4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

เอลมา ฟาร์นสเวิร์ธ : ผู้หญิงคนแรกบนจอโทรทัศน์




เอลมา ฟาร์นสเวิร์ธ ผู้หญิงคนแรกบนจอโทรทัศน์


"โทรทัศน์" ถือกำเนิดมาเมื่อ 79 ปีก่อนแล้วก็กลายเป็นหนึ่งในสื่อที่ทรงอิทธิพลสูงสุดต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่วันแรกที่ถือกำเนิดมาตราบจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ผู้ที่คิดค้นโทรทัศน์เครื่องแรกของโลกคือ ฟีโล เทย์เลอร์ ฟาร์นสเวิร์ธ ชาวอเมริกัน ส่วน เอลมา การ์ดเนอร์ ฟาร์นสเวิร์ธนั้นเป็นภรรยาของนักประดิษฐ์คิดค้นผู้นี้ ที่ผู้เป็นสามีให้เครดิตว่าเป็นทั้งผู้ผลักดัน และต่อสู้กับสิทธิในการคิดค้น จนสามารถเรียกได้ว่า "เป็นผู้ร่วมคิดค้นโทรทัศน์" เครื่องแรกของโลกร่วมกับเขา

ฟีโล ฟาร์นสเวิร์ธ เสียชีวิตไปเมื่อ ปี 2514 ส่วน เอลมา เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคมที่ผ่านมาด้วยวัย 98 ปี ข้อเขียนชิ้นนี้จึงเป็นเสมือนการรำลึกถึงบุคคลทั้งสองในฐานะนักประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดผู้หนึ่งของศตวรรษที่ผ่านมา ตามคำยกย่องของ "ไทม์"นิตยสารรายสัปดาห์ระดับโลกของสหรัฐอเมริกา

เอลมา ซึ่งแต่งงานกับ ฟีโล ที่เธอเรียกว่า "ฟิล" เมื่อปี 2469 ทั้งคู่ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กันในห้องทดลองที่เขต ฟอร์ต เวย์น นครซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา 1 ปีให้หลัง วันที่ 7 กันยายน 2470 เมื่อฟิล ซึ่งขณะนั้นอายุเพียง 21 ปี สามารถส่งสัญญานภาพในรูปของเส้นหลายๆ เส้นจากเครื่องส่งที่คิดค้นขึ้นในห้องหนึ่งไปยังเครื่องรับที่อยู่ในห้องถัดไปได้สำเร็จ "นี่ไงล่ะของคุณโทรทัศน์อิเล็กทริค (electrica television)!" คือคำอุทานของฟิล กับภรรยาในเวลานั้น 


ฟีโล ฟาร์นสเวิร์ธ กับเครื่องส่งโทรทัศน์ยุคแรกๆ

เอลมา เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า แนวความคิดเรื่องการส่งสัญญาณภาพเป็นเส้นไปยังเครื่องรับนั้น เกิดขึ้นในห้วงความคิดของ ฟีโล ฟาร์นสเวิร์ธ ก่อนหน้าที่จะคิดค้นได้สำเร็จถึง 7 ปี ตอนนั้นเขายังอายุแค่ 14 ปี เป็นนักเรียนมัธยมที่ต้องขี่ม้าไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนที่ใกล้ที่สุดซึ่งอยู่ห่างจากไร่ของตนเองไปถึงราว 7 กิโลเมตร


เขากำลังไถร่องเป็นแนวยาวในไร่เพื่อใช้ปลูกมันฝรั่ง ความคิดวาบขึ้นในสมองของเขาว่าเขาสามารถใช้เส้นแนวนอนทำนองเดียวกันนี้ไปสร้างภาพขึ้นบนหลอดเครื่องรับด้วยวิธีการเดียวกันกับการไถ่ร่องมันฝรั่งนั่นเองส่วนแนวความคิดในการสร้างหลอดสำหรับส่งสัญญาณนั้นเขาคิดได้ตั้งแต่เรียนมัธยม และเขียนเป็นแบบไว้ให้กับ จัสติน โทลแมน ครูสอนวิชาเคมีของเขา ซึ่งฟิลยกย่องว่าเป็นผู้ให้ความรู้ที่จำเป็นและเป็นแรงบันดาลใจให้การคิดค้นของตนสำเร็จได้

ภาพของมนุษย์ภาพแรกสุดที่ฟิโล ฟาร์นสเวิร์ธ ส่งเป็นสัญญาณโทรทัศน์ไปยังเครื่องรับเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2472 คือ ภาพของ เอลมา กับ คลิฟฟ์ การ์ดเนอร์ น้องชายของเธอ ดังนั้น นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ร่วมคิดค้นโทรทัศน์เป็นเครื่องแรกของโลกแล้ว เอลมา ยังได้ชื่อว่าเป็น "ผู้หญิงคนแรกที่ปรากฏตัวในโทรทัศน์"อีกด้วยแต่เครดิตในฐานะผู้คิดค้นโทรทัศน์เกือบจะไม่ตกเป็นของสองสามีภรรยา ฟาร์นสเวิร์ธ อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อบริษัท อาร์ซีเอ (เรดิโอ คอร์ปอเรชั่น ออฟ อเมริกา) อ้างว่า โทรทัศน์นั้นคิดค้นโดย วลาดิเมียร์ ซวอรีกิน หัวหน้าแผนกวิศวกรรมโทรทัศน์ของบริษัท เอลมาต่อสู้อย่างดุเดือดในศาล กระทั่งในปี 2478 ศาลจึงตัดสินเป็นที่สุดให้ยกสิทธิบัตรนี้ให้กับฟาร์นสเวิร์ธ


การสาธิตการรับ-ส่งโทรทัศน์ในยุคแรก ๆ


ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับนักประดิษฐ์คนสำคัญผู้นี้ก็คือ ในราวปี 2500 ในยุคที่โทรทัศน์ยุคแรกออกอากาศแล้ว ฟีโล ฟาร์นสเวิร์ธ กลับไม่ชื่นชอบกับสิ่งที่ปรากฏอยู่บนจอของสิ่งประดิษฐ์ของเขามากนัก เขาเคยบอกในระหว่างการออกอากาศทางโทรทัศน์แบบไม่เปิดเผยตัว (ใช้ชื่อ ดร.เอ็กซ์) ว่า เขาเคยคิดค้นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้ตัวเองอย่างถึงที่สุดมาแล้วเคนต์ บุตรชายของ ฟิล อธิบายถึงความรู้สึกของผู้เป็นบิดาไว้ว่า "พ่อรู้สึกเหมือนกับว่าได้สร้างปีศาจร้ายตัวหนึ่งขึ้นมา สร้างวิถีที่ทำให้คนเราต้องสูญเสียเวลามหาศาลของชีวิตไปกับมัน" เขาเล่าด้วยว่าตลอดเวลาที่ยังเป็นเด็กนั้น ผู้เป็นบิดามักบอกเสมอว่า"ไม่มีอะไรมีคุณค่าเลยในโทรทัศน์ เราต้องไม่เอามันเข้าบ้าน และฉันไม่ต้องการให้มันเข้ามาอยู่ในหัวสมองของแกด้วย" นีล โพสต์แมน ศาสตราจารย์วิชา นิเวศวิทยาของสื่อ ในมหาวิทยาลัยแห่งนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกาสรุปเอาไว้น่าฟังว่า ฟิโล เทย์เลอร์ ฟาร์นสเวิร์ธ นอกจากจะเป็นคนแรกที่สร้างโทรทัศน์ขึ้นมาแล้ว ยังเป็นนักวิจารณ์รายการโทรทัศน์คนแรก ๆ ของโลกอีกด้วย






(ซ้าย) โทรทัศน์ขนาด 10 นิ้ว พร้อมวิทยุเอเอ็ม-เอฟเอ็มยี่ห้อฟาร์นสเวิร์ธ ปี 2491 
(ขวา) โทรทัศน์ 10 นิ้ว ยี่ห้อฟาร์นสเวิร์ธ ปี 2491




เครื่องรับโทรทัศน์ของฟาร์นสเวิร์ธในปี 2490



ขอบคุณที่มา : มติชน













 

Create Date : 15 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2560 11:40:07 น.
Counter : 478 Pageviews.  

ตำนานแบทเทิลชิป เรือรบประจัญบานสะท้านโลก




เรือยูเอสเอส มิสซูรี.

เรือประจัญบาน หรือแบทเทิลชิป (Battleship) คือเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ติดอาวุธหนักและอุปกรณ์สงครามครบครัน จัดว่าทรงอานุภาพ ที่สุดในบรรดาเรือสงครามด้วยกัน ซึ่งคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนหนนี้จะได้นำเอาเรื่องของเรือประจัญบานมาเสนอให้อ่านกันครับ

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง เรือประจัญบาน เป็นเรือที่ทรงอำนาจสูงสุดด้วยอำนาจการยิงที่รุนแรง ปืนใหญ่นานาขนาดถูกบรรจุลงไปในเรือจนแทบจะไม่มีที่ว่าง ปืนใหญ่หลักของเรือประจัญบานจะมีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบสี่นิ้วขึ้นไป ปืนใหญ่เรือที่ใหญ่ที่สุดเป็นของจักรพรรดินาวีญี่ปุ่น เส้นผ่าศูนย์กลางสิบแปดนิ้ว ปืนใหญ่รองมีขนาดลดหลั่นลงมานับสิบกระบอก เสริมด้วยปืนใหญ่ที่มีขนาดเล็กลงมาอีกจนถึงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสามนิ้ว ซึ่งถือว่าเป็นปืนใหญ่ที่สามารถยิงต่อสู้อากาศยานได้ด้วย ส่วนปืนที่มีขนาดเล็กกว่านี้ถือว่าเป็นปืนต่อสู้อากาศยานโดยตรง

 

ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของเรือชนิดนี้คือมีราคาแพงมาก แพงทั้งค่าต่อเรือ อัตราสิ้นเปลือง และค่าเบี้ยเลี้ยงกำลังพล ทำให้บางครั้งและหลายครั้งเรือประจัญบานไม่เหมาะที่เอาไปปฏิบัติภารกิจที่มีความสำคัญน้อย ไม่ควรขี่ช้างจับตั๊กแตนว่าอย่างนั้นเถอะ นอกจากเรือประจัญบานแล้ว ในกองเรือของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา ยังมีเรือที่ทรงอานุภาพอีกมาก ซึ่งจะขอยกตัวอย่างบางส่วนมาให้ทัศนากันพอได้ตื่นตาตื่นใจ

เรือลาดตระเวน (Cruiser) ขนาดเล็กกว่าเรือประจัญบานลงมาหน่อยหนึ่ง ทำหน้าที่ได้เหมือนเรือประจัญบานในราคาเพียงครึ่งเดียว มีปืนใหญ่พอที่จะทำลายเรือของฝ่ายตรงข้ามได้ทุกประเภท ยกเว้นแต่เรือประจัญบาน นักแปลไทยมักสับสนกับ เรือตรวจการณ์ (Patrol Boat) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ามาก เรือประเภทหลังนี้ปฏิบัติงานไม่ห่างจากฝั่งมากนัก

เรือพิฆาต (Destroyer) มีขนาดย่อมลงมาจากเรือลาดตระเวน แต่ยังมีขนาดใหญ่พอที่จะเดินสมุทรได้ เรือประเภทนี้ถือได้ว่าเป็นม้างานของกองเรือ ออกแบบให้เหมาะกับงานแต่ละประเภท เช่น พิฆาตปราบเรือดำน้ำ พิฆาตคุ้มกัน

เรือฟริเกต (Frigate) ขนาดย่อมลงมากว่าเรือพิฆาตเล็กน้อย ออกแบบมาเพื่อใช้งานเช่นเดียวกับเรือพิฆาต แต่ลำเล็กกว่า จึงลดต้นทุนในการรบได้มากกว่า

เรือปืน (Gun Ship หรือ Gun Boat)
ขนาดอาจจะใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าเรือฟริเกตเล็กน้อย มีปืนเป็นอาวุธหลัก ซึ่งเป็นอาวุธที่มีต้นทุนน้อยกว่าอาวุธชนิดอื่นๆ เหมาะสมในการระดมยิงชายฝั่ง

ในยุคสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง หน้าที่ของเรือประจัญบานคือทำลายเรือฝ่ายตรงข้ามทุกชนิด ข้าศึกที่ทัดเทียมมีแต่เรือประจัญบานด้วยกันเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเจ้าทะเลแห่งยุคโดยแท้จริง 
แต่เมื่อมาถึงสงครามแปซิฟิก (นักการทหารจะแยกสงครามที่รบกับญี่ปุ่นออกจากสงครามที่รบกับเยอรมันและอิตาลีเป็นอีกสงครามหนึ่ง เพียงแต่เป็นสงครามที่ต่อเนื่องกัน) ญี่ปุ่นได้เป็นผู้เปิดฉากการรบแบบใหม่ขึ้น เป็นการรบที่เรือของทั้ง 2 ฝ่ายไม่เห็นตัวกัน แต่สามารถส่งอาวุธไปทำลายกันได้ อาวุธนั้นคือเครื่องบิน ในการศึกครั้งนั้น เรือรีพัลล์และปรินซ์ ออฟ เวลล์ของอังกฤษจมลงด้วยการโจมตีของเครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบิน ทางตอนใต้ของอ่าวไทยโดยที่ไม่มีทหารบนเรือคนใดเห็นเรือรบของญี่ปุ่นเลย

จากนั้นรูปแบบของสงครามทางเรือก็เปลี่ยนไป ทั้งสหรัฐฯ และญี่ปุ่นต่างให้ความสำคัญกับเรือบรรทุกเครื่องบิน ชิงโจมตีฝ่ายตรงข้ามตั้งแต่ระยะไกล ความสำคัญของเรือประจัญบานจึงลดลงไป แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะนำเรือประจัญบานออกมาปฏิบัติการรบ แต่ผู้ยิ่งใหญ่แห่งท้องทะเลก็กลายเป็นอดีตเมื่อไม่สามารถป้องกันตนเองจากเครื่องบินที่แห่แหนกันมารุมโจมตีได้ 

ปัจจุบันมีเพียงสหรัฐอเมริกาเพียงประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังมีเรือประจัญบานประจำการอยู่ในกองทัพ แต่กระนั้นก็ยังต้องซีลเก็บไว้ 2 ลำ นำออกมาใช้งานเพียง 2 ลำ ซึ่งทั้ง 2 ลำนี้ได้รับการปรับปรุงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอาวุธใหม่เพื่อให้เป็นเรือที่ทันสมัยพอที่จะเข้าสู่สงครามยุคใหม่

อาวุธที่เพิ่มเข้ามามีทั้งขีปนาวุธระยะไกล ปืนต่อสู้อากาศยานที่มีความถี่ในการยิงสูงกว่าอาวุธต่อสู้อากาศยานแบบเก่าถึงร้อยเท่า แต่ดูเหมือนว่าภารกิจหลักของเรือประจัญบานจะเป็นเพียงอวดความน่าเกรงขามเก่า ๆ เท่านั้น เพราะสงครามในปัจจุบันแตกต่างไปจากสงครามโลกครั้งที่สองมากมาย เรือใหญ่เกราะหนักไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป เรือที่ยิงแม่นและเอาตัวรอดจากการโดนยิงได้ดีต่างหากที่มีความเหมาะสมมากกว่า ดังนั้น เรือรบในปัจจุบันจึงไม่ใหญ่ไปกว่าเรือลาดตระเวนเบา (เรือลาดตระเวนที่ไม่ติดตั้งเกราะ)

เรือรบขนาดเรือพิฆาตกลายเป็นเรือที่มีความเหมาะสมทั้งด้านความทนทะเลและราคา แต่กระนั้นก็มีกองทัพเรือไม่กี่ชาติเท่านั้นที่มีเรือระดับนี้ใช้อาวุธหลักของเรือพิฆาตในปัจจุบันมีจำนวนน้อยกว่าสมัยสงครามโลกหลายเท่า แต่กลับมีอัตราการยิงที่สูงกว่าและแม่นยำกว่าหลายเท่าเช่นกัน เช่น ระบบต่อสู้อากาศยานระยะไกล เอจีส สามารถยิงเครื่องบินข้าศึกที่ระยะมากกว่าสองร้อยไมล์ให้ร่วงลงมาก่อนที่นักบินจะเห็นเรือด้วยซ้ำ 
หากเครื่องบินข้าศึกยังฝ่าแนวป้องกันเข้ามาได้อีกก็จะเจอกับขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานระยะกลาง และถ้าหากยังฝ่าเข้ามาได้อีกก็จะเจอกับระบบต่อสู้อากาศยานระยะประชิดที่ไม่ได้มีไว้ต่อสู้เครื่องบินเหมือนเมื่อสมัยก่อน แต่ถูกออกแบบมาให้ยิงใส่ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงที่พุ่งตรงมาที่เรือต่างหาก โดยใช้เรดาร์ควบคุมปืนหลายลำกล้องที่มีอัตราการยิงถึงหกพันนัดต่อนาที จากการทดลอง สามารถยิงหัวกระสุนปืนใหญ่ที่ยิงมายังเรือตกก่อนที่จะถึงเรือด้วยซ้ำ

ปืนใหญ่เรือก็ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนก่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางลำกล้องเพียง 5 นิ้ว แต่มีความแม่นยำชนิดนัดเดียวจอด และมีความเร็วในการยิงถึงสี่สิบนัดต่อนาที เพื่อต่อสู้กับเป้าหมายมากกว่าห้าเป้าพร้อมกันทั้งเป้าผิวน้ำและอากาศยาน โดยคอมพิวเตอร์จะเลือกยิงเป้าหมายที่เป็นอันตรายต่อเรือมากกว่าก่อนโดยอัตโนมัติ
เรื่องของเรือประจัญบานที่ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์นั้นก็มีอยู่หลายเรื่อง เรื่องแรกได้แก่ “เรือรบโปเต็มกิน (Potemkin Battleship)” เป็นหนังเงียบ โดยผู้กำกับและนักเขียนบทรัสเซีย สร้าง จากเรื่องราวการแข็งข้อของลูกเรือบนเรือประจัญบานโปเต็มกินในปี 1905 ผนวกกับเหตุการณ์สังหารหมู่ราษฎรรัสเซียที่เมืองโอเดสสา (Odessa)

ด้วยเหตุที่หนังเรื่องนี้มีเรื่องราวที่สนับสนุนการปฏิวัติ ก็เลยโดนห้ามฉายในยุโรปเกือบทุกประเทศนานหลายปี แม้แต่จะฉายดูกันเองในบ้านก็ต้องขออนุญาตทางการเสียก่อน กว่าจะเข้าฉายที่กรุงลอนดอนได้ก็โน่น...ปลายปี 1929

ส่วนเรื่องที่ 2 สร้างในปี ค.ศ.1960 แม้จะเป็นระบบเสียงในฟิล์มแล้ว แต่ก็ยังเป็นหนังขาว-ดำในชื่อ “Sink the Bismarck” เป็นหนังสงครามที่อังกฤษสร้างขึ้นจากบทประพันธ์เรื่อง “เก้าวันสุดท้ายของบิสมาร์ค” ของ ซี.เอส.ฟอเรสเทอร์

ฉากสำคัญของเรื่องนี้คือการปะทะระหว่างกองเรือเยอรมันกับอังกฤษ ซึ่งมีที่มาจากเรื่องจริง “บิสมาร์ค (Bismarck)” เรือประจัญบานลำใหญ่ที่สุดและทรงอานุภาพที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 2 ใช้ปืนเรือขนาดยักษ์ยิงเรือรบหลวงฮูด (HMS Hood) จมลงอย่างง่ายดายจนกองทัพเรืออังกฤษตกตะลึงพรึงเพริด จากนั้นบิสมาร์คก็แล่นอ้าวมุ่งไปยังชายฝั่งฝรั่งเศสที่เยอรมันยึดครอง อังกฤษส่งเรือบินรบโจมตีด้วยมุ่งหวังจะทำให้บิสมาร์คเสียหายและแล่นช้าลง ซึ่งก็สำเร็จ เมื่อตอร์ปิโดลูกหนึ่งพุ่งชนหางเสือบิสมาร์คจนไม่สามารถบังคับทิศทางได้ ทำให้เรือประจัญบานทางอานุภาพลำนี้พิการ ได้แต่แล่นเป็นวงกลมวนเวียนอยู่กับที่ จากนั้นหมู่เรือพิฆาตของอังกฤษก็รุม “กินโต๊ะ” บิส-มาร์คด้วยตอร์ปิโดท่ามกลางความมืดยามราตรี แต่บิส-มาร์คก็สู้แหลก และยิงเรือพิฆาตลำหนึ่งจมลง หากทว่าน้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ หลังถูกระดมยิงอย่างหนัก ในที่สุดบิสมาร์คก็ถึงกาลอวสาน

ในปี 1992 มีภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับประจัญบานอีกเรื่องหนึ่งชื่อ Under Siege ยุทธการยึดเรือนรก แสดงโดยนักหักกระดูก สตีเวน ซีกัล เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ก่อการร้ายยึดเรือประจัญบานมิสซูรีเพื่อนำไปใช้เป็นอาวุธก่อนที่จะทำลายทิ้ง ซึ่งก็แน่นอนว่าพระเอกกับนางเอกของเราได้ช่วยกันยึดเรือลำนี้คืนจากผู้ก่อการร้ายได้


เรือยูเอสเอส มิสซูรี (USS Missouri) ลำนี้มีประวัติน่าสนใจ เพราะเป็นเรือประจัญบานลำสุดท้ายที่สร้างขึ้นโดยสหรัฐฯ ได้ผ่านสมรภูมิมาแล้วหลายครั้ง ทั้งสงครามโลกครั้งที่ 2, สงครามเกาหลี, สงครามอ่าวเปอร์เซีย ที่ต้องบันทึกไว้ก็คือเรือลำนี้เคยถูกเครื่องบินจากฝูงบินคามิคาเซพุ่งชนมาแล้ว แต่ก็รอดมาได้ และเคยใช้เป็นสถานที่ที่ญี่ปุ่นลงนามยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในปี 1945 อันเป็นจุดสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2

ปัจจุบันเรือมิสซูรีได้บริจาคให้กับสมาคมอนุสรณ์ ยูเอสเอส มิสซูรี และกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ลอยน้ำอยู่ที่เพิร์ล ฮาร์เบอร์ ในฮาวาย

กระทั่งในปี 2012 นี้แหละครับที่เราจะได้เห็นเรือมิสซูรีได้แล่นทะยานอีกครั้งในภาพยนตร์เรื่อง “Battleship” หนังไซไฟที่สร้างขึ้นจากเกมสงครามทางทะเล ฮัสโบร (Hasbro) เจ้าของเดียวกับทรานฟอร์มเมอร์ที่รู้จักกันดี โดยเปิดเรื่องในขณะที่กำลังมีการซ้อมรบของกองทัพเรือนานาชาติ ที่เพิร์ล ฮาเบอร์ ในหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกับที่เหล่าเอเลี่ยนบุกมาถล่มโลกเปิดศึกใหญ่กับมนุษย์ จัดเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ผู้สร้างจัดฉากการยุทธ์เต็มรูปแบบที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ทั้งฉากรบในทะเล กลางเวหา ตลอดจนบนพื้นดิน เป็นการแสดงความยิ่งใหญ่ของเรือรบประจัญ-บานในโลกภาพยนตร์อีกครั้งหนึ่ง.


โดย อุดร จารุรัตน์, พัฒนพงศ์ พ่วงลาภหลาย และทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/251415







 

Create Date : 18 ตุลาคม 2557    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2560 11:40:53 น.
Counter : 164 Pageviews.  

กำเนิดตินติน อมตะการ์ตูนผจญภัย






แม้ว่า “จอร์จ เรมี” เจ้าของนามปากกา “แอร์เช” ผู้สร้างการ์ตูนอมตะ “ตินติน” จะไม่เคยเอ่ยปากออกมาชัดๆ  แต่เหล่าผู้คลั่งไคล้ตินตินจำนวนไม่น้อยเลย ก็เชื่อกันว่าจอร์จ เรมี ได้แรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นักข่าวหนุ่มผู้เดินทางไปรอบโลกมาจากชีวิตจริงของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง คือ “ปาลเล ฮัลด์” (Palle Huld) แต่ก่อนที่เราจะไปรู้จักปาลเล ฮัลด์ กัน ไทยรัฐ ซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน คงต้องขออนุญาตพาท่านผู้อ่านไปทำความรู้จักกับ “ตินติน” กันอีกครั้งเสียก่อน

ตินติน เป็นตัวละครเอกในการ์ตูนชุด “การผจญภัยของตินติน” และอันที่จริงแล้ว ตินติน (Tintin) มาจากภาษาฝรั่งเศส ซึ่งต้องออกเสียงเป็น “แตงแตง” แต่คนไทยเคยชินกับการออกเสียงตามแบบภาษาอังกฤษว่า ตินตินมากกว่า เพราะฉะนั้น ก็ขอใช้ตินตินตามความเคยชิน ตามท้องเรื่องจากจินตนาการของจอร์จ เรมี นั้น ตินตินเป็นนักข่าวหนุ่มที่มักจะเดินทางไปตามสืบเรื่องโน้นเรื่องนี้ทั่วโลก  พร้อมกับเจ้าหมาน้อยสีขาวคู่ใจ ชื่อ “สโนวี่” และบรรดาผองเพื่อน ที่ทั้งหมดต่างก็กลายเป็นอมตะบนหน้าหนังสือการ์ตูนยอดฮิต  ซึ่งหลังจากเปิดตัวมาพบกับผู้อ่านทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ในเบลเยียม บ้านเกิดของจอร์จ เรมี แล้ว การ์ตูนชุดตินตินก็ดังระเบิดจนถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปแปลเป็นภาษาต่าง ๆ ทั่วโลก กว่า 50 ภาษา และมียอดขายแล้วมากกว่า 200 ล้านเล่ม

จอร์จ  เรมี เขียนเรื่องราวการเดินทางรอบโลกของตินตินเอาไว้ 24 ตอน ก่อนจะเสียชีวิต และแม้จะมีผู้พยายามทำเลียนแบบ แต่ก็เป็นที่รู้กันดีว่า ตินตินของแท้มีเพียง 24 เรื่อง กับการเดินทางอันแสนสนุก 24 ครั้ง จากปลายปากกาของต้นตำรับ ส่วนที่ว่าผู้สร้างตินตินขึ้น ได้แรงบันดาลใจมาจากปาลเล ฮัลด์ จริงหรือเปล่า คงต้องมาตามดูชีวิตของฮัลด์กันต่อ

ฮัลด์ เป็นดาราภาพยนตร์ผู้มีชื่อเสียงชาวเดนมาร์ก เขาเพิ่งจะเสียชีวิตเมื่อปลายปีที่แล้ว ด้วยวัยเฉียดร้อย แต่ก่อนที่จะโด่งดังในฐานะนักแสดงนั้น ฮัลด์เคยเป็นเด็กหนุ่มที่คนทั้งโลกจับตามองมาแล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ.1928 ซึ่งในตอนนั้นหนังสือพิมพ์โพลิติเคน (Politiken) ของเดนมาร์ก ได้ประกาศจัดการแข่งขันครั้งใหญ่ เพื่อร่วมระลึกในวาระการครบรอบ 100 ปี ของจูลส์ เวิร์น นักเขียนชื่อดังชาวฝรั่งเศส ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งนิยายวิทยาศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือที่คนทั้งโลกรู้จักกันดี คือ “80 วันรอบโลก” หรือ Around the World in Eigthy Days

โพลิติเคนอยากเลียนแบบการเดินทางใน 80 วันรอบโลก จึงออกประกาศว่า จะคัดเลือกเด็กวัยรุ่นชายเพียงคนเดียวให้มาเดินทางรอบโลกให้ได้ภายใน 46 วัน โดยจะใช้พาหนะอะไรก็ได้ ยกเว้นเครื่องบิน และจากผู้สมัครจำนวนมากมาย โพลิติเคนก็ตัดสินใจเลือกฮัลด์ ซึ่งในตอนนั้นเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุ 15 ปี ที่ไม่ได้เรียนหนังสือแล้ว แต่ออกมาทำงานเป็นเสมียนในร้านขายรถยนต์ 
ด้วยทักษะติดตัวจากการเป็นลูกเสือเก่า ฮัลด์ผู้มีจิตใจแห่งการผจญภัยรับคำท้าและออกเดินทางจากบ้านเกิดในเดนมาร์กไป ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1928 โดยเลือกใช้พาหนะทั้งรถไฟ เรือ รถยนต์ ในการเดินทางไปยังหลายประเทศ เช่น อังกฤษ สกอตแลนด์ แคนาดา ญี่ปุ่น โซเวียต โปแลนด์ เยอรมนี ฯลฯ โดยมีสื่อมวลชนติดตามทำข่าวอย่างใกล้ชิด ก่อนจะวกกลับมาถึงเดนมาร์กอีกครั้ง ใช้เวลาเพียง 44 วัน



ปาลเล ฮัลด์.

ตอนกลับถึงบ้าน  ฮัลด์ได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ จากเด็กหนุ่มกลายเป็นวีรบุรุษ และใช้ประสบการณ์เขียนเป็นหนังสือชื่อ “ลูกเสือตัวคนเดียวเที่ยวรอบโลก” หรือ A Boy Scout Around The World ซึ่งต่อมาได้รับการตีพิมพ์ในหลายภาษา เรียกว่าดังตั้งแต่เด็ก

หลังจากฮัลด์ เด็กชายวัยรุ่น ผมแดง จมูกเชิด จากกรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก ได้กลายเป็นนักผจญภัยที่น่าจับตามองได้ไม่นานนัก ในปีต่อมา คือเดือนมกราคม ค.ศ.1929 จอร์จ เรมี นักเขียนการ์ตูนชาวเบลเยียม ก็ได้สร้างสรรค์การ์ตูนชุด “ตินติน” ขึ้นเป็นครั้งแรก ด้วยเรื่อง “ตินตินในแผ่นดินโซเวียต” หรือ Tintin in the Land of the Soviets และนับจากนั้น ตินตินก็กลายเป็นการ์ตูนอมตะระดับโลก ที่มีผู้อ่านชื่นชอบจำนวนมากจนถึงปัจจุบัน ด้วยบุคลิกลักษณะที่คล้ายกับปาลเล ฮัลด์ ในรุ่นหนุ่ม โดยเฉพาะลักษณะเด่นอันเป็นเอกลักษณ์คือ ผมสีแดงจ้า

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีคนจำนวนมากที่เชื่อว่าปาลเล ฮัลด์ คือตัวจริงของตินติน แต่จอร์จ เรมี ก็ไม่เคยยอมรับ ในขณะที่ปาลเล  ฮัลด์ มั่นอกมั่นใจว่าเขานี่แหละเป็นต้นฉบับของตินตินแน่นอน 
เพราะมีความเหมือนกันทั้งในเชิงกายภาพ และเรื่องของการเดินทางผจญภัยไปทั่วโลก นอกจากนี้ ยังมีเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวพันกันอีก แม้จะเป็นโดยบังเอิญก็คือ ปาลเล ฮัลด์ โด่งดังขึ้นมาได้จากการเดินทางรอบโลกตามตัวเอกในหนังสือเรื่อง 80 วันรอบโลก ของจูลส์ เวิร์น ซึ่งหนังสือของจูลส์ เวิร์น ที่โด่งดังนั้น ไม่ได้มีเพียงเรื่อง 80 วันรอบโลกเท่านั้น แต่ยังมีอีกมากมายหลายเรื่องที่คนไทยรู้จักกันดี เช่น ใต้ทะเล 20,000 โยชน์ (Twenty Thousand Leagues Under the Sea) หรือเรื่องที่สร้างความฮือฮาในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่าง จากโลกสู่ดวงจันทร์ (From the Earth to the Moon) ซึ่งแสดงให้เห็นจินตนาการอันกว้างไกลในการสร้างให้ตัวละครได้เดิน ทางข้ามอวกาศไปถึงดาวบริวาร ทั้งๆที่ในยุคนั้นยังไม่มีแนวคิดเรื่องโครงการอวกาศเกิดขึ้น


จูลส์ เวิร์น พาผู้อ่านเพลิดเพลินไปกับการเดินทางสู่ดวงจันทร์ในปี ค.ศ.1865 และไม่ช้าไม่นานต่อมาจอร์จ เรมี ก็เอาอย่างบ้าง เขาเขียนให้ตินตินได้เป็นนักข่าวคนแรกของโลก ที่มีโอกาสได้ไปเยือนดวงจันทร์ ในปี ค.ศ.1950 ในเรื่องชุด “จุดหมายจันทรา” (Destination Moon) ก่อนที่สหรัฐอเมริกาจะส่งนักบินอวกาศขึ้นไปถึงดวงจันทร์ได้จริงๆ ในปี ค.ศ.1969 เรียกว่า จูลส์ เวิร์น และจอร์จ เรมี ฝันไกลไปก่อนหน้าแล้วตั้งเยอะ และนี่เองที่เป็นเหมือนความสัมพันธ์ระหว่างจูลส์ เวิร์น นักเขียนแนวผจญภัย 
ผู้มีจินตนาการลึกล้ำ กับจอร์จ เรมี นักเขียนการ์ตูนผู้สร้างตัวละครให้มีจิตใจกล้าหาญ และเดินทางไปได้ทุกแห่งทั้งบนโลกและนอกโลก ในขณะที่ปาลเล ฮัลด์ ผู้พยายามเลียนแบบตัวละครของจูลส์ เวิร์น ก็เคยเป็นเด็กหนุ่มผู้รักการผจญภัยและการเดินทาง จึงไม่แปลกอะไร หากจะมีคนมากมายเชื่อว่าปาลเล ฮัลด์ คือตินตินตัวจริง


สำหรับฮัลด์ หลังจากกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงจากการผจญภัยครั้งสำคัญ ในเวลาต่อมาก็กลายเป็นนักแสดงที่เล่นทั้งละครและภาพยนตร์มากมายหลายสิบเรื่อง  แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ฮัลด์ไม่เคยได้รับบทเป็นตินตินเลยสักหน 
อันที่จริง หลังจากที่การ์ตูนชุดตินตินโด่งดังไปทั่วโลก ก็ได้มีการนำเรื่องราวมาสร้างเป็นความบันเทิงในรูปแบบอื่น ๆ มากมาย เช่น ละครโทรทัศน์ ละครเวที และภาพยนตร์ เช่น The Crab with the Golden Claws ที่ออกฉายในปี ค.ศ.1947 นั้น เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของตินติน ซึ่งไม่มีตัวแสดง เพราะเป็นการถ่ายโดยใช้หุ่นด้วยเทคนิค Stop Motion หรือการถ่ายภาพนิ่งไปทีละฉากๆแล้วนำมาประกอบกันเป็นภาพยนตร์ และหลังจากนั้นก็ยังมี Tintin and the Golden Fleece ในปี ค.ศ.1961 และ Tintin and the Blue Oranges ในปี ค.ศ.1964 ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้ มีดาราชาวเบลเยียมคือ Jean- Pierre Talbot รับบทเป็นตินติน ถือเป็นตินตินที่เกิด จากผู้แสดงที่เป็นคนจริง ๆ เป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีตินตินที่โลดแล่นในภาพยนตร์อีก




จนกระทั่ง 2 ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฮอลลีวูด คือ สตีเวน สปีลเบิร์ก  และปีเตอร์ แจ็กสัน ประกาศความร่วมมือกันในการสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ว่าด้วยการผจญภัยของติน ติน ก็ทำให้แฟนๆตินตินที่มีอยู่ทั่วโลกต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย จนออกมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Adventures of Tintin ที่ไม่เพียงแต่เราจะได้เห็นนักแสดงมาสวมบทเป็นตินตินเท่านั้น แต่ยังออกมาในรูปแบบภาพยนตร์ 3 มิติด้วย เรียกว่าทำทั้งที สตีเวน สปีลเบิร์ก  และปีเตอร์ แจ็กสัน ไม่ยอมให้เป็นเรื่องเล็ก ๆ อยู่แล้ว ในคราวนี้ดาราหนุ่มเจมมี เบลล์ ได้รับเลือกให้มารับบทเป็นตินติน ซึ่งก็ต้องบอกว่า พอแต่งหน้าทำผมขึ้นมา ก็เหมือนตินตินกระโดดออกมาจากการ์ตูนของจอร์จ เรมี เลยจริง ๆ เมื่อบวกเข้ากับเทคโนโลยีในการถ่ายทำที่ใช้เทคโนโลยี “โมชั่น-แคปเจอร์” คือการใช้นักแสดงที่มีชีวิตจริงมาร่วมกับเทคนิคคอมพิวเตอร์ซ้อนภาพแล้ว
ก็ทำให้การ์ตูนและนักแสดงผสมผสานกลมกลืนกัน ยิ่งมีเทคโนโลยี 3 มิติเข้ามาด้วย ก็น่าจะทำให้แฟน ๆ ถูกใจได้ ตามที่สปีลเบิร์กบอกว่า ต้องการให้เกียรติตัวละครอันมีเอกลักษณ์ของจอร์จ เรมี


อันที่จริง ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกประกาศว่าจะสร้างมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 ก่อนหน้าการฉลองวันเกิดครบ 100 ปีของจอร์จ เรมี ได้ 1 สัปดาห์ แต่การสร้างที่ใช้เทคโนโลยีมากมาย ก็ทำให้งานล่าช้า กว่าจะได้ออกมาฉายในปลายปีนี้ ซึ่งหากจอร์จ เรมี ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะปาเข้าไป 104 ปีแล้ว แต่จอร์จ เรมี ก็ไม่มีโอกาสได้เห็นตัวละครสุดรักของตัวเองบนแผ่นฟิล์มในโลกยุคใหม่ เพราะเขาเสียชีวิตตั้งแต่ ค.ศ.1983 หรือ 28 ปีมาแล้ว

จอร์จ เรมี จึงไม่เคยได้ดูภาพยนตร์ 3 มิติ แต่ก็คงจะดีใจหากได้รู้ว่าการผจญภัยของตินตินยังคงความล้ำสมัยอยู่เสมอ สมกับจินตนาการอันไม่จำกัดของเขา และแม้จะผ่านมานานเกือบศตวรรษ แต่ความเป็นตัวตนของ “ตินติน” จะยังอยู่ตลอดไปแน่นอน.....


ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/224234






 

Create Date : 13 ตุลาคม 2557    
Last Update : 29 กรกฎาคม 2560 11:54:12 น.
Counter : 142 Pageviews.  

เปิดบันทึกลับ กับพระพักตร์ที่แท้ของพระเยซู




หนังสือโลหะที่มีการขึ้นรูปอย่างสวยงาม


พระเยซูบุรุษที่สำคัญที่สุดท่านหนึ่งของโลก บุตรของพระเจ้าผู้ไถ่บาปเพื่อมวลมนุษย์ ว่ากันว่า ภาพของพระองค์มีมากมายหลายล้านทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด รูปปั้น รูปแกะสลัก ฯลฯ ซึ่งแน่นอนว่าทุกภาพนั้นมาจากจินตนาการของศิลปินล้วน ๆ แต่องค์พระเยซูที่แท้ มีพระพักตร์เป็นอย่างไรกัน เราจะพาท่านไปพบกับข้อมูลใหม่ล่าสุด กับหนังสือโบราณที่เคยถูกซ่อนไว้ในถ้ำแห่งหนึ่งที่จอร์แดนมาตั้งแต่ 2 สหัสวรรษก่อน หนังสือที่นักโบราณคดีหลายคนบอกว่า ภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าปกนั้นคือ The first portrait of Jesus หรือ ภาพเหมือนภาพแรกของพระเยซู

ผู้ครอบครองหนังสือโบราณอันเป็นที่ฮือฮานี้คือ หนุ่มเชื้อสายเบดูอิน นามว่า ฮัสซัน ไซดา (Hassan Saida) ไซดาซึ่งมีบ้านเรือนเป็นหลักแหล่งในอิสราเอล อ้างว่าเป็นเจ้าของหนังสือเก่าแก่หลายเล่ม หนังสือเหล่านี้สร้างขึ้นจากโลหะหลากหลายขนาด ตั้งแต่ที่เล็กกว่า 2×3 นิ้ว ไปจนถึงขนาดใหญ่ 8×10 นิ้ว แต่ละเล่มมีเนื้อหาไม่มากนัก คือมีเพียงประมาณ 8-9 หน้า ผลิตด้วยกรรมวิธีการหล่อโลหะ ทำให้เกิดภาพจากการหล่อแบบพิมพ์ทั้ง 2 ด้าน

อันที่จริง หากดึงโลหะเหล่านี้ออกมาเป็นแผ่น ๆ ก็อาจจะเรียกได้ว่าเป็นจารึก หรือแผ่นโลหะเขียนข้อความ แต่ที่เราต้องเรียกว่าหนังสือก็เพราะโลหะเหล่านี้ถูกจัดรวมเป็นเล่ม แต่ละแผ่นถูกเจาะรู และร้อยกันไว้ด้วยห่วงที่ทำจากตะกั่ว จนเกิดเป็นลักษณะรูปเล่มคล้ายหนังสือ ซึ่งถึงขณะนี้หนังสือโลหะหลายเล่มเกิดสนิมกินจนอยู่ในสภาพที่น่าจะเรียกได้ ว่าเสียหายหนัก แต่รวมๆแล้ว ก็ยังพอจะมองออกว่าส่วนใหญ่เป็นหนังสือภาพ มีตัวอักษรไม่มากนัก



ส่วนหนังสือเล่มที่สำคัญที่สุด เป็นหนังสือขนาดเล็ก แค่ 2-3 นิ้ว ทำจากตะกั่ว น่าจะสร้างมาได้ประมาณ 2,000 ปีแล้ว สิ่งที่ทำให้ตื่นตะลึงกันมากคือ หน้าปกของหนังสือเก่าเล่มนี้ ซึ่งเป็นภาพของใบหน้าผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งตอนนี้มีหลายคนปักใจเชื่อว่า นี่แหละภาพพระเยซูเจ้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง  ภาพนี้จะเป็นภาพเหมือนภาพแรกของพระเยซู  ภาพพระพักตร์ที่แท้จริงซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน!!!

ทำไมถึงมีคนเชื่อว่านี่คือภาพพระเยซู นั่นก็เพราะหากดูจากเวลาในการผลิตหนังสือเล่มนี้ บวกกับหลักฐานอื่น ๆ ที่จะเผยให้ท่านผู้อ่านได้ทราบทีละข้อสองข้อ ก็ทำให้น่าจะพอคาดเดาได้ว่า คนที่ผลิตหนังสือเล่มนี้อยู่ร่วมสมัยกับพระองค์ และน่าจะเคยได้เห็นพระองค์จริงของพระเยซูมาก่อน หลักฐานที่ว่าเด็ดที่สุด คือสิ่งที่เราเห็นได้ในภาพนี้ ซึ่งแม้กาลเวลาที่ผ่านมานานจะทำให้เห็นไม่ชัดนัก  แต่ก็พอจะเห็นเค้าโครงใบหน้าของชายผู้สวมมงกุฎหนาม ก็ใครกันล่ะที่เป็นผู้ชายจาก 2 สหัสวรรษก่อน แล้วสวมมงกุฎหนาม!

ไซดา เจ้าของผู้ครอบครองของสำคัญนี้บอกว่า เป็นมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่ อยู่กับครอบครัวของเขานานานนับร้อยปีแล้ว แต่ถึงแม้ไซดาจะยืนยันแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะมีใครเชื่อ เพราะก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ได้มีการเปิดเผยว่า มีการค้นพบหนังสือเก่าแก่เหล่านี้ที่หมู่บ้านซาแฮม (Saham) ในจอร์แดน เมื่อราว ๆ 5 ปีก่อนที่ผ่านมานี่เอง


การค้นพบหนังสืออันน่าอัศจรรย์เหล่านี้ ก็เป็นเพราะโชคช่วย บวกกับความช่างสังเกต คือในตอนที่นํ้าลดหลังจากท่วมมาระยะหนึ่ง ดินโคลนในย่านภูเขาแถบนั้นก็หลุดล่อนออกไป จนมีคนเห็นว่า ที่หน้าผาแห่งหนึ่งมีลักษณะเหมือนถํ้า แต่มีหินก้อนใหญ่ปิดอยู่ พอช่วยกันผลักก้อนหินออกไป ก็พบว่าในนั้นเป็นถํ้าที่เต็มไปด้วยซอกหลืบเล็กๆมากมาย และในหลืบเหล่านี้นี่เอง ที่หนังสือเก่าแก่ประมาณ 70 เล่ม ถูกวางเอาไว้รวมกับสิ่งของอื่น ๆ เช่น แผ่นโลหะ แผ่นตะกั่วที่มีลักษณะเป็นม้วนกลมๆ

อันว่าหมู่บ้านซาแฮมแห่งนี้ เป็นเขตอพยพของชาวยิวโบราณที่ต่อสู้กับจักรวรรดิโรมันในช่วง ค.ศ.1-2 ยุคนั้นเป็นยุคที่ดินแดนแถบนี้เคยได้ชื่อว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และหนังสือที่สร้างขึ้นนี้ หลายเล่มก็ถูกสร้างขึ้นในรูปแบบที่น่าจะตีความได้ว่า เป็น “หนังสือศักดิ์สิทธิ์” ด้วยเช่นกัน เพราะมีลักษณะเป็น “หนังสือปิด” นั่นคือมีห่วงร้อยอยู่ทั้ง 4 ด้าน ทำให้เชื่อกันว่า หนังสือเหล่านี้ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อ “ไม่ให้ใครเปิดอ่าน” ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เหตุผลที่พอจะเป็นไปได้ก็คือ เนื้อหาในหนังสือไม่ได้มีไว้เพื่อการอ่าน แต่เป็นถ้อยคำ หรือตัวอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้สร้างคงจะอยากจารึกไว้เพื่อการบูชา และไม่ควรจะเปิดออกมาอ่านกันเล่น ๆ


หนังสือที่มีเค้าโครงใบหน้าของชายหนุ่มปริศนาก็เป็นหนึ่งใน “หนังสือปิด” เหล่านี้ ดังนั้นจึงมีการตีความว่าหนังสือเล่มนี้ เป็นหนึ่งในหนังสือศักดิ์สิทธิ์ด้วย ซึ่งก็เป็นการยืนยันยํ้าอีกทีว่า ชายในแผ่นโลหะหล่อนี้ต้องเป็นคนสำคัญที่ไม่ธรรมดา ไม่งั้นจะมาเป็นปกหนังสือศักดิ์สิทธิ์ได้ยังไงกัน

อย่างไรก็ตาม ที่มาของหนังสือเหล่านี้ยังถือว่าค่อนข้างคลุมเครือ จู่ ๆ ก็โผล่มาจากซอกหลืบของประวัติศาสตร์ซะอย่างนั้น ก็เลยมีคนไม่เชื่อถืออยู่บ้าง แต่คนที่สนับสนุนก็มีเหมือนกัน เช่น มาร์กาเร็ต บาร์เกอร์ (Margaret Barker) อดีตประธานชมรมศึกษาพระคัมภีร์เก่า ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคริสต์ศาสนาในยุคต้น บาร์เกอร์บอกว่า การที่หนังสือมีภาพใบหน้าบุคคล ทำให้เราสามารถตัดความคิดที่ว่า นี่เป็นหนังสือของพวกยิวออกไปได้เลย เพราะชนเผ่ายิวโบราณนั้น ห้ามการวาด หรือการผลิตภาพเหมือน และหากมีการพิสูจน์ว่า หนังสือเหล่านี้เป็นของเก่าแก่แท้ๆ ก็น่าจะเป็นหนังสือที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยกลุ่ม  Messianic jewish กลุ่มยิวที่นับถือพระเยซู และเป็นพันธมิตรสำคัญกับโบสถ์คริสต์ในยุคต้นๆ จึงทำให้น่าจะเชื่อได้ว่านี่คือภาพของพระเยซูที่ชาวยิวกลุ่มนี้สร้างขึ้น เพื่อการเคารพบูชา นอกจากนั้น ในบรรดาหนังสือที่พบนี้ บางเล่มยังมีรูปหล่อในลักษณะเป็นภาพไม้กางเขน จึงน่าจะเป็นสมบัติของชาวคริสต์ค่อนข้างแน่

เมื่อมีคนสนับสนุนก็มีคนไม่เห็นด้วย โรเบิร์ต ฟีเธอร์ (Robert Feather) ผู้เขียนหนังสือ Mystery  of The  Copper Scroll of Qumran บอกว่า ลักษณะการผลิตของหนังสือพวกนี้ น่าจะมาจากช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 2 อันเป็นยุคหลังพระเยซูนานกว่าร้อยปี จึงไม่น่าจะสนับสนุนทฤษฎีที่ว่า ผู้หล่อหนังสือนี้ “เคย” เห็นองค์จริงของพระเยซูมาก่อน

ด้านกระทาชายนายไซดานั้น ก็ทำให้นักโบราณคดีไม่สบายใจมาก  เพราะแม้ไซดาจะเป็นเจ้าของหนังสือล้ำค่าหลายเล่ม แต่ก็ไม่ได้ดูแลรักษาอย่างถูกต้อง และยังไม่มีนักโบราณคดีคนไหนได้ศึกษาหนังสือเหล่านี้อย่างจริงจังเป็นเรื่องเป็นราว  แม้ว่าไซดาจะเคยประสานงานไปที่ผู้เชี่ยวชาญในลอนดอนให้ช่วยตรวจสอบ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ เพราะแหล่งที่มาอันไม่ชัดเจน ทำให้นักโบราณคดีเก่งๆ หลายคนไม่อยากเอาตัวมาพัวพันกับสิ่งที่อาจจะผิดกฎหมาย


แต่ในที่สุด ดร.ปีเตอร์ นอร์ธโฮเวอร์ (Peter Northover) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์โลหะโบราณ ก็ทนต่อแรงดึงดูดของหนังสือเหล่านี้ไม่ได้ จึงลงมือทดสอบพร้อมๆกับการศึกษาหนังสืออีกเล่มหนึ่ง โดยห้องปฏิบัติการโลหะแห่งชาติของสวิตเซอร์แลนด์ ผลที่ออกมาถือว่าน่าประทับใจ เพราะสามารถฟันธงได้ว่า โลหะที่ใช้ทำหนังสือพวกนี้เป็นตะกั่วที่ผลิตในยุคโรมันโบราณ  ถลุงมาจากแร่ที่ได้มาจากแถบเมดิเตอร์เรเนียน  และลักษณะการกัดกร่อน แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ไม่ใช่ของใหม่ หรือของทำเทียมแหงๆ

หากภาพของชายหนุ่มบนหน้าปกหนังสือศักดิ์สิทธิ์ได้รับการรับรองว่าเป็นพระพักตร์ของพระเยซู ก็ย่อมเป็นความปีติ และเป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ถึงแม้จะไม่สามารถพิสูจน์ หรือพิสูจน์แล้วพบว่าไม่ใช่ หนังสืออีก 70 เล่มที่เหลือ ก็ควรค่าแก่การที่เราจะบอกว่า เป็นที่สุดแห่งการค้นพบทางโบราณคดีในโลกยุคใหม่นี้แล้ว นั่นก็เพราะว่า จากการส่งหนังสือบางเล่มไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ ก็ทำเอาผู้เชี่ยวชาญตะลึงงัน และฟันธงกันแล้วว่า หนังสือเหล่านี้เป็นเอกสารทางคริสต์ศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และข้อความในหนังสือก็เป็นสิ่งสำคัญในการบ่งชี้ถึงการถูกตรึงกางเขน และการฟื้นคืนชีพของพระเยซู

ไซอัด อัลซาอัด (Ziad al-Saad) ผู้อำนวยการกรมวัตถุโบราณแห่งจอร์แดน บอกว่า หนังสือเหล่านี้น่าจะถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มผู้ติดตามพระเยซูซึ่งหลบหนีไป และแอบหล่อหนังสือขึ้นหลังจากพระเยซูถูกตรึงกางเขนได้ไม่นานนัก แต่ก็คงจะต้องมีการตรวจสอบอายุให้ชัดๆเสียก่อนที่จะฟันธงให้แน่

เดวิด เอลคิงตัน (David Elkingtom) ผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาโบราณ บอกว่า นี่คือการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ ที่สุดในประวัติศาสตร์ศาสนาคริสต์ และจะยิ่งใหญ่มากขึ้นหากเราจินตนาการว่า ครั้งหนึ่งในอดีตอันไกลโพ้น หนังสือเหล่านี้อาจจะเคยอยู่ในพระหัตถ์ของพระเยซู  พระผู้เคยเปิดอ่านหนังสือศักดิ์สิทธิ์นี้มาก่อน!!!



ฟิลลิป ดาวี่ส์ (Philip Davies) ศาสตราจารย์ ด้านการศึกษาพระคัมภีร์เก่าบอกว่า แค่ได้เห็นภาพในหนังสือโลหะพวกนี้ ก็ถึงกับตะลึง เพราะเห็นชัดว่า เป็นหลักฐานของเหล่าผู้ก่อตั้งศาสนาคริสต์แน่ๆ ด้วยภาพแผนที่เมืองเยรูซาเล็ม และ ไม้กางเขนที่แสดงให้เห็นถึงการตรึงกางเขนนอกกำแพงเมือง ซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่า ไม่ใช่ทรัพย์สินของพวกยิวแน่ๆ

ที่สำคัญที่สุด หนึ่งในข้อความภาษาฮีบรูที่ถอดความออกมาได้บางส่วนคือ คำว่า “ฉันจะเดินตัวตรง” ก็อาจจะสื่อความหมายถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซู นี่จึงเป็นหลักฐานสำคัญในการก่อกำเนิดศาสนาคริสต์

แต่ถึงตอนนี้ ทั้งข้อโต้แย้งเรื่องการครอบครอง  ปัญหาด้านกฎหมาย  และแหล่งที่มาอันคลุมเครือก็ทำให้หนังสือโลหะเก่าแก่ที่น่าจะได้เปิดปม ประวัติศาสตร์อันน่าสนใจยังคงถูกเก็บไว้ในซอกหลืบ ที่แม้จะไม่ใช่ซอกหลืบในถ้ำที่ปิดตายมา 2 พันปี แต่ก็ยังคงเป็นซอกหลืบแห่งปริศนา ที่เราไม่รู้เลยว่าเมื่อไหร่จะได้คำตอบ...
......


โดย ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน

ที่มา : https://www.thairath.co.th/content/186779







 

Create Date : 13 ตุลาคม 2557    
Last Update : 26 สิงหาคม 2560 16:57:38 น.
Counter : 153 Pageviews.  

ศาลศาสนาในสเปน




เป็นสถาบันของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกที่เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1231 ในสมัยของพระสันตะปาปาเกรกอรี่ที่ 9 แต่ได้เปลี่ยนมาเป็นสัญลักษณ์แห่งความน่าสะพรึงกลัวและการทรมานในยุคที่สเปนเรืองอำนาจ ทั้งนี้ ศาลศาสนาของสเปนนั้นมีรากฐานมาจากกระแสต่อต้านชาวยิวและอาหรับที่แพร่หลายในศตวรรษที่ 15 โดยก่อนหน้าที่สเปนจะรวมชาตินั้น ได้มีชาวยิวจำนวนมากหันมานับถือศาสนาคริสต์ คนเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพลในสังคม จนทำให้ชาวคริสต์รุ่นเก่าเกิดความอิจฉา ผู้ที่เปลี่ยนศาสนา หรือ พวกมาร์ราโน (Marrano) เหล่านี้

ในปี ค.ศ. 1478 พวกชาวคริสต์รุ่นเก่าได้โน้มน้าวให้พระเจ้าเฟอร์ดินานด์และพระราชินีอิซาเบลลาตั้งศาลศาสนาขึ้นเพื่อไต่สวนชาวยิวและมุสลิมที่เปลี่ยนศาสนา รวมทั้งผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะมีความคิดนอกรีตทั้งมวล โดยในตอนแรก ศาลศาสนามีอำนาจเหนือดินแดนคาสตีล อารากอน วาเลนเซีย และ คาตาโลเนียเท่านั้น

หัวหน้าผู้พิพากษาจอมอำมหิตคนแรก คือ โทมัส เดตอร์เกมาดา ในเวลาต่อมาศาลนี้ก็มีอำนาจครอบคลุมไปถึงอาณานิคมสเปนในเม็กซิโกและเปรูด้วย

คณะผู้พิพากษาของศาลศาสนาไม่เพียงไต่สวนผู้ต้องสงสัยว่าเป้นพวกนอกรีตเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้มัวเมาในไสยศาสตร์ พวกรักร่วมเพศ พวกขูดรีดดอกเบี้ย และผู้ก่ออาชญากรรมต่างๆ ตอร์เกมาดา ได้สั่งให้ทรมานนักโทษเพื่อให้ยอมรับสารภาพ จากนั้นผู้พิพากษาจะประกาศโทษทัณฑ์ เช่น การเฆี่ยนตี หรือ การเผาทั้งเป็นต่อหน้าสาธารณชน ในพิธีที่มีชื่อว่า ออโตดาเฟ (auto – da – fe)


เฉพาะในสมัยของตอร์เกมาดา มีผู้ต้องสงสัยว่าเป็นพวกนอกรีต ถูกเผาทั้งเป็นถึง 2,000 คน นอกจากนี้หัวหน้าผู้พิพากษาผู้นี้ ยังมีส่วนผลักดันให้พระเจ้าเฟอร์ดินานต์และพระราชินีอิซาเบลลาทรงขับไล่ชาวยิวกว่า 160,000 คน ออกจากสเปนในปี ค.ศ. 1492 (โดยไม่ให้นำสมบัติติดตัวไปด้วย) ศาลศาสนามีบทบาทในสเปนและอาณานิคมยาวนานกว่า 300 ปี ก่อนจะถูกยุบไปใน ปี ค.ศ.1834



Cr. Chaiji









 

Create Date : 29 กันยายน 2557    
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2557 11:43:13 น.
Counter : 254 Pageviews.  

1  2  3  

BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.