็นวันที่โชคดีสำหรับเรา”

จุลเดินกลับมาที่รถ พร้อมกับจุตพิตที่หน้าผากของรังไรเบา ๆ หนึ่งครั้ง

“ขอโทษที่ฉวยโอกาส แต่บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมถึงอยากจะแบบนี้ แต่คุณรู้ไหมว่าตอนนี้คุณดูน่ารักจริง ๆ” จุลกดปุ่มปรับเบาะให้เอนนอนอยู่ข้าง ๆ เธอ วันนี้รู้สึกเหนื่อยหัวใจแปลก ๆ แต่พรุ่งนี้จะคิดแต่เรื่องงานเท่านั้นเพื่อจะได้ก้าวเดินต่อไป จุลอธิษฐานก่อนหลับตา

“ถ้าเช้าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาขอให้มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในชีวิต”




 

Create Date : 16 มีนาคม 2555    
Last Update : 16 มีนาคม 2555 4:31:00 น.
Counter : 460 Pageviews.  

รังที่ 5



รังไรลวงรัก
รังที่ 5


รังที่ 5

จวนเวลานัดเข้าไปทุกที จุลออกอาการกระสับกระส่าย เหลียวซ้ายแลขวา แววตาบอกถึงความวิตกกังวลอะไรบางอย่าง

“เป็นอะไรมากไหมคุณชายแปลกหน้า ทำท่าพิกล”

“เปล่า” น้ำเสียงเขาขาดความมั่นใจเล็กน้อย จนรังไรสังเกตเห็นได้

“ฉันจะไปแล้วนะ คุณนั่งรอนัดพบสาวของคุณไปแล้วกัน” รังไรลุกขึ้น แต่เขากำลังถือวิสาสะจับข้อมือเธอไว้

“อยู่กับผมก่อน”

“แต่ฉันมีนัดกับลูกค้า” เธอหันมาตอบทันควัน แต่มองจากสีหน้าของเขาตอนนี้ ทำไมความทะเล้นมันหายไปเหลือเพียงความไม่มั่นใจในตนเองขึ้นมาดื้อ ๆ

เสียงกระดิ่งห้อยประตูดังขึ้น จุลเหลือบมองพร้อมกับหันมาพูดกับเธอ

“ขอเวลาสักห้านาทีเถอะนะ” เขาส่งสายตาอ้อนวอน โดยที่เธอไม่ทันได้ปฏิเสธอใด ๆ ทุกอย่างก็เหมือนจะดำเนินไปตามอย่างที่ใจของเขาอยากให้เป็น

เสียงทักทายของสาวสวย ตาคม สูงโปร่ง ถึงผิวจะคล้ำแต่เนียนราวน้ำผึ้ง

“ขอโทษทีนะจุล ลันมาช้าไปหน่อย”

“ลันนา” เสียงเขาพร่ำออกมาแผ่วเบา ต้องบอกแบบนั้น

“ไม่เป็นไร จุลรอได้ นานแค่ไหนจุลก็รอได้” สายตาหวานเยิ้มและคำพูดน้ำเสียงที่ผสมความดีใจ ความเศร้า บอกไม่ถูก รังไรได้แต่รอบสังเกตอาการของเขาที่เธอไม่เคยเห็น บางทีนายจุล ชายแปลกหน้าก็มีอะไรบางอย่างที่แสดงออกมาอย่างไม่เป็นตัวของตัวเองชอบกล

พอสาวสวยลันนา เข้ามายืนใกล้เขามากขึ้น จุลรีบปล่อยมือของเขาออกจากข้อมือของรังไร แล้วกระวีกระวาดเชื้อเชิญให้แขกที่เพิ่งเดินเข้ามานั่งแทรกกลางระหว่างเขาและเธอทันที ตอนนี้เหมือนรังไรคนนี้เริ่มไม่มีตัวตนในสายตาของเขาแล้ว

“ดื่มอะไรดี ลัน”

“เอ เอาอะไรดีนะ” ขนาดท่าครุ่นคิดของเธอ ยังดูน่ารักและสง่างามทีเดียว ไม่หวาน ไม่แข็งกระด้าง เป็นอาการที่ไม่ได้มีในตัวรังไรสักนิด

เขาเดินออกจากบาร์นั่งริมกระจก รังไรรู้จังหวะเวลาเป็นอย่างดี เธอเลยค่อย ๆ ลุกออกจากเก้าอี้ออกมาโดยไม่ร่ำลาชายแปลกหน้า พอออกมาถึงหน้าร้าน เหมือนหัวใจมันหล่นวูบ เธอได้แต่ยิ้มและส่ายหน้าให้กับตัวเอง

“ยังไงเราก็เป็แม่มดและหญิงแปลกหน้าสำหรับเขาเหมือนกัน ตาบ้าเอ้ย เล่นเอาฉันเสียเซลฟ์เหมือนกันนะ พอแฟนมาปุ๊ปสายตาที่ก่อนหน้านั้นอ้อนวอนให้ฉันอยู่มันก็หายวับไปเลย เฮ้อ” พึมพำคนเดียวจบเธอก็ถอนหายใจออกมา พร้อมกับรีบจ้ำไปยังร้านอาหารใกล้เคียงกับร้านเครื่องดื่มเดิมตามนัดของเธอ

จุลเดินกลับมาพร้อมกับเครื่องดื่มใหม่สามแก้ว

“เอ้ายายแม่มดหายไปไหน” เขาชะเง้อคอเหลียวมอง แต่สัมภาระของหญิงแปลกหน้าก็หายไปแล้ว

“ใครกัน” ลันนาหันมองตามกับเขาด้วย พบแต่เก้าอี้ว่างเปล่าข้างเธอ

“อ้อ ไม่มีอะไร”

“แล้วทำไมสั่งมาสามแก้วล่ะจ๊ะจุล” เธอทอดเสียงเอ็นดูเขา เป็นน้ำเสียงที่จุลรู้สึกว่า เขาเป็นเด็กในสายตาของอดีตคนรักพี่ชายเขาเสมอ

“ก็ร้อน เลยอยากดื่มสองแก้ว” เขาแก้เก้อ พร้อมยิ้มเขินออกมา

“เด็กน้อย” ลันนายิ้มแล้วแซวเขาออกมา เป็นคำพูดที่เธอใช้กับเขา เวลาเขาทำอะไรไม่ถูกทางเสมอ ยิ่งได้ยินก็ยิ่งเจ็บปวดหัวใจจริง ๆ

“วันนี้ลันรบกวนจุลหน่อยนะ นี่จ้ะธีมคร่าว ๆ ที่ลันพอจะมีฝีมือวาดมันออกมา จุลจะเข้าใจไหมนะ” เธอกางกระดาษสีขาวที่วาดรูปการตกแต่งภายในร้านออกมา ฝีมือเธอก็อยู่ในขั้นพื้นฐาน แต่มันดูง่าย ไม่รู้เป็นเพราะว่าหัวใจของเขาใส่ใจในตัวเธอมากไปหรือเปล่า ถึงแม้ว่าภาพที่กางมานั้น ลันนาจะแค่เพียงขีดเส้นคร่าว ๆ ไม่กี่เส้น จุลคิดว่า เขาก็คงเข้าใจมันอย่างทะลุปรุโปร่งเป็นอย่างดี

“ว่าไงจ้ะ จุล พอเข้าใจความคิดของลันไหม”

จุลยิ้ม “เข้าใจทุกอย่าง เราไปที่ร้านกันเลยดีไหม”

“เอาซิ”

ลันนาเดินนำจุลออกไปนอกร้าน เขามองตามหลังของเธอ ทรวดทรงแสนสง่า มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มพร้อม ถึงเธอจะอายุมากกว่าเจ็ดปี แต่หัวใจดวงนี้ของเขามองข้ามข้อจำกัดนั้นไปเลย

“ยายแม่มด” เขาเรียกชื่อนั้นออกมา เพราะตอนเดินผ่านร้านขนมแห่งหนึ่ง เขาเห็นเธอกำลังนั่งคุยกับลูกค้าอยู่ ดูท่าทางของแม่มดสาวจะดูจริงจัง ผิดกับเวลาที่อยู่ใกล้ชิดเขา เขาสัมผัสได้แต่ความเปิ่นเฉิ่มในตัว

“ซีเรียสกับคนอื่นก็เป็นนะ”

“ว่าไงนะจุล” ลันนาหันมามองและทำหน้าสงสัย

“เมื่อกี้จุลว่าอะไรนะจ้ะ” ลันนานถามย้ำ

“อ้อ เปล่า พอดีเห็นอะไรตลก ๆ น่ะ”

“จุลนี่ฝันกลางวันอีกแล้วใช่ไหมจ้ะ อย่างที่ตุลย์บอกเลย ว่าจุล....” ลันนาเผลอหลุดนึกถึงพี่ชายของเขาอีกแล้วในตอนนี้

“ช่างเถอะจ้ะ ถึงร้านแล้ว” ลันนาไขประตูกระจกเข้าไปในร้านที่ตอนนี้มีเพียงแต่ความว่างเปล่า มีเพียงเก้าอี้และโต๊ะตัวเล็กวางอยู่ใกล้ทางเข้าและฝุ่นฟุ้ง

จุลเดินอยู่ที่หน้าร้านและถ่ายรูป ร้านนี้มีผนังรวมถึงประตูเป็นกระจกทั้งหมดขนาดหน้ากว้างหกเมตร เขาเดินเอาตลับเมตรวัดและจดข้อมูลลงไป ความสูง ความลึก และนั่งดูบนแผนความฝันของลันนาที่จะเนรมิตรร้านเล็กนี้สำหรับเป็นที่ขายไหมพรมและงานฝีมือที่เธอถนัดจากเส้นไหมนุ่มสีหวานทั้งหลาย


ช่วงบ่ายที่แสนจะร้อนจัดการพูดคุยกับลันนาทุกอย่างเหมือนเวลามันผ่านไปรวดเร็ว ภาพฝันของลันนาบนแผ่นกระดาษนี้ เขาจะทำมันขึ้นมาให้สมกับที่ใจเธอต้องการ

“จุล ลันถามอะไรหน่อยได้ไหม” น้ำเสียงเธอเศร้า

“รู้เลยว่าจะถามอะไร” จุลพูดจบถอนใจออกมา

“พี่ตุลย์สบายดี” เขาตอบสั้น ๆ

“แล้วเขาถามถึงลันบ้างไหม”

“ให้บอกตรง ๆ ไหม” จุลสังเกตแววตาเศร้าของสาวรุ่นพี่

ลันนาพยักหน้า

“ไม่ได้ถาม”

“อืม ไม่เป็นไร ก็คิดอยู่แล้วหล่ะว่าต้องเป็นแบบนี้ วันนี้จุลมีธุระอีกหรือเปล่า” ลันนาเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน

เขาส่ายหน้า แค่เสียดายว่าทำไมเวลาระหว่างเขากับเธอในวันนี้จวนจบลงอีกแล้วหรือ

“ลันนัดเพื่อนไว้จ้ะ เรื่องไหมพรมที่ออเดอร์จากญี่ปุ่น” ลันนาพูดไปก็หันไปเปิดกระเป๋า และหยิบกุญแจพร้อมที่ห้อยฝีมือถักทอจากไหมพรมเป็นปลอกสำหรับใส่กุญแจดูน่ารัก ผู้ชายก็พกไว้ได้ไม่น่าเกลียด และยื่นให้เขา

“สำหรับผมเหรอ”

เขารู้สึกว่า เขามีความสำคัญขึ้นมาเลย

“ร้านนี้ก็เหมือนร้านของจุลนะ” ลันนายิ้มแสนอบอุ่น ละมุนละไม คำพูดนี้ทำให้ความร้อนจากภายในเย็นฉ่ำลง

“ทำไมทำหน้าชวนฝันแบบนั้นล่ะ ไม่ใช่กุญแจห้องของลันสักหน่อย” เธอหัวเราะเสียงใสออกมา
จุลเลยตื่นจากพะวังเลย “รู้หลอกน่า ก็ตอนนี้จุลกลายเป็นผู้รับเหมาของลันนี่ ยังไงกระผมจะตกแต่งร้านเล็ก ๆ นี้ให้สวยและอบอุ่นสมใจเลยนะครับ”

ลันนาเลยหัวเราะเสียงใสออกมา

“ยิ้มแบบนี้ไว้นะลัน ผมเชื่อว่าพี่ตุลย์ มีเหตุผลที่บอกเลิกกับคุณ ถ้าคนเราเป็นโซลเมทกัน ยังไงวันหนึ่งต้องได้พบและได้กลับมารักกัน” เขาพูดให้กำลังใจเธอ

“ลันเชื่อแบบนั้น แต่ตุลย์จะเชื่อแบบเดียวกับลันหรือเปล่า”

“จบเลย นึกว่าลันนะบอกจุลซะอีกนะว่า ไม่แล้ว ไม่รอแล้ว” เขาแค่นหัวเราะออกมา

“จุลพูดเล่นอยู่เรื่อยของแบบนี้ขอเวลาให้ลันทำใจสักพักเถอะนะ” เธอเดินนำออกมานอกร้านแล้วไขประตูปิดล็อก

“ถ้าจุลจะเข้ามาตอนไหนก็โทรศัพท์บอกลันด้วยแล้วกัน จะได้เข้ามาช่วยดูร้านนะ”

เขาเดินไปส่งเธอขึ้นแท็กซี่ การร่ำลาจบลง ใจหายทุกครั้งที่ต้องแยกจากลันนา และรู้สึกมีความสุขผสมความเจ็บปวดเล็ก ๆ ทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกับลันนา เขาเดินคอตกอยู่ในเจแปนทาวน์ ที่มีแต่ร้านรวงแบบญี่ปุ่น บ่ายนี้เหมือนเริ่มเคว้งขว้าง เขาเดินเตร่เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นอย่างเดียวดาย


โปรเจคงานสุดท้ายที่รังไรเคลียร์มันจบลง การลาออกจากงานครั้งนี้คือการทำงานชิ้นนี้เป็นชิ้นสุดท้ายแล้ว ผลงานที่ออกมาลูกค้าพอใจเป็นอย่างยิ่ง งานสำหรับพวกเธอไม่ว่ามันจะดีมากน้อยแค่ไหนตอนที่ทำจบ ถ้าลูกค้าพูดว่า ไม่เอาไม่พอใจ ก็ถือว่างานไม่ดี แต่ถ้าลูกค้าบอกคำเดียว พอใจ ทุกอย่างจบ เธอยิ้มกว้างออกมา เหลือบดูนาฬิกา มันบ่ายแก่เข้าไปแล้ว วันนี้ไม่ต้องกลับเข้าไปออฟฟิศอีก

เสียงเรียกสายจากโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังขึ้น

“ค่ะ”

“เย็นนี้ให้พี่ไปรับไหมรังไร”

เสียงอบอุ่นแบบนี้ “พี่ปวินท์รังไรไม่ได้อยู่ที่โรงงานค่ะ วันนี้มาพบลูกค้าที่เจแปนทาวน์ค่ะ”

“เสร็จงานหรือยัง”

“เรียบร้อยค่ะ รอที่นั่นพี่ไปรับนะครับ” เขาตัดสายเธอโดยเธอยังไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ฉันต้องรอใช่ไหม” เธอรีบเดินจ้ำเข้าไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ไม่ได้เพื่อไปซื้อของเครื่องใช้ แต่ปรี่เข้าห้องน้ำเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองทันที แล้วต้องทำหน้าเซ็ง พอนึกได้ว่าวันนี้โดนนกโปรยเสน่ห์ใส่

“ผมจะเหม็นหรือเปล่า” เธอดึงเส้นผมมาสูดดม

“ยังหอมอยู่” จู่ ๆ นึกไปถึงชายแปลกหน้าที่เช็ดผมให้เธอ ช่วงเวลาขณะนั้นเล่นเอาใจเธอเหม่อลอยทีเดียว

“มีเสน่ห์เหมือนกันนะชายแปลกหน้า” เธอยิ้มและหัวเราะอยู่คนเดียวยามที่ส่องกระจกดูความเรียบร้อย

“ตายหละ เสื้อฉันเปรอะกาแฟนี่นา เซ็งเลย หวังว่าพี่ปวินท์คงไม่ถือสานะ” เธอเดินฉับ ๆ ออกจากห้องน้ำเพื่อรอเวลาที่เขาจะมารับเธอ เดินวนไปวนมาในซุปเปอร์มาร์เก็ต มีของน่ารัก น่าหม่ำอยู่หลายอย่าง แล้วก็อีกจนได้ซินะ น้ำเสียงของใครบางคนกำลังตะโกนไล่หลังเธอ


“ยายแม่มดไร้มารยาท นึกจะขี่ไม้กวาดหนีก็หนีมาเลยนะ ไม่ร่ำลาสักคำ”
รังไรหันมาตามเสียงพร้อมขมวดคิ้ว และยืนกอดอก

“ก็ชายแปลกหน้าอยู่กับคนรัก แล้วแม่มดจะนั่งเป็นก้างทำไม” เธอเดินเข้ามาหาเขาพร้อมนิ้วชี้ไปที่หน้าอกของเขาเบา ๆ

“หึงเหรอ” จุลถามพร้อมยักคิ้ว

“ตลกใหญ่แล้ว”

“เวลาอยู่กับลูกค้า แม่มดอย่างคุณก็ดูจริงจังเป็นนะ ทำไมพอเจอผมทีไร ก็ทำตัวเป็นเด็กกวนประสาทได้นะ คนเรานะคนเรา พูดดีด้วยก็ชอบกวนใส่” เขาเดินยิ้มยียวนและแกล้งเดินเบียดเธอ จนเธอเกือบจะล้ม

รังไรรีบจ้ำเท้าเดินตามเขา

“ก็คุณพูดจาไม่สุภาพ เรียกฉันยายแม่มด”

อยู่ ๆ เขาก็หยุดและหันมาจนเธอชนเข้าที่กางอกของเขา เขาประคองไหล่เธอไว้

“แอบรักผมป่ะเนี่ย ตามต้อย ๆ”

“เปล่าย่ะ” เธอถอยหลังมาหลายก้าวเชิดหน้าแสนงอนใส่เขา

“แล้วจะให้เรียกว่าอะไร ก็คุณไม่บอกชื่อ อ้อผมก็ไม่ใช่ชายแปลกหน้าของคุณสักหน่อย ผมชื่อจุล” เขายื่นมือแสดงความรู้จักพร้อมแนะนำตัว

“ฉันรู้แล้ว” เธอส่งน้ำเสียงไม่ดีนักแต่ไม่ได้ยื่นมือไปจับรับไมตรีจากเขา

“แล้วทำไมไม่เรียกชื่อผมดี ๆ” เขายวนเธอต่อ

“ฉัน... ชื่อ รังไรน่ะ”

“รังไรน่ะ เออชื่อแปลกดีนะ คนอะไรมีคำว่า น่ะ ลงท้ายชื่อ” เขาหัวเราะออกมา แต่สาวเจ้าเริ่มอยากจะแยกเขี้ยวใส่เขาแล้ว”

“เอาน่า อย่าโกรธเลย ชื่อน่ากินดีนะ วันหลังต้องลองขอชิมหน่อยแล้ว ว่ารังไร นี่มันอร่อยแค่ไหน”

“รังไรโรยด้วยแป้ง เหมือนนกแกล้งทำรังลวง โอ้อกนกทั้งปวง ยังยินดีที่มีรัง” เขาพูดจบก็หัวเราะออกมา

“พุดกันดี ๆ สักครั้งไม่ได้หรือไง” เธอถามเขา

เขายักไหล่พร้อมส่งยิ้มกลับมา ก่อนที่เขาจะเดินนำเธอออกไป

“นี่ชายแปลกหน้าจะไปไหน” รังไรวิ่งตามหลังเขาต้อย ๆ ออกมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ต

“กลับบ้านซิ” เขาตอบห้วน

“เป็นอะไรหรือเปล่าคุณจุล ดูเศร้า ๆ นะ หรือว่า ที่นัดแฟนมาเพื่อบอกเลิกกัน” เธอยวนไม่ตรงจุด เขาเลยชักสีหน้าไม่ดีนักกลับมา

“ขอโทษ ล้อเล่นนิดเดียวเอง”

“รังไร” เสียงเรียกของใครบางคนดังขึ้น

“พี่ปวินท์” เธอยกมือสวัสดีเขา

“เหนื่อยไหม” นั่นคือคำถามแรกที่ปวินท์ทักเธอ เล่นเอาจุลเริ่มรู้สึกว่าตัวเหมือนก้างชิ้นงามขึ้นมา

“ไม่ค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ ยังไม่ทันหันมาแนะนำเพื่อนใหม่ของเธอให้ปวินท์รู้จัก จุลก็หันหลังกลับแล้วหายวับไปซะแล้ว

“คนอะไรไร้มารยาทไปก็ไม่ร่ำลากันบ้างเลย”

“ว่าอะไรนะครับรังไร” ปวินท์ถามเธอ

“เปล่าค่ะ ว่าแต่วันนี้พี่ว่างหรือคะ”

เขาส่ายหน้า และยิ้มออกมา “ไม่ว่างหรอก แต่อยากเจอหน้ารังไรมากกว่า อยากได้คำตอบที่เมื่อวานเราคุยค้างกันไว้”

“แต่ว่า....”

“เอาน่าไม่ต้องรีบตอบหรอก เราไปหาร้านนั่งเย็น ๆ กันดีกว่านะครับ รถพี่จอดอยู่ด้านโน้น” เขาเดินนำเธอไป

พอถึงลานจอดรถก็พบเข้ากับจุลพอดี เขากำลังเอาของใส่ท้ายรถอยู่ พอเขาปิดประตูหลังรถเสร็จ เขาก็เพียงแค่หันมามองเธอ แต่ทำเหมือนคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“ไม่น่าเชื่อชายแปลกหน้า ขับรถยี่ห้อแพงซะด้วย” เธอมองเขาแล้วก็แลบลิ้นให้หนึ่งครั้งก่อนจะเข้าไปนั่งรถหรูของปวินท์

“แสบนักนะ เฮ้อ สาว ๆ สมัยนี้เขาก็ชอบผู้ชายรวยกันทั้งนั้นนะ เอ แต่ผู้ชายคนนี้หน้าคุ้นจังเลย คลับคล้าย” พอนึกออกเท่านั้น เขารีบหยิบโทรศัพท์ออกมาเพื่อจะโทรศัพท์หารังไร

“อ้าว ไม่มีเบอร์ยายแม่มดนี่นา แต่จะโทรศัพท์หาเธอทำไม จำได้แล้วชายคนนี้ที่มากับคนรัก คนนี้แหละที่ทำให้รังไรดูซึมเศร้า แล้วนี่เธอยังไปกับเขาอีกนี่มันรักสามเศร้าหรือไงนะ ชักเป็นห่วงแล้วซิ” จุลได้แต่นึกคิดไปมาอยู่ลำพัง นับจากวินาทีนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฟ้าจะประทานเวลาให้เขาได้พบกับรังไร แม่มดตัวแสบคนนี้อีกหรือเปล่า

“แล้วแต่บุญกรรมนะยายแม่มด” จุลถอนใจออกมา หัวใจของเขาเหมือนปวดร้าวแปลก ๆ การที่ได้พบกับลันนาในวันนี้ก็ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไม่น้อย ยิ่งภาพสนิทสนมของรังไรกับหนุ่มภูมิฐานคนนั้นก็ทำให้เขาเหมือนถูกฉีกหน้านิด ๆ ทำไมเขาถึงรู้สึกกังวลถึงแต่รังไรก็ไม่รู้




 

Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2555 13:05:01 น.
Counter : 434 Pageviews.  

รังที่ 4



รังไรลวงรัก
รังที่ 4


รังที่ 4

เสียงเรียกเข้าดังขึ้นเมื่อเลยเวลาเลิกงานไปไม่นานนัก รังไรถึงกับสะดุ้งโหยงเพราะเธอเริ่มกลับไปคิดทบทวนอยู่หลายตลบหลังจากฟังชบาฉายเตือนเธอเรื่องความถูกต้อง เธอถอนใจออกมา

“สวัสดีคะพี่ปวินท์”

“รังไรพี่รอเราอยู่ที่ลานจอดรถแล้วนะ มีงานอะไรค้างต้องสะสางหรือเปล่า” เขาถามด้วยเสียงสุภาพ

“ไม่มีค่ะ รังไรจะลงไปเดี๋ยวนี้ค่ะ” เธอตัดสายทิ้งและนั่งหมุนเก้าอี้ไปมา

ชบาฉายเดินกลับเข้ามาที่โต๊ะทำงานพร้อมถ้วยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่งกลิ่นหอม “อ้าวไม่ไปอีกเหรอ พระเอกของเธอขี่ม้าขาวมารอหน้าโรงงานหรือยังล่ะ”

“พูดซะ” รังไรหันมาส่งสายตาละห้อย

“แล้ววันนี้ไม่มีนัดกินข้าวกับเด็กหนุ่มหรือไง ถึงมากินเส้นคลุกผงชูรสเนี่ย”

ชบาฉายสาวเส้นเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย “งานเยอะพอดีหัวหน้าให้โปรเจคใหม่ทำแพ็คเก็จสำหรับของขวัญปีใหม่ เดี๋ยวค่ำ ๆ ค่อยกลับ ว่าแต่รังไรเถอะมานั่งอ้อยอิ่งทำไม หรือว่าพี่เขายกเลิกนัดเธอไปแล้ว”

“แหมดูพูดเข้า ฉันไปนะ “ เธอลุกขึ้นยืนและสูดลมหายใจเข้าแรง ๆ หนึ่งครั้ง
“นี่ชบาเธออย่าโกรธนะ ที่ฉันนัดกับพี่ปวินท์ ฉันจะเลือกทางที่ถูกต้องที่สุด” เธอส่งน้ำเสียงจริงจัง

“อยากจะเชื่อนะ เดี๋ยวพอเจอใบหน้าอันหล่อเหลา แววตาหวานซึ้งของคุณพี่ปวินท์เข้าไป เธอก็อ่อนระทวยพร้อมกับหัวใจของเธอแล้วหล่ะ” ชบาฉายหันมายิ้มกริ่มและลุกยืนตบไหล่ให้กำลังใจรังไร

รังไรยิ้มรับและเดินลงบันไดจนถึงลานจอดรถหน้าโรงงาน ขนาดโรงงานที่เธอทำงานนี่อยู่แถวปริมณฑล เขายังตั้งใจขับรถเพื่อมารับเธอไปทานข้าวด้วยกัน เธอยืนมองเขาอยู่จากหน้าประตูบริษัท ตอนนี้ปวินท์ผู้สง่างามในสายตาของเธอ เขาถอดสูทออกแต่เสื้อเชิตสีขาวสะอาดยังผูกไทสีเข้มอยู่ยืนพิงอยู่ที่ข้างประตูรถ สายลมพัดมาแรงจนเหมือนน้ำในดวงตาเกือบจะไหลออกมา หัวใจของเธอเริ่มไม่เป็นจังหวะจะโทน เธอสาวเท้าไปอย่างช้า ๆ เหมือนจะประวิงเวลาในการมองเขาจากมุมไกล

แต่ตอนนี้...

“รังไร” เขาเรียกชื่อเธอพร้อมส่งยิ้มมาด้วย แววตาของเขาอ่อนโยนไม่เคยเปลี่ยนไปเลย

รังไรยกมือไหว้อย่างนอบน้อม พร้อมยิ้มเขิน ๆ ออกไป เป็นเหมือนทุกครั้งที่เวลาอยู่ต่อหน้าเขา มักจะนึกคำพูดที่ตั้งใจจะพูดกับเขาไม่ออกสักที

“เป็นไงสาวน้อย พอโตมาแล้วสวยกว่าเดิมอีกนะ เงยหน้าให้พี่มองหน้ารังไรชัด ๆ หน่อยได้ไหม”

“ไม่ว่าตอนไหนรังไรก็หน้าตาไม่เปลี่ยนหรอกค่ะพี่ปวินท์” เธอเงยหน้ามายิ้มหวานส่งกลับไปให้เขา” พร้อกับแก้เขินด้วยการเสยผมที่ล่วงปรกหน้าเล็กน้อย

“ไปครับ เริ่มหิวบ้างหรือยัง”

เธอส่ายหน้า

เขาผายมือเป็นสัญญาณให้เธอเดินไปนั่งรถด้านข้างของเขา ปวินท์เดินตามเธอมาด้วยพร้อมเปิดและปิดประตูให้อย่างสุภาพบุรุษ ระหว่างที่เขาขับรถสายตาเขามุ่งมั่นอยู่ด้านหน้า เขาพูดคุยกับรังไรตลอดทางและหันมาส่งตาและรอยยิ้มอบอุ่นเหมือนกับว่าวันนี้เป็นการนัดเดทกันจริง ๆ รังไรไม่ค่อยกล้าสบตาเขาเท่าไหร่ ในหัวใจกลับหวนคิดถึงแต่คำว่าถูกผิดตลอดเวลา

“เป็นอะไรไป หน้าตาเราดูวิตกกังวลชอบกล” ปวินท์ทักเธอ

“เปล่านี่คะ ว่าแต่วันนี้พี่ปวินท์ชวนคุณพลอยพิณมาทานข้าวเย็นด้วยกันหรือเปล่าคะ” รังไรถามตามมารยาท แต่ถ้าเขาตอบกลับว่าพลอยพิณมาร่วมด้วย หัวใจเธอคงจะรู้สึกเศร้า

“ถามทำไมครับ” เขายิ้ม

“ก็...”

“วันนี้แค่เราสองคน แต่ถ้านัสอยู่ พี่ก็คงเรียกนัสมาด้วยเหมือนสมัยเรียนที่ไปไหนก็ต้องมีกันสามคนตลอด นึกถึงวันเก่า ๆ มันก็ผ่านมาหลายปีมากแล้วนะ สงสัยเราสองคนเริ่มอายุเยอะกันแล้วนะถึงนึกถึงแต่เรื่องเก่า ๆ” เขาหัวเราะเสียงใสออกมา สีหน้าบอกแววอารมณ์ดีเหมือนสิบปีกว่า ๆ ที่ผ่านมาไม่ผิดเพี้ยน เธอเองก็คงเช่นกันได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ภายในใจคนเดียวตลอดเวลา

“รังไรถึงแล้วครับ” เขาเรียกชื่อเธอ เล่นเอาเธอตกใจสุดตัว

“เป็นอะไรไป ทำงานหนักเกินไปจนเบลอ หรือว่า เหนื่อยเกินไป” น้ำเสียงเขาห่วงใยเธอตลอด จนตอนนี้รังไรเองยังไม่รู้เลยว่า เขากำลังแสดงสถานะเช่นไรกับเธอกันแน่

รังไรเม้มปากเหมือนอยากจะถาม แต่ก็นิ่งเงียบไว้เหมือนเดิม เธอเดินตามเขาเข้าไปยังร้านอาหารที่ไม่ได้ไกลจากแถวที่ทำงานของเธอเท่าไหร่ บรรยากาศของร้านนี้ตกแต่งน่ารักอ่อนหวานทุกอย่างเป็นโทนชมพูและสีดำต่างกันแต่ลงตัวมาก

“รังไรยังไม่เคยมาร้านนี้เลยนะคะ ปกติแค่ขับรถผ่านเฉย ๆ”

“ร้านนี้เพื่อนพี่เขาเป็นเจ้าของก็เลยถือโอกาสแวะมาสักหน่อย อีกอย่างก็สะดวกสำหรับรังไรด้วย”
รังไรนึกเสียใจอยู่เล็ก ๆ จริง ๆ เขาอาจจะต้องการมาพบเพื่อนมากกว่าจะนัดเธอมาเพื่อพูดคุยกันก็เป็นได้ พอนั่งลงที่เก้าอี้สวยไม่นานเพื่อนเจ้าของร้านก็มาต้อนรับพร้อมร่วมวงสนทนาด้วยเป็นครั้งคราว

“แล้วพลอยไม่มาด้วยเหรอ” เพื่อนเจ้าของร้านถาม

“วันนี้พลอยไม่ว่าง อีกอย่างตั้งใจพา รังไร มาทานข้าวน่ะ” ปวินท์ไม่ได้บอกสถานะอะไรของเธอ
รังไรได้แต่ก้มหน้าและยิ้มจาง ๆ ออกไปตามมารยาท

เพื่อนเจ้าของร้านนั่งสนทนากับเขาอยู่พักใหญ่ จนเธอเริ่มจะอิ่มท้องแล้ว การมานัดพบกันในวันนี้เหมือนมันไม่ลงตัวเลยสักนิดทั้งที่รังไรวาดฝันสวยหรูไว้มากมาย หรือบางทีเธอกับเขาอาจจะไม่ใช่เนื้อคู่กันจริง ๆ เลยเหมือนมีอะไรมากีดกันเวลาของทั้งสองคน

“พี่ปวินท์ทำงานเป็นยังไงบ้างคะ”

“งานของพี่ไม่น่าห่วงหรอก ว่าแต่เราเถอะ เห็นเจ้านัสบอกว่าเรากำลังลาออกจากงานไม่ใช่หรือไง แล้วได้งานใหม่หรือยัง ถ้ายังไปทำงานกับพี่เอาไหม” เขาเชื้อเชิญเธอ

“ก็ไม่รบกวนดีกว่า”

“เบื่องานหรือว่าเบื่อคน” เขาถามอย่างผู้ใหญ่คนหนึ่ง

“สภาพแวดล้อมค่ะ” เธอตอบสั้น ๆ และหยิบแก้วน้ำใสขึ้นจิบ

“ไปทำงานกับพี่นะ พี่จะได้ดูแลเราได้มากขึ้น หลายปีที่ผ่านมามีหลายอย่างที่พี่ไม่ได้บอกรังไรให้รับรู้เลย ตอนอยู่ต่างประเทศถ้าไม่ได้รังไรคอยส่งกำลังใจให้ พี่ก็คงเหงาอยู่เหมือนกัน ตอนนี้พี่กลับมาแล้ว พี่ก็จะไม่ทำให้รังไรเหงาเหมือนกัน เราคงได้พบหน้ากันบ่อยขึ้น หรือว่ารังไรอยากทานอะไร ไปเที่ยวไหนก็บอกพี่ได้นะ” ดวงตาเขาส่งยิ้มพร้อมกับริมฝีปากสวย

“รังไร” เธอไม่รู้จะพูดอะไรออกไปดี

“พี่ปวินท์คะ รังไรอาจจะไม่ได้พบพี่ปวินท์อีกก็ได้” น้ำเสียงเธอเศร้าลง

เขาเลื่อนมาจับมือเธออย่างฉับพลันที่เธอหลุดประโยคนั้นออกมา

“รังไรจะไปไหน”

“จะไปอยู่ต่างไร่ชากับพี่นัสค่ะ รังไรจะไปช่วยพี่นัสทำงานที่นั่น เราสองคนคงหมดโอกาสที่จะได้พบกัน แล้วอีกไม่นานพี่ปวินท์ก็มีคนที่ต้องดูแลแล้ว คงไม่เหมาะนักที่เราสองคนจะพบกันอีก” เธอพูดตัดบทออกไปดื้อ ๆ ทั้งที่ภายในหัวใจเจ็บแปลบบอกไม่ถูก

ปวินท์นิ่งเงียบ เขาถอดมือเขาออกจากนิ้วเรียวเล็กของเธอ

“ถ้าวันนั้นพี่ได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงให้รังไรได้รู้ เราสองคน...”

“รังไรเข้าใจค่ะ เรื่องมันผ่านไปแล้ว” รังไรรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้า ณ วินาทีนี้ไม่กล้าแม้จะสบสายตาของเขา เธอเห็นแต่ริมฝีปากของเขากำลังเม้มสนิท ใบหูแดงเล็กน้อย เดาไม่ออกจริง ๆ ว่าตอนนี้ปวินท์กำลังรู้สึกอย่างไร

“ถ้าเพียงแต่ พี่ยังพอมีโอกาสอีกครั้ง เราสองคนมาเริ่มต้นกันใหม่ได้ไหม”

ไม่ใช่เพียงเพราะสายลมที่พัดแรงในตอนนี้ใช่ไหมที่ทำให้รังไรรู้สึกหูอื้อ ผู้คน ต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวกำลังหยุดนิ่งสวนทางกับกระแสลมที่พัดโชยในตอนนี้

“รังไร เรามาเริ่มต้นด้วยกันได้ไหม”



จุลนั่งหาวหวอดอยู่บนเตียงนอน เขาลุกมาบิดลำตัวซ้ายขวา บริหารร่างกายเพื่อทำให้ร่างกายตื่นตัวสักพักก็วิ่งตื๋อลงไปในครัว พร้อมอัดกาแฟเข้าเครื่องชงกาแฟ กลิ่นหอมของกาแฟสดในยามเช้าใช้เวลาไม่นานนักก็รินใส่แก้วเซรามิคใบเก๋ได้อย่างลงตัว เขาถือถ้วยกาแฟมานั่งเล่นอยู่ที่สวนหน้าบ้าน พร้อมเจ้าแมวสีเทาของน้องสาวที่แอบมาวิ่งเล่นซนอยู่หน้าบ้านหลังน้อยของเขา

“นี่เจ้ากรูฟมานอนขี้เกียจแถวนี้ทำไม แล้วเจ้านายแกหายไปไหนเนี่ย ห้ามมาทำเลอะเทอะแถวนี้นะ แกรู้ไหมฉี่แกเนี่ยเหม็นเอาการเลย” เขาจิบกาแฟ พร้อมกับแกล้งผลักหัวมันเล่น มันก็คลอเคลียอยู่ไม่ห่างอย่างกับฟังภาษาคนรู้เรื่อง

“กรูฟ กรูฟ” เสียงเล็กใสของน้องสาวเรียกหาแมวสุดที่รักมาแต่ไกล

“เจ้ากรูฟแอบมาหลบเลียแผลใจอยู่นี่เอง” กุลธิดา น้องสาวคนเล็กของเขามาถึงก็เหน็บกันเลยทีเดียว

“มากไปแล้วกุล กาแฟไหมในครัวโน้น” เขาชี้มือโบ้ยไป

“ไม่หรอก กาแฟของพี่จุลมันขม ตอนนี้ชีวิตกุลกำลังหวาน แล้วเป็นไงบ้างคะ มีงานเข้ามาบ้างหรือยัง” น้องสาวเขาถามด้วยความห่วงใย

“ก็มี แต่ยังไม่อยากทำ”

“นี่หรือเหตุผล กุลได้ข่าวว่าพี่จุลจะไปช่วยพี่ลันนาแต่งร้านไม่ใช่เหรอ หรือว่าไม่รับงานนี้เพราะกลัวเจ็บแผลใจที่ยังไม่หายสนิท” กุลหัวเราะออกมา

“ประโยคแรกเหน็บ ประโยคสองทำลายบรรยากาศตอนเช้า ประโยคสามนี่คุกคามทางอารมณ์เลยนะ” เขาทำเป็นแยกเขี้ยวใส่และจะบีบคอน้องสาวของเขา

“โอ้ยพี่จุล อย่าแกล้งเขานะ กลับบ้านเราดีกว่านะเจ้ากรูฟ ไม่งั้นจะโดนหนุ่มโสด แต่ใจไม่โสดทำร้ายร่างกายเอา” เธอยังแซวทิ้งท้ายให้อีก

“ไปทั้งแมวทั้งเจ้าของแมวเลย ไม่งั้นจะจับหักคอจิ้มน้ำพริกเลยดีไหม” เขาพูดจบก็หัวเราะออกมา

“พี่จุลไปเถอะ ไปช่วยพี่ลันนาเขาแต่งร้านสักหน่อย ถึงพี่ลันนาจะรักพี่ตุลมากแค่ไหน แต่ตอนนี้พี่ตุลของเราก็โบยบินไปต่างแดนแล้ว แถมยังทำลายความรู้สึกทั้งของตัวเองและคนที่รักให้อีก อย่างน้อยพี่จุลน่าจะเป็นคนที่อธิบายความรู้สึกของพี่ตุลได้ดีนะ กุลไม่อยากเสียพี่สะใภ้ดี ๆ อย่างพี่ลันนาไป แม้ว่าพี่จุลจะเจ็บปวดแต่ก็ต้องอดทนนะ” กุลธิดาเดินกลับมากอดคอพี่ชายของเธอไว้อย่างสนิทสนม

“ก็คิดอยู่เหมือนกัน วันนี้ว่าจะแวะไปดูร้านให้ลันนาเขาอยู่เหมือนกัน” เขายิ้มและพรางนึกไปถึงลันนาสาวรุ่นพี่ที่อายุมากกว่าเขาเจ็ดปี เธอเป็นคนรักของพี่ชายคนโตของเขา แต่ตอนนี้พี่ชายของเขาไปเรียนต่อที่เมืองนอกแล้วก็ไม่อยากให้ตัวเขาผูกมัดลันนาไว้ เขาเลยบอกเลิกเธอเพื่อเปิดโอกาสให้ลันนามีคนอื่นที่ดูแลเธอได้ดีกว่า แต่เหตุผลอื่นที่ซ่อนไว้ในความรู้สึกของพี่ชายนั้นเขาไม่รู้จริง ๆ ว่ามีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า ลันนาเข้าใจความรู้สึกของจุลดี แต่ลันนาก็ชัดเจนมากว่าเธอไม่ได้รักเขาเกินกว่าน้องชายเลยสักนิด

จุลจำคราบน้ำตาของลันนาได้ดีในวันนั้นที่สนามบิน ลันนามาส่งตุลด้วยความเศร้าสร้อยและเป็นวันที่ตุลบอกเลิกอย่างชัดเจน รอยน้ำตาของสาวรุ่นพี่ยังคงเปียกปอนบนไหล่น้องชายอย่างเขาเสมอมา แววตาโตที่สวยกลับเศร้าลง จากนั้นจนลันนาเรียนจบรอยยิ้มบนดวงหน้าของเธอก็ค่อยจางลงทุกวัน ๆ จุลรู้ดีว่าลันนายังเฝ้ารอคอยพี่ชายของเขาเสมอมา แล้วเวลาไหนกันที่เขาจะเข้าแทรกกลางระหว่างใจของเธอได้


บรรยากาศเจแปนทาวน์ในเมืองไทยย่านถนนชื่อดังเวลาใกล้เที่ยง แสนพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังหาอาหารกลางวันรับประทาน วันนี้จุลนัดกับลันนาไว้ในตอนบ่ายนิด ๆ แต่เหมือนจะตื่นเต้นยังไงไม่รู้เขาจึงมาก่อนเวลา สองเท้าของเขาพอถึงใกล้ร้านก็เหมือนจะก้าวขาไม่ออกยังไงชอบกล เขาแวะเข้าร้านเครื่องดื่มน่ารักที่นัดกันไว้กับลันนา

ร้านนี้ผนังเป็นกระจกสีชาถ้ามองจากภายนอกจะไม่เห็นบรรยากาศภายในร้านเท่าไหร่ แต่ถ้ายืนมองด้านนอกร้านก็เหมือนกระจกส่องดูตัวเอง ก่อนเข้าเขาสำรวจตัวเองอยู่หน้ากระจกนั้นว่าทุกอย่างที่รวมเป็นองค์ประกอบของเขามันดูดีแล้ว ทุกครั้งที่จะพบลันนาบางครั้งก็เล่นเอาขาดความมั่นใจอยู่เหมือนกัน ผิดกับตุลพี่ชายของเขาดูเพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง

พี่ตุลเหมาะกับลันนาที่สุดแล้ว เพราะลันนาเป็นคนสวยคม และสง่างาม คงจะจริงที่บุคคลิกภาพของเขาดูเป็นคนง่าย ๆ ขี้เล่นอย่างที่กุลน้องสาวคนเล็กบอกก็เป็นได้ว่าบางทีอาจจะดูเด็กไปสาว ๆ เลยไม่นิยมเพราะเหมือนว่าจะดูแลใครไม่เป็น นึกถึงที่น้องสาวคอมเม้นต์แล้วก็ทำให้ขาดความมั่นใจไปซะทุกครั้ง

ใกล้จะถึงเวลานัดแล้ว เขาเหลือบมองนาฬิกาและนั่งจิบกาแฟเย็นเพื่อลดความประหม่าภายในใจลง แต่ก็ต้องมีเรื่องให้อมยิ้มเพราะขณะที่เขานั่งเคาน์เตอร์ริมกระจก เขากำลังยื่นหน้าแทบจะชิดกระจกเพื่อจะมองดูว่าลันนากำลังเดินมาหรือยังก็มีผู้หญิงคนหนึ่งกำลังยื่นหน้าบูดมาที่ผนังกระจก เขาตกใจแต่ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้กับท่าทางของเธอตรงหน้าที่เอากระดาษชำระเช็ดไปที่เส้นผมยาวสลวยเหมือนกับว่าผมเธอจะโดนนกโปรยเสน่ห์ลงมา ช่างเป็นสาวที่แสนจะโชคดีเหลือเกิน แต่สาวคนนี้ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ พอเธอเช็คผมเสร็จ เธอก็สำรวจดูหน้าตัวเองอีก เธอจะรู้บ้างไหมว่าคนในร้านนี้เขาเห็นกันหมดแล้ว

“อ้าวงั้นตอนที่เรายืนสำรวจตัวเองหน้ากระจกทุกคนก็ต้องเห็นเหมือนกัน” เขารำพึงกับตัวเองแล้วหัวเราะขันออกมา

“ต้องออกไปเตือนสักหน่อย” เขาลุกออกมานอกร้านและยืนกอดอกทำหน้ากวน ๆ อยู่ข้างผู้หญิงคนนั้น

“ยายแม่มดมายืนทำไร” เขาส่งเสียงกวนออกไป

เหมือนแม่มดกำลังอารมณ์ไม่ดี เธอหันมาใส่หน้ายัก “ว่าไงชายแปลกหน้าแล้วคุณล่ะมาทำไร” เขาย้อนถามเธอเหมือนกัน

“เมื่อกี้รู้ตัวหรือเปล่าว่าคุณกำลังจะจูบผมอยู่แล้วนะ”

“บ้าเหรอ พูดอะไรน่าเกียจ” เธอส่งเสียงโวยวาย แต่จุลกลับยืนอมยิ้ม

“ก็เมื่อกี้คุณทำอะไรล่ะ ยืนหน้ามาซะชิดกระจก รู้ไหมผมก็ยื่นหน้ามาชิดกระจกเหมือนกัน คิดดูดี ๆ นะ ถ้าไม่มีกระจกกั้นริมฝีปากสวยของคุณคงจุ๊บริมฝีปากอันสวยงามของผมเข้าให้แล้ว แล้วทีนี้คุณจะรับผิดชอบผมยังไง” จุลก็นึกขำตัวเองในใจเหมือนกัน ที่บทสนทาของเขาดูไม่เข้าท่าเอาซะเลย แต่เขาก็รู้สึกดีที่ได้แสดงอารมณ์กวนออกไปกับรังไร

“งั้นเลย อย่ามากวนนะยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่”

“เข้ามาในร้านก่อนซิ ดื่มอะไรเย็น ๆ จะได้หายเศร้า เอ้ย หายเครียด” อยู่ ๆ ทำไมเขาถึงพูดว่าหายเศร้าออกไปเขาก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน

รังไรเดินตามเข้าร้านไปและสั่งเครื่องดื่มชนิดเดียวกันกับที่เขาสั่งมาก่อนเมื่อครู่

“ชอบเหมือนกันเลยนะ สงสัยไหมว่าทำไมเราสองคนได้พบกันอีก” เขาถามเธอ

รังไรส่ายหน้า “ก็มีนัดกับลูกค้าแล้วคุณล่ะ”

“มีนัด”

“กับสาว” เธอย้อนเขา

เขาแค่พยักหน้าและดื่มกาแฟต่อ

“แล้วเมื่อกี้เป็นอะไรอีกล่ะทำหน้าบูด”

“เรียกซวยมากกว่า คุณคิดดูซิว่าผู้คนก็มากมายที่เดินบนถนน นกก็บินผ่านแค่ตัวเองมันดันเลือกฉันที่จะเป็นผู้รับพรวิเศษจากมันน่ะ ดูซิเนี่ยเต็มผมเลยเช็ดออกหมดหรือยังก็ไม่รู้” เธอเอามือสางแล้วก็จริงยังมีเศษเสี้ยวแห่งความเปียกแฉะเกาะอยู่อีก

“ใครว่าซวย โชคดีต่างหาก คงเหมือนคนที่เกิดมาคู่กันมั้ง ผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ แต่ก็ทำให้คนรักสองคนมาพบกัน บางทีคุณกับผมอาจจะเป็นคนสองคนนั้นก็ได้นะ” เขายิ้มออกมาทั้งดวงตา

“แล้วเราสองคนจัดว่าโชคดี หรือว่า ซวยล่ะ”

“พูดมาก หันมา” เขาทำเป็นออกคำสั่งกับเธอ

แต่รังไรทำหน้างง หันมาของเขาหมายความยังไง

“หันมาซิ ผมคุณยังสกปรกอยู่เลย” เขาถือวิสาสะจับตัวเธอหมุนมาพร้อมเก้าอี้บาร์ที่นั่งอยู่ แล้วค่อย ๆ บรรจงเช็ดผมที่เปียกพรวิเศษจากนกน้อยบนฟากฟ้า เขาค่อย ๆ ทำอย่างประณีต ความใกล้ชิด จนเธอเห็นดวงหน้าของเขาอยู่แค่ปลายจมูก ดวงตาเขาสวยส่งประกายน้ำตาลเข้ม ริมฝีปากได้รูป จมูกสวยเป็นสันรับกับคิ้วเข้มของเขา ความอ่อนโยนของเขาในตอนนี้ทำให้เธอเหมือนทำตัวไม่ถูก

“หลงเสน่ห์ผมแล้วซิยายแม่มด มองผมซะเคลิ้มเลยนะ รู้นะว่าคิดอะไรอยู่”

เธอเลยปัดมือเขาออก “พอแล้ว”

“สะอาดแล้วไม่ต้องกังวลไปพบลูกค้าได้ อ้อ แม่มด”

“ว่าไง”

“ลืมไปหรือเปล่า ที่ผมบอกว่า ถ้าเราสองคนได้พบกันอีก คุณจะทำความรู้จักกับผมน่ะ” แววตาของเขาดูขี้อ้อนชอบกล

“เราสองคนจะรู้จักกันไปเพื่ออะไรล่ะ”

“เป็นเพื่อนกันไง”

“แล้วคุณไม่มีเพื่อนหรือไง” เธอทำเป็นรำคาญเขา แต่ใจจริงก็เหมือนกับจะใจอ่อนทำความรู้จักตั้งแต่แรกพบแล้ว

“ก็มีเยอะนะ งั้นเป็นคนรักกันเอาไหม”

พอได้ยินประโยคนั้น เธอถึงกับสำลักกาแฟ พร้อมกับทำแก้วหก กาแฟที่เหลือเลยหกใส่เสื้อของเธอ

“จบกันยายแม่มด นอกจากเสื้อคุณจะสกปรก ดูซิกางเกงผมเลยโดนลูกหลงไปด้วยเลย” เขาพูดจบก็มองหน้าเธอ

“เห็นไหมล่ะคนซวยสองคนมาพบกันน่ะ”

รังไรและจุลเลยหัวเราะกันออกมาใหญ่

“แลกกันไหม ผมเช็ดเสื้อให้คุณ คุณเช็ดกางเกงให้ผม”

“ทะลึ่ง”

เสียงหัวเราะมีให้กันในยามที่แดดส่องตรงกลางศีรษะ อาจจะเป็นเพราะนกน้อยตัวนั้นที่ส่งพรวิเศษมาให้เธอจริง ๆ ถึงได้มาพบกับความอบอุ่นของเขาแบบไม่ตั้งใจ บางทีวันนี้ความน่ารักของเขาอาจจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดภายในใจลงบ้างก็ได้




 

Create Date : 16 กุมภาพันธ์ 2555    
Last Update : 16 กุมภาพันธ์ 2555 3:36:05 น.
Counter : 421 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.