Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 
รังไรลวงรัก รังที่ 18



รังไรลวงรัก
รังที่ 18


รังที่ 18

เพลงลูกทุ่งฝรั่ง หรือที่เรียกว่าคันทรี่ ท่วงทำนองสดใสและเนื้อเพลงที่บ่งบอกถึงความสุขในบทเพลงกำลังขับขานเสียงดังอยู่ในรถกระบะที่กำลังมุ่งหน้าวิ่งตรงไปยังจุดหมายปลายทาง สองมือของสาวน้อยจับพวงมาลัยมั่น ริมฝีปากห่อเล็กน้อยเพื่อผิวปากตามบทเพลง หัวใจเธอตอนนี้พองโตและมีความสุขจนเหมือนมันล้นออกมานอกอกแล้ว เธอจอดรถข้างทางแวะทักทายกับเจ้าของร้านผลไม้สดที่เธอคุ้นเคยและหอบสตรอเบอรี่สีหวานกลับขึ้นรถไป พอถึงตลาดเธอไม่รอช้าเดินจับจ่ายซื้อของอย่างมีความสุข แต่อาหารสดเหล่านั้นเหมือนจะอยู่ได้สักหนึ่งอาทิตย์ทีเดียว

“แม่ค้าคะดอกงิ้วนี่หาซื้อได้ตรงร้านไหนคะ” เธอยิ้มอย่างแจ่มใสและเดินดุ่ยไปตามที่แม่ค้าบอก สายตาเธอปราดเห็นใครบางคนที่เคยคุ้น แต่พอเหลียวมองอีกทีก็ไม่ได้พบใครที่เธอมักคุ้นเลยสักนิด

“ของครบแล้ว วันนี้เราจะทำขนมจีนน้ำเงี้ยว จะกินได้ไหมนะ” รังไรหัวเราะให้กับตัวเอง และความอาจหาญที่จะทำอาหารเหนือที่ร่ำเรียนมาจากแม่บ้านประจำไร่

รังไรไม่ได้สนใจซ้ายขวาเท่าไหร่เธอมุ่งหน้าขับรถกลับบ้านทันที พอไปถึงก็เห็นชบาฉายกำลังนั่งคุยอยู่กับปวินท์ที่สนามหญ้าหน้าบ้าน ชบาฉายรีบเดินมาช่วยเธอขนของลงจากรถและเอาเข้าไปจัดไว้ในครัว รังไรเดินกลับออกมาด้วยสีหน้าแช่มชื่น เธอนั่งลงที่เก้าอี้ข้างรถเข็นของปวินท์

“เป็นยังไงบ้างคะ วันนี้พี่ปวินท์ยังปวดศีรษะอยู่หรือเปล่า”

“ไม่ครับ แล้วรังไรซื้ออะไรมาตั้งเยอะ” ปวินท์ถามและยิ้มออกไป

“วันนี้รังไรจะแสดงฝีมือทำอาหารเหนือค่ะ ไม่ต้องกลัวท้องเสียนะ รังไรมีครูสอนไม่ได้มั่วสูตรนะ” เธอหัวเราะออกมาอย่างหน้าชื่น การได้อยู่ใกล้ชิดกับเขาในเวลานี้เธอมีความสุขเป็นที่สุด ถ้าวันหนึ่งเธอและเขาสร้างครอบครัวขึ้นมาด้วยกันชีวิตคงมีความสุขแบบนี้ใช่ไหม เธอคิดเศร้า ๆ ในใจ

ปวินท์ยกมือขึ้นลูบศีรษะเธอเบา ๆ “เป็นอะไรทำหน้าเศร้าแบบนั้น หรือว่าเหนื่อย อีกไม่นานพี่หายคงจะช่วยขับรถให้รังไรได้”

รังไรจับมือของสามีจำแลงขึ้นมาลูบที่แก้มของเธอพร้อมยิ้มเหงาออกมา

“พี่มีความสุขไหมคะ”

เขาพยักหน้า

“ตอนนี้พี่ปวินท์พอจะจำอะไรได้บ้างหรือเปล่า” เธอถามเสียงเศร้าออกไป

“คงไม่สำคัญมั้งคะรังไร การที่พี่ได้ลืมตามองโลกอีกครั้ง แล้วพี่จำเพียงรังไรว่าเป็นคนรักของพี่คนเดียวมันคงเกินพอแล้วมั้งคะ” เขาพูดเสียงนุ่มกลับไปทำให้สาวน้อยตรงหน้าน้ำตาไหลออกมา

“บางทีวันหนึ่งถ้าพี่ปวินท์จำอะไรได้ พี่อาจจะไม่พูดแบบนี้กับรังไร แต่ไม่เป็นไรค่ะ ถึงจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ รังไรก็มีความสุข” เธอยิ้มออกมาและปล่อยมือของเขาวางลง

ปวินท์อ้าแขนทั้งสองข้างไว้และพยักหน้า

รังไรเขยิบตัวไปใกล้เขามากขึ้น เขาโอบกอดเธอไว้อย่างแผ่วเบา

“ถ้าเราเป็นคนรักกันจริง ๆ เป็นสามีภรรยากัน เราต้องรักกันไปตลอดซิรังไร” ปวินท์กอดเธอไว้อย่างอบอุ่น แต่สีหน้าของรังไรกำลังรู้สึกรังเกียจตัวเองอย่างบอกไม่ถูก นี่เธอกำลังทำอะไรอยู่


“กลับเถอะครับพี่นัส” จุลน้ำเสียงเศร้าลง เขาเดินคอตกกลับมารอที่รถ

“เดี๋ยวก่อนซิ เราสองคนน่าจะเข้าไปทักเขานะ” โสมนัสกำลังพูดอยู่คนเดียวโดยไม่รู้ตัว พอหันหลังกลับมาหนุ่มเมืองกรุงก็เดินไปนั่งรอท่าอยู่หลังพวงมาลัยแล้ว

“เป็นอะไรหรือเปล่าจุล”

“ถ้าเป็นแบบนี้รังไรคงจะมีความสุข ปล่อยเวลาให้น้องสาวของพี่นัสไว้กับความสุขบนยอดดอยชิดฟ้าดีกว่าครับ ถ้าเธอพร้อมเธอคงจะกลับไร่ชาของพี่ไปเอง” จุลน้ำเสียงเนือย ๆ บอกไม่ถูก

“ถ้าไม่กลับล่ะ”

“พี่นัสคงต้องกำหนดวันเองแล้วครับ ว่าจะให้เวลาน้องสาวของพี่อีกกี่วัน ในเมื่อเรารู้แล้วว่าเธออยู่ที่ไหน เธอปลอดภัยดี เธอมีรอยยิ้มที่สดใส คงไม่ต้องมีเรื่องน่าเป็นห่วง” จุลถอนใจออกมา

ตอนนี้เขาคงไม่รู้ตัวเลยว่ากิริยาท่าทางของเขาตอนนี้กำลังสื่ออะไรออกมา โสมนัสได้แต่ยืนยิ้มอยู่ข้างรถ แล้วสายตาเขาก็ไม่พลาดที่จะมองไปยังริมรั้วบ้านหลังสวยนั้น แล้วใครคนนั้นก็เดินออกมา

โสมนัสไม่รอช้ารีบปรี่เดินรี่กลับไปที่ริมรั้วและดึงสาวน้อยที่กำลังถือถุงขยะใบโตหย่อนลงถัง

“ว้าย”

“เงียบก่อน”

“พี่นัส”

“ใช่ ตามพี่มาก่อน” เขาดึงเธอมาที่รถด้วย แล้วต้องทำหน้าแปลกใจเมื่อเห็ฯจุลชายหนุ่มแปลกหน้าที่รังไรเคยพูดถึงนั่งหน้าบอกบุญไม่รับอยู่ในรถ

“อ้อ นี่จุลเป็นเพื่อนของรังไร” โสมนัสแนะนำเพราะเขาไม่รู้ว่าชบาฉายจะรู้จักมักคุ้นด้วย

“สวัสดีค่ะ” ชบาฉายทักทายก่อน จุลแค่ยิ้มตามมารยาทและพยักหน้าให้เท่านั้น ตอนนี้ดูสีหน้าเขาแล้วไม่พร้อมที่จะสนทนากับใครทั้งนั้น เขาเดินลงจากรถเมื่อชบาฉายขึ้นมานั่งพูดคุยกับโสมนัส
จุลเดินไปเดินมาและยืนเหม่อลอยอยู่ที่ริมถนนอีกฟากหนึ่ง เขาไม่อยากแม้จะหันกลับไปมองที่หน้าบ้านสวยเชิงเนินเขาหลังนั้นเลยด้วยซ้ำ

“เป็นอะไรไปนะเรา จู่ ๆ ก็เกิดเซ็งขึ้นมา” เขาบ่นและพร่ำถามตัวเอง

“ถ้าจะบ้าไปแล้ว ตอนนี้แม่มดตัวแสบก็สมประสงค์กับสิ่งที่เธอคิดแล้ว ลันนาต่างหากคือสิ่งที่เรียกว่าความสุขของเรา” จุลเดินเตะกรวดหินที่อยู่ริมฟุตบาท สายตาเขาเหม่อมองไปยังพระอาทิตย์ช่วงบ่ายแก่ที่สาดแสงลงมา แม้แสงจะแผดเผายังไง แต่ยังคงสู้ลมหนาวที่พัดโชยไม่ขาดสายบนยอดดอยนี้ไม่ได้ เขายืนกอดอกมองไปยังสุดขอบฟ้าเบื้องหน้า จนได้ระยะเวลาสักพักก็เห็นชบาฉายเดินกลับไปที่หน้าบ้าน แล้วเรื่องต่อไปที่เขาจะได้ยินจากโสมนัสคงไม่ใช่เรื่องราวความสุขของครอบครัวใหม่ระหว่างปวินท์กับรังไรหลอกนะ บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าถ้าชบาฉายกลับกรุงเทพฯ แล้ว อะไรจะเกิดขึ้นระหว่างปวินท์กับรังไร

“เป็นยังไงครับพี่” เขาถามสั้น ๆ ออกไป

“อยากฟังจริงหรือเปล่า” ดูเหมือนโสมนัสจะเข้าใจสถานการณ์บางอย่างได้ด้วยตัวเองแล้ว

เขายิ้มน้อย ๆ ออกมา “ขอผมขับรถกลับไร่ให้พี่แล้วกันครับ”

“ตามใจนะ ถ้าเหนื่อยก็บอก” โสมนัสพูดขำ ๆ ออกไป

“อาทิตย์หน้ารังไรจะส่งนายปวินท์กลับบ้าน แต่เรื่องที่มันแย่กว่านั้นคือ ปวินท์เขา....”

ถึงไม่อยากฟัง แต่พอเห็นสีหน้าของโสมนัสแล้วก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ บางทีกิริยาที่เขาแสดงออกมาตั้งแต่เจอตัวรังไร บางทีอาจจะเรียกว่าความเห็นแก่ตัวส่วนบุคคลก็ได้ ตอนนี้เขาควรจะคิดหาวิธีแก้ไขหรือช่วยแก้ปัญหาตรงหน้ากับโสมนัสมากกว่าปล่อยให้เรื่องผ่านไปแบบนี้

“พี่นัสครับ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

“ตอนพี่ฟังชบาฉายพูดพี่ก็อึ้งเหมือนกันนะ จุลรู้ไหมตอนนี้ ปวินท์เขา เขาความจำเสื่อม”

“ความจำเสื่อม เป็นไปได้ยังไง” เขาเบรกรถกระทันหัน

“เป็นไปแล้วหล่ะ”

“แล้วรังไร รังไรเป็นยังไงบ้าง” เขาถามออกมาด้วยความรู้สึกจากภายในจนลืมตัวว่าเขาเป็นแค่เพื่อนใหม่ของรังไรเท่านั้น

“ใจเย็นจุล” โสมนัสยิ้ม

“ตอนนี้รังไรไม่ได้เป็นอะไร เขาดูแลปวินท์และ รังไรบอกชบาฉายว่าขอเวลาสักสองอาทิตย์ที่ดูแลปวินท์น่ะ ส่วนชบาฉายพรุ่งนี้ก็กลับกรุงเทพฯแล้ว แล้วจุลล่ะจะกลับกรุงเทพฯเมื่อไหร่” โสมนัสย้อนถาม

เขาลืมเรื่องงานไปเสียสนิท

“กลับ ครับ พรุ่งนี้ผมมีประชุม”

“เลยมาเสียเวลากับเรื่องไร้สาระของน้องสาวตัวยุ่งเลย เฮ้อ เมื่อไหร่จะโตเลิกทำตัวให้เป็นห่วงสักทีนะ” โสมนัสบ่นอุบ แต่ตอนนี้ดูเขาสบายใจมากขึ้นแล้ว

“แล้วพี่จะทำยังไงต่อไป” จุลถามต่อ ดวงตาเขาจับจ้องไปยังถนน

“พอชบาฉายกลับวันรุ่งขึ้นพี่ก็มารับน้องสาวพี่กลับแล้วหล่ะ ใครจะปล่อยให้น้องสาวตัวเองอยู่กับคนอื่นสองต่อสอง” โสมนัสยิ้ม

“แต่พี่ปวินท์ไม่ใช่คนอื่น คือ ผมหมายถึงเขาเป็นเพื่อนสนิทกับพี่นี่ครับ”

“ก็จริงอยู่ แต่ไม่เหมาะนักหรอก อีกอย่างไม่ว่าปวินท์จะความจำดีหรือความจำเสื่อม เขาก็มีคู่หมั้นแล้ว คือ คุณพลอยพิณ” โสมนัสหาวหวอดใหญ่

“เปลี่ยนให้พี่ขับรถให้ไหม”

“ไม่เป็นไรครับ” จุลไม่ได้สักถามอะไรต่อ เพราะเขาเริ่มรู้สึกแล้วว่าเริ่มจะซอกแซกเรื่องคนอื่นมากเกินไป แค่ตอนนี้เขาอยากรู้เท่านั้นว่าปวินท์คิดอะไรอยู่ ยังรักรังไรอยู่หรือเปล่า เพราะความรู้สึกของรังไรเขาคงไม่ต้องรอคำตอบจากปากของเธอแล้วกระมัง


รังไรยืนล้างจานอยู่ในครัวอย่างเงียบ ๆ เธอมองออกไปนอกกระจกคืนนี้พระจันทร์เต็มดวงทีเดียว

“ไม่ได้เห็นพระจันทร์สวย ๆ แบบนี้มานานแล้ว” เธอเอ่ยออกมา มือก็สาละวนกับจานชามในอ่าง

“เขาบอกว่าถ้าคนเรามีความสุขมองอะไรก็สวยงาม” ปวินท์ใช้ไม้เท้าค้ำแขนเดินเข้ามาจากด้านหลังเธอ

“พี่ปวินท์ ทำไมไม่นั่งเข็นคะ เดินแบบนี้จะปวดไหล่นะคะ” เธอวางจานลงและรีบเดินมาประคองเขาไว้

“ไม่ต้องห่วงหรอก พี่แข็งแรงแล้ว อีกอย่างอยากจะออกกำลังกายบ้าง นี่ดีนะที่อากาศดีไม่อย่างนั้นคงจะเริ่มคันทะเยอแล้วหล่ะ” เขาหัวเราะเสียงใสออกมา

“ถ้าอย่างนั้นก็นั่งลงที่เก้าอี้ก่อนนะคะ เดี๋ยวรังไรล้างจานเสร็จแล้วเราออกไปนั่งเล่นหน้าบ้านกัน หรือว่าพี่อยากจะเข้านอนเร็วคะ” เธอหันไปถามเขา

“รังไร” เสียงนุ่ม ๆ แบบนี้ทำให้เธอหวั่นไหวทุกครั้ง

“มีอะไรคะ” เธอไม่ได้หันตามเสียงนั้น

“รังไรมีความสุขมากหรือเปล่ากับการที่ได้ดูแลพี่ตอนนี้” เขาถามออกไปพร้อมกับรอยยิ้ม

เธอวางจานชามจัดเข้าที่เรียบร้อยและเช็ดมือด้วยผ้าผืนนุ่มจะแห้งดี รังไรเดินมานั่งที่เก้าอี้อีกตัวข้าง ๆ เขา

“รังไรมีความสุขดีค่ะ แต่รังไรแค่อยากรู้ว่าพี่ปวินท์รู้สึกอย่างไรบ้าง แล้วบางชั่วขณะความทรงจำของพี่มันแว่บเข้ามาในความทรงจำของพี่บ้างหรือเปล่า” ทุกครั้งที่พูดเรื่องนี้ออกไปรังไรมักจะตีหน้าเศร้าทุกครั้ง

“ความทรงจำหรือ พี่ว่าถ้าความทรงจำในอดีตหรือเรื่องเก่า ๆ กลับมาอีกครั้งทุกอย่างมันต้องเป็นความทรงจำที่แสนดีระหว่างเราสองคนเสมอ รังไรในสมัยเด็กต้องเป็นคนน่ารัก และพี่คงจะรักรังไรมาก เพราะชบาบอกว่าเราสองคนรักกั้นตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ ระยะเวลายาวนานขนาดนั้นพี่ไม่อยากให้มันผ่านเลยไปเฉย ๆ ได้หรอก” ปวินท์ยิ้มและจับมือทั้งสองข้างเธอไว้

รังไรเอียงศีรษะซบลงที่ไหล่ของเขา “รังไรมีความสุขมากที่ได้อยู่กับพี่ปวินท์ค่ะ”


พลอยพิณวางช้อนส้อมลงบนจานอาหารที่รับประทานแล้วอย่างเรียบร้อย วันนี้เธอและครอบครัวมารับประทานอาหารร่วมกับครอบครัวของปวินท์กันอย่างพร้อมหน้าเพื่อปรึกษาหารือเรื่องการหายตัวไปของปวินท์ด้วย

“หนูพลอย ตกลงหนูจะจ้างนักสืบหรือเปล่า” พ่อของปวินท์ถาม

“คงไม่หรอกค่ะ แต่พลอยได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่าให้ตามหาจะดีกว่าไม่อยากให้เอิกเริกนัก อีกอย่างตอนนี้โสมนัสเพื่อนของปวินท์ก็กำลังตามหาให้อยู่ค่ะ” พลอยพิณหน้านิ่งเธอซ่อนความรู้สึกบางอย่างไว้ในใจ

“แล้วจะตามหากันเจอเมื่อไหร่” แม่ของเขาอดห่วงไม่ได้

“ไม่ต้องเป็นห่วงนะ ผมให้เพื่อนที่เป็นนายตำรวจใหญ่ในภาคเหนือส่งลูกน้องช่วยกันตามแล้ว ไม่นานคงพบตัว” พ่อของพลอยพิณสนับสนุนอีกแรง

“แล้วเรื่องงานล่ะพลอย พ่อไม่ได้เข้าไปดูงานโฆษณาของวินท์เขาเลย ไม่รู้ว่าดำเนินการไปถึงไหนแล้ว” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้นมา

“ตอนนี้ได้น้องจุลมาดูแลงานด้านนี้ให้ค่ะไม่ต้องเป็นห่วงนะคะ อ้อ น้องจุลเป็นเพื่อนกับคุณพ่อของพลอยค่ะ คุณพ่อคะจุลเป็นลูกชายของคุณอาชุณห์ยังไงคะ จุลน่ะเป็นน้องชายของตุลย์นะคะ คุณพ่อจำได้ไหม” พลอยพิณหันไปถามพ่อของเธอ

“อ้อจำได้ เขากลับจากต่างประเทศแล้วหรือ”

“ค่ะ กลับมาได้สักพัก วินท์เลยชวนมาทำงานด้วยเลยค่ะ” พลอยพิณกล่าวถึงเขาด้วยน้ำเสียงแห่งการชื่นชม

“ถ้าอย่างนั้นก็หมดห่วงไปที ส่วนงานด้านอื่นก็ให้พี่ชายกับพี่สาวของวินท์เขาดูแลต่อ ยังไงงานด้านโฆษณาที่วินท์เขาดูแลก็ฝากหนูพลอยช่วยดูให้อีกทีนะ”

“ค่ะคุณลุง”


คืนนั้นพลอยพิณกลับมานั่งคิดทบทวนถึงเรื่องอุบัติเหตุ ตอนนั้นทุกอย่างมันอื้ออืงไปหมด สิ่งที่เธอและปวินท์พูดคุยกันนั้นมันคือความจริงใช่ไหม

“พลอยผมมีอะไรจะบอกคุณ”

“อะไรคะ” เธอนั่งพิงไหล่ของเขา ขณะที่เขากำลังขับรถพาเธอไปเที่ยวบนดอยชิดฟ้า

“บางทีการที่เราสองคนได้มาหมั้นหมายกันเพราะว่าผู้ใหญ่เป็นคนจัดการให้ ตอนนั้นผมก็ไม่รู้ว่าพลอยเต็มใจหรือเปล่า” ปวินท์เอ่ยมาอย่างเย็นชา

เธอกลับมานั่งตัวตรงและมองหน้าเขาที่ไม่ได้หันมาสนใจสีหน้าเธอในตอนนี้

“พลอยเต็มใจและยินดีนะคะ พลอยไม่คิดว่าเรื่องนี้จะเป็นการคลุมถุงชนด้วยซ้ำ ถ้าพลอยตกลงแต่งงานกับตุลย์ซิคะนั่นเรียกว่าคลุมถุงชน” เธอเอ่ยอย่างเศร้าใจ เพราะตอนนั้นที่แม่ของเธอแนะนำให้ได้รู้จักกับตุลย์ เพื่อจะได้เป็นคู่หมายกัน ตุลย์ก็ตัดสินใจบินไปเรียนต่อต่างประเทศโดยไม่บอกกล่าวครอบครัวของเธอเลยสักนิด พลอยพิณรู้สึกเสียหน้าไม่ใช่น้อยที่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น แต่พอได้พบกับปวินท์เธอแน่ใจว่าครอบครัวของเธอเลือกผู้นำชีวิตให้เธอไม่ผิดแน่

“แล้วคุณล่ะวินท์รู้สึกยังไง”

“ผม... บางทีตอนนั้นผม คือ..” เขาอึกอักเล็กน้อย

“มีอะไรก็ว่ามาซิคะ”

“เราสองคน เราเลิกกันเถอะนะ” ปวินท์พูดโพล่งออกไป

“อะไรนะ ล้อเล่นหรือเปล่า” เธอไม่แน่ใจหูตัวเอง บางทีการขับรถขึ้นที่สูงอาจจะทำให้ความสามารถในการรับฟังขัดข้อง

“นี่ วินท์พูดเล่นหรือเปล่าคะ” เธอหันไปนั่งกอดอกและมองออกไปนอกกระจกรถที่มีแต่หมอกเต็มถนนไปหมด

ปวินท์ถอนใจออกมา “ผมพูดจริง ๆ”

พลอยพิณไม่พูดอะไรตอบ เธอนั่งนิ่งปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา

“พลอยอย่าโกรธผมเลยนะ บางทีถ้าเราแต่งงานกันไป สักวันเราก็ต้องทะเลาะกันอยู่ดี”

“แต่ที่ผ่านมาเราสองคนไม่เคยทะเลาะกันเลยนี่คะ”

“เพราะผมยอมคุณ”

“ยอมหรือคะ” เธอเริ่มขึ้นเสียงใส่เขา

“วันนี้เราอย่าพูดเรื่องนี้กันอีกเลย” พลอยสะบัดหน้าใส่เขา

“วันไหนผมก็ต้องพูด ผมว่าเราสองคนไม่เหมาะกันหรอก” เหมือนกับเขาเริ่มทนกับการยอมมานานแล้ว เขาระเบิดเสียงออกมาจนพลอยพิณตกใจ

“วินท์ ปกติวินท์ไม่เคยใช้น้ำเสียงแบบนี้กับพลอยนะคะ”

“ใช่ผมเป็นคนแบบนี้”

“ทำไมต้องโกรธด้วย” เธอถามเขาพร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพลูมากกว่าเดิม

“เหตุผลอะไรที่เราเลิกกัน เราไม่เหมาะสม เราไม่เข้ากัน เรา..เรา.. พลอยไม่ดีตรงไหน”

“ผมมีคนอื่นแล้ว ผมรักคนอื่นแล้ว” เขาหันมาตะคอกใส่เธอ

“ไม่จริง ไม่จริง” เธอทุบไปที่ไหล่เขาไม่ยอมหยุด

“พลอยผมขับรถอยู่นะ พลอยปล่อย” เขาตะโกนลั่นเมื่อพลอยพิณโกรธจัดจนบีบแขนเขาไว้แน่น เนื้อตัวเกร็ง น้ำตานองหน้า เขามัวแต่ตกใจกับปฏิกิริยาของพลอยหันมาอีกทีก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังจะเปิดประตูลงจากรถ พลอยพิณได้แต่ตะโกนออกไปว่า “ระวัง”

แล้วทุกอย่างตอนนั้นก็มืดมิด แต่ประสาทหูยังรับรู้ เสียงของปวินท์ตะโกนบอกเธอว่าให้ออกไปจากรถ ออกไปจากรถ พลอยผมขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ แล้วทุกอย่างก็เงียบลงไป

มาถึงตอนนี้พลอยพิณได้แต่สะบัดหน้าไปมาเหมือนกับว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมานั้นเป็นภาพฝันร้ายในชั่วข้ามคืน แต่ถึงตอนนี้ทุกคนยังหาตัวปวินท์ไม่พบ

“ได้โปรดเถอะคะปวินท์ ตอนนี้คุณอยู่ไหน พลอยเป็นห่วงวินท์มากนะคะ กลับมานะคะวินท์ คุณจะไม่รักพลอย พลอยก็จะไม่ว่าอะไรคุณสักคำ ขอเพียงแค่ให้คุณปลอดภัยก็พอแล้ว”




Create Date : 15 สิงหาคม 2555
Last Update : 15 สิงหาคม 2555 14:12:10 น. 0 comments
Counter : 869 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.