Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 
รังไรลวงรัก รังที่ 16



รังไรลวงรัก
รังที่ 16

รังที่ 16


เสียงไก่ต๊อกห้าหกตัวที่วิ่งเล่นอยู่ไม่ไกลจากบ้านหลังใหญ่นี้แข่งกันส่งเสียงตั้งแต่ตีห้ากว่า ๆ จุลค่อย ๆ งัวเงียตื่นขึ้นมา มือคว้าโทรศัพท์ดูที่หน้าจอ

“เราตื่นเช้าไปหรือเปล่า” เขาลุกยืนข้างเตียงพร้อมบิดขี้เกียจ มือพกโทรศัพท์ออกมายืนหน้าระเบียงพร้อมกดโทรศัพท์หารังไร เผื่อว่าตอนนี้เธอจะเปิดรับสายแล้ว

“จุลตื่นแต่เช้าเลย” เสียงทักทายจากโสมนัส ตอนนี้เขาวสวมชุดพร้อมสำหรับดูไร่ชาของเขา

“พี่นัสไปดูไร่แต่เช้าเชียวครับ ให้ผมไปดูด้วยคนได้ไหม”

โสมนัสเดินมานั่งที่เก้าอี้ไม้พร้อมเหยียดขาคลายความเมื่อย

“ก็ไม่รู้ว่าอยากจะไปจะได้ปลุกแต่เช้า นี่พี่ไปตรวจไร่มาเรียบร้อยแล้ว ก็รอเราอาบน้ำแต่งตัวเสร็จจะพาไปหาอะไรอร่อย ๆ กินในเมืองแล้วก็ไปดอยชิดฟ้ากัน” โสมนัสร่ายยาว

“พี่ไปตรวจงานมาแล้ว ผมนี่ติดนิสัยคนเมืองจริง ๆ ปกติผมยังไม่ตื่นนอนหรอกนะครับ แต่คงเป็นเพราะเจ้าไก่น้อยโน้นครับ มันเรียกผม” จุลยิ้มเขิน ๆ

“ฮ่า ๆ ๆ อย่างนี้หล่ะ ลองมาใช้ชีวิตที่นี่บ่อย ๆ จุลจะเบื่อชีวิตคนเมืองไปเลยหล่ะ คนที่นี่ตื่นนอนแต่เช้ามืด เขาเลยเข้านอนกันเร็ว เลยมีลูกหลานกันเยอะ คนเมืองตื่นเช้ากลับดึก ถึงบ้านก็เพลีย เพราะเดินทางรถติด แถมยังสูดควันพิษเข้าไปอีก” โสมนัสพูดอย่างอารมณ์ดี

“จริงด้วยครับ ผมก็คิดแบบนั้น ถึงเราจะพยายามลดโลกร้อน หรือช่วยประหยัดพลังงานในเมืองยังไง ก็ยากอยู่ดี เพราะรถมีมากเกินไป” จุลนั่งลงที่เก้าอี้ข้าง ๆ เขาได้ยินเสียงถอนใจจากโสมนัส

“พี่นัส เป็นอะไรหรือเปล่าครับ”

“ก็เป็นห่วงรังไร จนตอนนี้ยังติดต่อไม่ได้เลย แถม ชบาฉายก็เงียบไปปิดเครื่องเงียบเหมือนกันหมด” โสมนัสส่ายหน้า

“ปกติรังไรเป็นเด็กดีไม่ใช่หรือครับ”

“ใช่ รังไรเป็นเด็กดี แต่ตั้งแต่กลับมาจากกรุงเทพฯ รอบนี้ รังไรเอาแต่เก็บตัว ทำงาน แล้วก็ทำงาน ไม่ได้ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ไอ้เราจะซักไซร้มากก็ไม่ดี เห็นว่าเขาโตแล้ว” โสมนัสลุกขึ้นยืนพร้อมส่ายหน้า

“เราต้องตามเธอพบแน่ครับ”

“ขออย่าให้เกิดอุบัติเหตุอะไรก็แล้วกัน ยิ่งช่วงนี้หมอกเริ่มลงจัดแล้วด้วย อ้อจุลก็ไปเตรียมตัวแล้วกันแล้วมาเจอกันที่หน้าระเบียงนะ”

“ครับพี่นัส” จุลถอนใจด้วยอีกคน หัวใจพลานนึกไปถึงรังไรตัวแสบ


รังไรให้ปวินท์กอดคอของเธอเพื่อเป็นหลักขณะที่เขาค่อย ๆ ลงนั่งบนรถเข็นผู้ป่วย ตั้งแต่เช้ามืดของวันนี้ปวินท์ฟื้นขึ้นมาในสภาพปกติแล้วแต่เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ พยาบาลพยายามถามชื่อเขาแต่เขาก็ไม่ได้พูดตอบอะไรออกไป

“คุณหมอคะ คนไข้จะเป็นอะไรมากไหมคะ” รังไรถามหมอที่ตรวจอาการเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว

“สามีคุณปลอดภัยดีทุกอย่าง แต่ที่เขาเงียบเพราะว่าอาจจะอยู่ในสภาวะจิตตก หรือตกใจมากจนช็อคไป แต่อีกสักครึ่งชั่วโมงจะมีเจ้าหน้าที่มารับไปตรวจสมองอีกรอบนะครับ” หมอเดินออกจากห้องไปแล้ว

“พี่ปวินท์คะ อยากไปสูดอากาศนอกห้องไหมคะ”

เขาพยักหน้า สายตาไร้จุดหมาย

“ไปนะคะ” รังไรฝืนยิ้มออกมา เพราะเธอก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ปวินท์คิดอะไรอยู่ หรือว่าเขาเบื่อที่ตกอยู่ในสภาพนี้แล้ว แต่ทำไมเขาไม่โวยวายอะไรออกมาบ้าง

“อ้าวชบาฉายไปไหนมา” เธอหยุดทักเพื่อนเธอขณะที่กำลังเข็นรถของปวินท์ไปยังสนามหญ้าหน้าโรงพยาบาล

“อ่ะดูซะ” ชบาฉายยื่นหนังสือพิมพ์ให้กับรังไรรับไว้ดู

“ขี้เกียจอ่าน” เธอไม่เปิดหนังสือดูด้วยซ้ำ

“เอามานี่” ชบาฉายเปิดหน้าสังคม ภาพนั้นคือภาพของพลอยพิณที่นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว แถมยังมีภาพของปวินท์หนุ่มนักธุรกิจที่หายตัวไปหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ถ้าใครพบตัวจะมีเงินรางวัลให้

“ชบาฉายหยุดพูดสักที” รังไรแทบไม่อยากรับฟังอะไรทั้งนั้น

“รังไรนี่คือความจริงนะ เลิกหลอกตัวเองว่าพี่ปวินท์เป็นสามีเธอสักที ถ้าเธอคิดแต่เรื่องของตัวเองแสดงว่าเธอไม่ได้รักพี่ปวินท์จริง ๆ หลอก เธอดูสภาพเขาตอนนี้ซิ นั่งนิ่งอย่างกับคนไร้ความรู้สึก แล้วสิ่งที่เธอให้กับเขาตอนนี้เขาจะรับรู้ได้ยังไงว่าเธอรักและห่วงเขาขนาดไหน อ้อที่สำคัญคุณพลอยพิณกับพี่ปวินท์ก็เป็นคู่หมั้นที่ชาวบ้านเขารับรู้กันทั่ว ถ้าเธอจะทำแบบนี้ต่อ เห็นทีเราสองคนคงคบกันไม่ได้” ชบาฉายสาดเสียงดุใส่เธอ

“ชบาฉายอย่าทิ้งฉันเลยนะ” รังไรวิ่งมาเกาะแขนเพื่อนคนเดียวของเธอในตอนนี้

“จะทำยังไงต่อไปรังไร”

“ขอแค่ตรวจอาการให้แน่นอนก่อน ถ้าเขาดีขึ้น ฉันขอแค่ระยะเวลาสั้น ๆ ไม่ซิ ถ้าเขาไม่ดีขึ้นฉันจะส่งเขากลับกรุงเทพฯ เพื่อรักษาตัว แต่วันนี้ตอนนี้ ขอให้ฉันได้ใกล้ชิดและดูแลพี่ปวินท์ก่อนจะได้ไหม ถึงแม้ว่าเขาจะไม่รับรู้เลยสักนิดก็ตาม” เสียงเธอกึ่งอ้อนและเสียใจในเวลาเดียวกัน

“ถ้าทำตามที่บอกได้ ฉันจะช่วยเธอ แต่ถ้าไม่ เราสองคนจบกัน”

“ปวดหัว” เสียงแผ่วเบาจากริมฝีปากของปวินท์

“ปวดหัว” เขาเกร็งมือแน่นกุมขมับทั้งสองข้างไว้

“รังไรดูพี่ปวินท์ซิ” ชบาฉายหันมาเห็นพอดี

“พี่ปวินท์ พี่เป็นอะไรคะ เข้าด้านในกันนะคะ พยาบาล ๆ” รังไรตะโกนเรียกหาพยาบาลผู้ดูแล แล้วปวินท์ก็เลยถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินอีกครั้ง

รังไรเดินไปเดินมาอยู่หน้าห้อง ผุดลุกผุดนั่งอยู่หลายหน ชบาฉายดึงเพื่อนรักมากอดไว้

“รังไร พี่ปวินท์ไม่เป็นอะไรหรอกนะ เอาเป็นว่าไม่ว่าเธอจะทำอะไรฉันจะช่วยเธอแล้วกัน บอกตรง ๆ สงสารเธอมากเลยรู้หรือเปล่า” ชบาฉายปาดน้ำตาสองข้างแก้มของเพื่อน

“ฉันรู้ว่าทุกอย่างมันผิด แต่...”

“ไม่ต้องพูดแล้ว” ชบาฉายฉันกอดเธอไว้ต่อ

“คุณพยาบาล”

“คนไข้อาการดีขึ้นแล้วนะคะ ที่ปวดศีรษะเพราะว่ามีผลกระทบกับสายตานิดหน่อย เลือดคลั่งในสมองก็ไม่มี การตรวจสมองทุกอย่างผ่านไปด้วยดี ยังไงคนไข้จะถูกส่งตัวไปพักที่ห้องธรรดาได้แล้วนะคะ ตอนนี้คุณสองคนไปพักก่อนก็ได้ค่ะ บ่าย ๆ คนไข้จะกลับไปที่ห้องค่ะ” พยาบาลแจ้งเสร็จก็เดินจากไป

“ตอนนี้เข้าเยี่ยมไม่ได้ซินะ” รังไรเสียงเศร้า

“นี่ก็เที่ยงกว่าแล้วไปหาอะไรหม่ำกันดีกว่านะ” ชบาฉายชวนเธอ

รังไรแค่เพียงดื่มน้ำเข้าไปนิดหน่อย ข้าวก็เขี่ยไปมาสองสามคำเท่านั้นเอง

“ถ้าไม่กินอะไรซะบ้าง เธอจะไม่มีแรงปรนนิบัติพี่ปวินท์ของเธอนะ”

“ก็อดเป็นห่วงไม่ได้” รังไรยิ้มเศร้า ๆ ออกมา

“เอาน่า เพิ่มพลังให้ตัวเองก่อนนะ แล้วฉันจะช่วยเธอเองนะ” ชบาฉายพยายามพูดปลอบใจเพื่อน เพราะไม่อย่างนั้น รังไรต้องดูซูบซุดมากกว่าเดิมแน่นอน

ขณะที่ทั้งสองสาวกำลังจะเดินกลับไปยังห้องพักของปวินท์ ชบาฉายต้องรีบดึงมือรังไรให้หลบอยู่ตรงซอกบันไดหนีไฟ

“มีอะไร” รังไรทำหน้าสงสัย

“โน้นมองไปนั่น พี่ชายของเธอใช่ไหม มากับใครก็ไม่รู้ เขาต้องมาตามหาพี่ปวินท์แน่เลย” ชบาฉายชี้มือแล้วก็รีบหลบเข้าหลังกำแพง รังไร ค่อย ๆ โผล่หน้าออกไปดูแล้วหน้าต้องถอดสี

“พี่นัส จุล”

“อีกคนเป็นใครเพื่อนพี่นัสเหรอ หรือว่าตำรวจ” ชบาฉายรู้สึกตื่นเต้นมาก

“คุณจุลเป็นเพื่อนฉันเอง ชายแปลกหน้าที่เคยเล่าให้เธอฟังยังไงล่ะ”

“จริงเหรอ หล่อมากเลย เราสองคนรีบไปหาเขากันเถอะ” ชบาฉายฉุดมือเธอให้ออกจากหลังกำแพง

“ไม่ได้ อย่าเพิ่งให้พี่นัสรู้เลยนะ” รังไรกล้า ๆ กลัว ๆ

“รังไร ไม่คิดหรือไงว่าบางทีพี่นัสอาจจะไม่ได้ตามหาพี่ปวินท์ แต่กำลังตามหาเธออยู่ก็เป็นได้นะ เธอเล่นไม่ติดต่อกลับพี่นัสตั้งสองสามวันแล้วนะ” ชบาฉายเริ่มเป็นห่วง

“ก็จริง แต่ถ้าพี่นัสรู้ เขาต้องเอาตัวพี่ปวินท์กลับไปแน่ ๆ เลย”

“งั้นเราสองคนต้องซ่อนตัวตรงนี้นานเท่าไหร่นะ”

“ทำไมไม่มีชื่อนะ นี่เราสองคนหาจนทั่วเมืองแล้วนะ นี่ก็เป็นโรงพยาบาลสุดท้ายในส่วนที่ใกล้ดอยชิดฟ้าแล้วนะ สงสัยคืนนี้เราต้องหาที่พักแถวนี้พักแล้วพรุ่งนี้ค่อยขับรถหาตามคลีนิคเล็ก ๆ” โสมนัสบ่นไปเดินไป

“พี่นัสครับ ทำไมพี่นัสมั่นใจว่าคนที่ช่วยเหลือพี่ปวินท์จะเป็นรังไรล่ะครับ” เขาหยุดยืนคุยกันตรงหน้ากำแพงที่ทั้งสองสาวหลบอยู่

“พี่ว่า พี่รู้จักนิสัยรังไรดีนะ ยิ่งตอนนี้รังไรเหมือนจะมีปฏิกิริยาบางอย่างที่บอกพี่ว่าเขาไม่ยอมปล่อยปวินท์ไปน่ะซิ ถ้าเรื่องนี้รังไรไม่เกี่ยวข้องเธอต้องเปิดโทรศัพท์แล้ว นี่ทั้งสองสาวปิดเครื่องทั้งสองคนมันไม่น่าแปลกเหรอจุล” โสมนัสตีหน้าเครียด

“พี่ไม่คิดว่าคุณรังไรจะได้รับอุบัติเหตุบ้างหรือครับ”

“ไม่หรอก แต่เราก็ถามหาชื่อรังไรมาหลายที่แล้วนี่ เอาไงดีล่ะจุล ว่าแต่จะเสียเวลางานคุณหรือเปล่า” โสมนัสหันไปถาม

“ไม่หรอกครับ ผมเป็นห่วงรังไรมากกว่า” จุลยิ้ม

รังไรแอบเห็นรอยยิ้มของเขาแล้ว เธอเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เธอรู้สึกว่ารอยยิ้มและคำพูดห่วงใยของเขาตอนนี้ทำไมมันทำให้ความรู้สึกในหัวใจฉุ่มฉ่ำอย่างบอกไม่ถูก เธอมองตามหลังชายหนุ่มทั้งสองคนที่ห่วงหาเธอ ทำให้เธอมีพลังขึ้นมากกว่าเดิม

“รังไรรู้อะไรไหม ตอนนี้ฉันเริ่มเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับความรัก” ชบาฉายยิ้ม

“อะไรล่ะ” รังไรเดินตามชบาฉายออกมาจากหลังกำแพงนั้น

“ถ้าการที่เราได้อยู่กับใครบางคนแล้วทำให้เราเสียน้ำตาได้ตลอด บางทีคนนั้นอาจจะไม่ใช่สำหรับเรา แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นใครบางคนแค่คำพูดเล็ก ๆ ที่ทำให้เรายิ้มได้บางทีคนนั้นอาจจะใช่สำหรับเรานะ” ชบาฉายเผลอหัวเราะออกมา เพราะตอนนี้สายตาของเพื่อนรักไม่มองหรือฟังเธอเลยสักนิด แต่กลับส่งสายตาไปยังลานจอดรถนั้น

“จะตามไป ฉันว่าน่าจะทันนะ”

“รังไร”

“หา เรียกทำไมเหรอ” รังไรสะดุ้งโหยง ตอนนี้หัวใจเธอเหม่อลอยอย่างบอกไม่ถูก อีกใจอยากจะเรียกหาจุลเพื่อระบายความในใจทั้งหมด แต่คงไม่ใช่เวลานี้

“ชบาฝากขึ้นไปดูพี่วินท์ให้หน่อยได้ไหม เดี๋ยวฉันตามขึ้นไป”

“ได้เลยจ้ะ”

รังไรเดินออกไปเดินเล่นในสวนหย่อม ชบาฉายไม่รู้ว่าตอนนี้ในใจของรังไรกำลังคิดถึงอะไรอยู่ เธอแอบมองเพื่อนรักอยู่สักพักก็เดินขึ้นไปบนห้อง ตอนนี้เธอเห็นปวินท์ยืนมองอะไรบางอย่างอยู่ริมระเบียง

“พี่ปวินท์คะ ขาเข้าเฝือกอยู่ยืนนานไม่ดีนะคะ” เธอค่อย ๆ พูดเบา ๆ เพราะกลัวเขาตกใจ

ชายหนุ่มตรงระเบียงหันมายิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้เขาใช้ไม้ค้ำยันพยุงตัวเองกลับไปนอนที่เตียง ชบาฉายเลยถือโอกาสเดินไปจะปิดประตูระเบียง แต่ก็ต้องขอแอบมองหน่อยว่าเบื้องล่างของห้องนี้มองเห็นอะไรที่ทำให้เขาต้องมองเป็นนานสองนาน

“รังไร” ใช่จริง ๆ มองเห็นสวนหย่อมและตอนนี้รังไรยังคงเดินวนไปวนมาเหมือนใช้ความคิดอะไรบางอย่าง

“หายปวดศีรษะหรือยังคะ”

เขาพยักหน้า

“เมื่อไหร่ผมจะออกจากโรงพยาบาลได้” เขาส่งเสียงนุ่มกลับมา

“ไม่ทราบค่ะ ไว้ให้รังไรไปคุยกับหมอก่อนนะคะ”

“รังไรหรือครับ”

“ค่ะ”

“รังไรเป็นห่วงพี่ปวินท์มากเลยนะคะ เธอแทบจะไม่เป็นอันกินอันนอนตั้งแต่พี่ปวินท์เกิดอุบัติเหตุ ตอนนี้พี่มีอาการดีขึ้นรังไรคงจะดีใจมาก”

“รังไรหรือครับ” เขาพูดแค่นั้น

ชบาฉายเริ่มรู้สึกแปลก ๆ หรือว่าเขาไม่อยากพูดมากเพราะไม่รู้จักเธอมาก่อน คงไม่น่ามีอะไรแปลกประหลาดเกิดขึ้นแน่นอน

“ขอน้ำดื่มสักหน่อยได้ไหมครับ”

“ค่ะ ค่ะ” ชบาฉายปฏิบัติตามโดยดี

คำพูดแสนอบอุ่นและรอยยิ้มแบบนี้ซินะที่รังไรถึงได้หลงชายหนุ่มคนนี้เสียจนลืมสติไป จะทำไงดีในเมื่อชายหนุ่มตรงหน้าตอนนี้ไม่ได้มีอะไรที่จะหวนกลับมาเป็นคนรักของรังไรได้อีก ผิดเสียแต่นายจุลชายแปลกหน้าที่รังไรเคยเล่าให้ฟัง พ่อหนุ่มคนนั้นดูจะมีภาษีดีกว่า เขาดูห่วงใยรังไรจนออกนอกหน้านอกตาด้วยซ้ำ ทำไมรังไรถึงไม่เลือกรักคนที่รักเรานะ


รังไรเปิดเครื่องรับโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เธอส่งข้อความยาวออกไปยังอีเมลล์ของจุล ชายแปลกหน้าและคนที่พร้อมจะรับฟังปัญหาทุกข์ใจของเธอ

“คุณจุลคะ จำได้ไหม คุณเคยถามฉันในวันที่เราตกลงเป็นคนรักกันหนึ่งวัน เย็นวันนั้นคุณถามฉันว่าถ้าจะเปรียบความรักกับของใช้ส่วนตัวเราสองคนนึกถึงอะไร คุณบอกฉันว่า ความรักของคุณเหมือนกับนาฬิกาข้อมือ เพราะมันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ คุณบอกว่าคนรักของคุณเหมือนเข็มนาฬิกา ที่คุณอยากจะมองทุกก้าวของจังหวะชีวิตของเธอ ไม่ว่าเธอจะสุขหรือทุกข์คุณขอแค่มองและช่วยเหลืออยู่ห่าง ๆ แต่สำหรับฉันตอนนั้นฉันหัวเราะใส่คุณ แล้วก็ตอบออกไปว่าความรักของฉันเหมือนกับกระเป๋าเป้ เป้ที่สามารถจะอยู่บนหลังของฉันไปในทุกที่และหอบของไปได้เยอะ ๆ คุณหัวเราะออกมา ตอนนั้นฉันโมโหนิดหน่อย แต่ฉันเริ่มจะเข้าใจอะไรได้แล้วในตอนนี้ฉันจะบอกความหมายของมันให้คุณรับรู้ เป้ใบนั้นบางทีมันอาจจะเหมือนใครบางคนที่คอยรับและเก็บทั้งเรี่องทุกข์และเรื่องสุขของฉันไว้ได้ตลอดเวลา ตอนนี้ฉันอยากแบ่งปันความทุกข์ใส่เป้ใบนั้นจังเลย ขอบคุณที่ห่วงใย ถ้าทุกอย่างลงตัวฉันจะติดต่อกลับไป” รังไร เธอลงชื่อและจบจดหมายอีเลกทรอนิกส์เพียงเท่านั้น เธอส่งจดหมายฉบับนั้นเรียบร้อยพร้อมกับปิดเครื่องรับโทรศัพท์ลงทันที


“หมายความว่ายังไง” จุลพูดโพล่งออกมาขณะที่โสมนัสเลี้ยวรถเข้าจอดรถ

“หมายถึงอะไรจุล”

“เปล่าครับ” เขาเปิดประตูลงจากรถแล้วเดินหอบกระเป๋าตามโสมนัสไป โรงแรมที่พักอยู่ใกล้ ๆ กับดอยชิดฟ้ามองไปเห็นบรรยากาศสวยงาม อากาศบริเวณแถวนี้ก็สดชื่นมาก ยังคงมองเห็นหมอกลอยคว้างบนท้องฟ้าแม้จะเป็นเวลาบ่ายนิด ๆ ก็ตาม

“สวยใช่ไหมล่ะ ชบาฉายเขาแอบมาพักใจแถวนี้ แต่เขาไม่ได้พักโรงแรมหลอกเห็นบอกว่ามีเพื่อนมาปลูกบ้านทิ้งไว้แถว ๆ ตีนดอยพรุ่งนี้เราสองคนค่อยขับรถไปต่อดีกว่า วันนี้พักก่อนแล้วกัน” โสมนัสพูดจบก็โทรศัพท์กลับไปถามงานที่ไร่

จุลเดินออกมานั่งเล่นหน้าโรงแรม ผู้คนเริ่มบางตาเพราะเป็นวันธรรมดาหลาย ๆ คนกำลังทยอยเดินทางกลับออกจากโรงแรม

“รังไรปิดเครื่องทำไม ตอนนี้คุณกำลังทุกข์ใจมากอยู่หรือเปล่า ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง อย่างน้อยผมน่าจะเป็นคนหนึ่งที่คุณไว้ใจนะ คำนิยามรักสำหรับคนรักกันแค่เพียงหนึ่งวันมีความหมายสำหรับหัวใจคุณด้วยใช่ไหม บางทีมันก็เหงาเหมือนกันนะที่ไม่ได้พูดคุยกับคุณเสียหลายวัน จนตอนนี้ผมเริ่มจะสับสนในความรู้สึกตัวเองแล้วซิ ว่าตกลงแล้วผมกำลังคิดอะไรกับคุณอยู่หรือเปล่า ฮ่า ๆ ผมนี่เพ้อเจ้อนะในเวลาคับขันแบบนี้ยังเขียนเรื่องอะไรก็ไม่รู้ รังไรได้โปรดติดต่อกลับหาผม หรือพี่นัสก็ได้นะ ทุกคนเป็นห่วงคุณมาก ยังไงอย่าลืมดูแลตัวเองนะ” จุลลงชื่อและส่งจดหมายอีเลคทรอนิกส์กลับไป

“จุล”

รังไรเปิดคอมพิวเตอร์ขึ้นมาเพื่อเช็คเมลล์งานก็รีบเปิดเมื่อได้รับอีเมลล์ตอบกลับจากจุล รังไรนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวอักษรที่แฝงไว้ด้วยข้อความให้กำลังใจ เธอเลือกที่จะไม่ตอบกลับไปเพราะถ้ายิ่งตอบจดหมายกลับไปมันไม่ดีนักสำหรับความรู้สึกบางอย่างในหัวใจของเธอในตอนนี้ เธอนั่งทำงานทางหน้าจอสี่เหลี่ยมสักพักก็เดินไปยืนมองปวินท์ที่นอนหลับสนิท เธอจับมือของเขาขึ้นมาแนบแก้มของเธอไว้

“พี่ปวินท์คะ พรุ่งนี้จะได้กลับบ้านแล้วนะคะ ทำไมพี่ไม่พูดอะไรออกมาสักคำ”

“รังไร” เสียงแหบพร่าดังขึ้น น้ำตาเธอไหลออกมาแบบไม่ทันตั้งตัว

“พี่ปวินท์ พี่ฟื้นเป็นปกติแล้ว รังไรจะเรียกหมอนะคะ” เธอดีใจมาก แต่เขากำมือของเธอไว้แน่น

“พี่ปวดหัวหรือคะ” รังไรถามกลับไป แต่เขาส่ายหน้า

“รังไร คุณชื่อรังไร หรือครับ” ปวินท์มองหน้าเธอ

“พี่ปวินท์อย่าล้อเล่นซิคะ” เธอเริ่มไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง คำทักทายแปลก ๆ

“เพื่อนคุณบอกว่า คุณชื่อรังไร” ปวินท์ยังพูดต่อ

รังไรพยายามมองแววตาของปวินท์ ทุกอย่างคือแววตาของปวินท์ แววตาอบอุ่นแบบนี้ที่คอยส่งถึงเธอ แต่ทำไม ทำไม

“รังไร ผมปวินท์หรือครับ”

รังไรได้แต่ยืนร้องไห้ออกมาไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ ปวินท์จับมือเธอไว้แน่น และเรียกแต่ชื่อเธออยู่แบบนั้น

“รังไร รังไร รังไร” เสียงเรียกชื่อตัวเองแว่วกังวาลดังก้องหู จนเงียบหายไป โลกนี้ช่างแสนมืดมิดเสียเหลือเกิน




Create Date : 15 กรกฎาคม 2555
Last Update : 15 กรกฎาคม 2555 17:01:45 น. 2 comments
Counter : 688 Pageviews.

 
Tha ks for your visit my novel


โดย: Malian IP: 203.144.233.115 วันที่: 21 กรกฎาคม 2555 เวลา:14:56:08 น.  

 
Thanks everybody


โดย: Nali IP: 203.144.233.115 วันที่: 24 กรกฎาคม 2555 เวลา:13:10:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.