เฮ้อ ชีวิตนักศึกษา (ป.โท) กะเรื่องวุ่นๆ ของน้อง Blythe และ น้องเหมียว
Group Blog
 
All Blogs
 

ตอนที่ 3 : ตะลุยเกาหลีที่แรก ไป Blue House กันเถอะ!!

หลังจากขึ้นมาบนรถเมล์ ขนาดที่นั่งประมาณ 40 คน แต่มีลูกทัวร์อยู่ 10 คน ก็เลยทำให้แต่ละคนนั่งกันคนละฝั่งเลย ประมาณว่า 1 คนต่อ 2 ที่นั่ง แง่มมมๆๆๆ พี่วิของเราบอกว่าอุณหภูมิขณะนี้ประมาณ 8 องศา ก็เลยมานั่งคิดว่าทำไมโคราชบ้านเราตอน 20 องศามันหนาวกว่านี้เนี๊ย ตอนนั้นผมใส่แค่เสื้อ 2 ชั้นเอง คือเสื้อเชอร์ต และเสื้อสูทรเท่านั้นเอง แถมฝนตกอีกต่างหาก

พอนั่งรถไปพี่วิเขาก็ชวนคุยไปเรื่อย เนื่องจากเป้าหมายของการเดินทางนั้นใช้เวลาเพียง 1 ชม. เลยไม่อยากให้พวกเราหลับกัน ก็เลยเล่าอะไรต่างๆ แต่ผมก็ไม่ค่อยได้ฟังสักเท่าไหร่ เอาแต่ถ่ายรูปผ่านกระจกของรถเมล์ออกมาอย่างเดียว ก็พบว่าบรรยากาศของเกาหลีนั้นแตกต่างไปจากประเทศไทยมาก โดยประเทศเกาหลีเขาตั้งเมืองในภูเขา แล้วเขาก็จะไม่ทำลายภูเขาทิ้ง แต่โดยจะสร้างอุโมงแทนการทำลายภูเขาทิ้ง รถของเขาขับกันทางเลนขวา แล้วจะมีเลนพิเศษสำหรับรถเมล์อยู่ทางด้านซ้ายของเลน ทำให้รถเมล์วิ่งค่อนข้างสะดวก และนอกจากนั้นป้ายรถเมล์ยังอยู่กลางถนนอีกด้วย!! ซึ่งเป็นภาพที่แปลกตาเป็นอย่างมาก























การเดินทางนั้นเริ่มจากสนามบินอินชอนไปยัง Blue house ส่วนภาพของ Blue house นั้นผมไม่สามารถเก็บมาได้ ได้แต่นั่งรถผ่านเท่านั้น เนื่องจากบริเวณนี้เคยมีการลอบสังหารประธานาธิบดีของเกาหลีในขณะนั้น ซึ่งเป็นคนที่ทำให้เกาหลีใต้มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เขาเลยห้ามถ่ายรูปบริเวณนั้น และไม่นานนักก็ถึงจุดแรกที่จะไปเยี่ยมชมเกาหลีกัน

ว้าว!! เมเปิ้ลเกาหลีสวยจริงๆ พอดีช่วงที่ไป คือ ปลายฤดูใบไม้ร่วงด้วยครับ ก็เลยทำให้ต้นไม้ใบหญ้าค่อนข้างจะแห้ง เปลี่ยนเป็นสีแดงกันหมดแล้ว แต่ก็ยังมีต้นไม้จำพวกสนที่ยังคงเขียวอยู่








ภาพชัดๆ ของพี่อิ๊ด หรือคนในด้านขวา ซึ่งสังเกตุดูดีๆ ประมาณว่าพี่เขาไม่ใช่ผู้ชาย แถมหน้าตาโหดมาก ปานเจ้าพ่อ เจ้าแม่ สงใสไปสดุดตา ตม. เกาหลีนิดหน่อย ส่วนด้านขวา คือ พี่หน่อย แม่ลูกอ่อนครับ


ณ จุดที่ผมลงที่แรก เขาบอกกันประมาณว่า ถ้าไม่มา ก็เหมือนมาไม่ถึงเกาหลี ก็เลยคิดในใจว่าที่ผ่านมานี่ไม่ใช่เกาหลีหรอ!? แต่เอาเถอะ ที่แรกที่มาถึงคืออนุสาวรี พ่อ แม่ ลูก และอนุสาวรีนกฟีนิกซ์ นอกจากนั้นด้านหลังภาพที่เห็น คือ ภูเขาหัวมังกร ซึ่งตามหลักหวงจุ้ย หรืออะไรสักอย่างเขาบอกว่าทำเลนี้ คือ ทำเลที่ดีที่สุดในการตั้งพระราชวัง แต่สมัยนั้นพระมหากษัตร์เกาหลีไม่อยากตั้งที่นี่ แต่อยากตั้งพระราชวังติดกับแม่น้ำฮัน เพราะจะทำให้หนีได้ง่าย หากเกิดการลอบปรงพระชน ก็เลยทำให้ปัจจุบันนี้ บริเวณนี้เป็นที่ตั้งของ Blue House แทน อิอิ...









ในบริเวณนั้นยังมีกลองอันนึงตั้งไว้ด้วย แต่ผมจำรายละเอียดที่พี่วิเขาเล่าให้ฟังไม่ได้ แต่ประมาณว่าแต่ก่อนตั้งอยู่ที่พระราชวัง ใช้ทำพิธีที่สำคัญ แต่ตอนนี้เอามาตั้งไว้ที่นี่แทน





ถ่ายออกมาจากบริเวณศาลาที่ตั้งกลองครับ






มีร้านขายของที่ระลึกด้วย!!






หลังจากเปียกกับฝนเกาหลีกันพอแล้วก็ถึงเวลาขึ้นรถ เพื่อไปยังสถานที่ต่อไปครับ



ที่เกาหลีชอบมีสวนสาธารณะเป็นระยะๆ โดยพี่วิเขาบอกว่า คนเกาหลีชอบออกกำลังกายครับ เลยได้มีการสร้างสวนสาธารณะเป็นจำนวนมาก







จบการเยี่ยมชม Blue House แล้วเรียบร้อย ต่อไปเดียวพาไปกินข้าวที่เกาหลีมื้อแรก อิอิ... รับรองว่าบรรยากาศเกาหลีมาก ไม่คิดเลยว่าเขาจะพามากินข้าวในร้านบรรยากาศบ้านๆ แบบนี้ เห็นแล้วเหมือนในซีรีย์เลย




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2552 10:51:52 น.
Counter : 396 Pageviews.  

ตอนที่ 2 : บนเครื่อง Air Korean จากสุวรรณภูมิไปอินชอนจ้า

หลังจากพยายามจะเขียนรีวิวมาหลายที แต่ไม่มีอารมณ์ เนื่องจากเหนื่อยมาก พอกลับมาถึงประเทศไทยงานก็เข้าแบบไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งวันนี้ 555+ เริ่มจะเป็นอิสระอีกครั้ง เลยมานั่งรีวิวไปเกาหลีต่อดีก่า แง่มมมๆๆๆๆ

เครื่องออกจากสุวรรณภูมิเวลา 0.55น. วันที่ 13 พฤษจิกายน 2552 แล้วจะถึงเกาหลีในเวลาประมาณ 7.55น. ของวันเดียวกัน ในเวลาที่เกาหลีครับ

หลังจากขึ้นเครื่องมาได้ สิ่งแรกที่ทำ คือ การเอาของต่างๆ ออกมาจากช่องใส่ของจากที่นั่งด้านหน้าเรา อิอิ... แล้วก็เลยเจอของน่ารักๆ มาอันนึง





เห็นอย่างนี้แล้วมันต้องเอาไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ก็เลยจัดการทำตามที่เขาบอกซะเลย!!

ถ่ายรอบแรกไม่ชัด สงใสตอนนั้นตกหลุมอากาศมือมันเลยเคลื่อนๆ -*-


อะถ่ายใหม่ก็ได้


กลับมาดูของที่อยู่หน้าที่นั่งเราใหม่กันต่อดีก่า





ต่อมาเอาให้ดูครับ เป็นแผงควบคุมอะไรต่างๆ ตรงที่พักมือ จะเป็นพวกวิทยุ แล้วก็ปุ่มเปิดปิดไฟอ่านหนังสือครับ


โพล่มา หลังจากเครื่องขึ้นไม่ทันไร แอร์ก็เอาอันนี้มาเสริฟก่อนเลย

มานคืออารายหว้า มีคำว่า Peanut ส่งใส่ถั่วลิสงเกาหลี(มั้ง!?)




งืมมมๆๆๆ จริงๆ ด้วย แต่ท่าทางไม่ใช่ถั่วเกาหลี -*-




งืมมมๆๆๆๆ ถั่วลิสงเคลือบอารายสักอย่าง หวานๆ มันๆ อร่อยดี อิอิ...




ต่อมาก็ตามด้วยน้ำ


หลังจากตอนนั้นก็หลับไปเต็มๆ 2 - 3 ชม. ได้ จนกระทั่งแอร์เอาอาหารมาเสริฟ อิอิ... ของอย่างงี้พลาดไม่ได้ โดยอาหารที่มีให้เลือกมี 2 อย่าง คือ สลัด กับไส้กรอก ของผมเอาไส้กรอกมาครับ ในเซ็ตประกอบด้วย ไส้กรอก ออมเล็ต โยเกิร์ต เค็กกล้วยหอม ผลไม้ และกาแฟครับ ส่วนรสชาตินั้นก็อร่อยดี เพราะ ดูจากลักษณะแล้วน่าจะมาจากครัวของไทย เพราะใช้โยเกิร์ตที่มีฉลากเป็นภาษาไทยครับ









และแล้วก็ได้ลงจากเครื่องสักที เหนื่อยมากมาย ความรู้สึกแรกที่ลงจากเครื่อง คือ มันจะหนาวมั้ยเนี๊ย เพราะ ผมดูพยากรณ์อากาศต่างๆ แล้วพบว่าอุณภูมิมันประมาณ 0 องศาตลอดเลย แต่พอดูออกไปข้างนอกปุ๊ปพบว่าฝนตกด้วย!!





จากภาพด้านบน คือ หลังจากลงมาจากเครื่องเลยทันที คณะดูงานของเราต่างได้อยากเข้าห้องน้ำกันทุกคนก็เลยถ่ายรูปมา เอาละต่อมาก็เข้าสู่เรื่องของความจริง คือ เคยได้ยินมาว่า ตม. เกาหลี โหดมากมาย ไม่ยอมให้คนไทยเข้าประเทศง่ายๆ เพราะกลัวจะไปขายแรงงานในประเทศเขา แต่เมื่อผมเข้าสู่ด่าน ตม. เกาหลี กลับพบว่า เขาไม่ถามอะไรสักคำ เอาพาสปอส + ใบเหลืองๆ ที่จะให้บนเครื่องเขาก็แค่ปั๊มๆ แล้วให้ผ่านไปเลย อิอิ... ได้เข้าเกาหลีแล้วเรา สงใสหน้าเราอินเตอร์ ไม่มาขายแรงงานชัวร์ แล้วก็เป็นงี้ทั้งคณะเลย ยกเว้น!! พี่อิ๊ด เดียวถ้ามีรูปเมื่อไหร่เดียวจะบอกว่าคนไหนครับ ซึ่งตม. เกาหลีถามพี่เขานิดหน่อย แต่ก็ไม่นาน ประมาณสัก 20 วิ ได้ ก็ให้ผ่านไป

หลังจากเอากระเป๋าที่โหลดใต้เครื่องเรียบร้อย ก็ได้ออกมาจากโซนผู้โดยสารเรียบร้อย จากนั้นก็ได้พบกับผู้หญิงคนนึงบอกว่าเป็นไกด์ของกรุ๊ปเรา ซึ่งผมก็งงๆ เพราะ ไหนบอกว่าอาจารย์ตัดค่าใช้จ่ายไปจำนวนมากจนไม่มี Local Guide แล้วนี่มาได้ยังไง แถมพูดภาษาไทยคล่องอีก ก็เลยได้พบว่าเขาก็เป็นคนไทยนั้นแหละ แต่แต่งงานกับคนเกาหลี ก็เลยมาทำงานเป็นไกด์ให้คนไทยครับ

มาถึงแล้วน้าาาาาาาาาาา ประเทศเกาหลี




เห็นทั้ง 3 คนพูดไทยได้เลยถ่ายมา น่าจะนั่งมากับเครื่องเดียวกัน แต่ผู้ชายด้านขวาน่าจะเป็นไกด์ เพราะ แอบฟังๆ เขามาประมาณนั้น








หลังจากออกมาจากตัวอาคารพบว่าเกาหลีไม่หนาวอย่างที่คิดเลย อาจเป็นเพราะฝนตกก็ได้มั้ง ทำให้ความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง ซึ่งต่างไปจากโคราชที่ผมอยู่ เวลาหน้าหนาวอากาศจะแห้งมาก ทั้งๆ ที่อุณหภูมิ 16 - 22 องศาก็รู้สึกว่าหนาวกว่านี้

ออกมาจากสนามบินได้แล้ว เตรียมขึ้นรถเดินทางต่อไปที่อื่นครับ




จากรูปด้านซ้ายคือพี่อิ๊ด ส่วนด้านขวาคืออาจารย์วรพจน์ แง่มมมๆๆๆๆ


หลังจากนี้ก็ได้ออกมาจากสนามบินอินชอนเป็นที่เรียบร้อย โดยโปรแกรมต่อไป คือ ไปที่ Blue House หรือที่อยู่ของประธาณาธิบดีเกาหลีนั้นเองครับ




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2552 10:13:11 น.
Counter : 291 Pageviews.  

ตอนที่ 1 : เริ่มต้นออกเดินทางไปเกาหลี 12/11/52

เอาละ หลังจากอ่านรีวิวการเดินทางไปต่างประเทศของคนอื่นไว้เยอะ ตอนนี้ถึงเวลาของตัวเองมารีวิวเองบ้างแระ อิอิ... คือว่า อันนี้ไปเกาหลีแบบดูงาน กับสาขาเทคโนโลยีการจัดการ ระดับบัณฑิตศึกษา มีผู้ร่วมเดินทางทั้งหมด 10 คน ประกอบไปด้วยนักศึกษา 8 คน และอาจารย์อีก 2 คน เริ่มต้นออกเดินทางจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี โดยรถตู้ เวลาประมาณ 16.00น. โดยผู้โดยสารมีเฉพาะนักศึกษาเท่านั้น ส่วนอาจารย์ไปรอที่กรุงเทพฯ แล้ว แต่เมื่อออกมาได้สักพัก จนถึงแถวลำตะคลองแล้ว พี่หน่อยพบว่าตัวเองลืมเอาเงินวอนมาด้วย มูลค่าประมาณ 20,000 บาท พี่เขาก็เลยต้องโทรตามที่บ้านให้ส่งมาให้ โดยได้รับข้อมูลจากพี่เขาว่า "ลูกพี่ไม่ค่อยสบาย ก็เลยวุ่นๆ แล้วลืมเอาเงินมา" ข้อสรุปที่ได้จึงทำให้เราไปจอดรถรอคนที่บ้านของพี่เขาเอาเงินมาส่งที่ Outlet ปากช่อง ที่อยู่ตรงข้ามกับ Lotus





ซื้อกระหรี่ปั๊ปมากิน อันละ 8 บาท ถ้าซื้อ 1 กล่อง มี 10 อัน ราคา 35 บาท แต่ว่าพอกินไปก็พบว่าเป็นกระหรี่ปั๊ปวิณญาณไก่ อิอิ... ว่าแต่ว่าบ้านเราอยู่ปากช่องนี่หว้า ก็น่าจะรู้อยู่แล้วนะ -*-


ด้านซ้ายน้องเจมส์(มี่) หรือเรียกว่าหญิงก็ได้ (ตามที่เธอเรียกแทนตัวเอง) ส่วนด้านขวา คือ น้องทิพย์


ด้านล่าง คือ ภาพของน้อง(แอป)เปิลครับ อิอิ...






หลังจากผ่านไป 1 ชม. (6.00น.) พี่หน่อยก็ได้รับเงินเป็นที่เรียบร้อย แต่พี่กิ๊ฟ(ซี่)ของเราที่หายไปไหนไม่รู้ในระหว่างที่เดินเล่นใน Outlet ก็เลยต้องมีคนไปตาม และวิ่งมาที่รถแบบรีบร้อนอย่างที่เห็นในภาพ



หลังจากนั้นก็ออกรถต่อจนกระทั่งถึงสุวรรณภูมิในเวลาประมาณ 20.00น. ซึ่งเครื่องที่จะเดินทางไปเกาหลี คือ Korean Air เที่ยวบิน KE654 เวลา 0.55น. ทำให้เราต้องรอกว่าจะถึงเวลาเครื่องออกถึง 5 ชม. ก็เลยไปกินข้าวกันก่อน ซึ่งนำทัพโดยผมเอง เนื่องจากไม่มีใครทราบว่ามี Food Course อยู่ชั้น 1 ของสุวรรณภูมิ ที่ราคาอาหารอยู่ที่ 25 - 60 บาทเท่านั้น!! แต่เนื่องจากว่าแต่ละคนมีสัมภาระกันมากมาย แล้วใน Food Course ไม่อนุญาติให้เอารถเข็นที่ไว้ขนกระเป๋าเข้าไปข้างในก็เลยต้องแบ่งคนออกเป็น 2 กลุ่มเพื่อผลัดกันกินข้าว โดยกลุ่มผมเข้าไปกินข้าวก่อน ซึ่งประกอบไปด้วย ผม น้องเจมส์ น้องทิพย์ และน้องเปิล ส่วนอีกทีมประกอบไปด้วย พี่อิ๊ด พี่นัท และพี่หน่อยครับ







หลังจากกินข้าวเสร็จก็ได้ขึ้นไปบนชั้น 4 ที่เป็นจุด Check in ก็ได้พบกับอาจารย์ และคนของบริษัททัวร์ที่จะพาไปดูงาน แต่คนของบริษัททัวร์ไม่ได้ไปด้วย เพราะ จะเป็นการเพิ่มค่าใช้จ่าย เขาได้นำ Passport, ตั๋ว, ใบ Border pass, ใบ Arrival มาให้ครบ พร้อมกรอกข้อมูลเพียงเล็กน้อยก็ใช้ได้





หลังจาก Check in ในเวลาประมาณ 23.00น. ก็เหลือเวลาอีก 2 ชม. ก่อนเครื่องออก พวกเราก็เลยถ่ายรูปบรรยากาศของสุวรรณภูมิไปเรื่อยๆ ครับ





และแล้วก็จบวันแรก แล้ววันต่อไปจะพาไปดูในเครื่องบินของ Korean Air กัน ซึ่งโปรแกรมการเดินทางมีคร่าวๆ ดังนี้นะครับ

13/11/52
- Blue House
- พระราชวัง
- Jeong-San Biotechnology (โรงงานผลิตเครื่องสำอางแบรนด์ M.J.K.S.)
- โรงแรม Yangi Pine Sky Resort

14/11/52
- เอเวอร์แลนด์
- Samsung D'Light
- เมียงดง
- โรงแรม La Mir Kangnum Hotel

15/11/52
- พิพิธพัณฑ์คลองซองเกซอน
- ศูนย์โสม (Ginseng Center)
- Duty Free
- คลองซองเกซอน
- ทงแดมุน
- โรงแรม La Mir Kangnum Hotel
- ทงแดมุน (ตอนดึก)

16/11/52
- Digital Pavilian
- ร้านขายอัญมณีอามาทิส
- Duty Free
- กลับประเทศไทย




 

Create Date : 17 พฤศจิกายน 2552    
Last Update : 27 พฤศจิกายน 2552 10:13:45 น.
Counter : 266 Pageviews.  


Mustsumoto
Location :
นครราชสีมา Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Mustsumoto's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.