Catch dream in my Cheeks^o^จับฝันใส่กระพุ้งแก้ม Return to the beach BY NALINNOVEL
Group Blog
 
All blogs
 
รังไรลวงรัก รังที่ 17



รังไรลวงรัก
รังที่ 17


รังที่ 17

เปลือกตาแสนหนักอึ้ง สมองที่มึนงงทำให้รังไรไม่สามารถที่จะพยุงตัวเองให้ยืนด้วยขาทั้งสองข้างได้เลย รังไรพยายามลืมตาขึ้นช้า ๆ ตอนนี้ใจมันรู้สึกโหว่ง ๆ จังหวะชีพจรไม่ได้เต้นรัวเร็วหรือว่าช้าไปกว่าปกติ แต่ความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นต่างหากที่ทำให้เหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“รังไร เป็นยังบ้าง” เสียงของชบาฉายแว่วเข้ามาในหูแล้วหน้าของเพื่อนรักก็ลอยคว้างอยู่ตรงหน้าของรังไร

รังไรเอื้อมมือขึ้นจับที่แก้มซ้ายของชบาฉายเบา ๆ สักพักก็มีมือแสนอบอุ่นจับที่มือซ้ายของเธอ เธอหันมองเอียงทางด้านซ้ายหน้าของชายหนุ่มที่เธอถวิลหามาตลอดกำลังมองจ้องเธออยู่ด้วยสายตาแห่งความห่วงใย

“พี่ปวินท์” เธอพยายามเอ่ยเรียกชื่อของเขา

“คุณคะ คุณรังไร” เสียงเรียกชื่อเธอวนในหัวอีกหลายรอบแต่ไม่คุ้นว่าเสียงเรียกนั้นเป็นของใครพอรู้สึกตัวว่ามีแรงขึ้นก็พยายามลุกขึ้นนั่ง

“คุณพยาบาลนี่ฉันเป็นอะไรไปคะทำไมถึงมานอนอยู่บนเตียงได้คะ” รังไรเอ่ยถามพร้อมกับนั่งพิงอยู่ที่ผนังห้อง

“คุณเป็นลมค่ะ เห็นเพื่อนคุณบอกว่าคุณทานอาหารน้อยไม่ตรงเวลาแล้วก็พักผ่อนน้อยเกินไป”

“เหรอคะ แล้วพี่ปวินท์ คือ ฉันหมายถึง...” เธอรู้สึกกระดากที่จะเอ่ยเรียกเขาว่า สามี ออกไป

“สามีคุณปลอดภัยดีค่ะ ตอนนี้พักผ่อนอยู่ที่ห้องยังไงคะ”

“แล้วเขามีอาการ คือ ฉันหมายถึงว่า ทางด้านสมองของเขาเป็นยังไงบ้างได้รับผลกระทบกระเทือนจากอุบัติเหตุบ้างไหมคะ” เธอถามต่อ

“ขอโทษนะคะ ดิฉันไม่ทราบค่ะ ถ้าคุณหายดีแล้วจะให้บุรุษพยาบาลเข็นรถนั่งไปส่งที่ห้องสามีของคุณนะคะ”

“ค่ะ” เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าก่อนเธอล้มลงไปเธอหูแว่ว ได้ยินไม่ชัดเจน หรือว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ที่สำคัญสิ่งที่เธอเคยคิดไว้ว่าภาวนาอยากให้เขาเกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมจำใครไม่ได้เลยและไม่ต้องเข้าพิธิแต่งงานกับคุณพลอยพิณ ชีวิตแห่งการไร้ความทรงจำของปวินท์จะมีเพียงเธออยู่เคียงข้างในฐานะสามีภรรยาที่ไร่ชาแสนไกลโพ้นแห่งนี้ ทุกอย่างมันคือความฝันหรือสิ่งที่เธอเพ้อเจ้อกับตัวเอง หรือว่ามันคือความจริงกันแน่ ถ้าเป็นเช่นนั้นทุกอย่างลงตัวตามแผนที่เธอหวังไว้อย่างนั้นหรือ จะทำยังไง จะทำยังไงดี เสียงพูดนี้ก้องในหัวสมองที่เหมือนกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ

เมื่อรถเข็นคนไข้ส่งเธอจนถึงในห้อง สีหน้าชบาฉายมีแต่รอยยิ้มและวิ่งมาพยุงเธอไว้ให้นั่งที่โซฟารับแขก และสีหน้าของเขา ปวินท์กำลังส่งความห่วงใยของเธอ แววตาและรอยยิ้มอบอุ่นแบบนั้นมันคือของปวินท์ชัด ๆ ไม่ผิดเพี้ยน ถ้าเขาความจำเสื่อม แล้วความอบอุ่นในขณะนี้มันคือของใครกันแน่ เขาความจำเสื่อมจริงหรือเปล่า

“รังไร หิวอะไรไหม” ชบาฉายถามเสียงนุ่ม

“ไม่จ้ะ ขอบใจนะ” รังไรได้แต่มองตรงไปยังเตียงคนไข้ เหมือนจะเค้นเอาความว่าเขาความจำเสื่อมแน่หรือ

“รังไร เป็นอะไร พอฟื้นขึ้นมาก็จ้องหน้าพี่ปวินท์ตลอดเลย มีอะไรหรือเปล่า”

“เปล่า ว่าแต่นี่กี่โมงแล้ว”

“บ่ายสองแล้วจ้ะ นี่เดี๋ยวคุณหมอจะมาเช็คพี่ปวินท์อีกรอบ เราสองคนก็จะพาพี่ปวินท์กลับบ้านได้แล้วนะ ดีใจหรือเปล่า” ชบาฉายยิ้มกว้าง

“กลับบ้านเหรอ บ้านไหนล่ะ” รังไรเริ่มมีสติกลับมา

“รังไรครับ” เขาเรียกเธอ

“พี่ปวินท์” เธอเอ่ยชื่อเขาพร้อมกับเดินไปนั่งที่ข้างเตียงของเขา

“รังไรขอโทษ รังไรไม่ได้อยากให้ทุกอย่างออกมาเป็นแบบนี้ รังไรไม่น่าคิดไม่ดี รังไรน่าจะส่งพี่ปวินท์เข้าไปรักษาตัวที่กรุงเทพฯ ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เธอซบหน้าลงบนฟูกนอนของเขา

“ขอโทษเรื่องอะไร ผมต้องขอบคุณที่คุณพาผมมาส่งโรงพยาบาลและเป็นธุระดูแลผมมาด้วยดีตลอดจนคุณเป็นลมล้มพับไป คือ ไม่ทราบว่า เราสองคนมีความสัมพันธ์กันหรือเปล่า คือผมหมายถึงว่า เรารู้จักกันในฐานะอะไรครับ” เขาถามด้วยตาใสซื่อ

“ฐานะเหรอคะ” รังไรทำหน้างงและจุกอยู่ตรงลำคอที่จะตอบออกไป

“สามีภรรยาค่ะ พี่ปวินท์กับรังไรรักกันมานานแล้วตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ พี่ปวินท์และรังไรเพิ่งจะแต่งงานกันได้แค่อาทิตย์เดียวก็มาเกิดอุบัติเหตุซะก่อน” ชบาฉายยิ้มเหมือนกับไม่ได้โกหก เธอเล่าเรื่องอย่างลื่นไหลออกไป ทั้งที่ในใจรู้ดีว่าทุกอย่างคือเรื่องโกหก แต่ถ้างานนี้จะมีใครผิดคงเป็นเธอมากกว่าที่สนับสนุนความคิดนี้

“ชบา” รังไรเอ่ยชื่อเพื่อน

“เอาน่า ชบาว่านะคะ เดี๋ยวเตรียมตัวเก็บข้าวของก่อนดีกว่านะ เรื่องอื่นไว้ค่อย ๆ คุยกันไปดีกว่ามีเรื่องเยอะแยะมากมายที่รังไรคงอยากจะคุยกับพี่สองคนนะคะ”

“ขอบคุณครับชบา”

“ก็ รังไรเป็นเพื่อนของชบานี่คะ ทำไงได้” ชบาฉายพูดจบก็เดินออกมายืนถอนใจหน้าห้องนั้น
ชบาฉายเดินวนไปวนไปและตบปากตัวเองเบา ๆ กับการโกหกครั้งนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้อยากสนับสนุกสิ่งที่เพื่อนรักของเธอทำเลยแต่มาถึงขนาดนี้เพื่อนคงต้องช่วยเพื่อน และอย่างน้อยถ้ารังไรจะเลยเถิดไปมากกว่านี้เธอเองจะเป็นคนฉุดรั้งรังไรกลับมาเอง

หมอมาตรวจอาการของปวินท์อีกครั้ง ชบาฉายไม่ได้เข้าไปฟังการสนทนาด้วยเธอนั่งรอเงียบ ๆ ลำพังคนเดียวและคิดทบทวนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจู่ ๆ เบอร์โทรศัพท์ของโสมนัสก็แว่บมาในความคิดของเธอ เธอปรี่เดินไปกดเบอร์นั้นจากตู้โทรศัพท์สาธารณะที่เธอห่างหายมันไปหลายปีแล้ว

“พี่นัสไม่อยู่ครับมีอะไรฝากไว้หรือเปล่า”

“ไม่ทราบว่าพี่โสมนัสไปไหนคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงผิดหวัง

“ไปทำธุระครับอีกวันสองวันคงจะกลับ”

“ขอบคุณค่ะ”

ชบาฉายไม่รู้จะพูดอะไรต่อไปดี เธอต้องปิดบังเรื่องนี้ไปอีกนานเท่าไหร่

“ชบา” เสียงเรียกคุ้นหูทำเอาเธอสะดุ้งโหยง

“กลับกันเถอะ” รังไรยิ้มพร้อมกับปวินท์ที่นั่งอยู่บนรถเข็น

“รังไรเราจะกลับไปที่ไหนกันดี” เธอกระซิบถามข้างหู

“บ้านบนดอยชิดฟ้า”

“อะไรนะ” เสียงชบาฉายลั่นขึ้นมา

“รบกวนนะ ขอเช่าต่ออีกสักระยะหนึ่งไม่ต้องฟรีหรอกช่วยรบกวนโทรศัพท์ถามเพื่อนให้หน่อยนะ” รังไรพูดขณะที่เธอกำลังรูดบัตรเครดิตเรื่องค่าใช้จ่ายของปวินท์ ราคาค่างวดเอาเรื่องทีเดียว

“จะดีเหรอ ไม่คิดจะกลับไปขอความช่วยเหลือพี่โสมนัสเหรอ”

“คงยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าแค่เพียงสักหนึ่งหรือสองอาทิตย์ขอให้ฉันได้ดูแลพี่ปวินท์สักหน่อย หลังจากนั้นฉันจะส่งตัวพี่ปวินท์กลับกรุงเทพฯ ไม่ต้องห่วงนะ” รังไรเดินกลับมายิ้มรับกับปวินท์ที่นั่งรถอยู่บนรถเข็น

“กลับบ้านกันนนะคะ รังไรเช่าบ้านของเพื่อนไว้ พี่ปวินท์จะได้พักผ่อนและอีกอย่างเวลาที่มาตรวจอาการเพิ่มเติมจะได้สะดวกค่ะ”

“ขอบใจนะรังไร” ปวินท์ลูบศีรษะเธออย่างเอ็นดู

“นี่ตกลงเขาความจำเสื่อมจริง ๆ หรือเปล่า ทำไมท่าทางและสายตาของเขาดูปกติชอบกล” ชบาฉายบ่นลำพังอยู่คนเดียวเงียบ ๆ


สองหนุ่มยังคงขับรถตระเวนไปยังคลินิคเล็ก ๆ เพื่อสอบถามข้อมูล แต่จนเย็นย่ำแล้วก็ยังไม่ได้ความอะไร เขาโทรศัพท์กลับที่ไร่ชาก็เหมือนกลับมีความหวังขึ้นมาเพราะต้นตาลรายงานว่ามีผู้หญิงเสียงไม่คุ้นไม่ยอมบอกชื่อโทรศัพท์มาถามหาโสมนัส ซึ่งบางทีเขาเดาว่าอาจจะเป็นชบาฉายส่งข่าวมาก็ได้ โสมนัสกดโทรศัพท์หาชบาฉายอยู่หลายรอบแต่ก็ไม่มีสัญญาณตอบรับเหมือนเดิม

“ทำอะไรอยู่” โสมนัสเห็นจุลกำลังกดข้อความยาวเหยียดบนโทรศัพท์

“ส่งอีเมลล์หาเพื่อนครับ”

“จุลนี่ทำงานตลอดเวลาเลยนะ บางทีได้ความทันสมัยก็กินเวลาส่วนตัวเหมือนกันนะ” โสมนัสยิ้มและตั้งหน้าตั้งตาขับรถต่อไป

“คืนนี้ขอพักที่นี่อีกสักคืนนะคงไม่เสียเวลาจุลนะ”

“ไม่เป็นไรครับก็ถือว่าดูโลเกชั่นไปด้วย ว่าแต่พรุ่งนี้เราไปตามหารังไรตามรีสอร์ตที่พักดีไหมครับ เผื่อจะพบข้อมูลอะไรบ้าง” จุลแนะนำ

“ก็ดีนะ งั้นเย็นนี้ไปหาของอร่อยเพิ่มพลังกัน ว่าแต่กินอาหารเหนือได้หรือเปล่า” โสมนัสหันมาถาม

“ได้ครับ ได้หมด” จุลตอบกลับไปแล้วก็รีบส่งข้อความนั้นต่อ

“รังไรครับ วันนี้ผมกับพี่นัสขับรถทั้งวันเพื่อตามหาคุณ คุณอยู่ไหนรู้ไหมว่าเราสองคนเป็นห่วงคุณมากแค่ไหน พี่นัสมีสีหน้าแย้มยิ้มส่งให้ผมตลอดทั้งวัน แต่ผมเชื่อว่ารอยยิ้มของพี่ชายคุณกำลังบดบังความรู้สึกเศร้าอยู่นะ เพราะแววตาของเขาปิดบังความรู้สึกที่แท้จริงไม่ได้ ติดต่อกลับมานะครับ ผมจะรอ” จุลกดข้อความส่งไปรอจนข้ามคืนสาวน้อยก็ไม่ตอบกลับมาเหมือนเมื่อวาน


จุลและโสมนัสตื่นเช้ามากขึ้นกว่าเดิมเพราะวันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้วที่จะตามหารังไรและปวินท์ ทั้งสองคนนั่งซดกาแฟกับปาท่องโก๋อยู่ร้านริมทางท่ามกลางสายหมอกที่สวยงดงามบนดอยชิดฟ้าแห่งนี้
“กาแฟที่นี่หอมกรุ่นดีจังนะครับ”

“ใช่แล้ว แล้วรู้หรือเปล่าว่าชาร้อนที่จุลดื่มก็มาจากไร่ของพี่เอง” โสมนัสยกชาขึ้นดื่มสลับไปมากับกาแฟ

“จริงหรือครับ”

“แน่ละ มีขายด้วยนะ นั่นไงแพ็คเกจที่รังไรเป็นคนออกแบบ หน้าตาดีไหมล่ะ” โสมนัสชี้ไปยังชั้นวางของ

จุลเดินเข้าไปและหยิบจับของเหล่านั้นขึ้นมาดู บรรจุภัณฑ์ตรงหน้าบอกความเป็นตัวของรังไรมากทีเดียว

“มีกี่ชิ้นครับที่รังไรออกแบบ”

“มากมายทีเดียว ไว้กลับไปซื้อที่ไร่ดีกว่าราคาถูกกว่าบนยอดดอยเยอะ” โสมนัสกระซิบกระซาบเพราะกลัวเจ้าของร้านจะไล่ตะเพิดออกนอกร้านไปซะก่อน

“อยากพบรังไรเร็ว ๆ นะครับ” จุลถอนใจ

“ถามจริง ๆ เถอะ จุลกับรังไรสนิทกันมากกว่าเพื่อนหรือเปล่า” โสมนัสถามตรง ๆ ออกไป เล่นเอาคนข้าง ๆ หูแดงขึ้นมาเลย

“เปล่าครับ เราสองคนแค่มีอะไรคล้าย ๆ กันมากกว่า เรียนศิลปะเหมือนกัน ชอบอะไรคล้าย ๆ กัน มีความทรงจำไม่ค่อยดีกับสนามบินเหมือนกัน ที่สำคัญรักคนที่ไม่ควรรักเหมือนกัน ผมเองก็เคยคิดอะไรบางอย่างที่เป็นความเห็นแก่ตัวเกี่ยวกับเรื่องความรักเหมือนกันแต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่ใจคิดเพราะในความรักนั้นมันมีความผิดอยู่ ยิ่งได้มารู้จักกับรังไรทำให้คิดอะไรบางอย่างได้ถึงความถูกผิดและเหตุผลที่เราจะรักใครสักคน บางทีมันต้องมีขอบเขต ผมถึงไม่อยากให้รังไรคิดทำอะไรที่มันเกินขอบเขตของความรัก ผมอยากช่วยเธอ” จุลพูดด้วยความนิ่งสงบ เขาถอนใจอยู่หลายหน แววตาส่อความวิตกกังวลไว้มากมาย ในมือก็พยายามเปิดเช็คจดหมายตอบกลับจากรังไร แต่ทุกอย่างมีแต่ความเงียบสงบยิ่งขึ้นบนยอดดอยสูงเท่าไหร่สัญญาณก็เริ่มหายไป

“พี่ก็ไม่รู้ว่าตอนนี้รังไรคิดทำอะไรอยู่ รู้แต่ว่าภาวนาอย่าให้เป็นเรื่องปวินท์เลย”

“เห็นต้นเตยบอกว่าตั้งแต่รังไรกลับมาจากกรุงเทพฯ เธอก็เริ่มเก็บตัว”

“ใช่ ปกติรังไรเป็นเด็กสดใสร่าเริง แต่พวกเราเข้าใจว่าเธอคงเหงาที่ลาออกจากงานและต้องมาอยู่ไร่ชาแสนเงียบแบบนี้ แต่อาการมันผิดปกติเพราะบางทีรังไรนั่งนิ่งนาน ๆ แล้วก็นั่งเหลาดินสอไม้อยู่แบบนั้น ไอ้อาการแบบนี้รู้ทันทีว่ารังไรกำลังมีเรื่องไม่สบายใจ” โสมนัสอธิบายขณะขับรถขึ้นบนยอดดอย

“เขาว่ากันว่าหัวใจคนเราขนาดก็แค่กำปั้นตัวเอง สมองก็นิดเดียว ทำไมชอบเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องมาทำร้ายตัวเองกันก็ไม่รู้นะครับ โดยเฉพาะเรื่องความรักคำสั้น ๆ แต่มันสร้างความรู้สึกหลากหลายเหลือเกิน ยิ่งตอนนี้พี่นัสดูซิครับ ยิ่งเราขับรถสูงมากขึ้นเท่าไหร่ มองเห็นภาพเบื้องล่างมากขึ้นเท่าไหร่ ยิ่งทำให้เรารู้ว่า จริง ๆ แล้วตัวคนเราก็แค่เศษฝุ่นก้อนเล็กนิดเดียวเองลมพัดมาก็ปลิวไปตามลม พอฝนตกมาก็เปียกปอน พอหมอกลงก็บดบังตัวเราจนมองไม่เห็นแล้ว มนุษย์เป็นสิ่งอัศจรรย์จริง ๆ เลยะครับ” จุลเพ้อออกมาตามความรู้สึกและบรรยากาศเบื้องหน้า

“ก็จริงนะ โดยเฉพาะรังไร เธอคือขนมก้อนเล็ก ๆ เส้นบาง ๆ หวานหน่อย ๆ เท่านั้นเอง น้องสาวพี่คนนี้ลืมไปหรือเปล่าว่าเธอคือขนมแห่งความอ่อนโยน แต่ริทำตัวอาจหาญหายตัวไปแบบนี้ ถ้าเจอหน้ากันจริง ๆ จะลงโทษน้องคนนี้ยังไงดีนะ”

“เข้าใจเปรียบนะครับ” จุลหัวเราะออกมาเพื่อสร้างบรรยากาศให้ดีขึ้น

“เราแวะรีสอร์ตตรงนั้นกันไหมครับ” จุลชี้นิ้วไปเบื้องหน้า

“ก็ดีนะ นี่ก็จวนบ่ายแล้วเริ่มหิวข้าวกลางวันแล้ว เราไปหาอะไรใส่ท้องดีกว่า” โสมนัสพูดจบก็หักพวงมาลัยเข้าทางเข้าลานจอดรถทันที สองหนุ่มเดินไปเรื่อย ๆ มองซ้ายมองขวาเผื่อจะตามหาสาวน้อยรังไรเจอแต่ก็ไม่พบ สายตาของโสมนัสผิดหวังเล็กน้อยเมื่อจบการถามไถ่จากเจ้าหน้าที่ต้อนรับของรีสอร์ต คราวนี้จุลอาสาขับรถแทนให้กับโสมนัสเพราะดูสภาพพี่ชายใจดีคนนี้ หัวใจคงห่อเหี่ยวลงยิ่งวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะตามหาน้องสาวตัวดีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขาดูหมดกำลังใจชอบกล

“เออ หรือว่าเขาจะพักตามบ้านพักในหมู่บ้านครับ” จุลแนะขึ้นมาระหว่างนั่งทานอาหารกลางวัน

“นั่นซิ วันนั้นตอนที่ชบาฉายโทรศัพท์มาหาพี่ เขาบอกว่าพักบ้านเพื่อนบนดอยชิดฟ้า แต่ไม่ได้บอกว่าช่วงไหน งั้นเราลองเปลี่ยนเป้าหมายใหม่กันดีกว่า” รอยยิ้มผุดขึ้นบนดวงหน้าและแววตาของพี่ชายคนนี้อย่างมีความหวัง สองหนุ่มเร่งรีบทานกลางวันและแผนสุดท้ายสำหรับวันนี้

จุลขับรถไปแวะหากันหลายหมู่บ้านแต่ไม่มีวี่แววสักนิด จนเขาขับรถย้อนกลับมาอีกด้านหนึ่งของดอยชิดฟ้ายังไม่ทันถึงไหล่เขา สายตาของโสมนัสก็กวาดตามองเห็นรถกระบะคันหนึ่งซึ่งเขาจำได้ดีว่ากระบะสีขาวทะเบียนแบบนี้เป็นรถที่ไร่ชามันหายไปพร้อมกับรังไรในเช้าวันเกิดเหตุ จุลขับตามคันนั้นไป

“ครับ” จุลพยักหน้า เขารับรู้ได้ในทันทีว่านั่นคือรังไรแน่นอน เขาขับตามไปไม่กระชั้นชิดมากนักเพราะกลัวว่าคนทีขับรถนำอยู่นั้นจะรู้ตัว ครั้งที่สองแล้วที่เขาขับรถตามเธอ คราวก่อนก็พบเธอแอบนัดกับปวินท์ แล้วคราวนี้ล่ะ เขาภาวนาในใจว่าอย่าให้คนที่เขาจะพบเพิ่มนอกจากรังไรแล้ว เป็นปวินท์ ผู้ทำให้หัวใจของสาวน้อยร้อนรนและคิดเรื่องไม่ดีขึ้น เพียงเพราะอยากได้ความรักจากเขาหรอกนะ

“ยายแม่มด คุณจะตกใจมากไหม ถ้าในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าเรากำลังจะได้พบกัน สำหรับผม ผมดีใจเป็นที่สุดเลยคุณหรือเปล่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมพร้อมจะเคียงข้างคุณเสมอนะ แม่มดตัวแสบของผม” จุลยิ้มและพร่ำคนเดียวในใจ โสมนัสไม่ได้หันมาสนใจเขาด้วยซ้ำ ตอนนี้สายตาของคนที่ห่วงใยรังไรอีกคนกำลังจดจ้องกับกระบะสีขาวที่กำลังขับนำหน้าอย่างสบายใจ




Create Date : 01 สิงหาคม 2555
Last Update : 1 สิงหาคม 2555 10:46:32 น. 3 comments
Counter : 732 Pageviews.

 
เป็นไงบ้างคะสำหรับเรื่องราวของรังไรในบททนี้
แนะนำกันได้นะคะ


โดย: นลิน IP: 203.144.233.115 วันที่: 3 สิงหาคม 2555 เวลา:12:13:19 น.  

 
ว่าแต่ปวินท์ความจำเสื่อมจริงเหรอคะ แกล้งกันหรือเปล่าพี่นลิน


โดย: ริปอง IP: 182.53.145.34 วันที่: 12 สิงหาคม 2555 เวลา:15:14:19 น.  

 
นั่นซิ สงสัยใช่มะละ 55


โดย: นลิน IP: 203.144.233.115 วันที่: 14 สิงหาคม 2555 เวลา:12:47:11 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

nalinnovel
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




นลินโนเวล เป็นบล็อกที่รวบรวมผลงานเขียนทั้งเรื่องสั้น นวนิยาย โดยมีนามปากกาว่า
นลิน คือ รักหวาน - Sweet
ฟุ้งรัก คือ รักสดใส - Pastel
จุล คือ เรื่องสั้นและบทความ - A love aleart -Aom
อยากให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้เข้ามาอ่านผลงานของนลินแล้วรู้สึกว่ากำลังทำสปาอยู่เลยค่ะ เลยแยกผลงานไว้ให้เข้าใจและเลือกประเภทที่จะทำให้ทุกคนRelax ได้ตามอัธยาศัย
และสักวันหนึ่งหวังว่าเพื่อน ๆ คงจะได้พบกับผลงานของนลินตามแผงหนังสือนะคะ ฝากทุกคนเป็นกำลังใจให้นลินด้วยนะ ขอบคุณค่ะ

ตัวอักษรทุกตัวของบล็อกนลินโนเวล สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ห้ามมิให้ผู้ใดละเมิดโดยนำข้อความทั้งหมด หรือส่วนหนึ่ง ส่วนใดใน Blogไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของBlogเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนจะถูกดำเนินคดี ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด!!
Friends' blogs
[Add nalinnovel's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.