Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 
รังที่ 3



รังไรลวงรัก
รังที่ 3


รังที่ 3

รังไรปล่อยเวลาในการดูหนังสือแก้เบื่อเพลินจนถึงเวลาจวนจะปิดทำการ เธอลุกขึ้นยืนบิดขี้เกียจและเก็บหนังสือเข้าที่ แถมยังเผลอลืมตัวหาวหวอดออกมาอีก

“ปวดต้นคอจังเลย” รังไรหมุนคอซ้ายขวาหน้าหลัง แล้วถึงหันไปเก็บข้าวของลงกระเป๋าพอเดินออกจากห้องสมุดก็นึกขึ้นได้ว่า ระหว่างอ่านหนังสืออยู่ ชายแปลกหน้าคนนั้นก็หายตัวไป สงสัยจะหนีกลับบ้านไปแล้ว พอหันหลังกลับมากะว่าจะชะเง้อมองหาเขาแต่กลับชนเข้าอย่างจังกับชายหนุ่มหุ่นสูง พอเงยหน้ามอง

“คนแปลกหน้า” เธอเผลอหลุดเรียกเขาออกมา เสียงเธอดัง ทำให้คนที่ยังใช้บริการห้องสมุดนั้นหันมามอง เขาเลยรีบดึงข้อศอกเธอพาเธอออกมานอกประตูนั้นทันที

“เสียงดังทำไมอายคนอื่นเขาบ้าง นี่ชะเง้อมองหาผมอยู่ใช่ไหมล่ะ ยายแม่มด” ชายแปลกหน้ายิ้มและเดินนำเธอออกมา

“คิดไปเองแล้วหล่ะ ฉันจะกลับบ้านแล้ว”

“อ้าวแล้วบอกผมทำไม”

เธอเลยหยุดและมองหน้าเขาพร้อมคิ้วขมวด แถมด้วยยืนกอดอก พลางนึกในใจไอ้หนุ่มหน้าตากวนประสาทคนนี้จะเอายังไงกับเธอกันแน่

“เออ แม่มดคุณรู้ไหมว่าที่นี่เขาฝากนามบัตรขายตัวเองกันเองไว้ตรงไหน”

“ไม่บอกมีอะไรไหม” เธอยังยืนกอดอก แต่เขากลับยิ้มอย่างได้ใจ

“เอาน่า ขอโทษแล้วกัน อย่างอนนะ เดี๋ยวรอยตีนกาตีนไก่ก็มาไวกว่ากำหนดหรอก” เขายังยียวนเธอ

“จะฝากไว้ทำไม ทำงานอะไร” เธอถามเสียงห้วนเพราะไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ กับการกวนโทสะของเธอหลายดอก

“ผมเพิ่งรับทำโฆษณาแบบฟรีแลนซ์น่ะ เคยได้ยินว่าใคร ๆ ก็สามารถทิ้งนามบัตรไว้ที่แผงนามบัตรของที่นี่ได้ เผื่อมีใครสนใจเขาก็จะมาติดต่อเรากลับไปน่ะ” เขาทำหน้าซื่อเหมือนสำนึกผิดที่แกล้งโมโหเธอไว้เยอะ

“ตามมา” รังไรพาเขาไปที่แผงเสียบนามบัตร ตอนนี้มีคนมาวางนามบัตรไว้หลายร้อยใบเลย

“โห เยอะขนาดนี้ ใครจะเล็งเห็นความสามารถของผมได้ล่ะ” เขาถอนใจออกมา

“ป๊อดจังเลย คนแปลกหน้า วางนามบัตรไปเถอะ ต้องมีคนตาดีสักคนเล็งเห็นเองแหละ อย่างน้อยก็มีฉันหนึ่งคนนะ” เธอแบมือพร้อมกระดิกเรียกหานามบัตร

ชายแปลกหน้ายิ้มออกมาแบบเขิน ๆ “ก็ยังดี” เขาวางนามบัตรไว้ในมือรังไร เธอเก็บนามบัตรนั้นลงกระเป๋าโดยไม่ได้ดูรายละเอียดจากนามบัตรนั้น

“ทำอย่างกับเศษกระดาษ ได้ปุ๊ป โยนลงกระเป๋ารก ๆ ทันทีเลย”

“กลับไปดูที่บ้านก็ได้” รังไรพูดเก้อ ๆ เพราะเธอก็เสียมารยาทกับเขาเหมือนกัน

“ยายแม่มดชื่ออะไร” เขาถามน้ำเสียงซื่อ

“ไว้คราวหน้าพบกันค่อยทำความรู้จักกันแล้วกันนะ”

“จะมีคราวหน้าอีกเหรอ” เขาแกล้งเมินหน้าไปทางอื่นพร้อมบุ้ยปาก แต่ก็หันมายิ้ม

“ได้ไว้คราวหน้า โลกใบนี้ทั้งกลมทั้งเล็ก ไม่ว่าแม่มดจะอยู่ซอกไหนของมุมโลก สักวันผมก็ต้องพบหน้าคุณเข้าสักวัน” เขายิ้มกว้างออกมา ดวงตาส่งประกายสดใส เหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรให้เขาได้ติฉินเลยสักนิด รังไรมองปุ๊ปถึงกับต้องหลบสายตาของเขาอย่างไม่ตั้งใจ

“อืม มั่นใจมากเลยนะว่าเราจะได้พบกัน” รังไรยิ้มเจื่อนออกไป

เขาพยักหน้า “ชะตาลิขิตไง” เขายังยิ้มตอบเธออีก

“เพ้อเจ้อ” รังไรยกข้อมือดูนาฬิกาข้อมือ แล้วก็หาวหวอดออกมาอีก

“กลับก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ต้องไปทำงานอีก ไหน ๆ จะเลิกทำงานแล้วขอลุยงานให้เต็มที่ก่อนเกษียรตัวเองสักหน่อย” เธอหันมายิ้มให้เขาแล้วก็สาวเท้าเดินออกมา แต่เขากลับวิ่งตามเธอ

“แม่มดทำงานอะไร”

“ไม่บอกหรอก ก็มั่นใจไม่ใช่เหรอว่าเราสองคนต้องได้พบกันอีก ไว้ถึงวันนั้นค่อยทำความรู้จักแล้วกัน” เธอหันหลังให้เขา พร้อมยกมือขึ้นโบกไปมา ไม่ได้หันไปสนใจชายแปลกหน้าเบื้องหลังด้วยซ้ำว่าตอนนี้เขามีสีหน้าอย่างไร


รังไรเดินเตร่และหาอาหารเย็นรองท้องสักพัก เธอเดินอย่างอ้อยอิ่งไปลานจอดรถ สายลมที่โบกโบยยามค่ำคืนช่างหนาวเหน็บหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ระหว่างทางขับรถกลับบ้านเธอโทรศัพท์หาเพื่อนรักอย่างชบาฉายแต่หล่อนไม่รับโทรศัพท์เธอเลย

“สงสัยหลอกเด็กไปดูหนังแน่เลย” แล้วก็เผลอยิ้มออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เมื่อจู่ ๆ พลันนึกไปถึงหนุ่มแปลกหน้าคนนั้น ทำไมเขามองโลกนี้อย่างลงตัวไปซะทุกเรื่อง

เสียงโทรศัพท์เคลื่อนที่ดังขึ้น

“ว่าไงจ้ะคุณรังไร” เสียงสดใสจากชบาฉายทักทายก่อนที่เธอจะตอบกลับไป

“วันนี้เจอพี่ปวินท์” น้ำเสียงเธอเศร้าลง

“จริงเหรอ” ชบาฉายรู้สึกตื่นเต้นแทน

“แล้วไงต่อ เธอเล่าเลย ฉันอยากรู้”

“ไม่มีอะไรนี่ เขามากับว่าที่เจ้าสาวของเขา คุณพลอยพิณผู้งดงาม” น้ำเสียงเธออ่อนแรงมาก เหมือนคนใกล้จะร้องไห้

“เอาน่า ได้พบหน้าเขาก็ดีแล้ว ว่าแต่ตอนนั้นเธอรู้สึกยังไงบ้างล่ะ”

“รู้สึกเหรอ”

รังไรเงียบไปสักพัก

“รู้สึกแย่ชอบกล แต่พี่ปวินท์ก็ยังหวังดีกับฉันเสมอ เขาเป็นฝ่ายเข้ามาหาฉัน เพราะเขาคิดว่าฉันถูกคนแปลกหน้าเกาะแกะน่ะ” รังไรถอนใจออกมา

“ใครมาเกาะแกะไม่เข้าใจ”

“เอาเถอะ มันผ่านไปแล้ว ยังไงฉันคงไม่สามารถเอาตัวพี่ปวินท์กลับมาเคียงข้างฉันได้อีกต่อไปแล้ว”

“รังไร อย่าคิดมากนะ แต่จริง ๆ นะ ถ้าเธออยากเคลียร์ความรู้สึกที่มันคาใจ ฉันว่าเธอควรจะนัดพี่ปวินท์เพื่อคุย หรือ เพื่อ เพื่อ เพื่ออะไรก็ช่าง ตอนนั้นเธอก็ลองสังเกตปฏิกิริยาของพี่เขาก็ได้นะว่าเขายังรู้สึกดีกับเธออยู่หรือเปล่า” ชบาฉายร่ายยาว

“จะลองดู แต่ฉันคงต้องรวบรวมความกล้ามาก ๆ เลย”

สิ้นเสียงเพื่อนสนิทไปแล้ว เธอขับรถขึ้นทางด่วน เส้นทางสูงโค้ง ลาดต่ำ คดเคี้ยวไปมาละกับดวงไฟสีส้มแสงแห่งความเหงา ที่เมื่อดึกทีไรขับรถคนเดียวแบบนี้มันชวนให้เปลี่ยวหัวใจซะทุกครั้งไป แล้วก็เข้าคอนเซปท์แห่งการอกหัก ฤดูหนาวปลาย ๆ แบบนี้จู่ ๆ ฝนก็โปรยสายลงมาเหมือนตั้งใจให้คนหัวใจช้ำเกิดอาการตั้งตัวและหาศูนย์ถ่วงให้หัวใจไม่ได้ช้ำชอกเข้าไปอีก

รังไรตัดสินใจกดโทรศัพท์หาปวินท์ รอสัญญาณนานพอสมควรที่เธอคงต้องตัดใจวางสาย เบอร์โทรศัพท์ของเธอคงไม่เคยได้รับการบันทึกในหน่วยความจำของโทรศัพท์ปวินท์เลยซินะ เหมือนกับที่เบอร์ของปวินท์ที่มันถูกบันทึกในหน่วยความจำของเครื่องโทรศัพท์ของเธอมานานหลายปีแล้วโดยมนัสเป็นคนบอกเบอร์พิเศษนี้แด่เธอ

“สวัสดีครับ” เสียงทุ้มและอบอุ่นของเขาส่งผ่านมาถึงเธอ

เธอตกใจจนตั้งตัวแทบไม่อยู่ “ค่ะพี่ปวินท์ รังไรเองค่ะ ขอโทษที่โทรศัพท์มารบกวนกลางดึก พี่นอนหรือยังคะ คือวันนี้รังไรจะโทรศัพท์มาขอบคุณที่พี่ปวินท์ยังเป็นห่วงรังไร คือว่ารังไร...”
ปวินท์หัวเราะใส่ปลายสายมา น้ำเสียงของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย ขนาดเสียงหัวเราะยังทำให้เธอรู้สึกดีทุกครั้งเมื่อได้ยิน

“จะให้พี่ตอบคำถามไหนก่อนดีครับ รังไรไม่เคยเปลี่ยนเลยนะ พูด พูด พูด ใส่พี่แล้วก็ไม่รอคำตอบ” เขาพูดจาล้อเล่นกับเธอ

“ก็...” รังไรรู้สึกหน้าแตกชอบกล

“ดีใจจังเลยที่รังไรโทรศัพท์มาหาพี่ วันไหนเรานัดทานข้าวกันไหม” เขาชักชวนเธอ

“อ้อ ค่ะ” เธอเผลอหลุดปากรับคำเขาง่ายดาย โดยไม่ได้ยั้งคิดหรือถามเลย ว่าเขาจะมาคนเดียว หรือ มากับว่าที่เจ้าสาวของเขา

“รังไรสบายดีนะ” เขาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพ แต่คำถามนี้เหมือนเป็นคำถามที่ทำให้เธอรู้สึกถึงความห่างไกล

“ก็ดีค่ะ คือ รังไรดีใจกับพี่ด้วยนะคะ เรื่องข่าวการแต่งงาน” น้ำเสียงเธอผ่อนเบาลงอย่างไม่ตั้งใจ

“แต่งงาน หลายคนก็ยินดีกับพี่ทั้งนั้น แล้วรังไรก็เป็นอีกหนึ่งคนที่พูดว่ายินดีกับพี่” เขาพูดเหมือนเหม่อลอยแปลก ๆ

“น่ายินดีออกค่ะ มีคนมาเคียงข้าง ไม่เหมือนรังไร” เหมือนอะไรจุกอยู่ที่ลำคออีกแล้ว เธอบอกไม่ถูกว่าตอนนี้รู้สึกตื่นเต้นที่ได้คุยกับปวินท์หลังจากไม่ได้คุยกันมานานหลายปี หรือว่า เสียใจกับการพูดว่ายินดีกับเขาที่เขากำลังจะแต่งงาน

“รังไร เรื่องวันนั้นที่สนามบิน” เขาเว้นจังหวะหายใจก่อนจะพูดต่อ

“พี่ไม่เคยลืม ขอโทษนะที่ไม่ได้ตอบคำถามรังไรในวันนั้น”

“ไม่เป็นไรค่ะ มันผ่านไปแล้ว พี่ปวินท์คะ รังไรขับรถอยู่ เหมือนสัญญาณไม่ค่อยดีเลยค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ” เธอพร้อมจะกดสายทิ้งทันทีในตอนนี้ เพราะถ้าเขาขุดเรื่องนั้นขึ้นมาอีกเธออาจจะหลุดปากบอกเขาว่าอย่าแต่งงานเลยจะได้ไหม แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น เธอก็เป็นผู้หญิงที่รักคนโดยขาดจิตสำนึกจริง ๆ

“พรุ่งนี้พบกันตอนเลิกงานนะพี่จะไปรับที่บริษัท ขับรถดี ๆ นะ” ปวินทร์ตัดสายเธอลงหลังจากพูดจบ

ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด

“พรุ่งนี้จะมารับเหรอ”

จังหวะการเต้นของหัวใจมันไม่เป็นจังหวะสักเท่าไหร่ เม็ดเหงื่อเหมือนจะซึมออกตามไรผมและที่มือ ทำไมมันตื่นเต้นชอบกล แล้วจะทำยังไงดีนะ รังไรคิดวนไปวนมาในสมอง

“นี่เรากำลังสร้างเรื่องปวดหัวให้พี่ปวินท์หรือเปล่า”


กลางดึกแล้วปวินท์ยังคงนั่งอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยม เขากำลังนั่งดูคลิปงานโฆษณาที่ทีมงานส่งมาให้ตรวจสอบอีกครั้งก่อนจะส่งไปให้ลูกค้า เขาเหลืองมองนาฬิกาจวนตีสองเข้าไปแล้ว เขาถอดแว่นสายตาออกพร้อมยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ แต่ต้องผิดหวังเพราะกาแฟดำที่ชงไว้เย็นชืดจนไม่ได้รสชาติแล้ว

เขาเลื่อนลิ้นชักดูภาพถ่ายของเขากับรังไรเมื่อครั้งเธอยังเป็นเด็กมัธยมปลาย ดวงหน้าของเธอสดใสน่ารัก แววตาซุกซนเล็กน้อย ผมม้าปรกหน้าผากดูน่ารักสมวัย แต่บ่ายนี้รังไรตัวสูงขึ้นมาก ร่างกายผอมลงมีทรวดทรงสวยงาม ดวงหน้าเรียวเล็ก มวยผมสูงเปิดเห็นหน้าผากสวยงาม ดวงตายังคงส่องประกายงดงามรีสวยเหมือนเดิม โดยเฉพาะรอยยิ้มเวลาสาวน้อยขาดความมั่นใจช่างเป็นรอยยิ้มที่เขารู้สึกประทับใจมาตลอด

“รังไร จะรู้ไหมว่าพี่คิดยังไงกับรังไร ถ้าเพียงแต่วันนั้นพี่ตอบกลับรังไรตรง ๆ ชีวิตพี่คงจะไม่ลงเอยแบบวันนี้ ถ้าเพียงแต่ระหว่างที่พี่อยู่อเมริกา แล้วบอกความในใจให้รังไรได้รับรู้ รังไรคงไม่เปลี่ยวเหงาแบบนี้ใช่ไหม” เขายิ้มออกมาพร้อมกับถอนใจไปในตัว

ปวินท์ออกมายืนมองนภาผืนกว้างสีดำดวงดาวในคืนนี้สวยงามกว่าทุกค่ำคืนที่มองเห็น ย้อนนึกไปถึงวันเก่าที่ไปนอนกางเต็นท์บนยอดเขาด้วยกันกับเพื่อน ๆ โดยมีรังไรสาวน้อยตามไปนั่งหนาวจนตัวสั่นอยู่ข้างกองไฟ คืนนั้นคงมีเพียงดวงดาวบนฟ้าเท่านั้นที่มีให้เธอนับแก้เหงาระหว่างที่พวกพี่ชายของเธอมัวแต่ร้องรำทำเพลงกัน เขายังจำแววตางดงามเวลาที่เธอยิ้มอย่างมีความสุขได้ดีตอนที่เราชี้ไปบนท้องฟ้าและนับดาวไปด้วยกัน

“หนึ่ง สอง สาม สี่….”

“หนึ่ง สอง สาม สี่...” รังไรเอ่ยเสียงนับดวงดาวยังแผ่วเบาและยิ้มออกมาอย่างชื่นใจ ค่ำคืนนี้เธอไม่สามารถหลับตาลงได้เลย ตื่นเต้นดีใจกับการนัดหมายทานอาหารเย็นในวันพรุ่งนี้

“พี่ปวินท์ยังจำดวงดาวบนนภาผืนดำที่เราเคยนับร่วมกันได้ไหมคะ” รังไรเปรยอยู่คนเดียวแล้วยิ้มออกมา


เสียงนาฬิกาปลุกดังอยู่หลายรอบจนเงียบเสียงไป

“รังไรตื่นหรือยังลูก” เสียงเคาะประตูพร้อมเสียงเรียกจากแม่ดังอยู่หลายรอบ สาวน้อยค่อย ๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา แม่ถือวิสาสะเปิดประตูเข้ามาเห็นหมอนข้างกลิ้งตกลงมาอยู่ที่พื้น พร้อมผ้าห่มก็ชายห้อยมาอยู่ข้างเตียงส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งพาดอยู่บนตัวคนที่กำลังนอขี้เซา

“ไม่ไปทำงานแล้วหรือไงรังไร” แม่ทำเสียงดุเล็กน้อย

“ทำค่ะแม่ กี่โมงแล้ว” เธอยังนอนปิดตาสนิทแต่ปากก็ถามเวลากับผู้เป็นแม่

“เจ็ดโมง”

“เจ็ด เจ็ดโมงแล้ว” เธอตัวเด้งขึ้นมานั่งทันที พร้อมกับรีบลุกออกจากเตียง สะบัดผ้าห่มไว้อยู่อย่างนั้นและรีบจัดแจงตัวเองอย่างรวดเร็ว

“แม่คะ แม่ออกไปก่อนนะ รังไรรีบแต่งตัวแป๊ป สายแล้ว สายแล้ว”

“เออ เด็กคนนี้ ไม่รู้จักโตเลยนะเรา” แม่บ่นเล็กน้อยก่อนเดินออกจากห้อง

เสียงฝีเท้าวิ่งไปมาอยู่ด้านบนห้องของรังไร จนพ่อต้องหัวเราะออกมา สักพักก็ได้ยินเสียงของล่วงหล่นพิ้นอีก

“ลูกคนนี้ น่าจับมาตีนัก” แม่พูดแบบหมั่นเขี้ยวแต่ก็ยิ้มออกมา

“เอาน่า พ่อว่าให้ลูกเราเป็นเด็กแบบนี้ก็ดีแล้ว”

“สงสัยเมื่อคืนนั่งทำงานจนดึกแน่เลย” แม่เตรียมอาหารเช้าไว้เต็มโต๊ะสำหรับลูกสาว

“ช่างแกเถอะ ยังไงก็ทำงานทำการรับผิดชอบตัวเองได้ เออ แต่ตกลงว่ารังไรลาออกสิ้นเดือนนี้จริง ๆ ใช่ไหม” พ่อหันมาถามผู้เป็นแม่

“จ้ะพ่อ เห็นบอกว่าพอลาออกแล้วจะไปอยู่ช่วยงานนัสที่ไร่ชา”

“ก็ดีนะ พี่น้องจะได้อยู่ด้วยกัน แต่เราสองคนคงจะเหงานะไม่มีสาวน้อยจอมป่วนให้ได้บ่นน่ะ โดยเฉพาะแม่” พ่อหัวเราะอารมณ์ดี สักพักรังไรก็รีบวิ่งลงมาจากชั้นบน

“เฮ้ย วันนี้ลูกสาวพ่อแต่งตัวสวยจังเลย มีเดทหรือไง” พ่อตะโกนแซวตั้งแต่เท้ายังไม่แตะบันไดขั้นแรก

“แหมพ่อก็นิดนึง แม่คะ วันนี้รังไรไม่ทานข้าวนะ สายแล้ว”

“อ้อเย็นนี้ก็ไม่ทานนะ เพราะมีนัด” เธอหันมายิ้มพร้อมจับแต่งทรงผมให้เข้าที่

“วันนี้นุ่งกระโปรงซะด้วย น่ารักเชียวลูกสาวพ่อ”

รังไรวิ่งไปกอดคอพ่อพร้อมหอมแก้มหนึ่งฟอดใหญ่ “พ่อน่ารักที่สุดเลยค่ะ”

“โอ๋กันเข้าไป แล้วกลับดึกไหมลูก” แม่หันมาถาม

“ไม่แน่ใจค่ะ นัด นัดเพื่อนน่ะ” เธอยิ้มแบบเขิน ๆ

“เอาเถอะ ยังไงก็อย่ากลับดึกมากนัก”

“อ้อ แม่คะ วันนี้รังไรไม่เอารถไปด้วยนะ เดี๋ยวเพื่อนมาส่ง” เธอพูดเสร็จก็วิ่งแจ้นออกจากบ้านไปเลย ด้วยสีหน้าเบิกบานแจ่มใสเป็นพิเศษ


“โอ้ คนสวย วันนี้แหมใส่กระโปรงเอวสูงลายสก็อตมีสายเอี๊ยมคาดเก๋ไก๋ เกล้าผมสวยงาม เปิดหน้าผากเนียนใส” ชบาฉายพูดจบก็ตบหน้าผากเหม่งนิด ๆ ของเพื่อนสาวหนึ่งที

“นี่ชบาเลิกพูดได้แล้ว แซวกันได้ตลอดทั้งวันเลยนะ”

“ก็เธอทำตัวแปลกกว่าทุกวัน อ่ะ ๆ ดูวันนี้ปากสีโอรสประดุจกุหลาบแรกแย้ม แสนเย้ายวน” ชบาฉายทำท่าจูจุ๊บส่งจูบให้รังไรอีกรอบ

รังไรเลยแก้เขินด้วยการหมุนเก้าอี้นั่งทำงานต่อ แต่ชบาฉายยังลากเก้าอี้ของเธอเข้ามานั่งเบียดอยู่ข้าง ๆ “ตกลงว่าไงมีนัดกับใครบอกมา”

“มีแล้วกัน”

“แหมไฟแรงจริงนะ หรือว่านัดหนุ่มแปลกหน้าที่พูดถึงเมื่อวาน” ชบาฉายใช้นิ้วชี้จิ้มที่กลางจมูกของรังไร

“โอ้ย ตาบ้านั่นเหรอ คนแปลกหน้าแบบนั้นเจอกันรอบเดียวก็พอแล้ว เจอกันครั้งต่อไปคงจำกันไม่ได้แล้วหล่ะ แล้วอีกอย่างนะก็ไม่รู้จะไปตามตัวเขาได้ที่ไหนชื่อก็ไม่รู้จัก เบอร์โทรศัพท์ อีเมลล์ ทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ค พินบีบี ไม่มีอะไรที่ทำให้ฉันอยากจะทำความรู้จักกับเขาต่อเลยนะ” รังไรหยิบดินสอขึ้นมานั่งร่างภาพงานต่อ

“ทำเป็นพูดดี ถ้าเกิดเจอกันอีก แล้วเขาจำเธอได้จะทำหน้ายังไง”


รังไรไม่พูดได้แต่หันมาแลบลิ้นใส่เพื่อน แต่พอนึกอีกที เธอเลยต้องรีบหยิบกระเป๋ารก ๆ ของเธอเหมือนที่ชายแปลกหน้าว่าเธอขึ้นมารื้อค้นดู ก็พบนามบัตรของเขา จุล ทรัพย์ประสาน ครีเอทีพ ไดเรคเตอร์ บริษัท ไจแอนท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง จำกัด พร้อมด้วย เบอร์ติดต่อ เฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ พร้อม เวปไซด์ส่วนตัวสำหรับดูผลงานของเขา ทุกอย่างมีครบอยู่ในนามบัตรนั้น

รังไรโยนนามบัตรของเขาลงในกระเป๋ารก ๆ ของเธออีกครั้ง

“ชบา” เธอเรียกเพื่อนอย่างกระซิบ

“ถ้าเกิดว่า คือ ฉันหมายถึง เวลาออกเดทกับผู้ชาย เอ้ยไม่ซิ สมมติว่าเราไปกินข้าวเย็นกับผู้ชายที่เราคุ้นเคยเป็นอย่างดี ถ้าเขาถามว่าจะทานอาหารประเภทไหนดี คือ ชบาว่าอาหารแบบไหนที่เราไปทานแล้วมันดูสวยน่ะ” รังไรถามแบบอาย ๆ เพราะมุมปากของเธอมันยิ้มเชิด ๆ ผิดปกติ

ชบาฉายทำเป็นชำเลืองมองหน้ารังไร

“เธอนี่มันตลกชะมัดเลย อยากทานอะไรก็ทานซิ เอาที่เราชอบ ยังไงผู้ชายต้องตามใจเราอยู่แล้ว”

“เฮ้ย ตอบแบบนี้ไม่เอา เอาดี ๆ เร็ว” เธอคะยั้นคะยอเพื่อนของเธอ

“ไม่รู้ซิ ก็ฉันอยากกินอะไรก็กินไม่เคยคิดว่ามันต้องสวยเวลากิน” ชบาฉายพูดจบก็อดขำท่าทีกังวลใจของรังไรไม่ได้

“อ่ะ ๆ ไม่แกล้งแล้ว ถ้าจะเป็นอาหารอิตาลีก็เน้นเส้น เกิดสั่งสปาเก็ตตี้ปลาหมึกดำตายเลย ทั้งปาก ฟัน ลิ้น ดำน่าเกียจ ถ้าอาหารจีนก็ยังโอเค แต่ถ้าไม่ถนัดใช้ตะเกียบก็แย่ ถ้าอาหารฝรั่งเศส ใช้อุปกรณ์บนโต๊ะไม่ถูกก็แย่เข้าไปใหญ่ ถ้าอาหารไทย โอ้ยกลิ่นรุนแรง เผื่อมีเฟริสคิสจบกัน อาหารญี่ปุ่นเกิดเธอสั่งของที่มีวาซาบิ เผ็ดจี๊ดแล่นขึ้นสมองเสียภาพพจน์หมดกัน”

“อ้าวไอ้ที่พูดมามันก็ครบทุกชาติแล้ว อะไรที่เหมาะที่สุดล่ะ”

“อาหารที่เป็นตัวของเธอเองเหมาะสุด” ชบาฉายไม่อธิบายอะไรต่อ แล้วเธอก็รีบแจ้นไปส่งงานที่ห้องหัวหน้า ปล่อยให้รังไรนั่งครุ่นคิดวิตกจริตเพียงลำพัง

“ออกเดทมันยากอย่างนี้เหรอ”

จนแล้วจนรอด รังไรก็เลือกไม่ถูก คงต้องแล้วแต่เวรแต่กรรม พอใกล้เลิกงานปวินท์ก็โทรศัพท์ติดต่อมาว่าใกล้จะถึงบริษัทของเธอแล้ว ทำให้เธอตื่นเต้นกระวนกระวายเดินเข้าออกห้องน้ำเป็นว่าเล่น พร้อมกับแต่งหน้าจับผมอยู่แบบนั้น

“ตกลงว่านัดใคร”

“อยากรู้จริงป่ะ” เธอหันไปกระเซ้าชบาฉาย

“นัดพี่ปวินท์” รังไรหันมายักคิ้ว

“พี่ปวินท์” ชบาฉายเสียงดังขึ้นมา

“รังไร ฉันบอกอะไรแกตรง ๆ นะ การนัดกินข้าววันนี้มันไม่ใช่การออกเดทนะ แต่มันเป็นการทิ้งทวนสำหรับความรู้สึกในอดีต เธอจะรักใครฉันไม่ว่าแต่ให้มันอยู่ในเส้นทางแห่งความถูกต้อง ถ้าวันนี้ก็ผลีผลามคิดอะไรออกไปโดยขาดการยั้งคิด มันจะไม่มีทั้งกับตัวเธอและคุณพลอยพิณนะ ไม่โกรธใช่ไหมรังไร” ชบาฉายเดินมาโอบกอดเพื่อนรักไว้

รังไรถึงกับหุบยิ้มทันที นี่เธอลืมคิดเรื่องแบบนี้ไปได้ยังไง ความถูกต้อง เหตุผลที่ดี และการรักเขาโดยไม่ลืมหูลืมตา กำลังทำให้เธอเดินทางผิดใช่ไหม แต่อีกไม่กี่นาทีข้างหน้าปวินท์ก็จะมาจอดรถรับเธอแล้ว แล้วระหว่างอาหารเย็นเรื่องอะไรกันแน่ที่เธอและปวินท์จะพูดคุยกัน หวังว่า เขาคงไม่ได้บอกรักเธอหรอกนะ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น....




Create Date : 31 มกราคม 2555
Last Update : 31 มกราคม 2555 0:21:45 น. 5 comments
Counter : 435 Pageviews.

 
แวะมาอ่านและให้กำลังใจนลินงับ ^^


โดย: หนึ่งดาววอนฟ้า วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:1:09:02 น.  

 
รับไว้ค่ะ คอมเม้นต์ก็รับนะ


โดย: nalinnovel วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:8:47:16 น.  

 
สวัสดีจ้านลิน แวะมาแปะหัวใจให้นะจ๊ะ


โดย: สายธาร/กนกนารี วันที่: 1 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:07:43 น.  

 
เป็นไงกันบ้างคะ สำหรับบทที่ 3 เม้นต์กันหน่อยนะ


โดย: nalinnovel วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:11:35:48 น.  

 
ชบาน่ารักมาก เพื่อนแท้ต้องเตือนกันแบบนี้นะครับ รักกันจริง ห่วงกันจริง

คนแปลกหน้าน่ารักอะ ชื่อจุล มีทั้งเฟซบุ๊ค ฯลฯ ครบครัน คงหาตัวกันเจอนะ


โดย: คุณพีทคุง (ลายปากกา ) วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2555 เวลา:5:24:35 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.