All Blog
หนังสือที่อ่านนับตั้งแต่ต้นปีจรดปลายปี 2010


ปีนี้ บ้าอ่านหนังสืออยู่แค่ครึ่งปีแรกค่ะ พอครึ่งปีหลังกลับแทบไม่ได้แตะเลย มาโหมหนักเอาช่วง 2 เดือนสุดท้าย
ขึ้นๆ ลงๆ ตามอารมณ์ สุดท้าย ก็ไม่ทำลายสถิติปีที่แล้วไปได้ ต่างกันถึง 10 เล่ม
โดยที่ปีที่แล้วอ่านไป 39 เล่ม ส่วนปีนี้ กำลังอ่านเล่มที่ 29 อยู่ คาดว่าคงจบก่อนปีใหม่


มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าอ่านอะไรปบ้าง




1. เรียลลิตี้โชว์ ไฮโซวปลอดสารพิษ : หลังจากที่นักเขียนเก่าๆ ไม่ค่อยออกหนังสือใหม่ เมื่อช่วงต้นปีที่แล้ว เลยลองสุ่มหานิยายจากนักเขียนใหม่อ่านดูบ้าง เลือกๆ   เอาจากที่ชาวบล็อกแก็งค์แนะนำนั้นแล สุดท้ายก็ได้เล่มนี้ออกมาค่ะ เนื้อหาค่อนข้างโอเคนะ แต่คงเป็นโอเคแบบที่ว่า อ่านหนเดียวพอ เว้นแต่ว่าถ้าถูกเอามาทำละคร อาจย้อนมาอ่านอีกรอบ แต่เนื้อหาน่าเอามาทำละครมากค่ะ ขอบอก




2.  จงกลกิ่งเทียน : อันนี้อ่านเป็นรอบที่ 2 แบบที่พอมีละคร เลยเอามาอ่านทบทวนอีกรอบ อะไรประมาณนั้น อ่านรอบ 2 สนุกกว่ารอบแรกเยอะเลยค่ะ เห็นจะเป็นเพราะ อ่านรอบแรก ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวละครเท่าไร เริ่มเรื่องไปเอื่อยๆ มาสนุกเอาครึ่งเล่มหลัง พออ่านรอบ 2 รู้เรื่องหมดแล้ว เลยรีบลุ้นให้อีตาอัพภัณดร์รับกรรมเร็วๆ เลยมันส์เป็นพิเศษ




3. สาวหลงยุค : เป็นอีกเล่มที่เป็นนักเขียนใหม่สำหรับเรา ทั้งๆ ที่คุณหมอพงศกร ก็เขียนมาหลายเรื่องแล้ว ก็ถือว่าผ่านเลยแหละ หลังจากอ่านเล่มนี้จบ ต้องไปหานิยายในนามปากกานี้มาอ่านเพิ่มอีกหลายเรื่อง แล้วก็ใช้ได้เกือบทุกเรื่อง บางเรื่องเข้าขั้นอ่านเพลินจนจบเลยด้วยซ้ำ (บังเอิญชอบแนวข้ามภพ ทวิภพพวกนี้อยู่แล้วด้วยค่ะ เลยลำเอียงนิดหน่อย)




4. รุ้งในสายลมหนาว : สารภาพว่า ตอนนี้นึกไม่ออกแล้ว ว่าเนื้อเรื่องเป็นยังไง (ฮา) แต่ที่แน่ๆ คงจะเป็น 1 ในชุดธิโมส์ ของดวงตะวัน ก็ตามๆ เก็บไป แม้บางช่วงของบางเรื่องจะเอื่อยๆ น่าเบื่อก็ตาม ด้วยความหวังว่า จะมีบางเรื่องสนุกเหมือนผีเสื้อลายตะวัน อะไรเทือกนั้น




5. เดอะรีดเดอร์ : หนังสือเบสท์เซลเลอร์ที่ซื้อมาดองไว้นาน ถูกขุดมาอ่านในช่วงที่ไม่มีอะไรอ่าน    อ่านแล้วกรี๊ดมากค่ะ ทั้งๆ ที่หนังสือก็ขายดี เอามาทำหนังก็ดัง แต่ช่างไม่มีแรงดึงดูดใจน่าอ่านเอาเสียเลย พอได้อ่านถึงได้กรี๊ด ช้านจะเก็บไว้นานทำไมขนาดนี้ น่าจะอ่านซะตั้งนานแล้ว อ่านแล้วอินมาก อิ่มมาก และค้างคาใจอยากเม้าท์สุดๆ ต้องไปเสิร์ชหากระทู้ที่เค้าคุยกันถึงเรื่องนี้ ทั้งหนังและหนังสือ แถมยังไปหาหนังมาดูให้อิน และอิ่มอีกรอบ คนบ้าอะไรอย่างนี้ไม่รู้ ยอมตายมากกว่าจะยอมเสียฟอร์มยอมรับว่าตัวเองอ่านหนังสือไม่ออก .... อ๊ะ เผลอสปอยล์อะไรออกปายยยย (ฮา) เอาเถอะค่ะ ลืมๆ มันไปซะ แล้วค่อยไปหาอ่านดูเอง ไม่เสียอรรถรสเท่าไรหรอกนะ



6. จักรวาลในสวนดอกไม้ : เพราะเป็นคนสนใจเรื่องต้นไม้อยู่แล้วเป็นทุนเดิม (แม้จะปลูกไม่ค่อยจะขึ้นก็เหอะ) ดังนั้น จึงออกจะชอบอ่านหนังสือที่เกี่ยวๆ กับต้นไม้ต้นไร่นิดๆ หน่อยๆ หนังสือเล่มนี้เลยถูกซื้อมาแบบฟลุคๆ และเป็นฟลุคที่ ถ้าไม่ได้ซื้อ หรือไม่ได้อ่าน คงจะน่าเสียดายอีกเล่ม อ่านแล้วคิดถึง "ฉันหลงรักฤดูกาล" ค่ะ แต่เล่มนี้ เข้มข้นกว่า จี๊ดกว่า แรงกว่าเยอะๆ คนเขียนเปรียบเทียบได้เห็นภาพและตรงใจดี ชอบ! (ตกลงมันเป็นหนังสือเกี่ยวกับต้นไม้จริงมั๊ยะเนี่ยะ? ... ฮา)




7. green guide book vol.2 : เล่มนี้ ไปเปิดๆ เมียงๆ มองๆ ในร้านหนังสือหลายรอบมาก แต่ไม่ได้แรงบันดาลใจในการซื้อซะที (ฮา) จนกระทั่งวันนึง ไปเดินเล่นร้านหนังสือ แล้วอยากซื้อหนังสือสักเล่ม แต่ไม่รู้จะซื้ออะไร (อารมณ์อยากช้อป) ก็เลยได้ฤกษ์หยิบเล่มนี้มา (ซะที)


ได้หนังสือมา 1 เล่ม เกิดกิเลสอีกล้านแปด 555 เป็นหนังสือที่เป็นไกด์จริงๆ หยิบมาอ่านได้บ่อยๆ หลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ ทำให้ได้เปิดโลกทัศน์วิถีเขียวๆ เพิ่มอีกหลายอย่างค่ะ แม้ว่าบางอย่าง  เราจะเคยผ่านตามาแล้วก็ตาม แต่ green guide book ก็ทำให้เรารู้ที่มาที่ไป รู้ว่ามีคนทำ ดำเนินชีวิตแบบที่เราอยากทำ อยู่เยอะแยะตาแป๊ะไก๋ ได้แรงบันดาลใจขึ้นเยอะค่ะ (แต่ก็ยังไม่ลงมือทำอยู่ดี 555) แต่เอาเหอะ ... สักวัน ชั้นจะกรีน!




8. แม่น้ำนี้ชื่อนิจนิรันดร์ : เมื่อต้นปี ช่างเป็นการเริ่มเปิดศักราชนักเขียนใหม่ของข้าพเจ้าเสียจริงๆ แต่ร่มแก้ว ก็ไม่เชิงนักเขียนใหม่ซะทีเดียวค่ะ เพราะเคยอ่าน 365 วันแห่งรักไปก่อนแล้ว อ่านแล้วสรุปได้ว่า เล่มนี้สนุกกว่า 365 วันฯ เยอะ ผ่าน!




9. แอบรักออนไลน์ : เมื่อมีเล่มที่ 2 เล่มที่ 3 ของร่มแก้วเลยตามมาติดๆ และคงติดเกินไป เลยทำให้    มันไม่สนุกเท่าเล่มก่อนอ่ะ อาจจะเบื่อสำนวน หรืออะไรสักอย่าง จำไม่ได้แล้ว (ฮา) เป็นอันว่า .. ถ้ามีเล่มใหม่ของร่มแก้ว คงต้องรออ่านรีวิวเยอะๆ หรือคัดอีกทีละกัน




10. จันทรา อุษาคเนย์ : เล่มนี้ เคยยืมเพื่อนอ่านเมื่อนานมาแล้วค่ะ เป็นเล่มแรกของวรรณวรรธน์ที่เคยอ่าน (ณ ตอนนั้น) แล้วก็สนุกมากๆ ดีกรีประมาณว่า สนุกกว่าดวงตะวันเยอะๆ และสูสีกับกิ่งฉัตรเรื่องหลังๆ มาเลยก็ว่าได้ หลังจากยืมเพื่อนอ่านไปหลายปี ก็ไม่ซื้อซะที ด้วยเหตุผลที่ว่าอ่านแล้วนี่แหละ (ฮา) จนสุดท้าย ร่ำๆ อยากจะอ่านอีกรอบ เลยได้ฤกษ์ซื้อซะที แล้วก็สนุกไม่แพ้รอบแรกเสียด้วยค่ะ ขึ้นหิ้ง (ของเรา) ไปแล้วล่ะ นักเขียนคนนี้




11. ปฐพีเล่ห์รัก : เป็นอีกเล่มของร่มแก้ว ที่ทำให้เราพักยาวกับนามปากกานี้จริงๆ (ฮา) ไอ่หนังสือชุด 4 เล่มนี้มันดังได้ยังไงฟระ? อ่านไปเบื่อไป แบบเมื่อไรจะจบซะทีฟระ (อ่านอยู่เล่มเดียว อุตส่าห์คัดจากนักเขียนที่เคยอ่านแล้วเชียวค่ะ) โชคดีนะ ที่เช่ามาอ่าน


ที่เลือกอ่านทีแรกเพราะได้ข่าวว่าเขาเอาไปทำละครฟอร์มยักษ์ และพออ่านจบ (เล่มเดียว) เล่นเอาไม่อยากดูละครไปด้วยเลย สรุปดูไปเรื่องละตอน - 2 ตอน ติดภาพลบไปเลย ไม่ผ่าน!



12. mimic เลียนแบบทำไม : เป็นโรคจิตอย่างนึงคือ ไม่ชอบซื้อหนังสือฮิตๆ กะเค้าเท่าไรค่ะ (เว้นแต่เป็นนักเขียนโปรด) ดังนั้น พอแทนไทออกเล่มใหม่ (ต่อจากโลกนี้มันช่างยีสต์ - ซึ่งตอนนั้นก็ยืมเค้าอ่าน แล้วไม่ได้ซื้อ อดซื้อ ต้องมารอพิมพ์รอบใหม่ กว่าจะได้ซื้อเก็บอีกเป็นปีๆ) ก็เลยไม่ค่อยอยากซื้อ บวกกับเคยอ่านในบล็อคของ open แล้ว แต่ทีนี้ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ หนังสือมันเริ่มเหลือน้อย หายากแล้วแฮะ โรคจิตกำเริบ กลัวมาอยากได้ทีหลัง แล้วหาไม่ได้ สุดท้าย เลยยอมซื้อมาจนได้ (สรุปว่าโรคจิตจริงๆ ค่ะ คอนเฟิร์ม)


อ่านแล้ว ก็สนุกกว่าอ่านในบล็อคเยอะค่ะ เพราะมารวดเดียวคอมโบเซ็ท ไม่ต้องรออ่านทีละตอน
เฮ้อ ... โชคดีที่ซื้อมา




13. ฤดูดาว : เป็นอีกเล่มของพงศกร ที่ซื้อมาค่ะ รวมๆ ก็สนุก อ่านเพลินๆ แต่เหมือนจะไม่สู้สาวหลงยุคนะ ชอบเล่มนั้นมากกว่า (อ่านแล้วได้อารมณ์ชนเผ่า ชวนไปคิดถึงแก้วกลางดงได้ไงไม่รู้)




14. แต่ปางก่อน : เรื่องนี้ไม่ต้องเล่าแล้วมั๊ง หยิบมาอ่านเป็นรอบที่ล้าน เพราะเป็นช่วงที่ไม่มีอะไรอ่าน อ่านกี่รอบก็สนุกทุกรอบ แถมยังเก็บรายละเอียดได้ไม่ค่อยเหมือนกัน แล้วแต่ช่วงนั้นเน้นอ่านอะไร เป็นอะไรที่หยิบอ่านได้เรื่อยๆ จริงๆ




15. สร้อยแสงจันทร์ : ของพงศกรอีกเช่นเคยค่ะ เลือกมาเพราะเคยเป็นละครนี่แหละ ซึ่งก็สนุกประมาณนึง แต่ก็ยังชอบสาวหลงยุคที่สุดอยู่ดี อาจเป็นเพราะช่วงนี้เริ่มเอียนนิยายก็ได้ อ่านแนวๆ นี้ติดกันนานไปหน่อย




16. บางกะโพ้ง : เล่ม (ไม่ค่อย) ใหม่ของวินทร์ ซื้อมาดองมานาน สุดท้ายก็ได้ขุดมาอ่านตัดเลี่ยนนิยายซักที      ซึ่งก็แอบเบื่อเล็กๆ  ไม่ค่อยมันส์เหมือนพุ่มรัก พานสิงห์ (ซึ่งก็แหงอ่ะ) แต่ก็เป็นอะไรที่น่าอ่านค่ะ




17. ตุ๊กตา : เมื่อตอนเด็กๆ เคยมีอยู่เล่มนึงค่ะ (และตอนเด็กๆ ก็อ่านบ่อยมาก) แต่พอย้ายบ้านมันก็หายไป


จู่ๆ วันดีคืนดี เราก็ไปเจอมันอีกครั้งในร้านหนังสือมือสอง ได้มาในราคาครึ่งเดียว เอากลับมาดองที่บ้านอีกพักนึง พอเปรี้ยวเค็มได้ที่ เลยได้ฤกษ์ทุบไหเอามาอ่านแก้เบื่อนิยายอีกที ยังสนุกเหมือนเคย (เสียดายที่ไม่เคยดูเวอร์ชั่นละคร)




18. โลกนี้มันช่างยีสต์ : สุดท้าย ก็ได้มาครอบครองซะที หลังจากที่หยิ่ง ไม่ยอมซื้อตั้งแต่แรก (ฮา) ได้มาแล้วก็เลยอ่านฉลองซะเลย แม้จะไม่ประทับใจเท่ารอบแรก แต่ก็ดีใจที่ได้สะสมคอลเล็คชั่นแทนไท (ฮา)




19. บาดาล : ซื้อมาดองนานแล้ว เพราะมีเสียงร่ำลือว่า มันไม่จบ! แต่สุดท้าย เมื่อไม่มีอะไรอ่าน บาดาลหรือจะรอด อ่านๆ ปิดๆ วางๆ อยู่หลายรอบ ตามประสานิยายทมยันตียุคหลังๆ ภาษาต้องแกะต้องแปลอยู่นั่นแล้ว กว่าจะชินก็เกือบจบเล่ม (ฮา) พล็อตเรื่อง ค่อนข้างงั้นๆ นะ เพียงแต่มีอิงแฟนตาซีไทยโบราณให้หวือหวาหน่อย แต่ถึงกระนั้นก็ยังรออ่านเทวปักษีภาคต่ออยู่ดี (ฮา) ... ได้ข่าวว่าออกแล้วด้วย เมื่องาน ณ บ้านฯ ที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้ซื้อค่ะ ไม่รีบๆ สต๊อกเยอะ




20. top 10 สุดยอด เที่ยวทุกภาค สนุกทั่วไทย : ช่วงหลังๆ หลังจากเบื่อๆ เอียนๆ นิยายมานาน เลยไม่ได้อ่านอะไรอยู่หลายเดือน และแล้ว เล่มแรกที่หยิบมาอ่าน ก็กลับไม่ใช่หนังสือที่มีอยู่ที่บ้านหรอกค่ะ ต้องไปสรรหา หยิบจาก 7 - 11 กลับมาอ่านจนได้ ได้เสียตังค์แล้วสบายใจ ช่วงนั้นอยู่ในอารมณ์เที่ยวขึ้นสมอง อะไรเกี่ยวกับเที่ยวๆ เลยน่าอ่านไปโม้ด




21. เที่ยวทีละก้าว : หลังจากได้หนังสือแก้ขัดไปเล่ม สุดท้าย เลยต้องไปหาหนังสือเที่ยวที่ร้านหนังสือจริงๆ ซะที ได้เล่มนี้มาเพราะเน้นเส้นทางขึ้นเหนือแท้ๆ เป็นหนังสือจำพวกเที่ยวแล้วมาเล่าของเหล่าคนดังที่น่าตามรอยซะจริงๆ




22. เที่ยว กิน ช้อป เมืองเชียวใหม่ : สารภาพว่าเปิดผ่านๆ ค่ะ ถึงจะอ่านครบทุกตัวแต่ไม่เข้าหัวเลย กะว่าได้ไปจริงเมื่อไร ค่อยขุดมาหาข้อมูลใหม่ ^^"




23. มาลัยสามชาย : เป็นรอบที่ 2 อ่านตามละครอีกแล้ว ซึ่งก็สนุกสนานกว่ารอบแรก เช่นเดียวกับจงกลกิ่งเทียน อ่านไปพร้อมๆ กับดูละคร ก็ได้มุมมองอะไรใหม่ๆ ขึ้นอีก ซึ่งน่ายินดีมาก ที่ละครทำได้ตรงบทประพันท์ แทบจะเป๊ะๆ ทีเดียว หายากเนาะ สมัยนี้




24. สุขนอกสูตร : ซื้อมาเพราะคนเขียนเขาเล่าเรื่องที่เขาปลูกข้าวแท้ๆ แต่อ่านจบแล้ว ได้อะไรเยอะแยะ โดยที่แม้พื้นเพ (เรากะคนเขียน) จะต่างกัน แต่ก็ฝันคล้ายๆ กัน เค้าเริ่มจากหลงๆ ทาง แม้จะมีเป้าหมายชัดเจน ตุปัดตุเป๋ไปกว่าครึ่งเล่ม แม้จะมีความสุขแทรกเป็นระยะ แต่ก็ยังมีปัญหาส่วนตัวเยอะแยะ กว่าจะมาบรรลุเอาตอนท้ายเล่มนี่เอง .. แม้จะปัญหาใคร ปัญหามัน แต่ก็อดยินดีไม่ได้ ที่รู้ว่าคนอื่นเค้าก็มีปัญหาเหมือนกัน แฮ่! (ออกแนวซาดิสต์)




25. จักรวาล 1x1 เมตร : เป็นหนังสืออีกเล่มที่เล็งไว้นานแสนนาน สุดท้ายก็มาได้ลด 50 เปอร์เซ็นต์ (แทบกรี๊ด) ในงาน หนังสือคือของขวัญ (หรืออะไรสักอย่าง) ที่อิมแพค ตอนที่ติดตามชาวบ้านเค้าไปดูมอเตอร์โชว์กัน เป็นหนังสืออ่านง่ายๆ สบายๆ และมีความสุข จบลงไปอย่างรวดเร็ว ดีใจ ที่ได้หนังสือเล่มนี้มาค่ะ




26. ความสุขของขนม : ได้มาพร้อมๆ กันกับเล่มข้างบน และก็อ่านสนุกไม่แพ้กัน อ่านแล้วได้กลิ่นของ "ฉันหลงรักฤดูกาล" และ "จักรวาลในสวนดอกไม้" เป็นหนังสือขนมๆ ที่อ่านจบแล้วอยากลองเขียนหนังสือแบบนี้ดูบ้างจัง




27. แสงดาวฝั่งทะเล : รอบที่ล้านแปด เป็นอะไรที่หยิบมาอ่านได้เรื่อยๆ (ในเวลาที่อยู่ดีๆ ก็อยากจะดราม่า ..ฮา) สนุกทุกครั้งที่อ่าน อยากเห็นเป็นละคร (อีกครั้ง) จัง




28. ไอ้คุณผี : เพิ่งได้มาใหม่ในงาน ณ บ้านวรรณกรรม ลดกระหน่ำ 35% นั่นแล ได้มาแล้วก็ฉลองซะเลย จำได้ว่า เป็นนิยายเรื่องแรกๆ ที่อ่านสมัยเด็กๆ เมื่อตอนเด็กๆ ชอบมาก พอมาอ่านวันนี้ ... มันสนุกตรงไหนฟระ (ฮา) เนื้อหาเละตุ้มเป๊ะมากๆ มั่วสุดๆ ตอนเด็กๆ เหมือนว่ามันจะสนุกกว่านี้น้า ... (แปลว่า ควรจะเก็บไว้ให้ลูกสาว (วัย 8 ขวบ) อ่าน น่าจะอ่านได้สนุกกว่าแม่ ... ฮา)




29. เซียนโปสการ์ด : เล็งข้ามชาติ สุดท้ายก็มาได้ในราคา 50 เปอร์เซ็นต์ พร้อมกับจักรวาล 1x1 นั่นเอง เล่มนี้ยังอ่านไม่จบค่ะ แต่กำลังอ่านอย่างเมามันส์ อ่านง่าย ภาพ (สีน้ำ) สวย (ชวนปลุกอารมณ์ .. มาวาดรูปเล่นมากๆ) และคาดว่าคงจบภายในปีนี้ เลยอนุโลมเขียนลงมาก่อนได้ ลั้นลา




ปัจฉิมลิขิต


เป็นรีวิวหนังสือที่แปลกๆ หน่อยนะคะ เพราะอะไรที่อ่านนาน มักจะลืมรายละเอียดของเรื่องไปแล้ว แต่อารมณ์ขณะอ่านนี่จำได้แม่นเลยทีเดียวเชียว เลยออกจะมีแต่อารมณ์ล้วนๆ ส่วนเนื้อหา ไปเสิร์ชหารีวิวชาวบ้านขยายความอีกทีกันละกันเน้อ!






 




Free TextEditor



Create Date : 28 ธันวาคม 2553
Last Update : 28 ธันวาคม 2553 14:55:36 น.
Counter : 1035 Pageviews.

7 comment
หนังสือจากงานฯ รอบที่ 2
จัดสรรเวลาไม่ลงตัว กะเอาไว้ว่า ปีนี้คงมีบุญวาสนากับงานหนังสือเพียงเท่านี้
แต่ที่ไหนได้ พอทำใจปุ๊บ โอกาสก็มาปั๊บค่ะ
เลยโชคดี ได้ไปชอปอีกรอบ
คราวนี้ อิ่มอกอิ่มใจแล้วค่ะ



กะว่าจะเดินเก็บตกให้อิ่มเลย
แต่ดันซวย โดนล้วงมือถือไปสิคะ
มือถือเน่าๆ ยังจะมาเอาของเค้าอีก T------T
เลยชอปแบบเศร้าๆ ค่ะ

มาดูทีละเล่มดีกว่า
จงกลกิ่งเทียน - แก้วเก้า
หลังชอปหนก่อน กลับมาถึงบ้านเพิ่งได้อ่านเรื่องย่อเรื่องนี้ค่ะ
เลยเกิดอาการอยากอ่านมาก จดลงลิสต์ทันที
กะว่าไม่ได้ในงานหนังสือ ก็ต้องไปขวนขวายมาให้ได้
สุดท้าย ได้มางานหนังสือ เลยรีบสอยมาด่วนทีเดียว



ไหนๆ แวะบูธนี้แล้ว สอยแถมมาอีกเล่มค่ะ (ช่วงนี้อ่านแต่แนวพีเรียดแฮะ)
ราตรีประดับดาว - ว.วินิจฉัยกุล



เล่มต่อมา ก็เป็นเล่มที่ตั้งใจไปซื้อโดยเฉพาะค่ะ
วันก่อนคนแน่นมาก กลับมาถึงบ้าน มานั่งเสียดายตั้งนาน สุดท้าย ก็ได้มาครอบครอง

สี่แผ่นดิน - มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในราคา 299 บาท >,<



เสร็จแล้วก็กลับหลังหันมาบูธใกล้ๆ ค่ะ
(ตรงแถวนี้แหละ ที่รู้ตัวว่ามือถือหาย ชอปแบบเศร้าๆ Y-------Y )

แม่ดอกสวะ - ทมยันตี



และเล่มใหม่ ทีแรกว่าจะยังไม่ซื้อ รอฟังเสียงผู้อ่านท่านอื่นก่อน
แต่กลับมาปุ๊บ ก็แอบเห็นกระทู้ชมปั๊บ เลยลองสอยติดมาค่ะ
บาดาล - ลักษณาวดี



ที่เหลือต่อจากนี้เป็นหนังสือนอกลิสต์ค่ะ
ไม่ซื้อก็ได้ แต่ซื้อก็ดี ^^
เริ่มที่ อะมาซ็อนพิศวาส - จันทรำไพ
ได้ยินชื่อเสียงมานานค่ะ ต้องลองอ่านซะหน่อย ^^



ตะลุยเหมืองแร่ - อาจินต์ ปัญจพรรค์ (เล่มนี้ 16 บาท กี๊ดซ์ >,< )



4 ปี นรกในเขมร



แมวน้อยอยากนิพพาน



หมดแล้วค่ะ ได้มาเท่านี้ พร้อมกับความทรงจำแย่ๆ กับมือถือที่หายไปค่ะ
ไปงานมาเป็น 10 ปี ไม่เคยเจอเลย ประมาทว่ามันคงไม่เกิดขึ้นกับเรา
สุดท้าย ความประมาทก็เป็นหนทางให้มิจฉาชีพมาเอาเปรียบเราจนได้ค่ะ



Create Date : 06 เมษายน 2552
Last Update : 6 เมษายน 2552 7:25:50 น.
Counter : 1203 Pageviews.

11 comment
หนังสือใหม่ร้อนๆ จากงานหนังสือจ้า
วันนี้จะมาอวดหนังสือใหม่ที่ได้จากงานฯ ปีนี้ค่ะ
เน้นๆ นิยายเลย อยากมานาน

ถ่ายภาพรวมก่อนค่ะ



เล่มแรก มาลัยสามชาย - ว.วินิจฉัยกุล ค่ะ



เล่มต่อมา บุหงาปารี และบุหงาตานี - วินทร์ เลียววารินทร์



คลื่นถี่ความเหงา - โอตสึ อิจิ



เพียงใจที่ผูกพัน - กิ่งฉัตร
เล่มนี้แอบอ่านจบแล้วค่ะ กลับถึงบ้านก็หยิบอ่านก่อนเลย คิดถึงพี่ปุ้ย ^^
มีรีวิวไว้แล้วด้วย ที่ลิงค์ข้างล่างนี่ค่ะ
//www.bloggang.com/viewblog.php?id=myminiword&date=19-02-2009&group=5&gblog=2



เล่มต่อมา เวียงกุมกามค่ะ เล่มนี้แอบได้ลายเซ็นต์ของทมยันตีมาด้วย
ตอนซื้อ ก็ไปยืนฟังอาจารย์เล่าที่มาของนิยายแต่ละเรื่องให้ฟัง สนุกดีค่ะ



เล่มสุดท้าย กำลังอ่านอยู่เลยค่ะ ทางเทวดา เทวาวาด - แก้วเก้า



ปิดท้าย ได้ลายเซ็นต์ของคุณคุ่น ปราบดา หยุ่น มาด้วยค่ะ
ไม่ได้ซื้อหนังสือใหม่พี่เขาหรอก แอบเอาหนังสือเก่าจากบ้านไปให้เซ็นต์ค่ะ ^^



ส่วนหนังสือใหม่ๆ ทุกเล่มนี้ ถ้าอ่านจบ จะรีวิวเล่าสู่กันฟังนะคะ
สุขสันต์ฤดูล้มละลายค่ะ ^^



Create Date : 02 เมษายน 2552
Last Update : 2 เมษายน 2552 9:59:39 น.
Counter : 894 Pageviews.

9 comment
บันทึกหนังสือที่อ่านมาตั้งแต่ต้นปี 2552 (อัพเดทเรื่อยๆ)


ปกติแล้วเป็นคนอ่านหนังสือเยอะพอดูค่ะ
ตั้งใจว่าจะรีวิวเป็นเล่มๆ ไปมาเป็นปีแล้ว
แต่ก็ไม่ได้เริ่มซะที เพราะมันเยอะนี่แหละ
ท้ายสุด เลยเปลี่ยนใจ เอาเป็นมินิรีวิวดีกว่า
ยกทุกเล่มมารวมไว้ปีเดียว หัวข้อเดียวกันเลย
แล้วจะพยายามมาอัพเดทบ่อยๆ นะคะ

มาเริ่มกันตั้งแต่ต้นปีเลยดีกว่า

เล่มแรกของปี นึกกันจริงๆ จำไม่ได้ค่ะ
แต่ลองเหลือบๆ ไปดูชั้นหนังสือ แล้วนึกภาพว่า
เมื่อช่วงปีใหม่ เราถือหนังสือเล่มไหนอยู่ ก็ประมาณได้ว่า เป็นเล่มนี้ค่ะ

norwegian wood ของฮารุกิ มุราคามิ นี่เอง



หนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่ 3 ของมุราคามิที่เราอ่าน
(เล่มแรกคือ after the quake เล่มที่ 2 คือเรือเชื่องช้าสู่เมืองจีน :
สังเกตได้ว่า เป็นรวมเรื่องสั้นทั้ง 2 เล่ม)
แต่ก็นับได้ว่า norwegian wood เป็นนิยาย (หรือเปล่า?) เล่มแรกของเขาที่อ่าน
สารภาพว่ายังอ่านไม่จบค่ะ

ยอมรับว่า หยิบหนังสือของนักเขียนคนนี้มาอ่าน เพราะความดังของเขาจริงๆ
อ่านเพราะอยากรู้ว่า หนังสือของเขาเป็นยังไง ทำไมคนถึงชอบกันขนาดนี้
อ่านเรื่องสั้นไป 2 เล่ม ก็ยังไม่ได้คำตอบ
เลยลองหันมาอ่านเรื่องยาวดูบ้าง
(ก่อนจะได้มาอ่าน หาซื้อยากมาก ต้องขอบคุณสนพ.กำมะหยี่ค่ะ ที่หยิบมาพิมพ์ใหม่)
อ่านแล้ว ก็ยังไม่ได้คำตอบ มีบางอย่างที่ดูน่าสนใจ
แต่อ่านติดต่อกันไปสักพักแล้ว ไม่มีแรงจูงใจให้อ่านต่อสักเท่าไร
สุดท้าย ก็เลยยังไม่จบเล่มเลย ต้องขอวางไปหยิบเล่มอื่นมาอ่านก่อน
สรุปว่า ยังหาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ค่ะ ว่าหนังสือของมุราคามิเป็นยังไง
คงต้องหาอารมณ์อยากอ่าน หยิบมันมาอ่านต่ออีกสักที
(จริงๆ ก็ไปครึ่งเล่มแล้วล่ะ)

มาที่เล่มต่อไป

ฟังเสียงดอกไม้ทักทายกัน ของรอมแพงค่ะ



เล่มนี้ใช้อ่านคั่นเวลา ละลายความเบลอของมุราคามิค่ะ
เอาจริงๆ ก็ต้องบอกว่า ที่ซื้อมาเพราะเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับดอกไม้เล่มนึง
จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าเขาเอาดอกไม้มาเล่าเรื่องได้น่ารักมาก
(หนังสือเล่มนั้นให้เพื่อนยืมไปค่ะ ได้คืนมาเมื่อไรจะมาบอกอีกที)
และแอบคิดว่า ถ้าอ่านเล่มนี้ คงจะได้กลิ่นอายของเล่มนั้นบ้าง
และก็ได้ดังคิดจริงๆ ค่ะ แม้ว่าในใจลึกๆ จะชอบเล่มนั้นมากกว่านิดหน่อย
ดอกไม้ในเล่ม ส่วนมากเป็นดอกไม้แปลกๆ ที่เราไม่ค่อยได้ยินชื่อ
เหมาะกับวันอ่านสบายๆ ค่ะ

จบเล่มนี้ ความอยากอ่านนิยายมันก็เอ่อล้นออกมา
แต่นิยายในบ้านไม่เหลือให้อ่านเลยค่ะ
(ส่วนมากเวลาซื้อหนังสือมากองใหญ่ๆ ก็ชอบที่จะหยิบนิยายมาอ่านก่อนทุกที ^^")
เลยไปที่ร้านหนังสือ และโชคดีที่ในช่วงนั้น ได้หนังสือหายากมาเล่มนึงค่ะ

ไม่รู้คนอื่นจะเหมือนเราหรือเปล่า
คือเวลาที่เสบียงหนังสือที่ตุนไว้เริ่มจะร่อยหรอน่ะ
ก็จะเริ่มเข้าเวบหรือบล็อคต่างๆ ที่เกี่ยวกับหนังสือ (ปกติไม่ค่อยเข้า)
เพื่อดูว่า ช่วงนี้ชาวบ้านเขาอ่านอะไรกันอยู่
มีเล่มไหนน่าสนใจบ้าง หรือเล่มไหนกำลังเป็นกระแส
และด้วยความที่นานๆ เข้าทีนี่เอง ชื่อหนังสือที่ได้เลยมักจะตกรุ่นไปแล้ว
บางเล่มก็หาซื้อไม่ค่อยได้ หรือเขาขายกันไปหมดแล้ว
เลยชอบมีลิสท์รายชื่อหนังสือที่เขาแนะนำกันว่าสนุก แต่ยังหาซื้อไม่ได้
เป็นโพยติดกระเป๋าไว้เสมอๆ
วันไหนไปเดินร้านหนังสือ ก็ควักโพยออกมาหา
เจอที ก็ดีใจที
หนึ่งในเล่มที่ว่านั่นก็คือ

"Separation : 14 เดือนอัศจรรย์กับวันของเรา" ของอิชิกาวา ทากุจิ



อย่างที่บอกว่า ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ อ่านด้วยอารมณ์กระหายนิยาย
ดังนั้น ก็เลยค่อนข้างจะชอบ (ตามความชักจูงของอคติขณะนั้น)
ชอบอีกอย่าง ที่หนังสือเล่มนี้แบ่งตอนเป็นช่วงสั้นๆ
เพราะเราใช้เวลาช่วงที่นั่งรถ หรือรอคอยอะไรบางอย่างในการอ่านหนังสือ
ดังนั้น ถ้าตอนนึงยาวเกินเหตุ ก็ทำให้การอ่านขาดตอน
การแบ่งตอนสั้นๆ นี่ก็เลยถูกใจเรามาก

เนื้อหาในหนังสือ เป็นเรื่องราวที่พบได้บ่อยในนิยายญี่ปุ่น
(นอกจากแนวสืบสวน นักสืบอ่ะนะ)
คือเป็นแนวเหนือจริงเล็กๆ คล้ายๆ Be with you (ได้ยินว่าคนเขียนคนเดียวกัน) หรือ Himitsu (อันนี้จำไม่ได้ว่าใครเขียน)
อ่านแล้วชอบนะ ถ้าใครชอบเรื่องแนวๆ นี้ แนะนำให้ลองอ่านดูค่ะ

เล่มต่อมา (เล่มที่เท่าไรแล้ว?)
หยิบหนังสือที่ซื้อมานานมากแล้ว เอามาอ่านค่ะ
(ช่วงนี้จนกรอบค่ะ ได้แต่คุ้ยในกองดองมาอ่าน ดีไปอีกแบบค่ะ)
เล่มที่ว่านี่ก็คือ หลังคลื่นอันดามัน ของ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ค่ะ



เนื้อหาดีไม่แพ้ชุดใต้ทะเลมีความรักเล่มแรกเลย (เล่ม 2 ยังไม่ได้อ่านเลย)
นักเขียนเองถึงกับยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้ เป็นเล่มที่ทำให้เขากลับมาเขียนหนังสือแนวนี้ได้อีก
หลังจากที่เขียนไม่ออกมานาน (คือเขียนได้ แต่ไม่เหมือนอย่างเล่มนี้) งงมั๊ยคะ
ถ้างง แนะนำให้ไปลองอ่านดู (ได้ทั้ง 3 เล่ม) ฮา

เนื้อหาของหนังสือ จะเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตในทะเล
โดยเล่มนี้จะเน้นไปที่ การเป็นอยู่ของพวกมันหลังการเกิดสึนามิ
แต่ข้อมูลไม่ได้หนักนะคะ อย่าเพิ่งคิดกลัว
ดร.ธรณ์นำเสนอได้น่ารักมากค่ะ ยังไงไม่บอก (บอกไม่ถูก ไปอ่านเอาเอง)
(ฮี้) >>> จะเชียร์กว่านี้อีก ถ้าไม่ได้พิมพ์กับสนพ.นี้ (ฮา)

มาต่อกันที่เล่มที่ 5 (ไปแอบนับมาแล้ว ^^)
กิเลสมาร ของใครก็จำไม่ได้แล้วสิคะ
เล่มนี้ยืมเขามาอ่านอีกที หนามากๆ
ยืมมาดองข้ามเดือนกว่าจะเริ่มเปิดอ่านได้ เพราะความหนาของมันแท้ๆ เชียว
อ่านแล้ว ก็ถือว่าเฉยๆ ค่ะ
เป็นเรื่องราวชีวิตตามประสานวนิยาย คือมีพระเอก มีนางเอก
มีตัวละครเล่าเรื่องชีวิตไปเรื่อยๆ แล้วก็จบแบบทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
พลิกไปดูวันที่พิมพ์ นึกว่าจะเป็นนิยายสัก 20 - 30 ปีก่อน
แต่ก็ไม่นานขนาดนั้นค่ะ เรียกว่าพล็อตเก่าใช้ได้
ผ่านไปอย่างไม่มีอะไรน่าจดจำค่ะ


เล่มที่ 6 อย่างว่องไวค่ะ
หลังอาน ของบินหลา สันกาลาคีรี



จริงๆ การอ่านหลังอานหนนี้ไม่ใช่หนแรกของเราค่ะ
และเป็นการอ่านหนที่เท่าไรไม่ได้นับ แต่ก็ถือว่าไม่ได้อ่านมานานมากแล้ว
นานจนลืมเนื้อหาส่วนใหญ่ในเล่มไปเกือบหมด
ได้อ่านอีกครั้ง (แถมยังเป็นครั้งหลังจากที่เราเพิ่งหัดขี่จักรยานเป็นแล้ว)
ได้อรรถรสสนุกสนานไม่ต่างจากการอ่านครั้งแรกเลยค่ะ

หนังสือแบบนี้ จะคล้ายกับ หนุ่มนักโบกกับสาวขี้บ่น (ของพี่จุ้ย)
คำให้การของสาวนักโบก (แพน พัชรินทร์)
หรือหลายๆ เล่มของเพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย
เรื่องของเรื่องก็คือ เป็นหนังสือท่องเที่ยว (รุ่นเก่า) นั่นเอง
อ่านแล้วใจฮึกเหิม ปลุกไฟฝัน (สำหรับคนที่มีฝันที่จะหาอิสระให้ชีวิต)
เล่มนี้เป็นเล่มแรกที่ทำให้เราหลงรักบินหลาค่ะ (จุ๊บุ จุ๊บุ... -*-)


เล่มต่อมา หนังสือดังอีกตามเคย ได้มาราคาถูกจากงานหนังสือปีก่อนค่ะ
"โต๊ะก็คือโต๊ะ" ของเพเตอร์ บิคเซล



และตามเคย รู้สึกคล้ายๆ กับตอบที่อ่านหนังสือของมุราคามิ แต่ดีกว่าหน่อย
คือตาเพเตอร์คนนี้ ได้รับการยกย่องว่าเป็นคนที่เขียนน้อย แต่ให้ความหมายล้ำลึกค่ะ
ทีนี้ คนอ่านก็ต้องรู้จักตีความ
หนังสือเล่มบางๆ คนบางคนอาจจะอ่านได้ความอย่างนึง
แต่บางคนอาจตีความไปได้มากกว่านั้นค่ะ
เราอ่านเล่มนี้จบ ตีความอะไรไม่ออกเลย (ฮา)
คือคงเป็นช่วงสมองตอนนั้นด้วยล่ะ คืออ่านออกมาแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะสื่ออะไร
ต้องไปอ่านคำวิจารณ์อีกที ถึงได้ "โอ้โฮ .. นี่มันคิดได้ขนาดนั้นเลยเหรอนี่!"
(ข้าพเจ้าโง่ ว่างั้น)

ใครที่สนใจหนังสือเล่มนี้ แนะนำให้เอาชื่อหนังสือไปพิมพ์ใส่ในกูเกิ้ล
แล้วเสิร์ชหาคำวิจารณ์ดีๆ จากที่อื่นได้เลยค่ะ :P

เล่มต่อมา จบไปสักพักแล้ว แต่ความประทับใจยังไม่จางไปเลยค่ะ
"โลกจิต" ของแทนไท นั่นเอง



จริงๆ เห็นหนังสือเล่มนี้ออกมาชาติกว่าๆ แล้วล่ะ
และก็ชอบแทนไทมาจากหนังสือเล่มแรก คือ "โลกนี้มันช่างยีสต์"
แต่ที่ยังไม่ซื้อ เพราะไปแอบอ่าน mimic จากเวบ open แล้วเฉยๆ
คือเนื้อหาค่อนข้างชอบ (คือเราชอบเรียนชีววิทยาค่ะ)
แต่มันก็ไม่ต่างจากในหนังสือชีววิทยาเท่าไร
ก็เลยคิดเอาเองว่า โลกจิตคงไม่ต่างกัน

จวบจนกระทั่ง เมื่ออาทิตย์ก่อน (ซึ่งไม่ใช่วันอาทิตย์)
ได้มีโอกาสแวะไปงาน a book street fair แล้วดันไปเห็นโลกจิตลดราคาเข้าค่ะ
ไอ่ตัวเราก็ดันเป็นโรคแพ้ของลดราคาซะด้วย เลยสอยติดมือมาเล่มนึง
จะบอกว่า ดีใจมากค่ะที่ได้อ่าน

เนื้อหา จะไม่เน้นภายในสมองอย่างที่คิด
แต่จะมีเคสแปลกๆ ของสมอง
หรือมุมแปลกที่เกิดขึ้นบ่อยๆ ในสมอง แต่เราไม่ค่อยสังเกตเยอะเลย
น่าสนใจ อ่านสนุก ย่อยง่าย มีมุขขำแทรกเป็นระยะ อ่านแล้วมีความสุขค่ะ
(เรื่องแบบนี้ บอกว่าขำ ทีแรกเราก็ไม่เชื่อค่ะ มันจะขำอะไรกันนักหนา)

ไม่เชื่อใช่ไหมคะ? ไปลองเสพตัวอย่างได้ที่เวบเขาเลยค่ะ
//www.wit-view.com/main/?p=68

ต่อมา เพิ่งจบไปหมาดๆ เลยคือ
ฝนตกตลอดเวลา ของพี่คุ่น ปราบดา หยุ่นค่ะ



เป็นหนังสือเก็บตกอีกเช่นเคย คืออยู่ในลิสต์รายการซื้อมานานมากแล้ว
และคงไม่ได้อ่าน ถ้าเขาไม่พิมพ์ใหม่

จริงๆ เคยไปถามที่บูธตอนงานหนังสือด้วยค่ะ
พี่ประจำบูธบอกว่า น้องยังไม่มีเหรอคะ
เอางี้ เดี๋ยวรอถามพี่คุ่นเองเลยดีกว่า ว่าจะพิมพ์ใหม่มั๊ย ...ฮา
สรุปว่า วันนั้นเราก็ไม่อยู่รอหรอกค่ะ คิดในใจว่าปล่อยตามบุญกรรมละกัน
(จะอ่านหนังสือสักเล่ม ต้องพึ่งบุญขนาดนั้น?)

ใครจะคิด ว่าผ่านมาอีกไม่นาน (แต่ก็หลายเดือนน้า...) เขาก็พิมพ์ใหม่ให้หนูจริงๆ กิ๊ดซ์

อ่านจบแล้วอยากจะบอกว่า สมการรอคอยจริงๆค่ะ
ก่อนออกความเห็น ต้องบอกก่อนว่าเราเองไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้พี่คุ่นหรอกค่ะ
เคยอ่านงานพี่คุ่นครั้งแรก ตั้งแต่สมัยพี่แกออกใหม่ๆ
ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น "ความน่าจะเป็น"
ตอนอ่านจบตอนนั้นชอบมากๆ เพราะพี่แกมาแปลก
ไอ่เราก็ชอบของแปลก ก็เลยบ้า (หนังสือของ) พี่แกอยู่พักนึง
วันเวลาผ่านไป พี่คุ่นออกหนังสืออกมาอีกเยอะมาก
แต่โอกาสไม่อำนวยให้ซื้อหามาอ่านเลยค่ะ ก็เลยร้างรากันไป
จนกระทั่งวันหนึ่ง กลายมาเป็นคนมีเวลาว่างเยอะ
เลยหยิบเล่มเดิมมาอ่านอีกหน แต่แปลก ที่เรากลับไม่รู้สึกทึ่งเหมือนเก่า
และพาลเฉยๆ กับงานเขียนของเขาไปเลย

จนกระทั่งวันหนึ่ง มาอ่านเจอคำวิจารณ์หนังสือเล่มนี้ค่ะ จากบล็อคไหนไม่รู้ล่ะ
ไปสะดุดกับคำว่านิยาย อ่ะ มันเป็นแนวนิยายเหรอ
แถมคนวิจารณ์ยังบอกว่ามันดีใช้ได้เลยทีเดียว
อืม งั้นลองจดไว้ในลิสต์หน่อยละกัน
และสุดท้ายก็ได้มาครอบครองดังที่เล่าไปข้างต้นค่ะ

ตอนแรกที่เปิดอ่าน ไม่ได้คาดหวังอะไรมากเลย
กะว่า อ่านไปเรื่อยๆ ฆ่าเวลา
ตอนอ่าน ได้อารมณ์มุราคามิ กับคุณอนุสรณ์ เหมือนกันค่ะ
คือดำเนินเรื่องเรื่อยๆ เอื่อยๆ จะไปจบยังไงก็ไม่รู้ (คือจบตรงไหนก็ได้?)
ภาษา ยังคงเป็นภาษาแปลกๆ แบบของเขา (แบบที่เราเคยชอบ)
แต่เนื้อเรื่อง กลับชวนติดตามมากกว่านักเขียน 2 คนนั้นค่ะ
อ่านไปก็อยากรู้ไป ว่าเขา (คนเขียน) จะหาทางออกให้ตัวละครยังไง
จะไปจบที่ตรงไหน
และท้ายที่สุด มันจบดีกว่าที่คิดจริงๆ (แม้ว่าตอนท้ายๆ เรื่องจะพอเดาได้)
คล้ายกับพี่คุ่นจะตีความ "ชีวิตหลังความตาย" ไว้ให้ร่วมสมัย
อ่านแล้วทึ่งค่ะ ว่าเขาคิดด้วย (ไอ่คนอ่านไม่ได้คิดอะไรไง )

จบไปอย่างประทับใจ กิกิ


เล่มต่อมา มีชื่อว่า "เบิร์ธเดย์ สุขสันต์วันมรณะ" ของ ม้าใต้



เล่มนี้เป็นอีกเล่ม ที่มีผู้ใจดีให้ยืมมาอ่าน
เห็นรูปปกพร้อมชื่อเรื่องหนแรก ต้องขอบอกเลยว่าอคติสุดๆ
เพราะมันชวนให้นึกถึงซะดะโกะอยู่รำไร
เริ่มอ่านไปนิด ก็ยังคงอคติอยู่ เพราะการเปิดเรื่อง ก็ชวนให้คิดถึงซะดะโกะเล่มแรก (the ring หรือเปล่าหว่า?)

และเมื่ออ่านจนจบ ก็พบว่าเนื้อหาสนุกสนานพอใช้ได้ค่ะ
ถ้าอ่านสบายๆ ไม่คิดมาก ก็พอจะสนุกกลมกลืนกับเนื้อเรื่อง
เล่าย่อๆ นะคะ
เป็นเรื่องของเด็กกลุ่มหนึ่ง ที่เกิดมาจากการทดลองโดยหน่วยงานลับๆ
และปัจจุบัน หน่วยงานนั้นก็ได้ล่มสลายไปแล้ว และคนที่เกี่ยวข้องก็ตายไปเกือบหมด
ซึ่งทีแรก เด็กๆ พวกนีก้ไม่รู้ชาติกำเนิดตัวเองหรอกค่ะ
ปัญหามันมาเกิดเอาตอนที่ มีกรณีการตายแปลกๆ เกิดขึ้น
และเด็กทุกคนที่ตาย ก็มีความคล้ายคลึงกันบางอย่าง
(อย่างไรไปลองอ่านดูนะคะ)
เด็กๆ ที่เหลือ จึงได้พยายามที่จะยื้อชีวิตตัวเองกับอะไรก็ไม่รู้
ออกแนวสืบสวนหน่อยๆ ที่ขัดใจเราคือ เด็กทดลองพวกนี้เป็นอัจฉริยะ
แต่วิธีแก้ปัญหา ไม่ค่อยอัจฉริยะเท่าไรเลย
เนื้อเรื่องมีทั้งวิทยาศาสตร์ และผีสางมาปนเปกัน พอให้เดาๆ ไปเรื่อยค่ะ
ก็อย่างที่บอก ... ถ้าอ่านเอาสนุก ไม่คิดมาก ก็พอโอเคค่ะ สำนวนราบรื่นดี

ไม่ได้อัพนาน เรื่องต่อๆ มา ขออัพรวดเดียวเลยนะคะ
ตอนนี้หนังสือ (ที่อยากอ่าน) หมดบ้านแล้วค่ะ
เลยไปคุ้ยหนังสือเก่าๆ มาอ่านไปก่อน เป็นการอ่านซ้ำแทบทั้งนั้น
รองานหนังสือค่ะ

เรื่องต่อมา ได้แก่ ...
พิมมาลา ของแก้วเก้าค่ะ



ซึ่งจริงๆ ก็เป็นการอ่านครั้งที่ 2 เท่านั้นแหละ
หนังสือของแก้วเก้า และ ว.วินิจฉัยกุล เราไม่ได้อ่านมานานแล้วค่ะ
อ่านแต่เรื่องเก่าๆ พวก วิมานมะพร้าว แต่ปางก่อน ฯลฯ
เพิ่งมาเริ่มๆ อ่านใหม่เมื่อปีก่อนนี้เอง (ไปบ้ากิ่งฉัตรซะนาน ^^")
พิมมาลา เป็นอีกเรื่องที่จัดไว้ว่าเป็นหนังสือในดวงใจค่ะ
เป็นนิยายที่เหมาะกับผู้หญิงโดยแท้ อ่านแล้วแอบสะใจเล็กๆ
เนื่องจากพระเอกเพล์บอยในเรื่อง ต้องโดนสาปเป็นผู้หญิง
จนกว่าจะสามารถทำความดีตามกติกาของนางฟ้าผู้สาปได้
เนื้อเรื่องสนุกเข้มข้น ครบรสตามสไตล์ของอาจารย์ ว. ค่ะ
พระเอกเก่ง อ่านแล้วคิดถึงพระเอกของอ. ในเรื่องเศรษฐีตีนเปล่า และหลายๆ เรื่องที่นึกไม่ออก ^^"
แต่นิสัยที่ออกจะดูไม่ดีนั้น เป็นนิสัยที่พบได้เกลื่อนในผู้คนยุคนี้ค่ะ
นิสัยที่ว่านี้ ก็คือนิสัยตามน้ำนั่นเอง ไม่ค่อยขัดคอคน
แต่ก็ไม่ได้จริงใจอะไรกับใครเขา
สุดท้าย พระเอกก็ได้เรียนรู้ทีละนิดจะบทเรียนของนางฟ้าจอมกวน
ชอบมากๆ ค่ะ ใครหานิยายแฟนตาซีสนุกๆ อ่าน แนะนำค่ะ

เมื่ออ่านของแก้วเก้าจบ อดไม่ได้ที่จะหยิบอีกเล่มมาอ่านคู่กัน
วิมานมะพร้าว ของแก้วเก้า ค่ะ



เล่มนี้ผิดกับเล่มนู้นอย่างนึงค่ะ คือต้องบอกว่า อ่านเป็นร้อบที่ 100 แล้วเห็นจะได้ ^^
แต่อ่านกี่ที่ก็ยังชอบทุกที
ยิ่งตอนที่อ่านตอนเด็กๆ ไอ้จุ่น นางเอกของเรื่อง (อ่านไม่ผิดหรอกค่ะ) ..
ไอ้จุ่นนี่เป็นไอดอลของเราเลย โตขึ้นอยากเป็นสาวเท่แบบไอ้จุ่นนี่แหละ
โตมาอีกหน่อย ถึงได้พี่อ้อม สุนิ เป็นไอดอลอีกคน 555
อ๊ะ นอกเรื่องไปโน่น

นิยายเรื่องนี้เขียนมาหลายสิบปีแล้วค่ะ เนื้อหาก็เลยค่อนข้างเก่าหน่อย
ถ้าเด็กรุ่นใหม่อ่าน ต้องจินตนาการนิดนึง
เรื่องก็คือ นางเอกที่ชื่อไอ้จุ่นนี้ เป็นผู้หญิงรุ่นแรกๆ ที่เรียนวิศวะ
ตอนเรียนก็เรียนเก่งดีอยู่หรอกค่ะ
แต่พอจบออกมา ด้วยความที่เป็นหญิง เลยหางานยาก
คนสมัยก่อน ไม่ค่อยมีวิศวะกรที่เป็นผู้หญิง
และก็ไม่เชื่อใจว่าผู้หญิงจะทำงานหนักๆ ได้ (ฮึ่มๆๆๆ)

สุดท้าย บ.พระเอกก็รับนางเอกเข้าทำงานตามฟอร์ม
แต่ทีผิดฟอร์มนี่สิคะ สนุกสุดๆ ซึ่งก็คือ ผีก๋งของพระเอกนี่แหละ
ที่เป็นทั้งตัวช่วยและตัวฉุดให้นางเอกได้เจอเหตุการณ์สนุกสนานเฮฮาปาจิงโกะมากมายในเรื่อง
แนะนำอีกเรื่องค่ะ อ่านฮา ขำกระจายแน่นอน

จบนิยายไป 2 เรื่องติด ยังอยากอ่านนิยายอยู่เลย ... แต่หมดบ้านแล้วสิคะ
เลยขุดหนังสือเก่าอีก 2 เล่มมาอ่าน อันได้แก่
คำให้การของสาวนักโบก ของ แพน พัชรินทร์



และ "หนุ่นนักโบกกับสาวขี้บ่น" ของพี่จุ้ย วายร้ายสีแดง และตุ้มพุทรา



2 เล่มนี้อ่านต่อกัน เล่มละ 1 วันเลยค่ะ
เนื้อหาคล้ายๆ กัน ต่างกันที่พี่จุ้ย และผองเพื่อนโบกในประเทศ
แต่แพน พัชรินทร์ จะโบกที่ต่างประเทศ (ตื่นเต้นเร้าใจกว่าเยอะ)
หยิบ 1 ใน 2 เล่มนี้มาอ่านทีไร ต้องหยิบอีกเล่มมาอ่านคู่ทุกทีไปค่ะ
สำหรับหนุ่มสาวท่านใดที่ชอบอ่านหนังสือพาเที่ยวของนิ้วกลม
หรืออ่าน สองเงาในเกาหลี ของทรงกลด บางยี่ขัน
ขอแนะนำต้นตำรับ 2 เล่มข้างบนนี้ค่ะ
อ่านแล้วหัวใจโบกบิน อยากจะตามไปโบกกับเขาทุกรอบไป
ใครกำลังจะออกเดินทาง พก 2 เล่มนี้ไปอ่านระหว่างทางเพิ่มอรรถรสนะคะ

เมื่ออ่านเล่มนี้จบ ความอยากนิยายยังคงอยู่เหมือนไม่ได้รับการบำบัด
สุดท้าย เลยต้องหยิบนิยายอ่านยากแห่งยุคขึ้นมาขัดตาทัพ
สุริยวรรมัน ของทมยันตีค่ะ



ถ้าใครเคยอ่านนิยายของทมยันตี คงต้องคุ้นเคยกับสำนวนเทพของเธอมาแล้ว
แต่สุริยวรรมันเล่มนี้ ถือว่าเป็นเล่มโค่นเทพค่ะ
ใครเทพมาจากไหน มาเจอเล่มนี้ เป็นจอดไปหลายราย
ตัวเราเอง หยิบเล่มนี้มาอ่าน ไม่ใช่หนแรกค่ะ
แต่ก็ยังไม่เคยอ่านจบซักที (ไม่จบแม้แต่เล่มแรก -*-)
มาหนนี้ ใกล้งานหนังสือเข้ามาทุกทีแล้ว ตั้งใจว่าคงจบทันงานพอดี
ที่ไหนได้คะ ครบอาทิตย์ก็แล้ว เพิ่งได้ไปครึ่งเล่มแรกเองค่ะ
และสุดท้าย ก็อดรนทนไม่ได้
เมื่อกลับจากงานหนังสือ ก็เลยขอวางเล่มนี้ ไปเสพ ไปเห่อหนังสือใหม่ก่อน
จบเมื่อไร จะกลับมารีวิวแน่ๆ ค่ะ ^^"

และแล้ว นิยายใหม่ที่เรารอคอย T------T (ปลาบปลื้มสุดๆ)
เพียงใจที่ผูกพัน กิ่งฉัตร



พี่เสือกับน้องมุก ที่ฟังใครเขาพูดถึง (เพราะไปแอบอ่านในสกุลไทยกันมา) มานาน
สุดท้าย ก็มานอนนิ่งๆ อยู่ในมือเรา 5555555
หนาสมใจค่ะ หนาทำลายประวัติศาสตร์นิยายทุกเล่มของกิ่งฉัตรเลยทีเดียว
อ่านอิ่มอก อิ่มใจ หายคิดถึงเลย

แต่ถ้าบอกตรงๆ แล้ว ไม่ค่อยชอบเล่มนี้เท่าไรค่ะ

อ่านพี่เสือกับน้องมุกไปครึ่งเล่ม แอบคิดถึงพี่อาร์มกับน้องมุก (จากเรือนไม้สีเบจ) นิดนึง
แต่พอผ่านครึ่งเล่มไป ก็พลิกสถานการณ์เข้าสู่ความเป็นกิ่งฉัตรอย่างเต็มภาคภูมิค่ะ
ซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพื่อนทรยศกันสุดฤทธิ์
ย้อนไปนิดค่ะ ที่บอกไม่ชอบเล่มนี้เท่าไร ก็เพราะว่า
พี่ปุ้ย (กิ่งฉัตร) ใจร้ายกับน้องมุกมากๆ เคราะห์ซ้ำกรรมซัดสุดๆ
เป็นนางเอก (ของพี่ปุ้ย) ที่โชคร้ายที่สุดแล้วมั้งคะ
สารภาพเลยว่า ทนอ่านได้ถึงบทที่ 50
พอขึ้นบทที่ 51 เรื่องราวยังไม่คลี่คลาย แถมยังมีเหตุใหม่เข้ามาอีก
ข้าพเจ้าก็รับไม่ได้ อ่านข้ามๆ มาถึงบทที่ 54 เลย
อ่านแล้วอึดอัดสุดๆ
ชีวิตของทุกคนในเรื่องนี้ แทบจะขึ้นกับการชักเชิดของแม่พระเอกโดยแท้
สุดจะทนค่ะ อินมาก 55555

จบไปแบบไม่อิ่มค่ะ 555 แบบว่า อยากอ่านบทกุ๊กกิ๊กมากกว่านี้อ่า
ทุกข์มาเยอะ สุขแป๊บเดียวจบซะแล้ว ฮา...

แล้วก็มาที่นิยายเล่มต่อมา เป็นนิยายใหม่ (ของเรา) เหมือนกันค่ะ
เพราะเพิ่งได้มาจากงานหนังสือเยี่ยงกัน
ทางเทวดา เทวาวาด ของแก้วเก้า ค่ะ
กำลังอ่านอยู่เลย แรงยุบอกว่าสนุกมากค่ะ
จบแล้วมาคุยกันนะคะ ^^



Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 1 เมษายน 2552 13:16:25 น.
Counter : 963 Pageviews.

7 comment
ปุชิตา โดย บินหลา สันกาลาคีรี

"...เธอดูต้นไม้ต้นนั้นสิ เขายืนอยู่คู่กับป่ามาเจ็ดสิบสองปีแล้ว ทำไมลุงจะไม่รู้ ก็เราเกิดมาพร้อมกัน ลุงจำได้ว่าปีหนึ่งมีไฟป่า ไม้ทุกต้นเกรียมสนิท หลายต้นตายซากไปเลย ลุงเฝ้ามองต้นไม้ชีวิตของลุง ปีเต็มๆ ที่ไม่มีแม้แต่ตุ่มเขียวๆ ขึ้นมา ปีนั้นลุงล้มเจ็บ ต้นไม้คือลางบอกให้รู้ว่า ถ้าเขาตาย ลุงก็ต้องตาย"

เด็กหนุ่มสาวนั่งนิ่งเงียบ ฟังชายชราหลับตาย้อนอดีต

"ลุงนอนรอความตายอยู่บนเตียง สายตามองกิ่งก้านที่เกรียมไฟ ทุกคนร้องไห้และหมดหวัง นกตัวหนึ่งบินผ่านไป ส่งเสียงสะท้านทั้งป่า ลุงผุดลุกขึ้นนั่ง นึกได้เดี๋ยวนั้นเองว่า ลุงต่างหากคือลางบอกให้ต้นไม้รู้ ถ้าลุงตาย ต้นไม้จึงจะตาย ลุงต้องมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่อตัวเอง อยู่เพื่อผู้อื่น"

+++

"หนุ่มสาวเอ๋ย จงอยู่เพื่อผู้อื่น ชีวิตก็มีเพียงแค่นี้"

+++

ครั้งแรกที่ได้เห็น "ปุชิตา" อดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชายอย่างบินหลาจะเขียนนิยายออกมาแนวไหน และมีรสชาติอย่างไร

เมื่อปุชิตามาอยู่ในมือ และเริ่มอ่าน แปลกใจเล็กน้อยที่ได้เห็นฝีมือบินหลาในรูปแบบสารคดี

ใช่! ปุชิตาเมื่อแรกอ่าน ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าฉันกำลังเสพสารคดีชนพื้นเมืองเรื่องหนึ่ง อ่านแล้วก็อดเปรียบเทียบกับเสราดารัล นิยายที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับชนกลุ่มน้อยเช่นเดียวกันไม่ได้ (เสราดารัล : กิ่งฉัตร) ผิดกันแต่เพียงว่า "เสราดารัล" ให้ความรู้สึกหวานและโรแมนติคตั้งแต่เมื่อแรกอ่าน แต่ปุชิตากลับให้ความรู้สึกคล้ายการอ่านคู่มือท่องเที่ยว (ความเห็นส่วนตัวนะ ฉันอาจจะติดภาพลักษณ์งานเก่าๆ ของบินหลามากไปหน่อย)

และความรู้สึกนั้นก็ดำเนินมาจนกระทั่งเริ่มบทที่ 3 ของเรื่อง ความสนุกแบบนิยายจึงเกิดขึ้น

ฉันแอบชอบใจนิดๆ ที่ปิ๊บปี่ (ชื่อเท่เป็นบ้าเลยค่ะ ขอบอก) ปากพาจน เผลอพูดประชดจนได้เรื่อง แถมเหตุการณ์ยังประเหมาะลงตัวเป๊ะๆๆ ชนิดเถียงไม่ออก แก้ตัวไม่ขึ้น แต่ถึงกระนั้น แทนที่เจ้าตัวจะกลัว เธอกลับโมโห แถมบินหลายังเปลี่ยนความโมโหนั้นเป็นการมองโลกในแง่ดี เขาสอดแทรกมุขขำๆ ใส่ให้ผู้อ่านอีกต่างหาก บินหลาแทรกบทตลกได้ตลอดแม้ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน

ยกตัวอย่างฉากขำๆ ที่ประทับใจฉัน เห็นจะเป็นฉากสวีทของภีมะกับปิ๊บปี่ (ที่แทบจะไม่มีเลยตลอดเรื่อง) แต่บินหลากลับส่งบทให้บุคคลที่ 3 ในฉาก (ต้นกล้าหรือนายติ๊ดตี่นั่นแหละ) อ๊วกแตกออกมาได้จังหวะพอดิบพอดี แหม่...ถ้าไม่บอกว่าเมารถ ฉันคงเดาว่าเป็นความเอียนปนอิจฉาแน่ๆ

ถึงแม้ปุชิตาจะไม่ใช่นิยายที่คนอ่านจะต้องรำพึงในตอนจบว่า "คิดได้ไงเนี่ย" เหมือนนิยายของวินทร์
หรือกรีดน้ำตาพลางสะอื้นฮักๆ แบบนิยายของทมยันตี (ในทุกนามปากกา)
หรืออิ่มเอมใจ อมยิ้มฝันหวาน ในแนวกิ่งฉัตร
แต่ปุชิตาก็ทำให้ฉันอ่านแบบเพลินๆ ชวนติดตามได้ตลอดจนจบเรื่องแบบไม่เสียดายเวลา (และราคา ... ที่คิดว่าจะต้องไปซื้อหามาเป็นของส่วนตัวซะแร้ว...)

ภาษาของบินหลา สละสลวย แต่ไม่โบราณ เขาทิ้งปมเล็กๆ ในปุชิตาเอาไว้ให้ขบ แก้อาการคาใจว่า เจ้าของรหัสลับที่น่าจะเป็นหนอนบ่อนไส้ตัวเอ้นั้นเป็นใครกัน กลัวเหลือเกินที่คนเขียนจะหักหลังคนอ่านด้วยการเอาตัวละครดีๆ ที่เราหลงรักมากลายเป็นตัวโกง อ่านไปก็ลุ้นไป (ส่วนผลจริงๆ เป็นอย่างไรนั้น ก็คงต้องไปอ่านกันเอาเอง ฮี่ๆ)



สปอยล์อย่างแรง
(ถ้าใครอ่านแล้ว ช่วยยืนยันหน่อยค่ะ ว่าเข้าใจตรงกัน)

สำหรับนิยายเรื่องนี้ ถ้าจะมีที่ติสำหรับฉัน ก็เห็นจะเป็นบทจบ ที่หักมุมจบจนต้องอ่านซ้ำถึง 3 รอบ!

ตกลง ภีมะตายใช่ไหมคะ?
คนที่เข้าไปคุยกับสงเสปตอนเช้ามือ และเฉลยทุกๆ ปมนั้น คือต้นกล้าใช่ไหม
แอบอึ้งเล็กๆ เพราะดูท่าทางแต่ละคนไม่เสียใจกับการจากไปของภีมะเลย
เล่นเอางงปนอึ้ง ... ปิ๊บปี่ เลยได้มาคู่กับติ๊ดตี่ซะงั้น?

คาราวะบินหลาจริงๆ



Create Date : 05 สิงหาคม 2549
Last Update : 19 มิถุนายน 2551 13:01:32 น.
Counter : 1552 Pageviews.

12 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

nibble
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]