ห้อง 409 (ตอนที่2)

ห้อง 409 (2)

 


เรื่องเล่า จากห้อง 409 ยังคงไม่ได้หมดสิ้นแค่นั้นหรอกครับ ก็ยังมีมากมายหลายครั้งที่ต้องเจอกับเรื่องแปลกๆ ที่หาคำตอบหรือเหตุผลสนับสนุนไม่ได้ ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับผม หรือผมได้ไปทำอะไรไม่ถูกไม่ควร กับการเข้ามาพักอาศัยที่นี่ โดยปกติแล้วตามความเชื่อของวิถีไทย อย่างเราๆ คงทราบและปฏิบัติกันอยู่ คือ ไม่ว่าเราจะย้ายไปพักอาศัยในที่ใหม่ๆ เราก็คงจะมีการไหว้บอกกล่าว กับเจ้าที่เจ้าทาง โดยที่อพาร์ทเม้นท์ ทั่วไปนั้นจะมีศาลพระภูมิเจ้าที่รวม เพื่อที่จะได้ให้เหล่าผู้พักอาศัย มีไว้กราบไหว้บูชา ไว้เป็นที่พึ่งทางใจ แต่สถานที่ ซึ่งผมอาศัยนั้นไม่ได้มีศาลพระภูมิ เจ้าที่แต่อย่างใด แล้วจะทำยังไงได้ล่ะครับ ผมก็ไม่ทราบเหมือนกัน ได้แต่คำแนะนำจากคุณแม่ คือให้ซื้อพวงมาลัย ไปพาดไว้ตรงหัวเตียง ซึ่งผมก็ทำตามคำแนะนำนั้นแหละ แต่ไม่ใช่ในวันแรก ที่เข้าอยู่ แต่น่าจะหลังจากนั้นได้เกือบสัปดาห์เลยทีเดียว ก็ไหว้อธิษฐานเสร็จแล้ว พาดหัวเตียง จบ ไม่ได้สวดมนต์อะไรเพราะสวดไม่เป็น
หลังจากมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับผมครั้งก่อน ก็ยังไม่มีเหตุผลมากมายพอที่จะทำให้ผมจิตเตลิดถึงกับต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น คราวนี้ อาจไม่ได้ถึงกับน่ากลัวมากเหมือนคราวก่อน แต่ก็เล่นเอาผมนอนระแวงไปนานหลายคืนเหมือนกัน
ด้วยความที่ผม ได้ถึงคราวต้องเข้างานในรอบดึกแล้วเลิกงานตอนเช้ามืด ก็คงเป็นปกติของพนักงานโรงแรมทั่วไป เพียงแต่ว่า เวลาที่ผมต้องนอนมันเป็นเวลากลางวัน คนอื่น ในอพาร์ทเม้นท์เค้าก็ไปทำงานกันซะส่วนใหญ่ เลิกงานมาหกโมงเช้า กว่าจะได้นอนก็เกือบแปดโมงเข้าไปแล้ว นอนหลับเป็นตายอยู่เป็นปกติแม้จะรู้สึกได้ว่านอนไม่เคยอิ่มเลย ออกจะเพลียๆซะด้วยซ้ำดีนะ ตึกนี้ไม่มีเด็กให้คอยส่งเสียงให้น่ารำคาญใจ ที่สำคัญอยู่ชั้นบนสุด แต่ว่า วันนี้ มันกลับต่างจากทุกวัน

รู้สึกว่า วันนี้ ทำไมมันมีเสียงอะไรตึงตังอยู่เป็นระยะ นอนหลับเกือบลึกก็ต้องสะดุ้งตื่นอยู่เป็นระยะ แล้วก็ถึงเวลาที่ต้องอาบน้ำเตรียมตัวไปทำงานตามปกติ ตอนนั้นน่าจะประมาณสี่โมงเย็น ผมสะดุ้งตื่นก่อนเวลาที่ต้องตื่น แต่ไม่เป็นไร เพราะมีเวลาให้ผมยืดยาดได้อีกเยอะ ก็ดี เหมือนกัน ผมเดินเข้าไปอาบน้ำ สไลด์ประตูห้องน้ำแล้วเดินเข้าไป ด้วยความที่เป็นคนไม่ชอบแสงสว่าง ก็อาบน้ำโดยไม่ได้เปิดไฟ ซึ่งเป็นปกติวิสัยของผมอยู่แล้ว ที่สำคัญ ห้องน้ำก็ไม่ได้มืดเลยสำหรับผม ระหว่างที่กำลังจะเริ่มอาบ ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนวิ่งอยู่ในห้อง แต่จากเสียงฝีเท้าก็ไม่น่าจะเป็นผู้ใหญ่ ผมเลื่อนประตูแล้วเดินออกมาทั้งผ้าเช็ดตัว เสียงเงียบโดยไม่มีอะไรผิดปกติ ผมเดินไปที่ประตูเพื่อตรวจดูว่าได้ล็อคมันดีหรือยัง ก็ปรากฏว่าล็อค แถมลงโซ่คล้องด้วยซ้ำ สงสัยหูคงแว่ว เดินกลับไปอาบน้ำดีกว่า ขณะที่ผมกำลังจะบิดฝักบัว ผมก็ได้ยินเสียงแบบเดิม คนวิ่งแต่ผมจึงตัดสินใจที่จะไม่ยังไม่เปิดน้ำอาบ เพื่อที่จะตั้งใจฟังเสียงนั้น ที่ได้ยินชัดกว่าเก่าคือ เสียงนั้นเหมือนคนกำลังวิ่ง ที่สำคัญ เหมือนวิ่งแล้วเท้าพลาดไปเตะเตียง เสียง”ปัง” เบาๆ แต่ผมก็ได้ยิน เอาล่ะ ตัดสินใจเลื่อนประตูออกมาชะโงกดูอีกที ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ บางทีอาจจะเป็นเสียงจากด้านนอกก็ได้ ผมจึงเดินไปเลื่อนกระจกบานเลื่อนตรงหน้าต่างปิดให้สนิท แล้วรีบตรงกลับไปที่ห้องน้ำ ไม่อยากเสียเวลากับเรื่องไร้สาระนี่แล้ว เข้าห้องน้ำได้ผมรีบเปิดฝักบัวอาบน้ำ พอปิดฝักบัว บีบยาสระผม แล้วเริ่มละเลงมันลงบนหัว หูผมก็หาเรื่องอีก คราวนี้ นอกจากเสียงวิ่ง มีเสียงเหมือนคนยกหูโทรศัพท์เล่น มีเสียงหัวเราะของเด็กด้วย ผมไม่เดินออกมานอกห้องน้ำแล้ว นอกจากพยายามขยับเลื่อนประตูเพื่อจะสอดสายตาผ่านช่องของประตูนั่น แต่ก็ ไม่มีอะไรจริงๆ หูคงจะแว่ว .. ผมรีบหันมาบิดฝักบัวเพื่อที่จะล้างยาสระผมบนหัวออก แต่ภาพที่เห็น ทำเอาผมใจหล่นลงไปอยู่กับพื้น เหนือกระจกส่องหน้าเยื้องไปทางขวา ผมเห็นเด็กคนนึงยิ้มให้ผมอยู่ พระเจ้า ... ตาผมฝาดได้ขนาดนี้เลยหรือ สิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ตอนนี้คือ รีบปิดตาแล้วล้างแชมพูที่เริ่มไหลลงมาที่ตาผมแล้ว คิดตลอดว่าอย่ามีอะไรมาถูกตัวผมนะตอนนี้ ขณะล้างหัว ก็ได้แต่ภาวนาว่าสิ่งที่เห็นเป็นเพราะตาฝาด หรืออาจเพราะนอนน้อย ตาพร่า อะไรก็ได้ที่สามารถทำให้ผมมองอะไรคลาดเคลื่อนได้ หลังจากทำทุกอย่างในความมืดจากการปิดตา ผมพุ่งพาตัวเองออกจากห้องน้ำนั่น เลื่อนปิดโดยไม่คิดจะเปิดมันอีกเลยในตอนนั้น 

 

....อ้าว!! ทำไมโทรศัพท์มันวางเอียงจนแทบจะหล่นจากโต๊ะข้างเตียง แต่ ...ผมไม่มีสติจะคิดอะไรอีกแล้ว นอกจากรีบแต่งตัวให้เสร็จเพื่อที่จะออกจากห้องนี้ให้เร็วที่สุด เปิดประตูออกมาได้ ก็ได้แต่โล่งใจ หวังว่าอย่าลืมอะไรในนั้นเลย เดินมาหยุดยืนอยู่ตรงทางลงบันไดเพราะเพื่อนร่วมที่ทำงานซึ่งอยู่ห้องติดกัน เดินมายืนทักอยู่ตรงประตู
“เฮ้ย เข้าเย็นหรอ วันนี้”
“อืม วันนี้ ผมว่าจะรีบไปไวหน่อย จะได้ไปกินข้าวที่แคนทีนก่อนด้วย เอ่อ......”
ผมยังคุยไม่ทันจบ ตาผมก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ด้านขวาของตัวผม ได้แต่บอกตัวเองว่าอย่าหันไป เท่าที่หางตาพอจะมองเห็น ผมเลื่อนตาต่ำลงไป โอ๊ย อะไรเนี่ยะ มันเป็นเรื่องจริงหรือนี่ มันมีจริงๆ หรือ ผมไม่รอตอบคำถามตัวเองอีกแล้ว
“เฮ้ย เป็นห่าอะไรมึง ทำหน้าอย่างกับเจออะไร??” 

ผมย้อนกลับไปนึกถึงเรื่องนี้ แล้วก็ ยังแอบขำ ช็อตนี้ มันเหมือนฉากหนึ่งในหนังผีต้นทุนต่ำ ที่ผ่านตาเราๆ มากเลย เพียงแต่มันเกิดขึ้นกับผมนี่แหละ เลยขำไม่ค่อยออก


“เอ่อ พี่คุยกันที่ทำงานนะ” ผมวิ่งลงไปโดยไม่มองขั้นบันไดเลย จากชั้นสี่ลงสู่ชั้นล่าง คาดได้ว่าใช้เวลาไม่เกินนาที พี่พนักงานเฝ้าตึก ได้แต่มองผมแปลกๆ ทั้งที่จริงแล้วคนที่ดูแปลกในตอนนั้น คงจะเป็นผมเสียมากกว่า ผมรีบเดินออกให้พ้นตึก แล้วหันมาไหว้ตึกนั้น ก่อนรีบเดินจากไป

เมื่อถึงที่ทำงาน การสนทนาเรื่องนี้ก็เริ่มขึ้นอีกเมื่อผมเจอกับเพื่อนร่วมตึก ในห้องอาหารพนักงานของโรงแรม 

“เฮ้ย มึงเป็นอะไร ที่ตึกอ่ะ มึงวิ่งลงไปไม่กลัวตกบันไดเลย” 

“พี่จะเชื่อผม หรอ” ผมถามด้วยที่ไม่หวังว่าจะมีใครเชื่อกับคำตอบของผม
“เออ กูเชื่อ ตัวดำๆอย่างมึงหน้าซีดได้ขนาดนั้น กูเชื่อว่ามึงเจอจริงๆ”


ก็จะไม่ให้ผมตกใจสุดขีดขนาดนั้นได้ยังไง ในเมื่อสิ่งที่ผมเห็นอยู่ชิดกับแขนขวาของผม คือเด็กผู้ชายคนนึงที่กำแขนผมอยู่ โดยที่ผมไม่ได้รู้สึกถึงสัมผัสใดๆ ที่ข้อมือผมเลย แล้วหลังจากเกิดเรื่องได้แค่วันเดียว ผมก็รู้สึกเหมือนข้อมือเคล็ดโดยไม่มีสาเหตุ มันเจ็บๆ พิกล เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนฟัง ก็ได้คำแนะนำมาเหมือนกันหมด ทุกคนลงความเห็นว่า “ไปทำบุญที่วัด” ดีที่สุด ครับ ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับผม เจอเรื่องแบบนี้ ในระยะเวลาใกล้ๆกันถึงสองครั้งสองครา ถ้าเรื่องชาตินี้ชาติหน้ามีจริง นี่คงเป็นผลจากการกระทำของผมในชาติที่แล้ว ผมถึงเจอเรื่องพวกนี้บ่อยครั้งเหลือเกิน บางทีก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า มันบ่อยเกินไปหรือเปล่า กรรมชั่วของผมมันคงจะเยอะจริงๆ เลยเจอแต่เรื่องแบบนี้ไม่จบไม่สิ้นเสียที






Create Date : 11 ธันวาคม 2555
Last Update : 11 ธันวาคม 2555 21:04:57 น.
Counter : 782 Pageviews.

0 comment
ห้อง 409 (ตอนที่1)

ห้อง 409(1)



               คุณเป็นคนหนึ่งรึเปล่าที่ต้องออกมาอยู่นอกบ้าน ไม่ว่ามันจะเป็นเหตุผลของเรื่องหน้าที่การงาน การเรียน หรือเรื่องส่วนตัวก็ตาม “อพาร์ทเมนท์” ก็คงเป็นหนึ่งทางเลือกของใครหลายคน ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในคนจำนวนนั้น ที่ต้องอาศัยอยู่ในอพาร์ทเม้นท์ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทำไม แต่ ผมก็เลือกที่จะอยู่ที่นี่ ด้วยความที่ว่ามันตั้งอยู่ใกล้กับที่ทำงานใหม่ของผม จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องการไปทำงานสาย รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางด้วย แถมห้องก็ดูสะอาดและก็ค่อนข้างดูดี เหมาะกับรูปแบบชีวิตคนโสดและรักความเป็นส่วนตัวเช่นผม แต่ สุดท้ายแล้ว ผมก็ได้รู้ว่า ---ผม ไม่ได้อยู่คนเดียว---
ผมอยู่ที่นี่ ได้ซักระยะแล้ว ทุกอย่างก็ลงตัว เพื่อนใหม่เยอะ จากการทำงานที่นี่ พวกเราก็มักจะมีปาร์ตี้กันบ่อยๆ หลายครั้งที่เมาพับหลับกองกันอยู่ ที่ห้องของผม จนเพื่อนๆ พากันตั้งชื่อว่า “ผับ
409 “
เนื่องด้วยระยะทางที่ใกล้กับที่ทำงาน มันจึงเป็นตัวเลือกสำหรับทุกคนในกรณีที่พวกมันอยากเมาแต่ไม่อยากไปเบียดเสียดกับคนอื่นๆ ตามสถานเริงรมย์ต่างๆ
แต่คืนนั้น พวกเราไม่ได้ดื่ม แต่เป็นเพราะต้องไปช่วยงานอีกแผนก ทำให้ทุกคนพร้อมใจกันมานอนกันที่ห้องของผม พวกเรามีกัน
5ชีวิต มีผม และเพื่อนอีกสองคนบนเตียง ส่วนเพื่อนอีกคนกับแฟนที่มันเพิ่งจะจีบติดซักระยะนึง อาสานอนบนพื้นข้างเตียง คืนนั้นผมนอนโดยมีเพื่อนอีกสองคนขนาบอยู่ ด้วยความเหนื่อยเมื่อยล้า เรานอนคุยกันได้ซักระยะ ทุกคนก็หลับกันอยู่ในห้องที่มีแต่แสงไฟ ที่ส่องมาจากระเบียงหลังห้องให้พอมองเห็นได้เป็นลางๆ
ผมคงหลับได้ซักระยะแล้ว ฝันว่าตัวเองกำลังเดินไปในที่ ที่นึงที่นั่นดูรกร้าง เงียบ ไม่มีใครนอกจากตัวผมกำลังเดินอยู่อย่างลำพัง เมื่อมองดูรอบๆ จึงพบว่า ผมน่าจะกำลังเดินอยู่ในสถานที่ ที่คล้ายๆกับสุสาน แล้วภาพฝันของผมมันก็เหมือนกระดาษที่กำลังโดนฉีกออก ”แคว่ก....แคว่ก....” ภาพเบื้องหน้าผมที่เห็นตอนนี้คือเพดานห้องผมเอง ทั้งที่ปิดไฟแต่ว่ามันมองเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนเหมือนมีใครตั้งใจให้ผมสามารถเห็นได้ในแบบนั้น นั่นแอร์ นี่โคมไฟ ผมกวาดสายตาโดยไม่ขยับเขยื้อนร่างกายแต่อย่างใด อ้าวนี่ผมคงตื่นกลางดึกซิ แต่ ....... ผมเห็นใครคนหนึ่งจากด้านซ้ายของผม กำลังก้มหน้าลงมาใกล้กับหน้าของผม และเมื่อใบหน้านั้นใกล้เข้ามา “ไม่ใช่เพื่อนกูนี่” ผมคิดในใจ ตาเริ่มเบิกกว้างด้วยความสงสัย ความกลัวเริ่มเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อพบว่านี่คือใบหน้าของชายแก่คนหนึ่ง ตาเขาจ้องเขม็งที่ตาผม แต่ก็ยังไม่หยุดที่จะเลื่อนหน้าเข้ามาใกล้อีก ผมไม่ไหวแล้ว รีบหลับตาอย่างรวดเร็วเพราะเป็นทางเดียวที่ทำได้ จากนั้นรวบรวมสติ ลุกขึ้นนั่ง ผมลืมตา มองไปรอบๆ แต่ไม่มีอะไรเคลื่อนไหว เพื่อนผมคนหนึ่งที่นอนร่วมเตียงด้วย คงตื่นตอนที่ผมเปลี่ยนจากท่านอนเป็นนั่งอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรวะมึง สะดุ้งซะกูตกใจ”
“อืม ไม่มีอะไร กูฝันน่ะ เออ โทษที”

 


จากนั้นผมก็ล้มตัวลงนอนในท่าเดิม จนหลับไป แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นอีก ผมฝันเหมือนเดิม ผมเดินอยู่ที่เดิม หากสมมติว่าเรากำลังนั่งดูหนัง นี่คือหนังแผ่นเดิม ไม่มีการเปลี่ยนมุมกล้องแต่อย่างใด แล้วภาพฝันผมก็ถูกฉีกออกตรงจุดเดิมอีก ผมมองเห็นเพดานห้อง แอร์ รวมถึงหลอดไฟที่ปิดอยู่ การฝันแบบเดิมมันไม่ได้แย่นัก ถ้า...เขาคนนั้นไม่กลับมาอีก .... ใช่ครับ เขากลับมาอีก ในตำแหน่งเดิม สายตาจ้องมาที่ผม แต่ที่ทำให้รู้สึกแย่ที่สุดในตอนนี้คือ คุณตาคนนี้ ไม่ได้มาคนเดียว ผมเริ่มเห็น คนแก่ คนที่สอง สาม สี่ ห้า และค่อยๆเพิ่มขึ้น น่าจะซัก 6-7 คนได้ ผมไม่ทราบจำนวนเพราะตอนนั้นคงไม่ได้มีสติที่จะนับทีละคน ตอนนี้ผมถูกรายล้อมด้วยกลุ่มคนชราสูงวัย ทั้งชายหญิง แต่คุณตาคนเดิม ท่านเลื่อนหน้าใกล้เข้ามามากแล้ว ใกล้ซะจนจะถึงใบหูของผม ตอนนั้นผมกลอกลูกตาไปด้านซ้าย คุณตากำลังอ้าปากเหมือนจะงับอะไรซักอย่าง ใช่ คุณตาก้มลงกัดผมจริงๆ กัดแขนซ้ายผมที่เหยียดขึ้นไปข้างๆหัวก่อนที่จะหลับ ตอนนี้ นอกจากความกลัว มันยังมีความเจ็บร่วมด้วย น้ำตาผมเริ่มคลอเบ้า ผมกลัว แต่ว่าผมทำอะไรได้บ้างล่ะ สิ่งที่ผมเจออยู่นี่คืออะไร ผมสวดมนต์ไม่เป็น ผมทำได้อย่างเดียวคือหลับตาร้องไห้ น่าสมเพชตัวเองจริงๆ ผมนึกถึงแม่โดยไม่ทราบสาเหตุ คงเพราะคิดว่า ความรักที่เราแม่ลูกมีกันคงช่วยคุ้มครองผมได้ ตอนนี้ผมไม่รออะไรแล้ว รวบรวมความกล้าและแรงทั้งหมดที่มี ดีดตัวเองขึ้นมา ผมผ่านทุกอย่างได้อย่างสะดวกโดยตัวผมไม่กระทบกับสิ่งที่รุมล้อมผมอยู่เมื่อครู่นั่น ผมกระโดดไปปลายเตียงเพื่อกระชากประตูตู้เย็น ผมต้องการแสงสว่างไง ตู้เย็นเป็นสิ่งที่ใกล้ที่สุด ที่ผมจะกระเด้งไปกระชากประตูมันทั้งที่ตาหลับอยู่ ผมนั่งร้องไห้อยู่หน้าตู้เย็นที่ประตูถูกเปิดออก ไอเย็นของมัน ยิ่งทำเอาผมรู้สึกเย็นยะเยือกเข้าไปอีก เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพื่อนๆ พากันตื่น เพื่อนอีกคนรีบลุกไปเปิดไฟ ทุกคนพยายามถามผม ผมไม่ได้พูดอะไรไปนอกจากบอกแค่ว่าผมฝันร้าย
หลังจากปิดไฟนอนกันได้ซักพัก ผมและเพื่อนอีกคนบนเตียงได้ยินเสียงคราง “ฮือ .... ฮือออ “ ข้างเตียง เมื่อก้มดูเราทั้งสองเห็นเพื่อนคนที่นอนกับพื้น นอนตัวกระตุก สั่น พร้อมเสียงคราง ผมจึงตัดสินใจกระชากเพื่อนขึ้นมา แล้วถามเพื่อนว่าเกิดอะไรขึ้น คำตอบที่ได้ยินคือ “กูโดนใครไม่รู้ทับ” ทีนี้ล่ะครับไฟทั้งห้องถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง ด้วยความรวมใจของทุกคนซึ่งมีเป้าหมายเดียวกันคือ นอนเปิดไฟ
หลังจากเพื่อนๆ เริ่มนอนหลับกันอีกรอบ ผมเดินเข้าห้องน้ำเพื่อล้างหน้าก่อนเตรียมตัวนอนอีกครั้ง ขณะที่ผมเอามือรองน้ำจากก๊อกน้ำ กลับต้องตกใจสุดขีดอีกครั้งเพราะที่แขนซ้ายของผม....มีรอยแดงเรื่อๆ เหมือนถูกกัดจริงๆ ที่สำคัญ เมื่อกดลงไปเบาๆ ผมก็รู้สึกเจ็บเสียด้วย ผมรีบเดินกลับมาที่เตียง นั่งคิดลำพัง ว่าถ้าทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคืนนี้ คือฝัน หรืออาจจะคือสิ่งที่คนเรียกกันว่า “ผีอำ” .... แล้วรอยจางๆ กับความรู้สึกเจ็บนี่ล่ะ มันคืออะไร


 



 

********************************************************





Create Date : 11 ธันวาคม 2555
Last Update : 11 ธันวาคม 2555 21:03:52 น.
Counter : 211 Pageviews.

0 comment

Tom_hyper
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เข้ามาอ่าน เข้ามาทำความรู้จักกันนะครับ
ส่วนเรื่องอาหาร เยี่ยมชมได้ที่
http://www.facebook.com/BKK.lunchbox ครับผม
New Comments