Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 

รังไรลวงรัก รังที่ 13



รังไรลวงรัก
รังที่ 13

รังที่ 13

รังไรหัวใจเต้นตึกตักขณะที่เหยียบคันเร่งรถเร็วอย่างไม่รู้ตัวในขณะที่ใกล้จะถึงสถานที่นัดหมาย พอถึงเวลาเธอกลับไม่กล้าก้าวเท้าออกจากรถ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น เธอได้แต่นั่งนิ่งเงียบเพราะคิดว่าปวินท์คงจะเห็นเธอแล้วและกำลังโทรศัพท์ตามให้เธอลงไปพบหน้าเขา

เธอกดโทรศัพท์รับทั้งที่ไม่ได้ดูหน้าจอ

“ยายแม่มดถึงบ้านหรือยัง” เขาแสร้งถามขณะที่จอดรถอยู่อีกมุมหนึ่งของร้านอาหาร

“เอ่อ คือ” เธออ้ำอึ้งก่อนจะตอบออกไป

“อืม ถึงแล้ว” รังไรตอบสั้น ๆ

“ดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง พรุ่งนี้ช่วยแวะไปดูร้านให้หน่อยนะ เพราะว่าผมมีประชุมงาน คงไม่มีเวลาเข้าไป” จุลส่งเสียงกลับมาด้วยความกังวลใจ ว่าสาเหตุอะไรที่เธอถึงโกหกเขา

“โทรศัพท์มาแค่สั่งงานหรือไงคะเจ้านาย ว่าแต่เงินเดือนให้ฉันเท่าไหร่ คุ้มค่าเหนื่อยหรือเปล่า เรายังไม่ได้ตกลงกันเรื่องนี้เลยนะ” รังไรหัวเราะออกไป

“คุ้มแน่ ว่าแต่คุณมีตัวเลขในใจหรือเปล่า บอกมาแล้วกันจะจัดให้” เขาแสร้งหัวเราะ แต่สายตาก็ชะเง้อมองเธอที่ยังนั่งอยู่ในรถ

“อืม ไว้บอกคราวหน้าแล้วกันนะ แค่นี้ก่อนนะมีสายเข้า” เธอตัดสายทิ้ง

จุลเห็นรังไรนั่งพูดคุยกับใครบางคนทางโทรศัพท์แล้วเธอก็ก้าวเท้าลงจากรถ ตอนนี้เขาเลยรีบขยับตัวตามไปด้วย แต่ไม่ทันก้าวขาตามไปในร้านก็เจอคนรู้จักซะก่อน

“จุล” เสียงเรียกของชายคนหนึ่งทำให้เขาต้องหยุดชะงัก

“อ้าว ไอ้เจื้อย ไม่ได้เจอกันนานเลย”

“เออ มีนัดกับลูกค้า นายมาทำอะไรที่นี่” เจื้อยลูกเจ้าของโรงแรมห้าดาวระดับประเทศที่เคยเรียนร่วมกันตั้งแต่สมัยมัธยมต้นจนจบมหาวิทยาลัย จริง ๆ เขาไม่ได้ชื่อเจื้อย เขาชื่อ เจษบดินทร์ แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนพูดมากเพื่อน ๆ เลยเรียกเขาว่าเจื้อย

“เป็นไงมาไง งานบริหารโรงแรมนี่มันสนุกไหม” จุลแซวเพื่อน

“เฮ้ยไปคุยต่อในร้านดีกว่านะ เผื่อจะแนะนำให้รู้จักกับลูกค้าด้วย เผลอ ๆ ก็จีบทำแฟนเลยเป็นไง” ปากเสีย ๆ ของเจื้อยยังคงทำงานได้ดีเหมือนเดิม จนจุลต้องแกล้งเขกกระโหลกเพื่อนสักที
เขาเดินตามเจื้อยไปนั่งตรงมุมหนึ่งของร้านอาหาร โต๊ะอาหารนี้ถูกจับจองไว้เรียบร้อย จุลลงนั่งข้าง ๆ เขาช่างเป็นมุมที่เหมาะเจาะมากทีเดียว เธอเห็นแล้วว่ารังไรนั่งหันหลังให้เขา และคนที่รังไรนัดหมายไว้

“พี่ปวินท์” เขาพร่ำชื่อนั้นออกมา

“ใคร” เจื้อยถามเสียงใส

“เจ้านายคนใหม่” จุลตอบสั้น ๆ แต่สายตาเขาไม่ได้มองไปยังชายหนุ่มภูมิฐานที่กล่าวถึง แต่กลับมองคู่สนทนาที่มองไม่เห็นหน้าเธอคนนั้นมากกว่า

“นี่นายทำงานแล้วเหรอ วันนั้นคุยกันบอกว่าอาชีพเล่นกับแมวของยายกุลไม่ใช่เหรอ” เจื้อยหัวเราะ

“เออมันฉุกละหุกไม่คิดเหมือนกันว่าจะได้งานเร็วขนาดนี้ พี่ปวินท์เขาเป็นทายาทที่ดูแลบริษัทโฆษณายักษ์ใหญ่แล้วก็บริหารอาคาร นายน่าจะรู้จักนะ”

“อืมขอคิดดูก่อน น่าจะเป็นคู่แข่งกันกลาย ๆ นะ” เจื้อยขมวดคิ้วคิด

“พอแล้วไม่ต้องคิด แล้วลูกค้ามากี่โมง”

“โน้นไงมาแล้ว” เจื้อยลุกขึ้นยืนเพื่อรอต้อนรับลูกค้าของเขา สาวสวยในชุดแซ็กสีครีมตัดดำเรียบร้อยกำลังเดินตรงมาที่โต๊ะ แล้วเธอก็แวะทักทายปวินท์

“ทำไมโลกแคบขนาดนี้ นี่ลูกค้านายยังทักทายเจ้านายเราเลย” จุลส่ายหน้าไปมา

“นั่นซิ” เจื้อยหันมายิ้ม ไม่นานนักสาวสวยคนนั้นก็ชี้มาที่สองหนุ่มที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว จุลหลบหน้าไปทางไหนคงไม่ทันแล้ว เขาได้แต่ยิ้มเก้อออกไป แต่คนที่หน้าถอดสีน่าจะเป็นรังไรซะมากกว่า ตอนนี้เธอได้แต่เฉมองไปทางอื่นเพื่อเลี่ยงความรู้สึกทางสายตา จุลและเจื้อยเดินเข้าไปสมทบกับคนทั้งสาม

“อ้าวจุลมาได้ยังไง” ปวินท์กล่าวทักเขาก่อน

“แวะมาหาเพื่อนครับ นี่เจษบดินทร์เพื่อนสมัยเรียนครับ” เขาแนะนำเจื้อยให้ลูกจัก

“สวัสดีครับ นี่พี่ปวินท์รู้จักกับคุณชมด้วยหรือครับ” เจื้อยทักทายอย่างสนิทและหันไปยิ้มให้กับลูกค้า

“ชมเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพี่วินท์ค่ะ” ทั้งปวินท์ ชมดาวและ เจื้อยพูดคุยกันอย่างสนิทสนม รังไรปั้นหน้าไม่ถูกเพราะตอนนี้จุลไม่ได้หันความสนใจไปที่กลุ่มสนทนานั้น แต่กลับมองเธออย่างไม่ละสายตา แววตาของเขามีคำถามมากมายเธอเดาออก

“แล้วสาวน้อยตาคมคนนี้เป็นใครครับ” เจื้อยหันไปทักเธอ เล่นเอารังไรพูดไม่ออก เพราะตอนนี้เธอยังไม่รู้เลยว่าสถานะของเธอคืออะไร จุลทำท่าเหมือนจะพูดแต่เขาก็นิ่งเงียบ

“รังไรเป็นน้องสาวของเพื่อน พี่กำลังทาบทามให้มาทำงานที่บริษัทอยู่น่ะ” ปวินท์ช่วยแก้สถานการณ์ผ่านไปได้ แน่นอนมีคุณชมอยู่ทั้งคน เขาคงไม่กล้าบอกใครต่อใครว่า บางทีรังไร อาจจะเป็นคนรักของเขาก็เป็นได้

“งั้นชมว่าเรานั่งรวมโต๊ะกันเลยไหมคะ” ชมดาวกล่าวขึ้นมาก่อน

รังไรลงนั่งที่เก้าอี้ โดยมีจุลนั่งเคียงข้างเธอ วงสนทนานั้นพูดคุยกันแต่เรื่องงาน ยกเว้นเธอกับจุลที่ไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไรออกไปมากนั้น รังไรรู้สึกว่าบางทีโชคชะตาไม่เคยเข้าข้างเธอเลยสักนิด วันนี้เธอมีเรื่องบางอย่างที่ตัดสินใจมากแล้วเป็นดิบดีรวมรวมความกล้ามาพอสมควรที่จะพูดบอกให้กับปวินท์ได้รับรู้ เหมือนเมื่อครั้งสมัยเธอเป็นเด็กสาว พอเหลือบมองหน้าชายที่นั่งเคียงข้างเธอ ตอนนี้สีหน้าเขาบอกบุญไม่รับเลยทีเดียว

อาหารมื้อค่ำจบลงด้วยความกระอักกะอ่วนทางความรู้สึกระหว่างจุลกับรังไร ก็เมื่อกี้เธอเพิ่งจะโกหกเขาอยู่ในปลายสาย ความรู้สึกผิดทางใจวิ่งพล่านไปทุกอณู

ทุกคนแยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเองยกเว้นแต่จุลที่ยังคุยงานกับปวินท์นอกรอบอีก โดยมีเธอยืนเก้ ๆ กัง ๆ อยู่

“จุลขอบใจมากนะ พรุ่งนี้พี่คงจะเข้าประชุมกับพวกนายด้วย” ปวินท์หันไปยิ้มแย้มกับเขา

“รังไรขอโทษทีนะ พี่เลยไม่ได้คุยธุระกับเราเลย” ปวินท์หันมาโยกศีรษะเธอเบา ๆ ตอนนี้จุลถึงกับทำตาโตขึ้นมากับทีท่าของหนุ่มสาวที่เขาเห็นตรงหน้า

“งั้นผมขอตัวกลับก่อนละกันครับ” จุลเดินฉับ ๆ ออกไป ดูอาการออกเลยว่าเขารีบร้อนและขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว

“ไปรังไร พี่พาไปคุยธุระที่อื่นดีกว่า” เขาจูงมือเธอ

“ไม่เป็นไรค่ะ คุยกันตรงนี้ก็ได้” เธอดึงมือเธอออกจากมือแสนนุ่มนวลของเขา

“งั้นไปนั่งคุยที่รถของรังไรดีกว่า” เขาเดินตามเธอไปอย่างว่าง่าย

รังไรเอื้อมมือไปเปิดเครื่องปรับอากาศในรถ เธอถอนใจสักพัก ไม่นานนักก็มีมือนุ่ม ๆ ของปวินท์ยื่นมาดึงมือเธอไปกุมไว้

“ได้คำตอบแล้วใช่ไหมรังไร”

เธอพยักหน้า “ค่ะ”

“พี่ปวินท์คะ” เธอหันมองหน้าเขา เธอไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าแววตาที่เธอส่งผ่านไป ปวินท์จะรับความรู้สึกนี้ได้บ้างหรือไม่ แต่สิ่งที่เธอรับรู้คือแววตาของเขาในตอนนี้มีความรู้สึกแสนอบอุ่นซ่อนอยู่พร้อมกับรอยยิ้มบนริมฝีปากและดวงหน้าที่ได้รูป

“ถ้าเป็นไปได้ขอโอกาสที่ดีให้กับรังไรอีกสักครั้งได้ไหมคะ รังไรอยากจะ....”

ไม่ทันที่เธอจะพูดจบเขาดึงเธอไปกอดไว้

“ขอบคุณนะรังไร” ประโยคนี้อีกแล้วเหมือนเมื่อครั้งก่อน ไม่มีคำตอบใด ๆ จากปวินทร์ ความเงียบปล่อยระยะเวลาแห่งความอบอุ่นเข้าแทนที่ รังไรยิ้มทั้งน้ำตาออกมา อ้อมกอดแสนอบอุ่นนี้ที่เธอรอคอยมาตลอด


จุลตีมือลงบนพวงมาลัยอยู่หลังครั้ง เขาฟุบหน้าลง

“ยายแม่มดคิดอะไร ทำอะไรอยู่ รับสายซิ รับสาย” เขากดโทรศัพท์หาเธออยู่หลายรอบจนหัวเสีย

พอทิ้งระยะเวลาสักครู่

“ไงคุณจุลจะบ้าหรือไงโทรศัพท์เข้าเครื่องฉันหลายสิบรอบเป็นอะไรมากหรือเปล่า” เธอส่งเสียงใสกลับมา

“ก็...” เขาไม่รู้จะตอบกลับเธอไปยังไง ก็ตอนนี้ในใจเขาพะวงเกี่ยวกับเรื่องของเธอจนกลายเป็นความโกรธและน้อยใจในเวลาเดียวกัน

“กลับถึงบ้านหรือยัง”

“กำลังขับรถอยู่แล้วคุณล่ะ”

“ก็กำลังขับรถอยู่เหมือนกัน” จุลตอบห้วน ๆ กลับไป

“คุณจุลทุกอย่างที่ฉันทำลงไป ฉันไม่รู้ว่ามันถูกหรือผิด ฉันเหมือนคนกำลังหลงทางเลยทีเดียว จะทำยังไงดีล่ะ ปวดหัวมาก ๆ เลย” รังไรส่งเสียงเหนื่อยล้ากลับไป

“เจอกันไหมตอนนี้”

“ตอนนี้เหรอ” เธอตกใจเล็กน้อย

“ใช่ จริง ๆ เรื่องของแม่มดก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับคนแปลกหน้าอย่างผมนักหรอก แต่ไม่รู้ทำไมถ้าคืนนนี้ไม่ได้คุยกับคุณผมคงจะนอนไม่หลับ” จุลหัวเราะออกมาได้

“นี่ พรุ่งนี้เจอกันไม่ได้หรือไง”

“พรุ่งนี้ผมประชุมยาว อาทิตย์นี้จะไปดูสถานที่แล้ว วานคุณแวะไปดูร้านให้ลันนาแทนผมหน่อยแล้วกัน น่าจะสักสองสามวันนี้ประมาณนี้ ฝากด้วยนะ”

“ก็เป็นหน้าที่ของลูกน้องอยู่แล้วไม่ต้องห่วง งั้นเจอกันภายในครึ่งชั่วโมงนะ” เธอยิ้มน้อย ๆ

“อืม” เขาตีรถกลับตรงทางเลี้ยวแยกถัดไป

พอไปถึงเขาเห็นเธอจอดรถรออยู่ริมแม่น้ำเรียบร้อยแล้ว

ปี๊น เขาบีบแตรเรียกเธอ

รังไรเดินยิ้มแปร้เดินตรงมาหาเขาที่รถ

“คืนนี้ท้องฟ้าเป็นสีแดงเชียว เหมือนฝนใกล้จะตกแล้วนะ” รังไรยืนพิงข้างประตูรถของเขา แต่เขาแค่เปิดประตูรถและเบี่ยงตัวห้อยขาออกมานอกรถ

“อยากจะร้องไห้บ้างหรือเปล่าล่ะ” จุลถามกลับไปและเอื้อมไปจับมือเธอ

“แหมลามปามนะ” เธอหัวเราะแหะ ๆ และยกมือขึ้นปาดน้ำตา

“ผมพูดจริง ๆ ไม่รู้เป็นไงเหมือนกัน รู้แต่ว่าคืนนี้อยากปลอบใจใครสักคน” เขาพูดจบก็ลุกขึ้นยืนและทำท่าบิดขี้เกียจสักพัก พอหันมามองสาวน้อยข้าง ๆ เธอยังยืนปาดน้ำตาไม่หยุด

เขาเอามือตบไหล่ขวาตัวเอง “มา มา เอียงศีรษะมาเอาให้สบายเลย พอดีไหล่ว่าง”

“ตาบ้า” เธอว่าเขา แต่ก็ทำตามที่เขาบอก

“รู้สึกหนัก ๆ ศีรษะเฉย ๆ ไม่ได้อยากพักพิงอะไรนานนักหรอก” เธอหัวเราะเขิน ๆ ออกมา

“ยังฟอร์มจัด”

“บางทีผมก็เคยสงสัยนะความรักมีอยู่จริงไหม แล้วเราต้องทำตัวยังไงให้สมหวังในความรัก บอกไม่ถูกเหมือนกัน การแสดงออก การเงียบไว้ไม่พูดอะไรออกมา บางครั้งคนเราก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน หลาย ๆ ครั้งคนเรามักจะได้ยินว่าความรักเป็นเรื่องของคนสองคน แต่ความจริงไม่ใช่เลยสักนิด ถ้าเป็นเรื่องแค่คนสองคนทุกอย่างคงลงเอยด้วยดีและรวดเร็ว” เขายืนล้วงกระเป๋ากางเกงสองข้าง

ลมโชยพัดมาแรงขึ้นเหมือนกำลังจะพัดปลิวทุกอย่างไป ไม่นานฝนก็พรำสายลงมา

“ขึ้นรถผมก่อนแล้วกัน”

เธอรีบสาวเท้าวิ่งมาอีกฝั่งของประตูและนั่งถอนใจออกมา ผมเธอเปียกเล็กน้อย เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้กับเธอ

“ขอบคุณนะ แปลกจังเวลาเดือดร้อนใจทีไร มีคุณอยู่เคียงข้างทุกครั้งเลย” น้ำเสียงเธออู้อี้คล้ายดั่งคนเป็นไข้หวัด

“ยังไงผมก็เป็นคนแปลกหน้าสำหรับเธอเสมอ ไม่ต้องเกรงใจหรอก นึกว่าผมเป็นคนอื่นที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปแล้วกันนะ” เขาหันมายิ้ม

รังไรหันมองหน้าเขา และนั่งเชยคางมองสายฝนที่พรำสายหนักขึ้น แถมด้วยฟ้าร้องครืน ๆ แทรกเป็นจังหวะตลอดเวลา

“หนาวหรือเปล่ารังไร” เขาพูดจาห่วงใยเธอ

“หนาวกายไม่เท่าไหร่ แต่หนาวใจนี่ซิ” รังไรพูดไปพร้อมหัวเราะเขินไปด้วย

“มุขน้ำเน่าสุด ๆ อย่าไปพูดให้ใครฟังเชียว” จุลหัวเราะออกมาได้ แม้ว่ารังไรไม่ได้พร้อมที่จะเล่าอะไรให้เขาฟัง แต่ก็พอจะสัมผัสได้ว่าตอนนี้เธอก็เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เพราะสังเกตจากแววตาที่ส่งมาในตอนนี้ มันดูหวานเยิ้มผิดปกติจนเขาเหมือนจะหลงใหลแววตาคู่นี้ซะแล้ว


“รังไรเตรียมของครบหรือยัง” แม่ของเธอหันมาถามเธอด้วยความห่วงใย มือไม้ช่วยจัดแจงข้าวของฝากให้ลูกชายที่ไร่ชาไว้มากมาย

“น่าจะเรียบร้อยแล้วนะคะแม่” รังไรหันมายิ้มอย่างมีความสุข ตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมาสำหรับการดูแลร้านของลันนาทุกอย่างผ่านไปเป็นอย่างดี ก่อนส่งมอบร้านให้ลันนาจุลเจียดเวลามาตรวจความเรียบร้อยอยู่สองวัน ช่วงเวลาเย็นหลังตรวจร้านเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เธอรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมากมายกับเพื่อนใหม่คนนี้ พร้อมด้วยลันนาสาวรุ่นพี่ที่แม้นัยน์ตาเธอจะแสดงความเหงาออกมาตลอดเวลา แต่รอยยิ้มของเธอไม่เคยเหงาใจเลย โดยเฉพาะกับจุลดูเขาจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกับลันนา จนบางครั้งรังไรยังรู้สึกแอบอิจฉาอยู่บ่อยครั้งในความใส่ใจของเขาที่มีให้เธอ

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นพร้อมกับเสียงรถยนต์มาจอดรอท่าอยู่หน้าบ้าน

“ใครกันมาแต่เช้าเชียว” แม่ชะเง้อคอมอง พ่อเลยลุกเดินไปเปิดประตูต้อนรับ

“สวัสดีครับ” เขายกมือไหว้นอบน้อม

“มาหาใคร”

“ผมจุลครับ ผมเป็นเพื่อนกับรังไร วันนี้เธอจะเดินทางผมเลยแวะมารับไปส่งสนามบินครับ” จุลพูดจานอบน้อม

“อ้าวนัดกันไว้เหรอ” พ่อทักเก้อ ๆ

“ครับ” เขายิ้ม

“เชิญ ๆ เข้าบ้าน รังไรไม่บอกสักคำว่าจุลจะไปส่ง แล้วมาแต่เช้ากินข้าวมาหรือยังล่ะ” ความสนิทสนมของพ่อทำให้เขาตั้งรับแทบไม่ทัน

“รังไร เพื่อนมาถึงแล้วจัดของเสร็จหรือยังแม่ลูก” พ่อตะโกนเข้าบ้านก่อนที่ตัวจะถึง

เธอกระเดียดของออกมาจากครัวพร้อมกับทำตาโตเมื่อเห็นชายแปลกหน้ามาเสนอหน้าอย่างที่เธอไม่ทันตั้งตัว

“สวัสดีครับ” จุลยกมือไหว้แม่ของเธอ

“คุณจุลมาได้ยังไง”

“ใครกันลูก” แม่รับไหว้แต่ก็ทำหน้าสงสัย เพราะปกติรังไรไม่เคยพาใครมาบ้านสักคน คนที่สมัยเด็กเข้านอกออกในบ้านนี้เห็นจะมีแต่ปวินท์เท่านั้น

“ผมมารับรังไรไปส่งสนามบินครับ” เขายิ้มแย้มแจ่มใส

รังไรรีบวางของและกึ่งลากกึ่งจูงเขาออกไปที่สนามหน้าบ้าน

“นี่จะบ้าหรือไงใครบอกให้มารับ” เธอยืนกอดอกและส่งเสียงกระซิบกระซาบ

“ก็อยากมา ไม่เห็นมีป้ายบอกตรงไหนเลยว่าห้ามผมมาหาคุณที่บ้านน่ะ” เขายังยิ้มเยาะ

“คุณนี่มันจริง ๆ เลย ถ้าอยากไปส่งก็ได้ แต่ไปถึงสนามบินอย่ามาทำเป็นซึมเศร้าคิดถึงใครบางคนแล้วกัน” เธอเดินฉับ ๆ เข้าบ้านโดยไม่รีรอ

เขาเดินตามเข้าบ้านอย่างว่าง่ายและนั่งรับประทานอาหารร่วมกับเธอ


เสียงประชาสัมพันธ์ประกาศสายการบินขึ้นรถและอื่น ๆ อึกทึกผสมกับผู้คนที่เดินขวักไขว่ เขาหิ้วสัมภาระไปส่งที่ส่วนตรวจสอบช่างน้ำหนักจากนั้นยังพอมีเวลาสนทนากันนิดหน่อยก่อนที่เธอจะบินล่วงหน้าไปก่อน

“นี่รังไรไปถึงแล้วโทรศัพท์มาหาผมด้วยนะ”

“จำเป็นด้วยเหรอที่ฉันต้องติดต่อกลับ” เธอยวนเขา

“ก็ในฐานะลูกน้อง ถ้ามีงานอะไรผมจะติดต่อกลับไปอีก ผมเสียดายฝีมือของคุณนะ ถ้าคุณจะไปอยู่ไร่ชาเพียงเพื่ออยากจะทำงานแค่ออกแบบผลิตภัณฑ์ในชุมชนเล็ก ๆ บนยอดดอยแบบนั้น” จุลยิ้ม

“สักระยะหนึ่งพอพักฟื้นหัวใจน่ะ ไปดีกว่าไม่งั้นจะตกเครื่อง”

“นี่รังไร ถ้าคุณเข้าไปด้านในคุณคงไม่ร้องไห้อีกใช่ไหม” จุลถามด้วยความห่วงใย ถึงความทรงจำเก่า ๆ ที่เขาและเธอก็รู้สึกไม่ต่างกันกับความเศร้าหมองที่ฝังใจกับสนามบิน

“จะพยายาม คุณด้วยแล้วกันนะจุล อย่าเศร้านะ แล้วพบกันที่ไร่นะคะ” เธอหันมาโบกมืออำลาเขา ทำไมตอนนี้หัวใจมันเต้นแปลก ๆ มันเนือย ๆ ขาแข้งไม่อยากจะขยับ ใบหน้าไม่ได้อยากหันมองไปทางอื่น นอกจากอยากจะหยุดยืนที่ตรงหน้าของนายจุลชายแปลกหน้าคนนี้เท่านั้น หรือว่า แม่มดอย่างเธอจะเริ่มหลงใหลได้ปลื้มกับความน่ารักของชายหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ซะแล้ว




 

Create Date : 16 มิถุนายน 2555    
Last Update : 16 มิถุนายน 2555 1:41:09 น.
Counter : 856 Pageviews.  

รังที่ 12



รังไรลวงรัก
รังที่ 12

รังที่ 12

“ขอบคุณที่มาส่ง” เธอเปิดประตูออกมายืนอยู่ข้างรถเขาเดินตามลงมาด้วย

“ไม่เชิญเข้าบ้านเหรอ” จุลเดินยิ้มมาข้างเธอ

“ไม่ต้องหรอก จะให้บอกว่าคุณเป็นใคร เจ้านายหรือว่าเพื่อนล่ะ” เธอถามกวน ๆ ออกไป

“ถ้าผมเป็นเจ้านายแสดงว่าคุณยอมไปทำงานโฆษณากับผม ถ้าเป็นเพื่อน เราก็เป็นเพื่อนสนิทกันแล้ว แต่ที่ว่ามาไม่อยากเป็นสักอย่างเลยรู้หรือเปล่า” จุลทำเสียงอ้อนออกไป

“อยากเป็นอะไรก็ตามใจคุณเถอะ” รังไรสะบัดน้ำเสียงใส่เขาและค้อนไปทางอื่น จะให้เธอคิดอะไรไปได้มากกว่านี้ นอกจากเขาจะอายุน้อยกว่าแล้ว ในหัวใจของจุลยังเต็มแน่นไปด้วยความรู้สึกดี ๆ ที่เขามีให้กับลันนาสาวสวยนัยน์ตาคม

“นี่เป็นอะไรยืนเหม่อลอย ไม่อนุญาตให้เราเข้าบ้าน แต่ตัวเองก็ไม่ยอมเข้านะ” เขายกมือโบกไปมาอยู่หน้าเธอ เธอก็ยังนิ่งอยู่ จนเขาจับที่ต้นแขนเธอทำให้เธอสะดุ้ง

“อ้อ ค่ะ ขอบคุณที่มาส่ง ฉันแค่อยากช่วยคุณเรื่องร้านพี่ลันนาเท่านั้น ส่วนโฆษณาขอบายนะคะ”

“คุณไม่กล้าไปทำเพราะกลัวเก็บความรู้สึกไม่ได้ใช่หรือเปล่าที่ต้องเจอพี่ปวินท์น่ะ แต่เอาเถอะ มันสิทธิ์ของคุณ แต่ขอบอกอะไรบางอย่างได้ไหม” วันนี้เขาส่งปลายเสียงอ้อนเธอตลอดที่สนทนากัน

“ว่ามาซิ”

“ผมดีใจมากที่คุณตัดสินใจไม่ทำงานกับพี่ปวินท์ ไปละ” เขาเดินกลับไปแล้วเปิดประตูและขับรถออกไปอย่างรวดเร็วทันใจ

“พิลึกคน”

รังไรกลับเข้าบ้านคนในบ้านก็หลับกันหมดแล้ว เธอมัวแต่เสียเวลากับรถติดกว่าจะไปถึงร้านอาหารเจ้าโปรดของเขา บรรยากาศในร้านวันนี้มันชวนให้หลงใหลในเสน่ห์ของเขาจนบางครั้งเธอเผลอลืมไปว่าเธอเป็นแค่เพื่อนธรรมดาคนหนึ่งของเขาเท่านั้นเอง

“รังไร รังไร” เสียงเรียกชื่อเธอพร้อมกับเคาะประตูห้องนอนไปพร้อมกัน

“ตื่นแล้ว” เธอเดินงัวเงียไปเปิดประตู

“ไงพี่นัส มาเรียกแต่เช้าเลย” รังไรพูดไปหาวไปแล้วก็กลับมานอนที่เตียงตามเดิม

“บ่ายนี้จะกลับแล้วไปส่งสนามบินด้วย” โสมนัสนั่งยิ้ม

“เฮ้ย ทำไมมาเร็วไปเร็วนักล่ะ เพิ่งจะมาได้สองวันเองนะ” รังไรตกใจลุกขึ้นนั่งมองหน้าพี่ชายตัวเอง

“ห่วงไร่นะซิ อยู่กรุงเทพฯ เคลียร์ธุระจบแล้วอยากจะกลับแล้ว อีกอย่างจะรีบไปเตรียมที่พักให้กับปวินท์และทีมงานเขาด้วย วันเสาร์หน้าเขาจะเดินทางไปเยี่ยมชมไร่กันแล้วไม่รู้หรือไง” โสมนัสเขกศีรษะเธอเบา ๆ

“แล้วรังไรต้องไปช่วยพี่นัสด้วยหรือเปล่า” เธอถามแบบไม่เต็มใจนัก

“แน่นอน น้องรังไรต้องไปช่วยพี่อยู่แล้ว”

“เฮ้อ” ถอนหายใจเหือกใหญ่

“นี่ไม่อยากไปหรือไง ก็ยังไงรังไรก็ต้องไปทำงานกับพี่อยู่แล้ว” โสมนัสยิ้ม

“ก็ไปเลยจากนั้นก็ได้นี่ คือตอนนี้รังไรรับงานพิเศษตกแต่งร้านก็ถ้างานเสร็จแล้วจะตามไปทีหลังแล้วกัน น่าจะเสร็จงานก่อนพวกพี่ปวินท์จะเดินทาง” เธอถอนใจออกมาอีกรอบ

“เป็นอะไร แล้วเดี๋ยวนี้เราไม่สนิทกับปวินท์แล้วหรือไง เวลาเจอเขาดูเราทำตัวแปลก ๆ นะ พี่สังเกตรู้นะ หรือว่าจริง ๆ มีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่า มีอะไรไม่สบายใจบอกพี่ได้ทุกเรื่องนะรังไร”

เธอขยับตัวไปอิงไหล่ขวาพี่ชายของเธอ

“ไม่มีอะไรหรอกพี่นัส” น้ำเสียงเธอเศร้า

“ก็รู้กันอยู่นะ ยังไงเขาก็ต้องแต่งงานกับคนที่เขารัก รังไรต้องทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนะ ความรักสมัยเด็กของรังไรมันอาจจะเป็นแค่ความประทับใจใครที่ดีกับเรามาก ๆ บางทีอาจจะไม่ใช่ความรักหรอก” โสมนัสพูดจบก็ยืนขึ้น

“ทำเป็นรู้ดีนะ” รังไรหัวเราะเฝื่อนออกมา

“พี่นัส” เธอตะโกนเรียกพี่เธอก่อนเขาออกจากห้อง

“รังไรของเวลาทำใจนิดนึงนะคะ เดี๋ยวมันจะดีขึ้นเอง” น้ำใสเคลือบนัยน์ตาของเธอ โสมนัสหันมายิ้มและชูสัญลักษณ์สองนิ้วว่าให้เธอสู้ต่อไป

รังไรปาดน้ำใสที่ไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจ โสมนัสเป็นผู้ชายแสนอ่อนโยนและเข้าใจเธอเสมอมา ถึงอายุเราจะห่างกันแค่สามปี แต่ก็ไม่มีช่องว่างระหว่างกันเลย

บ่ายนั้นเธอขับรถไปส่งพี่ชายของเธอ พี่ชายของเธอไปแล้ว เธอนั่งอยู่ที่เก้าอี้ในสนามบิน แสงตะวันยามบ่ายสาดส่องทะลุกระจกใสเข้ามาเก้าอี้สีขาวและเทาโดนทาบทอด้วยแสงสีทองอ่อน ๆ ภาพความเหงาและภาพความหลังในครั้งวัยเยาว์ผุดขึ้นมาเป็นระยะ รอยยิ้มและสัมผัสมือที่อบอุ่นของปวินท์ยังตราตรึงไม่เลือนหาย ไม่ว่าจะพยายามลบภาพความทรงจำเหล่านั้นยังไงก็ลบไม่ออกสักที แต่สองวันมานี้ไม่เคยได้ยินเสียงโทรศัพท์จากปวินท์อีกเลย บางทีเขาอาจจะตัดใจจากเธอและไม่อยากได้คำตอบจากเธออีกแล้วจริง ๆ ก็เป็นได้

“พี่ปวินท์รังไรอยากจะเริ่มต้นกับพี่ปวินท์อีกครั้งนะคะ แต่มันคงสายไปแล้วใช่ไหม ถ้าปาฎิหาริย์มีจริงขอให้ความรักระหว่างเรากลับมาเริ่มต้นใหม่กันอีกครั้งนะคะ” เธออธิษฐานเบา ๆ ในใจแล้วยิ้มออกมาทั้งน้ำตา

รังไรขับรถมาเรื่อย ๆ จนถึงหน้าร้านของลันนา เธอเห็นเขากับลันนากำลังดูช่างเริ่มทาสีภายในร้านอยู่ รังไรเดินลงจากรถและยิ้มจางออกไป ลันนาหันมาทักเธอก่อน

“น้องรังไร”

“ค่ะพี่ลันนา สีสวยจังค่ะ” เธอมองสำรวจไปรอบร้านเล็ก ๆ แห่งนี้

จุลยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

“เราหวังจะฝากให้ช่วยดูแลร้านให้หน่อย แหมดูซิมาทำงานเอาซะบ่ายแก่เลย รู้หรือเปล่าว่าผมต้องโดดงานประจำของผมมานะ” เขาค่อนขอดเธอ

“รังไรแวะไปทำธุระค่ะพี่ลันนา คุณจุลคะ ฉันมาแล้วคุณก็เชิญกลับไปทำงานของคุณต่อเถอะค่ะ” เธอดึงแบบที่เขาร่างไว้มาถืออยู่ในมือและกางมันออกมา

“ดูพูดกับเจ้านายซิ” จุลหัวเราะออกมาและยิ้ม

ลันนารอบสังเกตแววตาของจุลตอนนี้ เธอก็ยิ้มออกมาทันที จากที่เคยมุ่งความสนใจอยู่ที่เธอ แต่ตอนนี้สายตาคู่นี้กำลังมองไปยังสาวน้อยเพื่อนคนใหม่อย่างไม่ละสายตา ลันนาได้แต่คิดสงสัยในใจว่าจุลจะรู้ใจตัวเองบ้างหรือเปล่า ว่าตอนนี้บางทีเขาอาจจะไม่ได้รักลันนาอย่างที่เคยเป็น แต่ที่ยังห่วงใยกันอยู่เป็นเพราะระยะเวลาที่รู้จักกันยาวนานเลยทำให้เขาห่วงใยเธอมาตลอดจนไม่กล้าทิ้งกันไปไหน

“ช่างคะ รังไรว่ามันต้องใช้สีน้ำตาลหม่นตัดขอบตรงมุมนี้นะคะ ไม่งั้นถ้าเอาสีพีชใส่เข้าไปมันจะดูจืดชืดไปหน่อย” เธอชี้มือชี้ไม้และช่วยดูความเรียบร้อยให้เขาอีกที จุลได้แต่ยืนมองและยิ้มโดยไม่ขัดเธอเลยสักนิด

“พี่ลันนาคะ ไม่ว่ากันนะ ถ้ารังไรขอเปลี่ยนสีขอบนิดนึง”

“จ้ะ เชิญเลย พี่ไม่ค่อยมีความรู้ด้านนี้เท่าไหร่ เชื่อฝีมืออยู่แล้ว เพราะปกติจุลเป็นคนละเอียดรอบคอบเรื่องงานอยู่แล้ว น้องรังไรตรวจดูงานตามสบายเลย เพราะถ้ามันไม่มีจุลคงจะขัดขึ้นมาแล้วหล่ะ” ลันนาพูดจบก็หัวเราะออกมา

จุลเดินสำรวจสีที่ทาทั้งห้องและด้านหน้าร้านจนทั่วพร้อมกับรังไร ทั้งสองคนตั้งอกตั้งใจทำงานมาก ลันนาแค่แสดงความคิดเห็นเป็นระยะแต่เชื่อฝีมือทั้งสองคน เธอเดินออกไปซื้อขนมและเครื่องดื่มมาให้ช่างและนักออกแบบร้านทั้งสองคนด้วย เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แต่หน้าจอไม่ได้แสดงหมายเลขโทรศัพท์ออกมา เธอกดรับสาย แต่ไม่มีใครส่งเสียงมา จนสักพักเธอกำลังจะตัดสายทิ้ง

“สบายดีหรือเปล่าลันนา” เสียงใส ๆ และอ่อนโยน ทำให้น้ำตาเธอไหลออกมา น้ำเสียงแบบนี้ การทอดเสียงไพเราะที่ปลายประโยคเธอจำได้ดี

“สบายดีค่ะ ตุลเป็นยังไงบ้าง ลันคิดถึงคุณ”

“ได้ข่าวว่าลันกำลังจะเปิดร้านไหมพรม” ตุลถามคำถามเลยโดยไม่ได้บอกความรู้สึกในหัวใจของเขาในตอนนี้ ว่าเหมือนใจจะขาดเพียงใด เป็นเพราะวันนี้หัวใจเขาอ่อนแอเกินไปที่จะห้ามความรู้สึกไม่ให้คิดถึงเธอ

“ใช่ค่ะ จุลมาช่วยทำร้านให้ วันนี้ทาสีเสร็จแล้ว”

“ยินดีด้วยนะ” ตุลพูดห้วน ๆ

“ตุลคะ ตุลคิดถึงลันบ้างหรือเปล่า ลันรอคอยคุณเสมอนะ” เธอยิ้มทั้งน้ำตา

“ตุลวางสายก่อนนะ” แล้วเขาก็ตัดสายไป เหลือเพียงสัญญาณว่างเปล่าส่งมาจากแดนไกล

“แค่นี้ก็พอแล้วใช่ไหมตุล” ลันนาปาดน้ำตาที่ไหลอาบสองแก้ม เธอเข้าใจสถานการณ์ได้ดี ว่าตอนนี้ตุลคงจะไม่พร้อมคุยกับเธออีกแล้ว แค่เพียงเขาติดต่อกลับมาหลังจากสองปีที่ห่างหายไป วันนี้เป็นวันแรกที่เขาติดต่อกลับมา

“ขอบคุณค่ะตุล” เธอแหงนหน้ามองท้องฟ้ายามโพล้เพล้ ท้องฟ้ากำลังจะเป็นสีส้มอมม่วง สีที่บ่งบอกความเหงาให้หัวใจได้เป็นอย่างดี


ปวินท์นั่งอยู่ที่ห้องรับแขกของบ้านพลอยพิณ สองสามวันมานี้พลอยพิณเกาะติดเขาตลอด เขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะติดต่อกลับไปหารังไรได้เลย

“วินท์คะ อาหารเย็นเรียบร้อยแล้ว วันนี้พลอยโชว์ฝีมือเองเลยนะคะ”

“แล้วจะอร่อยไหมนะ” เขาแกล้งเย้าเธอ

“จะอร่อยหรือไม่อร่อย วินท์ก็ต้องทานให้หมดค่ะ” เธอหัวเราะเสียงใสออกมา

“แล้วคุณพ่อคุณแม่คุณ ท่านไม่กลับมาทานด้วยกันเหรอครับ” เขาถามขณะที่เดินตามเธอไปที่ห้องรับประทานอาหาร

“วันนี้ท่านไปงานเลี้ยงรุ่นค่ะ”

“อืม”

“เป็นอะไรไปคะ ดูทำหน้าเข้าซิ ไม่อยากทานฝีมือพลอยจริง ๆ หรือคะ” เธอถามเสียงเศร้า

“เปล่าครับ”

“อีกหน่อยเราสองคนแต่งงานกัน วินท์จะได้ทานอาหารฝีมือพลอยทุกวันเลยนะคะ” วันนี้พลอยพิณอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เธอตักข้าวให้เขาซะพูนจาน

“พลอย คุณอยากแต่งงานกับผมจริง ๆ หรือเปล่า” เขาถามโพล่งออกไป ขณะที่พลอยพิณหยุดชะงักชั่วขณะ

“ทำไมถามแบบนั้นคะ ถึงแม้ว่าการเริ่มต้นทำความรู้จักกันของเราจะมาจากการแนะนำจากผู้ใหญ่ แต่พลอยก็ไม่คิดว่าพลอยจะตัดสินใจผิดพลาดหรอกนะคะ” เธอเดินมากอดคอเขาและยิ้มออกมา

“พลอยเชื่อมั่นในตัวคุณนะคะวินท์ เราคบกันมาก็หลายปีแล้ว ทำไมจู่ ๆ มาถามแบบนี้ก่อนวันหมั้นของเราแค่เพียงไม่กี่วันคะ” พลอยพิณยิ้มด้วยหัวเราะด้วย

“ถามเพื่อความมั่นใจเฉย ๆ” เขายิ้มเฝื่อนออกไป

“ไม่เอาค่ะ ลองชิมฝีมือพลอยดีกว่านะคะ” เธอตักกับข้าวให้เขาชิมทีละอย่าง เขาตอบรับฝีมือเธอแต่โดยดี ค่ำคืนนี้เป็นอาหารค่ำที่พลอยพิณรู้สึกมีความสุข แต่สำหรับเขาแล้วความกระอักกระอ่วนมีล้นอยู่เต็มหัวใจ ระหว่างที่เขาขับรถกลับบ้าน เขาโทรศัพท์หารังไรหลังจากไม่ได้ติดต่อเธอเสียหลายวัน

“พี่ปวินท์” เธอเรียกเขาเสียงเครือ

“ขอโทษนะรังไร พี่ไม่ได้ติดต่อกลับหลายวันเลย” ปวินท์ส่งเสียงเศร้าออกไป

“เป็นอะไรหรือเปล่าคะ ฟังเสียงแล้วเหมือนพี่มีเรื่องไม่สบายใจเลยนะคะ”

“ก็นิดหน่อย ถามแบบนี้แสดงว่าความรู้สึกระหว่างเราสองคนยังตรงกันอยู่ใช่ไหมคะ พี่ดีใจจังเลย แล้วรังไรทำอะไรอยู่” เขาถามน้ำเสียงอบอุ่นกลับไป

“ขับรถกลับบ้านค่ะ”

“เจอกันไหม ตอนนี้เลยนะ” ปวินท์จัดแจงบอกสถานที่เรียบร้อย แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้รังไรต้องหมุนพวงมาลัยกลับรถย้อนไปทางเดิมเพื่อที่จะไปตามนัดกับเขา

ปวินท์วางสายไปแล้ว รังไรไม่รอช้าที่จะรีบไปหาเขา

“พี่ปวินท์ บางทีคืนนี้อาจจะเป็นคืนสุดท้ายที่รังไรจะคิดถึงพี่ ต่อไปรังไรจะทำใจเลิกรักพี่สักทีนะคะ แต่ถ้ารังไรสบตาและเห็นรอยยิ้มของพี่ปวินท์อีกครั้ง รังไรจะทำให้เลิกรักพี่จะได้ไหมคะ” รังไรพร่ำอยู่คนเดียวขณะที่ฝีเท้าเหยียบคันเร่งเต็มที่เพื่อไปตามที่หัวใจเธอต้องการ

“นี่ยายแม่มดทำไมกลับรถ แล้วทำไมขับรถเร็วแบบนี้นะ มันไม่ใช่ทางกลับบ้านของคุณเลยรังไร” จุลหันพวงมาลัยและขับรถตามติดเธอไปเป็นระยะ ยิ่งตอนนี้เธอขับรถเร็วขึ้นเขายิ่งเป็นห่วงเธอมากขึ้นเท่านั้น ครั้นจะโทรศัพท์หาก็กลัวจะรู้ว่าตอนนี้เขากำลังสะกดรอยตาม เขาได้แต่ขับรถไปชะเง้อไป ตามเธอไปติด ๆ เพราะไม่รู้ว่าตอนนี้ยายแม่มดตัวแสบของเขากำลังคิดทำอะไรอยู่ ช่างน่าเป็นห่วงเสียจริง







 

Create Date : 31 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 31 พฤษภาคม 2555 1:46:57 น.
Counter : 788 Pageviews.  

รังที่ 11



รังไรลวงรัก
รังที่ 11

บทที่ 11

จุลนั่งตรวจแบบอีกครั้งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการไปพบลันนาในเช้าวันนี้ แต่ก่อนออกจากบ้านเขาได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากตุล พี่ชายของเขา

“ยังไม่นอนหรือไงพี่ชาย” เขาทักกลับไป

“ใกล้แล้ว นั่งอ่านหนังสืออยู่ เป็นไงบ้างเราเห็นคุณแม่โทรศัพท์มาบอกว่าเรามีงานทำแล้วไม่ใช่เหรอ”

“คุณแม่ดีใจขนาดนั้นเชียว” เขาหัวเราะกลับไป

“ก็ทำงานกับพี่ปวินท์ ผมไม่รู้พี่รู้จักหรือเปล่า แต่ว่าเขาเป็นคู่หมั่นกับคุณพลอยพิณ ลูกสาวเพื่อนคุณพ่อ พี่พอจะรู้จักไหมครับ” จุลถามกลับไป

“รู้ซิ เคยได้รับการแนะนำให้รู้จักเหมือนกัน แต่ตอนนั้นพี่มีลันนาอยู่แล้วเลยปฏิเสธไป ตอนงานหมั้นพี่ยังไปร่วมงานเขาอยู่เลย ตอนนั้นจุลยังอยู่อเมริกาอยู่เลย”

“ดีนะผมไม่โดนจับคลุมถุงชน”

“ก็ไม่แน่หรอกจุล ว่าแต่ลันนาเป็นยังไงบ้าง” เขาถามเสียงเครือ

“ทำไมไม่ติดต่อไปเอง จนวันนี้ผมก็ไม่เข้าใจพี่เหมือนกันทำไมถึงทิ้งเธอไปได้นะ ลันนาเป็นคนน่ารัก นิสัยดี” จุลพยายามสาธยาย

“พอแล้วจุล พี่ฝากดูแลและให้กำลังใจเธอด้วย จัดการร้านของเธอให้เรียบร้อยนะ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ก็บอกพี่มา พี่ช่วยเต็มที่แต่อย่าบอกลันนาก็พอแล้ว” ตุลถอนหายใจ

“ผมช่วยเธอเต็มที่อยู่แล้วพี่ตุล แต่เหตุผลอะไรที่พี่ไม่ติดต่อ อีกนานไหมกว่าพี่จะกลับ”

“อีกหนึ่งปี”

“ไม่กลัวว่าลันนาจะมีคนอื่นหรือไง” จุลถามกลับ แต่เขาเริ่มรู้สึกผ่าวบนหน้าเล็กน้อย เพราะจิตใจของเขากำลังคิดไม่ซื่อกับคนรักของพี่ชายตัวเอง

“ไม่กลัว พี่เชื่อมั่นในตัวลันนาว่าเขาจะรอคอยพี่เสมอ” ตุลพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ

“ดีครับ”

สองพี่น้องวางสายไปแล้ว หัวใจที่ฟูฟ่องเมื่อครู่ผสมกับความดีใจที่จะได้พบลันนา ตอนนี้มันหล่นวูบหายไปแล้ว ขามันปัด ๆ เซ ๆ เวลาเดินชอบกล

“ลันนากับพี่ตุลมีความหนักแน่นทางหัวใจจริง ๆ แล้วรังไรล่ะ คุณก็เป็นแบบนั้นใช่ไหม รวมถึงพี่ปวินท์ด้วย เอ เราเป็นอะไรไปนะ คิดอะไรไม่เข้าท่าเลย วันนี้เรามีหน้าที่ช่วยงานลันนา และ พูดให้รังไรตาสว่างจากความรักที่เธอรอคอยมานานแสนนานไม่ใช่เหรอ” จุลถอนใจ และขับรถออกจากบ้านไป


พอไปถึงลันนากำลังนั่งอ่านหนังสือรออยู่ในร้าน แต่พอจะก้าวขาเข้าร้าน เสียงใส ๆ ของยายแม่มดก็ตะโกนดังตามไล่หลังมา

“เรียกเสียงดังทำไม” เขาหันไปตำหนิเธอ

“อ้าวก็คุณนัดฉันมา พอเจอก็ต้องเรียกซิ แล้วคุณจะเข้าไปในร้านนั้นทำไม” เธอถามเขาด้วยหน้าตาใสซื่อ

“พูดมากจริง ๆ”

“นี่คุณว่าใคร งั้นกลับก็ได้” เธอเลยสะบัดหน้าออก

“ไม่เอาน่า พี่รังไร อย่าโกรธผมเลยนะครับ”

คำว่าพี่มันแปลบที่หัวใจรังไรจนบอกไม่ถูก เธอรู้สึกเหมือนเหงื่อตกยังไงก็ไม่รู้ มันอายจนไม่อยากหยุดยืนตรงนี้ ก็ชายคนนี้เธอเคยคุยด้วยความสนิทสนมแต่มาวันนี้ เขาเป็นรุ่นน้องจะให้ทำตัวเหมืนอเดิมหรือว่าวางตัวเองซะใหม่ในตำแหน่งพี่สาว ยิ่งทำให้สับสนไปหมด

“รังไรครับ อย่าโกรธเลยนะ แซวเล่น อ้อจะให้เรียกพี่ พี่รังไร พี่รังไร พี่รังไร”

“อุ้ย” เขาหันมาตกใจ เพราะตอนนี้ รังไรเริ่มชักสีหน้า ผสมกับแววตาขาดความมั่นใจ

“อ้าว จุล” ลันนาเปิดประตูร้านออกมาต้อนรับ เพราะเห็นว่าเขากำลังคุยกับสาวน้อยคนหนึ่ง แต่คล้ายจะมีปากเสียงกันเพราะเสียงเข้าไปในร้าน

“จุล มีปัญหาอะไรหรือเปล่า” เธอดึงข้อศอกเขาให้เขาเดินเขยิบมาข้างเธอ

“ลันนา ไม่มีอะไรหรอก นี่รังไรเป็นเพื่อนจุลเอง รังไร นี่ลันนาเพื่อนจุล” เขาแนะนำ

“สวัสดีค่ะ น้องรังไร” ลันนาทักทายเธอ เพราะดูจากหน้าตาของรังไรแล้ว เธอเข้าใจว่าเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกับจุล

“เชิญค่ะ ร้อนหน่อยนะคะ เพราะว่ารอช่างมาติดเครื่องปรับอากาศอยู่ค่ะ” ลันนาเชื้อเชิญทั้งสองคนเข้าไป แต่รังไรหน้าไม่สบอารมณ์นัก ถึงแม้เธอจะยิ้มรับกับลันนาก็ตาม จุลเอามือดันหลังเธอ พยายามส่งยิ้มให้แต่ยายแม่มดท่าทางจะโกรธเขาจริง ๆ ซะแล้ว

“รังไรจะมาเป็นผู้ช่วยผมในการแต่งร้านนะลันนา”

“ดีจังเลยค่ะ ขอบคุณน้องรังไร ว่าแต่ทั้งสองคนนี่ยังหางานทำไม่ได้กันใช่ไหมถึงพากันมาช่วยดูร้านให้พี่” ลันนาถามกลับเธอ

“อ๋อเปล่าค่ะ รังไรทำมาหลายปีแล้วค่ะ เพิ่งจะลาออก”

ลันนาได้ยินแบบนั้นเลยทำหน้างง

“รังไรเป็นเพื่อนรุ่นพี่ครับลันนา” จุลส่งน้ำเสียงหวานกลับไป

“จริงหรือคะ แต่หน้ายังเด็กอยู่เลย นึกว่าเพิ่งจบเหมือนกับจุลค่ะ” ลันนาหัวเราะออกมา นี่ขนาดหัวเราะเธอยังดูสวยเลย ติดอยู่ที่แววตาเธอดูเหงาไปเท่านั้นเอง

“จะให้ฉันช่วยอะไร” เธอกระซิบถามเขา

“ลันนาดูแบบก่อนนะ ส่วนใหญ่ที่วางคอนเซปท์ไว้จะเป็นโทนน้ำตาลอ่อน สีชมพูปูนแห้ง สีครีม มันดูเรียบ ๆ จุลเลยใส่สีฟ้าอ่อนเพื่อเสริมลายระบายเหมือนริมผ้าม่านใส่เข้าไป มันจะได้ดูสดใสขึ้นนิดนึง” เขาเอียงศีรษะอธิบายงานอย่างสนิทสนม

“น่ารักจังเลยจุล ร้านไหมพรมของลันนาต้องออกมาดูดีแน่เลย ลันนาอยากให้สีไม่ฉูดฉาดมากนัก เพราะว่าถ้าสีร้านเด่นเกินไปจะทำให้ไหมพรมในร้านไม่น่าสนใจ อีกอย่างอยากให้บรรยากาศร้านดูสบายตา ว่าแต่วันนี้จุลว่างหรือไป ลันนาจะชวนไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เข้ากับสีร้านด้วยเลย” ลันนาพูดปาว ๆ

“ได้ซิ” เขาตอบด้วยความเต็มใจ

“น้องรังไรไปด้วยกันนะคะไปช่วยกันเลือก ดูนี่ซิคะ แบบร้านที่จุลออกแบบให้” เธอยื่นแบบงานให้รังไรดู ผลงานตรงหน้ามันดูดีและสวยมากจริง ๆ จุลเป็นผู้ชายที่มักมีอะไรซ่อนอยู่ในความสามารถเสมอ เขาดูเงียบ ๆ ไม่ค่อยแสดงออก แต่ดูผลงานของเขาซิ เห็นแล้วน่าภูมิใจจริง ๆ

“สวยค่ะ” รังไรตอบสั้น ๆ

“ทุกอย่างก็เพราะว่าลันนาพูดออกมาหมดถึงความต้องการ จุลเลยทำตามที่ลันนาต้องการ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรภายในใจของลันนา ไม่ว่ามันจะดีสุดขั้ว หรือ แย่สุดขั้วแค่ไหน แค่เพียงลันนาบอกมา จุลพร้อมจะรับฟังทุกอย่าง ขอเพียงให้ลันนาสบายใจและมีความสุขเท่านั้น” สีหน้าเขาตอนนี้มันแสนอบอุ่นจนรังไรรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินขึ้นมาเลย

“จุลดีกับลันนามาตลอดเลยนะ” เธอเสียงเศร้าลง

“พี่ตุลก็ยังคงห่วงใยคุณเสมอนะ”

“ตุล” ลันนาครางชื่อนั้นออกมาเบา ๆ

“ขอโทษนะน้องรังไร” ลันนาหันไปปาดน้ำตาและขอตัวออกมานอกร้าน

แววตาของจุลยังคงจับจ้องมองออกไปยังคงนอกร้าน ตกลงว่าเขาอยากให้เธอมาพบเขาในวันนี้เพียงเพราะเพื่อจะเห็นภาพห่วงใยระหว่างลันนากับจุลเท่านั้นหรือ

สักพักลันนาเดินกลับเข้าร้านมา

“จุลคะ เราไปเลือกเฟอร์นิเจอร์กันเลยดีกว่า แล้วช่างจะมาเริ่มตกแต่งร้านวันไหนคะ”

“ก็วันจันทร์นี่ละครับ ผมอยากจะเร่งทำให้มันจบเพราะว่าสัปดาห์ต่อไปผมต้องไปสำรวจโลเกชั่นสำหรับถ่ายโฆษณาที่ไร่ชา น่าจะมีเวลามาตรวจงานให้เรียบร้อยก่อน” เขาหันไปยิ้ม

“ดีจังคะ น้องรังไรไปด้วยกันนะ ช่วยกันเลือก” ลันนาชวนเธอ ในขณะที่เธอทำน่ากระอักกระอ่วน

“คุณเอารถมาหรือเปล่า” จุลหันไปถามรังไร

เธอส่ายหน้า

“เตรียมพร้อมเลยนะ” จุลพูดเบา ๆ และหัวเราะออกมา

“ว่าไงจะจุล” ลันนาหันมาถามเขา

“เปล่า ๆ แต่ตอนนี้ซิ รังไรส่งตาเขียวมาที่เขาเลยทีเดียว”


ระหว่างที่เดินเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ด้วยกัน รังไรเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนเกินขึ้นทุกขณะ แม้ว่าลันนาจะพยายามจะชวนเธอพูดคุยตลอดก็ตาม

“รังไรขอตัวแป๊ปนะคะ เดี๋ยวจะเดินตามไปค่ะ”

เธอเดินออกมาจากคู่สนทนานั้น แต่สายตาของจุลซิ จับตามองจนเธอเดินหายไป

“นี่จุล มีอะไรพิเศษกับน้องรังไรหรือเปล่า” ลันนาแซวเขา ขณะที่กำลังจ่ายค่าเฟอร์นิเจอร์

“ก็ไม่มีอะไรนี่ เป็นเพื่อนกัน เรารู้จักกันโดยบังเอิญ” จุลตอบเนือย ๆ ออกไป วันนี้เขารู้ดีว่ารังไรคงกำลังรู้สึกแย่ เพียงแต่ไม่แน่ใจเท่านั้นเองว่าความรู้แย่ของรังไรเกิดจากอะไร

“ถ้าชอบเขาก็แสดงออกให้ชัดเจนไปเลย ไม่งั้นผู้หญิงจะคิดมาก”

“ยังไม่ขนาดนั้นหรอก อีกอย่าง จุลเคยสัญญากับลันนาแล้วไง ถ้าลันนายังไม่มีความสุขเรื่องความรัก จุลคงไม่กล้ารักใคร”

“อย่าเอาลันนาเป็นตัวถ่วงความรักของจุลเลย อีกอย่างจุลอย่ารักลันนาเลยนะ ลันนายังรักตุลอยู่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ ลันนามั่นใจว่าสักวันตุลอาจจะกลับมาหาลันนา” เธอเสียงเศร้าลง

“พูดอย่างไม่มีเยื่อใยเลยนะ” จุลน้อยใจเล็กน้อย

“ถ้าจุลพบคนที่ใช่ อย่าปล่อยเขาให้หลุดมือไป มันเจ็บปวดนะกับการที่เราได้พบคนที่ใช่แต่มันไม่สามารถอยู่ด้วยกันได้ แบบที่ลันนาเป็น” เธอหันมายิ้มเศร้า ๆ

“วันหนึ่งลันนาอาจจะเปลี่ยนในมาให้จุลก็ได้ จุลจะรอนะ” เขายิ้มออกมาอย่างมีความสุข รังไรเดินเข้ามาพอดี คราวนี้สีหน้าเธอยิ้มแย้มผิดปกติ ไม่รู้ว่าการออกไปสงบสติอารมณ์ของเธอทำให้เธอเดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มหรือว่าเธอแอบไปโทรศัพท์หากำลังใจจากใครกันแน่

“ลันนาเย็นนี้ทานข้าวด้วยกันก่อนไหม”

“ไม่หรอก เพราะมีนัดกับเพื่อน ยังไงแวะส่งก่อนแล้วกันนะ” เธอยิ้มและเดินมาจับมือรังไร

“ขอบคุณนะคะที่มาช่วยเลือกเฟอร์นิเจอร์นะคะ”

“รังไรไม่ได้ช่วยอะไรเท่าไหร่เลยนะคะ แต่ว่าตอนนี้รังไรว่างยังไงจะแวะมาดูการทำงานของช่างให้นะคะ” เธอยิ้มกลับไป

“ได้ค่ะ งั้นขอเบอร์ติดต่อด้วยนะคะ จะได้แวะเข้ามาด้วยกัน”

“ค่ะ” ทั้งสองคนแลกเบอร์โทรศัพท์และถ่ายรูปแลกเปลี่ยนกันด้วยมิตรภาพใหม่

แต่สำหรับจุลยังไม่มีภาพสักใบจากยายแม่มดคนนี้เลย


หลังจากส่งลันนาแล้ว จุลขับรถออกจากห้างสรรพสิค้าเลยเขาเหลือบมองสาวน้อยด้านหลังทางกระจกรถอยู่บ่อย ๆ รังไรนั่งนิ่งเงียบเหมือนโกรธอะไรบางอย่าง

“นี่ยายแม่มดจำได้ไหมว่าผมติดค้างเรื่องบางอย่างกับคุณ”

“จำไม่ได้” เธอตอบห้วน

“คนเราลืมกันง่ายจริง ๆ ที่เราบอกว่าจะเปิดอกคุยกัน วันนั้นคุณเล่าเรื่องคุณให้ผมฟัง แต่วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องของผมให้คุณฟังบ้าง” จุลอธิบาย

“ก็เห็นภาพหมดแล้วนี่ไม่เห็นมีอะไรต้องมาเล่าเลย”

“นี่คุณหึงผมอีกแล้วใช่ไหม”

“ใครว่า ไม่เกี่ยวกันสักหน่อย” รังไรพูดแก้เก้อ เพราะพอเขาพูดแบบนั้นออกมาเธอเลยเริ่มรู้ตัว ว่าบางทีเธอก็แสดงอาการบางอย่างเกินเหตุ ทั้งที่เธอและเขาเป็นแค่คนเพิ่งเริ่มรู้จักกันเท่านั้นเอง

“ลันนาเป็นคนรักของพี่ชายผม” เขาจบประโยคและถอนใจออกมา ตอนนี้คู่สนทนาด้านหลังเริ่มมีทีท่าหันมาสนใจเขาบ้างแล้ว เธอยื่นตัวมานั่งอยู่ตรงกลางรถและพิงหลังไว้กับส่วนเบาะผู้โดยสารด้านหน้าซ้ายมือ

“ลันนารักกับพี่ของผมตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมปลาย ตอนสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็สอบติดด้วยกันแต่อยู่กันคนละคณะ ความรักของทั้งสองคนไม่เคยถูกปริปากให้ครอบครัวผมรู้เลย สังคมของพวกเราโดยเฉพาะลูกคนโตมักจะถูกกำหนดให้คลุมถุงชนเสมอ คุณพลอยพิณเป็นหนึ่งในคนที่พี่ตุล พี่ชายผมถูกวางตัวไว้ แต่พี่ชายผมปฏิเสธประจวบกับที่คุณพลอยพิณก็รักคนอื่นอยู่แล้วคือคุณปวินท์ คุณงงไหม” จุลหันมายิ้มและถามเธอ

เธอส่ายหน้าพร้อมตั้งใจฟัง

“แต่นั่นไม่เกี่ยวกับผม แต่ที่เกี่ยวคือ ตอนเรียนจบครอบครัวผมได้รู้จักกับลันนาทุกคนยอมรับเธอได้ ยกเว้นแม่ของผม เพราะว่าลันนาเป็นเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตเรียนและทำงานในกรุงเทพฯ ไม่ได้มีชาติตระกูล แต่ฐานะของเธอก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดหรอก บ้านเธอมีฐานะและมีที่หลายร้อยไร่อยู่ที่ต่างจังหวัด มันมีปัญหามากมาย ผมคอยห่วงใยเธอมาตลอดและรู้ดีว่าคงไม่มีทางที่ผมจะรักเธอได้ เพราะความรักของพี่ตุลกับลันนาหนักแน่นมากใคร ๆ ก็รู้ แต่อยู่มาวันหนึ่งพี่ตุลไปเรียนต่อต่างประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่คุณแม่ของผมกำหนดให้เป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว พี่ชายผมไม่ได้ขัดอะไร แต่เหตุผลการไปเรียนต่อของเขาคือสิ่งที่ใจร้ายที่สุดพี่ชายผมบอกเลิกกับลันนา ทั้งที่ไม่ได้มีใครใหม่ เขาบอกลันนาไม่ต้องรอเขา ไม่ต้องรักเขาอีกต่อไป” เขาถอนใจออกมา

รังไรเอื้อมมือไปจับไหล่ของเขาไว้เบา ๆ และยิ้มออกมา

“วันที่พวกเราไปส่งพี่ตุลที่สนามบิน ผมจำได้ดีถึงน้ำตาของผู้หญิงชื่อลันนา เชื่อไหมว่าเธอไม่ร้องไห้เลยตอนที่ร่ำลาพี่ชายของผม เธอยิ้มและอวยพรให้กับเขา แต่พอพี่ชายผมจากไปแล้ว เธอนั่งร้องไห้อยู่ที่สนามบินอยู่นานทีเดียว ในตอนนั้นผมโกรธพี่ตุลมาก ในเมื่อเขาได้รับความรักจากลันนาแบบนี้ทำไมไม่พาเธอไปด้วย ทำไมทิ้งเธอไว้ ดูซิแม้ว่าผมจะดูแลเธอห่วงใยเธอแค่ไหน เธอก็ปฏิเสธความรักจากผมมาตลอด มันคงจริงอย่างที่ลันนาบอก บางทีเราได้พบคนที่ใช่ แต่ไม่มีโอกาสได้อยู่ร่วมกัน มันคือความเจ็บปวดที่สุด” น้ำเสียงเขาเศร้าและแววตาดูเหงาขึ้นมาทันใด

“แต่ทุกวันนี้คุณก็ยังได้ดูแลพี่ลันนา สักวันเขาอาจจะรับรักคุณนะ” รังไรพูดออกไป

“ผมหวังแบบนั้น คุณรู้ไหม ผมไม่ชอบสนามบินเลย เวลาใครชวนผมไปส่งหรือรับใคร ผมมักจะอาสานั่งรอในรถ หรือแม้กระทั่งผมต้องโดยทางแล้วไปที่สนามบิน พอผมเห็นบรรยากาศ แสงที่ส่อง เก้าอี้ที่นั่งรอที่นั่น ทุกอย่างมันกระชากหัวใจผมออกไปจากตัวทุกทีเลย” เขาหัวเราะเบา ๆ

“เหมือนกันเลยฉันก็ไม่ชอบสนามบิน บางทีอาจจะมีใครสักคนมาทำให้เราลืมความเจ็บปวดนั้น แต่ฉันก็ยังไม่เห็นใครเลยสักคนเดียว” รังไรหัวเราะแค่นออกมา

“ผมอยากทำให้ลันนามีความสุข ผมสัญญากับเธอ ถ้าเธอไม่สมหวังในความรักผมก็ไม่คิดจะรักใคร ถ้าลันนาต้องอยู่คนเดียว ผมก็จะอาสาอยู่คนเดียวเคียงข้างเธอ” จุลยิ้มออกมา เวลาที่เขาพูดถึงลันนาตอนนี้ดูเขามีพลังแห่งความรักมากมายเสียเหลือเกิน

“คุณยินดีที่ได้รักเธอไม่ว่าเธอจะอยู่ในสถานะใดงั้นหรือ แล้วถ้าบังเอิญมีคนที่ใช่สำหรับคุณโผล่ขึ้นมาจริง ๆ คุณก็ไม่คิดจะรักเธอคนนั้นเลยหรือ” รังไรถามออกไปตามหัวใจเรียกร้องตอนนั้น

“คงใช่” เขาตอบแล้วเงียบ

ตอนนี้รถติดไฟแดงนานทีเดียว บรรยากาศในรถเลยเงียบจนผิดแปลกไป รังไรยังนั่งอยู่ในท่าเดิมและมองไปยังดวงหน้าของเขาอย่างพินิจพิเคราะห์

“คุณมีหัวใจที่หนักแน่นมากเลยนะ เรื่องของเราสองคนคล้าย ๆ กัน ความรักของฉันมันดาวน์ลงแล้ว ทุกอย่างอาจจะจบลงเร็ว ๆ นี้ ถ้าไม่มีปาฏิหาร์ยมาช่วย แต่สำหรับคุณทุกอย่างอาจจะลงเอยเร็ว ๆ นี้ก็ได้” รังไรเสียงเศร้า

“รังไร ผมอยากให้คุณตัดใจจากพี่ปวินท์ ผมไม่อยากให้คุณเจ็บปวด คุณก็รู้ดีว่ามันทรมานในหัวใจและความรู้สึกของคุณมากมายขนาดไหน ผมสงสารคุณเวลาที่เห็นคุณเสียใจ” จุลหันมาจับมือเธอไว้

“แล้วคุณล่ะ คุณก็ทรมานไม่แพ้ฉัน ถ้าฉันบอกให้คุณเลิกรักพี่ลันนา คุณทำได้อย่างที่ฉันขอร้อง
หรือเปล่า” รังไรน้ำเสียงจริงจังมาก เธอส่งแววตาเพื่อบอกความรู้สึกบางอย่างให้กับเขา

เขาไม่ได้ตอบอะไรออกมา จุลยื่นหน้ามาจนใกล้เธอ ปลายจมูกของเขาชิดที่ปลายจมูกของเธอ เขาค่อย ๆ เลื่อนหน้าของเขาลงเพื่อที่จะจุมพิตเบา ๆ ที่ริมฝีปากของเธอ แต่..

ปรี๊น ปรี๊น เสียงแตรรถคันหลังบีบไล่เพราะนี่เป็นสัญญาณไฟเขียวแล้ว เขาเลยตกใจรีบขับรถออกไป รังไรเขยิบตัวออกไปนั่งด้านหลังด้านซ้ายจนชิดขอบประตู เธอนั่งจับริมฝีปากตัวเอง เกือบไปแล้วที่ริมฝีปากของเธอเกือบเสียไปด้วยฝีมือของเขา ถ้าเขาพิจิตรอยจุมพิตนี้ได้ เขาจะเป็นผู้ชายคนแรกของเธอที่กล้าทำกับเธอแบบนี้

รังไรถอนใจออกมา กับเรื่องราวแสนสับสนในหัวใจของวันนี้ตลอดทั้งวัน







 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2555 20:13:12 น.
Counter : 434 Pageviews.  

รังที่ 10



รังไรลวงรัก
รังที่ 10

รังที่ 10

รังไรพยายามดึงมือเธอออกอยู่หลายครั้ง และส่งตาเพื่อให้เขาปล่อยมือ พอถึงร้านเธอเลยรีบดึงมือออกและเปิดประตูรถลงไปเดินเคียงข้างโสมนัส

“นี่เดินเบียดเกินไปแล้ว” โสมนัสพยายามแกะมือน้องสาวออกจากแขนของตัวเอง

“เถอะน่าอย่าบ่นเลย” เธอกระซิบพี่ชายเธอ

จุลได้แต่เดินอมยิ้มตามสาวน้อยไปติด ๆ ขณะสั่งอาหารเขาก็แกล้งทำเป็นมองผ่านเมนูมา เหมือนเขากำลังแสดงท่าทางบางอย่างเพื่อให้เธอเขินอายหรือพูดอะไรออกมาแน่ ๆ ตอนนี้รังไรพยายามควบคุมอารมณ์สุด ๆ และอยากให้อาหารมื้อนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว การสนทนาก็มีแต่เรื่องงานล้วน ๆ จริง ๆ ตอนนี้เธอได้เห็นว่าจุลไม่ได้หันมาสนใจเธอสักนิดมันเป็นโอกาสดีที่ทำให้เธอรู้สึกหายใจโล่งขึ้น รังไรขอตัวไปเข้าห้องน้ำ แต่พอทำธุระเสร็จออกมาก็พบเข้ากับจุลที่ยืนรออยู่พอดี

“ไม่ยักรู้นะว่าคนที่คุณแอบชอบจะมาเป็นเจ้านายของผมน่ะ”

“หลีกไปเลยคนบ้า คนแปลกหน้า” เธอใส่เขา

“นี่ยายแม่มด ถอนตัวยังทันนะ” เขาพูดเตือนเธอ

“เรื่องอะไรไม่ทราบ” รังไรยืนกอดอกมองหน้าเขา

“เรื่องพี่ปวินท์และ เรื่องงานที่ไร่ชา มาทำงานกับผมดีกว่าไหม” เขาเชื้อเชิญเธอ

รังไรไม่ได้ตอบอะไร

“อย่าเล่นตัวมาทำงานกับผมเถอะช่วยกันคิด จะไปดักดารอยู่กลางไร่ชากันทำไม ความสามารถก็มีน่าเสียดายออก” เขาเดินตามเธอมาติด ๆ ขณะที่เธอไม่ได้อยากสนทนาด้วยเท่าไหร่นัก

“เรื่องของฉัน อีกอย่างฉันตัดสินใจแล้ว เราเพิ่งรู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการนัก ไม่ต้องมายุ่งหรอก”

“ดูใช้คำพูดเข้าซิ ไม่อยากจะทวงบุญคุณนะ แต่กี่ครั้งแล้วที่ผมคอยช่วยเหลือคุณน่ะ ยายแม่มด” จุลตะโกนไล่หลังเธอ

“พี่นัสกลับเถอะ” เธอพูดเบา ๆ กับพี่ชายของเธอ

“เอ น้องคนนี้ทำตัวเป็นเด็ก ๆ เฮ้ยปวินท์ดูซิ พออิ่มก็ร้องจะกลับบ้านแล้ว” โสมนัสหัวเราะออกมา รังไรเลยส่ายหน้าที่พี่ชายตัวเองทำตัวซื่อไม่รู้เรื่องอะไรบ้างเลย

ขากลับจุลได้แต่นั่งเงียบ รังไรไม่รู้หรอกว่าจุลโกรธเธอเรื่องอะไร แต่เขาแสดงออกชัดเจนมากมายกับความเหินห่างในตอนนี้

“รังไรตัดสินใจใหม่ได้นะ แล้วโทรศัพท์มาให้คำตอบพี่ด้วย” ปวินท์จับที่ไหล่เธอก่อนจะลาจากกัน

“ค่ะ คำตอบ” เหมือนหัวใจรังไรหล่นไปที่ตาตุ่ม คำตอบในที่นี่หมายถึงเรื่องหัวใจหรือเรื่องงานกันแน่ เธอได้แต่ยิ้มเฝื่อนออกไป

“ถ้าคนไม่อยากมาทำงานก็อย่าบังคับกันเลยครับพี่ปวินท์ ผมขอตัวไปคุยกับทีมก่อนนะครับ มีประชุมกันตอนบ่ายสอง นี่จวนจะเลยเวลาแล้ว” จุลพูดจบก็หันมาสวัสดีโสมนัส แต่ไม่ได้กล่าวทักเธอเลยสักนิด

“คนแปลกหน้า”

ชายหนุ่มทั้งสองหันมามองหน้าเธอพร้อมกัน เธอเลยปั้นหน้าไม่ถูก

“รังไรลาปวินท์ซะ เราจะกลับกันแล้ว” พี่ชายผลักไหล่เธอ

“ค่ะสวัสดีค่ะ” เธอยกมือสวัสดีและยิ้มเจื่อนออกมา สายตาของปวินท์ตอนนี้เหมือนกำลังทำให้เธอละลายอีกแล้ว จนเหมือนเธอจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่รู้จริง ๆ ว่าสาเหตุที่เขาทำปฏิกิริยากับเธอแบบนี้เขายังคงต้องการคำตอบของวันนั้นอยู่อีกหรือ

“ไปหล่ะ โชคดีแล้วเจอกันที่ไร่นะ” โสมนัสและปวินท์ร่ำลากัน

แต่ตลอดทางที่นั่งรถกลับบ้านจิตใจเธอกังวลใจไปถึงจุล สีหน้าแววตาก่อนร่ำลากัน ทำไมเขาดูเงียบขรึมและเฉยเมยแบบนั้น อะไรคือความต้องการของเขาจริง ๆ ทำไมผู้ชายถึงเป็นแบบนี้ไม่ได้แสดงท่าทางที่แท้จริงออกมาให้รับรู้

“เป็นอะไรไปรังไร หน้าเครียดเลย ดูซิ มีริ้วรอยขึ้นตรงหน้าผากด้วย” โสมนัสหันมาแซว

“เฮ้ยจริงเหรอ ริ้วรอยขึ้นเลยเหรอ” เธอรีบควานหากระจกมาส่องหน้าและมองซ้ายมองขวา เอามือลูบ ๆ คลำ ๆ อยู่แบบนั้น

“ตลกจริง ๆ พี่ล้อเล่น”

“พี่นัส” เธอเสียงเข้มใส่เขา

“เป็นอะไรจู่ ๆ ก็เกิดความมั่นใจขึ้นมาซะอย่างนั้น กลัวแก่ขึ้นมากระทันหัน” โสมนัสหัวเราะร่วน

“พอเถอะส่งรังไรตรงนั้นแหละ รังไรนัดชบาฉายไว้ หรือว่าพี่นัสจะไปเจอชบาฉายด้วยกันล่ะ” เธอหันมายิ้ม

“ไม่อยากเจอ”

“ไปเถอะไปด้วยกัน ทีวันนี้รังไรยังไปเป็นเพื่อนพี่เลย” เธอรู้ว่าโสมนัสไม่อยากพบชบาฉายเท่าไหร่ เพราะโสมนัสมักจะเขินอายเพื่อนรักเธออยู่เสมอ แต่อาการเขินอายของพี่ชายเธอก็แปลกอยู่ พอเจอหน้าสาวก็มักจะติหรือต่อว่าชบาฉายในทุก ๆ เรื่องได้ตลอดเวลา

“ที่ไปเพราะเป็นห่วงหรอก ไม่ได้อยากไปเจอชบาฉายสักหน่อย” เขายิ้มเขิน

“อืม ดีใจจังมีพี่ชายแสนดี” เธอหัวเราะออกมา จนเห็นว่าสีหน้าพี่ชายของเธอเขินสุดตัวเลย


พอไปถึงร้านก็เห็นชบาฉายนั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“เป็นยังไงใช้ชีวิตอิสระสองวันเต็มหลังจากไม่มีงานทำ มันมีความสุขดีไหม” ชบาฉายทักพร้อมยิ้มเฉิดฉาย

“ดีจ้ะ มีอะไรตื่นเต้นให้ทำมากมาย” ทั้งสองคนหัวเราะต่อกระซิกกัน

“นี่วันนี้มีแขกมาเซอร์ไพรส์ด้วย”

“ใครจ้ะ” ชบาฉายทำหน้างง

“อ้าวพี่นัสยืนตัวนิ่งทำไม”

“แหมนึกว่าใคร” เธอทำเป็นยืนกอดอก และเมินหน้าไปทางอื่น

“ทักทายผู้ใหญ่ต้องยกมือสวัสดีไม่ใช่เชิดหน้าแบบนี้” โสมนัสเลยเริ่มต้นด้วยการต่อว่าเธอ

ชบาฉายหันมายกมือสวัสดี โสมนัสรับไว้และเดินไปนั่งเบียดข้างเธอ เธอเลยยิ่งปั้นหน้าไม่ถูก

“เป็นไงฉันไม่อยู่สองวันงานยุ่งไหม” รังไรเริ่มคำถามก่อน

“ก็มีบ้าง แต่คนใหม่ก็มาแล้ว ยังเข้าขากันไม่ได้เท่าไหร่นัก” เธอทำเสียงเซ็ง

“ชบาฉายนี่ไม่เคยปิดความรู้สึกได้เลยนะ” รังไรทักที่เห็นเธอทำหน้าเศร้า

“ไม่มีอะไรมากหรอก”

“อกหักหรือไง” โสมนัสแทรกเข้ามา คนข้าง ๆ เลยหันมามองหน้าเขา แล้วน้ำตาเธอเลยปริ่มขอบตาออกมาเลย เธอฝืนยิ้มแต่ก็มีน้ำใส ๆ ไหลออกมาพร้อมกันอยู่ดี

“พี่นัส” รังไรเสียงเข้มใส่กลับ

“จริงอย่างที่พี่นัสบอก”

“เด็กรุ่นน้องน่ะเหรอ”

ชบาฉายพยักหน้า “คนนั้นและที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย วันก่อนเขามาขอเงินฉันไปจ่ายค่าหน่วยกิต เพราะบอกว่าแม่ส่งมาให้ไม่ทันฉันก็ช่วยไป แต่รู้อะไรไหม ฉันไปเจอเพื่อนของมัน เพื่อนมันบอกว่า มันเอาเงินฉันไปจ่ายค่าหน่วยกิตให้สาวอื่น ฉันโกรธมาก ตอนแรกตั้งใจว่าจะไม่เชื่อ แต่ไปเจอเข้าจัง ๆ มันพาคนรักของมันไปดูหนังโรงเดียวกับฉันพอดีเลย คนนี้ฉันจริงใจมากนะแก ไม่คิดว่าเขาจะทำกับฉันได้”

“ใจเย็นน่า อาจจะไม่มีอะไร”

“ก็คนเด็กกว่าก็แบบนี้แหละ ต้องหลอกเอาเงินคนอื่นอยู่แล้ว”

“แล้วถ้าชบามาครบกับคนอายุเยอะกว่าเหมือนที่ผ่านมา เขาจะดีกับชบาจริง ๆ หรือไงพี่นัส” เธอย้อนเขาทั้งที่น้ำตานองหน้า

“อ้าว” รังไรเลยทำหน้าไม่ถูก จริง ๆ ไม่น่าชวนโสมนัสมาเลย

“ผู้หญิงมักจะเป็นแบบนี้ไม่เคยมองความเป็นจริง ๆ พูดจาเข้าข้างตัวเอง บางทีตัวเราอาจจะมีบางอย่างไม่ถูกใจเขาได้” โสมนัสแจง

“แล้วทำไมผู้ชายไม่บอกมาล่ะ ว่าตรงไหนไม่ดีจะให้ปรับปรุงก็บอก ไม่ใช่หลอกกัน หรือว่าเลิกกันอย่างไม่มีเหตุมีผล” ชบาฉายยังย้อนเขาอีก

“ก็นั่นแหละ ถ้าผู้ชายบอกตรง ๆ แล้วผู้หญิงจะรับได้งั้นหรือไง” โสมนัสต่อปากกับเธออีก

“ใช่ รับได้ แค่บอกมา”

“เอาละ พอแล้ว เสียงดังลั่นร้าน อายคนอื่นเขาบ้าง”

“ใจเย็นนะ ชบา บางทีอาจจะไม่มีอะไรก็ได้ ค่อยไปคุยกับน้องเขาใหม่ก็ได้นะ” รังไรพยายามปลอบเพื่อนของเธอ แต่จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ผลดีก็เป็นได้แต่ถ้าพูดตรง ๆ ออกไป นิสัยดื้อรั้นแบบชบาฉายอาจจะไม่ฟังหรือโกรธเธอไปเลยก็เป็นได้

“ฉันรู้ว่าเธอไม่อยากให้ฉันเสียใจ”

“นี่รังไร พูดความจริงไปซะ ทำไมต้องปลอบใจแบบโกหกกันด้วยนะ”

“พี่นัสพูดอะไรออกมา เงียบเถอะ” รังไรรีบปามพี่ตัวเองไว้ โสมนัสพูดแรงเกินไปแล้ว

“ฉันเข้าใจที่พี่นัสบอกเธอ จริง ๆ ฉันเสียใจเพราะความโง่ต่างหาก ครบคนอายุน้อยก็แบบนี้หล่ะ จะเอาแน่นอนกับเขาไม่ได้หรอก ตอนนี้ฉันคงต้องหยุดพักใจจริง ๆ แล้ว จะลองอยู่แบบไม่มีใครบ้าง มันคงจะเหงาน่าดูเลยนะ” ชบาฉายพูดเศร้า

“คนอายุน้อยที่มาชอบคนอายุมากกว่า เขาคงต้องใช้สมองมากกว่าคนที่คบคนรุ่นราวคราวเดียวกันหล่ะ” โสมนัสเสริม

รังไรได้ยินแบบนั้นถึงกับสำลักน้ำออกมาจนเปียกเลอะเสื้อ

“เป็นอะไรรังไร” ทั้งสองคนถามพร้อมกัน

“ไม่เป็นอะไร ขอตัวก่อนนะ” เธอรีบลุกไปจากโต๊ะทันที

“อะไรกันเนี่ย ทำไมพูดแต่คนอายุน้อยกว่า เลือกครบคนอายุมากกกว่า ชบาฉายว่าเขามาหลอกเธอ พี่นัสว่า คนพวกนี้ใช้สมองเยอะในการคบคน ความหมายนั้นหมายถึงมาหลอกลวงงั้นเหรอ หรือว่า การเข้ามาของจุลเพราะจะมาหลอกลวงเราเหรอ” รังไรบ่นอุบอยู่คนเดียว

เสียงโทรศัพท์เรียกเข้าดังขึ้น แต่เบอร์โทรศัพท์นี้ไม่ได้คุ้นหูเลยสักนิด แต่เธอก็รับไว้

“สวัสดีค่ะ” เธอส่งเสียงหวานกลับไป

“พูดดี ๆ แบบนี้กับผู้ชายทุกคนที่โทรศัพท์มาเลยหรือเปล่า” น้ำเสียงคุ้นหูส่งมา

“อะไรนะคะ คุณเป็นใคร” เธอแค่คุ้น ๆ แต่ตอนนั้นแม่บ้านกำลังเปิดเครื่องถูพื้นเปียกในห้องน้ำพอดี เลยทำให้ไม่ได้ยินอะไรมากนัก

“ขออนุญาตวางสายนะคะ แล้วจะโทรศัพท์กลับไปอีกรอบ ตอนนี้ไม่สะดวกค่ะ” เธอตัดสายทิ้งอย่างไม่แยแสนัก

“ใจร้าย” เสียงปลายสายตะโกนแว่ว ๆ กลับมา

“เมื่อกี้เขาว่าเราใจร้ายงั้นเหรอ ใครนะ” รังไรคิดวนไปวนมา จนแล้วจนรอดเธอก็ลืมโทรศัพท์กลับ เพราะพอจัดการตัวเองเรียบร้อยก็ต้องรีบกลับไปที่ร้านเดิม เพราะถ้าปล่อยให้โสมนัสกับชบาฉายอยู่ด้วยกันสองต่อสองนาน ๆ อาจจะมีปากเสียงกันก็ได้

แต่พอไปถึงร้านเธอมองเข้าไปภาพที่เห็นไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิดเลย ตอนนี้โสมนัสนั่งหยิบกระดาษชำระส่งให้ชบาฉายเช็ดน้ำตา เธอเห็นแต่ริมฝีปากพี่ชายของเธอขยับไปมาเหมือนพูดอะไรบางอย่าง จากชบาฉายที่เอาแต่ร้องไห้ ตอนนี้เธอเริ่มยิ้มได้อีกครั้งแล้ว เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นเธอเลยเดินกลับเข้าร้านไปอีกครั้ง

“สบายใจแล้วหรือไง” รังไรถามยิ้ม ๆ

“อืม ตอนนี้คิดได้แล้ว”

“รังไร ชบาฉายตกลงจะไปพักที่ไร่ชากับพวกเราด้วยนะ ตอนนี้ทีมงานของจุลจะไปดูสถานที่ถ่ายโฆษณา”

“ค่ะ ดูพี่นัสจะตื่นเต้นนะคะ” รังไรเสียงอ่อย

“แน่ละ อีกอย่างจะได้เจอปวินท์ คุณพลอยพิณ และจุล อ้อ ชบาฉาย จุลเนี่ยเขาเป็นพนักงานใหม่ของปวินท์ จุลเป็นคนเก่งมากนะ เพิ่งเรียนจบได้สักหนึ่งปี พอจบก็ไปทำงานที่อเมริกาจนได้รางวัล ปวินท์ไปพบเข้าถูกชะตาเลยเรียกมาทำงานด้วย อีกอย่างจุลกลายเป็นคนไม่ใกล้ไม่ไกลนะ เพราะพ่อขอเขาเป็นเพื่อนสนิทกับคุณพลอยพิณ คู่หมั้นของปวินท์ ทุกคนเลยรู้จักกันหมด” โสมนัสอธิบายยาว

“ไม่เห็นต้องเล่าให้ชบาฟังเลยพี่นัส”

“จุล เอชื่อคุ้นหู ชบาจังค่ะ เคยมีใครพูดถึงนะ บางทีชบาอาจจะหูแว่ว” เธอพูดไปอมยิ้มไป
รังไรได้แต่เก็บอารมณ์ จุล คือคนเดียวกับ พ่อหนุ่มแปลกหน้าไง รังไรได้แต่ถอนใจออกมา


คืนนั้นเธอนึกได้ว่าเมื่อบ่ายมีโทรศัพท์แปลก ๆ ติดต่อมาหาเธอ แต่คงไม่มีประโยชน์ที่จะโทรศัพท์กลับไป พอเปลือกตาเริ่มเคลิ้มหลับก็มีเสียงเรียกเข้ามาจริง ๆ

“สวัสดีคะ ใครคะ” เธองัวเงียตอบไป

“ยายแม่มดใจร้าย”

“ฮ่า ฮ่า รู้เลย” เธอทำเสียงหมั่นเขี้ยวออกไป

“รู้อะไร” เสียงนั้นตอบกลับมาด้วยเสียงแสนงอน

“หึงเหรอ” เธอแซวเขากลับไป

“เรื่องอะไรไม่ทราบ อ้อที่โทรศัพท์มาหา ก็ใช่ว่าจะพิศวาสหรอกนะ ก็แค่มีบางคนเขาอยากให้คุณไปทำงานด้วย แต่เขาไม่กล้าโทรศัพท์หาคุณ” จุลตอบกลับมาแบบไม่เต็มเสียงนัก

“ทำไมคุณอยากให้ฉันทำงานร่วมกับคุณนักล่ะ” รังไรย้อนถามกลับไป

“ไม่ใช่ผม” เขาเสียงเศร้า

“หมายความว่า” เธอเริ่มส่งน้ำเสียงสงสัยออก

“พี่ปวินท์ ให้เบอร์โทรศัพท์คุณมา และขอร้องให้ผมชวนคุณมาทำงานให้ได้ เขาไม่ได้บอกอะไรมากกว่านั้น เขาแค่อยากจะช่วยให้คุณมีงานทำ นั่นคือเหตุผลของเขา” น้ำเสียงเขาเศร้าลง

“พี่ปวินท์เหรอ”

“อืม”

“ฉันไม่สนหรอก ว่าเขาจะรู้สึกยังไง ทำไมถึงอยากให้ฉันทำงานด้วย ฉันสนแต่ว่าทำไมคุณอยากให้ฉันทำงานด้วยต่างหาก” เธอรู้สึกจริงจังกับการสนทนาครั้งนี้

“ก็แค่” เขาไม่รู้จะตอบยังไง

“อยากพบคุณนะ” เขาพูดมาห้วน ๆ

“เพื่อ” เธอถามห้วนกลับไป

“ไปเจอกันที่ร้านเพื่อนผมแล้วกันที่ผมต้องไปออกแบบร้านให้น่ะ พรุ่งนี้ผมว่างไปเจอกันตอนบ่ายนะ”

เขาพูดจบก็วางหูลงไป

“นี่เขาเขินหรือว่า เขา...”

รังไรพลิกตัวไปมาบนที่นอน บางครั้งจุลมักจะทำให้เธอต้องพะวงและคิดถึงตลอดเวลา แต่เขาอายุน้อยกว่า เขาอาจจะมาหลอกเธอ แต่ฐานะครอบครัวของเขาดีกว่าเราะเยอะ การงานก็ดี แล้วอะไรเหตุผลอะไรที่จะมาหลอกเรา แล้วเขารู้จักกับคุณพลอยพิณด้วย มีอะไรมากกว่านั้นหรือเปล่าคุณจุล ทำไมไม่บอกกันมาตรง ๆ





 

Create Date : 13 พฤษภาคม 2555    
Last Update : 13 พฤษภาคม 2555 16:46:17 น.
Counter : 481 Pageviews.  

รังที่ 9



รังไรลวงรัก
รังที่ 9

เช้านี้รังไรอิดออดนิดหน่อยไม่อยากจะแต่งตัวหรือกระตือรือร้นที่จะออกไปกับโสมนัส เธอแกล้งทำเป็นนอนตื่นสายและปิดประตูเงียบอยู่ในห้อง แต่เหมือนโสมนัสจะไม่ยอมง่าย ๆ เขาไม่รู้ว่าน้องสาวจอมยุ่งของเขาได้พบกับปวินท์หลายครั้งแล้ว

“รังไร น้องตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย” โสมนัสเข้าไปดึงผ้าห่มออกจากตัวเธอ

รังไรพยายามดึงผ้าห่มมาคลุมตัวเธอไว้อีกแต่เหมือนมันไม่ได้ผล เพราะโสมนัสเลยโดดลงไปแกล้งทับตัวของน้องสาวไว้

“โอ้ย พี่นัสมันเจ็บนะ ลุกออกไปเลย” เธอพยายามทั้งผลักและทั้งถีบขาตัวเอง ดิ้นเท่าไหร่พี่ชายเธอยิ่งหันมากอดรัดตัวไว้แน่น

“ไม่ปล่อยจนกว่าจะตอบรับว่าไปด้วยกัน” เขาเอาแขนกดทับน้องสาวเขาอีก

“หายใจไม่ออกแล้ว ไปก็ได้” เธอตะโกนออกมา

“นี่เล่นอะไรกันเสียงดังลั่นบ้าน ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้วนะ” แม่เดินเข้ามาปาม

“นิดหน่อยเองแม่ มีคนจะผิดคำพูดเลยต้องโดนลงโทษ” โสมนัสยอมปล่อยน้องสาวและลุกออกจากเตียงน้อยยืนกอดอกมองดูรังไรที่แกล้งทำเป็นคลุมผ้าห่มต่อ

“สายแล้วรังไรทำไมไม่ลุกจากที่นอน มีนัดกับปวินท์ไม่ใช่หรือไง อย่าปล่อยให้เขารอนาน” แม่ยังเรียกเธออีกแรง ก็เพราะแม่ไม่รู้ว่าลูกคนนี้กำลังเจ็บปวดเป็นที่สุดกับผู้ชายชื่อปวินท์

“รังไรถ้าไม่ไปกับพี่โดนดีแน่ เราไม่ได้เจอปวินท์หลายปีแล้วนะ ลืมเขาไปแล้วหรือไง เขาบ่นอยากเจอเรานะ” โสมนัสพูดให้เธอสนใจการนัดครั้งนี้มากขึ้

“ไม่อยากเจอแล้ว”

“ไง เราแค่รู้ว่าเขาจะแต่งงานก็เลยไม่อยากพบหน้าเขางั้นหรือ” โสมนัสยังแกล้งน้องอีก

“รังไรลูกลุกได้แล้วนะ” แม่ดึงผ้าห่มออก เธอนอนตัวขดและหันหน้าไปทางอื่น

“อ้อรังไรแอบชอบโสมนัสงั้นหรือ” แม่ถาม

เธอรีบลุกพรวดขึ้นนั่ง “เปล่าค่ะแม่ ไม่จริง พี่นัสเพ้อเจ้อ รังไรง่วงนอนเฉย ๆ” เธอแก้ตัวพัลวัน

“แล้วทำหน้าแดงทำไม” โสมนัสเดินมาหยิกแก้มเธอ

“เจ็บนะ” รังไรเอามือถูแก้มไปมา

“ไม่อยากคุยด้วยแล้ว ไปอาบน้ำดีกว่า” เธอเดินเลี่ยงเข้าห้องน้ำปิดประตูเงียบ ความเงียบตอนนี้มันมีความเจ็บปวดวิ่งพล่านไปหมด น้ำตาเธอไหลเอ่อออกมา มันคงห้ามน้ำตาไม่ได้แล้วจริง ๆ ชบาฉาย จุล หรือใครต่อใครคงไม่เห็นด้วยถ้าเธอจะตอบรับรักกับคนที่กำลังจะแต่งงาน


“จริง ๆ ถ้าพี่นัสมาคุยงานไม่เห็นจะต้องเอารังไรมาด้วยเลย” เธอบ่นอุบขณะที่นั่งหน้าไม่สบอารมณ์อยู่บนรถ

“เขาติดต่อจะไปถ่ายโฆษณาที่ไร่ของเรา เขาเลยอยากรู้รายละเอียด เพราะว่าเขาต้องสำรวจจากหลาย ๆ ที่ยังไงอีกหน่อยน้องก็ต้องไปอยู่กับพี่ที่ไร่อยู่แล้วจะได้ช่วยกัน อีกอย่างนะ ปวินท์เขารู้แล้วว่าน้องไม่ได้ทำงานเขาเลยอยากชวนไปทำงานด้วยก็เท่านั้นเอง” โสมนัสอธิบาย

“แล้วพี่นัสถามรังไรบ้างหรือเปล่า ว่ารังไรอยากทำไหม”

“อยากซิ ยังไงรังไรก็สนิทกับปวินท์ แล้วก็ทำงานพวกนี้น้องน่าจะถนัดกว่าพี่เป็นไหน ๆ พี่ก็แค่ชาวไร่ธรรมดาไม่รู้เรื่องศิลปะหรอก” โสมนัสหันมายิ้ม

“พูดจาโอเว่อร์มาก ชาวไร่ที่กำลังทำดอกเตอร์นี่นะคะ แหมดูต้อยต่ำเหลือเกิน” รังไรค่อนขอดให้

“ถามจริง ๆ เถอะรังไร เราน่ะรู้สึกอะไรพิเศษกับปวินท์มากเกินกว่าน้องสาวหรือเปล่า” โสมนัสถามตรง ๆ เล่นเอาน้องสาวตั้งตัวไม่ถูก

“ไม่หรอก” เธอตอบเสียงไม่มั่นใจนักแล้วเบนหน้าไปทางอื่น

“นั่งรถชายแปลกหน้านี่ ทำไมมาจอดที่นี่ได้นะ”

“อะไรเหรอ” โสมนัสถาม

“เปล่าค่ะ ถึงแล้วใช่ไหม ข้างล่างตึกมีร้านกาแฟไหม” รังไรถาม

“ไปกินข้างบนก็ได้” โสมนัสแนะ

“ไม่ค่ะ รังไรอยากดื่มเอสเพรสโซ่เข้ม ๆ สักหน่อย” เธอยิ้มแหย่ให้พี่ชาย พอลงรถก็เดินตามพี่ชายต้อย ๆ เดินหาร้านกาแฟทันที

“เอสเพรสโซ่เข้ม ๆ ร้อน ๆ สักแก้วค่ะ” เธอสั่งเสียงใส

“พี่นัสดื่มอะไรคะ”

“อะไรก็ได้” โสมนัสเดินไปนั่งรถ เขาเหลือบดูนาฬิกาข้อมือยังพอมีเวลาให้รังไรได้นั่งทำใจสักพัก

“ผมขอเอสเพรสโซ่เข้ม ๆ ร้อน ๆ อีกแก้วครับ คิดเงินรวมเลยครับ”

รังไรต้องหันตามเสียงนั้น “คุณจุล”

เขายื่นธนบัตรจ่ายค่าเครื่องดื่มทั้งหมดแล้วก็ทำหน้ากวน ๆ ใส่

“อยากเมากาแฟแต่เช้าเลยหรือไง” เขาหันมาถามเธอ

รังไรไม่ได้พูดอะไร แค่รู้สึกดีใจเมื่อได้พบหน้าเขา แต่พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืนเธอก็เลยแกล้งทำสีหน้าไม่พอใจนักใส่เขา

“ดูทำหน้าเข้าซิ ดีใจละซิ บอกแล้วไงว่าไม่ว่าคุณจะอยู่มุมไหนบนโลกใบนี้ ผมต้องหาคุณจนเจอ”

“แหวะ น้องคะกาแฟได้ยังคะ พี่รู้สึกเลี่ยน ๆ ชอบกล” รังไรรับกาแฟจากบริกรก็เดินออกจากเคาน์เตอร์ตามไปนั่งข้าง ๆ โสมนัส

จุลเดินตามมานั่งโต๊ะข้าง ๆ และหันหน้ามองรังไรอยู่แบบนั้น เขารู้ว่ารังไรกำลังหลบสายตาของเขา วันนี้รังไรทำอย่างกับคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

“พี่นัสได้เวลาหรือยัง”

“แล้วกาแฟเข้ม ๆ ช่วยให้สภาพจิตใจดีขึ้นหรือยัง เรานี่มันชักยังไงแล้วนะ”

“ชักยังไงพี่นัสหมายถึงอะไร” เธอทำหน้าบูดใส่

“ก็หมายความว่าน้องไม่อยากพบหน้าปวินท์ เพราะว่าทำใจไม่ได้หรือเปล่าที่เขาจะแต่งงาน ถ้าเป็นแบบนั้นพี่จะได้ไม่พาน้องขึ้นไปด้วย ไม่ต้องอายหรอก” โสมนัสกอดคอเธอ

“ไม่ต้องหรอกค่ะ เราไปคุยเรื่องงานนี่คะ” รังไรเดินตามพี่ชายเธอออกมานอกร้าน พอหันไปมองในร้านอีกที จุลก็หายวับไปแล้ว เธอกวาดสายตามองหาเขาไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่พบ

“ยังไม่ได้ขอบคุณค่ากาแฟเลย” เธอบ่นพึมพำ

“มองหาใครรังไร”

“เปล่าค่ะพี่นัส หาลิฟท์ อ้อโน้นไงเจอลิฟท์แล้ว เราไปชั้นไหนกันคะ” เธอเปลี่ยนเรื่องพูดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของโสมนัสลง

บรรยากาศห้องทำงานของปวินท์แสนหรูหรามาก เธอและพี่ชายขึ้นไปนั่งรอเขาในห้องนั้น สักพักเขาเดินเข้ามาในห้อง ณ วินาทีนั้น รังไรไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาเลย เพราะมีคำตอบที่เธอยังค้างคาในใจจะส่งผ่านถึงเขาอยู่

“ปวินท์ นายหล่อขึ้นเป็นกองเลย” โสมนัสเดินเข้าไปกอดเพื่อนรัก

“นายก็เหมือนกัน เป็นไงใกล้จบดอกเตอร์หรือยัง” เขาทักกลับโสมนัส แต่สายตาเหลือบมองไปที่รังไร

“นี่ปวินท์ นายจำน้องสาวเราได้หรือเปล่า รังไรไง” โสมนัสเดินกลับมาผลักหลังน้องสาวตัวเองให้เดินเข้าไปทักทายคนอายุเยอะกว่า

“สวัสดีค่ะพี่ปวินท์” รังไรทำตัวเหมือนเดิมคือการก้มหน้ามองพื้นและไม่กล้าสบสายตาของปวินท์เหมือนสมัยเมื่อยังเป็นเด็ก  เธอไม่รู้ว่าตอนนี้ปวินท์จะกล่าวทักเธอยังไง หรือจะบอกโสมนัสว่าเราพบกันแล้ว ความสับสนมันวิ่งพล่านไปมา

“นี่รังไร ยังขาดความเชื่อมั่นเหมือนเดิม บางทีเราต้องให้เวลาน้องสาวคนนี้สักหน่อยนะนัส” ปวินท์เอื้อมมือมาตบไหล่เธอเบา ๆ คำพูดของเขาแฝงความนัยบางอย่าง รังไรเข้าใจดี

“รังไรมานั่งนี่ซิ ยืนทำอะไรอยู่นั่น” โสมนัสตะโกนเรียกเธอที่ยืนแข็งเป็นหุ่นยนต์

“ค่ะ”

ช่วงเวลานั้นรังไรแค่หูดับไปเท่านั้นเอง โสมนัสและปวินท์คุยกันถึงเรื่องสมัยในอดีตและคุยกันถึงเรื่องปัจจุบันกันอย่างสรวญเสเฮฮา เว้นแต่เธอที่ไม่รู้จะเอ่ยคำพูดใด ๆ ออกไป ปวินท์ไม่ได้แสดงทีท่าอะไรที่โหยหาเธอเหมือนเวลาที่อยู่กันสองต่อสองเลยสักนิด เขาเนียนมากต้องบอกว่าอย่างนั้น บางครั้งรังไรเองอยากจะพูดขึ้นมาเลยว่าอยากจะจบบทละครเรื่องนี้ลงสักที

“รังไรลุกเร็ว ไปอะไรน้องไม่พูดอะไรสักคำ”

“ไปนะคะพี่นัส”

“ไปประชุมงานด้านล่าง”

“ค่ะด้านล่าง”

“ตกลงว่าไงรังไรจะมาทำงานกับพี่หรือเปล่า ครีเอทีฟ ไดเรคเตอร์เหมาะกับรังไรนะ รังไรจบงานด้านออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่เคยฝึกทำงานด้านโฆษณามาไม่ใช่เหรอ แล้วก่อนเราจะไปทำงานที่โรงงานก็ทำโฆษณามาเป็นปี มาทำงานกับพี่ดีกว่าหรือเกี่ยงเรื่องเงินเดือนล่ะ” ปวินท์หันมาถามเธอ

“เปล่าค่ะ รังไรแค่อยากจะไปทำงานให้พี่นัสเต็มที่เท่านั้นเอง”

“เป็นผู้หญิงไปอยู่ไกล ๆ แบบนั้นเดินทางไปไหนมาไหนจะปลอดภัยหรือคะ” ปวินท์ถามเธอ

“ก็...”

“นี่รังไร ถ้าน้องห่วงงานที่ไร่เลิกคิดได้เลย ถ้าอยู่นี่อนาคตดีกว่าก็ทำไปเถอะ” โสมนัสพูดจาไม่รู้จังหวะเอาซะเลย รังไรคิดแบบนั้น

รังไรหันมองหน้าพี่ชายของเธอ

“หรือทำฟรีแลนซ์ล่ะ นี่พี่ก็รับโปรดิวเซอร์มาใหม่นะเดี๋ยวเราจะไปพบเขาข้างล่างกัน” ปวินท์เดินนำมาลงลิฟท์ บรรยากาศในลิฟท์มันแสนอึดอัดเหลือเกิน ถ้าไม่มีโสมนัสมาด้วย รังไรคงจะควบคุมความรู้สึกไม่ได้แน่ ๆ เธอมองปวินท์จากเงาสะท้อนประตูลิฟท์ สายตาของเขากำลังมองจ้องอยู่ที่เธอเช่นกัน วินาทีนั้นเธอเหมือนถูกเขาดึงเข้าไปในความรู้สึกอีกครั้ง ถ้าคิดอีกทีไม่มีโสมนัสยืนอยู่ด้วย ปวินท์จะปฏิบัติต่อเธออย่างไร

กริ๊ง เสียงประตูลิฟท์ดังขึ้นรังไรเลยต้องตื่นจากพะวัง ลงมาชั้นด้านล่างผู้คนมากหน้าหลายตา แต่ละคนแต่งตัวกันเต็มที่เพราะบริษัทโฆษณาทุกคนก็ทำตัวตามสบายกันอยู่แล้ว หลายคนหันมาทักทายปวินท์เขาช่างเป็นเจ้านายที่ไม่วางตัวห่างไกลจากลูกน้องเลย ดูเป็นกันเองแต่ก็น่าเกรงกลัวในเวลาเดียวกัน

ก๊อก ก๊อก ปวินท์เคาะประตูห้องทำงานของพนักงานคนหนึ่ง ชายคนนั้นเลยเดินลุกขึ้นมาต้อนรับเขา รังไรไม่ได้หันมองเลยสักนิด เธอคิดแต่ว่าคงจะนั่งรออยู่หน้าห้อง

“พี่ปวินท์จะลงมาไม่บอกก่อนล่ะครับ ให้ผมขึ้นไปหาก็ได้”

“ไม่เป็นไรหรอกจุล แล้วเป็นไงคุยกับทีมหรือยัง”

เสียงผู้ชายสองคนสนทนากัน แต่ชื่อนั้นค่อนข้างจะคุ้นหูทีเดียวเลย รังไรหันไปตามเสียงนั้น ชายคนที่สนทนาด้วยก็เดินหันหลังเข้าห้องไปแล้ว

“รังไรมานี่เร็ว” โสมนัสจูงมือเธอเดินเข้าห้องไปด้วย

“นี่ว่าที่ด๊อกเตอร์โสมนัส และน้องสาวเขา รังไร “ เขาแนะนำอย่างสนิทสนม

เธอเงยหน้าขึ้นคนแปลกหน้าของเธอนั่นเอง ทำไมโลกช่างแสนแคบแบบนี้นะ รังไรมองหน้าเขา แต่เขากลับทำไม่สนใจและเขาแนะนำตัวเองกับโสมนัสอย่างเป็นกันเอง รวมถึงหันมาส่งยิ้มให้กับเธอเล็กน้อยพอเป็นพิธี รังไรได้แต่คิดในใจว่าวันนี้ได้พบผู้ชายสองคนที่เล่นละครบทไม่รู้จักกันได้แสนแนบเนียนมาก ชายทั้งสองนี้คิดอะไรในสมองขณะที่พบเธอ และเขาจริง ๆ แล้ว มีความจริงใจซ่อนอยู่ในตัวของเขาบ้างไหม

“นี่จุลพี่ว่าจะให้รังไรเขามาเป็นครีเอทีฟร่วมน่ะ สนใจไหม”

“เขาจบอะไรมาครับ” จุลถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ

“จบออกแบบผลิตภัณฑ์ ทำงานโฆษณามาประมาณหนึ่งปี แล้วก็ทำงานด้านออกแบบผลิตภัณฑ์อีกสามปี อ้อ คงจะแก่กว่าน่ะ” ปวินท์แนะนำฉะฉาน

“งั้นผมต้องเรียกว่าพี่รังไรใช่ไหมครับ” จุลหันมายิ้ม

รังไรเงยมองหน้าเขาเต็ม ๆ นี่เขาอายุน้อยกว่าเธองั้นหรืออะไรกัน แต่ความคิดอ่านของเขามันไม่ใช่เลยสักนิดที่ผ่านมาเขาอาจจะมีอารมณ์ขันแบบเด็ก ๆ แต่การแสดงออกของเขามันไม่ได้เด็กเลยสักนิด

“จุลเขาเพิ่งจบมา แต่ว่าไปทำงานอยู่เมืองนอกมาปีหนึ่งแล้วกลับมารับปริญญาตรีก็ยังไม่ได้กลับไปอีกเลย เราเลยรีบดึงตัวเขาไว้ก่อนตอนไปเจอนามบัตรของเขาที่ห้องสมุดของพวกนักออกแบบ ถ้าคว้าไม่ทันเสียดายแย่” ปวินท์หัวเราะออกมา

“เก่งจริง ๆ เลยนะครับอายุยังน้อยอยู่เลย ไม่เหมือนน้องสาวผมนี่ก็ลาออกจากงานแล้ว จะตามไปทำงานที่ไร่ชาด้วยกัน” โสมนัสไม่ได้พูดเสริมแถมยังขายน้องต่อหน้าเขาอีก

“พี่นัสพูดมากไปแล้ว”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้ามาทำงานผมคงต้องขอคำแนะนำจากพี่รังไรซะมากกว่า” น้ำเสียงของเขาเวลาเรียกชื่อคำว่า พี่รังไร แหม มันทำให้รังไรรู้สึกจี๊ด ๆ ที่ใจแปลก ๆ จนตอนนี้อยากจะลุกหนีไปให้พ้น เธอเหมือนขายหน้าที่ตลอดเวลาที่ผ่านมาเธอเข้าใจว่าเขาอาจจะโตกว่าหรือรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอแผลงฤทธิ์กับเขาไว้เยอะ แต่พอมาตอนนี้เขาอายุน้อยกว่าเธอตั้งสี่ปี นึกถึงคำที่ว่าชบาฉายไว้เลย ให้ตายซิ

“ว่าไงรังไร” ปวินท์หันมาจับศีรษะเธอโยกเบา ๆ

รังไรเงยหน้ามองปวินท์ แววตาแสนอ่อนโยนของเขาแสดงออกมาทำให้เธอหวั่นไหวเหมือนทุกคน แต่พอมองหน้าจุล หัวคิ้วเขาขมวดเล็กน้อยและเลี่ยงไปสนทนากับโสมนัสแทน

“เห็นพี่วินท์บอกว่าพี่โสมนัสมีไร่ชาที่สวยมาก เท่าที่ผมคุยกับทีมเขาบอกว่าพวกเราคงต้องไปสำรวจพื้นที่กัน” จุลคุยเรื่องงานอย่างจริงจัง

“ไม่ขนาดนั้นครับ ถ้าพวกคุณไปผมว่าจะพาไปดูไร่ชาใกล้ ๆ แถวนั้นด้วยครับจะได้ดูโลเกชั่นหลาย ๆ ที่” โสมนัสถ่อมตน

“พี่วินท์ครับเราจะไปกันเมื่อไหร่ดีครับ”

“ก็จุลนัดลูกค้าไว้เมื่อไหร่ล่ะ พอได้คอนเซปท์จริง ๆ ก็ลุยกันเลย พี่ว่าจะไปด้วยผสมกับถือโอกาสไปเที่ยวไร่เพื่อนสักหน่อย” ปวินท์พูดจาอย่างมีความสุข

“ก็ดีครับไปกันหลาย ๆ คน”

“หรือว่าคุณจุลจะไปดูที่ก่อนดีครับ ถือโอกาสไปเที่ยวด้วยกันเลย”

“เออ นั่นซิจุล จะได้มีข้อมูลไว้ก่อน” ปวินท์ส่งเสริม

นี่ชายสามคนนี้กำลังคิดทำอะไรกัน ตอนนั้นรังไรเหมือนไม่ได้มีตัวตนอยู่ในห้องนั้นเลย แน่ ๆ หล่ะ เธอเข้าใจว่าปวินท์อาจจะตามไปดูที่ ๆ เธอจะไปใช้ชีวิตทำงานหลังจากวันนี้ ถ้าไม่เข้าข้างตัวเองเกินไปเขาอาจจะมีเวลาส่วนตัวกับเธอ แต่จุลซิ สีหน้าเขาดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่เมื่อเวลาเขาส่งสายตามมาทางเธอ

“ไงรังไรเบื่อหรือเปล่า” ปวินท์หันมาถามเธอ

“ไม่ค่ะ”

“งั้นกลางวันนี้ไปทานข้าวด้วยกันดีกว่านะ จุลไปด้วยกันนะ” ปวินท์หันไปชวนเขาด้วย

“อย่าดีกว่าครับเผื่อพี่จะคุยกับเพื่อน” เขาปฏิเสธ

“ไม่เป็นไร ยังไงตอนนี้เราก็เป็นเพื่อนกัน ถ้าคุณจุลได้คุยกับรังไรมากขึ้น เผื่อน้องผมจะเปลี่ยนใจอยู่ทำงานที่นี่ต่อน่ะครับ” โสมนัสหันมายักคิ้วให้เธออีก

“แต่” รังไรเหมือนจะพูดอะไรออกมาแต่ก็เงียบไว้ดีกว่า

“งั้นไปกันเลย พี่ให้เลขาฯ โทรศัพท์ไปจองโต๊ะดีกว่า ไปร้านใกล้ ๆ แถวนี้แหละ” ปวินท์เดินนำออกไปจากห้องเรียบร้อย ทั้งสามคนเดินไปรออยู่หน้าอาคารเพื่อรอรถส่วนตัวของเขามารับ

รังไรกับจุลเข้าไปนั่งอยู่เบาะด้านหลังสุด ส่วนปวินท์กับโสมนัสนั่งคุยกันไปตลอดทาง ตอนนี้เขาไม่ต้องแสดงบทผู้บริหารเหมือนเวลาอยู่ในบริษัท เขาเลยพูดเล่นกับโสมนัสได้เต็มปาก ส่วนจุลกับรังไรน่ะเหรอ ตอนนี้จู่ ๆ จุลก็ถือโอกาสนั่งจับมือของเธออยู่อย่างนั้น ทั้งที่เธอพยายามดึงออกแต่เขากลับจับมือเธอไว้ ด้วยสาเหตุอะไรก็ไม่รู้




 

Create Date : 17 เมษายน 2555    
Last Update : 17 เมษายน 2555 8:33:17 น.
Counter : 387 Pageviews.  

1  2  3  4  5  

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.