Group Blog
 
All Blogs
 

เอาภาพการตัดหน้าอกของทอมมาให้ดูครับ ใครอยากตัดห้ามพลาด ^__^

มีเพื่อนส่งมาให้ครับ ทำที่เชียงใหม่ครับ

//www.boydontcry.com/blog/?p=424




 

Create Date : 22 กันยายน 2553    
Last Update : 22 กันยายน 2553 17:29:48 น.
Counter : 398 Pageviews.  

จุดต่ำสุดคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด..

ในยามที่ใครก็ตามต้องประสบกับความผิดหวังอย่างหนัก

ชีวิตเหมือนกำลังดิ่งสู่ก้นเหวลึกเบื้องล่าง..

ไม่รู้ชะตากรรมแม้ในเสี้ยววินาทีถัดไป

ความคิดความรู้สึกในวูบนั้นก็คงไม่แตกต่างกันมากนัก

ความสับสนวกวน..ไม่มีจุดเริ่มต้นและหาจุดสิ้นสุดไม่ได้

ไม่มีคำอธิบายและไร้ซึ่งคำตอบ...

ส่วนในใจมักจะพร่ำถามตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า

"ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?..."

ความรู้สึกของการไม่มีใครในยามที่ต้องประสบปัญหาร้ายแรง(ที่สุด)ในชีวิต

แม้ใยามยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน...

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครรับรู้ถึงความรู้สึกภายในใจเราแม้แต่คนเดียว

นั่นเองที่ถือว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นของการพบใครบางคน

ที่สำคัญที่สุดในชีวิต..ซึ่งก็คือ "ตัวเราเอง..."

มนุษย์ทุกคนต่างต่อสู้เพื่อการมีชีวิตอยู่ตามสัญชาตญาณ

นอกเสียจากผู้ที่หมดสิ้นแล้วซึ่งความหวัง

และเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เขาอาจจะต้องกลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

หากคิดให้ดีนี่แหละคือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของคนเรา

การมองเห็นสัจธรรมที่ว่า...

"เมื่อตอนเกิดมาก็ไม่มีอะไร ตอนตายก็ไม่มีอะไร

หากตอนนี้เราไม่มีอะไรก็ถือว่าเราไม่ได้เสียอะไรไป แค่เท่าทุนเท่านั้น..."

ไม่ใช่ว่าเราจะต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อกลับไปสู่จุดเริ่มต้น

แต่ถ้าจะมีใครสักคนที่คิดว่า..

การที่ตัวเองไม่มีอะไรแล้วถือว่าเป็นความโชคร้ายที่สุดในชีวิต

ก็ขอเพียงแต่ให้ลองกลับไปมองในมุมตรงข้ามที่ไม่เคยมองดูบ้าง

อาจจะเจออะไรดีๆ ที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้...

มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนที่เคยคิดว่าตัวเองไม่มี

แล้วบังเอิญวันนี้ไม่มีอะไรอีก..

ก็มักคิดว่าตัวเองได้สูญเสียทุกอย่างไปแล้วโดยที่ลืมคิดไปว่า

ไม่มีอะไรที่เป็นของเราเลย..มีเพียงสิ่งเดียวที่ใช่

ซึ่งก็คือความคิดและจิตใจของเราเองเท่านั้น..

ดังนั้น..การได้ลิ้มลองรสชาติของการไม่มีอะไร

นั่นคือจุดเริ่มต้นของการมีทุกสิ่ง..อย่าได้ยึดติดอะไรให้มากนักเลย

ทุกอย่างมีได้มีเสีย..มีขึ้นมีลง มีเข้ามีออก มีทุกข์มีสุข มีบวกมีลบ

เพียงแต่ตอนนี้เรากำลังยืนอยู่บนด้านลบของชีวิต

แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่แสดงว่า..

อีกไม่นานด้านบวกของชีวิตกำลังจะมุ่งตรงมาที่เรา

ทำไมไม่ทำใจให้สบายรอรับมันเสียเล่า ?...

//novakaty.blog.mthai.com/2008/11/26/public-1




 

Create Date : 05 กันยายน 2553    
Last Update : 5 กันยายน 2553 1:18:02 น.
Counter : 162 Pageviews.  

=== รถเข็นนิทานรพ.เด็กสิ่งบันเทิง ญาติ-ผู้ป่วย ==




รถเข็นนิทานรพ.เด็กสิ่งบันเทิง ญาติ-ผู้ป่วยโดย ชุลีพร อร่ามเนตร
น.ส.พ. คม ชัด ลึก


ทุกครั้งที่เด็กๆ เห็นรถเข็นนิทาน พวกเขามีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะ และมีเสียงเรียกหานิทาน ซึ่งถือเป็นรถที่ดีมาก เพราะเด็กบางคนไม่สามารถลุกขึ้นจากเตียงเพื่อไปยังห้องเล่นอ่านนิทานได้ ช่วยดึงชีวิตวัยเด็ก ชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสัน จินตนาการกลับคืนมา และที่สำคัญทำให้แม่ลูกมีกิจกรรมทำร่วมกัน แม่ได้พูดคุยกับลูกผ่านตัวนิทาน สร้างกำลังใจให้แก่แม่ เพราะเมื่อเด็กฟังนิทาน พวกเขามีปฏิกิริยา ยิ้ม หัวเราะ สัมผัสมือแม่ พี่นก กล่าว
พี่นก ยศวดี ณ นคร เป็นพยาบาลชำนาญการ รองหัวหน้าตึกมหิตลาธิเบศร 9 ก. หรือตึกอายุรกรรมโรคติดเชื้อเด็กโต ที่นำนิทานมา ใช้ในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (โรงพยาบาลเด็ก) ต่อมาพยาบาลประจำตึก อุรา เจริญวัลย์ หัวหน้าตึก ระเบียบ แก้วผาสุก พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ ประจำห้องเล่น และพยาบาลประจำตึกทุกคน นำนิทานมา ใช้ในการบำบัดจิตใจทั้งเด็กและพ่อแม่ ล่าสุดสำนักพิมพ์มูลนิธิเด็กและสถาบันการ์ตูนไทย กลุ่มสถาปนิกอาสาสมัครจากกลุ่มบริษัทแปลน นำ "รถเข็นนิทาน" ขนความรู้นิทานกว่า 200 เล่ม บริการน้องๆ ถึงเตียง
การสัมผัสไม่ว่าจะทางกาย หรือคำพูด ล้วนกระตุ้นปฏิกิริยาของเด็กๆ ได้ทั้งสิ้น "พี่ต้อย" เตือนใจ ศีละสะนา พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ หน่วยประสาทวิทยา เสริมว่า การเล่านิทานเป็นกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์แม่ลูกได้ดีมาก เด็กบางคนไม่สามารถพูดคุยกับแม่ได้ นิทานจะ ทำให้แม่พูดคุยกับลูกได้ตลอดเวลา ช่วยผ่อนคลายความเครียดให้แม่อีกด้วย เพราะแม่ทุกคนหากลูกเข้าโรงพยาบาลแม้ไม่เป็นอะไรมาก ก็ไม่สบายใจ
รอยยิ้มลูกที่มอบให้แก่พ่อแม่ แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่สำหรับพ่อแม่แล้ว เวลาเหล่านี้คือช่วงเวลาที่ดีที่สุด ดั่งที่ "แม่วาท" สวาท เรืองฤทธิ์ อายุ 39 ปี แม่ของน้องโอ๊ต อายุ 4 ขวบ และ พ่อยา หรือ สนทยา ไชยสำแดง ของน้องหยก อายุ 9 ขวบ ต่าง พูดเป็นเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยคิดว่าโรงพยาบาลมีรถเข็นนิทานคอยบริการ ตั้งแต่มีนิทาน ลูกๆ ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ อย่างน้องโอ๊ตเขาพูดไม่ได้ เมื่ออ่านนิทานให้ฟัง เขาสัมผัสมือแม่ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอสำหรับแม่แล้ว ส่วนน้องหยกอ่านหนังสือนิทานด้วยตนเอง ทำให้ไม่ซึมเศร้า และยังเล่านิทานที่ชอบให้แก่พ่อแม่ฟังด้วย
"น้องโอ๊ตชอบให้อ่านนิทานเรื่องสัตว์ เมื่อลูกฟัง ลูกจับมือเราแน่น ทำให้มีกำลังใจ และมีเรื่องคุยกับลูกทุกวัน เพราะการเล่านิทานนอก จากทำให้ลูกรักการอ่าน มีจินตนาการ เพลิดเพลิน ไม่เครียด ไม่กลัวโรงพยาบาลแล้ว ยังช่วยผ่อนคลายความเครียดเราอีกด้วย เพราะหนังสือที่โรงพยาบาลจัดให้อ่านไม่ใช่เฉพาะนิทาน แต่มีวิธีเลี้ยงลูกที่นำไปปรับใช้ได้ อยากขอบคุณโรงพยาบาลที่จัดรถเข็นนิทานคอยบริการนิทานชั้นดีให้ลูกได้อ่าน"
เช่นเดียวกับน้องหยก อายุ 9 ขวบ หนูน้อยจากเมืองอุบลราชธานี เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเด็กกว่า 1 เดือน เล่าว่า ชอบรถเข็นนิทานมากๆ เพราะมีสีสันสวยงาม มีตัวการ์ตูนเต็มไปหมด และมีนิทานให้ได้อ่านด้วย โดยเฉพาะนิทานเกี่ยว กับสัตว์ อย่างกระต่ายกับเต่า กระต่ายนอนไม่หลับ ทำให้เพลิดเพลิน มีความรู้ และมีความสุข ตั้งแต่มานอนโรงพยาบาลไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ อยากให้ทุกโรงพยาบาลมีรถเข็นนิทานไว้บริการเด็กๆ
ด้าน "ย่าศรี" สมศรี สว่างแสง ของน้องพี หนุ่มน้อยจากเมืองกาญจนบุรี เล่าว่า รถเข็นนิทานเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อเด็กอย่างมาก เพราะเด็กทุกคนที่เข้าโรงพยาบาลเชื่อว่ากลัว ไม่อยากเข้า แต่เมื่อพวกเขาเห็นรถเข็นนิทาน ดูการ์ตูน มีห้องเล่นให้พวกเขาได้ทำกิจกรรมเสริมสร้างจินตนาการต่างๆ พวกเขาสนุก มีรอยยิ้ม และมีความสุข เมื่อสุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็จะดีไปด้วย จึงอยากขอบคุณโรงพยาบาลและผู้บริจาครถเข็นนิทานที่ช่วยเติมเต็มชีวิตวัยเด็ก ของพวกเขา
"นิทาน" นอกจากเป็นจุดเริ่มต้นการปลูกฝังรักการอ่านแก่เด็ก เป็นบทกล่อมเห่ก่อนนอนที่ดีที่สุด แต่สำหรับน้องและพ่อแม่ที่ต้องเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลเด็ก "รถเข็นนิทาน" ไม่ใช่เพียงสนุก บันเทิง แต่งแต้มจินตนาการอย่างเดียว แต่ยังเป็นจุดสานสัมพันธ์ความรัก เติมชีวิตชีวาวัยเด็ก และทำลายความเงียบระหว่างแม่ลูกได้ดี

****อยากให้มีหนังสือธรรมะแทรก+ปนอยู่ในรถเข็นด้วย จะได้ปลูกศีลธรรมให้แก่เด็กๆ ญาติผู้ป่วย และ ฟื้นฟูจิตใจผู้ป่วยด้วยนะครับ  ตอนนี้ก็รับบริจาคหนังสือะรรมะ แล้วก็เอาไปบริจาคต่อตาม รพ. ต่างจังหวัด ตามบ้านพักคนชราให้คุณตาุคณยาได้อ่านสวดมนต์ก่อนนอนน่ะครับ



ขอบคุณที่มา //www.budpage.com/forum/view.php?id=5628




Free TextEditor




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2553    
Last Update : 14 สิงหาคม 2553 23:32:59 น.
Counter : 175 Pageviews.  

หาที่ตัดผ้ายืด/เสื้อกล้ามครับ แถวลาดพร้าว

วันนี้หาจนเหนื่อยแล้ว อยากตัดเสื้อกล้ามแบรนด์ตัวเองครับ
พร้อมปัก สกรีน ทำป้ายยี่ห้อด้วยเลยอ่ะครับ

แนะนำหน่อยนะคร้าบ




 

Create Date : 31 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 31 กรกฎาคม 2553 18:55:56 น.
Counter : 132 Pageviews.  

ทุกข์ถึงที่สุด จะหลุดได้อย่างไร?...

อย่า กลัวว่าความทุกข์นั้น จะมีตลอดไป... อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไข... หนทางที่เร็วที่สุดคือ เปลี่ยนอารมณ์... ท่านใดมีทุกข์ ขอให้มันผ่านไปโดยไวครับ.....

เมื่อเราเกิดมาย่อมได้รับ ทั้งสุขและทุกข์ ปะปนกันไปอยู่แล้ว แต่เมื่อทุกข์ที่สุดเราควรจะทำอย่างไร ปัจจุบันเราได้ยินข่าวเรื่อง การฆ่าตัวตายบ่อยมาก ในชีวิตของความเป็นหมอ ก็เจอคนที่ฆ่าตัวตายบ่อยมาก ทั้งที่สำเร็จและไม่สำเร็จ หมอได้พูดได้คุยกับคนเหล่านี้มากมาย คำถามที่น่ารู้ก็คือ...

การฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง? ควรกระทำหรือไม่? และเราควรจะทำอย่างไรดี?

บทความนี้จะไม่สนใจว่าการกระทำอย่าง นั้นจะมีผลในอนาคตอย่างไร? ทำลายตนเองจะบาปมากแค่ไหน? ต้องเกิดมาฆ่าตัวตายใช้กรรมอีก 500 ชาติจริงหรือ? เพราะถ้าบอกไป ต้องใช้ความเชื่อและศรัทธาในตัวศาสนามาพูดคุยกัน แต่ต้องการจะบอกว่า การทำลายตนเอง เป็นสิ่งที่น่าเสียดายนัก เสียดายโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีอีกมากที่จะตามมา และเสียดายแทนญาติมิตรที่เกี่ยวข้องที่จะต้องได้รับผลกระทบกายและใจตลอดไป

ในเรื่องความทุกข์ที่สุดนี้ ธรรมะในพระพุทธศาสนาสอนให้เราแก้เรื่องนี้ได้ทันที ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรู้ที่เราไตร่ตรองเองได้ และด้วยประสบการณ์ในอดีตของเราทุกคน ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่อด้วยเหตุ 10 อย่าง เช่นด้วยเหตุผลว่าผู้สอนเป็นครูของเรา และอื่นๆ รวมสิบประการ แต่จะให้เชื่อก็ต่อเมื่อไตร่ตรองรู้ได้ด้วยตนเองจึงเชื่อ การจะไตร่ตรองให้รู้ได้ด้วยตนเอง จะมีได้ก็ต่อเมื่อเรามีประสบการณ์ในเรื่องนั้นมาแล้ว ดังนั้นประสบการณ์ในอดีตจึงเป็นธรรมะที่เราตรึกตรองได้เช่นกัน

เมื่อความทุกข์ที่สุดมาถึง สิ่งที่ควรระลึกถึงมีสองสามอย่างคือ...
หนึ่ง อย่ากลัวว่าความทุกข์นั้นจะมีตลอดไปเพราะมันจะไม่คงอยู่ตลอดไป เดี๋ยวมันก็จางไป สอง อย่าคิดว่าไม่มีทางแก้ไขให้ดีขึ้นได้ เพราะจะมีทางแก้ไขเสมอ เพียงแต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออกเท่านั้น
สาม อย่านึกว่าต่อไปนี้เราจะไม่ได้รับสิ่งดีๆ อีก เพราะเมื่อทุกข์ผ่านไป เราจะยังมีความสุข สนุกสนาน ได้อย่างเดิมแน่นอน และ
สุดท้ายคือ ให้นึกถึงคนข้างหลัง ที่เขาจะต้องเศร้า ได้รับการกระทบกระเทือน จากการกระทำด้วยอารมณ์ของเรา

เมื่อทุกข์ที่สุดมาถึงสิ่งที่เราต้องทำทันที ในขณะที่ยังตั้งตัวปรับใจไม่ทันก็คือ รีบหาทางเปลี่ยนอารมณ์ เมื่อเราไปเจอคนอื่นทุกข์สิ่งที่ต้องทำอันดับแรกคือช่วยเปลี่ยนอารมณ์เขาก่อน จากนั้นสติจึงจะตามมา

ความทุกข์ที่มากสุดจะแก้ได้เร็วและ ง่ายที่สุด ด้วยการเปลี่ยนอารมณ์ ดึงอารมณ์ออกจากสถานการณ์นั้นก่อน อาจง่ายๆ เพียงแค่ทำอะไรที่ชอบ ฟังเพลง ดูหนัง หาของอร่อยกิน ชวนเพื่อนไปเที่ยว ชวนคุยเรื่องอื่น ลืมเรื่องทุกข์ไปชั่วคราวก่อน บางทีก็เบาบางได้เอง ที่สำคัญถ้ามีเพื่อนดี จะเบาบางไปได้มากที่สุด ที่ไม่ควรทำคือดื่มสุรา หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ไม่ควรหันไปดื่มเหล้าเบียร์ เพราะการกินเหล้าก็ดับทุกข์ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แต่จะมีข้อเสียกว่าคือ จะยิ่งโกรธง่าย น้อยใจง่ายและโมโหง่ายกว่าเดิม และไม่มีสติยับยั้งความโกรธ หรืออารมณ์ที่รุนแรงเหล่านั้น เมื่อเปลี่ยนอารมณ์ได้ ใจจะเข็มแข็งมากพอที่จะแก้ในขั้นต่อไป

ขั้นต่อไปคือพยายามตั้งใจใช้สติคิดว่า จะแก้ได้อย่างไร อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล สายไปแค่ไหนแล้วและแก้ได้หรือไม่ ทำให้ดีขึ้นได้หรือไม่ ถ้าแก้ไม่ได้ ขั้นสุดท้ายคือ ทำให้ใจของเรายอมรับสิ่งนั้นให้ ได้ ใจของเราจะยอมรับได้ คิดได้ ปลงตกได้ต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ

ท่านพุทธทาสภิกขุ สอนว่า โดยสรุปรวมในธรรมะของพระพุทธเจ้า อาจสรุปเป็นแบบหนึ่งได้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นั่นเป็นเพราะในความเป็นจริง สิ่งทั้งหลายย่อมไม่ได้ดั่งใจเรา มีความไม่เที่ยง แปรเปลี่ยนไปได้ตลอดเวลาด้วยเหตุและปัจจัย จึงไม่สมควรที่จะไปหลงยึดมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นตัวเรา หรือเป็นของของเรา สิ่งทั้งหลายไม่ได้ดั่งใจทั้งนั้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร รวยเพียงใด อำนาจล้นฟ้าขนาดไหน ต่างก็มีความทุกข์ประจำตัวประจำอยู่ทุกคนทั้งสิ้น

เมื่อคนคนหนึ่งประสพอุบัติเหตุขาขาด สองข้าง เขาจะรู้สึกอยากตายไม่อยากอยู่ จะรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรเหลืออีกแล้ว แต่ผ่านไปสักสองปี ไปดูอีกทีกำลังหัวเราะอยู่เพราะดูละคร ส่วนเรื่องขาขาดก็นั่งรถเข็นเอา และก็ชินเสียแล้ว ไม่เสียใจมากเหมือนตอนขาขาดใหม่ๆ บางคนแฟนตายไปเสียใจแทบตายตาม ผ่านไป 3 ปี มีแฟนใหม่แล้ว มีความสุขดีมากเลย ความทุกข์จึงเป็นของไม่เที่ยงเสมอ เช่นเดียวกับความสุข เพียงแต่ว่าตอนทุกข์ ให้ผ่านวันเวลาไปได้ ไม่ด่วนตายไปเสียก่อน เมื่อทุกข์ผ่านไป จะมีสิ่งดีๆ ตามมาได้แน่นอน

และเมื่อมองย้อนไป ความทุกข์เหล่านั้นมันก็เท่านั้นเอง เมื่อเราอ่านมาถึงตอนนี้ ก็ขอให้ลองใช้เวลานี้ นึกถึงอดีตที่มีทั้งทุกข์และสุขของเราดู อดีตนั่นแหละที่จะสอนตัวเราในความจริงแห่งธรรมะ ในกาลามสูตรพระพุทธเจ้าทรงสอนไม่ให้เชื่ออะไรง่ายๆ แต่สอนว่าเมื่อเราพิจารณาได้เอง ว่านี้เป็นสิ่งดีหรือไม่ดีแก่จิตใจจึงค่อยเชื่อ การจะพิจารณาได้อย่างนั้น จะต้องมีประสบการณ์ในความรู้สึก แบบนั้นในอดีตมาก่อน อดีตจึงเป็นธรรมะที่สอนใจได้เป็นอย่างดี

ทุกข์ที่สุดจะเกิดจาก ความยึดมั่นถือมั่นที่สุด สิ่งใดที่เรารักมากยึดมากว่าเป็นตัวเราหรือของเรา สิ่งนั้นถ้าขาดหายไปจะทำให้ทุกข์ถึงที่สุด ถ้าเรารักความสวยงาม เมื่อเสียโฉมจะทุกข์ที่สุด ถ้าเรารักสามีหรือภรรยา เมื่อเขานอกใจ หรือเสียเขาไปจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักลูก ลูกหายหรือพิการหรือตายจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักยศถาบรรดาศักดิ์เมื่อสูญเสียจะทุกข์ที่สุด ถ้ารักตนเอง เมื่อทราบว่าตนป่วยเป็นมะเร็ง เป็นเอดส์ หรือโรคที่รักษาไม่หายก็จะทุกข์ที่สุด

แต่ถ้าเราไม่มีสิ่งนั้นเลย ก็ไม่มีอะไรจะทุกข์กับสิ่งนั้น ไม่มีลูกก็ไม่ทุกข์กับลูก ไม่มีแฟนก็ไม่มีทุกข์จากแฟน ไม่มีทรัพย์สิน ก็ไม่ทุกข์กับทรัพย์สิน หรือถ้าเรามีแต่ทำใจไว้เสมือนไม่มี หรือทำใจไว้ว่าของที่มีมันไม่เที่ยงย่อมแปรปรวนไป ก็จะทุกข์น้อยลง ยิ่งยึดมั่นได้น้อยลงเท่าไรก็ทุกข์น้อยลงเท่านั้นเป็นสัดส่วนไป เมื่อไม่ยึดมั่นก็ไม่ทุกข์เลย หมายความว่าไม่มีอะไรทำให้ทุกข์ใจได้อีกเลย แต่ความเจ็บปวดยังมีตราบเท่าที่มีสังขารร่างกายอยู่ เพียงแต่ความทุกข์กายอันนั้น จะไม่สามารถมากินใจให้ทุกข์ใจได้เลย

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น มักเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คนคิดจะทำความดี เพราะธรรมชาติของเราจะหลงลืมและเพลินในสุข ซึ่งความสุขส่วนมากที่เราชอบ มักจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงทั้งสิ้น พระพุทธองค์เห็นข้อนี้จึงสละทุกสิ่งออกบวชแสวงหาธรรมะ แต่อย่างเราๆ มักจะไม่คิดเรื่องนี้จนกว่าจะทุกข์ เสียก่อน เราจึงพบว่าคนจำนวนมาก ได้ประพฤติธรรมะ ได้ทำสิ่งดีๆ แก่ตนและผู้อื่นเพราะประสพกับความทุกข์มาแล้ว ดังนั้นเมื่อมีทุกข์นั่นคือเราได้อยู่ใกล้ธรรมะแล้ว ถ้าผ่านช่วงนี้ไปได้ก็มักจะมีสิ่งดีโอกาสดี และเราเองก็จะดำรงอยู่ในความดีมากขึ้น ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่โลกเช่นนี้มาตลอด

เมื่อ เราทุกข์หรือพบคนที่ทุกข์ อย่าลืมเปลี่ยนอารมณ์ ตั้งสติหาทางแก้ไข ใช้ความดีเอาชนะสิ่งไม่ดี ทุกข์ย่อมไม่เที่ยง ย่อมผ่านไป เป็นธรรมดา และเราก็มีโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดี ได้ปรับปรุงตนเป็นคนดีเสมอ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกท่าน

ขอขอบคุณเจ้าของบทความจาก //www.rimnam.com

ที่มา : //www.dhammajak.net/dhamma/1.html




 

Create Date : 06 กรกฎาคม 2553    
Last Update : 6 กรกฎาคม 2553 21:36:28 น.
Counter : 170 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  

naizeezaa
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add naizeezaa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.