freedom in my life
Group Blog
 
All blogs
 

เกอิชา เมดูซ่า ...


เกอิชา เมดูซ่า ...

ชื่อเรียกที่ เก๋ กะ เม(เพื่อนร้าก) ใช้เรียกแทนตัว
จำได้คุ้นๆว่าเคยคุยกันอะไรซักอย่าง แล้วก็ได้ชื่อนี้มาตั้งแต่ตอนปี 1 (แป๊บเดียวผ่านไป 7 ปีแล้ว -*-)

วันนี้เลยมีโอกาสได้ค้นหา ตำนานของ 2 ชื่อนี้ มาลง blog


Maduza




ในตำนานของกรีกนั้น เมดูซ่า(Medusa) เป็นผู้หญิงที่มีผมเป็นงู และเมื่อมีคนมองมาที่ใบหน้าเธอ เธอจะสาปให้คนผุ้นั้นกลายเป็นหิน ที่จริงแล้วก่อนที่เมดูซ่าจะมีความร้ายกาจดังที่เป็นที่เล่าขานกันมานั้น เมดูซ่านั้นเป็นหญิงสาวที่มีหน้าตาสวยงามมาก

เมดูซ่า เป็นหนึ่งในลูกสาวทั้งสามของ เมทิสซึ่งเมทิสเป็นเจ้าแห่งสติปัญญาและสามารถแปลงร่างเป็นสิ่งต่างๆได้มากมาย แต่เดิมลูกทั้ง 3 ของเมทิสเป็นคนที่สวยงามมาก แต่แล้ววันหนึ่งเมทิสแม่ของเมดูซ่าถูกเทพ เซอุส(Zeus)ข่มขืนและกลืนกินลงท้องไป และเซอุสจึงได้ใช้สติปัญญาและความสามารถทางการแปลงร่างของเมทิสเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง พลังอำนาจนั้นทำให้เทพเซอุสยิ่งใหญ่เหนือเทพทั้งปวง และต่อมาเทพธิดา เอเทน่า(Athena)ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการที่พลังของเมทิสทะลักออกมาทางหน้าผากของเซอุส เมื่อเอเทน่าได้กำเนิดขึ้นพร้อมกับความสามารถทางสติปัญญาของเมทิสผู้เป็นแม่ และเอเทน่าก็ถือเมดูซ่าพี่น้องร่วมสายเลือดแม่ เป็นศัตรูคนสำคัญ อยู่มาวันหนึ่งเมดูซ่าที่เป็นสาวงาม มีชายหลายคนหมายปองเป็นเจ้าของ ก็ได้ไปบูชาเทพเอเทน่ายังวิหารของเอเทน่า แล้วเทพโพไซดอน(Poseidon)ก็เห็นเมดูซ่าที่มีหน้าตาสวยงามมาก จึงต้องการครอบครองเมดูซ่าเป็นของตน จึงใช้กำลังขืนใจเมดูซ่า เอเทน่าเห็นดังนั้นจึงใส่ความเมดูซ่าว่า ลบหลู่เอเทน่าในวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และสาบเมดูซ่าให้กลายเป็นมารร้ายหน้าตาน่าเกลียด และสาบให้ผมสวยงามของเมดูซ่าเป็นงูเต็มหัวเมดูซ่า เมื่อเป็นเช่นนี้เมดูซ่าต้องได้รับความอับอาย โกรธแค้นจึงได้ใช้ความเกลียดชังนั้นมาเป็นพลังในการสาบคนที่มองหน้าเธอให้กลายเป็นหินไป เพื่อตอบแทนสิ่งที่ทำให้เธอกลายเป็นเช่นนี้ เมดูซ่าจึงกลายเป็นมารร้ายที่สุดตนนึงในตำนานกรีก



สุดท้ายเมดูซ่าก็ถูกเพอร์เซอุสฆ่าตายจากการถูกเพอร์เซอุสใช้ดาบฟันคอขาด ซึ่งเอเทน่าเป็นคนอยู่เบื้องหลังในการตายของเมดูซ่า ที่เอเทน่าให้เพอร์เซอุสไปฆ่าเมดูซ่าแทนนั้นเพราะเอเทน่าเป็นเทพแล้วจึงใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ไม่มาก จึงใช้มือของเพอร์เซอุสในการทำการเรื่องนี้

เกอิชา geisha



เกฉะ("ศิลปิน") เป็นอาชีพหนึ่งของสตรีญี่ปุ่นในสมัยก่อน ถือว่าเป็นผู้ที่ชำนาญทางศิลปะ และให้ความเพลิดเพลินบันเทิงใจ เป็นเสมือนผู้คอยต้อนรับและปรนนิบัติแขก เกอิชามีอยู่แพร่หลายอย่างมากในญี่ปุ่น ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 และ19 เมื่อ ค.ศ. 1920 มีจำนวนเกอิชาถึง 80,000 คน ส่วนในปัจจุบันแม้ว่าจะยังมีอาชีพเกอิชา แต่จำนวนค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง

คำว่า "เกอิชา" นั้น ภาษาญี่ปุ่นออกเสียงว่า "เก-ฉะ" ในแถบคันไซ เรียกว่า เกงิ ส่วนเกอิชาฝึกงาน หรือ "เกโกะ" นั้น มีใช้มาตั้งแต่สมัยเมอิจิ ส่วนคำว่า "กีชา" ที่เรียกว่า "สาวเกอิชา" นั้น นิยมเรียกในช่วงปฏิบัติการร่วมระหว่างญี่ปุ่นและอเมริกา หมายถึง หญิงขายบริการ แต่เรียกตัวเองว่า "เกอิชา"

อาชีพของเกอิชานั้น พัฒนาขึ้นมาจาก ไทโคะโมะชิ หรือ โฮคัน ซึ่งคล้ายกับพวกตลกหลวงในราชสำนัก เกอิชาในสมัยแรกนั้นล้วนเป็นผู้ชาย ส่วนผู้หญิงที่ทำหน้าที่อย่างเดียวกันนั้น จะเรียกกันว่า "อนนะ เกฉะ" หรือ เกอิชาหญิง แต่ในปัจจุบัน เกอิชาเป็นหญิงเท่านั้น






 

Create Date : 13 กันยายน 2549    
Last Update : 14 กันยายน 2549 19:16:02 น.
Counter : 451 Pageviews.  

วันทอง โมราห์ กากี

พูดถึง เรื่องราวเกี่ยวกับกรีก โรมัน ไป 2 ตอนแล้ว
ตอนนี้เลยอยากจะลงเรื่องเกี่ยวกับ วรรณคดีไทยบ้าง

หลังจากการหาข้อมูลเพื่อที่จะอ่านเอง และเอามาลงบล๊อก ก็ได้พบว่า น่าเศร้าที่อินเตอร์เน็ต...สื่อที่สามารถสืบค้นได้ทุกอย่างมีเรื่องราวของวรรณคดีไทยน้อยมาก ก่อนหน้านี้ประมาณ 1 ปีเคยสนใจและอยากอ่านเรื่องราววรรณคดี พอค้นหาจากใน google ก็พบเยอะมาก และหาอ่านได้ แต่ตอนนี้แทบไม่มีเหลือ ... ความสนใจในเรื่องราวพวกนี้ลดหายน้อยลงไปขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
เทียบกับตอนที่ค้นหาข้อมูลของเรื่องราวกรีก โรมัน ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด สักวัน เรื่องราวเหล่านี้จะมีปรากฏเพียงในตำราเรียน บางเล่ม บางสาขา และบางระดับชั้นการศึกษา หรือเปล่า น่าตกใจที่วรรณคดีไทย กำลังจะถูกลืม ...

จริงๆแล้วโดยส่วนตัว อ่านหนังสือมาก แต่เป็นหนังสืออ่านเล่น บทความสมัยใหม่ และหนังสือแปลซะส่วนใหญ่ มีอ่านหนังสือวรรณคดี ประวัติศาสตร์ไทยบ้าง แต่ก็ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับจำนวนหนังสือที่อ่าน แต่ยังไงก็ยังไม่เคยลืม เรื่องราว วรรณคดี กลอน นิราศ สุภาษิต ไทย ที่ยังคงมีเสน่ห์อยู่เสมอเมื่อได้นึกถึง

ส่วนที่จะพูดถึง เป็นตัวละครในวรรณคดีที่เคยได้อ่านแล้วถือว่าโดนใจ และเป็น ประโยคพูดที่ชินหู กับการเปรียบเทียบ ผู้หญิงหลายใจหรือมากผัว ....'วันทอง' 'โมราห์' 'กากี'

นางวันทอง จากเรื่องขุนช้าง ขุนแผน



เดิมมีชื่อว่านางพิมพิลาไลย (แต่เปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อแก้เคล็ดให้หายป่วย ตอนที่ขุนแผนไปรบ) เป็นสาวทรงเสน่ห์ ที่ถูกยื้อแย่งไปมาระหว่างขุนช้างกับขุนแผน จนในที่สุด พระพันวษาต้องให้นางเลือกว่าจะอยู่กับใคร แต่นางวันทองก็ไม่สามารถตัดสินใจเลือกคนใดคนหนึ่งได้ เพราะแม้ว่าขุนแผนจะเจ้าชู้ จนมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งหึงหวงกันบ่อย ๆ แต่ก็เป็นรักแรก แถมยังมีลูกด้วยกันแล้ว ซึ่งก็คือพลายงาม ส่วนขุนช้างแม้จะขี้ริ้วขี้เหร่ แต่ก็รักจริงและรักเดียว อีกทั้งดูแลนางอย่างดี เพราะมีฐานะร่ำรวย การที่นางไม่สามารถตัดสินใจให้เด็ดขาดนี่เอง ทำให้พระพันวษาสั่งประหารชีวิตด้วยความกริ้ว
ด้วยเหตุนี้ นางจึงถูกประณามว่าเป็นนางวันทองสองใจบ้าง นางวันทองสองผัวบ้าง ทั้ง ๆ ที่ชีวิตนางก็น่าเห็นใจอยู่ไม่น้อย เพราะถูกผู้ชาย 2 คนแย่งกันไปแย่งกันมา แต่ความที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ทำให้ต้องตกอยู่ในภาวะจำยอม

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
โดยส่วนตัวรู้สึกเห็นใจนางวันทอง เพราะถูกตัดสินว่าเป็นคนผิด ทั้งๆที่ทั้งสองผัวล้วนแต่เกิดขึ้นเพราะเหตุการณ์บังคับ หรืออยู่ในสภาวะที่เลือกไม่ได้ อย่างครั้งที่ได้ตกเป็นของขุนแผนหรือพลายแก้ว ในตอน 'พลายแก้วได้นางพิม' อย่างที่รู้ๆกันมาว่าพลายแก้วมีวิชาอาคม การที่พลายแก้วได้นางพิมนี่ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นชัดก็เรียกได้ว่าเป็นการทำเสน่ห์เล่นของ ตั้งแต่แรกพบ
"ส่วนขุนช้างรับกัณฑ์กุมาร เมื่อถึงวันเทศน์มัทรี สมภารได้ป่วยลง ก็สั่งให้เณรแก้วไปเทศน์แทน ก่อนจะขึ้นเทศน์ เณรแก้วเสกขี้ผึ้งทาปากก่อน แล้วไปขึ้นธรรมาสน์ เมื่อเห็นนางพิมนั่งก้มหน้าอายอยู่ จึงเป่าคาถามหาละลวยไปที่นางพิม ทำให้นางพิมพ์รู้สึกรัญจวนใจ ก่อนที่เณรแก้วจะเทศน์จบ นางพิมได้เปลื้องผ้าสีทับทิมวางบนพานถวายเณรแก้ว ขุนช้างเห็นก็เปลื้องผ้ากรอง ไปวางคู่กับผ้าทับทิมของนางพิม พร้อมกับอธิษฐานว่า ให้ได้เป็นคู่กับนางพิม
"
จนถึงขั้นได้เสีย พลายแก้วได้ดูฤกษ์ยามที่จะไปบ้านนางพิม
".....ยืนขยับเพ่งพิศเมฆฉาย ..... พิเคราะห์ดูหลาวเหล็กและผีหลวง....
.....ปลอดห่วงดวงใจก็ฮึกหาญ สูรย์จันทร์แม่นยำด้วยชำนาญ
ย่างเท้าก้าวผ่านไปตามทิศ..... "

เณรแก้วได้เสกข้าวสารหว่านไปจนผู้คนในบ้านหลับสนิท แล้วสะเดาะกลอน กลิ้งครกเหยียบยืนขึ้นไปบนเรือน และได้นางพิมเป็นเมีย หลังจากกลับจากบ้านนางพิม ก็ได้ไปขอให้ชีต้นบวชให้ดังเดิม

ส่วนครั้งที่เป็นเมียขุนช้างก็เกิดจากที่ถูกขุนช้างลวงว่าพลายแก้วตาย "แม่สื่อและขุนช้าง ก็มาหานางศรีประจันที่บ้าน โดยเอาหม้อกระดูกมาด้วย แล้วบอกว่านี่คือกระดูกพลายแก้ว ซึ่งตายเพราะถูกเจ้าเมืองเชียงทองแทงตาย " และความโลภของนางศรีประจันผู้เป็นแม่ที่ยกนางวันทองให้ขุนช้างโดยเห็นแก่เงินทองของขุนช้าง

นางโมรา จากเรื่องจันทโครพ

<ยังหารูปไม่ได้ค่ะ>

เจ้าชายจันทโครพได้ไปศึกษาเล่าเรียน อยู่กับพระฤษีตนหนึ่งจนสำเร็จวิชา อาจารย์เลยให้ผอบทอง ซึ่งมีสาวสวยอยู่ข้างในนั้นคือ นางโมรา โดยพระฤษีกำชับนักหนาว่า อย่าเพิ่งเปิดผอบระหว่างทาง แต่ความที่อยากรู้ว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ทำให้จันทโครพตัดสินใจเปิดออกดู เมื่อเห็นนางโมราก็หลงรักทันที และได้นางเป็นชายาที่กลางป่านั่นเอง แต่ขณะที่ทั้งคู่เดินทางกลับเมือง ก็ไปเจอโจรป่าเข้าเลยถูกปล้น โดยโจรหวังจะชิงนางโมราไปด้วย จึงเกิดการต่อสู้กันขึ้น ท้ายที่สุด พระขรรค์หลุดออกไป จันทโครพตะโกนให้นางส่งพระขรรค์ให้ แต่นางกลับส่งให้โจรเอามาฆ่าจันทโครพตาย ส่วนโจรได้นางโมราไปแล้วก็เกิดไม่แน่ใจ กลัวถูกทรยศเหมือนจันทโครพ เลยแอบหนีนางไป ทำให้โมราต้องระหกระเหินหิวโหยอยู่ในป่า พระอินทร์จึงแปลงร่างเป็นเหยี่ยวคาบชิ้นเนื้อมาลองใจ โดยตกลงว่าเมื่อให้ชิ้นเนื้อแล้ว นางต้องมาเป็นภรรยา นางโมราก็มิได้ขัดขืนแต่อย่างใด พระอินทร์เห็นเช่นนั้นก็โกรธว่า เป็นหญิงมักมากในกามคุณ โดยไม่เลือกว่าโจรหรือสัตว์ จึงสาปนางให้กลายเป็นชะนี ส่งเสียงร้องโหยหวนว่า "ผัวววว ..."
โมราจึงเป็นนางในวรรณคดีอีกนางหนึ่งที่ถูกตราหน้าว่าเป็นหญิงไม่ดี เพราะมีหลายใจ และที่ว่าชะนีร้องหาผัว ก็มาจากวรรณคดีเรื่องนี้นั่นเองค่ะ

.. .. .. .. .. .. .. .. .. ..
เรื่องนี้มีกลอนที่อีโรติกได้สวยมากๆ น่าสังเกตุอารมณ์ร่วมรักที่ต่างกันระหว่างกลอนสองบทนี้ บทแรกเป็นตอนร่วมรักกับจันทโครพจะให้อารมณ์นุ่มนวล การบรรยายสวยเห็นภาพความหวาน ส่วนบทรักเป็นตอนร่วมรักกับโจรป่า จะให้อารมณ์ร้อน รุนแรง

พระว่าพลางกางหัตถ์สัมผัสพลัน..................พัลวัลพิศสวาทสวัสดี
ดังพระยามังกรช้อนวิเชียร..........................ก็ชูเศียรแหวกว่ายวารีศรี
พระทรวงแอบแนบทรวงสุดาดี.....................ดังอัคคีลามไหม้จักรวาล
หิมวันต์เลื่อนลั่นสะท้านสะเทือน...................สาครเคลื่อนลูกละลอกกระฉอกฉาน
มัจฉาโดดโลดเล่นในลำธาร.........................เสียงสะท้านเขากระทบกระทั่งกัง
ทั้งปู่เจ้าเขาเขินเนินพนม............................ถลาล้มลุกแล่นไม่เหลียวหลัง
พระฤๅษีอยู่ในถ้ำร่ำระฆัง.............................ทุกรวงรังนกร้องคะนองไพร
ทั้งพฤกษาก็ระย้าระยาบโยก.........................ลมกระโชกกิ่งก้านเขยื้อนไหว
พิลึกลั่นชั้นฟ้าสุราลัย....................................ราหูไล่คว้ารถพระสุริยา
อ้าโอษฐ์อมอับพะยับแสง..............................ทุกหล้าแหล่งมืดมิดทุกทิศา
พิรุณสาดฟาดฟองคะนองฟ้า..........................เมขลาล่อแก้วอยู่แวววาว
ตลอดแลบแปรบปราบเป็นเปลวช่วง...............อสูรหน่วงขวานขว้างไปกลางหาว
เปรี้ยงกระเดื่องเปลื่องกระดอนทุกแดนดาว......ก็เกรียวกราวนกกาถลาบิน
ในท่อน้ำลำธารฉานกระฉอก.........................คลื่นละลอกล้นลบกระทบหิน
กระแทกผึงกระทุ่มผางลงกลางดิน.................ก็เสร็จสิ้นสุขเกษมทั้งสองรา

- - - - -
ประเทืองต้องสองเต้าประทุมถัน.................ประคองคั้นเคล้นชมสมสมาน
นาสิกสูบจูบแก้มนางนงคราญ......................หัตถ์ประสานเกี่ยวกอดประคองนาง
สองอารมณ์สมรักประสานกร.......................สโมสรประดิพัทธ์ไม่ขัดขวาง
จะเปรียบโจรเชยชิดสนิทนาง......................ดั่งเชิงช้างสระสนานทะยานแรง
กระพือพัดผัดโบกกระโชกชิด......................ก็คว้าขวิดงวงกระหวัดอยู่กวัดแกว่ง
กำลังมันคันงามไม่ราแรง...........................กระแทกแทงเสยซ้ำปะรำซวน
ควาญขยับลงขอระย่อหยุด...........................ก็สิ้นสุดรสรักแรมสงวน


นางกากี จากเรื่องกากี



นับเป็นนางเอกที่อื้อฉาวที่สุดก็ว่าได้ นางกากีนี้ นอกจากจะมีรูปกายงดงามราวเทพธิดาแล้ว ยังมีกลิ่นกายหอมเป็นเสน่ห์พิเศษ อีกอย่างหนึ่งด้วย ชายใดที่แตะต้องสัมผัสกลิ่นกายของนาง ก็จะหอมติดชายคนนั้นไปถึง 7 วันเลยทีเดียว
นางกากีเป็นพระมเหสีของท้าวบรมพรหมทัต ซึ่งโปรดการเล่นสกามาก และมีพญาครุฑเวนไตรย ซึ่งแปลงร่างมาเป็นมานพรูปงาม มาเล่นสกาอยู่ด้วยเนือง ๆ จนวันหนึ่งเล่นเพลิน มิได้ไปหานางกากี นางจึงมาแอบดู และสบตาเข้ากับพญาครุฑแปลง เลยเกิดหวั่นไหวทั้งสองฝ่าย ภาษาสมัยใหม่ก็ต้องว่า เกิดปิ๊งกันขึ้นมา
ต่อมาพญาครุฑได้บินมาลักพานางไปอยู่ที่วิมานฉิมพลี ทำให้ท้าวพรหมทัตกลัดกลุ้มพระทัย คนธรรพ์นาฏกุเวร (คนธรรพ์คือ เทวดาชั้นผู้น้อยที่มีความชำนาญด้านดนตรี) ซึ่งเป็นพี่เลี้ยงของท่านท้าวก็อาสาจะพานางกลับมาให้ จึงได้แปลงตัวเป็นไรแทรกอยู่ในขนครุฑ ตามไปวิมานของครุฑด้วย
ครั้นพญาครุฑบินออกไปหาอาหาร นาฏกุเวรคนธรรพ์ก็ออกมา แต่แทนที่จะพานางกลับเมือง กลับเกี้ยวพาราสี และเล้าโลมนางจนได้เสียกัน แล้วกลับมารายงานท่านท้าวว่า นางกากีจะอยู่กับครุฑ และตนได้เสียกับนางแล้ว เพื่อให้ครุฑรังเกียจนาง ท่านท้าวก็โกรธแต่ทำอะไรไม่ได้
ต่อมาพญาครุฑก็โกรธนางกากี จึงนำกลับมาปล่อยไว้ในเมือง ครั้นท่านท้าวเห็นนางก็ว่าถากถาง และนำนางไปลอยแพกลางทะเล ต่อมานางได้รับการช่วยเหลือจากนายสำเภา ซึ่งได้รับนางเป็นภรรยา แต่เคราะห์กรรมนางก็ยังไม่หมด ต่อมาได้ถูกโจรมาลักพาตัวไปอีก เพราะหลงใหลในความงาม ปรากฏว่าในหมู่โจรก็เกิดการแย่งชิงนางขึ้นอีก แต่นางหนีไปได้ และต่อมาได้เป็นมเหสีของท้าวทศวงศ์ กษัตริย์อีกเมืองหนึ่ง สุดท้ายปรากฏว่า นาฏกุเวรที่ได้ครองเมืองแทนท้าวบรมพรหมทัตที่สวรรคตลง จึงตามไปชิงนางคืนมา และฆ่าท้าวทศวงศ์เสีย เรื่องก็จบลง
นับดูแล้ว นางกากีก็มีสามีทั้งเรื่องถึง 5 คน แสดงว่านางต้องเป็นผู้หญิงที่มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้ามอย่างมาก จึงต้องตกระกำลำบาก ถูกสังคมประณาม เพราะว่าเสน่ห์แรงเกินไปนี่เอง

วรรณคดี ชาดกสมัยก่อนเนี่ย อีโรติกเยอะเหมือนกันนะ แต่ เป็นอีโรติกที่อ่านได้ ภาษาสวย อ่านแล้วรู้สึกไม่โป๊ดีอ่ะค่ะ
คนธรรพ์รับขวัญแล้วจุมพิต.................กรสะกิดเลี้ยวลอดสอดประสาน
เคล้าเคล้นเล่นดวงปทุมมาลย์.............ยุพาพาลแม่อย่าหมองกมลใน
ซึ่งโทษผิดชิดโฉมประโลมเล้า............ด้วยร้อนเร่าสวาทหวังไม่ยั้งได้
อย่าถือความจงประนามประนอมใจ.........พี่จะไว้ชีพด้วยวนิดา
ว่าพลางทางประจงปลงจิต...................เนื้อสนิทแนบกันกระสันหา
สองชื่นรื่นรสภิรมยา............................ดั่งราหูจู่จับพระจันทร
อ้าโอษฐ์โกรธเกรี้ยวกระหยับย้ำ...........กรกำเรือนรถจะสังหร
แสงจันทร์อับชะอ่ำในอัมพร.................ด้วยกำลังฤทธิรอนอสุรินทร์
พสุธาอากาศก็อับแสง..........................ไม่แจ่มแจ้งแหล่งหล้าวนาสินธุ์
ประจักษ์จันทร์อุปราค์ทั้งแดนดิน...........ก็อึงอินทเภรีระดมปืน
ฆ้องระฆังกังสดาลประสานเสียง...........สำเนียงโห่ลั่นหล้าไม่ฝ่าฝืน
ประเวณีคลี่คลายขยายคืน....................ก็แช่มชื่นเด่นดวงศศิธร
สองสุขสองสมภิรมย์รส........................ยังไม่หมดสุขสโมสร
คนธรรพ์ครั้นบ่ายรวีวร.........................สั่งสมรแล้วก็จรเข้าซ่อนกาย



ที่มา : นิตยสารหญิงไทย ปีที่ 31 ฉบับที่ 742




 

Create Date : 12 กันยายน 2549    
Last Update : 14 กันยายน 2549 19:17:56 น.
Counter : 746 Pageviews.  

10 อันดับคำสาปของโลก

อันดับ 10 เพชรโฮป (Hope Diamond)



เป็นเพชรสีนํ้าเงินขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีนํ้าหนักถึง 45.52 กะรัต
โดยพ่อค้าฝรั่งเศสนาม จอห์น แบ็บติส ทราวิเนียร์ ได้ขโมยมาจากพระนลาฏ (หน้าผาก)
เทวรูปฮินดูในวิหารแห่งหนึ่งของอินเดีย เมื่อราว ค.ศ. 1600 โดยหารู้ไม่ว่าโคตรเพชรนี้มีคําสาปติดมาด้วย
นั่นคือ มันผู้ใดที่ขโมยหรือครอบครองเพชรโฮป จะต้องประสบความวิบัติทุกรายไป! และก็จริงตามคําสาป
นับตั้งแต่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งทรงซื้อเพชรนี้จากนายทราวิเนียร์ พระองค์และ
พระราชวงศ์ก็ทรงได้รับภัยร้ายกาจจากการปฏิวัติของฝรั่งเศสตลอด กระทั่งนาย เฮนรีย์ ฟิลิป โฮป
(เจ้าของชื่อเพชรเม็ดนี้) นายปิแอร์ คาร์เทียร์ (พ่อค้าอัญมณีชื่อดังที่เรารู้จักกันดี) ฯลฯ
ล้วนประสบกับอัปมงคลจนถึงผู้ครอบครองรายสุดท้ายคือ ตระกูลของ เซอร์ ฮาร์รีย์ วินสตัน ได้ให้เลดี้ไฮโซ
ผู้หนึ่งยืมสร้อยคอเพชรโฮป สวมใส่ในงานราตรี สองเดือนต่อมา ลูกน้อยของเธอก็ตายอย่างลึกลับ
สามีกลายเป็นบ้าและต้องหย่าขาดกัน ในที่สุด ทายาทตระกูลวินสตันจึงมอบเพชรโฮปให้สถาบันสมิธ
โซเนียนของสหรัฐฯ เป็นผู้อนุรักษ์แทน


อันดับ 9 วิหารกระดูก แห่งเมือง อีโวรา(Évora's Chapel of Bones), โปรตุเกส





วิหารนี้สร้างในศตวรรษที่ 15 โดยพระนิกายฟรานซิสกัน ที่ประหลาดพิสดารคือ
ผนังภายในวิหารนี้สร้างขึ้นจากกระดูกของมนุษย์กว่า 5,000 คน เท่านั้นไม่พอ มีซากศพ 2 ร่าง
ห้อยแขวนติดผนังด้านหนึ่งด้วย!
ตํานานวัดระบุว่า ครั้งกระโน้นมีสตรีนางหนึ่งซึ่งยึดมั่น ในคาทอลิก
แต่ได้ถูกสามีผู้โมโหร้ายกับลูกชายของ เธอเองช่วยกันโบยตีจนตาย ก่อนสิ้นชีวิต เธอได้สาป
ให้วิญญาณของเขาทั้ง 2 ลงนรก แม้แต่พื้นพสุธา ก็จะไม่ยินดีรับร่างของเขาไว้ ไม่นานนัก
ชายทั้งสองก็ถึงแก่มรณกรรม ชาวเมืองพยายามขุด หลุมฝังศพของเขา แต่ขุดลงไปที่ใดก็เจอะแต่หิน เมื่อจนปัญญา
พวกเขาจึงนําเอาซากศพทั้งสองขึ้น ไปห้อยแขวนไว้กับ ผนังวิหารดังกล่าว สําหรับให้นักบวชได้ใช้ปลง
ในระหว่างทําสมาธิ ก็นับเป็นคําสาปที่ขลังยิ่ง


อันดับที่ 8 ละครเรื่อง แม็คเบ็ธ (Macbeth) ของเชคสเปียร์





ละครเรื่องนี้มีฉากที่เกี่ยวกับแม่มดและ คําสาปมนต์ดํา
ว่ากันว่าทําให้แม่มดตัวจริงสมัยนั้น เคืองแค้น ที่เชคสเปียร์นําเอาเรื่องลับของพวกเขามาเปิดเผย
จึงสาปให้ละครเรื่องนี้มีอันเป็นไป-หากใครนํามาแสดงโดยเฉพาะตัวละครที่เล่นบทแม็คเบ็ธ
ผลของคําสาปอุบัติขึ้นตั้งแต่หนแรกสุดที่ละครนี้ออกแสดง โดยผู้แสดงที่ชื่อ ฮัล เบอร์ริดจ์(Hal Berridge )
ซึ่งสวมบทเลดี้เอม ได้ล้มเจ็บลงในคืนนั้น และสิ้นใจตายหลังเวที

และนับแต่นั้นมาเกือบ 400 ปี ละครเรื่องนี้ก็มีอาถรรพณ์เกิดขึ้นกับนักแสดงมาตลอด
เช่น มีอุบัติเหตุบาดเจ็บ ล้มตาย บางคนฆ่าตัวตาย และที่น่าพรึงเพริดที่สุดก็คือ ในปี ค.ศ. 1947
นักแสดงชื่อ ฮาโรลด์ ทอร์แมน เป็นผู้รับบทแม็คเบ็ธ ในระหว่างการดวลดาบนั้น
คู่ต่อสู้ของเขาลืมสวมที่ครอบปลายดาบ พอแม็คเบ็ธ ถูกแทงล้มลง กลางเวที ผู้ดูต่างก็ปรบมือพอใจในบทบาท
หากทว่า หลังเวทีนั่นซิ ต่างก็ตกใจกันยิ่งนักที่เขาโดน แทงจริงๆ ทอร์แมนตายใน 3 สัปดาห์ต่อมา

อันดับ 7 คําสาปของ อลิสแตร์ ครอว์ลีย์ พ่อมดแห่งทะเลสาบล็อคเนสส์





สกอตแลนด์ ปี 1899 ครอว์ลีย์อาศัยอยู่ในบ้านอย่างโดดเดี่ยว
ทางตอนใต้ของทะเลสาบที่ลือลั่นในเรื่องอสุรสัตว์ กล่าวกันว่าเขา
ขมังในเรื่องเวทมนตร์และเลี้ยงวิญญาณภูตไว้ถึง 115 ตน เขาสามารถดลบันดาลให้
เพื่อนบ้านหลายคนมีอันเป็นไปนานา จนเป็นที่หวาดหวั่นไปทั่ว


ก่อนตาย ครอว์ลีย์ ได้สาปทิ้งท้ายไว้กับยอด เขาแห่งหนึ่งซึ่งเรียกกันว่า
“ปล่องไฟปีศาจ” และครอว์ลีย์เคยหลงทางที่ยอดเขานี้ ซึ่งทําให้เขาขัดเคืองใจ
จึงสาปว่าเมื่อใดที่ยอดเขานี้พังทลาย สิ่งชั่วร้ายต่างๆก็จะถูกปลดปล่อยแผ่กระจายไปด้วย “ปล่องไฟปีศาจ”
ยืนหยัดอยู่นานนับพันปี แต่แล้วในเดือนเมษายน 2001 ยอดสูงราว 70 เมตร ก็มีอันถล่มทลายลงมาในทะเล
เรื่องนี้ทําให้ผู้ที่เชื่อถือในตํานานพากันผวาไปตามกันเลย ป่านนี้นรกคงครอบคลุมแผ่นดินแล้ว!


อันดับ 6 คําสาปวูดูแห่งนิวออร์ลีนส์





สหรัฐฯ แม่มดวูดูผู้นี้มีนามว่า มารี ลาโว มีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 1800 กว่าๆ
เพื่อนบ้านรํ่าลือกันว่าเธอสามารถสาปได้ทั้งคนและสัตว์ โดยใช้มนต์ดําของวูดู กระทั่งทุกวันนี้ยังมีการ
จัดทัวร์พาไปชมบ้านของเธอ รวมทั้งบนบานขอให้เธอช่วยสาปใครก็ได้ เรียกกันว่า บลัดดี้มารีทัวร์ ทั้งนี้
ผู้ขอจะต้องปฏิบัติดังนี้ เริ่มจากเคาะ 3 ครั้งบนโลงศพของมารี แล้วหมุนกายทวนเข็มนาฬิกา 3 รอบ
เซ่นเหล้ารัม ข้ามหลุมศพ 3 หน แล้วเปล่งชื่อของเธอออกมาดังๆ จากนั้นก็บอกกล่าวถึงจุดประสงค์ของคุณ
(ว่าจะให้เธอดลให้ศัตรูของคุณวิบัติอย่างไร)
ไม่เชื่อก็เดินทางร่วมทัวร์ไปพิสูจน์ได้


อันดับ 5 คําสาป ตุตันคามุน



.... จากบันทึกของ ฮาวารด์ คาร์เตอร์


ในยามใกล้ค่ำของวันอาทิตย์ที่ 26 พฤษจิกายน ปี ค.ศ. 1922 นักสำรวจชาวอังกฤษ
ฮาวาร์ด คาร์เตอร์ ได้ค้นพบสิ่งที่นักโบราณคดีทั้งหลายต่างถือว่าเป็น
การค้นพบที่สำคัญที่สุดในศตวรรษของอียิปต์ สถานที่แห่งนั้นคือ สุสานของกษัตรย์หนุ่ม ในราชวงค์ที่ 18
ของอียิปต์โบราณ ฟาโรห์ ตูตานคามุน


ตูตานคามุน เป็นฟาโรห์ที่มีชื่อเสียงที่สุดองค์หนึ่งของอียิปต์ ในขณะเดียวกัน
ก็เป็นฟาโรห์ที่มีข้อมูลกล่าวถึงน้อยที่สุดคนหนึ่งอีกด้วย ฟาโรห์หนุ่มคนนี้
มีชีวิตอยู่เมื่อสามพันกว่าปีมาแล้ว ครองราชย์อยู่เพียงไม่ถึง 10 ปี ก็เสียชีวิตอย่างปริศนา ...


ในบรรดาสุสานฟาโรห์ที่ฝังอยู่ในหุบผากษัตริย์ สุสานของตูตานคามุน มีขนาดเล็กมาก
เมื่อเทียบกับสุสานของกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่อย่างรามเสสที่ 2 แต่เมื่อมีการค้นพบสุสานของตูตานคามุน
โลกก็ได้เห็นความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงของอารยธรรมอียิปต์ สุสานเล็กๆของฟาโรห์ผู้อาพับองค์นี้
บรรจุไปด้วยสมบัติล้ำค่า อย่างที่ไม่เคยค้นพบมาก่อนในประวัติศาสตร์ของนักโบราณคดี ...


อย่างไรก็ตามมีเรื่องเล่าลือต่างๆ นาๆ เกี่ยวกับสุสานแห่งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
คำสาปของฟาโรห์ ซึ่งจะลงโทษผู้ที่รบกวนการหลับอันเป็นนิรันด์ของจักรพรรดิ์ผู้ยิ่งใหญ่
ยิ่งเมื่อนักสำรวจหลายๆคนที่ร่วมทีมสำรวจกับ ฮาวาร์ด คาร์เตอร์ ได้เสียชีวิตอย่างลึกลับ
ยิ่งทำให้ผู้คนเชื่อข่าวลือดังกล่าวมากขึ้น แต่รอบด่างของการค้นพบครั้งนี้
ถ้าจะมีคงไม่ใช่คำสาปของฟาโรห์ หากแต่เป็นความโลบของมนุษย์ เป็นที่เชื่อว่าสมบัติในสุสานนั้น
ได้ถูกลักลอบออกจากอียิปต์โดยผิดกฎหมาย มากกว่า 329 ชิ้น ซึ่งได้ตั้งแสดงอยู่ตามพิพิธพันฑ์ต่างๆทั่วโลก
... ซึ่งขโมยออกไปโดยผู้ค้นพบสุสานคือ คาร์เตอร์ นั่นเอง ฮาวาร์ด คาร์เตอร์นั้น ต้องสงสัยว่าลักลอบ
ขโมยสมบัติล้ำค้าจากสุสานของตูตานคามุนไปขายต่อ นอกจากนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังเชื่อว่า
บันทึกการค้นพบของเขานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องหลอกลวง ไม่ว่าคาร์เตอร์จะเป็นฮีโร่นักสำรวจของอังกฤษ
หรือว่าเรื่องของเขาเป็นแค่นิยายลวงโลก คำสาปของฟาโรห์มีจริงหรือไม่ ข้อสงสัยเหล่านี้ยากที่จะพิสูจน์
แต่สิ่งที่มีจริงคือความยิ่งใหญ่และรุ่งเรือง ของอารยธรรมอียิปต์
ซึ่งปรากฎอยู่ในทุกตารางนิ้วของสุสานลึกลับแห่งนี้


อันดับ 4 อีกา แห่งป้อมปราสาท ลอนดอน (Tower of London)





ป้อมปราสาทนี้ เป็นที่รู้จักกันดี ในฐานะถูก ใช้เป็นที่คุมขังและ
ประหารบุคคลสําคัญๆ ของอังกฤษมากมาย หลายท่าน ณ ลานปราสาทแห่งนี้จะมีการเลี้ยงดูอีกา จํานวน 6 ตัว
เนื่องจากมีคําสาปมานานกว่า 900 ปี ว่า ถ้าหากอีกาลดจํานวนลงเมื่อใด เมื่อนั้นความหายนะจะมาเยือน
นครลอนดอน และสิ้นสุดพระราชวงศ์แห่ง อังกฤษ!
เรื่องนี้มีตํานานปรากฏเป็นเอกสาร ในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 ราวศตวรรษที่ 17 ด้วยนะ ไม่ใช่
เรื่องเลื่อนลอยแต่ อย่างใด และทําให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นยาม หรือกษัตริย์ถือเป็น เรื่องจริงจังอ
ย่างเคร่งครัด เช่นว่า ถ้ามีอีกาตายหนึ่งตัว จะต้องรีบถวายรายงานต่อควีนทันที และต้องจัดหาอีกาตัวใหม่
มาทดแทนโดยด่วน ซึ่งอีกาทุกตัวจะมีชื่อเรียก และถ้าตายก็จะถูกนําไปฝังอย่างมีพิธีการ
จะมีการเลี้ยงอีกาไว้สํารองตลอดเวลา ถ้าตัวใดล้มป่วย ก็ต้องรีบตรวจสอบ หาไม่ถ้าหากตายโดยโรคติดต่อ (เช่น
ไข้หวัดนก) และเช้าขึ้นมาอีกาตายเกลี้ยงละก้อ เชื่อกันว่าทั้งพระราชวงศ์ก็จะอันตรธานไปเช่นกัน


อันดับ 3 คําสาปตะกั่วแห่งกรีซ



ใน ค.ศ. 1979 มีการขุดค้นโบราณสถานชื่ออโกรา, นครเอเธนส์
ทําให้พบแผ่นม้วนตะกั่วบางๆ ซึ่งมีจารึกภาษาโบราณอันเป็นคําสาปปรากฏอยู่ แผ่นตะกั่วนี้เรียกกันว่า
คาตาเรส (Katares) ใช้ใส่ลงในโลงศพก่อนจะฝัง
เชื่อกันว่าตะกั่วจะทําให้คําสาปจมลงไปอย่างรวดเร็วถึงขุมนรกพร้อมกับวิญญาณผู้ตาย
เพื่อที่พระยมจะได้อ่านคําสาปและดลบันดาลให้เป็นไปตามนั้น


นอกจากนี้ การฝากหรือทิ้งแผ่นคําสาปลงไปในนํ้าก็เป็นอีกวิธีการหนึ่ง
เพราะนํ้าจะสามารถสื่อ ไปถึงผู้ที่เราต้องการสาปได้ ซึ่งแผ่นคาตาเรสกว่า 100
แผ่นที่ค้นพบนี้ได้ระบุจ่าหน้าถึง ซูลิส ไมเนอร์วา ซึ่งเป็นเทพีด้านอุทกของโรมัน


อันดับ 2 คําสาป วัฏจักรมรณกรรม ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ



นี่ก็เป็นอาถรรพณ์อีกอย่างซึ่ง โด่งดังมาก นั่นคือ ปธน. สหรัฐฯ
ท่านใดที่ได้รับเลือกตั้งในปี ค.ศ. ที่ลงท้ายด้วยเลข 0 จะต้องถึงแก่ มรณกรรมในหน้าที่ ตํานานระบุว่า
ผู้ที่สาปก็คือ เตคัมเซ่ หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ผู้คับแค้นจากการถูกชนผิวขาวเข้ามายํ่ายีแย่งแผ่นดิน
เขาได้สาปไว้ก่อนที่จะถูกฆ่าตายในปี ค.ศ. 1813 ปธน.คนแรกที่ตกเป็นเหยื่อก็คือ วิลเลียม เฮนรีย์
แฮร์ริสัน ที่ได้รับเลือกตั้งใน ค.ศ. 1840 ถัดจากนั้นคําสาปก็เป็นจริงมาตลอด ไม่ว่าจะเป็น ลิน-คอล์น
(1860) การ์ฟิลด์ (1880) แม็คคินลีย์ (1900) ฮาร์ดิ้ง (1920) รูสเวลท์ (1940) เคนเนดี้ (1960)
เพิ่งมีรอดรายเดียวคือ ปธน. เรแกน (1980) แต่ท่านก็ถูกมือปืนชื่อ จอห์น ฮิงค์ลีย์ ยิงบาดเจ็บสาหัสในปี
1981 นัยว่าปืนที่ใช้นั้นไร้ประสิทธิภาพ ท่านจึงรอดพ้น อาถรรพณ์มาได้อย่างหวุดหวิด


อันดับ 1 คําสาปในสวนอีเดน (Garden of Eden)



นับเป็นคําสาปแรกเริ่มสุดๆ ตั้งแต่ครั้งพระเจ้าสร้างโลกโน่นเลย
โดยปรากฏเรื่องราวอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลว่า ก็อดทรงเสกอาดัม-มนุษย์ผู้ชายขึ้นก่อน
จากนั้นก็แซะเอาซี่โครงของอาดัมมาเสกเป็นอีฟ แล้วส่งทั้งคู่ไปอยู่ในสวนอีเดน
พร้อมรับสั่งว่าจะกินอะไรก็ได้ทุกอย่าง ยกเว้นผลไม้จากต้นแห่ง ความรู้หรือแอปเปิ้ล แต่**งูตัวแสบซิ
มันยุยงอีฟให้หมํ่า แอปเปิ้ลเข้าไป หมํ่าคนเดียวไม่พอ อีฟยังชักชวนให้อาดัมหมํ่าด้วย
เมื่อขัดคําสั่งของพระเจ้า ก็เป็นเรื่องซิ


โดย เจ้างูจอมแสบ โดนสาปให้ไปไหนมาไหน ด้วยการ ใช้ท้องไถไป อีฟโดนสาปให้คลอดลูก
ด้วยความเจ็บปวดรวดร้าว ส่วนอาดัมต้องทํางานหา เลี้ยงท้องอย่าง เหน็ดเหนื่อยทั้งชีวิต
ซึ่งคําสาปมหากาฬนี้ก็ตกทอดมาถึงพวกเราทุกคนกระทั่งทุกวันนี้


ที่มา : //www.thantip.com




 

Create Date : 12 กันยายน 2549    
Last Update : 14 กันยายน 2549 19:18:36 น.
Counter : 514 Pageviews.  

Eros (Erotes)






In Greek mythology, Eros was the primordial god responsible for lust, love, and sex; he was also worshipped as a fertility deity. His name is the root of words such as erotic. His Roman equivalent was Cupid, "desire", also known as Amor, "love". He was often associated with Aphrodite. Like Dionysus, he was sometimes referred to as Eleutherios, "the liberator".

According to tradition, Eros was principally the patron of male love, while Aphrodite ruled mens' love of women. Thus his statue could be found in the palaestras, one of the principal venues for men to associate with their beloveds, and it was to him that the Spartans sacrificed before battle. Meleager records this role in a poem preserved in the Greek Anthology: "The Cyprian queen, a woman, hurls the fire that maddens men for females; but Erôs himself sways the love of males for males." (Mousa Paidiké, 86)

In later Antiquity, Eros was the son of Aphrodite and either Ares or Hephaestus, or of Porus and Penia, or sometimes of Iris and Zephyrus; this Eros was an attendant to Aphrodite, harnessing the primordial force of love and directing it into mortals, an apt role for the issue of a union between "Love" and either "War" or "Fire." In some myths, he is portrayed as being playful, frequently causing trouble for gods and mortals; in others, he is mindful of the power he wields, sometimes refusing the entreaties of his mother and other gods to interfere in the course of some mortals' lives. In some versions he had brothers named Anteros, the embodiment of unrequited love, and Himerus.

Eros, angry at Apollo for making fun of his archery skills, caused him to fall in love with the nymph Daphne, daughter of Ladon, who had scorned him. Daphne prayed to the river god Peneus to help her and was changed into a laurel tree, which became sacred to Apollo.

The story of Cupid and Psyche has a longstanding tradition as a folktale of the ancient Greco-Roman world long before it was put to print; first seen Apuleius' Latin novel, The Golden Ass, this is apparent and an interesting intermingling of character roles. The novel itself is picaresque Roman style, yet Psyche and Aphrodite retain their Greek parts. It is only Cupid whose role hails from his part in the Roman pantheon.

The story it is told as a digression and structural parallel to the main storyline of Apuleius' novel. It tells of the struggle for love and trust between Cupid and Psyche, whose name is difficult to appropriately translate as it transcends both the Greek and Latin language, but can be taken to mean "soul", "mind" or rather both. Aphrodite was jealous of the beauty of mortal Psyche, as men were leaving her altars barren to worship a mere human woman instead, and so commands her son Cupid to cause Psyche to fall in love with the ugliest creature on earth. Cupid falls in love with Psyche himself and spirits her away to his home. Their fragile peace is ruined by a visit of Psyche's jealous sisters who cause Psyche to betray the trust of her husband. Wounded, Cupid departs his wife and Psyche wanders the earth, looking for her lost love. In order to regain the trust and love that she cast away, Psyche must complete three tasks, one requiring descent to the underworld. By embracing the help of nature, she is successful and is received into the pantheon of gods as an immortal and reconciles with her mother-in-law. Eventually, she bears Cupid a daughter, Voluptas, whose name means "pleasure." Psyche's visit to and return from the underworld made her an object of some devotion, like Dionysus and Persephone. She was an object of some mystery religions and was occasionally mentioned in connection with the popular Eleusinian Mysteries.

Some people believe that this story tells of how love can come from when desire (Eros) starts to fancy a person's soul (Psyche) rather than their body. The two find love, but easily lose it because of mistrust.[citation needed]




 

Create Date : 11 กันยายน 2549    
Last Update : 14 กันยายน 2549 19:19:00 น.
Counter : 182 Pageviews.  


ke_iza
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ke_iza's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.