4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

ขุนเหล็ก ทหารเอกคู่ใจแห่งเจ้าฟ้านารายณ์






ขุนเหล็ก คือ ทหารเอกคู่ใจแห่งเจ้าฟ้านารายณ์พระโอรสองค์รองของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขุนเหล็กเป็นบุตรชายคนโตของพระสนมบัวซึ่งมีชื่อสายวงศ์พระร่วงและเป็นพระสนมเอกในเจ้าฟ้านารายณ์ ขุนเหล็กมีน้องสาวคนรองชื่อ คุณแจ่ม และมีน้องชายคนเล็กชื่อ คุณปาน

เมื่อครั้งยังเยาว์วัย ขุนเหล็กเป็นพระสหายสนิทที่ร่วมเรียน ร่วมเล่น และร่วมซ้อมดาบ ร่วมซ้อมขี่ม้ากับพระนารายณ์ และสหายคนอื่น ซึ่งต่อมาก็คือ ทหารเอกทั้ง ๙ ของเจ้าฟ้านารายณ์ ประกอบด้วย คุณทองคำ บุตรชายของพระนมเปรม เจ้าน้อย เจ้าชู และเจ้าสังข์ จนกระทั่งเข้าสู่วัยหนุ่ม ขุนเหล็กต้องเดินทางไปฝึกดาบและร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ กับครูเดช และเจ้าคุณชุ่มที่เมืองสวรรค์โลก จนเวลาล่วงเลยไปถึง 7 ปี ขุนเหล็กได้ร่ำเรียนวิชาต่าง ๆ จนสำเร็จดีแล้ว และเมื่อได้รับสาส์นเรื่องที่พระสุธรรมราชาหมายที่จักชิงพระราชบัลลังก์จากการส่งข่าวของเจ้าปานแล้ว ขุนเหล็กจึงต้องเดินทางกลับกรุงศรีอยุธยาโดยทันที พร้อมด้วย เจ้าทิป บุตรชายออกยาเมืองสวรรคโลกที่มีความสามารถในเชิงทวนและเจ้าสอนเพื่อมาถวายตัวเป็นข้าในเจ้าฟ้านารายณ์

ต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าปราสาททองได้เสด็จสู่สวรรคาลัยและได้มอบพระขรรค์แสงไชยศรีให้เจ้าฟ้าไชยพระโอรสองค์โตเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดินต่อจากพระองค์นั้น ก็สร้างความไม่พอพระทัยแก่พระสุธรรมราชาผู้เป็นพระอนุชาของพ่อเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างมาก เช่นนั้นพระสุธรรมราชาจึงได้หารือกับเจ้าฟ้านารายณ์เรื่องที่จะชิงพระราชสมบัติจากเจ้าฟ้าไชยซึ่งในการครานั้นขุนเหล็กและข้าในเจ้าฟ้านารายณ์คนอื่นๆก็ร่วมปฏิบัติกิจในครั้งนี้จนสำเร็จ

เมื่อพระสุธรรมราชาได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อมา พระองค์ก็ทรงไม่สามารถปกครองแผ่นดินโดยธรรมได้และยังได้กระทำการอันไม่สมควรต่อพระราชกัลยาณีผู้ที่เป็นพระนัดดาในสายโลหิตเดียวกัน ซึ่งสร้างความไม่พอพระทัยต่อเจ้าฟ้านารายณ์เป็นอย่างมาก พระองค์จึงได้รับสั่งให้ ขุนเหล็กเรียกประชุมเหล่าขุนนางข้าราชการ เพื่อที่จะยกไพร่พลเข้าต่อตีชิงพระราชบัลลังก์จากพระศรีสุธรรมมาราชาคืน โดยที่พระองค์ได้ทรงเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาแทนสืบต่อมา เมื่อกิจครานั้นผ่านไป เหล่าขุนนางข้าราชาการและขุนศึกทั้งหลายก็ได้เลื่อนยศด้วยกันทั้งสิ้น คือ พระนมบัวได้เลือนยศเป็น เจ้าแม่วัดดุสิต พระนมเปรมเป็น ท้าวศรีสัจจา คุณทองคำ เป็นพระเพทราชา เจ้าสอนเป็น พระยาสุรสงคราม เจ้าทิปเป็น พระยาศรีหราชเดโชชัย มีเพียงขุนเหล็กเท่านั้นที่ยังไม่ได้รับการเลื่อนยศแต่อย่างใด แต่ขุนเหล็กก็ยังคงเป็นที่ปรึกษาของเจ้าฟ้านารายณ์เสมอมา ขุนเหล็กมีภรรยา1คนคือ คุณนิ่มซึ่งเป็นพี่สาวของคุณทิป และเป็นบุตรีของท่านพระยาเกษมสงคราม เจ้าเมืองสวรรคโลก

ต่อมาขุนเหล็กได้ควบคุมให้ทหารซ้อมกลศึกและสั่งให้ทหารนำไม้ไผ่ที่มีปลายแหลมปักลงดินแต่มีทหารนายหนึ่งขัดคำสั่งไม่นำปลายแหลมของไม่ไผ่ปักลงดิน ขุนเหล็กจึงสั่งให้เอาทหารนายนั้นไปตัดหัวเสียบประจารเนื่องจากไม่ยอมทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ด้วยความเที่ยงตรงและรอบรู้ทุกด้าน ต่อมาเมื่อ อัครมหาเสนาบดี อับดูร์ ลัคซัค ได้กระทำผิด โดยที่ไม่ได้ตั้งใจทำราชการอย่างจริงจัง กลับใช้อำนาจข่มแหงรังแกขุนนางน้อยใหญ่ชอบอวดอำนาจพกปืนไฟเป็นนิตย์หากไม่พอใจใครก็ใช้ปืนไฟสังหาร สมเด็ดพระนารายณ์จึงทรงให้นำไปลงทัณฐ์ แล้วแต่งตั้งให้ เจ้าคุณเหล็กเป็นพระยาโกษาธิบดีคนใหม่แทน ต่อมากรุงอังวะได้ยกทัพมาต่อตีกับทัพกรุงศรีอยุธยา

โดยในครานั้นกองทัพกรุงศรีอโยธยามีเจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็ก เป็นแม่ทัพใหญ่ได้ต่อตีทัพอังวะพ่ายไปกลับไป ทัพพระยาสีหราชเดโชไชยที่ดักรออยู่ด้านหลังก็เข้าตีซ้ำ จนไพร่พลทัพหน้าของอังวะล้มตายเสียเป็นอันมาก เมื่อกองทัพเจ้าพระยาโกษาธิบดีแลทัพพระยาสีหราชเดโชไชยเข้ามาสมทบกันแล้ว จึงร่วมกันตามตีทัพอังวะไปจนถึงทัพหลวง มังสุรราชาแม่ทัพใหญ่พม่าจึงนำพลออกต่อสู้ แต่ด้วยไพร่พลเสียกระบวนทัพไปเสียแล้ว ประกอบกับมังสุรราชาถูกปืนไฟบาดเจ็บ กองทัพหลวงอังวะจึงแตกพ่าย เจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็กแลพระยาสีหราชเดโชไชยเห็นเป็นทีจึงเข้าตีซ้ำแลร่วมกันขับไล่กองทัพอังวะออกไปจนสุดขอบเขตขัณฑสีมา สมเด็ดพระนารายณ์ทรงโปรดให้เกณฑ์ไพร่พลจำนวนหกหมื่น ยกทัพขึ้นไปตีตอบโต้พม่าเยี่ยงสมเด็จพระบูรพกษัตริย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ทรงกระทำไว้เป็นแบบอย่าง

ในครานั้นทรงโปรดให้กองทัพกรุงศรีอยุธยายกทัพไปเป็น๔ทาง คือ พระยารามเดโชคุมกองทัพเชียงใหม่ไปทางเมืองผาปูนทางหนึ่ง พระยากำแพงเพชรคุมกองทัพหัวเมืองเหนือยกไปทางด่านแม่ละเมาทางหนึ่ง เจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็กเป็นแม่ทัพใหญ่ พระยาสีหราชเดโชไชยเป็นแม่ทัพหน้า พระยาวิชิตภักดีคุมยกกระบัตรทัพ พระยาสุรินทรภักดีคุมทัพเกียกกาย แลพระยาสุรสงครามคุมทัพเป็นกองหลังยกไปทางด่านพระเจดีย์สามองค์ทางหนึ่ง แลให้พระยาเกียรติแลสมิงพระราม คุมกองมอญยกไปทางเมืองทวาย เพื่อป้องกันมิให้เมืองทวายตีโอบหลังอีกทางหนึ่ง เจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็ก จึงเรียกให้กองทัพทั้งหมดมาประชุมทัพกันที่เมืองเมาะตะมะก่อนยกทัพเข้าตีเมืองรายทางจนสำเร็จแล้วยกทัพไปต่อตีเมืองอังวะ

แต่เจ้าเมืองอังวะไม่ยอมออกมาต่อตีด้วย ไม่ว่าพระยาโกษาธิบดีเหล็กจักเขียนจดหมายไปท้ารบเพียงใดก็ไม่ยอมออกมา ท่านพระยาโกษาฯจึงได้สั่งทหารให้ล่าทัพกลับกรุงศรีอยุธยา แต่ก่อนที่จะล่าทัพกลับนั้นท่านพระยาโกษาธิบดีเหล็กก็ได้ให้เชลยพม่า นำหนังสือของท่านอีกฉบับหนึ่งเข้าไปส่งในเมืองให้พวกพม่าอ่านเล่นกัน จักได้เข็ดขยาด มิกล้าตามไปต่อตีถึงกรุงศรีอโยธยาอีกต่อไป และหลังจากเสร็จการศึกในกรุงอังวะและคืนกรุงศรีอยุธยามาแล้ว พระยาโกษาธิบดีเหล็กทหารเอกแห่งพระนารายณ์ก็ได้พบหน้าบุตรชาย ซึ่งเกิดจากภรรยาคนเดียวคือ คุณหญิงนิ่ม และท่านได้กลับมารับราชการเป็นออกญาพระคลัง และกรุงศรีอโยธยาก็ปลอดจากการรุกรานของทัพพม่าต่อมาอีกเจ็ดสิบปี

เมื่อเจ้าพระยาโกษาธิบดีเหล็กได้นำทัพขึ้นไปตีหักเอาเมืองจิตตอง สิเรียม ย่างกุ้ง หงสาวดี แปร จนมาถึงพุกามเมืองหน้าด่านสุดท้ายของกรุงอังวะ มังจาเลราชบุตรแห่งพระเจ้ากรุงอังวะ ก็ได้เกณฑ์ไพร่พลจากกรุงอังวะมาตั้งรับทัพกรุงศรีอโยธยาเสียสิ้นแลได้ให้แม่ทัพนายกองยกทัพออกมาต่อรบ กองทัพไทยพยายามตีเอาเมืองพุกามหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้ เนื่องด้วยชาวเมืองต่างก็ช่วยกันป้องกันกันเป็นสามารถ เจ้าพระยาโกษาธิบดีเห็นไพร่พลต่างก็อดอยากล้มเจ็บเสียเป็นอันมากแล้ว จึงถอยทัพกลับกรุงศรี เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) จึงให้ทัพชาวเชียงใหม่ที่ติดตามไปด้วย เดินรั้งทัพอยู่เบื้องหลัง แลได้ให้เลิกทัพกลับไปโดยลำดับมารควิถี ตราบเท่าถึงเมืองหงสาวดี ก็ให้หยุดยั้งทัพอยู่ที่นั้น 

ในเพลานั้นเอง ฝ่ายแสนท้าวพระยาเมืองเชียงใหม่ ซึ่งเดินรั้งทัพหลังเห็นว่าทัพกรุงศรีอโยธยาตีเมืองอังวะมิได้อย่างเด็ดขาด ก็บังเกิดความเกรงกลัวพระเจ้าอังวะ จึงปลีกตัวแยกทัพหนีไปทางเมืองเชียงใหม่ เมื่อความทราบถึงเจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก) ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ จึงได้บัญชาให้พระยากำแพงเพชรแลพระยารามเดโช (ชู) นำไพร่พลเมืองเหนือจำนวนสองหมื่นคน ยกติดตามไปตีตอบใต้ถึงเมืองเชียงใหม่เมื่อสำเร็จจึงยกทัพกลับและได้นำตัวเครือฟ้าคนรักของเจ้าคุณทิปเดินทางกลับมายังกรุงศรีอยุธยาหลังจากนั้น ๑๐ ปีต่อมาที่เมืองตะนาวศรี ฟอลคอนเดิมเป็นชาวกรีกเมื่ออายุ ๑๖ ปีได้ถูกพ่อนำมาขายให้เป็นกลาสีเรือของชาวอังกฤษถึง ๑๒ ปี ต่อมาได้รับการชักชวนจากสหาย คือ ริชาร์ดและไวท์ให้เข้ามาค้าขายและได้ลักลอบขายศาสตราวุธ ปืนไฟ และกระสุนดินดำให้กับพวกขบฏทางใต้ แต่เรือได้เจอกับพายุจนเรือแตก ต่อมาพระยาสุรสงครามและฮาจิจึงมาพบเข้าและได้ช่วยเหลือเอาไว้และพาทั้งสามมาพบกับเจ้าพระยาโกษาฯ (เหล็ก) ท่านเห็นว่าฟอลคอนผู้นี้เป็นกลาสีเรือของชาวอังกฤษมาหลายปีน่าจะรู้เล่ห์เหลี่ยมของชาววิลาสที่มาค้าขายน่าจะเป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินจึงนำตัวเข้ามาช่วยดูแลบัญชีต่าง ๆ จนได้รับความดีความชอบเนื่องด้วยสามารถจับผิดเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของพวกแขกมัวส์ได้

สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงแต่งตั้งให้ฟอลคอลเป็นออกหลวงคอยช่วยงานเจ้าพระยาโกษาฯ (เหล็ก) และเป็นคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์ถึงกับได้ตามเสด็จพระองค์พร้อมด้วย เจ้าฟ้าน้อย (พระอนุชา) กรมหลวงโยธาเทพ (พระราชธิดา) ไปทอดพระเนตรการสร้างพระราชวังที่เมืองลพบุรีด้วย ต่อมาได้เกิดเรื่องมิงามขึ้นเมื่อศรีปราชญ์ได้แต่งโคลงเกี้ยวพาราสีท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (พระสนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์) จนต้องถูกเนรเทศไปอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช และต่อมาก็เกิดเรื่องที่ริชาร์ดและไวท์ได้ก่อเรื่องฉุดหญิงชาวบ้าน (กลิ่น) แต่คุณหลวงสรศักดิ์ (ดื่อ) มาพบเข้าและช่วยเหลือไว้จนมีเรื่องชกต่อยกัน 
เมื่อเจ้าพระยาโกษาฯ (เหล็ก) สวนความแล้วพบว่าทั้งสองมีความผิดจริงจึงสั่งให้นำไปจำขังแต่ต่อมาทั้งสองก็ถูกปล่อยตัวเพราะฟอลคอนเป็นผู้ช่วยเหลือออกมา

หลังจากนั้นก็เกิดเหตุที่ฮาจิและพวกแขกมัวส์แอบเอาเครื่องราชบรรณาการจากพระเจ้าสุไลมานและสมเด็จพระนารายณ์ไปขายและถูกจับได้โดยการทูลฟ้องจากฟอนคอล สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงสั่งให้ลงราชทัณฑ์ฮาจิและพวกแขกมัวร์ และทรงแต่งตั้งให้ฟอลคอลเป็นเจ้าพระยาจักรีศรีองครักษ์ที่พระสมุหนายกแทน ซึ่งต่อมาฟอลคอนก็ถูกคุณหลวงสรศักดิ์ชกต่อยจนสลบด้วยเหตุที่ไม่พอใจที่ฟอลคอนเกณฑ์เหล่าพระภิกษุสงฆ์มาสร้างป้อมปราการ ซึ่งเมื่อฟอลคอนเดินทางไปทูลฟ้องสมเด็จพระนารายณ์ถึงเมืองลพบุรี แต่พระองค์ก็ไม่ทรงลงทัณฑ์อันใดคุณหลวงสรศักดิ์ 

หลังจากนั้นมินานเจ้าฟ้าน้อยทรงถูกใส่ร้ายว่าแอบเป็นชู้กับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (โดยการร่วมมือกันของพระปีย์และคนสนิทของท้าวศรีจุฬาลักษณ์) จนถูกลงพระราชทัณฑ์โบยโดยพระปีย์จนสลบ แลเมื่อฟื้นขึ้นมาพระองค์ก็ถึงกับพิการส่วนท้าวศรีจุฬาลักษณ์ถูกนำตัวไปถ่วงน้ำโดยการตัดสินผิดโดยพระเพทราชา และต่อมาเจ้าพระยาโกษาฯ (เหล็ก) ก็ถูกสมเด็จพระนารายณ์สั่งให้ลงราชทัณฑ์ เนื่องด้วยฟอลคอนมาเท็จทูลฟ้องว่าเจ้าพระยาโกษาฯ (เหล็ก) ได้รับสินบนจากชาวบ้านให้มาทูลขอให้ยกเลิกการสร้างป้อมปราการจนอาการสาหัสซึ่งในระหว่างนั้นได้มีคณะราชฑูตจากพระเจ้ากรุงปารีสเข้ามาถวายพระราชสาส์นเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีด้วย หลังจากนั้นเจ้าพระยาโกษาฯ ก็สิ้นชีวิตักษัยลงเนื่องจากแผลติดเชื้อและในเพลาต่อมาเจ้าคุณทิปก็ตรอมใจตายตามไปอีกคน

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สูญเสียแม่ทัพเหล็กผู้เป็นเสาหลักแห่งกรุงศรีอโยธยาไปแล้ว ก็ทรงเศร้าโศกพระทัยเป็นยิ่งนัก ใคร่จักระงับพระราชหฤทัยด้วยทิพย์รสแห่งการกวี เป็นเหตุให้ทรงรำลึกถึงศรีปราชญ์รัตนกวีคู่พระทัยขึ้นมาได้ จึงทรงโปรดให้นำตัวเจ้าศรีปราชญ์คืนมายังกรุงศรีอโยธยา แต่หาได้ตัวกลับคืนมาไม่ ด้วยศรีปราชญ์ ได้ถูกเจ้าพระยานครกุมเอาตัวไปประหารเสียแล้ว จึงทรงพิโรธ ตรัสสั่งให้พระยารามเดโช นำทัพไปกุมเอาตัวเจ้าพระยานครล้างเสียด้วยดาบเล่มเดียวกันกับที่ใช้ประหารศรีปราชญ์เพื่อให้ตายตกไปตามกัน แลทรงโปรดให้พระยารามเดโช ได้ขึ้นเป็นที่เจ้าพระยารามเดโช อยู่รั้งเมืองศิริธรรมโศกราชนับแต่นั้น 

เถิงปีพุทธศักราช ๒๒๒๘ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงโปรดแต่งตั้งให้ออกพระวิสูตรสุนทร หรือออกพระวิสูตรโกษา เป็นอัครราชฑูต ออกหลวงกัลยาราชไมตรี เป็นอุปฑูต ออกขุนศรีวิสารวาจา เป็นตรีฑูต พร้อมด้วยผู้ติดตามอีก ๒๐ คน เชิญพระราชสาสน์แลเครื่องราชบรรณาการไปเจริญทางพระราชไมตรีตอบแทนพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๔ ซึ่งนับได้ว่า เป็นคณะราชฑูตแห่งกรุงศรีอโยธยา ที่ออกเดินทางไปฝรั่งเศสเป็นครั้งที่ ๓ แต่ครานี้เป็นการจำเริญทางพระราชไมตรีได้สมบูรณ์ที่สุด ด้วยมิเพียงแต่พระเจ้าหลุยส์เลอครังแห่งกรุงฝรั่งเศสจักทรงโปรดปรานในตัวอัครราชฑูต จนถึงกับโปรดให้เขียนรูปราชฑูตแลบันทึกถ้อยคำเป็นจดหมายไว้ทุกประการแล้วบรรดาเสนาบดีแลขุนนางน้อยใหญ่ รวมถึงบุตรธิดาของเสนาบดีทั้งหลาย ยังชื่นชอบในอัธยาศัยของพระวิสูตรสุนทรเป็นอันมาก การจำเริญทางพระราชไมตรีระหว่างกรุงศรีอโยธยาแลกรุงฝรั่งเศสในครานั้น จึงอาจถือได้ว่าเป็นการจำเริญทางพระราชไมตรีที่สำคัญที่สุดคราหนึ่งแห่งกรุงศรีอโยธยา........



ที่มา 

//www.rungsimun.com/_m/article/content/content.php?aid=263990

//www.rungsimun.com/_m/article/content/content.php?aid=365509










 

Create Date : 26 สิงหาคม 2560    
Last Update : 23 กันยายน 2560 9:49:10 น.
Counter : 1558 Pageviews.  

ผัวเหี้ยมฆ่าชู้ ศาลยกผิดให้ไม่ติดคุก



มีคดีชู้สาวอีกคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยอดีต และถูกยกเป็นบรรทัดฐานในการพิพากษาว่าความคดีความอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งบันดาลโทสะฆ่าชู้ที่ลอบมามีสัมพันธ์กับภรรยาตนถึงในบ้าน ศาลในสมัยนั้นเกิดความเห็นใจยกฟ้องไม่เอาผิดฝ่ายจำเลย ด้วยเพราะเป็นการป้องกันเกียรติยศให้พ้นภยันตราย ซึ่งถ้าสมควรแก่เหตุแล้วไม่มีความผิดตามมาตรา ๕๐ แห่งกฎหมายลักษณะอาญา




ภาพชายไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕



ในคำพิพากษาฉบับหนึ่งที่หนังสือกฎหมายลักษณะผัวเมีย ที่นายเซี้ยงยกมากล่าวอ้างประกอบและน่าสนใจว่า 

นายจันทาจำเลยไปเที่ยวในหมู่บ้าน อำแดงบัวเมียของจำเลยอยู่เรือนคนเดียว ออกมานอนร่วมสังวาสกับนายกาชายชู้ที่ชานหน้าเรือน จำเลยกลับมาพบเข้า บันดาลโทสะจึงเอาปืนยิงถูกนายกาตกจากเรือน จากนั้นจึงตามลงไปเอาดาบฟันซ้ำ กระทั่งนายกาตาย ศาลฎีกาพิพากษาว่านายจันทาจำเลยมิได้ทำสมควรเกินกว่าเหตุให้ปล่อยตัวจำเลย 

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้กรมการตรวจฎีกาโจทก์ อุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษในเรื่องดคีนี้เป็นพิเศษ อัยการมณฑลอิสาณ โจทก์ในคดีระหว่างนายจันทา จำเลยคดีโจทก์ฟ้องต่อศาลมณฑลอิสาณว่า เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ร.ศ. ๑๒๐ เวลากลางคืนจำเลยเอาปืนยิงนายกาและเอาดาบฟันซ้ำ กระทั่งนายกาขาดใจตายอยู่กับที่ ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญาส่วนที่ ๗ หมวดที่ ๑ และริบอาวุธเป็นของหลวง จำเลยได้ให้การรับว่าได้ฆ่านายกาตายจริง เพราะนายกาเป็นชู้กับอำแดงบัวภรรยาจำเลย จำเลยได้พบทั้งสองคนกำลังร่วมสังวาสกันเป็นการยั่วโทสะเหลือที่จะอดกลั้น จึงได้เอาปืนยิงและฟันนายกาตาย

ศาลพิจารณาได้ความเป็นหลักฐาน ฟังได้ว่าเมื่อวันเวลาที่โจทก์หานั้น จำเลยได้ไปเที่ยวเล่นในหมูบ้าน อำแดงบัวออกมานอนที่ชานหน้าเรือน ขณะนั้นนายกาชายชู้ของอำแดงบัวได้ขึ้นมาหาอำแดงบัวและได้ร่วมสังวาสซึ่งกันและกัน ทันใดนั้นจำเลยก็กลับมา ถือปืนมา ๑ กระบอก ดาบ ๑ เล่ม เห็นนายกาและอำแดงบัวภรรยาตนกำลังร่วมสังวาสจึงเอาปืนยิงไป ๑ นัด กระสุนถูกนายกาพลัดตกจากอกอำแดงบัว เลยตกลงมาจากเรือน จำเลยจึงได้ตามลงมาเอามีดดาบฟันซ้ำ นายกาขาดใจตาย

ครั้งนั้นศาลมณฑลอิสาณ ปรึกษาคดีความว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา ตามลักษณะอาญามาตรา ๒๔๙ ให้จำคุก ๑๕ ปี ลดฐานยั่วโทสะ ตามมาร ๕๔ และฐานรับสารภาพตามมาตรา ๕๙ เสียคงให้จำคุกจำเลย มีกำหนด ๓ ปี ๙ เดือน แต่ให้ริบปืนและดาบของจำเลยเสียด้วย

หลังศาลมีคำวินิจฉัยเช่นนั้นแล้ว นายจันทาผู้เป็นจำเลยผู้ต้องหาฆ่าคนตายก็ยังไม่พอใจคาดว่านายกานั้นพอจะมีความรู้ทางกฎหมายมาบ้าง หรือไม่เช่นนั้นก็คงเป็นเพราะความมุทะลุและเชื่อมั่นในการกระทำของตัวเองว่า อย่างไรเสียก็คงจะต้องหาทางชี้แจงให้ตนได้พ้นจากความผิดนั้น ในคำตัดสินของผู้พิพากษาแม้จะลดหย่อนโทษลงให้มาก นายจันทาผู้เป็นจำเลยจึงได้ทำเรื่องอุทธรณ์ต่อศาลขึ้นอีกครั้ง 

"จำเลยร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิเศษเห็นว่าการที่จำเลยฆ่านายกาตายด้วยว่าป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงตามกฎหมายลักษณะอาญา แต่จะเกินเหตุหรือไม่นั้น เห็นว่าการล่วงประเวณีถือเคร่งครัดว่าเป็นการชั่วร้าย อ้างกฎหมายลักษณะผัวเมียมาตรา ๙ มา เรียกว่า "ทำเกินกว่าเหตุ" ครั้งนั้นนายจันทาผู้เป็นโจทก์ได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา 

กรรมการศาลฎีกาให้ประชุมปฤกษาสำนวนนี้ตลอดโดยถี่ถ้วนแล้ว ทางคณะพิจารณาคงได้ความตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เห็นว่าบทลักษณะผัวเมียนั้น ท่านได้ดำริถึงและได้นำมาประมวลคดีนี้จะเข้าในบทหมวด ๔ นี้เป็นเบื้องต้น มาตรา ๕๐ มีใจความว่าบุคคลใดกระทำการเพราะความจำเป็นจะต้องป้องกันให้พ้นภยันตรายซึ่งชีวิต เกียรติยศ หรือทรัพย์ของตนหรือของคนอื่น และการกระทำลงนั้นพอสมควรแก่เหตุที่เขาต้องประทุษร้ายนั้น ท่านว่าไม่ควรลงอาญาดังนี้

คดีนายจันทาฆ่านายกาจะต้องพิเคราะห์ว่ามีเหตุจำเป็นเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อป้องกันภยันตรายหรือไม่ และการที่กระทำลงแล้วนั้น พอสมควรแก่เหตุซึ่งเกิดหรือไม่ คดีนี้จำเลยมาพบนายกาทำชู้อยู่กับภรรยาของตนนี้ เป็นเหตุจัดเป็นเกิดขึ้นโดยฉุกเฉิน และจำเลยเป็นผัวจำเป็นต้องป้องกันเกียรติยศชื่อเสียงของตนเองด้วยเมียด้วยดังนี้มีปรากฏแท้

เมื่อศาลนี้พิเคราะห์ข้อเท็จจริงแล้ว การที่จำเลยได้กระทำลงนั้นว่าจะเป็นการพอสมควรแก่เหตุที่เกิดขึ้น โดยความจำเป็นฉุกเฉินหรือไม่ ก็มีความเห็นพร้อมกันว่าจำเลยทำไปนั้นพอสมควรไม่เหลือเกิน คดีจึงเข้าบท ๕๐ ประมวลอาญา ท่านว่าอย่าให้เอาโทษแก่เขาเลย คำวินิจฉัยของกรรมการดังนี้อาศัยข้อเท็จจริงจำเพาะคดี ซึ่งคำพิเคราะห์ว่าทำมิได้เกินสมควรแก่เหตุจำเป็นต้องป้องกันภยันตรายซึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ข้าหลวงพิเศษปฤกษามาชอบแล้วให้ยกฎีกาโจทก์เสีย ปล่อยจำเลยไปทันที"......



โดย เกริกฤทธิ ไทคูนธนภพ
ที่มา : เรื่องอื้อฉาวและคดีความในอดีต







 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2558    
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:34:16 น.
Counter : 1276 Pageviews.  

คดีสมคบชายชู้ฆ่าผัวฝรั่งกัปตันเรือ




เรื่องนี้เป็นคดีความและข่าวครึกโครม สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วทั้งเมือง ด้วยสยามยามนั้นเต็มไปด้วยพ่อค้าชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งชาติตะวันตกที่เดินทางเข้ามารับราชการ และอยู่อาศัยในราชอาณาจักร ครั้นเกิดเหตุรุนแรงขึ้นกลายเป็นที่สนใจวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วเมือง กระทั่งหมอบรัดเลย์ยังนำเรื่องราวไปลงตีพิมพ์ไว้ในวารสารที่ออกวางจำหน่ายในสมัยนั้น


โดยครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นกับหญิงสาวลูกครึ่งไทยจีนที่ถูกสามีฝรั่งกระทำทารุณได้รับความเห็นใจจากหมอแผนโบราณสัญชาติไทยแท้ หวังฉุดผู้หญิงออกจากห้วงเหวนรก แต่กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ตื่นเต้นราวกับภาพยนต์นอกจอ

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๐ มีหญิงสาวชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นางเชี่ยว พ่อแม่เสียตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก ด้วยเห็นว่าหน้าตาของเด็กสาวค่อนข้างดีและมีกิริยาที่เรียบร้อย ญาติพี่น้องจึงยกให้เป็นข้าอยู่ในวังหน้า กระทั่งนางเชี่ยวได้เจริญวัยเป็นสาวขึ้นและมีหน้าตาดีจนคนออกปาก เมื่อเชี่ยวอายุได้ ๒๐ ปี เธอได้พบกับมิสเตอร์สมิธ ซึ่งเป็นกัปตันเรือชาวอเมริกัน อายุ ๔๐ ปี ที่เข้ามารับราชการในกรุงสยามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๐๒ ครั้นทั้งสองได้คบหาและต้องใจกัน กัปตันสมิธจึงชวนให้นางเชี่ยวหาทางออกจากวังหน้าและตนพยายามหาทางแต่งงานกับนางเชี่ยว และออกไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา

ในสมัยนั้นกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานระหว่างคนไทยกับคนต่างประเทศนั้นมีระบุไว้ว่ายินยอมให้ชาวต่างชาติแต่งงานกับหญิงไทยได้ แต่นางเชี่ยวเป็นหญิงสาวเชื้อสายจีน ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครอยากได้เป็นภาระ ครั้นเมื่อกัปตันสมิธมาติดพันและชวนให้ออกมาจากวังหน้า ด้วยความรักและไว้ใจนางเชี่ยวจึงทูลลาจากข้าวังหน้าออกมาใช้ขีวิตอยู่ข้างนอกและยอมเป็นภรรยากัปตันสมิธอยู่หลายปี ภายหลังทั้งสองจึงได้แต่งงานกันที่กงสุลอเมริกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน ๒ คน บุตรสาว ๒ คน

ชีวิตรักของทั้งคู่ดำเนินไปด้วยดีพักหนึ่ง แต่กัปตันสมิธเป็นคนที่ดื่มสุราจัดและมีเพื่อนฝูงมาก ซึ่งนางเชี่ยวก็ทราบดีก่อนที่จะแต่งงานด้วย และคงเป็นเรื่องปกติของคนตะวันตกที่เข้ามาทำงานในประเทศสยาม ย่อมรักเพื่อนพ้องและต้องมีการพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำ กัปตันสมิธเป็นคนมีเพื่อนมากและดื่มจัด พอดื่มแล้วก็เมามายไม่ได้สติ เริ่มมีปากเสียงกับนางเชี่ยวและเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อกัปตันสมิธและนางเชี่ยวมีปากมีเสียงกัน กัปตันสมิธถือว่าตนเป็นสามีไม่ยอมให้ภรรยามาขัดใจ ครั้นเมื่อมีปากเสียงกัน เขาก็จะเป็นฝ่ายทุบตีนางเชี่ยวผู้เป็นภรรยา บ่อยครั้งที่นางเชี่ยวต้องถูกสามีบังคับให้นอนคว่ำหน้า แล้วถูกเฆี่ยนตีด้วยหวายอย่างทารุณ เพียงเพราะนางเชี่ยวได้โต้แย้งถกเถียง และห้ามปรามไม่ให้กัปตันสมิธดื่มเหล้ามากจนเมามาย เรื่องราวดังกล่าวเป็นที่รู้และพูดถึงกันมากในกลุ่มคนอเมริกันที่เข้ามารับราชการในเมืองสยาม แต่ไม่มีใครช่วยเหลือนางเชี่ยวอย่างเป็นจริงเป็นจัง

นางเชี่ยวต้องทนทุกข์ทรมาณกับสามีขี้เมาและโหดร้าย ด้วยความเจ็บช้ำและทุกข์ทรมานมานานปี กระทั่งวันหนึ่งมีคนแนะนำให้นางเชี่ยวทำเรื่องฟ้องร้องขอความช่วยเหลือจากกุงสุลอเมริกัน เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดอาจจะบรรเทาลง ชีวิตความสุขแบบครอบครัวโดยทั่วไปอาจกลับคืนมาอีกครั้ง นางเชี่ยวจึงได้เขียนหนังสือทำเรื่องบอกเล่าถึงความโหดร้ายของกัปตันสมิธที่ทำทารุณต่อเธอ ทั้งความทุกข์ทรมาณที่เธอได้รับและหวังถึงความเห็นใจจากกุงสลอเมริกัน อย่างน้อยกัปตันสมิธก็คงจะเกรงใจเพื่อนฝูงหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่กงสุลบ้าง

ซึ่งในช่วงนั้นก็ได้ผล ทางกงสุลอเมริกันได้เรียกตัวกัปตันสมิธมาว่ากล่าวและสั่งห้ามไม่ให้ทำร้ายร่างกายของนางเชี่ยวผู้เป็นภรรยาอีกต่อไป เมื่อกัปตันสมิธกลับมาจากกงสุล แรก ๆ ก็เชื่อฟังแต่โดยดีทำตัวสงบไม่ดื่มเหล้าเมามายให้เห็น แต่ครั้นเวลาผ่านไปกัปตันสมิธต้องเดินเรือ ได้พบเจอเพื่อนฝูงก็อดไม่ได้ที่จะหันไปดื่มเหล้าตามประสา และเมื่อเขาดื่มเหล้าขึ้นมาครั้งใด พฤติกรรมเดิม ๆ ก็จะกลับมาอีกครั้ง นั่นคือหาเหตุทะเลาะวิวาททุบตีนางเชี่ยวอีก จนภายหลังกัปตันสมิธก็หันมาดื่มเหล้าเมามายเป็นปกติตามเดิมอีก แล้วก็ทุบตีทำร้ายนางเชี่ยวหนักขึ้นกว่าเดิม นางเชี่ยวก็ทำเรื่องร้องเรียนต่อกงสุลและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและหาคนที่พอจะห้ามปรามกัปตันสมิธไม่ให้มีพฤติกรรมเช่นนั้น แต่ทุกครั้งก็กลับมาแบบเดิม ๆ เมื่อเรื่องถึงกงสุลและเจ้าหน้าที่มาช่วยพูดจาว่ากล่าวห้ามปราม กัปตันสมิธก็สงบลงพักหนึ่ง ครั้นพอเวลาผ่านไปกัปตันสมิธก็กลับไปดื่มเหล้าหนักเช่นเดิม เมื่อเมาขึ้นมาก็อาละวาดทุบตีทำร้ายนางเชี่ยวเหมือนเดิม

เรื่องราวของนางเชี่ยวและกัปตันสมิธเป็นที่พูดถึง และได้รับความสนใจอย่างมาก กระทั่งหมอบรัดเลย์ยังได้บันทึกเรื่องราวของนางเชี่ยวไว้ในหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นสมัยนั้นว่า 

"กัปตันและนางสมิธพำนักอาศัยอยู่ใกล้วัดแบพทิสท์ และอยู่ใต้สถานกงสุลอเมริกา ฉันเสียใจที่จะต้องกล่าวว่ากัปตันสมิธเป็นคนที่ดื่มเหล้าอย่างหนักและเป็นคนที่มีอารมณ์ร้ายกาจและภรรยาของเขาก็ทดท้อและอ่อนใจกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีอย่างเต็มที เป็นที่ทราบกันดีว่ากัปตันสมิธเป็นคนที่โกรธง่ายใจร้าย เขาเคยเฆี่ยนตีภรรยาของเขาอย่างโหดร้ายทารุณมาหลายครั้งหลายหน และนางเชี่ยวก็นำเรื่องฟ้องร้องแก่กงสุลแซนเลอร์มาสามครั้ง กับนายเวสเตอร์เวลท์ครึ่งหนึ่งและต่อนายแมคโดนัลด์อีกสามหน

ท่านกงกุลเหล่านี้ได้เรียกกัปตันสมิธมาว่ากล่าว แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แต่เขาไม่เชื่อฟังและยังคงกลับไปทำร้ายภรรยาอย่างรุนแรง นายสมิธนั้นอายุแก่กว่าภรรยาถึงยี่สิบปี มักจะไม่อยู่บ้านเพราะต้องทำหน้าที่เป็นคนเดินเรือและเป็นคนขี้เมาหยำเปอยู่เกือบตลอดเวลา นางเชี่ยวต้องทนทุกข์ทรมานกับความโหดร้ายของชะตากรรมที่ทำให้เธอต้องพบกับผู้ชายที่นิสัยไม่ดี แม้เธอจะหวนไปคิดถึงวันเก่า ๆ ที่เคยสุขสบายในรั้วในวัง แต่เธอก็ต้องทำใจ ด้วยเธอมีบุตรกับกัปตันสมิธถึงสี่คน

กระทั่งวันหนึ่งลูกชายของนางเชี่ยวเกิดไม่สบายขึ้นมา เธอละอายใจที่จะพาลูกไปรักษากับหมอฝรั่งที่เธอรู้จักด้วยอับอายที่เธอทะเลาะกับสามีอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งภายหลังเธอจึงไม่อยากพบเจอใครที่เป็นเพื่อนของกัปตันสมิธอีก เธอจึงให้ไอ้กลมคนใช้ในบ้านไปตามแพทย์แผนโบราณให้มารักษาดู ไอ้กลมออกไปได้ไม่นานก็มีแพทย์แผนโบราณมาที่บ้านของเธอ เดิมนั้นเธอคิดว่าแพทย์แผนโบราณจะเป็นคนแก่มีอายุมาก แต่ หมอยา คนที่ไอ้กลมไปตามมาให้นั้นยังดูหนุ่มอยู่ ผู้คนเรียกเขาว่า หมอนาค

เรื่องราวของหมอนาคนั้นเล่ากันว่า พ่อของหมอนาคตายเมื่อหมอนาคยังอายุสิบกว่าขวบ ครอบครัวค่อนข้างยากจน ญาติพี่น้องเลยให้บวชเล่าเรียนอยู่ในวัดใกล้บ้าน นายนาคก็คร่ำเคร่งรักษาศีลภาวนาอยู่หลายปี ครั้นภายหลังหมอนาคเกิดนึกสนใจเรื่องสมุนไพรขึ้นมา ก็เลยทำการศึกษาในช่วงที่บวชเป็นพระภิกษุนั้น กระทั่งมีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรพื้นบ้านเป็นอย่างดี ภายหลังเมื่อสึกออกมาก็ใช้วิชาความรู้ที่มีเกี่ยวกับสมุนไพรนำมารักษาโรคช่วยเหลือผู้คน จนเป็นที่รู้จักของคนไปทั่ว

หมอนาคนั้นเป็นหนุ่มที่หน้าตาดี รูปร่างกำยำได้สัดส่วนทำให้นายนาคมีหญิงสาวเข้ามาในชีวิตหลายคน แต่ความที่ยังไม่พบเจอใครที่ถูกใจอย่างจริงจัง นายนาคจึงยอมเป็นหนุ่มโสดและใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ครั้นเมื่อลูกของนางเชี่ยวไม่สบายและได้ไปตามตัวหมอนาคมารักษา หมอนาคเคยได้ยินเรื่องราวของนางเชี่ยวมาก่อนว่าเป็นหญิงสาวเชื้อสายจีนที่มีสามีฝรั่งที่เมาแล้วชอบทำร้ายทารุณภรรยา ครั้นเมื่อหมอนาคพบเจอนางเชี่ยวก็เกิดต้องใจกันขึ้น

หลังจากที่หมอนาครักษาลูกชายของนางเชี่ยวให้หายแล้ว หมอนาคก็ไม่วายที่จะวิตกกังวลแทนนางเชี่ยวที่ยังไม่พ้นกับขุมนรก และความโหดเหี้ยมทารุณของสามีฝรั่งขึ้เมา หมอนาคบอกตัวเองว่าจะต้องช่วยเหลือให้นางเชี่ยวพ้นจากชะตากรรมโหดร้าย และมีความสุขอย่างคนทั่วไปให้ได้

แล้วดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเป็นใจ ทำให้นางเชี่ยวและหมอนาคเกิดต้องใจกัน นางเชี่ยวเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้หมอนาคฟัง ความโหดร้ายป่าเถื่อนและความทุกข์ทรมานที่เธอต้องทนอยู่กับสามีฝรั่ง หมอนาคแนะนำให้นางเชี่ยวหาทางเลิกกับสามีและหากจะต้องหย่าก็ต้องหย่า ซึ่งเขาจะเป็นผู้ดูแลเธอและลูก ๆ เอง หมอนาคและนางเชี่ยวมีจิตเสน่หาต่อกันอย่งรุนแรงและลักลอบเป็นชู้กัน ทั้งสองสาบานว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน แต่นางเชี่ยวบอกกับหมอนาคว่าไม่อยากหนีไปอยู่กับหมอนาคเฉย ๆ ด้วยว่าชาวบ้านจะโจษจันกันว่าเธอสำส่อนและหนีไปอยู่กับชายชู้ ที่สำคัญเธอยังคงเจ็บแค้นที่ถูกกัปตันสมิธทำร้ายมานาน เธออยากหาทางแก้แค้นบ้าง จากนั้นหมอนาคและนางเชี่ยวจึงปรึกษาวางแผนที่จะดำเนินการอะไรบางอย่างก่อนที่ทั้งคู่จะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

นางเชี่ยวมีทาสในเรือนคนหนึ่งชื่อ ไอ้กลม ซึ่งไอ้กลมเองก็ทราบดีว่านางเชี่ยวต้องทนทุกข์ทรมานกับสามีฝรั่งมามากน้อยเพียงไร เมื่อมีปากเสียงกันแต่ละครั้งนางเชี่ยวถูกทุบตีทำร้าย บ่อยครั้งที่พวกคนใช้ในบ้านเห็นและพยายามจะช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้มาก ด้วยกัปตันสมิธเป็นคนอารมณ์ร้อนและพาลด่าทอเอากับคนใช้ไปด้วย คนใช้ในบ้านต่างรู้ดีว่าเธอนั้นเจ็บปวดเจ็บแค้นกัปตันสมิธมากมายเพียงไร

วันหนึ่งนางเชี่ยวจึงบอกไอ้กลมผู้เป็นทาสว่าหากไอ้กลมฆ่ากัปตันสมิธสามีขี้เมาของเธอได้ก็จะให้ไอ้กลมและครอบครัวเป็นอิสระ ไอ้กลมจึงตอบตกลงที่จะร่วมมือ วันเกิดเหตุ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๒ กัปตันสมิธเดินทางกลับจากเดินเรือ ในช่วงนั้นกัปตันสมิธนั้นพอจะรู้ระแคะระคายบ้างว่านางเชี่ยวภรรยาของตนนั้นมีหนุ่มมาติดพัน หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงขั้นคบชู้ แต่ไม่มีหลักฐานจึงไม่สามารถทำอะไรได้มาก วันนั้นนางเชี่ยวเอาลูกไปฝากไว้กับเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เมื่อกัปตันสมิธกลับมาถึงบ้านในสภาพที่เมามายอย่างเต็มที่ นางเชี่ยวบอกกัปตันสมิธว่าจะออกไปรับลูก แต่กัปตันสมิธไม่เชื่อและด้วยอาการที่เมามายคิดว่านางเชี่ยวจะต้องหาทางไปพบกับชู้ตามที่ชาวบ้นเล่าลือกันไว้แน่ ๆ จึงแอบติดตามไป

นางเชี่ยวนั้นก็รู้ดีถึงพฤติกรรมของสามีฝรั่งว่าเวลาเมามายนั้นเป็นอย่างไร จึงวางแผนการเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพ เมื่อกัปตันสมิธตามมาและดุด่าอาละวาดและหมายจะทำร้ายทุบตีอย่างที่เคยทำ แต่วันนั้นนางเชี่ยวได้ให้หมอนาคและไอ้กลมดักรออยู่ ครั้นเมื่อกัปตันสมิธตามนางเชี่ยวไปถึง เห็นนางเชี่ยวยืนอยู่กับหมอนาคและไอ้กลม ก็ตรงเข้าทำร้ายและชักมีดที่เตรียมไว้เข้าทำร้ายหมอนาค แต่มีดนั้นพลาดไปโดนไอ้กลม หมอนาคเห็นไอ้กลมถูกกัปตันสมิธแทงได้รับบาดเจ็บ จึงโดดเข้าช่วยเหลือ โดยคว้าได้ขอนไม้ที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วฟาดไปที่อกกัปตันสมิธจนล้มคว่ำไป จากนั้นก็ขึ้นคร่อมแล้วกระชากคอกัปตันสมิธให้บิดตัวนอนลง แล้วหมอนาคก็กระหน่ำทุบด้วยด้ามขวานที่ไอ้กลมเตรียมมา เมื่อนายกลมทุเลาจากบาดแผลแล้ว ก็เข้าร่วมกับหมอนาคทุบตีกัปตันสมิธ กัปตันสมิธเมื่อถูกรุมทำร้ายดังนั้นก็สุดวิสัยที่จะตอบโต้ได้ นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดได้พักหนึ่งก็สิ้นใจ

ฝ่ายนางเชี่ยวมองดูร่างของกัปตันสมิธที่ดิ้นพล่าน และร้องครวญครางอยู่อย่างนั้น ความเจ็บแค้นแต่คราวก่อน ๆ ที่เคยถูกทุบตีทำร้ายทำให้นางเชี่ยวไม่เหลือเยื่อใยหรือความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่กัปตันสมิธอีกเลย นางยืนดูหมอนาคและไอ้กลมร่วมกันทำร้ายกัปตันสมิธอยู่อย่างเลือดเย็น ไม่ได้ตระหนกตกใจแต่อย่างใด

หลังจากที่แน่ใจว่ากัปตันสมิธขาดใจและตายสนิทแล้ว จึงสั่งให้ไอ้กลมและหมอนาคเอาผ้ามัดศพ แล้วผูกกับก้อนหินขนาดใหญ่ใส่เรือแล่นออกไปทิ้งที่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยทั้งสามได้ช่วยกันลากร่างของกัปตันสมิธ ใส่เรือและแจวออกไปกลางลำน้ำ ในช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืนราวห้าทุ่มกว่า บ้านเรือนชาวบ้านยังคงมีเพียงคบไต้ตะเกียง ค่ำลงเพียงทุ่มสองทุ่มก็เข้านอนกันแล้ว ทั่วท้องน้ำจึงมืดสนิท หลังจากที่ทีั้งสามแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก็จัดการโยนศพลงน้ำก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปบ้านพักและทำทีว่าไม่มีอะเไรเกิดขึ้น

แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่นางเชี่ยวคาดหวังไว้ทั้งหมด จะเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ศพกัปตันสมิธที่ทั้งสามช่วยกันเอาก้อนหินถ่วงศพไว้อย่างแน่นหนาเกิดหลุดออกจากศพ ศพลอยขึ้นไปที่หน้าบริษัทของฝรั่งบอร์เนียวพอดี สร้างความฮือฮาหวาดผวาให้แก่ผู้คนไปทั่ว จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็เร่งทำการสืบสวน ด้วยศพที่พบนั้นเป็นชายชาวตะวันตก ทางตำรวจไทยจึงต้องแจ้งไปยังกงสุลอเมริกา ให้ส่งเจ้าหน้าที่มาชันสูตร ครั้งนั้นหมอเคมเบลได้รับหน้าที่ให้ไปตรวจสภาพศพของฝรั่งที่ลอยขึ้นมานั้นและได้บันทึกไว้ว่า "สภาพศพนั้นมีรายถูกมีดแทงที่แก้มข้างขวา เส้นใหญ่ในคอถูกเชือดเป็นรอยยาวสี่นิ้ว มีรอยมีดอีกนับไม่ถ้วน แทงทะลุคอหอยแลเชือดเฉือนศีรษะ มีรอยทุบบนหลังใกล้ท้ายทอย กะโหลกตรงใบหน้าด้านขวาถูกทุบละเอียด"

โดยรวมนั้นยังพอมีเค้าโครงของกัปตันสมิธหนุ่มอเมริกันขี้เมาที่ชอบทำร้ายภรรยา ข่าวการตายของกัปตันสมิธก็เลยเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่ว หลายคนคะเนอยู่แล้วว่าเหตุการณ์ระหว่างนางเชี่ยวและกัปตันสมิธจะต้องลงเอยแบบนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ครั้งนั้นตำรวจไทยได้เข้าไปค้นดูที่บ้านของกัปตันสมิธที่อยู่กินกับนางเชี่ยว ก็พบหลักฐานหลงเหลืออยู่มากมาย เช่น รอยเลือดที่ติดอยู่ที่ประตู มีรอยเท้าคนเดิน มีรอยคนถูกลากเห็นได้ง่ายบนโคลนดินที่เปียก และเป็นที่แน่ชัดว่ากัปตันสมิธนั้นจะถูกฆาตกรรมก่อนจะนำศพไปทิ้งลงแม่น้ำ ตำรวจไทยจึงได้เข้าจับกุมนางเชี่ยว หมอนาค และไอ้กลมทันที นอกจากนั้นได้จับ อีหัน ทาสอีกคนหนึ่งของนางเชี่ยวที่รู้เห็นเป็นใจด้วย

ครั้งแรกนั้นนางเชี่ยวให้การปฏิเสธไม่รู้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อหมอนาคและไอ้กลมถูกคาดคั้นและทรมานจึงได้ยอมรับผิด ผู้ต้องหาทั้งสี่จึงถูกนำตัวขึ้นศาล หลังจากที่ศาลไทยได้พิจารณาคดีและได้ตัดสินพิพากษาในตอนนั้นระบุว่า "ทางคณะพิพากษาได้มีความเห็นว่า่ นางเชี่ยวเป็นภรรยาของกัปตันสมิธ ซึ่งกัปตันสมิธนั้นรักนางเชี่ยวและมีลูกด้วยกันถึงสี่คน นางเชี่ยวควรมีความกตัญญูคู้คุณและซาบซึ้งในความเมตตาปราณีของสามีและรับใช้สามีอย่างซื่อสัตย์ แต่นางเชี่ยวนั้นกลับนอกใจสามีและมีชู้ แลหมอนาคนั้นถึงจะเป็นหมอแผนโบราณที่พึงมีจิตเมตตา และรู้ดีว่านางเชี่ยวนั้นเป็นภรรยาของกัปตันสมิธ แต่ก็ยังเป็นชู้กับนางเชี่ยว ทั้งร่วมกันวางแผนกับนางเชี่ยวและไอ้กลมก่อเหตุร้ายดังกล่าว

นางเชี่ยวนั้นยุให้หมอนาคชายชู้และไอ้กลมผู้เป็นทาส ฆ่ากัปตันสมิธซึ่งเป็นสามีโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายและโทษที่พึงจะได้รับ หมอนาคและไอ้กลมร่วมกันประทุษร้ายและทุบตีกัปตันสมิธจนถึงแก่ความตายแล้วเอาศพไปถ่วงน้ำ ส่วนอีหันนั้นก็มีส่วนร่วมรู้เห็นในเหตุการณ์และแผนการนี้ ดังนั้นนางเชี่ยวผู้เป็นต้นเหตุ หมอนาคและไอ้กลมผู้ก่อการฆาตกรรมกัปตันสมิธ จึงได้กระทำผิดกฎหมายและต้องได้รับโทษขนาดปานกลาง 

ตามกฎพระอัยการแล้ว มีคำประกาศว่า หญิงที่นอกใจสามีและคบชู้หากฆ่าสามีด้วยการทุบหรือแทง ทั้งหญิงและชู้จะต้องตายตาม หากสามีไม่ตาย เพียงแต่เป็นแผลหรือล้มเจ็บ ชายชู้จะถูกปรับสองเท่าตัวและจะต้องเสียค่ารักษาแผลและใช้ด้วย ส่วนเมียนั้นจะต้องถูกประจานตามกฎหมาย ผู้ถูกประหารชีวีตนั้นจะสูญเสียที่ดิน ช้างม้าวัวควายและทาสให้แก่แผ่นดิน หมอนาค ไอ้กลมผู้ทุบตีเข่นฆ่า อีเชี่ยวผู้วางแผนฆ่าและอีหันผู้รู้เห็นจะถูกเฆี่ยนหลังเก้าสิบที โดยแบ่งการโบยออกเป็นสามครั้ง ครั้งละสามสิบที"

ครั้งนั้นหมอนาค ไอ้กลม และนางเชี่ยวจะถูกประจานตัวบนบกสามวัน ในน้ำสามวัน และถูกจับขึ้นคาอีกสามวัน จากนั้นจะถูกประหารชีวิต แต่ครั้งนั้นได้มีการนำคำพิพากษาไปเสนอแก่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ครั้นเมื่อท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพิจารณาคดีความต่ง ๆ แล้วมีบทสรุปดังนี้

"อีหันผู้เป็นทาสนั้นไม่ควรโดนเฆี่ยนเพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงการรู้เหตุการณ์ได้ ให้เพียงลดลงเป็นทาสแผ่นดิน ส่งตัวไปทำงานที่โรงสีข้าวของรัฐบาล ส่วนนางเชี่ยว อ้ายนาคและไอ้กลมนั้นไม่ต้องประจานบนบกหรือขึ้นคา เพียงแต่ให้ประจานในน้ำและเฆี่ยนหลังเก้าสิบทีก็พอแล้ว"

แต่ภายหลังเกิดปัญหาถกเถียงกันขึ้นด้วยว่า นางเชี่ยวนั้นมีสัญชาติจีนและเป็นภรรยาของคนอเมริกัน คดีความที่เกิดขึ้นนั้นต้องส่งเรืองไปยังกงสุลอเมริกา ด้วยทางรัฐบาลสยามสมัยนั้นไม่มีสิทธิลงโทษประหารผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้ ครั้งนั้นนายแมคโดนัลด์ซึ่งเป็นกงสุลในสมัยนั้น จึงได้ติดต่อพระยาพระคลังขออย่าเพิ่งประหารนางเชี่ยว ขอเวลาให้เขาตรวจสอบคดีความรายละเอียดต่าง ๆ และส่งเรืองไปยังรัฐบาลอเมริกาเสียก่อนว่าควรทำอย่างไร


ภาพเขียนเพชฌฆาตกำลังลงดาบประหารชีวิตผู้กระทำผิด


ส่วนหมอนาคและไอ้กลมนั้นเป็นคนไทย มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานั้นมีความผิดอย่แล้วก็ให้ทางการของฝ่ายไทยดำเนินการไปตามคำพิพากาษาไทย หมอนาคและไอ้กลมจึงถูกนำตัวไปประจานบนบกสามวัน ถูกเฆี่ยนหลังเก้าสิบทีก่อนถูกส่งตัวไปประหาร มีบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับคดีนางเชี่ยว หมอนาค ไอ้กลม และกัปตันสมิธ ในครั้งนั้นว่า

"เวลาประหารชีวิตนั้น ประมาณสี่โมงเย็น ฝรั่งทั้งหลายได้รับเชิญให้มาดู เพราะฝ่ายไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้ใดฆ่าฝรั่งต่างชาติในเมืองไทย ผู้นั้นต้องได้รับโทษอย่างหนักที่สุด ในครั้งนั้นเป็นที่สรรเสริญว่าฝ่ายไทยนำพระภิกษุถึงเจ็ดสิบรูปมาสวดมนต์ทำพิธีให้แก่นักโทษทั้งสอง ส่วนนางเชี่ยวนั้น ถูกจำไว้ในคุก กล่าวกันว่าตอนนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ห้าได้ประมาณสามเดือน"

คดีของนางเชี่ยวถูกส่งเรือไปยังรัฐบาลอเมริกา และกว่าจะรอคำตอบก็ใช้เวลานาน มิสเตอร์แมคโดนัลด์ซึ่งเป็นกงสุลอยู่ก็หมดวาระและเดินทางกลับประเทศ มีกงสุลคนใหม่มาแทน ซึ่งเรียกกันว่า เยเนรัลพาร์ทริค มารับตำแหน่งกงสุลคนใหม่ เยเนรัลพาร์ทริคจึงติดตามเรื่องคดีความของนางเชี่ยวนั้นสมรสกับชายชาวอเมริกันที่สถานกงสุลอเมริกา แล้วเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นที่บ้นของกัปตันสมิธ ซึ่งเขาถือว่าเป็นเขตแดนของเมริกาไม่ใช่แผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นพึงให้คดีความของนางเชี่ยวได้รับการพิพากษาใหม่โดยพนักงานของกงสุลอเมริกัน แต่ช่วงเวลาที่รอคอยการดำเนินการคดีความของนางเชี่ยวจากรัฐบาลอเมริกานั้นเป็นระยะเวลานาน ทางฝ่ายไทยก็ตัดสินคดีความแบบไทยไปเป็นที่เรียบร้อย โดยบุตรชายหญิงทั้งสี่ของนางเชี่ยวนั้นถูกฝ่ายไทยจับตัวไปเป็นทาส และทางรัฐบาลไทยจะทำการริบทรัพย์สินเงินทอง บ้านและที่ดินของกัปตันสมิธมาเป็นของแผ่นดินไทย ครั้งนั้นเยเนรัลพาร์ทริคและทางรัฐบาลอเมริกาทำการคัดค้านอย่างรุนแรง เพราะทางรัฐบาลอเมริกาเห็นว่าเด็กเหล่านั้นไม่มีความผิด ไม่ควรต้องถูกลงโทษ ควรจะได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระและทรัพย์ที่มีอยู่นั้นก็ควรตกเป็นของพวกเด็ก ๆ ด้วย

กล่าวกันว่าทางกงสุลอเมริกัน พยายามเจรจากับทางฝ่ายไทยหลายครั้ง โดยเฉพาะผู้สำเร็จราชการและเจ้าพระยาพระคลัง ที่สุดแล้วทางรัฐบาลไทยยอมให้นางเชี่ยวขึ้นศาลที่สถานกงสุลอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลอเมริกาตัดสินว่านางเชี่ยวไม่ต้องถูกประหารชีวิต แต่จะถือว่าเป็นทางการว่านางเชี่ยวได้ตายไปแล้ว บุตรชายหญิงของนางเชี่ยวกับกัปตันสมิธทั้งสี่คนให้ถือว่าเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ ให้อยู่ในความดูแลของรัฐบาลอเมริกา ซึ่งทางรัฐบาลจะจัดหาครอบครัวอเมริกันที่ใจบุญให้ความช่วยเหลือและรับผิดชอบไป ส่วนนางเชี่ยวนั้น รัฐบาลอเมริกาทำการตกลงกับทางรัฐบาลไทยว่า ขอให้ติดคุกเป็นเวลาสามปี 

คดีความของนางเชี่ยวได้รับความสนใจอย่างมากในยุคนั้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินที่กัปตันสมิธทิ้งไว้ กล่าวกันว่าเป็นจำนวนเงินกว่า สามพันดอลล่าร์ แต่ก็ถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความกว่า หกร้อยดอลลาร์และจัดแบ่งไปเป็น ค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่รับเลี้ยงดูบุตรชายหญิงแต่ละราย ๆ ไป ที่เหลืออยู่ก็เพียงไม่กี่มากน้อย"......



โดย เกริกฤทธิ ไทคูนธนภพ
ที่มา : เรื่องอื้อฉาวและคดีความในอดีต 











 

Create Date : 22 พฤษภาคม 2558    
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:43:00 น.
Counter : 1307 Pageviews.  

สองมเหสีคู่บัลลังก์





รัชกาลที่ ๕


สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี


สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา บรมราชเทวี เป็นพระขนิษฐาของสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี ประสูติวันที่ ๑๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๐๕ นับว่าเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระชนมายุยืนยาวที่สุดได้ทรงแลเห็นความเปลี่ยนแปลงของเมืองไทยถึง ๖ แผ่นดิน



สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี


สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ทรงมีพระนามเดิมว่าพระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี ทรงเป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) กับ สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ยม ซึ่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงสถาปนาเป็น สมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา) ประสูติ ณ พระบรมมหาราชวัง เมื่อวันศุกร์ แรม ๗ ค่ำ เดือนอ้าย ปีกุน จุลศักราช ๑๒๒๕ ตรงกับวันที่ ๑ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๐๖


ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนต้นนั้นยังถือได้ว่าพระองค์ยังไม่ทรงมีพระอัครมเหเสี (อัคร แปลว่า ที่หนึ่ง, เป็นเอก) ทรงมีแต่พระมเหสีอยู่หลายพระองค์ ดังนี้
๑. พระองค์เจ้าทักษิณชา
๒. พระองค์เจ้าสุนันทา
๓. พระองค์เจ้าสุขุมาลมารศรี
๔. พระองค์เจ้าสว่างวัฒนา
๕. พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี

ดังนั้นหากว่าพระมเหสีองค์ใดสามารถมีพระราชโอรสถวายแก่พระพุทธเจ้าหลวงได้ มเหสีองค์นั้นก็จะได้ดำรงค์ตำแหน่งพระอัครมเหสีสูงสุดในฝ่ายใน (ฝ่ายใน แปลว่า พระมเหสีพระราชวงศ์ พระสนมที่เป็นผู้หญิง) ในไม่ช้าพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาก็ทรงมีประสูติกาลพระราชโอรสองค์แรกให้แก่พระพุทธเจ้าหลวง และต่อมาพระโอรสของพระองค์ได้ดำรงตำแหน่งรัชทายาท ทำให้พระองค์เจ้าสว่างวัฒนาได้ดำรงค์ตำแหน่งพระอัครมเหสีและสถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี

แต่ภายหลังมานั้นพระราชโอรสของพระองค์ (เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร) ได้สวรรคตลง ทำให้พระราชโอรสของพระพุทธเจ้าหลวงที่มีพระชนม์รองลงมาคือ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (รัชกาลที่ ๖) ได้เป็นรัชทายาทแทน ซึ่งพระราชโอรสพระองค์นี้ประสูติจาก พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีทำให้ พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรีได้ขึ้นดำรงค์ตำแหน่งพระอัครมเหสี ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี

จึงทำให้ขณะนั้นรัชกาลที่ ๕ มีพระอัครมเหสีสองพระองค์คือ พระบรมราชเทวีและพระอัครราชเทวีในเวลาเดียวกันเรื่อยมา โดยที่รัชกาลที่ ๕ ก็ไม่ทรงยอมลดพระอิสริยยศของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา เพราะรัชกาลที่ ๕ ก็ทรงเกรงว่าสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาจะเสียพระทัยมากกว่าเดิม จนกระทั่งรัชกาลที่ ๕ เสด็จประพาสยุโรบเพื่อทำการเจริญสัมพันธไมตรี จึงได้สถาปณาสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระอัครราชเทวี ผู้เป็นพระราชมารดาของรัชทายาทขึ้นเป็น พระบรมราชินีนาถ (ราชินีนาถ แปลว่าราชินีทำหน้าที่เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทนพระมหากษัตริย์) สูงสุดในฝ่ายใน และเกิดความกระจ่างขึ้นในตัวอัครมเหสี....













 

Create Date : 30 เมษายน 2558    
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:44:13 น.
Counter : 1027 Pageviews.  

เรื่องเล่าจากวังหลวง : อภินิหารฆ้องกระแต




สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท (บุญมา)


"ในคราววังหลวงวังหน้า มีปากเสียงทะเลาะและแทบจะเกิดขบถกันขึ้น ครานั้น ฆ้องกระแตก็สำแดงอิทธิฤทธิ์ ดังกังวานขึ้นมาจากท้องพระโรงเองอีกครั้งหนึ่ง"

เรื่องราวของฆ้องกระแตนับเป็นอีกหนึ่งในอภินิหาร แต่ครั้งโบราณกาล เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี แต่ถึงกระนั้นก็อยู่ในเวลาที่จวนเจียนจะเสียราชธานีเต็มที เพราะเวลานั้นทางกรุงศรีอยุธยากำลังทำศึกสงครามอยู่กับพม่า แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงเรื่องราวเกี่ยวกับฆ้องกระแต และอภินิหารในครั้งนั้น ผู้เขียนขอย้อนหลังกลับไปในสมัยก่อนนี้ เมื่อครั้งที่ยังไม่มีศึกสงคราม และขอกล่าวถึงบุคคลที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้เสียก่อน

ในครานั้น เป็นแผ่นดินสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ หลวงพินิจอักษร (ทองดี) หรือพระบรมชนกนาถ ที่ในเวลานั้นเป็นผู้รับราชการตำแหน่งหน้าที่เสมียนตราในกรมมหาดไทย ได้นำบุตรชายคนที่ ๕ คือนายบุญมา มาถวายตัวเป็นมหาดเล็กในวังหลวง

นายบุญมามีพี่ชายอีกคนหนึ่งที่รับราชการอย่ก่อนแล้ว คือนายทองด้วง (ที่ภายหลังคือ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) ที่เวลานั้นรับราชการอยู่ในพระราชฐานวังหน้า ต่อมาได้พระราชทานตำแหน่งเป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี ส่วนนายบุญมาได้รับราชการด้วยความสุจริตเรื่อยมา จนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายสุดจินดา มหาดเล็กหุ้มแพร แต่นายบุญมามิได้ถูกย้ายให้ไปรับราชการต่างเมืองเช่นพี่ชาย ยังคงรับราชการอยู่ในพระราชวังหลวงตามตำแหน่งหน้าที่ของตน

เหตุการณ์ในกรุงศรีอยุธยาในเวลานั้น มีแต่ความสงบสุขเรื่อยมา จนลุเข้าพุทธศักราชที่ ๒๓๐๘ ปีระกา เรื่องราวและเหตุแห่งความไม่สงบเริ่มตั้งเค้าความยุ่งยากขึ้นในศักราชนั้น ตกปีระกาได้มีกองทัพพม่ายกพลรบบุกและรุกไล่เข้ามาเรื่อย ๆ จนถึงพระราชอาณาเขตไทย และเข้าตีหัวเมืองต่าง ๆ ตามรายทาง แตกพินาศยับเยินมาโดยตลอด ทัพจำนวนมากและพลรบจำนวนมหาศาล เดินทัพเข้ามาเรือย ๆ เป็นลำดับ และตีเมืองรายทางแตกพ่ายมาโดยตลอด ผู้คนก็หนีตายเข้าป่าเข้าดงกันหมด

จนสุดท้ายก็สามารถรุกรบมาจนชิดติดกำแพงพระนครศรีอยุธยา ครานั้นพม่าตั้งค่ายรายล้อมรอบกำแพงพระนคร แล้วระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาในราชธานี การต่อสู้มีขึ้นทั้งกลางวันกลางคืน ชาวเมื่องถูกพม่าล้อมก็ระส่ำระสายเกิดตีชิงวิ่งราวปล้นสะดมเอาเพลิงเผาบ้านกันเอง เกิดไฟไหม้ขึ้นมากมาย ส่วนพระเจ้าเอกทัศน์ ผู้เป็นพระเจ้าแผ่นดินก้หาเอาพระทัยใส่ในการศึกโดยเข้มแข็งไม่ สุดท้ายกลับปล่อยให้พม่ายกพลล้อมเอาเพลิงสุมเผากำแพงเมืองจนพังทลาย และเข้ามาในพระนครได้ ทหารพม่าไล่ฆ่าฟันผู้คน และเผากรุงศรีอยุธยาจนบังเกิดเพลิงโหมไหม้อย่างรุนแรง และฤทธิ์พระเพลิงเผาผลาญกรุงศรีอยุธยาจนแทบจะวอดวายหมดสิ้นไปทั้งกรุง

ว่ากันว่า..ครานั้นแสงเพลิงแดงฉานทาบทาท้องฟ้าจนกลายเป็นสีเพลิงอยู่นานหลายวันทีเดียว ฝ่ายนายสุดจินดา เมื่อกรุงศรีอยุธยาและราชธานีถูกพม่าเอาเพิลงเผานั้นได้อุตส่าห์พาเพื่อนสามคนหนีเอาตัวรอดมาจากการถูกเพลิงคลอก และตรงกลับมายังบ้านด้วยความเป็นห่วง และจากเรื่องราวในพงศาวดารตรงนี้นี่เอง ที่เป็นจุดเริ่มเรื่องของอภินิหารแห่งฆ้องกระแต!

"นายสุดจินดาตรงกลับมายังบ้านด้วยความเป็นห่วงญาติ ๆ พี่น้อง ทั้งห่วงทรัพย์สมบัติ ครั้นมาถึงบ้านเห็นเพลิงไหม้บ้านและพูกพม่าเอาเพลิงเผา ญาติวงศ์ก็หายหน้าไปหมด ไม่รู้ว่าแตกพลัดกระจัดกระจายไปยังหนใดบ้าง ท่านดูข้าวของต่าง ๆ ในบ้านที่ยังเหลือทิ้งเกลื่อนกลาดอยู่ เห็นยังมีฆ้องกระแต ที่แต่เดิมเป็นของปู่ (พระยาราชนิกูล "ทองคำ') ที่ได้รับสืบทอดตกกันมาเหลืออยู่หนึ่งใบ กับเรือโกลนที่จอดแช่อยู่ในคูน้ำข้างบ้านหนึ่งลำ ที่ไฟยังมิได้ไหม้.. นายสุจินดากับพวกเลยปรึกษากัน ทั้งจัดเสบียงอาหารและนำฆ้องกระแสของคุณปู่ใบนั้น พากันลงเรือโกลน พายบ่ายหน้ามุ่งไปหาพี่ชายที่เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี หลังจากออกเรือมาจากบ้าน ก็ผลัดกันพาย ผลัดกันถ่อมาเรื่อย ๆ พยายามพากันลอบหนีพวกพม่า ที่เข้าเผาบ้านเมืองราษฎร และเผากรุงศรีอยุธยา จนแทบจะวินาศหมดสิ้นไปหมดแล้ว" 


ความตอนนี้กล่าวถึงนายสุดจินดา ที่จะจดจำและเก็บความเคียดแค้นครั้งนี้ไว้กับตัวไปจนตายทีเดียว หลังจากช่วยกันพายเรือโกลนมาเรื่อย ๆ หลบพม่าออกมาได้ ก็พอจะมองเห็นค่ายพม่าที่ตั้งเรียงรายไปตลอดแม่น้ำ ความตอนนี้มีเรื่องที่น่าสนใจ และความเกี่ยวกับฆ้องกระแตที่ว่า

"ครั้นช่วยกันพายลอบหนีพม่ามาจนถึงตำบลบางไทรสีกุก แลเห็นค่ายพม่าตั้งอยู่สองฟากแม่น้ำ นายสุดจินดาเกรงว่า หากใช้เรือเดินทางกับไปมืด ๆ ไม่ได้จุดไฟแบบนี้ อาจจะเป็นที่สงสัย" ดังนั้นเพื่อเกรงความสงสัย จึงจุดไฟขึ้นไว้ในเรือดวงหนึ่ง แล้วพายผ่านหน้าค่ายพม่าด้วยความกล้าโดยกำลังใจ พวกพม่าที่ค่ายใหญ่บางไทรสีกุก แลเห็นเรือโกลนที่ตามไฟมาดวงหนึ่งพายตามกระแสน้ำผ่านหน้าค่ายไปห่าง ก็ตีฆ้องร้องเรียกให้เรือนั้นหยุดเพื่อจะได้ตรวจตรา

นายสุดจินดาได้ยินดังนั้น เลยหยิบเอาฆ้องกระแตที่เป็นของเดิมของคุณปู่และหยิบติดมือมา รีบยกขึ้นตีรับกับเสียงฆ้องของพม่า "พม่ามองดูคนในเรือถึงแม้จะแลเห็นไม่ถนัด แต่ด้วยเสียงฆ้องกระแตตีตอบรับกับเสียงฆ้องของตน ก็เลยสำคัญเข้าใจเอาเองว่า เป็นกองตรวจพวกพม่า พวกเดียวกัน และหาได้ออกสกัดกั้นจับเรือนั้นไม่ ปล่อยให้เรือโกลนพายผ่านลำน้ำไปตามแม่น้ำใหญ่ได้โดยสะดวก"

และนี่เองที่เป็นต้นคิดให้นายสุดจินดา ตีฆ้องกระแตทุกครั้ง เมื่อเข้าเขตลำน้ำละแวกนนทบุรี เพราะแถวนี้มีค่ายพม่าตั้งเรียงรายอยู่โดยตลอด ผ่านค่ายใดก็ยกฆ้องกระแตขึ้นตีรับกับฆ้องพม่าเสียทุกค่าย ทำอาการเป็นเรือพม่าตรวจกอง มีโคมไฟตามด้วย และพยายามพูดเป็นสำเนียงพม่า ดังนั้น พม่าทุก ๆ ค่ายก็เลยสิ้นสงสัย มิได้เรียกให้หยุด หรือตามจับเลยสักแห่งเดียว แต่อภินิหารแห่งฆ้องกระแตของเจ้าคุณปู่ ก็ยังไม่หมดสิ้นอภินิหารแต่เพียงนั้น...

"กล่าวกันว่า หลังจากนี้..เรือก็พายล่องมาตามน้ำเรื่อย ๆ ทั้งสามคนหาได้หยุดพักผ่อนไม่ ช่วยกันพายมาจนรุ่งสว่าง ลุถึงตำบลบางบัวทองในอ้อมเกร็ด เช้า ๆ และสว่างเช่นนี้ จะพายต่อก็มิได้ เพราะเกรงว่าพวกพม่าจะทราบว่าเป็นคนไทย จึงพายเรือเหเข้าฝั่ง และพากันลากเรือไปซ่อนบนตลิ่ง หาที่ซ่อนในที่ลับ ๆ และอดทนรอเวลาค่ำ จึงได้ออกมาลากเรือโกลนลงน้ำและช่วยกันพายล่องต่อมาลงมาตามน้ำอีก จนมาถึงเมืองธนบุรีที่วัดแจ้ง" ตรงนี้เองที่มีเรื่องสำคัญอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้น และจารึกไว้ในพงศาวดาร...

"นายสุดจินดา...แลเห็นแสงไฟอยู่บนป้อมวิชัยประสิทธิ์ ตรงปากคลองบางกอกใหญ่ใต้วัดแจ้ง ก็เข้าใจว่าแสงไฟนั้น คือแสงไฟจากค่ายพวกพม่าที่ตั้งค่ายสกัดอยู่ ณ ที่นั้น ทางตรงนั้นเป็นทางจะไปยังเมืองราชบุรี ส่วนที่คลองบางกอกใหญ่ก้เป็นคลองแคบไม่กว้างเหมือนลำน้ำ หากจะทำการลวงเช่นที่เคยทำมากับค่ายเล็ก ๆ รายทางนั้น เห็นจะไม่ได้" ไหนจะปากคลองเป็นที่แคบ และแสงจันทร์ก็ยังส่องสว่างอีกด้วย คราวนี้ทหารพม่าคงเห็นว่าทั้งสามคนเป็นคนไทยชัด ๆ ทั้งสามคนจงได้หยุดชะลอเรือไว้ที่ฝั่งฟากตะวันออกหน้าวัดสลัก (ปัจจุบันคือวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์) ทั้งสามคนต่างปรึกษากันว่า จะทำอย่างไรดีถึงจะผ่านค่ายสำคัญของพม่าแห่งนั้นไปให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถไปสมทบกับพี่ชายที่เมืองราชบุรีได้ เวลาเดียวกัน พม่าก็ตีเรือกรรเชียงสวนขึ้นมาหลายลำ เหมือนว่าจะทวนน้ำขึ้นไปยังกรุงศรีอยุธยา นายสุดจินดากับสหายเห็นจวนตัวจะหนีรึก็ไม่พ้น ครั้นจะหลบรึก็ไม่ทัน เพราะเหตุจวนตัวใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว จึงคิดพร้อมใจกันทั้งสามคน ล่มเรือโกลนที่ว่าคว่ำจมลงเสียในน้ำ แล้วบุคคลทั้งสามก็ดำแอบมุดลอดเข้าไปอยู่ใต้เรือโกลนนั้น ครั้นเรือพม่าเข้ามาถึงที่ ไม่เห็นทั้งเรือไม่เห็นทั้งคน ก็พายกรรเชียงผ่านเลยไปโดยมิได้สังเกตอะไร ทั้งสามคนกบดานอยู่ในท้องเรือที่พลิกคว่ำนั้น รอจนพวกพม่าพายพ้นผ่านไปหมดทั้งกองเรือแล้ว ครั้นเห็นปลอดภัย ถึงช่วยกันกู้เรือพลิกหงายเรือขึ้นอีกครั้ง

"ทั้งสามชีวิตอยู่รอดปลอดภัย เสียแต่เสบียงอาหาร และเครื่องนุ่งห่มที่ติดตัวมาแต่ครั้งออกจากบ้านได้สูญหาย หล่นจมลงน้ำไปคราวคว่ำเรือเสียสิ้น ครั้นกู้เรือพลิกหงายขึ้นมาแล้ว กลับเกิดเหตุอัศจรรย์ที่ไม่น่าจะเป็นไปได้อยู่อย่างหนึ่ง เพราะพอกู้เรือหงายแล้ว แทนที่ฆ้องกระแตของเจ้าคุณปู่จะหล่นจมตกน้ำตามเสบียงไปด้วย แต่ครั้นพลิกเรือกลับเห็นฆ้องกระแตใบนั้น คว่ำเหลือติดกระทงเรืออยู่ประจักษ์แก่สายตาทุกคน ต่างคนต่างมีความปีติยินดีกันเป็นอย่างยิ่ง" เวลานั้นเรือจอดอยู่หน้าวัดสลัก ทั้งสามคนจึงช่วยกันเหหัวเรือออกจากฝั่งวัดสลัก ข้ามฟากไปพอใกล้ค่ายพม่าที่ปากคลองบางกอกใหญ่ ก็ช่วยกันล่มเรือเอาสวะคลุมศีรษะหมดทุกคน พยุงเรือให้ลอยเคลื่อนไปตามสายน้ำ ผ่านปากคลองล่วงเข้าคลองบางกอกใหญ่ได้

ครั้นผ่านมาแล้ว ก็พลิกเรือและพายต่อเหมือนเดิม ครั้นพบพวกพม่าเมื่อใด ก็ทำเช่นนี้โดยซ่อนตัวอยู่ใต้เรือ ดังเช่นคราวข้ามปากคลองบางกอกใหญ่ จนสุดท้ายเข้าคลองมหาชัย และออกจากปาคลองมหาชัยได้ ครั้นล่วงมาอีกระยะหนึ่ง เผอิญครานั้นฝนตกหนัก เกิดลมฝนฟ้าคะนองครางครืนน่ากลัว ครั้นแล้วจู่ ๆ ก็บังเกิดอสุนีบาตฟาดเปรี้ยงลงมา สายฟ้าที่แวบวาบนั้นผ่าสะบั้นลงกลางเรือโกลน ถูกท้องเรือจนเป็นรูทะลุเป็นแผ่นกลม กว้างห้านิ้ว ทำให้เรือจมน้ำ ฟ้าผ่าถูกฆ้องกระแต แต่ทุกคนมิเป็นอันตรายถึงชีวิต แล้วทุกคนก็ช่วยกันลากเรือเข้าฝั่ง เอาดินเหนียวอุดรูทะลุนั้นก็พอจะพยุงไปต่อได้ แถมว่ากันว่า บริเวณนั้นมีจระเข้ชุกชุม นายสุดจินดาและพวกได้พบจระเข้มากมายหลายตัวนัก แต่เหล่าจระเข้ก็หาทำอันตรายแต่อย่างใดไม่ ทั้งหมดช่วยกันพายมาจนถึงตำบลหมาหอน (สุนัขหอนในปัจจุบัน) เห็นผู้ร้ายตีเรือกรรเชียงที่ตำบลนั้น จึงแกล้งตีฆ้องกระแต แล้วเปล่งเสียงสำเนียงพม่าเพื่อขู่ผู้ร้าย พวกผู้ร้ายตกใจคิดว่าเป็นทหารพม่า ก็พากันตกใจกลัวแตกตื่นรีบรุดหนีหายไปหมด ทิ้งไว้แต่เครื่องศาสตราวุธ มีปืนเจ็ดคืบบรรจุแล้วกระบอกหนึ่ง ปืนเก้าคืบบรรจุแล้วกระบอกหนึ่ง มีดหัวตัดเล่มหนึ่งกับดาบอีกเล่มหนึ่ง ทั้งหมดแบ่งปันกันโดยจับสลาก นายสุดจินดาได้ดาบเป็นอาวุธคู่มือ แล้วทั้งหมดก็ลงเรือพากันพายต่อไป ในที่สุดก็พายจนพ้นปากคลองแม่กลอง จู่ ๆ พายก็หักลงสองเล่ม เหลือแค่สองเล่ม แต่ก็ยังพายกันต่อ จนทำให้การเดินทางช้าลงอีกมาก แต่ด้วยความมิย่อท้อ ก็เพียรฟันผ่าจนมาถึงเมืองราชบุรีด้วขยความสำเร็จ

กาลต่อมาเรื่องราวที่ว่าก็เป็นไปตามพงศาวดาร คือเมื่อนายสุดจินดาได้พบพี่ชาย คือนายทองด้วงที่เป็นหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรีก็บอกให้ไปตามหาพระยาตาก จากนั้นท่านก็ตามหาพระยาตากจนพบ และฝากตัวรับราชการและเริ่มรวบรวมไพร่พล คิดหาหนทางกอบกู้เอกราชคืนมา โดยร่วมรบในสงครามครั้งต่าง ๆ มาโดยตลอด สุดท้ายกองทัพของพระยาตากก็มีไพร่พลและเสบียงทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์มากพอ ก็คิดทำสงครามกับทัพพม่า ชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมา การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ไพร่พลีรี้พลต่างสูญสิ้นลงทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายของพระยาตกก็มิย่อท้อในการรบครั้งนั้น

และท้ายที่สุดพระยาตากและกองทัพก็สามารถกู้เอกราช ชิงกรุงศรีอยุธยาคืนมาจากพม่าได้ในเวลาไม่นานนัก หลังจากเสร็จสงครามและชิงกรุงศรีอยุธยากลับคืนมาได้แล้ว ต่างก็กลับมาที่กรุงศรีอยุธยา แต่เล็งเห็นว่ากรุงศรีอยุธยาถูกทำลายจนพินาศย่อยยับ ยากแก่การเยียวยาฟื้นฟูให้งดงามดุจเดิม ดังนั้นพระยาตากจึงตัดสินใจย้ายราชธานีมาอยู่ที่กรุงธนบุรี ส่วนขุนนางและข้าราชการต่างก็หนุนให้พระยาตากขึ้นเป็นกษัตริย์ และนายสุดจินดาในครั้งก่อนก็เข้ารับราชการในวาระนั้น เหตุการณ์ผ่านมาจนถึงครั้งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ หลังจากที่เรื่องราวในพงศาวดารกล่าวถึงพระยาตากเสียพระสติ และเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นปฐมกษัตริย์แห่งบรมราชจักรีวงศ์ ได้ทรงย้ายราชธานีจากฝั่งธนบุรีข้ามมาอีกฝั่งหนึ่งคือ ฝั่งพระนคร

จากนั้นได้สร้างกรุงขึ้นใหม่ และขนามนามว่า "กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสนิทร์ฯ" จากนั้นได้ทรงแต่งตั้งพระอนุชาธิราชเป็นพระมหาอุปราช สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ดำรงตำแหน่งวังหน้า สืบต่อมา..

สมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงออกรบในสงครามครั้งต่าง ๆ อย่างครั้งสงครามเก้าทัพ และทำสงครามกับพม่าอีกหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะทรงอัญเชิญฆ้องกระแตติดพระองค์ไปด้วย ครั้นสมัยหลังที่เสร็จสิ้นจากการศึกสงคราม และเป็นช่วงบั้นปลายพระชนม์ชีพแล้ว ก็ทรงเก็บฆ้องกระแตที่นำมาแต่กรุงศรีอยุธยา และได้ช่วยให้ดำรงพระชนม์รอดจากพม่ามาหลายต่อหลายครั้ง ทรงเก็บฆ้องกระแตไว้ในฐานสิ่งที่เคารพ ถือเป็นหนึ่งในสิ่งศักดิ์คู่พระราชวังบวรฯ มานับแต่นั้น ล่วงมาในสมัยกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์หลัง ๆ ก็ยังคงมีอภินิหารแห่งฆ้องกระแตอยู่มาโดยตลอด เช่นว่า มีเสียงฆ้องกระแตดังขึ้นเองในคราวเกิดเหตุเภทภัยต่าง ๆ หรืออย่างในคราววังหลวงวังหน้า มีปากเสียงทะเลาะและแทบจะเกิดกบถกันขึ้น ครานั้นฆ้องกระแตก็สำเแดงอิทธิฤทธิ์ ดังกังวานขึ้นมาจากท้องพระโรงเองอีกครั้งหนึ่ง




พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร


เรื่องราวของฆ้องกระแต ที่ทรงนำมาจากบ้านเก่าของคุณปู่ครั้นสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น ยังมีเรื่องราวตกทอดมาในทุก ๆ รัชกาล และทุก ๆ ลำดับในสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรฯ พระองค์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นครั้งสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ฯ หรือสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรมหาศักดิ์พลเสพฯ ก็เคยเกิดเรื่องราวในทำนองนี้ขึ้นมาอย่างน้อยกว่าครั้งหนึ่ง ครั้นลุมาถึงพระบาทสมเด็จฯ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ ก็เคยเกิดเหตุและเคยเกิดเรื่องราวดังเช่นพระองค์ก่อน ๆ 


อย่างครั้นเกิดเรื่องและมีข่าวลือว่าทรงหมางพระทัยกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ครั้งนั้นฆ้องกระแตก็ตีกังวานบอกเหตุ ผู้ทรงบันทึกเรื่องราวในครั้งนั้นคือ กรมหมื่นสถิตย์ธำรงสวัสดิ์ ผู้เป็นพระอนุชาของสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญฯ กรมพระราชวังบวรฯ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นผู้ทรงนิพนธ์ไว้ พระองค์ได้ทรงบันทึกถึงเรื่องราว และเหตุการณ์ในครั้งนั้นไว้โดยละเอียด ครั้นสิ้นสมัยสมเด็จฯ กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญฯ ซึ่งทรงเป็นสมเด็จกรมพระราชวังบวรฯ พระองค์สุดท้ายแล้ว ในรัชสมัยต่อมาก็มิได้มีตำแหน่งวังหน้าอีก เพราะพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิก และทรงแต่งตั้งตำแหน่ง "สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร" ขึ้นมาแทน

จากนั้นวังหน้าหรือวังกรมพระราชวังบวรฯ ก็ค่อย ๆ ถูกลืม และไม่มีผู้อาศัยอยู่ในวัง จนถูกทิ้งร้างอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ภายหลังถึงตกทอดกลายมาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในปัจจุบัน และฆ้องกระแตใบนั้น ก็ยังคงถูกเก็บรักษาอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสืบมาจนทุกวันนี้
.....


ทีมา : จุติ จันทร์คณา //// หนังสือเรื่องเล่าจากวังหลวง







 

Create Date : 30 มีนาคม 2558    
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:44:40 น.
Counter : 1736 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.