Group Blog
 
All blogs
 

Androlepis skinneri





Androlepis skinneri เป็นบรอมีเลียด (สับปะรดประดับ) ทีี่่มีขนาดใหญ่ต้นหนึ่ง เป็นไม้ที่มีต้นตัวผู้ และต้นตัวเมีย โดยจะแยกกันได้ชัดเจนจากช่อดอก

หลังจากเลี้ยงมาเกือบ 9 ปี วันนี้เพิ่งได้เห็นดอกเลยนำภาพมาฝากให้ชมกันค่ะ เข้าใจว่าต้นนี้จะเป็นต้นตัวเมียนะคะ

สำหรับไม้ต้นนี้ เหมาะสำหรับบ้านที่มีที่กว้างๆ และไม่มีเด็กเล็ก หรือสัตว์เลี้ยงที่จะวิ่งไปเฉี่ยวชน เพราะต้นนี้หนามคมมากๆค่ะ

ต้นนี้ชอบมากๆ ขอลงรูปใหญ่ๆ....
ขนาดต้นเทียบกับอิฐที่ขอบกระถาง



ช่อดอกขาวๆ



ดูดอกกันชัดๆสักรูป...ส่งท้าย...






 

Create Date : 17 มกราคม 2553    
Last Update : 18 มกราคม 2553 12:58:18 น.
Counter : 535 Pageviews.  

นกชมพูสวน "Scarlet-backed Flowerpecker"



เช้าวันนี้อากาศดี ฟ้าโปร่ง เราสองคนคนหนึ่งถือกล้อง อีกคนถือถ้วยกาแฟ เข้าสวนแต่เช้า...หมายจะเลือกเก็บรูปดอกไม้ในสวนมาฝากเพื่อนๆ ระหว่างที่กำลังมองหาเป้าหมาย ..

“ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด......” เสียงเล็กๆ กังวานมาจากมุมหนึ่งในสวน....แน่นอน เจ้าของเสียงนี้คงเป็นใครไม่ได้ นอกจาก เจ้า “ชมพูสวน” ตัวน้อย
เจ้านี่ ตัวเล็ก เสียงดัง บินเร็ว... เราเริ่มมองหาเจ้านกน้อย....และแล้ว...เราก็เจอเจ้าของเสียง เป็นชมพูสวนวัยหนุ่ม ...สีสันสดใส แอบอยู่ในพุ่มไม้

เจ้าหนุ่มน้อยตัวนี้ เชื่องกว่าชมพูสวนทั่วไป อาจเพราะเจอกันอยู่บ่อยครั้ง จนคุ้นเคยกัน เจ้าหนุ่มน้อยเลยแค่กระโดดไปมา เอียงคอมองว่าเราทำอะไรกัน ...



นกชมพูสวน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dicaeum cruentatum
มีชื่อสามัญว่า ‘Scarlet-backed Flowerpecker’ หรือ “นกกาฝากหลังแดง”
ซึ่งมาจากลักษณะเฉพาะตัวของเค้า คือ Scarlet-backed นกที่มีหลังสีแดงสด ตามลักษณะรูปลักษณ์ที่มองเห็น และ Flowerpecker ซึ่งหมายถึง นกที่จิกกินอาหารจากดอกไม้ ในบ้านเรามักเรียกนกลุ่มนี้ว่า นกกาฝาก ...

จะว่าไปชื่อสามัญซึ่งแปลได้ว่า “นกกาฝากหลังแดง” นั้นดูจะตรงตัวกว่าชื่อ "ชมพูสวน" เพราะเท่าที่มองดู สีที่พาดตลอดแนวหลังดูยังไงก็เป็นสีแดง ไม่เห็นจะมีสีชมพูเลย

เจ้าชมพูสวนและเพื่อนๆ ได้ชื่อว่าเป็นนกกาฝาก เพราะอาหารที่เค้าชอบมากๆ คือ ลูกและน้ำหวานจากดอกของต้นกาฝาก ผลของกาฝากมีเนื้อเหนียวกว่า ลูกไม้ชนิดอื่นๆ ทำให้ เวลาที่เจ้านกน้อยถ่ายออกมา เมล็ดที่ติดออกมากับมูลนก จะเกาะติดตามกิ่งไม้ต่างๆ ไม่ร่วงหล่นลงสู่พื้น เกิดเป็นกาฝากต้นใหม่หยั่งรากแทรกผิวไม้ไปแย่งน้ำเลี้ยงและอาหารจากต้นไม้กินเพื่อเจริญเติบโตต่อไป นอกจากลูกของต้นกาฝากแล้ว อาหารอีกชนิดที่นกน้อยตัวนี้ชอบมากคือลูกตะขบ ...และแมลงเล็กๆ

เห็นสีสวยๆอย่างนี้ ใช่ว่า นกชมพูสวนจะสวยไปซะทุกตัวนะคะ นกชมพูสวน จะมีสีแดงพาดตลอดแนวหลัง เฉพาะนกที่เป็นตัวผู้ค่ะ ถ้าเป็นนกตัวเมียแล้วล่ะก็ สีจะออกตุ่นๆ เป็นสีน้ำตาลปนเทาทั้งตัว มีแต้มสีแดงแค่ตรงช่วงโคนหางเท่านั้น



เมื่อถึงช่วงผสมพันธุ์ แม่นกจะทำรังจากเศษหญ้า ใยนุ่มๆ รวมถึงใยแมงมุม นำมาสานรัดรวมกันเป็นลักษณะคล้ายถุงห้อยจากกิ่งไม้ มีช่องเข้าออกเล็กๆเฉพาะตัวส่วนมากแม่นกจะมีลูกครั้งละ 2-3 ตัว ...



ส่วนลูกนกเมื่อเริ่มโตจะมีสีคล้ายๆแม่นก ต่างกันที่ช่วงโคนหางจะเป็นสีส้มอ่อนๆ และมีปากสีส้มค่ะ




 

Create Date : 20 สิงหาคม 2552    
Last Update : 21 สิงหาคม 2552 2:21:44 น.
Counter : 10261 Pageviews.  

คุยเรื่อง "ศรีสยาม x ช้างแดง" ตามประสาคนไม่รู้เรื่องกล้วยไม้



วันนี้มีโอกาสได้อ่าน กระทู้ ที่ห้องต้นไม้ว่าด้วย
"ตำนาน กล้วยไม้ศรีสยามช้างแดง ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน"

เค้าเขียนให้อ่านกันขำๆ คลายเครียด....แต่ทำไมเราอ่านแล้วไม่ขำก็ไม่รู้...
จะว่าไปเรื่องตำนานเพี้ยนๆ ก็อ่านมาเยอะ อย่าง "เทพเพี้ยนเปลี่ยนตำนาน"ก็อ่านแล้วขำดี
แต่กลับอ่าน ตำนานกล้วยไม้เพื้ยนๆ ตำนานนี้แล้วขำไม่ออก
เลยกลับมาคิดดูว่า...หรือจะเป็นเพราะเราไม่รู้ตำนานที่ถูกต้องของไม้ต้นนี้หนอ??
เพราะไม่เคยสนใจสะสมกล้วยไม้อย่างจริงจังมาก่อน เลยมานั่งหาขอมูล พอสรุปคร่าวๆได้ว่า

แต่เดิมนั้นการเลี้ยงกล้วยไม้ในเมืองไทยจะอยู่เฉพาะในหมู่เชื้อพระวงศ์ซึ่งเล่นกันเป็นงานอดิเรกเท่านั้น

ต่อมาในปี 2478 เริ่มมีการเปิดฝึกอบรมการเลี้ยงกล้วยไม้ให้กับประชาชนทั่วไป และมีการจัดตั้งชมรมกล้วยไม้ขึ้นในปี 2498 ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมาคมกล้วยไม้เมื่อปี 2500

ในยุคเริ่มแรกนั้น กลุ่มผู้บุกเบิกที่ทำให้วงการกล้วยไม้ขยายตัวและเติบโตมาจนถึงปัจจุบันมี อาทิ ศ.ดร. ระพี สาคริก , ทองหล่อ รักษ์ไพบูลย์สมบัติ , ไพโรจน์ ลีนะวัต และลุงเย็น เป็นต้น บุคคลเหล่านี้อุทิศเวลาให้กับการพัฒนาวงการกล้วยไม้ มีการนำเข้ากล้วยไม้พันธุ์ใหม่ ๆ เพื่อนำมาผสมพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ที่แปลกขึ้น ถือเป็นการวางรากฐานวงการกล้วยไม้ไทยให้เข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบันนี้

กลับมาเรื่อง ศรีสยามช้างแดง



ศรีสยามช้างแดง(Vandachostylis Colmarie) ที่เรียกกันนั้น เป็นการนำ
ช้างศรีสยาม (Vandachostylis Sri-Siam) X ช้างแดง (Rhynchostylis gigantean Red)

ช้างแดงนั้นเป็นไม้ที่ อ. ระพี สาคริก เป็นผู้ค้นพบ และประสบความสำเร็จในการผสมพันธุ์และเพาะเมล็ดช้างแดง จนสามารถส่งไปขายในสหรัฐอเมริกาทำให้คนทั่วโลกรู้จักประเทศไทยในฐานะเมืองกล้วยไม้เป็นครั้งแรก


ต่อมาได้มีการนำช้างแดง ซึ่งออกดอกช่วงเดือน พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์ มาผสมกับ สามปอยอินเดีย (Vanda tessellate) เป็นกล้วยไม้พันธุ์แท้ของประเทศศรีลังกา ซึ่งออกดอกเดือนมีนาคม-เมษายน
เกิดเป็นช้างศรีสยาม Rhynchovanda Sri-Siam ที่มีคุณสมบัติเด่นคือ ออกดอกเก่ง

ช้างศรีสยามนี้ได้มีการบันทึกว่าได้ผสมและจดทะเบียนโดยคุณทองหล่อ รักไพบูลย์สมบัติ แห่ง "T.Orchids"

Rhynchovanda Sri Siam "T.Orchids" AM/AOS ได้เกียรตินิยม เอ.เอม.จากสมาคมกล้วยไม้อเมริกา จุดเด่นคือ ออกดอกสีแดงเลือดนก กลีบหนาเนื้อหา มัน ออกดอกเก่งทั้งปี และพิเศษสุดคือมีกลิ่นหอม

ต่อมาได้มีการนำ ช้างศรีสยาม มาผสมเข้ากับช้างแดงอีกครั้ง ทำให้ได้ต้นที่มีสีแดงเข้มมาก และกลิ่นหอมมาก

ศรีสยามช้างแดงจึงเป็นไม้ที่ผู้รักและสะสมช้างมักสรรหามาไว้ในครอบครอง


ข้อมูลทั้งหมดทั้งสิ้น เกิดจากการค้นคว้าในระยะสั้นๆ เพียงเพราะความใคร่รู้ เนื่องจากการอ่านกระทู้บางกระทู้ หากการเรียบเรียงนี้ มีข้อผิดพลาดประการใด ขอความกรุณาท่านผู้รู้ให้คำชี้แนะด้วยนะคะ

ขอขอบคุณรูปสวยๆจาก บล๊อกคุณสวนน้ำผึ้ง ค่ะ




 

Create Date : 14 สิงหาคม 2552    
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 16:47:29 น.
Counter : 2239 Pageviews.  

สำมะงา : Garden Quinine





ต้นนี้เป็นต้นไม้ที่ชอบมากๆอีกต้นในบ้าน มีที่มาที่นึกแล้วก็ขำๆดี แต่ก็เป็นบทเรียนให้เราได้เหมือนกัน
ครั้งแรก เข้าใจว่าต้นนี้คือต้นเปล้า....เพราะคนเอามาให้บอกว่าเป็นเปล้า แล้วเราก็เชื่อตามเขา
พอมีคนมาขอ เราก็ทำไว้ให้ กำลังจะเอาให้เค้า ก็มารู้ว่าชื่อสำมะงาซะก่อน
รู้ตอนที่ถ่ายรูปจะโพสต์นี่แหละ โชคดีที่ตัดสินใจถ่ายรูปหาข้อมูลโพสต์ก่อนเอาไปให้เค้า
ไม่งั้นคงเข้าใจผิดกันไปเป็นทอดๆว่านี่คือต้นเปล้า ...และที่อันตรายกว่านั้นคือ
ต้นนี้เป็นสมุนไพร ยังดีที่ว่า เปล้ากับสำมะงา มีสรรพคุณที่ค่อนข้างใกล้เคียงกันเลยไม่น่ากลัวเท่าไหร่
ลองมานั่งนึกๆดูว่า ถ้าเป็นสมุนไพรที่สรรพคุณต่างกันมากๆ ถ้าให้ต่อๆกันไปผิดๆ คงยุ่งน่าดู ....
ต่อไปนี้คงต้องเช็คชื่อสนุมไพรที่เอาเข้ามาปลูกให้แน่นอนก่อนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย ^^

มาทำความรุ้จักเค้ากันนะคะ..

สำมะงา

ชื่อวิทยาศาสตร์ Clerodendrum inerme (Linn.) Gaertn.
วงศ์ VERBENACEAE
ชื่อสามัญ Garden Quinine, Seaside Clerodendron
ชื่ออื่นๆ สำลีงา สำมะลีงา (ภาคตะวันออก) เขี้ยวงู (ภาคตะวันตก) ส้มเนรา สักขรีย่าน สำปันงา (ภาคใต้) สำมะลีงา (ทั่วไป)

ลำต้น เป็นพรรณไม้พุ่มกึ่งเถา(ไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อย) แตกกิ่งก้านสาขามากมาย กิ่งก้านจะมีสีเทา หรือขาวหม่นๆ ออกน้ำตาลเล็กน้อย ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร

ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ลักษณะของใบเป็นรูปมนรี ปลายแหลม โคนใบมนหรือแหลม ขอบใบเรียบ พื้นที่ใบเป็นสีเขียวและมัน เมื่อขยี้มีกลิ่นเหม็นเขียว ขนาดของใบกว้างประมาณ 1-2 นิ้ว ยาว 1.5-3 นิ้ว

ดอก ออกเป็นช่ออยู่ตรงง่ามใบ และส่วนยอดของต้นดอกมีขนาดเล็ก ช่อหนึ่งจะมีดอกอยู่ประมาณ 3-7 ดอก แต่ส่วนมากพบ 3 ดอก ลักษณะของดอกเป็นหลอดเล็กยาว 1 นิ้ว และส่วนปลายแยกออกเป็น 5 กลีบสีขาว บานกว้างประมาณ 8 มิลลิเมตร เกสรกลางดอกมี 4 อัน สีม่วงแดง

ผล เมื่อดอกร่วงโรยไปก็จะกลายเป็น ผล ซึ่งจะมีลักษณะเป็นทรงกลมยาวประมาณ 12 มิลลิเมตร กว้าง 3 มิลลิเมตร และพอแก่จะแห้งแข็งแตกออกเป็น 4 ซีก

ถิ่นกำเนิด อินเดีย พบตามป่าละเมาะ ริมทะเลชายป่าใกล้ๆ ลำห้วย

การดูแล ชอบพื้นที่ชื้นแฉะ และแสงแดดเต็มวัน (สามารถออกดอกได้ทั้งปี)

ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่ง ปักชำ

ประโยชน์ ราก เป็นยาต้มแก้ไข้ ต้มเคี่ยวกับน้ำมันพืชใช้เป็นยาถูนวดแก้ปวดข้อ
ใบตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาต้มน้ำ อาบรักษาโรคผิวหนังได้ผลดีมาก ส่วนใบสดตำแล้วผสมเหล้า ทาบริเวณเป็นฝี มีน้ำเหลือง แก้อาการบวม ฟกช้ำจากการหกล้มได้ดี




 

Create Date : 15 เมษายน 2552    
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 22:22:58 น.
Counter : 3508 Pageviews.  

Hibiscus acetosella - ชบาเมเปิ้ล





กระเจี๊ยบใบแดง, ชบาเมเปิ้ล
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus acetosella
ชื่อสามัญ : Red-Leaf Hibiscus, False Roselle, African Rose Mallow
Family : Malvaceae (mal-VAY-see-ee) (Info)
Genus : Hibiscus (hi-BIS-kus) (Info)
Species : acetosella (a-kee-TOE-sell-uh) (Info)

เจ้าต้นนี้ได้มาครั้งแรกเมื่อ 4-5 ปีมาแล้ว รู้จักเค้าครั้งแรกในชื่อกระเจี๊ยบแดง หรือกระเจี๊ยบใบแดง ได้มาก็เลี้ยงๆ ขยายๆไว้ลงริมรั้วหน้าบ้านเพราะเห็นว่าดอกสวยดี..แต่เบื่อกับเพลี้ยแป้งที่ชอบมาวุ่นวายซะจริง เลยย้ายไปหลังบ้านซะ เลิกขยาย แค่เก็บๆไว้ให้พอไม่สูญพันธุ์
ช่วงหลังๆมาเห็นค้าลงรูปกันอีกครั้งในเว็บในชื่อ ชบาเมเปิ้ล แอบงงอยู่นาน ว่าใช่ต้นเดียวกันหรือเปล่า จนต้องไปหาดูชื่อวิทย์ฯ ...อืม ต้นเดียวกันจริงๆ....คงเพราะชื่อ Hibiscus กับใบที่มีรูปร่างเหมือนใบเมเปิ้ล ถึงได้ชื่อว่าชบาเมเปิ้ล^^

เจ้าหนูน้อยดอกสวยหวานต้นนี้ เลี้ยงง่ายอยู่ง่าย ดินอะไรก็อยู่ได้ แดดจัดหรือรำไรก็ได้
ถ้าแดดจัดๆใบจะสีออกน้ำตาลๆหน่อย แต่ดอกดกดี ถ้ารำไร ใบสีสวย แต่ดอกน้อยกว่า ...
การขยายพันธุ์ ทำได้ทั้งปักชำ และเพาะเมล็ด ....จะว่าไป ตัดกิ่ง ทิ้งไว้โคนต้นยังขึ้นได้เลยอ่ะ นับว่าเป็นต้นไม้ที่น่าปลูกเลี้ยงต้นหนึ่ง...
ข้อเสียอย่างเดียวที่เห็นชัด คือเรื่องเพลี้ยแป้ง ตามสไตล์ไม้กลุ่มชบา...ถ้าเป็นคนไม่ชอบพ่นยาต้นไม้ คงไม่เหมาะกับเจ้าต้นนี้นัก ^^




 

Create Date : 16 มีนาคม 2552    
Last Update : 15 สิงหาคม 2552 22:23:22 น.
Counter : 961 Pageviews.  

1  2  

นีออน
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add นีออน's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.