4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

10 อันดับหนุ่มพรหมจารี แห่งประวัติศาสตร์






#1 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดธรรมสักขี แห่งอังกฤษ (St.Edward the Confessor KING OF ENGLAND)
ทรงไม่เคยเสวยสุขทางเพศกับพระราชินีอีดิธ ผู้เป็นพระมเหสีเลยสักครั้ง ศาสนาคริสต์เรียกว่า การสมรสแบบไร้มลทิน อันเป็นที่มาของฉายาอันไม่น่าเบิก
บานพระหฤทัยแก่พระมเหสีว่า “ราชินีพรหมจารี” มีข้อสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์กันว่า พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดทรงพิทักษ์รักษาพรหมจรรย์อันเนื่องมาจากความเคร่งในทางศาสนา หรือเป็นเพราะว่า....ท่านไม่ทรงหลงใหลในสตรีเพศกันแน่? แต่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า พระองค์ทรงมีจริยาวัตรอันงดงามบริสุทธิ์ และในปี ค.ศ.1161 ทรงเป็นกษัตริย์อังกฤษพระองค์แรกที่ได้รับแต่งตั้งเป็น “นักบุญ” อย่างเป็นทางการ ทรงเป็นนักบุญของบรรดาคู่หย่าร้างและการแต่งงานที่ไม่มีความสุขไปซะงั้น






#2 เซอร์ ไอแซค นิวตัน (SirIsaac Newton)
นักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ ผู้ค้นพบ “กฎแรงโน้มถ่วง” ไม่ยอมถูกดึงดูดด้วยความสุขสำราญของคาวโลกีย์ เขาครองตัวเป็นโสดตลอดชาติ มีนิสัยเคร่งขรึม และเคร่งครัดในศีลธรรม ว่ากันว่า เขาเคยหัวเราะเพียงครั้งเดียวในชีวิต! เพื่อนคนหนึ่งถูกเขาตัดสัมพันธ์ด้วยโทษฐานเล่าเรื่องตลกทะลึงตึงตังเกี่ยวกับแม่ชีให้ฟัง




#3 นิโคลา เทสลา (Nikola Tesla)
นักวิทยาศาสตร์ผู้คิดค้นระบบไฟฟ้ากระแสสลับ ถือเป็นบิดาของอุปกรณ์ไฟฟ้าและการสื่อสารไร้สาย เขาหลีกเลี่ยงสายสัมพันธ์สวาททุกรูปแบบ เพราะเชื่อว่าเซ็กซ์เป็นตัวดูดกลืนพลังความคิดสร้างสรรค์ เมื่อนักข่าวถามว่า ทำไมเขาไม่แต่งงาน
เทสลาตอบว่า “ผมว่า ผลงานประดิษฐ์กรรมดี ๆ ที่สร้างขึ้นโดยชายที่แต่งงานแล้วนั้น ..หาแทบไม่มี...”




#4 ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน (Hans Christian Andersen)
นักเขียนเทพนิยายชื่อดังอมตะ เคยไปใช้บริการโสเภณีบ้าง แต่กลับหมกมุ่นอยู่แค่
กิจกรรมบนโต๊ะ เขาให้บรรดาสาวบริการมานั่งคุยด้วยเท่านั้น ลือกันว่าเขาน่าจะชอบเพศเดียวกันเขาไม่เคยแต่งงาน และตายไปพร้อมกับความบริสุทธิ์ทุกกระเบียดนิ้ว




#5 เจ.เอ็ม. บาร์รี (J. M. Barrie)
ผู้สร้าง “ปีเตอร์ แพน” เด็กชายตัวน้อยที่ไม่ยอมโต เขาสูงแทบไม่ถึง 160 ซม. และคิดว่าเป็นเพราะความเตี้ยทำให้เอื้อมหญิงสาวไม่ถึงสักราย ในปี 1894 เขาป่วยหนักมาก เกรงว่าจะตายอย่างเสียเชิงชาย จึงรีบขอแต่งงานกับแมรี แอนเซล ดาราสาวสวยที่แสดงในบทละครที่เขาแต่ง เธอตกลงแต่งงานด้วย แต่แล้วในระหว่างฮันนีมูน บาร์รีกลับไม่ยอมสานสายสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาให้แนบแน่นลึกซึ้ง ความรักของทั้งคู่จึงจบลงอย่างค้างเติ่งไม่ได้แฮปปี้เอนดิ้งเหมือนในเทพนิยาย ที่แท้ปีเตอร์ แพน ตัวพ่อผู้ไม่ยอมโตก็คือผู้ประพันธ์นั่นเอง




#6 ลูอิส คาร์รอล (Lewis Carroll)
ศาสตราจารย์วิชาคณิตศาสตร์ และนักเขียนหนังสือเด็กที่กลายเป็นวรรณกรรมอมตะรวมถึงเรื่อง “อลิซในแดนมหัศจรรย์” เขาไม่เคยมีสัมพันธ์กับผู้หญิงเลย แม้ว่ามีครั้งหนึ่งเคยมีข่าวฉาวกับดาราชื่อ เอลเลน เทอร์รี่ แต่ดาราสาวปฏิเสธ และบอกว่า “เขาชอบฉันเหมือนกับที่เขาชอบใครก็ตามที่มีอายุเลย 10 ขวบขึ้นไปนั่นแหละ”




#7 เอ็ดการ์ เดกาส (Edgar Degas)
จิตรกรและประติมากรแนวอิมเพรชชั่นนิสม์ผู้นี้เป็นที่อิจฉาของหนุ่มๆ เพราะวัน ๆได้นั่งจ้องมองหญิงเปลือยในอ่างอาบน้ำคนแล้วคนเล่า แต่ว่าฟ้าย่อมยุติธรรม เขาไม่ได้เพลิดเพลินบันเทิงตานักหรอก น่าจะเป็นเพราะเขาสิ้นไร้สมรรถภาพทางเพศ นอกจากนี้เขายังมีมุมมองที่ต่างจากหนุ่มทั้งโลกโดยสิ้นเชิง มีอยู่วันหนึ่ง เมื่อมีคนถามว่า “ทำไมคุณถึงวาดภาพหญิงสาวได้น่าเกลียดพิลึก?” เขาตอบว่า “ก็เพราะพวกผู้หญิงส่วนใหญ่มันน่าเกลียดน่ะสิครับ!”




#8 จอร์จ เฟรเดอริค แฮนเดิล (George Frideric Handel)
คีตกวีชาวเยอรมันมีชีวิตส่วนตัวที่เก็บงำมิดชิด เมื่อพระเจ้าจอร์จที่ ๒ ซึ่งทรงเป็นผู้
อุปถัมภ์ ได้ถามว่าทำไมเขาถึงไม่ขวนขวายหาภรรยา แฮนเดิลตอบว่า “ผมไม่มีเวลาสำหรับเรื่องใด ๆ นอกจากดนตรีขอรับ” แต่จริง ๆ แล้ว ครั้งหนึ่งเขาก็เคยมีเวลาไปร่วมประสานสายตากับเพื่อนสนิท ซึ่งเป็นนักประพันธ์เพลงและนักร้อง ชื่อโจฮันน์ แม็ทเธอสัน วันหนึ่งในระหว่างการแสดงละครเพลง แฮนเดิลกับเพื่อนสวาทก็มีปากเสียงกันว่าใครจะเล่นฮาร์พสิคอร์ด แล้วก็เกิดต่อยเตะกันกลางวงดนตรี




#9 ซอเรน คีร์เคอการ์ด (Soren Kierkegaard)
นักปรัชญาชาวเดนมาร์กผู้มีสายตาหยั่งลึกไปถึงในมุ้ง เขาครุ่นคิดพิจารณาแล้วก็ประกาศว่าความสัมพันธ์ทางเพศเป็นสิ่งที่สกปรก น่ารังเกียจอย่างยิ่ง เขาเคยบอกว่า “ผมมีความสลดหดหู่ใจสำหรับภรรยาที่แสนซื่อสัตย์” ตอนอายุ 24 ปีเขาเคยตกหลุมรักเด็กสาววัย 14 ชื่อ เรจิเน ออลเซน และได้หมั้นกันสั้น ๆ ก่อนที่เขาจะถอนหมั้น แต่เขาก็ไม่เคยลืมเธอได้ ตลอดเวลาหลายปี เขาพยายามดึงหัวใจเธอกลับมา โดยการเขียนหนังสืออันเต็มไปด้วยปรัชญาข้อคิดลึกซึ้งหมอง ๆ หม่น ๆ ให้เธอ จนต่อมาเขาได้กลายเป็น “บิดาแห่งปรัชญาอัตถิภาวนิยม” ไปโดยไม่ตั้งใจ ถึงแม้เธอไม่เคยหวนกลับมาหาเขา แต่เขายังคงรักเดียวใจเดียวไม่เสื่อมคลาย พร้อมกับมอบมรดกทุกอย่างให้เธอแต่เพียงผู้เดียว




#10 มหาตมะคานธี (Gandhi)
ในช่วงอายุ 30 กว่า คานธีได้แต่งงานกับแม่ม่ายลูกติดและทำให้เธอประหลาดใจด้วยการสาบานต่อหน้าฟ้าดินว่า จะรักษาพรหมจรรย์ไว้ตลอดชีวิตพร้อมกับอธิบายว่า การมีอำนาจควบคุม “ของเหลวสำคัญ” ในร่างกายจะช่วยเสริมส่งพลังทางจิตวิญญาณ อีกทั้งยังทำให้ไม่หมดลมในช่วงจำศีลอดอาหารยาวนาน ในวัย 70 กว่า เขาเซอร์ไพรส์ภรรยาอีกครั้ง ด้วยการจ้างบรรดาหญิงสาวมานวดตามเนื้อตัวและให้มานอนเปลือยกายอยู่ข้าง ๆ เพื่อทดสอบความเป็นบุรุษพรหมจารี สาวกบางคนถึงกับหันหลังให้ด้วยความกระอักกระอ่วน (หรืออิจฉาก็ไม่แน่ใจ) ภายหลัง ท่านคานธีจึงยกเลิกการทดลองพิทักษ์รักษาพรหมจรรย์แบบพิสดารนี้ไปในที่สุด


ที่มา: หลานไดโนเสาร์ (ต่วยตูนส์'พิเศษ ปีที่ 38 ฉบับที่ 452 เดือนตุลาคม 2555)







 

Create Date : 09 สิงหาคม 2557    
Last Update : 19 สิงหาคม 2557 8:49:13 น.
Counter : 1381 Pageviews.  

สุดยอดแห่งความบังเอิญ



เมื่อวันที่28 กรกฎาคม 1900 กษัตริย์อุมแบร์โตที่ 1 (KingUmbeto I) แห่งอิตาลีทรงเสด็จมาเยือนเมืองมอนซ่าเพื่อเข้าร่วมงานแข่งกรีฑาในวันรุ่งขึ้น ขณะที่ทรงเสวยพระกระยาหารค่ำร่วมกับบรรดาราชองครักษ์อยู่นั้นพระองค์ก็ต้องทรงประหลาดพระทัยเป็นที่สุดเมื่อทอดพระเนตรเห็นเจ้าของภัตตาคารผู้ปรากฏขึ้นเฉพาะพระพักตร์เพราะเขาผู้นั้นเหมือนกับพระองค์ราวกับเงาในกระจกก็ไม่ปาน และยังมีนามว่า “อุมแบร์โต”เสียด้วย

ความบังเอิญไม่ได้มีเพียงเท่านั้นเพราะได้พูดคุยซักถามกันอยู่สักครู่ พระองค์ก็ต้องทรงประหลาดใจมากขึ้นไปอีกเมื่อทรงทราบว่าชายผู้นี้เกิดที่เมืองตูรินทางตอนเหนือของอิตาลีในวันเดียวกับพระองค์ ต่อมาเขาได้แต่งงานกับสาวน้อย “มาร์เกอริตา (Margherita)”ในวันเดียวกับที่พระองค์ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับ “ราชินีมาร์เกอริตา (Queen Margherita)” และวันเปิดภัตตาคารแห่งนี้ก็ตรงกับวันขึ้นครองราชย์ของพระองค์อีกต่างหากเรื่องราวบังเอิญทั้งหมดนี้สร้างความงุนงงให้กับทุกคนเป็นอย่างมากดังนั้นประชุมพบปะในวันรุ่งขึ้นจึงมีนายอุมแบร์โตเข้าร่วมปาร์ตี้ด้วยในฐานะพระสหายคนใหม่




แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในวันถัดมาขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ สนามกีฬา กำลังทอดพระเนตรการแข่งขันที่ดำเนินไปองครักษ์นายหนึ่งก็เข้ามารายงานข่าวร้ายว่าพระสหายผู้หน้าตาเหมือนกับพระองค์ราวกับฝาแฝดนั้นได้เสียชีวิตลงแล้วสร้างความสลดพระทัยแก่พระองค์เป็นอย่างยิ่ง ท่ามกลางความเศร้าสลดนั้นเองพระองค์ทรงถูกลอบปลงพระชนม์โดยพวกที่ต้องการล้มราชบัลลังก์เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองทำให้กษัตริย์อุมแบร์โตสิ้นพระชนม์ในวันเดียวกับที่นายอุมแบร์โตเสียชีวิตพอดี

เรื่องราวของทั้งสองถูกบันทึกไว้เป็นหนึ่งในเรื่องสุดยอดแห่งความบังเอิญที่ยากจะอธิบายได้คนสองคนที่เกิดขึ้น ใช้ชีวิต และตายลงในเวลาไล่เลี่ยกันจนแทบจะพูดได้ว่ามีชะตากรรมเหมือนกันเกือบทุกประการเป็นเรื่องที่แปลกมากบ่อยครั้งที่เกิดความบังเอิญในลักษณะน่าทึ่งเช่นนี้จนนักวิทยาศาสตร์หลายท่านเชื่อว่า ในความบังเอิญย่อมมีหลักการ หรือเบื้องหลังเกี่ยวพันกันและน่าจะมีเหตุผลบางอย่างที่สามารถอธิบายได้ดีกว่าหลักทางคณิตศาสตร์ที่นิยามเหตุบังเอิญไว้ว่ามันเป็นเพียงเหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้เท่านั้นเอง…


ขอบคุณที่มา: //www.67notout.com/2010/07/famous-coincidences-king-umberto-i.html








 

Create Date : 08 สิงหาคม 2557    
Last Update : 8 สิงหาคม 2557 16:44:44 น.
Counter : 269 Pageviews.  

ไลก้า (Laika) ความจริงที่น่าสงสารของสุนัขพันธุ์ทาง

เป็นเวลากว่า40 ปีที่เราเชื่อกันว่าไลก้าตายในหน้าที่อย่างสงบขณะโคจรรอบโลกหลังปฏิบัติการเริ่มไปได้ราวหนึ่งสัปดาห์แต่ข้อมูลใหม่ที่ออกมาอาจทำให้คนรักสุนัขหัวใจสลายเพราะเป็นไปได้ว่าไลก้าสิ้นลมเพราะอากาศร้อนเกินไปและมีอาการตื่นตระหนกตกใจเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่จรวดถูกปล่อย




ไลก้า(Laika)

หลังจากที่รัสเซียส่งดาวเทียมสปุตนิก 1 ขึ้นโคจรในอวกาศเป็นครั้งแรกของโลกเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ. 1957 โลกต่างแซ่ซ้อง นายนิกิต้า ครุชชอฟ ประธานาธิบดีโซเวียตในขณะนั้นจนทำให้ผู้นำโซเวียต มีโครงการที่จะนำดาวเทียมขึ้นไปโคจรบนอวกาศอีกครั้งเขาจึงสั่งได้สั่งให้นายเซอร์เก โครอลยอฟ บิดาโครงการอวกาศโซเวียตให้ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกอีกครั้งในวันครบรอบการปฏิวัติของบอลเชวิควันที่ 7 พฤศจิกายนเพื่อเฉลิมฉลองวันสำคัญของรัสเซีย และคำสั่งนี้จึงเป็นที่มาของ"การเดินทางอวกาศของไลก้า" โครอลยอฟ มีเวลาไม่ถึง 1 เดือน (หลังการปล่อยสปุตนิก1) ในการตรียมงานปล่อยดาวเทียมสปุตนิก 2 ขึ้นสู่อวกาศ ซึ่งปัญหาสำคัญหนึ่งอย่างคือ การส่งดาวเทียมขึ้นไปอีกครั้งอาจเกิดอุบัติเหตุจนเป็นทำให้ชัยชนะการเดินทางไปอวกาศครั้งแรกของรัสเซียเกิดความสูญเปล่าได้แต่กระนั้นเขาก็ไม่อาจโต้แย้งครุชชอฟซึ่งมีอำนาจในขณะนั้นได้ ต่อมามีผู้เสนอแนวคิดแก้หลีกเลี้ยงไม่ให้มีคนตายคือการนำสุนัขขึ้นไปอวกาศแทนมนุษย์ ซึ่งโครอลยอฟก็ปิ๊งกับความคิดนี้ทันทีแม้จะไม่ทราบถึงผลกระทบของอวกาศต่อสิ่งมีชีวิตก็ตาม

ความจริงโซเวียตเคยทำการทดลองนำสุนัขขึ้นไปกับขีปนาวุธมาแล้วสุนัขบางตัวรอดชีวิต โดยสุนัขที่นำมาทดลองส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ทางเพราะเชื่อว่ามีความอดทนต่อสิ่งแวดล้อมสูง เพียง 9 วันก่อน "สปุตนิก 2" ออกเดินทางดร.วลาดิเมียร์ ยาซดอฟสกี้ เลือก ไลก้า สุนัขอายุ 2 ขวบไปกับสปุตนิกไม่มีใครทราบเหตุผลในการตัดสินใจบางทีอาจเป็นเพราะว่า ไลก้า เป็นสุนัขที่รูปร่างลักษณะดี ไลก้าเป็นสุนัขเพศเมีย อายุประมาณ3 ปี หนักประมาณ 6 กิโลกรัม เดิมชื่อว่า คุดร์ยัฟกา เป็นสุนัขข้างถนนที่ถูกพบในกรุงมอสโก และถูกเปลี่ยนชื่อเป็น ไลก้า ตามชื่อพันธุ์สุนัขที่ใช้ล่าสัตว์ในรัสเซียไซบีเรีย และสแกนดิเนเวียซึ่งไลก้าเป็นสุนัข 1 ใน 3 ตัวที่ได้รับการฝึกสำหรับปฏิบัติภารกิจนี้ อีกสองตัวมีชื่อว่า เบลก้า และสเตรลก้า (ทั้งสองตัวขึ้นไปอวกาศหลังไลก้า)


ในบันทึกของยาซดอฟสกี้ระบุว่า รู้สึกสงสาร "ไลก้า"เพราะรู้ว่ามันต้องเสียชีวิตแน่นอน เวลาของมันที่จะอยู่ในโลกเหลืออยู่น้อยเต็มทีในวันก่อนที่จะพามันไปขึ้นอวกาศ เขาพามันกลับบ้านไปเล่นกับลูกๆ ของเขาเป็นครั้งสุดท้าย และวันต่อมา เขาพา "ไลก้า"ไปส่งที่ฐานทดลอง มันเดินเข้าไปประจำในแคปซูลอย่างเงียบ ๆ และสง่าผ่าเผย ก่อนเดินทางเกิดอุปสรรคทางเทคนิคเล็กน้อยทำให้ไลก้าต้องนั่งอยู่ในแคปซูลนานถึง 3 วัน ในขณะนั้นอากาศหนาวมากจนต้องติดตั้งสายยางจากภายนอกให้เข้าไปในแคปซูลเพื่อให้อากาศอบอุ่น 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1957 วันที่ 3 พฤศจิกายน มีการส่งสปุตนิก 2 และไลก้าขึ้นสู่อวกาศท่ามกลางผู้สนใจทั่วโลกต่างร่วมเป็นสักขีพยานและแล้วไลก้าก็กลายเป็นสุนัขตัวแรกของโลกที่เดินทางไปกับยานอวกาศสปุตนิก 2 ของโซเวียต


เมื่อไลก้าไปถึงอวกาศและสปุตนิก2 เข้าสู่วงโคจรแล้ว แพทย์ต่างเบาใจเมื่อพบว่าหัวใจของ "ไลก้า"ยังเต้นอยู่ ความดันปกติ มันกินอาหารที่เตรียมไว้ให้ในแคปซูลในรูปของเยลลี่ นอกจากนั้นก็ยังมีการล่ามไลก้าไว้เพื่อป้องกันไม่ให้มันหมุนตัวนอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์สร้างออกซิเจนและดูดคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อป้องกันการสะสมของสารพิษรวมทั้งมีพัดลมที่จะทำงานโดยอัตโนมัติเมื่ออุณหภูมิในแคปซูลสูงเกิน 15 องศาเซลเซียส แต่แล้วประมาณ 1 อาทิตย์ผ่านไป"ไลก้า" ก็เสียชีวิตลง....

ตอนแรกทางการโซเวียตแถลงว่าภารกิจนี้จะไม่มีการนำไลก้ากลับมายังพื้นโลกมันจะต้องตายในอวกาศ ต่อมาโซเวียตก็แถลงว่า ไลก้ามีชีวิตอยู่ในอวกาศนานถึงสี่วันก่อนมันจะตายอย่างสงบ นั่นเองที่ทำให้องค์กรพิทักษ์สัตว์ของตะวันตกออกมาประณามโซเวียตอย่างรุนแรง วันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1957 ยานอวกาศสปุตนิก 2 ซึ่งโคจรรอบโลกเป็นจำนวน 2,570 รอบ ก็ตกลงสู่บรรยากาศโลก หลังจากนั้นสาเหตุการตายของไลก้าถูกปกปิดเป็นความลับเป็นเวลาหลายปี เมื่อโซเวียตล่มสลายแล้วก็มีการเปิดเผยความจริงของการส่ง "ไลก้า" ไปกับ"สปุตนิก 2" โดย DimitriMalashenkov แห่ง Institute for Biological Problems กรุงมอสโคว์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ระบุว่าหลังจากถูกส่งขึ้นไปในอวกาศไม่นานไลก้ามีชีพจรสูงผิดปกติ หลังจากอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนักกลับมีชีพจรต่ำลง แสดงให้เห็นว่าไลก้ามีความเครียดสูงจากนั้นระบบควบคุมอุณหภูมิของยานอวกาศทำงานผิดปกติ ทำให้ไลก้าตายด้วยความร้อนสูง และอาการตื่นตระหนก ประมาณ 5-7 ชั่วโมง หลังจากเริ่มปล่อยยาน

อย่างไรก็ตาม แม้มันจะมีชีวิตอยู่จริงเพียงไม่กี่ชั่วโมงแต่ชื่อไลก้าก็ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะสุนัขตัวแรกที่ขึ้นไปยังอวกาศและข้อมูลที่ได้จากการเดินทางของไลก้าก็แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตสามารถอยู่ในสภาพไร้น้ำหนักได้นานและเปิดทางต่อการพัฒนาวงการสำรวจอวกาศให้มนุษย์ได้ไปเหยียบอวกาศในเวลาต่อมา




หลังจากการส่งสปุตนิก 2 โซเวียตก็ได้ส่งหมาขึ้นไปในอวกาศอีกครั้งกับยานสปุตนิก 5 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ค.ศ.1959 พร้อมกับสุนัขพันธุ์ผสม2 ตัว ชื่อ เบลก้า และสเตรลก้า กับหนูและต้นไม้จำนวนหนึ่ง ยานกลับสู่บรรยากาศโลกอย่างปลอดภัยในวันที่20 สิงหาคม ค.ศ. 1959 หลังจากนั้นสเตรลก้ามีลูกครอกหนึ่งทางการโซเวียตได้จัดส่งลูกของสเตรลก้าให้เป็นของขวัญแก่ แจกเกอลีน เคนเนดีภริยาประธานาธิบดี จอห์น เอฟ. เคนเนดี

วันที่ 12 เมษายน ค.ศ. 1961 โซเวียตส่ง"ยูริ กาการิน" มนุษย์คนแรกของโลกที่ขึ้นไปบนอวกาศกาการินกล่าวอย่างติดตลกไว้ว่า "ผมไม่เข้าใจว่าผมเป็นใครกันแน่ระหว่างมนุษย์คนแรกในอวกาศหรือสุนัขตัวสุดท้ายในอวกาศ"








 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2557 13:45:39 น.
Counter : 1419 Pageviews.  

สุดยอดการสังหารคนดัง (ที่ตายเวอร์) ที่สุดในประวัติศาสตร์ (ตอนจบ)


# อันดับที่ 6 : เฟอร์ดินันด์ แมกเจลแลน 

แมกเจลแลน (1480-1521) เป็นนักสำรวจชาวโปรตุเกสคนแรกที่แล่นเรือมาแล้วรอบโลก และเป็นชาวยุโรปคนแรกที่เดินทางไปถึงเกาะฟิลิปปินส์ เขายังค้นพบช่องแคบที่เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกอีกด้วย (ภายหลังได้ตั้งชื่อช่องแคบนี้ว่า "ช่องแคบแมกจลแลน" เพื่อเป็นเกียรติให้แก่เขา ส่วนอีกด้านหนึ่งของช่องแคบก็ตั้งชื่อว่า "มหาสมุทรแปซิฟิก" ซึ่งแปลว่าความสงบ) แมกเจลแลนเห็นด้วยที่จะสังหารชายคนหนึ่งนามว่า "ลาปู ลาปู" ผู้เป็นศัตรูของสองกษัตริย์แห่งฟิลิปปินส์ผู้ซึ่งเคยเป็นมิตรกันมาก่อน แผนของเขาเป็นเอกลักษณ์อย่างมากโดยคิดจะให้ลาปูเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสเตียน แมกเจลแลนและลูกเรือของเขาเข้าเทียบท่าที่ดินแดนของลาปูลาปูในเกาะมัคตัน ลาปูทราบแน่ชัดแล้วว่าแมกเจลแลนและลูกเรือกำลังเดินทางมาเพราะเขามีทหารสังเกตการณ์อยู่ ทันทีที่เหยียบลงพื้นดินแมกเจลแลนเกือบถูกฟาดด้วยหอกอาบยาพิษอย่างหวุดหวิด เขาหลบได้ทันท่วงทีแต่ดันเข้าไปอยู่ในฝูงนักรบของฝ่ายเจ้าบ้าน เขาถูกแทงเข้าที่ใบหน้าด้วยหลาวไม้ไผ่ และโต้กลับด้วยการฝังหอกลงไปในร่างของผู้โจมตี แมกเจลแลนพยายามจะต่อสู้ต่อไป แต่แขนขาของเขาถูกฟันขาดออกไปเสียแล้ว... และล้มลงบนพื้นพร้อมแผลฉกรรจ์อีกมากมาย ฝ่ายเจ้าบ้านเห็นดังนั้นก็รีบกรูเข้ามารุมกระหน่ำฟันแทงแมกเจลแลนที่นอนแผ่ที่พื้นอย่างไร้ทางสู้ เขาทอดสายตามองขึ้นไปบนเรือเพื่อดูให้แน่ใจว่าลูกเรือของเขาจะหันลำเรือหนีออกไปได้อย่างปลอดภัย จากนั้นก็จึงตัดสินใจที่จะปล่อยตัวเองให้ตาย แต่ก่อนนั้นเขาได้ใช้ลมหายใจเฮือกสุดท้ายคำรามออกมาและเขวี้ยงหอกเข้าไปใส่แก้มของลาปูจนถึงความตายในท้ายที่สุด (โปรดนึกถึงหนังเรื่อง 300)




# อันดับที่ 7 กรีกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน

รัสปูติน (ค.ศ. 1869 - 1916) เป็นนักบวชผู้ที่มีพลังจิตพิเศษ มีบทบาทอยู่ในยุคปลายราชวงศ์โรมานอฟของประเทศรัสเซีย อิทธิพลของเขาเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การล่มสลายของราชวงศ์โรมานอฟ ค.ศ. 1916 เจ้าชายเฟลิกซ์ ยูสชูปอฟ เห็นว่าหากปล่อยรัสปูตินไว้จะเป็นภัยต่อชาติ จึงร่วมมือกับแกรนด์ดยุค ดิมิตรี พัฟโลวิช ลวงรัสปูตินไปสังหาร โดยเชิญรัสปูตินมางานเลี้ยงเล็ก ๆ ในห้องใต้ดิน ณ วังมอยก้าของเจ้าชาย แผนการฆ่ารัสปูตินก็เริ่มขึ้น โดยการวางยาพิษไซยาไนด์ลงในเครื่องดื่มและเค้ก โดย ดร. ลาโซแวร์ต แพทย์ทหารเป็นผู้จัดหายา (ไซยาไนด์) สอดไส้ขนมเค้กและผสมเหล้ามาเดียราเตรียมไว้ โดยมีซูโคติน นายทหารอีกคนเป็นผู้ช่วย เจ้าชายยุสซูปอฟจะเป็นคนเชิญให้รัสปูตินกินขนมและดื่มสุราผสมยาพิษ โดยมีปูริชเกวิชและแกรนด์ดยุคดิมิตรีสหายสนิทของเจ้าชายคอยสังเกตการณ์อยู่ชั้นบน และแล้ววันลอบสังหารก็มาถึง เจ้าชายเชิญรัสปูตินมาดื่มน้ำชาที่บ้าน ขณะเดียวกันรัสปูตินก็อยากจะเห็นเจ้าหญิงอิรีนาที่คนอื่นว่าสวยนักสวยหนา เมื่อรัสปูตินมาถึง เจ้าชายก็อ้างว่าเจ้าหญิงกำลังรับแขกคนอื่นอยู่ (ความจริงก็คือ เจ้าหญิงทรงพักตากอากาศอยู่ริมทะเลดำ ไกลจากวังเป็นร้อย ๆ ไมล์) จึงขอให้รัสปูตินรอที่ห้องใต้ดินก่อน ขณะเดียวกันเจ้าชายทรงให้เปิดเสียงเพลงจากหีบเสียงเบา ๆ ประหนึ่งว่าเจ้าหญิงทรงกำลังมีแขกมาพบจริง ๆ ขณะรอ รัสปูตินหงุดหงิดพอควร เจ้าชายจึงทรงเชิญกินขนมเค้กและดื่มเหล้ามาเดียรา ตอนแรกรัสปูตินปฏิเสธ แต่ก็เปลี่ยนใจหยิบขนมเค้กไปกิน 2 ก้อน ตามด้วยเหล้ามาเดียราอีก 2 แก้ว เจ้าชายทรงยิ้มอยู่ในใจ แต่ก็ต้องประหลาดใจเมื่อรัสปูตินไม่เป็นอะไรเลย ซ้ำยังขอให้เจ้าชายทรงดีดกีตาร์และร้องเพลงคลอ รัสปูตินนั่งฟังและยิ้มอย่างมีความสุข แม้เพลงจะจบไปหลายเพลงแล้วก็ตาม เวลาล่วงไป 2 ชั่วโมง เจ้าชายจึงทรงวิ่งขึ้นบันไดมาต่อว่า ดร. ลาโซแวร์ต (ที่แอบซุ่มดูอยู่) ว่ายาพิษหมดอายุ แต่ ดร. ลาโซแวร์ตยืนยันว่ายายังไม่หมดอายุ ส่วนดยุคดิมิตรีนั้นถอดใจ บอกว่าแผนล้มเหลวแล้วควรเลิก แต่เจ้าชายทรงยืนยันจะสังหารเอง ดยุคดิมิตรีจึงส่งปืนพกให้ เจ้าชายทรงถือปืนแอบไว้ด้านหลังและลงมา รัสปูตินขอมาเดียราดื่มอีก ดื่มแล้วก็มีท่าทางคึกคักชวนไปเที่ยวบาร์ยิปซี จากนั้นเจ้าชายทรงชี้ให้รัสปูตินดูไม้กางเขนบนหลังตู้และให้สวดมนต์


พอเหยื่อหันไปเจ้าชายก็ทรงลั่นกระสุนตรงกลางหลังพอดี รัสปูตินร้องเสียงแหลมและล้มลงหงายกับพื้น พอสิ้นเสียงปืนพรรคพวกทั้งสี่ก็ลงมา ดร. ลาโซแวร์ตคลำชีพจรก็บอกว่าตายแล้ว แล้วทั้งสี่ก็สาละวนเตรียมขนศพปล่อยให้เจ้าชายทรงอยู่ตามลำพัง แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น รัสปูตินบิดตัว ใบหน้ากระตุก ลืมตาซ้ายและตาขวา ตาสีเขียวขุ่นกลอกไปมาและโกรธจัด น้ำลายฟูมปาก ผุดลุกขึ้นยืน พร้อมกับกระชากอินทร์ธนูบนเครื่องแบบทหารของเจ้าชายขาดไปข้างหนึ่ง เจ้าชายทรงตกพระทัยสุดขีดกระโดดหนีวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน รัสปูตินคลานตามขึ้นไปพร้อมตะโกนด่าไปมา ปูริชเกวิชได้ยินเสียงเจ้าชายวิ่งและเขาตามรัสปูตินออกไปที่สนามวัง ซึ่งหิมะกำลังตกหนัก รัสปูตินตะโกนลั่น "คุณเฟลิกซ์ คุณเฟลิกซ์ ข้าจะฟ้องราชินี" ปูริชเกวิชแทบไม่เชื่อสายตาว่านั่นคือรัสปูตินที่เมื่อครู่นี้นอนตายสนิท กระนั้นก็ตามเขาได้ลั่นกระสุนทันที 2 นัดแรกผิด นัดที่ 3 ถูกไหล่ และนัดที่ 4 ถูกศีรษะ รัสปูตินผงะหงายหลังลงมาจากประตูเหล็ก พยายามจะลุกขึ้น แต่ลุกไม่ไหว นอนกัดฟันด้วยความแค้น ปูริชเกวิชถลันเข้าเตะเขาเต็มแรงที่ขมับ พอดีเจ้าชายยุสซูปอฟทรงหายตกพระทัย ทรงถือไม้พลองมาด้วยอันหนึ่ง พลันกระหน่ำตีด้วยอารมณ์แค้นเคืองจนเลือดแดงท่วมหิมะ ร่างรัสปูตินถูกห่อด้วยพรม ทิ้งลงในปล่องน้ำแข็งในแม่น้ำเนวา 3 วันต่อมามีผู้พบศพ จากการตรวจศพพบว่ารัสปูตินไม่ได้ตายเพราะยาพิษหรือฤทธิ์กระสุนปืน แต่ตายเพราะสำลักน้ำ! รัสปูตินเสียชีวิตในวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1916 รวมอายุ 47 ปี (สำหรับเจ้าโลกของรัสปูตินมีเรื่องเล่ากันว่ามีคนรับใช้ผู้ชายได้เก็บไปให้สาวใช้คนหนึ่งและปรากฏว่าได้พบสาวใช้ผู้นั้นอีกที่ปารีส ซึ่งยังคงเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ไว้ในหีบไม้ขัดมัน)



# อันดับที่ 8 : เอร์เนสโต้ เช กูเอวารา (1928 - 1967)

เกิดเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ปี 1928 (ข้อมูลหลายแห่งบอกว่า เขาเกิดในเดือนมิถุนายน แต่จริง ๆ แล้วมารดาของเขา ต้องการปกปิดว่าเธอตั้งครรภ์ก่อนแต่งราว 3 เดือน จึงให้แพทย์ลงในใบเกิดว่าคลอดเดือนมิถุนายนเพราะการคลอดก่อนกำหนด 7 เดือน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้) 


ที่เมืองโรซาริโอ อำเภอเล็ก ๆ ของกรุงบัวโนส ไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ครอบครัวของเขาเป็นชนชั้นกลาง เชเป็นบุตรของ เออร์เนสโต กูเอวารา ลินซ์ และซีเลีย เด ลา เซอร์นา เลาซ่า มีพี่น้องทั้งหมด 5 คน และเชเป็นพี่คนโต เชเป็นนักปฏิวัติลัทธิมากซ์ นายแพทย์ นักเขียน ผู้นำนักรบกองโจร นักการทูต และนักทฤษฎีการทหารชาวอาร์เจนตินา ในฐานะที่เป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งจากการปฏิวัติคิวบา ภาพใบหน้าของเขาได้กลายเป็นสัญลักษณ์ที่พบได้ทั่วไปของวัฒนธรรมต่อต้านและการกบฏ และเป็นตราต้นแบบที่รู้จักกันเป็นสากลภายในวัฒนธรรมประชานิยม เชถูกจับได้ในเดือนตุลาคม 1967 ที่ La Higuera เขตพื้นที่เล็ก ๆ ในเทือกเขา Cordillera ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของโบลิเวีย โดยกองกำลังทหารของรัฐบาลโบลิเวีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก CIA ของสหรัฐอเมริกา เชถูกจองจำไว้ที่ La Higuera โดยมีเจ้าหน้าที่ของ CIA และ Felix Rodríguez ผู้ลี้ภัยชาวคิวบา ทำหน้าที่สอบปากคำในฐานะเชลยศึกและไม่มีการพิพากษาใด ๆ ในชั้นศาล เชถูกสั่งฆ่าด้วยการยิงเป้า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 1967 เวลา 13.10 น. จบชีวิตนักปฏิวัติที่มุ่งมั่น ด้วยวัยเพียง 39 ปี เท่านั้น ภายหลังการถูกฆาตกรรม ร่างของเชถูกทำให้ลบร่องรอย มือทั้งสองข้างของเขาถูกตัด เพื่อปิดช่องทางการพิสูจน์ตัวตน ร่างของเขาถูกนำไปฝังในสถานที่ลับห่างจากเมือง Vallegrande ราว 30 กิโลเมตร ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ ในโบลิเวีย (และห่างจากซานตาครูซ ประเทศคิวบาราว 125 กิโลเมตร) แต่ในที่สุดโครงกระดูกของเชก็ถูกค้นพบเมื่อปี 1997 โดยนักวิทยาศาสตร์ในโบลิเวียเป็นผู้พิสูจน์ว่า โครงกระดูกนั้นเป็นของเช กูเอวาราจริง







 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2557 13:56:59 น.
Counter : 485 Pageviews.  

สุดยอดการสังหารคนดัง (ที่ตายเวอร์) ที่สุดในประวัติศาสตร์ (ตอนที่ 1)

ความตายเป็นสิ่งที่เกิดได้กับทุกคน แต่สำหรับวายร้ายหรือคนดังแล้วการที่จะตายนี้มันไม่ง่ายเลย เพราะกว่าจะตายพวกเขาต้องดิ้นรน ต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด (แม้สุดท้ายจะตายก็เถอะ)


# อันดับที่ 1 เอ็ดเวิร์ด ทีช (Blackbeard) 

เอ็ดเวิร์ด ทีช หรือทาช หรือ "แบล็กเบียร์ด" (1680-1718) เป็นโจรสลัดที่มีชื่อเสีย (ง) และโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ในช่วงปี 1702-1713 (สมัยศตวรรษที่ 18) ในสงครามระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสและสเปน เขามีรูปลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครเพราะเขาหักหนวดจนเหมือนงูเลื้อยอยู่บนหน้า สับคนขาด 2 ท่อนด้วยดาบเดียว พกปืน 6 กระบอกข้างลำตัวแต่ละข้างตลอดเวลา มีภรรยา 14 คน (อันนี้น่าอิจฉา) เขามีประวัติการปล้นสะดมและฆาตกรรมหลายคดีจนเป็นที่หมายหัวจากสามประเทศ แบล็กเบียร์ดพบจุดจบที่ชายฝั่งรัฐนอร์ทแคโรไลนา โดยลูกน้องคนสนิทชื่ออิสราเอล แฮนส์ ที่หักหลังเขา โดยไปบอกข้าหลวงอังกฤษที่เวอร์จิเนียรู้ จากนั้นเรือนาวิกโยธินอังกฤษที่นำโดย โรเบิร์ต เมย์นาร์ด ก็ต้อนเรือของแบล็กเบียร์ดำจนมุมและเปิดศึกขึ้นทั้งสองฝ่าย ลูกเรือทั้งหมดรวมทั้งแบล็กเบียร์ดยังคงยืนหยัดสู้ท่ามกลางทหารฝ่ายศัตรูที่ล้อมหน้าล้อมหลัง ครั้งแรกเขาถูกลูกระเบิดยิงบนดาดฟ้าเรือ จนบาดเจ็บสาหัส แต่ก็ยังดวลดาบกับทหารและ เมย์นาร์ดจนโดนดาบของศัตรูฟันทั้งด้านหน้าและหลัง เมื่อการต่อสู้จบลง แบล็กเบียร์ดเสียชีวิต จากการตรวจสอบพบว่าเขาโดนยิงกว่า 25 นัด และมีบาดแผลที่ถูกดาบฟันกว่า 20 บาดแผล เขาถูกตัดหัวและตรึงไว้หน้าเรือด้วยตะปู ส่วนร่างถูกโยนทิ้งลงทะเล มีเรื่องเล่ากันว่าร่างไร้หัวของเขายังว่ายวนรอบ ๆ เรือหลายรอบก่อนที่จะจมทะเลในที่สุด ส่วนแฮนด์คนทรยศน่ะหรือเขาตายในขณะเป็นขอทานบนถนน แต่ชื่อของเขาก็เป็นตัวละครหนึ่งในนิยายของโรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน ในเรื่องเกาะมหาสมบัติ (Treasure Island) ส่วนแบล็กเบียร์ดนั้นเป็นกัปตันฮุกในเรื่องปีเตอร์แพน



# อันดับที่ 2 พาโบล เอสโคบาร์
พาโบล เอสโคบาร์ (1949-1993) เป็นเจ้าพ่อโคเคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโคลัมเบียและของโลก ที่ผูกขาดการซื้อขายโคเคนถึง 80% ในโลก และเขายังมีดีกรีติดอันดับคนที่รวยที่สุดในโลกอันดับ 7 จากนิตยสารฟอร์บส์ ที่มีเงินในกระเป๋าถึง 25 พันล้าน เป็นคนมีชื่อเสียงและมีเอกลักษณ์ในชุดเสื้อคอกลมแขนสั้น เอสโคบาร์เป็นทั้งวีรบุรุษและซาตานของชาวโคลัมเบียในเวลาเดียวกัน เขามีส่วนรับผิดชอบในการตายของชาวโคลัมเบียกว่า 4,000 คน ตั้งตัวเป็นศัตรูกับสหรัฐฯ และต่อสู้กับสหรัฐฯ มายาวนานหลายปี แต่เขาก็ไม่จนมุมง่าย ๆ เพราะเขามีนักการเมือง ประชาชน และกองทัพของเขาหนุนหลังอยู่ 

ไม่มีการไล่ล่าเจ้าพ่อคนใดที่ยิ่งใหญ่และเร้าใจเท่ากับการล่าพาโบล เอาโคบาร์อีกแล้ว เพราะตำรวจระดมทั้งเทคโนโลยี ทั้งกำลังหน่วยสวาทจำนวนมากเท่าที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะระบบโทรทัศน์นำร่องชั้นสูงตามหาหมายเลขปลายทาง ซึ่งวันนั้น (วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1993) พาโบลกำลังคุยกับครอบครัวอยู่พอดี จนตำรวจรู้แหล่งกบดานของเขาในเขตลอส โอลิวอท ในขณะที่พาโบลกำลังคุยโทรศัพท์กับลูกเมียอยู่นั้น หน่วยกล้าตายหลายนายต่างพร้อมหน่วยพลแม่นปืนต่าง ๆ มาสมทบและปิดกั้นทางหนีของพาโบลและสมุน รายล้อมทั่วบริเวณแหล่งกบดาน และฉากการต่อสู้ก็เปิดฉากขึ้น ตำรวจทำการบุกแหล่งกบดานของพาโบลและดวลปืนกับลูกสมุนของเจ้าพ่อ ยิงจนหูตับตับไหม้ ส่วนเจ้าพ่อถูกกดดันที่ตำรวจพังประตูเข้าไปหมายจะจับกุมเขา แต่แล้วพาโบลก็วิ่งตึงตังออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง กระโดดลงหลังคา (พาโบลอ้วนก็จริงแต่วิ่งเร็วมาก) ร่างโงนเงนไปมาโดยถือปืนสองมือ ปากก็ด่าตำรวจไปด้วย ในขณะที่หลบกระสุนของตำรวจระยะหนึ่ง พาโบลตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยววิ่งไปด้านหลังของอาคารแห่งหนึ่งด้วยความหวังว่าจะกระโจนไปทางถนนหลังอาคาร แต่เขาวิ่งไม่พ้น  เขาถูกกระสุนยิงตัดเข้าที่ขาอ่อนด้านขวา และกระสุนนัดนั้นก็พุ่งทะลุออกไปใต้ลูกสะบ้าหัวเข่าอย่างรุนแรง ส่วนกระสุนอีกนัดเข้าไปฝังอยู่ในสะบักขวา ทำให้พาโบลล้มคว่ำลงไปสันหลังคาอย่างรุนแรงจนทำให้กระเบื้องหลังคาแตกกระจุยหลายแผ่น และกระสุนที่ทำให้พาโบลตายนั้นคือกระสุนที่พุ่งเข้าทางรูหูขวาทะลวงสมองและทะลุไปหน้าหูซ้าย เป็นอันจบชีวิตที่ทุลักทุเลของเจ้าพ่อโคลัมเบีย (มีการสันนิษฐานว่า พาโบลอาจไม่ตายทันทีหลังโดนยิงร่วง แต่เขาโดนยิงซ้ำทีหลังต่างหาก)




# อันดับที่ 3 เน็ด เคลลี่ 
เน็ด เคลลี่ (1854-1880) เป็นชาวไอริชที่อาศัยในออสเตรเลียในศตวรรษที่ 19 ถูกบีบบังคับให้เป็นโจรโดยตำรวจเลว ทำให้เขาต้องกลายเป็นคนนอกกฎหมาย ปล้นธนาคาร ฆ่าตำรวจ 3 นาย และถูกหมายจับทั่วออสเตรเลีย ค.ศ.1880 เน็ด เคลลี่ และแก๊งของเขา จับตัวประกันกว่า 70 ชีวิต ไว้ที่โรงแรมเล็ก ๆ ในเมืองเกลนโรแวน ซึ่งภายนอกโรงแรมเต็มไปด้วยตำรวจหลายสิบนายที่แห่มาจับกุม ตำรวจระดมยิงเข้าไปในโรงแรมท่ามกลางความมืดจนถึงเวลาเช้า เน็ด เคลลี่ และแก๊งจนมุม ซึ่งเหล่าตำรวจต่างหวังว่าเขาและพวกจะยอมมอบตัว แต่เน็ด เคลลี่กลับทำให้ตำรวจแปลกใจ และตะลึงในสิ่งที่เห็น เขาเดินออกมาจากประตูโรงแรมเพียงคนเดียว ในรูปลักษณ์ที่แสนแปลกตา เขาสวมชุดเกราะประดิษฐ์คลุมตั้งแต่หัวจรดต้นขา ซึ่งประกอบกันเข้าแบบหยาบ ๆ แต่มันก็กันกระสุนได้ดีพอสมควร (ใครวาดภาพไม่ออกขอให้นึกถึงชุดเกราะไอออนแมนเวอรชั่นออฟกัน) เน็ด เคลลี่คนเดียวในชุดเกราะเปิดศึกกับตำรวจนับร้อยด้วยปืนสั้นกระบอกเดียว แม้ชุดเกราะจะกันกระสุน แต่มันก็เทอะทะงุ่มง่าม ทำให้เขาโดนห่ากระสุนที่ระดมยิงเข้ามาโดนชุดเกราะของเขาเต็ม ๆ หลายนัดจนเซไปข้างหน้า ท่ามกลางห่ากระสุน หลายฝ่ายคิดว่าเคลลี่คงตายแน่ ๆ แล้ว แต่เหลือเชื่อหลังสิ้นสุดกระสุนปืน (เคลซี่โดนตำรวจยิงที่ขาจนล้ม) ตำรวจทำการตรวจสอบพบว่าเขายังมีลมหายใจอยู่ เน็ด เคลลี่ถูกตำรวจจับกุม ส่วนลูกน้องถูกตำรวจจับได้บางส่วน ในขณะที่อีกจำนวนหนึ่งโดนตำรวจวิสามัญจากการหลบหนี อย่างไรก็ตามต่อมา เน็ด เคลลี่ ถูกแขวนคอข้อหาฆ่าตำรวจตาย คำพูดสุดท้ายของเขาคือ "นี่แหละชีวิต" ส่วนตำรวจที่รังแกครอบครัวเคลลี่ในตอนแรกโดนไล่ออกในเวลาต่อมา จากนั้นเคลลี่ก็กลายเป็นต้นแบบตำนานเสือใบที่ทุกคนมองว่าเขาเป็นวีรบุรุษประจำชาติมากกว่าวายร้ายของประเทศออสเตรเลีย




# อันดับที่ 4 ลีออน ทรอตสกี้
ลีออน ทรอตสกี้ (1879 - 1940) เป็นสมาชิกคนสำคัญการยึดอำนาจของพรรคบอลเชวิคในช่วงเริ่มต้นของการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ในโซเวียต อย่างไรก็ตามเขาพ่ายแพ้ให้กับสตาลินในการแย่งอำนาจกัน ภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรมของเลนิน ทำให้ทรอตสกี้ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ ทรอตสกี้ถูกลอบสังหารขณะลี้ภัยอยู่ที่ในเม็กซิโก ในวันที่ 20 สิงหาคม 1940 โดยผู้ลอบสังหารที่ชื่อรามอน แม็คคาดาร์ ซึ่งได้รับคำสั่งจากสตาลินให้มากำจัดเขา ในวันเกิดเหตุ ตอนนั้นทรอตสกี้กำลังนั่งอ่านหนังสือที่ห้องรามอน แม็คคาดาร์ ใช้ขวานที่สับน้ำแข็งจามไปที่กระโหลกศีรษะด้านหลังของเขา แต่......เหลือเชื่อ ทรอตสกี้ตายยากกว่าที่คาด เขาลุกยืนขึ้นเดินออกจากโต๊ะทำงาน ทั้ง ๆ ที่ขวานยังปักคาหัวเขา ทรอตสกี้ด่า และถ่มน้ำลายใส่รามอน ต่อจากนั้นก็เกิดการต่อสู้กัน จนบอดี้การ์ดของทรอตสกี้ได้ยินเสียงจึงวิ่งเข้ามา และพาตัวทรอตสกี้ส่งโรงพยาบาล ก่อนที่จะตายในวันต่อมา




# อันดับที่ 5 กาเบรียล การ์เซีย โมเรโน่

โมเรโน่ (1821-1875) ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานาธิบดีของเอกวาดอร์เมื่อกลางปีคริสตศักราช 1900 เขาเป็นชาวคริสต์นิกายคาธอลิคที่น่ายกย่องนับถือ เขาก่อตั้งพรรคจารีตแบบแผนของประเทศ อีกทั้งยังหน้าตาคล้ายกับดาราภาพยนตร์ชื่อ "เอฟ. เมอร์เรย์ อับราฮัม" อีกด้วย โมเรโน่ได้บัญญัติกฎหมายฉบับหนึ่งขึ้นมาเพื่อก่อตั้งหน่วยงานของนิกายคาธอลิคแห่งเอกวาดอร์ เพื่อที่ใครก็ตามที่เข้ามาสมัครและลงคะแนนเสียงให้พรรคนี้แล้ว จะต้องเปลี่ยนศาสนามาเป็นคริสต์นิกายคาธอลิค ในขณะที่สิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อชาวคาธอลิค แต่มันก็ดึงผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องให้มาเดือดร้อนไปด้วย และผู้ที่เดือดร้อนร่วมพ้องเห็นต้องกันว่ามันถึงเวลาอันสมควรที่จะกำจัดโมเรโน่ไปให้พ้นทางแล้ว 


ขณะที่เขาสละตำแหน่งในโบสถ์ที่เมืองกิโต้ โมเรโน่ถูกลอบทำร้ายอย่างโหดเหี้ยมจากผู้ลอบสังหาร ซึ่งใช้มีดขนาดใหญ่เฉือนลำคอของเขา ฟันแขนซ้ายและมือขวาของเขาเป็นบาดแผลฉกรรจ์ แต่...เขายังไม่ตาย!!! เขาลุกขึ้นยืน ผู้ลอบสังหารจึงยิงเขาเข้าที่หน้าอกอีก 6 นัด และฟันที่หน้าอก 14 ครั้ง ก่อนที่เขาจะล้มลงสู่พื้นในตอนท้าย แต่แม้กระนั้นเขาก็ยังเหลือลมหายใจพอที่จะเขียนข้อความบนพื้นด้วยเลือดของเขาว่า "พระเจ้าไม่มีวันตาย" หลังจากที่ผู้ลอบสังหารได้หลบหนีไปแล้ว บาทหลวงได้นำโมเรโน่เข้าไปในโบสถ์ เขายังมีชีวิตอยู่ในนั้นนานกว่า 15 นาที จึงเสียชีวิต






 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2557    
Last Update : 22 กรกฎาคม 2557 13:54:14 น.
Counter : 1197 Pageviews.  

1  2  

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.