Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 
รังที่ 1



รังไรลวงรัก
บทที่ 1

“เอ่อ คือ คือ” สาวน้อยผมสั้นแค่บ่า ยืนก้มหน้าและพูดจาอึกอัก แก้มสองข้างของเธอฉาดสีเหมือนลูกตำลึงทั้งพวง อาการเขินอายแสดงออกต่อหน้ารุ่นพี่คนหนึ่ง เขา ปวินท์เป็นเพื่อนของพี่ชาย ด้วยความสนิทสนมทำให้เธอคิดกับเขามากกว่าความเป็นพี่น้องกัน

“ว่ายังไงจ้ะ รังไร มีอะไรจะบอกพี่หรือไง แล้วทำไมต้องทำหน้าเขินแบบนั้นด้วย” ปวินท์ยืนยิ้มและจ้องมองหน้าเธออยู่แบบนั้น

“รังไร อยากจะบอกพี่ปวินท์ว่า คือ รังไรไม่รู้จะเริ่มต้นยังไงดีนี่คะ”

“ถ้าเราไม่พูด พี่กลับบ้านดีกว่า เพราะอีกสักพักคนขับรถก็จะมารับพี่กลับบ้านแล้ว ยังไงวันนี้ก็ขอบคุณนะที่นายนัสกับรังไรมาเลี้ยงส่งพี่ นึกแล้วก็ใจหายนะ อีกตั้งสี่ปี กว่าเราจะได้พบกันอีก หรือไม่แน่นะ ถ้าพี่ปิดเทอมอาจจะบินกลับมาเมืองไทย พี่สัญญาว่าจะแวะไปเยี่ยมรังไรกับนายนัสถึงบ้านเลย” ปวินท์หยิบของในกระเป๋าของเขาเป็นกล่องของขวัญเล็ก ๆ ยื่นให้เธอ

“อะไรคะ” เธอรับกล่องไปและเขย่าดูเบา ๆ

“ของที่ระลึก ไม่ต้องเปิดตอนนี้หรอกนะ เก็บไปเปิดดูที่บ้าน”

รังไรยกมือไหว้ตอบขอบคุณ

“อ้าวตกลงว่าไง โน้นนายนัสเดินมานั่นแล้ว” เขาหันไปส่งยิ้มให้นายโสมนัสพี่ชายของรังไร

“ได้เวลาคนที่บ้านมารับนายแล้วนี่” โสมนัสกล่าว พร้อมดึงของขวัญในมือน้องสาวมาดู

“นี่ของเค้านะพี่นัส” เธอโวยวายออกมาและชักสีหน้าเล็กน้อย ที่พี่ชายเธอเข้ามาขัดจังหวะในตอนนี้

“แล้วนายจะไปส่งเราที่สนามบินหรือเปล่า” ปวินท์ถามกลับไปด้วยสีหน้าเศร้า

“แน่นอนอยู่แล้วเพื่อน” โสมนัสตบไหล่เขาเพื่อยืนยัน

“คนขับรถมาพอดีเลย ยังไงอีกสองวันเจอกันที่สนามบินนะ รังไรพี่ไปก่อนนะครับ แล้วถ้าว่างอย่าลืมไปส่งพี่ด้วยนะ” เขาโบกมืออำลาและเดินไปกับคนขับรถแล้ว

รังไรยืนมองตามหลังเขาด้วยสายตาละห้อย เธอกอดกล่องของขวัญนั้นไว้แนบอก ระยะเวลาสองวันที่ปวินท์จะอยู่เมืองไทยมันสั้นเกินไปเสียแล้ว ตอนไหนกันนะที่รังไรจะมีโอกาสได้บอกความในใจให้เขาได้รับรู้

“นี่ปวินท์ให้ของขวัญอะไร อยากรู้จังเลย แล้วเจ้าปวินท์มันคิดอะไรกับน้องสาวพี่หรือเปล่านะ” โสมนัสเดินกอดคอน้องสาวเพื่อไปโบกรถแท็กซี่นั่งกลับบ้าน

“พี่ปวินท์ให้กลับไปเปิดดูที่บ้านค่ะ” น้ำเสียงเธอเศร้า

“หน้าจ๋อยเลยโว้ย เป็นอะไร ปวดท้อง หรือว่า...”

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น รถมาแล้วโบกซิ รังไรอยากกลับบ้านแล้ว” เธอชักน้ำเสียงงองแงใส่พี่ชายเธอ โสมนัสได้แต่เดินหัวเราะตามน้องสาวไป

แล้ววันแห่งการจากลาก็มาถึง สนามบินสุวรรณภูมิคราคร่ำไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งไทยทั้งต่างประเทศ สองพี่น้องรีบจ้ำเท้าให้เร็วที่สุด เพราะมัวแต่หลงทางอยู่ในสนามบิน

“นั่นไง ปวินท์ ปวินท์” โสมนัสตะโกนเรียกพร้อมรีบจูงมือน้องสาววิ่งกระหืดกระหอบไป ทั้งสองคนกล่าวทักทายผู้ใหญ่ของครอบครัวเขา

“นึกว่านายจะไม่มาส่งเราซะแล้วนัส” เขาตื่นเต้นดีใจไปด้วย

“รังไรก็มาด้วย” เขาหันไปทักเธอ

“อีกสักสิบนาทีเราจะเข้าไปแล้วนะ”

“ไม่มีเพื่อนคนอื่นมาเลยหรือนี่ แย่จังเลย” โสมนัสกล่าว

“ไม่เป็นไรหรอกมีแค่นายกับน้องสาว เราก็ดีใจมากแล้ว อีกสี่ปีเจอกัน”

ปวินทร์โบกมืออำลาอีกครั้ง เขากอดโสมนัสเป็นการสั่งลาและพอจะเดินเข้าส่วนตรวจคนเข้าเมือง เขากระซิบกับโสมนัสเบา ๆ โดยที่รังไรไม่ได้ยินว่าพี่ชายสองคนพูดอะไรกัน

โสมนัสเดินปลีกตัวไปอีกทาง ส่วนปวินท์ถือวิสาสะจับที่ข้อมือของเธอและจูงเธอเดินไปอีกทางหนึ่ง

“วันนั้น รังไรยังไม่ได้บอกอะไรบางอย่างกับพี่เลยนะ” เขาจำได้ทำให้สาวน้อยตกใจและยิ่งเพิ่มความตื่นเต้นขึ้นไปอีก เธอก้มหน้าลงและเตะขาขวาไปมา

“พี่จะไปแล้วนะ ตกลงรังไร”

“รังไรชอบพี่ปวินท์ค่ะ”

เขายื่นมือมาจับมือเธอไว้ทั้งสองข้างพร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้กับเธอ

“รังไร”

เธอเงยหน้ามองเขา สายตาอ่อนโยนและรอยยิ้มแสนหวานของเขาส่งตรงถึงเธอ หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ มือทั้งสองของเขาอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก เขาหน้าแดงจนถึงใบหูเลย

“ขอบคุณนะรังไร” เขาปล่อยมือเธอลงช้า ๆ

ไม่ได้ตอบกลับอะไรออกมาอีกเลย เขาเดินนำหน้าเธอไป แล้วคำพูดของปวินท์ที่บอกว่าขอบคุณ หมายความว่าอย่างไร เขาตอบรับ หรือ เขาปฏิเสธ รังไรรู้สึกหน้าแตก และละอายใจมากกลับประโยคสั้น ๆ ที่บอกออกไป จริง ๆ แล้วไม่ควรพูดมันออกไปเลย


ดินสอไม้ที่กำลังถูกมีดปลายแหลมเหลาให้คม ด้วยน้ำหนักแรงมือที่ไร้สมาธิของเธอกดลงไปทำให้ปลายดินสอสีดำเข้มหัก พร้อมกับมีดบาดที่ปลายนิ้วของเธอ เธอวางมีดคัตเตอร์ใบมีดขนาดเล็กลงบนโต๊ะ ดินสอก็กลิ้งตกลงพื้นไป

รังไรเดินอ่อยอิ่งไปทำความสะอาดนิ้วและทำแผลให้กับตัวเอง เธอยืนมองตัวเองที่กระจกส่องหน้าในห้องน้ำ พยายามจะฝืนยิ้มให้กับตัวเอง แต่ก็ยิ้มไม่ออกเหมือนกับริมฝีปากมันตึง ๆ ไม่ใช่เพราะอากาศหนาวเย็นในไร่ชาบนยอดดอยแบบนี้ แต่เป็นเพราะหัวใจเธอไม่อยากยิ้มไปด้วยต่างหาก เรื่องราวในอดีตที่เธอคิดวนไปวนมาถึงเรื่องเมื่อวัยเยาว์ในตอนนั้น

“นานเหลือเกินแล้วนะ มันนานเกินไปแล้ว” เธอพร่ำกับตัวเอง

รังไรเดินเข้าครัวหยิบใบชาเขียวแห้งใส่กาเซรามิคสีขาว แล้วกดน้ำร้อนตามลงไป ทิ้งระยะเวลาสักสิบห้านาทีก็ยกกาน้ำชามาวางลงบนโต๊ะ เธอรินน้ำชาในแก้วใบเล็กอย่างละเมียดละไม และนั่งเหลาดินสอไม้ต่ออย่างนิ่งสงบ

น้ำตาเธอรินออกมาช้า ๆ สายตาเริ่มพร่ามัวมองไม่เห็นว่าตอนนี้ปลายดินสออยู่ตรงไหน เธอวางคัตเตอร์ลงและปาดน้ำตาออกจากสองข้างแก้ม

“ไม่จริงใช่ไหม พี่ปวินท์มันไม่จริงใช่ไหม” เธอร่ำไห้ออกมา แต่ต้องรีบกลั้นน้ำตาเอาไว้ เพราะตอนนี้โสมนัสพี่ชายของเธอกำลังเดินตรงมาหาเธอแล้ว

“วันนี้อากาศหนาวกว่าทุกวันเลยนะ” เขาถอดหมวกไหมพรมวางไว้บนโต๊ะ พร้อมกับหยิบถ้วยน้ำชาใบจิ๋วยกขึ้นดื่ม

“ใครอนุญาตคะพี่นัส” เธอทำเสียงขุ่น

“นั่งเหลาดินสอทำไมเยอะแยะ” เขานั่งจิบชาที่ร้อนจนปากแทบพองทีละน้อย แล้วรินแก้วต่อไป เพื่อคลายหนาวอย่างต่อเนื่อง

“เหลาไว้ ว่าจะวาดรูปสักหน่อย”

“แล้วตัดสินใจยังไงล่ะ จะทำงานที่เก่าต่อ หรือว่าจะย้ายมาช่วยพี่ทำงานที่ไร่ชาก่อน” โสมนัสนั่งถูมือไปมาเพราะอากาศที่หนาวเย็น

“กำลังคิดอยู่ค่ะ”

“งานออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เก่ามันน่าเบื่อแล้วหรือไง” โสมนัสถามออกไป

“เบื่อคนมากกว่า ไม่ได้เบื่องาน”

“อีกอย่างทำที่นี่มาสามปีแล้วเบื่อ อยากเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ ๆ บ้าง” เธอยังนั่งเหลาดินสออยู่หลายแท่งไม่ยอมหยุด

“แล้วเราจะไปงานแต่งงานของปวินท์หรือเปล่า เขาคงดีใจนะจะได้เจอรังไรน่ะ เขาคงนึกไม่ถึงแน่ว่าน้องสาวพี่ยิ่งโตก็ยิ่งสวยน่ะ” โสมนัสชมน้องสาวตัวเอง

“สงสัยจะมีแต่พี่นัสแหละที่ชมรังไรว่าสวยน่ะ” เธอรวบผมขึ้นมาแล้วบิดผมยาวสลวยขึ้นมวยแล้วใช้ผ้ามัดไว้ลวก ๆ

“ขอรังไรคิดดูก่อนนะคะพี่นัส ไม่อยากเดินทาง”

“นั่งเครื่องไปเหนื่อยตรงไหนเชียว พี่จะได้กลับไปเยี่ยมพ่อกับแม่ ไม่ได้ลงไปเยี่ยมท่านนานแล้ว นะไปเถอะไปด้วยกัน” โสมนัสตื้อน้องสาวเขา

“พี่จะไปวันไหน”

“ก็ก่อนวันแต่งเขาสักสองสามวัน พูดแล้วก็อิจฉาปวินท์ พ่อหนุ่มนักเรียนนอก กลับมาก็รับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดจริง ๆ เลย แถมยังได้แต่งงานกับลูกสาวผู้ดีมีชาติตระกูล สวยซะด้วย” โสมนัสถอนใจออกมา

“พี่นัสก็สู้ใคร ๆ เขาได้เหมือนกันนะคะ ตอนนี้เป็นเจ้าของไร่ชาแสนกว้างใหญ่ ฐานะบ้านเราก็ไม่ได้ขี้เหร่สักหน่อย” เธอหัวเราะออกมา

โสมนัสหยุดนิ่งและจ้องมองดวงหน้าน้องสาว เขารู้เลยว่าถ้าน้องสาวของเขาทำสีหน้ากังวลใจและน้ำเสียงไม่สดใส หัวเราะแค่น ๆ ออกมา แสดงว่ากำลังมีเรื่องภายในใจแน่ ๆ

“รังไร น้องเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาส่งเสียงแห่งความอบอุ่นออกไป

เธอส่ายหน้า

“รังไรแค่คิดเรื่องอะไรเพลิน ๆ นิดหน่อย”

“เสียใจหรือเปล่าที่ปวินท์แต่งงาน” เขาพูดตรง ๆ ออกไป รังไรเลยปั้นหน้าไม่ถูก

“พี่รู้นะว่ารังไรคิดอะไรกับปวินท์ นั่นเป็นเรื่องสมัยเด็กผ่านมาเป็นสิบปีแล้ว น้องยังมีใจให้เขาอยู่อีกเหรอ ผู้หญิงที่มีใจมั่นคงต่อใครคนหนึ่งแบบน้องนี่หนึ่งในร้อยได้มั้ง” โสมนัสยิ้มที่มุมปาก

“ก็”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว พี่ไม่เข้าใจหรอกนะ ในเมื่อที่ผ่านมาปวินท์เขาก็ไม่เคยบอกความรู้สึกอะไรต่อน้องเลยไม่ใช่เหรอ แล้วอีกอย่างตอนที่เขาอยู่เมืองนอกก็ไม่ค่อยได้ติดต่อมาเลย จนเขากลับมาแล้วส่งการ์ดมาให้ในครั้งนี้” โสมนัสทำหน้าซีเรียส

“ก็จริงอย่างที่พี่พูด แต่การที่เราหลงรักใครสักคนแล้วคิดว่า เขาใช่... มันก็” เหมือนอะไรจุกอยู่ในลำคอเธอหยิบน้ำชาขึ้นจิบ

“ถ้าน้องไม่สบายใจ ไม่ต้องไปร่วมงานแต่งงานของปวินท์ก็ได้ เพราะถ้าเราไปร่วมงานด้วย แล้วไปทำสีหน้าแบบนี้ เจ้าบ่าวเขาจะไม่สบายใจเอาได้นะ”

“พี่นัสไม่โกรธรังไรนะคะ ขอเวลาน้องทำใจสักหน่อย อีกหน่อยคงลืมเขาได้เอง”

“อะไรที่ทำให้เราไม่ยอมที่จะลืมเขาสักที” โสมนัสถามเสียงเข้มแต่แฝงไว้ด้วยความกังวลใจ เขาลุกขึ้นยืนและเดินโอบไหล่น้องสาวไว้

“ตอนสมัยเด็กเขาดีกับรังไรมากเลยค่ะ บางครั้งเขาทำให้รังไรรู้สึกว่า น้องเป็นคนพิเศษสำหรับเขา วันที่เขาจะบินไปเรียนต่อ เขาจับมือรังไรและยิ้มรับกับคำพูดสารภาพจากรังไร แต่เขาไม่ได้ตอบอะไรสักนิดเลยค่ะ ระหว่างที่พี่ปวินท์อยู่ต่างประเทศมีหลายครั้งที่เขาโทรศัพท์มาหาแล้วบอกว่าคิดถึง” เธอก้มหน้าลงเพราะรู้สึกอายในเรื่องโง่เขลาของตัวเอง

“บางทีการที่ผู้ชายพูดแบบนั้นกับเรา มันไม่ได้หมายความว่าเขารักเราแบบอื่นนอกจากอาจจะแบบน้องสาวที่เขาสนิทก็ได้นะ”

“แต่ว่าพี่ปวินท์เขา....”

“เอาเถอะแล้วแต่รังไรนะ อยากจะให้ตัวเองปวดใจเพราะคนที่ไม่ได้รักเราก็ตามใจ พี่ขอตัวไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนละกัน” โสมนัสเดินเข้าบ้านไปแล้ว

รังไรนั่งนิ่งอยู่ที่เก้าอี้ ก็สิ่งที่เธอจะบอกกับพี่ชายของเธอก็คือ ปวินท์ พูดว่าเป็นห่วงเธอเสมอ และอยากจะพบหน้าเธอเมื่อกับถึงเมืองไทย ประโยคแบบนี้หมายความยังไงกัน ผู้ชายคิดอะไรขณะที่พูดประโยคนี้กลับเธอ



ปวินท์นั่งกดโทรศัพท์เล่นไปมา ขณะรอว่าที่เจ้าสาวของเขากำลังเลือกแบบชุดแต่งงานอยู่

“วินท์คะ คุณว่าพลอยสวมแบบชุดนี้ทำให้ดูดีไหมคะ” เธอชี้ภาพนางแบบหุ่นใกล้เคียงกับเธอในหนังสือ

“ก็ดีครับ” เขายิ้มน้อย ๆ ผิวขาวอมชมพูของเขาและผมทรงรากไทร ที่ผมด้านหน้าสไลด์เป็นลำดับอย่างพิถีพิถัน ละอยู่ที่หน้าผากและดวงตา ทำให้เขาดูอ่อนกว่าวัย

“แล้ววินท์ไม่เลือกชุดหรือคะ”

“ชุดไหนก็คงเหมือนกัน พลอยเลือกชุดที่เหมาะกับพลอยจะดีกว่านะครับ พอคุณเลือกได้แล้ว ผมค่อยเลือกชุดของผมคงจะง่ายกว่า” เขาพูดจบก็โทรศัพท์กลับไปสั่งงานเลขานุการโดยไม่ได้แสดงความเห็นกับเธอเลือกชุดแต่งงานอีก

“วินท์ตามใจพลอยตลอดเลย คุณน่ารักที่สุดเลยค่ะ” เธอหันไปใช้ปลายจมูกชนแก้มของเขาและยิ้มอย่างเป็นสุข

พลอยพิณไม่ได้หันมองสีหน้าของเขาในตอนนี้ เธอกำลังง่วนและสนุกอยู่กับแบบต่าง ๆ ที่พนักงานนำเสนอ

“พลอยเลือกแบบได้แล้วนะคะ ชุดสำหรับหมั้น วันแต่งงานตอนเช้า และตอนเลี้ยงกลางคืน”

“ของผมก็ให้ทางสตูดิโอเลือกให้แล้วกันครับ ชุดแบบไหนก็ได้ที่คุณคิดว่าเหมาะ แล้วที่พลอยอยากจะถ่ายภาพเวดดิ้ง เลือกสถานที่แล้วก็วันถ่ายภาพได้หรือยังครับ ผมจะได้เตรียมเคลียร์งานได้ทัน” ปวินท์ยืนให้พนักงานวัดตัวอย่างว่าง่าย

พอเสร็จ เขาก็รอให้พลอยพิณวัดตัวต่อ รวมถึงเลือกของชำร่วย คุยถึงรูปแบบงานแต่งงานที่สมัยนี้นิยมให้บริษัทรับจ้างจัดงานดำเนินการให้ ดูเธอจะเพลิดเพลินกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า ส่วนเขาขอตัวออกมาที่นอกสตูดิโอแล้วกดโทรศัพท์หาเพื่อนรักของเขา

“ไงว่าที่เจ้าบ่าว หน้าชื่นตาบานเลยซิ” โสมนัสแซวผ่านปลายสาย

“ก็ดี แล้วนายสบายดีไหม นายจะมาร่วมงานแต่งงานหรือเปล่า” ปวินท์ส่งเสียงออกไป

“ไปอยู่แล้ว มีอะไรให้เราช่วยไหมล่ะ แล้วคิดที่ฮันนี่มูนไว้หรือยัง”

“ไม่รู้สิ แล้วแต่พลอยพิณ”

“แล้วแต่ แล้วแต่ ยอมเมียตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะนาย” โสมนัสหัวเราะ

“จำเป็นนี่” เขาตอบห้วน

“ยังไงชีวิตใหม่ของนายกำลังเริ่มต้น นายต้องมีความสุขมากแน่ ๆ เจ้าสาวของนายทั้งสวยและเก่ง น่าอิจฉาออก ดูฉันซิอยู่แต่ไร่ชา วัน ๆ เจอแต่คนงานไม่ได้เจอนางฟ้าแบบนายหรอก” เขาหัวเราะออกมา

“นายคิดแบบนั้นเหรอนัส” เขาส่งเสียงเครียด

“แน่นอน เฮ้ย เดี๋ยวเราคุยธุระกับเจ้าหน้าที่อำเภอก่อนค่อยคุยกันใหม่นะ” โสมนัสวางสายโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้กล่าวคำร่ำลา

“วางหูซะแล้ว ยังไม่ได้ถามเลยว่ารังไรเป็นยังไงบ้าง” เขาถอนใจออกมา

“วินท์ ออกมาข้างนอกทำไมคะ มาช่วยกันเลือกของชำร่วยดีกว่าค่ะ” เธอเดินมาคล้องแขนว่าที่สามีของเธออย่างแช่มชื่น

การแต่งงานอีกไม่นานก็จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ในหัวใจของปวินท์รู้สึกลางสังหรณ์อะไรบางอย่าง การแต่งงานครั้งนี้ของเขาเป็นการแต่งงานที่สมบูรณ์แบบใช่ไหม เขาได้แต่คิดทบทวนในหัวใจ



Create Date : 30 ธันวาคม 2554
Last Update : 30 ธันวาคม 2554 17:51:05 น. 10 comments
Counter : 604 Pageviews.

 
สีของตัวอักษาอาจจะยังไม่ถูกใจเท่าไหร่
รบกวนเพื่อน ๆ ช่วยแนะนำด้วยนะคะ


โดย: nalinnovel วันที่: 30 ธันวาคม 2554 เวลา:17:51:51 น.  

 
โอ...
อา...
ฮ่า...
เฮ้...
อ่านแล้วปวดใจ อะไรกันเนี่ยพี่วินท์แต่งงาน รังไรก็ช้ำใจแย่สิ ว้า... อยากอ่านตอนใหม่อีกแล้ว อิ อิ อิ


โดย: โต๊ะ IP: 223.206.140.27 วันที่: 31 ธันวาคม 2554 เวลา:13:34:10 น.  

 
อ่านลื่นไหลขึ้นตั้งเยอะ



โดย: ชวา IP: 58.8.107.120 วันที่: 31 ธันวาคม 2554 เวลา:13:41:58 น.  

 
ว้าว ขอบคุณค่ะ พี่ๆ ที่แวะมาเม้นท์กันเอาฤกษ์เอาชัยเลย


โดย: นลิน IP: 115.87.126.129 วันที่: 31 ธันวาคม 2554 เวลา:15:01:30 น.  

 
มาลงชื่อสวัสดีปีใหม่ก่อน
ขอให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้นะคะ

เดี๋ยวตามมาอ่านอีกที


โดย: พรายทราย วันที่: 1 มกราคม 2555 เวลา:15:33:43 น.  

 
นี่ล่ะนะผู้ชาย จนจะเข้าพิธีแต่งงานกับเขาอยู่แล้ว ยังไม่รู้ใจตัวเองเลย 555555


โดย: ปีกสีรุ้ง วันที่: 1 มกราคม 2555 เวลา:23:55:36 น.  

 
อ้าวนายวินท์ ดูไม่ค่อยสนใจว่าที่เจ้าสาวแฮะ เอ... หรือว่ามีเหตุอะไรบังคับให้ต้องแต่งงานกันหนอ แบบนี้... รังไรจะมีหวังรึเปล่านะ

สีตัวอักษรนิยายก็ชัดเจนดีนะครับ แต่สีตัวอักษรสีชมพูในกล่องพิมพ์คอมเมนต์นี่ มองไม่ค่อยเห็นแฮะ พิมพ์ผิดไปบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ ต้องเดาๆ เอา อิๆๆ


โดย: คุณพีทคุง (ลายปากกา ) วันที่: 3 มกราคม 2555 เวลา:6:13:23 น.  

 
เข้ามาส่งกำลังใจค่ะ เวลาอ่านลื่นไหลไม่สะดุดแล้ว(เก่งแล้วพี่สาวเรา)


โดย: ริปอง (ริปอง ) วันที่: 4 มกราคม 2555 เวลา:10:58:53 น.  

 
มาเยี่ยมเยียนและมอบกำลังใจให้เพื่อนค่ะ

(ตอนพิมพ์คำเมนต์มองไม่เห็นตัวอักษรอะนลิน)


โดย: สายธาร/กนกนารี วันที่: 5 มกราคม 2555 เวลา:6:39:41 น.  

 
แก้ไขแล้วนะคะ สีม่วงนี้พอมองเห็นกันไหมเอ่ย


โดย: nalinnovel วันที่: 16 มกราคม 2555 เวลา:8:27:38 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.