4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

สัตว์ร้ายในสายหมอก

มานูเอล วิโตรีโน ปีเญโร โดสซานโตส เพิ่งจะล่าหมูป่าเพคคารีได้ 4 ตัวเมื่อตอนที่เขาได้ยินเสียงร้อง เสียงนั้นโหยหวนน่ากลัวดังมาจากดงเถาวัลย์รกชัฏที่อยู่ห่างออกไปราว 50 เมตร "ได้ยินแล้วขนหัวลุก" โดสซานโตสบอก เขาทิ้งหมูป่าที่ยิงได้ วิ่งสุดกำลังไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกับเสียงนั้น มุ่งหน้าสู่แม่น้ำที่อยู่ใกล้ ๆ เสียงร้องดังขึ้นอีกเป็นหนที่สอง แต่คราวนี้อยู่ห่างออกไป ถึงกระนั้นก็ดูว่าต้นไม้จะสั่นไหวด้วยความดังของมัน เสียงร้องครั้งที่ 3 และ 4 ดังขึ้นอีก แต่ก็เบาเต็มที แสดงว่าสัตว์เจ้าของเสียงนั้นคงจะเดินลึกเข้ไปในป่าดงดิบแล้ว แต่โดสซานโตสก็ยังคงยืนแช่อยู่ในน้ำนานเป็นชั่วโมงกว่าที่จะกล้ากลับขึ้นไปเอาหมูป่าของเขา

เมื่อถูกถามว่าทำไมถึงได้กลัวนัก โดสซานโตสก็บอกว่าเขาไม่มีปืน มีแค่มีดเล่มเดียว แล้วเขาไม่อยากเผชิญหน้ากับสัตว์นั้นด้วย ไม่เพียงโดสซานโตสเท่านั้นที่กลัว คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านบาร์ราโด เซามานูเอล หมู่บ้านเล็ก ๆ รมิฝั่งแม่น้ำตาปาโฮสซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของแม่น้ำอเมซอนตลอดจนหมู่บ้านใกล้เคียงอื่น ๆ ล้วนกลัวสัตว์ตัวนีี้กันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีปืน พวกเขาก็ไม่กล้าเผชิญหน้ากับมัน สัตว์ตัวนี้เมื่อยืนด้วยขาหลังจะสูงกว่า 6 ฟุต ตามตัวมีขนยาวสีแดง ๆ และมีกลิ่นเหม็นมาก ถึงอยู่ไกลก็ได้กลิ่น พวกเขาเรียกมันว่า มาปิงกวารี (mapinguari) มันเป็นสัตว์หายากที่สุดและลึกลับที่สุดของป่าดงดิบอเมซอน และน่ากลัวที่สุดด้วย ว่ากันว่ามันไม่ชอบน้ำ และจะท่องป่าไปกับฝูงหมูป่าเพคคารีปากขาวา (white lipped peccary) เพื่อคอยปกป้องพวกมัน สัตว์ตัวนี้ออกหากินกลางคืนใช้กรงเล็บใหญ่ของมันหักยอดปาล์มลงมาเพื่อกินยอดอ่อน เท้าของมันพลิกกลับไปด้านหลัง และโดยปกติแล้วลูกปืนทำอะไรมันไม่ได้เลย

พวกอินเดียนในรัฐอเมซอนนาสมัตโตกรอสโซ และโกยาซของบราซิลตลอดจนถึงรัฐอาเซร และกวาปาเรที่อยู่ติดชายแดนประเทศโบลิเวียต่างรู้จักสัตว์ตัวนี้ พวกเขาเรียกชื่อมันกันไปต่าง ๆ อย่างเช่น กาเป-โลโป ที่แปลว่าเสื้อคลุมหมาป่า เมา เด ปีเลา ที่แปลว่า มือสาก เป เด การ์ราฟา แปลว่าเท้าขวด หรือฮูมา เป็นต้น


ชาวพื้นเมืองลูกครึ่งชื่อ อีโนเชนซีโอ ได้เล่าให้เปาโล ซานดันนา โซบรีโน นักเขียนชาวบราซิลฟังว่า เมื่อปี 1930 เขาได้ร่วมคณะไปกับนักสำรวจ 10 คนขึ้นไปตามลำแม่น้ำเอาดูมาจะไปยังต้นแม่น้ำอูรูบู มีน้ำตกขวางหน้าอยู่แห่งหนึ่งเอาเรือผ่านไปไม่ได้ พวกเขาจึงตัดสินใจเดินบกตัดข้ามป่าไป เดินมาได้สองวันก็ไปถึงลำธารสายหนึ่ง พวกเขาจึงแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม หัวหน้าคณะนำกลุ่มหนึ่งเดินล่องตามลำธารไป ส่วนอีโนเซนเดินมาได้สองชั่วโมงก็ไปเจอกับฝูงลิง อีโนเซนซีโอจึงตามฝูงลิงไปด้วยหมายจะยิงเป็นอาหาร เลยพลัดหลงกับพรรคพวกพอรู้ตัวว่ามาไกลจากลำธารมากก็สายไปเสียแล้ว เขากู่เรียกและยิงปืนขึ้นฟ้า แต่ก็ไม่มีเสียงตอบ มีแต่เสียงลิงและเสียงนกที่แตกตื่นตกใจ เขาจึงออกเดินเดาสุ่มไปเรื่อย ๆ พอค่ำลงก็ปีนขึ้นไปนอนพักบนคาคบไม้ใหญ่ เขานอนหลับไปพักหนึ่งก็ตื่นขึ้นเพราะได้ยินเสียงร้อง ทีแรกเขาคิดว่าเป็นเสียงคนร้องเรียก แต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าดึกดื่นเช่นนี้จะมีใครออกมาตามหาเขา แล้วเขาก็ได้ยินเสียงนั้นใกล้เข้ามาและดังชัดขึ้น เสียงมันวังเวงชวนให้ไม่สบายใจ อีโนเซนซีโอนึกกลัวจึงบรรจุกระสุนปืนและเกาะต้นไม้ไว้แน่น แล้วเสียงนั้นก็ดังขึ้นเป็นหนที่สามคราวนี้ใกล้มาก เสียงมันน่ากลัว ดังจนแสบแก้วหู แล้วก็ไม่ใช่เสียงมนุษย์

"ห่างออกไปราวสี่สิบหลาเป็นที่โล่งเล็ก ๆ มีต้นซามัวไมร่าโค่นล้มอยู่ กิ่งก้านของมันฟาดถูกต้นไม้เล็กพลอยให้หักล้มตามไปด้วย ตรงนี้เองที่เสียงร้องครั้งหลังสุดดังมา ทันใด หลังจากนั้นก็มีเสียงฝีเท้าหนัก ๆ เหมือนกับว่ามีสัตว์ตัวใหญ่กำลังเดินอย่างรวดเร็วตรงเข้ามาทางผม พอมันมาถึงที่ต้นไม้ล้มอยู่ มันก็หยุดและทำเสียงครางในลำคอ..สุดท้ายก็เห็นร่างเงา ๆ ดว่าเป็นคนขนาดสูงปานกลางปรากฏขึ้นตรงที่โล่งนั่น มันหยุดยืนอยู่ที่ตรงนั้น จ้องมองมายังที่ที่ผมอยู่ด้วยความสงสัย แล้วมันก็ส่งเสียงคำรามอีกครั้งหนึ่ง ผมไม่อาจทนต่อไปด้ จึงยิงออกไปโดยไม่ทันต้องเล็ง มีเสียงคำรามอย่างดร้ายดังขึ้น แล้วตามด้วยเสียงกิ่งไม้หักโผงผาง ผมตกใจที่เห็นสัตว์ตัวนั้นวิ่งเข้ามาหาผม ผมจึงยิงนัดที่สองออกไป สัตว์ร้ายตัวนั้นถูกเข้าเลยกระโดด เร็วอย่างไม่น่าเชื่อ เข้าไปหลบอยู่ที่ต้นซามัวไมร่าใหญ่ตัวนั้น จากหลังที่กำบังนั่นมันส่งเสียงขู่อย่างดุเดือดจนต้นไม้ที่ผมเกาะอยู่ดูจะสั่น ผมเคยไปร่วมล่าเสือจากัวร์มาก่อนและผมรู้ดีถึงความดุร้ายของเสือตัวนี้ยามที่มันถูกต้อนไปจนมุม แต่เสียงคำรามของสัตว์ที่ทำร้ายผมในคืนนั้น น่ากลัวกว่ามากและดังกว่าเสียงของเสือจากัวร์

ผมบรรจุลูกปืนอีกและยิงออกไปในทิศทางที่ได้ยินเสียงคำรามนั้นด้วย กลัวว่ามันจะกลับมาทำร้ายเอาอีก ร่างดำ ๆ นั่นส่งเสียงอีกครั้งดังกว่าเก่า แต่ก็ถอยหนีและหายไปในความลึกของป่า ผมยังคงได้ยินเสียงมันร้องด้วยความเจ็บปวดเป็นครั้งเป็นคราวจนสุดท้ายก็เงียบหายไป" 

รุ่งเช้าพอดี รอจนพระอาทิตย์ขึ้นเต็มที่อีโนเซนซีโอถึงได้กล้าลงมาจากคาคบ ตรงที่โล่งนั่นเขาได้เห็นรอยเลือด กิ่งไม้หักต้นไม้เล็กถูกเหยียบย่ำราบเป็นทางไปทุกหนทุกแห่ง ดูจะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว เขาไม่กล้าจะตามสัตว์ตัวนั้นไป ด้วยรู้ดีว่าสัตว์ที่บาดเจ็บนั้นยิ่งมีอันตรายมาก อาศัยดวงอาทิตย์เป็นเครื่องนำทาง เขาหาทางกลับมาจนพบเพื่อน ๆ ที่คอยยิงปืนเป็นระยะเพื่อจะบอกเขาให้รู้ตำแหน่งที่พวกนั้นคอยอยู่

"ผมยืนกรานว่าผมได้เป็นมาปิงกวารี มันมิได้มีเกราะอย่างที่พวกเขาอยากให้คุณเชื่อ พวกนั้นบอกว่าถ้าจะทำให้มันตายคุณต้องยิงที่จุดอ่อนจุดเดียวของมัน อยู่ที่ตรงกลางท้อง ผมไม่สามารถบอกได้ว่าตรงไหนที่มันบาดเจ็บด้วยลูกปืนผม แต่ผมรู้ว่ามันถูกยิง เพราะมีเลือดเต็มไปหมด"



กราวด์สล๊อธ หรือสล๊อธยักษ์ สัตว์โบราณที่เชื่อว่าได้สูญพันธุ์ไป
เมื่อหลายหมื่นปีมาแล้


หลายคนคิดว่ามาปิงกวารีเป็นวานรหรือลิงใหญ่ แต่ ดร.เดวิด ซี. โอเรน ที่ติดตามค้นหาสัตว์นี้มานานหลายปีแล้วเชื่อว่ามันเป็นสัตว์โบราณจำพวกกราวด์สล๊อธ ที่เชื่อกันว่าได้สูญพันธ์ุ์ไปนานแล้ว โอเรนเป็นนักปักษีวิทยาทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์เอมีลีโอ โกเอลดี ที่เมืองเบเลม ประเทศบราซิล ครั้งแรกที่เขามาศึกษาชีวิตนกในป่าของบราซิลเพื่อทำวิจัยสำหรับรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดเมื่อยี่สิบปีมาแล้วนั้น โอเรนก็ได้ยินเรื่องราวของสัตว์ตัวนี้ แต่ตอนนั้นเขาไม่เชื่อ คิดว่ามันก็เหมือนตำนานพื้นบ้านของย่านอเมซอนทั่วไปที่มักจะเล่าถึงอภินิหารต่าง ๆ อย่างเช่นที่ปลาโลมาน้ำจืดโบโด ถูกกล่าวหาว่าทำให้ผู้หญิงที่ยังไม่มีสามีตั้งครรภ์ โดยมันแปลงตัวเป็นชายหนุ่มรูปหล่อเข้าไปในหมู่บ้านที่กำลังมีงานกันแล้วก็หลอกสาววัยรุ่นให้เข้าไปตามสุมทุมพุ่มไม้กับมันในตอนกลางคืน หรืออย่างคูรูปิรา ที่สามารถแปลงตัวได้ต่าง ๆ เช่นเป็นชายชราน่าเกลียดขนเต็มตัว หรือเป็นสัตว์อื่น ๆ เพื่อหลอกทำร้ายพวกพรานป่า เรื่องของมาปิงกวารีบางเรื่องก็ฟุ้งซ่านพอกัน อย่างเช่นเล่าว่า เดิมมันเป็นอินเดียนแก่ ๆ ที่อยากเป็นอมตะ จึงเข้าป่าเที่ยวหายาอายุวัฒนะ สุดท้ายเลยกลายเป็นสัตว์ไปหรือบอกว่ามันมีตาเดียว ชอบสูบบุหรี่ และคอยผ่าหัวกะโหลกคนเพื่อกินมันสมอง เป็นต้น

แต่เมื่อราว 15 ปีมานี้หลังจากที่เขาได้ยินเรื่องราวของมาปิงกวารีซ้ำ ๆ วันหนึ่งโอเรนได้คุยกับเพื่อน เพื่อนเขาพูดว่า "เดวิด คุณเป็นนักชีววิทยา ส่วนผมเป็นนักประวัติสาสร์ สัตว์ตัวนี้มันควรจะเป็นตัวอะไร?" นี่เองที่ทำให้โอเรนต้องคิดทบทวน เขาบอกว่า "และเมื่อผมเริ่มต้นฟังเรื่องพวกนี้อย่างตั้งอกตั้งใจแล้วแสงสว่างก็เริ่มขึ้น" หลังจากที่ประมวลรายละเอียดต่าง ๆ จากที่ได้ยินมา โอเรนก็คิดว่ามาปิงกวารีไม่ใช่อะไรอื่น มันคือกราวด์สล๊อธยักษ์ สัตว์โบราณยุคพลีสโตซีนเมื่อราว 2 ล้านปีมาแล้ว มาปิงกวารีคงเป็นกราวด์สล๊อธชนิดสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่ หรือไม่ก็เพิ่งจะสูญพันธุ์ไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ มันเป็นสัตว์กินพืช ตามตัวมีขนสีแดง เล็บมีขนาดใหญ่งองุ้ม เวลาเดินสี่เท้าเล็บจะงอกลับไปด้านหลัง มันสามารถยืนตรงด้วยสองขาหลังอย่างคน สัตว์พวกนี้บางชนิดมีกระดูกชิ้นเล็ก ๆ ฝังอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้มันหนังเหนียวทนต่ออาวุธ จะมีก็แต่ตรงส่วนท้องเท่านั้นที่เป็นจุดอ่อน อาจเป็นเพราะถูกล่าอย่างหนักหรือด้วยภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ก็ทั้งสองอย่างทำให้สัตว์พวกนี้ต้องสูญพันธุ์ไปเมื่อระหว่าง 5,000 - 10,000 ปีมานี้ ซึ่งถ้าหากจะเทียบกับสัตว์ดึกดำบรรพ์อื่น ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่ากราวด์สล๊อธจะเพิ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อวานนี้เอง


รูปจำลองมาปิงกวารี

 

สำหรับโอเรนแล้ว เขาคิดว่าเป็นไปได้อย่างมากที่จะยังคงมีกราวน์สล๊อธหลงเหลืออยู่ในป่าฝนที่ใหญ่ที่สุดและเป็นที่ที่พบซากฟอสซิลของกราวด์สล๊อธมากที่สุดของโลกผืนนี้ โอเรนมิใช่คนแรกที่คิดว่ากราวด์สล๊อธยังมีชีวิตอยู่ เมื่อปลายศตวรรษที่ 19 ฟลอเรนตีโน อเมจีโน นักวิทยาศาสตร์ชาวอาร์เจนตินาก็เชื่อเช่นนี้ แม้ตัวเขาจะไม่เคยเห็นตัวมันเป็น ๆ ก็ตาม ดรงแบร์นาร์ด อูเวลมส์ ได้นำเรื่องราวของอเมจีโนและกราวด์สล๊อธมาเขียนเล่าไว้ในบทหนึ่งของหนังสือ On the Track of Unknown Animals ของเขา และอูเวลมงส์ก็เชื่อเช่นกันว่าอาจจะยังมีกราวด์สล๊อธอยู่ในป่าอเมซอน จึงได้บทบทนั้นลงด้วยประโยคว่า "มันอาจจะยังอาศัยอยู่ใน "นรกเขียว" แห่งนี้ และพบว่านั่นเป็นสวรรค์ของมันบ้างไม่ได้หรือ?"


แต่การตามหามาปิงกวารีในนรกเขียวแห่งนี้มิใช่เรื่องง่าย ๆ เพราะพื้นป่ารกทึบเปียกชื้นและเต็มไปด้วยแมลงร้ายนานาชนิด แต่ไม่ว่าจะยากลำบากอย่างไร โอเรนและคณะของเขาก็พยายามติดตามค้นหาให้ครอบคลุมพื้นที่ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ บางวันพวกเขาเดินทางติดต่อกันถึง 9 ชั่วโมง เพื่อหารอยเท้าหรือรอยทางด่านใหม่ ๆ ของหมูป่าเพคคารี "มันเหมือนงมเข็มในมหาสมุทรโดยไม่มีแม่เหล็กช่วย" โอเรนบอก นับแต่ปี 1994 จนถึงเดี๋ยวนี้เขาได้ออกสำรวจค้นหาสัตว์ตัวนี้ถึงหกครั้งแล้ว แต่ถ้าจะนับรวมเวลาเข้าด้วยกันก็แค่ไม่ถึงสี่เดือนดี เขาได้รับความช่วยเหลือด้านทุนจากมูลนิธิต่าง ๆ และจากบริษัทฟิล์มเล็ก ๆ แห่งหนึ่งด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วก็ต้องควักจากกระเป๋าของตัวเอง นอกจากต้องลงทุนลงแรงแล้วโอเรนยังต้องเสี่ยงกับชื่อเสียงของเขาเองอีกด้วย

หลายคนไม่เชื่อเรื่องมาปิงกวารี หาว่าเขาหลอกเอาเงินสถาบันต่าง ๆ มาใช้ และมักจะถามด้วยคำถามซ้ำ ๆ ว่า "ไหนล่ะหลักฐานเดวิด?" เท่าที่ผ่านมาหลักฐานที่หาได้ก็มีเพียงเส้นขน ข้อมูล และรอยเท้า แต่เส้นขนเมื่อนำไปตรวจแล้วปรากฏว่าเป็นของอโกติ (agouti - สัตว์คล้ายหนูตะเภา) มูลสัตว์ที่ได้ก็ตรวจหาดีเอ็นเอไม่พบ สำหรับรูปหล่อรูปของรอยเท้านั้นโอเรนบอกว่าสามารถทำปลอมขึ้นมาได้ จึงใช้เป็นหลักฐานไม่ได้


ระหว่างติดตามหามาปิงกวารี ดร.เดวิด โอเรน ก็ศึกษาชีวิตนกไปด้วย
ส่วนลูกทีมก็มองดูว่าพอจะหาสัตว์อะไรมาเป็นอาหารได้บ้าง

"ถ้าคุณปฏิเสธที่จะเชื่อจนกว่าจะได้เห็นตัวอย่างในพิพิธภัณฑ์แล้วโลกนี้มันจะเป็นอย่างไร ผมหมายความว่ามีหลายอย่างที่เราพร้อมจะเชื่อโดยไม่ต้องเห็นมัน" เค็นธ์ เรดฟอร์ด นักชีววิทยาผู้หนึ่งบอก "แล้วทำไมมาปิงกวารีจะมีไม่ได้? ยิ่งเดวิดแล้วมันเป็นไปได้มาก และผมก็หวังว่าเขาถูก" 

โอเรนเชื่อว่ามาปิงกวารีมีจริงก็จากที่เขาได้ซักถามพยานที่พบเจอด้วยตัวเองกว่าห้าสิบราย พยานรายหนึ่งชื่อ มารีโอ เปไรร่า เด ซูซา อยู่ที่อีไตตูบา เขาเผชิญหน้ากับมาปิงกวารีเมื่อปี 1975 เขาเล่าว่าตอนนั้นเขาเข้าป่าเพื่อล่าสัตว์ไปขายให้กับแคมป์ทำเหมือง ขณะที่เดินเลียบไปริมฝั่งแม่น้ำฮามาอูซิมที่ไหลไปลงแม่น้ำตาปาโฮสที่อยู่ทางใต้ของอีไตตูบา ก็ได้มีสัตว์ขนยาวรุงรังตัวหนึ่งเดินโยกเยกด้วยขาหลังตรเข้ามาหาเขา สิ่งที่จำจนติดใจของเขาก็คือ "กลิ่นเหม็นรุนแรงจนทำให้ผมวิงเวียน ผมไม่ค่อยสบายไปถึงสองเดือน" เขาบอก และหลังจากนั้นเขาก็ไม่ยอมเข้าป่าลึกอีกเลย

"ดิฉันว่ามันเป็นเรื่องโกหก" ลูซี่ เอมมอนส์ นักวิจัยของสถาบันสมิธโซเนียนว่า "ถ้าคุณรู้จักพวกคนพื้นเมืองก็จะรู้ว่าพวกเขาชอบหลอกนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อง่ายเล่น" เธอว่าป่าอเมซอนนั้นมีนักธรรมชาติวิทยาสำรวจติดต่อกันมาหลายทศวรรษแล้ว ยังจะมีที่ไหนให้สัตว์ขนาดใหญ่หลบซ่อนตัวอยู่ได้

แต่นิเกล สมิธ นักภูมิศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฟลอริดามิได้คิดเช่นนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ในป่าอเมซอนเพื่อรวบรวมตำนาน และคติชาวบ้านย่านนั้นอยู่ช้านานจนพอรู้ว่่าอะไรจริงอะไรไม่จริง เขาบอกว่า "เราไม่จำเป็นต้องเอาความรู้ของชาวบ้านขึ้นหิ้งบูชา แต่พวกนักวิทยาศาสตร์มักจะผ่านเลยไปเสียเฉย ๆ ผมหมายถึงเรื่องที่พวกเขาพบหมูป่าเพคคารีที่ว่าสูญพันธ์ไปแล้ว แถวปารากวัยนั่นเมื่อ 25 ปีก่อน"

หมูป่าเพคคารีชาคาออน เป็นอุทาหรณ์อันดีสำหรับโอเรน เพราะพวกชาวบ้านรู้ดีว่ามันยังมีตัวอยู่ แต่พวกนักวิทยาศาสตร์กลับไม่ยอมเชื่อ คิดว่ามันเป็นสัตว์โบราณที่สูญพันธุ์ไปนานแล้ว หาว่าที่ชาวบ้านพูดถึงนั้นเป็นแค่สัตว์ในตำนานจนเมื่อพบตัวมันเมื่อปี 1975 ถึงได้ยอมรับกัน

มาคราวนี้ โดสซานโตสนำทางคระของโอเรนมาจนถึงแอ่งน้ำที่โตนซานโตสหนีลงไปซ่อนตัวด้วยความกลัวดังที่ได้เล่าข้างต้น พวกเขาค้นหาดูว่ายังจะมีรอยเท้าของเพคคารีและมาปิงกวารีหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่ รอยเท้าขนาดใหญ่ที่คณะพบวันนั้นมีอายุราวหนึ่งสัปดาห์มาแล้ว โอเรนกับไดโอนีซีโอปีเมนเดล ผู้ช่วยของเขาจากพิพิธภัณฑ์โกเอลดีได้ติดตามรอยเท้านั้นไปเรื่อย ๆ แต่แล้วรอยนั้นก็จางหายไป รอยเท้านี้ยาวราว 11 นิ้ว และกว้างราว 5 นิ้ว ระยะก้าวห่างกันประมาณ 3 ฟุต

หลังจากสัปดาห์หนึ่งผ่านไปคณะสำรวจก็เริ่มท้อ แม้ว่าจะเจอโพรงของอาร์มาดีโยยักษ์ รอยเท้าสมเสร็จ ผูงลิงวูลลี่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าป่าแห่งนี้ยังไม่ถูกบุกรุกจากภายนอก แต่ก็ยังไม่ปรากฏร่องรอยของสัตว์ใหญ่ตัวนั้น ไม่มีเสียงร้องที่น่ากลัวให้ได้ยิน ไม่มีมูลของมันให้เก็บตัวอย่าง แต่แล้วก็ได้พบรอยเท้าขนาดใหญ่อีกครั้งหนึ่ง รอยนี้ใหญ่เป็นสามเท่าของรอยเท้าสมเสร็จสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดของที่นั่น แต่รอยนั้นก็มีอายุนานกว่ารอยชุดแรกที่พบ

ตามรอยหมูป่าต่อไปอีกพักโอเรนก็ถามขึ้นอย่างสนุกว่าทำไมมาปิงกวารีถึงได้คอยติดตามหมูป่า "มันชอบกินอาหารชนิดเดียวกันกับที่หมูป่าเพคคารีปากขาวกิน หรือว่าผมผิด จริงแล้วมันเป็นสัตว์ดุร้ายและมันกินหมูป่าเพคคารีปากขาว แต่ผมหวังว่าคงไม่เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็คงกินพวกเราด้วย" โดสซานโตสแย้ง เขาให้เหตุผลที่มันคอยติดตามหมูป่าง่าย ๆ ว่า "มันคอยปกป้องหมูป่าน่ะสิ"

ก็คงอย่างที่นิเกล สมิธ ผู้ที่รวบรวมตำนานของป่าอเมซอนเอาไว้ในหนังสือ The Enchanted Amazon Rain Forest บอกตำนานหลายเรื่องอาจจะเล่าเพื่อความสนุกสนานและให้สีสันแก่ผู้ฟัง แต่ก็เพื่อรักษาชีวิตพืชและสัตว์ของป่าเอาไว้ด้วย และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้โอเรนทุ่มเทค้นหาสัตว์ตัวนี้ นับแต่ที่เขาเหยียบย่างเข้าป่าอเมซอนเมื่อยี่สิบก่อนเขาก็รักมันมากและอยากจะปกป้องมันไว้ เขาบอกว่าตอนนี้ที่ป่าใกล้กับหมู่บ้านบาร์รานั้นบริษัทเหมืองแร่แห่งหนึ่งได้รับสัมปทาน ซึ่งพร้อมจะเปิดป่าขุดหาแร่เมื่อใดก็ได้ แต่ถ้าหากพบตัวมาปิงกวารีแถวนี้เหตุการณ์ก็จะเปลี่ยนแปลง ป่าแห่งนี้จะได้รับการคุ้มครอง

และนั่นก็หมายความว่าป่าฝนแห่งนี้จะรักษาสภาพอย่างที่มันเป็นอยู่ไว้ได้ตลอดไป...✎



หมูป่าเพคคารีปากขาว




โดย ปุณยุษย์ คล้ายคุ้ม คอลัมน์ตามรอยสัตว์ ตามรอยดึกดำบรรพ์
ที่มา : ต่วยตูนพิเศษ ปีที่ 26 เล่มที่ 305 ประจำเดือนกรกฎาคม 2543, หน้า 80-83.

 







 

Create Date : 06 กุมภาพันธ์ 2559    
Last Update : 6 กุมภาพันธ์ 2559 16:04:01 น.
Counter : 663 Pageviews.  

อุม เซติ : สตรีระลึกชาติแห่งไอยคุปต์


อุม เซติ สตรีปริศนาที่เชื่อว่าตัวเองเป็นนักบวชหญิง

แห่งไอยคุปต์ กลับชาติมาเกิดใหม่


เรื่องที่กำลังจะเล่าต่อไปนี้เป็นความจริงแท้แน่นอน มีหลักฐานอ้างอิงได้ ไม่ได้เป็นนวนิยายที่แต่งขึ้นมา แต่ถึงอยา่งนั้นก็คงต้องขอแนะนำสักหน่อยว่า ยังไงก็ต้องใช้วิจารณญาณในการพินิจพิเคราะห์เรื่องราวประกอบไปด้วยนะคะ


ความพิศวงของเรื่องนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1908 เมื่อเด็กหญิงอายุ 4 ขวบ ชาวไอริช แต่เกิดในอังกฤษนามว่า โดโรธี หลุยส์ เอดี ได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อังกฤษกับครอบครัว แต่ก็ได้เกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นในห้องจัดแสดงโบราณวัตถุของอียิปต์เมื่อเด็กหญิงตัวน้อยแทนที่จะเกินดูโบราณวัตถุอย่างเงียบ ๆ แต่กลับวิ่งอย่างรื่นเริงไปทั่วโถงจัดแสดง บ้างก็วิ่งไปจูบเท้ารูปปั้น บางทีก็วิ่งไปเกาะกระจกจ้องมองิส่งของที่จัดแสดงอย่างไม่ละสายตา พอพ่อและแม่ของโดโรธีมาเรียก เด็กหญิงตัวน้อยกลับพูเพียงแค่ว่า "ปล่อยหนูไว้ที่นี่เถอะค่ะ พวกนี้คือคนของหนูเอง"


คำพูดแปลกประหลาดของหนูน้อยโดโรธีที่ดูจะหลงใหลในอารยธรรมอียิปต์โบราณเป็นพิเศษมีที่่มาที่ไปที่น่าพิศวงไม่แพ้กัน ตรงนี้โดโรธี เอดีได้เล่าถึงประวัติของตัวเธอเองว่าเมื่อตอนที่เธออายุได้ 3 ขวบ เธอประสบอุบัติเหตุตกบันไดหลายขั้นจนสลบไสลไม่ได้สติ เมื่อนำไปส่งโรงพยาบาลแพทย์ก็ได้ช่วยอย่างเต็มความสามารถ แต่ทว่าก็ไม่สามารถยื้อชีวิตหนูน้อยไว้ได้ สุดท้ายแพทย์ก็ได้ออกใบมรณบัตรให้กับโดโรธีเป็นที่เรียบร้อยท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว ทว่าหลังจากนั้นราวหนึ่งชั่วโมง ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น หนูน้อยฟื้นคืนสติขึ้นมาดังเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สามารถพูดคุย กินอาหาร และมีสติสัมปชัญญะเหมือนเดิมทุกประการ สร้งาความประหลาดใจให้ทั้งแพทย์และครอบครัวเป็นอันมาก ซึ่งการ "ฟื้นคืนชีพ" ในครั้งนี้นอกจากจะได้สติที่สมบูรณ์กลับคืนมาแล้ว โดโรธียังได้ "บางสิ่ง" ที่มากกว่าเดิมติดตัวมาด้วยเช่นกัน




ศิลาจารึกโรเซตต้าที่อุม เซติอ้างว่าเธอเคยอ่านจารึกเหล่านี้

ได้มาก่อนเพียงแต่ลืมไปหมดแล้ว


เธอเล่าว่าหลังจากที่เธอฟื้นคืนชีพขึ้นมาแล้วนั้น เธอก็เฝ้าฝันถึงโครงสร้างอาคารขนาดใหญ่ที่มีโถงเสาเรียงราย นอกจากนั้นยังฝันถึงสวนและแมกไม้นานาพันธุ์ ต่อจากนั้นเธอก็พร่ำบอกกับครอบครัวอยู่ตลอดเวลาว่าเธออยากกลับบ้าน ทั้ง ๆ ที่ ณ เวลานั้นเธอก็อยู่ที่บ้านของเธอในประเทศอังกฤษกับครอบครัวอยู่แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน พ่อของเธอก็ซื้อหนังสือสารานุกรมสำหรับเด็กมาให้โดโรธีอ่าน ซึ่งในนั้นก็มีเรื่องราวของอารยธรรมอียิปต์โบราณเช่นกัน เมื่อโดโรธีเปิดไปพบเข้ากับ "ศิลาจารึกโรเซตตา" ซึ่งเป็นศิลาจารึก 3 ภาษา ที่แชมโปลิยง ชาวฝรั่งเศาใช้ถอดความภาษาอียิปต์โบราณได้สำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1822 เธอก็บอกอย่างมั่นใจว่าเธอเคยอ่านอักขระพวกนี้มาก่อนแน่ ๆ เพียงแต่ตอนนี้เธอลืมมันไปหมดแล้ว


เมื่อตอนที่โดโรธีอายุได้ราว 7 ขวบ เธอได้อ่านหนังสือนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งมีภาพถ่ายพร้อมคำบรรยายว่า "วิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ที่อไบดอส" เมื่อได้เห็นภาพนั้นเด็กน้อยก็ร้องอุทานขึ้นมาทันทีเลยว่า "นี่บ้านของหนูเองค่ะ นี่คือบ้านที่หนูเคยอยู่" นอกจากนั้นแล้วเธอก็ได้ตั้งคำถามขึ้นมาอีกว่า "แล้วทำไมมันพังหมดแล้ว แล้วสวนล่ะอยู่ทีไหน?" ณ เวลานั้นพ่อของเธอได้แต่เพียงปลอบลูกและบอกว่า ในทะเลทรายของอียิปต์แบบนั้นมันไม่มีสวนอย่างที่ลูกว่ามาหรอก แต่สุดท้ายแล้วคนที่เข้าใจผิดไม่ใช่เด็กน้อยโดโรธี แต่เป็นคุณพ่อของเธอเองต่างหาก


ด้วยความคลั่งไคล้ในอียิปต์โบราณ โดโรธีจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เข้าใกล้อียิปต์ เธอใช้เวลาว่างในการศึกษาอียิปต์วิทยา ซึ่งก็ได้นักอียิปต์วิทยาแนวหน้าในสมัยนั้นอย่า เซอร์ เออร์เนส วอลลิส บัดจ์ ช่วยสอนให้ทั้งศาสตร์แห่งอียิปต์วิทยาและวิธีการอ่านอักษรภาพอียิปต์โบราณที่เธอเคยบอกว่าคุ้นตาจากศิลาโรเซตตา จนถือได้ว่าโดโรธีเองก็เป็นหนึ่งในนักวิชาการด้านอียิปต์ที่เก่งกาจคนหนึ่ง ซึ่งเมื่อเธออายุได้ 27 ปี ก็ได้ออกเดินทางไปหางานทำที่ลอนดอน เธอทำงานวาดการ์ตูนการเมืองที่เกี่ยวข้องกับการเรียกร้องเอกราชของอียิปต์จากประเทศอังกฤษ ซึ่งที่นี่เองที่โดโรธีได้พบกับหนุ่มชาวอียิปต์ ทั้งคู่แต่งงานกันและย้ายมาตั้งหลักปักฐานอยู่ที่อียิปต์ในปี ค.ศ. 1933 ก่อนที่จะมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน เธอตั้งชื่อลูกขายของตนว่า "เซติ (Seti) ซึ่งก็เป็นที่มาของชื่อ "อุม เซติ" ซึ่งหมายความว่า "มารดาแห่งเซติ" ในภาษาอาหรับนั่นเอง


บ่อยครั้งในยามค่ำคืน อุมเซติจะได้ยินเสียงประหลาดคล้ายภาษาอียิปต์โบราณพร่ำเรียกถึงเธอ บางครั้งทำให้เธอตกอยู่ในภวังค์ ซึ่งเธอก็ได้บันทึกเรื่องราว ณ เวลาที่ตัวเธอเองอยู่ในภวังค์นั้นด้วยเช่นกัน โดยเธอบอกว่า เธอเขียนมันเองโดยอัตโนมัติซึ่งเรื่องราวในนั้นก็ได้บอกถึงว่าในอดีตนั้น เธอเคยเป็นนักบวชหญิงที่มีชื่อว่า "เบนท์เรชีต" ซึ่งในช่วงที่เธอมีอายุได้ 12 ปีก็ได้เข้าไปรัชใช้ฟาโรห์เซติที่ 1 ในพระราชวัง ซึ่งหลังจากนั้นเธอกับเซติที่ 1 ก็ได้นัดพบกันที่สวนในวิหารหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งก็แน่นอนว่าเธอไม่ได้เป็นมเหสีที่ถูกต้อง แต้เป็นเพียงชู้รักลับ ๆ ขององค์ฟาโรห์เท่านั้นเอง


เวลาผ่านไป สามีของอุมเซติต้องมีภารกิจไปสอนหนังสือที่อิรัก ทำให้อุม เซติและลูกชายตัดสินใจย้ายมาตั้งหลักที่พีระมิดแห่งกิซ่า รับงานเป็นช่างเขียนแบบอยู่กับคณะนักอียิปต์วิทยาที่ขุดค้นอยู่บริเวณนั้น ซึ่งเธอก็ทำได้ดีเสียด้วย 


ในช่วงปี ค.ศ. 1952 และ ค.ศ. 1954 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุมเซติเมื่อเธอตัดสินใจเดินทางไปอไบดอส "บ้าน" ที่เธอใฝ่ฝันจะ "กลับมา" ทั้งชีวิตอุมเซติพยายามหางานทำให้ใกล้วิหารแห่งเซติที่ 1 มากที่สุด แต่ ณ เวลานั้นหมู่บ้านในอไบดอสทั้งไฟฟ้าและน้ำประปายังเข้าไม่ถึง แถมไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษอีกด้วย สุดท้ายในปี ค.ศ. 1956 อุมเซติก็ได้งานที่อไบดอสจนได้ โดยรับหน้าที่เป็นคนคัดลอกภาพจารึกบนผนัง ได้รับเงินวันละสองดอลลาร์ มาถึงเวลานี้เธอไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว เพราะว่าสามีของเธอได้ย้ายไปอยู่ที่คูเวตพร้อมกับนำลูกชายไปอยู่ด้วย




วิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ในนครอไบดอส



ที่อไบดอส อุมเซติพักอาศัยอยู่ในบ้านเล็ก ๆ ของชาวนาแถวนั้น เธอเข้าออกวิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 เป็นว่าเล่นจนชำนาญทางเป็นอย่างยิ่ง กล่าวกันว่าเธอรับหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์พิเศษให้กับคนที่เข้ามาชมวิหารซึ่งก็ทำให้เธอมีความสุขมาก เพราะเหมือนกับว่าเธอได้ใช้ชีวิตที่แท้จริงของเธออีกครั้งในฐานะนักบวชหญิงในวิหารแห่งอไบดอส นั่นจึงทำให้อุม เซติมีความสุขกับสิ่งที่ทำเป็นอันมาก


หนึ่งในความน่าทึ่งของอุม เซติที่สร้างความฉงนฉงายให้กับนักอียิปต์วิทยาที่ทำงานกับเธอก็คือความสามารถพิเศษเข้าขั้น "สัมผัสที่หก" ในการระบุตำแหน่งโบราณสถานต่าง ๆ ของอไบดอส อย่างที่เสนอไปแล้วว่าหลังจากที่เธอ "ฟื้นคืนชีพ" ขึ้นมาจากความตาย เธอก็ฝันเห็นโครงสร้างอาคารซึ่งก็คือวิหารแห่งอไบดอสพร้อมทั้งถามถึง "สวนประดับ" ของวิหารมาโดยตลอด ซึ่งตรงนี้ ดร.ฮันนี่ เอล ซีนี นักอียิปต์วิทยาที่เป็นเพื่อนร่วมงานคนสนิทของอุม เซติต้องทึ่งกับความสามารถอันชวนพิศวงตรงนี้เต็ม ๆ เพราะว่าอุม เซติสามารถระบุตำแหน่งของ "สวนประดับ" ในวิหารแห่งอไบดอสซึ่งถูกฝังอยู่ใต้ผืนทรายได้อย่างแม่ยำ ซึ่งที่ตรงนั้นมีการขุดค้นพบรากไม้และคลองชลประทานที่ถูกทราบทับถมไว้นานนับพันปี เป็นที่น่าพิศวงเป็นอันมากว่า อุม เซติทราบได้อย่างไรว่ามีสวนโบราณอยู่บริเวณนั้นจริง ประหนึ่งว่าภาพนิมิตของอาคารและสวนสวยงามที่เธอเห็นมาตลอดตั้งแต่อายุ 4 ขวบ สะท้อนถึงความจริงบางอย่างที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายของวิหารแห่งอไบดอสจริง ๆ




มัมมี่ของฟาโรห์เซติที่ 1 ถือเป็นหนึ่งในมัมมี่ที่หล่อเหลา

ที่สุดองค์หนึ่งของไอยคุปต์


อีกหนึ่งความลับสำคัญที่อุม เซติไม่เคยเปิดเผยกับใครเลยนอกจากเพื่อนร่วมงานคนสนิทอย่างดร. ซีนีก็คือเรื่องนิมิตที่เธอ (ในร่างของเบนท์เรชีตในอดีต) เคยเป็นชู้รักของฟาโรห์เซติที่ 1 นั่นล่ะ ตรงนี้เธอได้บอกกับดร.ซีนีว่า ฟาโรห์เซติที่ 1 หลงรักเบนท์เรชึตมาตั้งแต่เธออายุได้เพียงแค่ 14 ปี หลังจากลักลอบมีสัมพันธ์อย่างลับ ๆ มาได้ระยะหนึ่ง เธอก็ตั้งครรภ์ ซึ่งแน่นอนว่าความลับนี้จะถูกเปิดเผยไม่ได้ แต่สุดท้ายความก็แตก ทางวิหารรู้ว่าเธอตั้งครรภ์เพียงแค่ว่ายังไม่ทราบว่าสามีของเธอคือใคร เมื่อจวนตัวมากเข้า เบนท์เรชีตจึงตัดสินใจฆ่าตัวตายเพื่อไม่ให้ใครล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วสามีลับ ๆ ของเธอก็คือฟาโรห์เซติที่ 1 ซึ่งเมื่อพระองค์ทราบข่าวการเสียชีวิตของเบนท์เรชีตก็โศกเศร้าเป็นอย่างมาก จึงประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันลืมนางได้ลงอย่างแน่นอน


เรื่องในอดีตจบลงเพียงเท่านี้ แต่สิ่งที่อุม เซติเล่าต่อไปเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอในปัจจุบัน ซึ่งฟังดูแล้ว เหลือเชื่อ เป็นอย่างยิ่ง เธอบอกว่าหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่ฟาโรห์เซติที่ 1 ได้ลั่นวาจาเอาไว้ก็คือพระองค์จะ "กลับมา" หาเธออย่างแน่นอน อุม เซติเล่าให้ดร.ซีนีฟังว่า ในค่ำคืนหนึ่ง ในขณะที่เธอกำลังหลับใหล พลันก็ต้องตกใจตื่นเพราะมีความรู้สึกเหมือนมีอะไรมากดทับที่หน้าอก เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าสิ่งที่กดทับหน้าอกของเธออยู่นั่นก็คือ "ฟาโรห์เซติที่ 1" นั่นเอง ซึ่งนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่องค์ฟาโรห์โผล่มาให้อุม เซตได้หายคิดถึง บางครั้งพระองค์ก็มาในรูปร่างของชายวัยห้าสิบปลาย ๆ แต่ยังหล่อเหลา ซึ่งทั้งคู่ก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตลอดทั้งคืน โดยอุม เซติกล่าวว่าการที่ฟาโรห์เซติที่ 1 จะมาหาเธอนั้นต้องได้รับการอนุญาตจากสภาสูงของโลกใต้พิภพของชาวอียิปต์โบราณเสียก่อน และในอนาคตเมื่ออุม เซติถึงคราวต้องเดินทงไปยังโลกหลังความตายบ้าง พระองค์ก็พร้อมเสมอที่จะอภิเษกกับเธออีกครั้ง


นอกจากเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ ของอุม เซติ และฟาโรห์แล้ว อีกหนึ่งความน่าทึ่งของเธอก็คือการทำนายถึงห้องโถงลับใต้ดินซึ่งยังคงซ่อนตัวอยู่ใต้วิหารแห่งอไบดอส เธอกล่าวว่าห้องโถงนี้เปรียบเสมือนห้องสมุดที่เก็บข้อมูลทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และศาสนาเอาไว้มากมาย แต่กระนั้นจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีการค้นพบห้องโถงใต้ดินที่ว่ามานี้แต่อย่างใด ไม่ใช่เพียงแค่ห้องโถงใต้ดินเท่านั้น อุม เซติยังกล่าวต่อไปอีกว่า กลุ่มอาคารโอซีเรียน ที่นักอียิปต์วิทยาในปัจจุบันเสนอกันว่าสร้างโดยฟาโรห์เซติที่ 1 นั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นโครงสร้างที่ปรากฏมาก่อนหน้านั้นยาวนานแล้ว ส่วนมหาสฟิงซ์แห่งกิซ่าที่นักอียิปต์วิทยาเสนอว่าอยู่ในรัชสมัยของฟาโรห์คาเฟรนั้น อุม เซติก็บอกว่ามันเก่าแก่ยิ่งกว่านั้นเสียอีก และสร้างขึ้นเพื่อบูชาเทพเจ้าฮอรัส ซึ่งแท้ที่จริงแล้วประเด็นความเก่าแก่ของสฟิงซ์ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่นักอียิปต์วิทยาปัจจุบันอยู่เช่นกัน


สิ่งต่าง ๆ ที่อุม เซติได้เสนอเอาไว้จะเป็นความจริงหรือไม่ หรือแท้ที่จริงแล้วเธอจะเพียงแค่ "เพี้ยน" ไปเท่านั้น ตรงนี้นักวิทยาศาสตร์และนักอียิปต์วิทยาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้อย่างไร อุม เซติหรือโดโรธี เอดีจะเป็นนักบวชหญิงเบนท์เรชีตที่กลับชาติมาเกิดใหม่จริงหรือไม ลองมาฟังแนวคิดในเชิงวิชาการกันดูบ้าง


แน่นอนว่า การวิเคราะห์ในเชิงวิทยาศาสตร์ก็จะโฟกัสไปที่ว่าอุม เซติเคยตกบันไดจนถึงขั้นหมดสติมาแล้ว นั่นแปลว่าถ้าสมองของเธอได้รับการกระทบกระเทือนจริงก็อาจจะส่งผลให้เกิดอาการแปลก ๆ เช่นนี้ได้เหมือนกัน นอกจากนั้นแล้ว เรื่องราวต่าง ๆ ที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับ อุม เซตินั้นมาจาก "ตัวเธอเอง" ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เธอเล่าว่าเธอตกบันไดจนถูกวินิจฉัยว่าเสียชีวิตไปแล้ว ซึ่งในบันทึกก็ไม่มีบอกว่าแพทย์คนใดวินิจฉัยเช่นนั้น ไม่สามารถไปสืบเสาะหาเพื่อพิสูจน์ความจริงได้ นอกจากนั้นที่เธอบอกว่าเธอวิ่งไล่จูบเท้ารูปปั้นอยู่ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษนั้นก็เป็นเรื่องที่เธอเล่าให้เราฟังอีกเช่นกัน โดยไม่ได้บอกด้วยว่าเป็นเรื่องที่เธอจำได้เองหรือเป็นเรื่องที่พ่อกับแม่เล่าให้เธอฟังทำให้เราไม่สามารถมั่นใจได้ว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นจะถูกต้องตามจริง เพราะแน่นอนว่าความทรงจำของเด็กอายุเพียงแค่ 4 ขวบเมื่อนำมาเล่าใหม่ด้วยตัวเองในอีกหลายปีให้หลังย่อมต้องมีความผิดเพี้ยนไปบ้างเป็นธรรมดา ซึ่งก็ไม่สามารถไปสืบเสาะหาความจริงจากเรื่องราวเหล่านี้ได้อีกเช่นกัน


ถ้ามองในทางอียิปต์วิทยาบ้าง ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน อุม เซติบอกว่าเธอ "กลับชาติมาเกิด" ซึ่งในชาติก่อนนั้นเธอเป็นนักบวชหญิงในวิหารของฟาโรห์เซติที่ 1 ซึ่งถ้าเราวิเคราะห์จากมโนคติความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณแล้วนั้น พวกเขาไม่เคยคิดที่จะมา "เกิดใหม่" ในโลกนี้อีกเลย อีกทั้งยังไม่มีความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเกิดด้วย ถึงแม้ว่าการทำมัมมี่นั้นจะเป็นการรักษาร่างกายเอาไว้เพื่อให้วิญญาณได้กลับมาอาศัยก็จริง แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าจะเป็นการกลับมาเกิดใหม่ในปัจจุบัน เพราะโลกหน้าของพวกเขาคือ "ทุ่งต้นกก" ซึ่งเป็นดินแดนที่มีแต่ความสุขในโลกหน้า อีกทั้งถ้าว่ากันตามประวัติศาสตร์อียิปต์โบราณแล้วนั้น ยังไม่มีนักอียิปต์วิทยาคนใดค้นพบพระนามของนักบวชหญิงที่ชื่อ "เบนท์เรชีต" เลย เพราะนักอียิปต์วิทยาทราบดีว่าฟาโรห์เซติที่ 1 มีมเหสีเพียงแค่องค์เดียว (ผิดวิสัยฟาโรห์อียิปต์โบราณทั่วไปอยู่กันเหมือนกัน) นั่นก็คือสตรีที่มีชื่อว่า "มูต-ทูยา" ไม่มีหลักฐานถึงมเหสีองค์อื่น ๆ และไม่มีหลักฐานถึงเบนท์เรชีตเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น จากการขุดค้นทางโบราณคดีของนักอียิปต์วิทยาที่วิหารแห่งฟาโรห์เซติที่ 1 ที่อไบดอสมาจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะค้นพบห้องสมุดโบราณใต้ดินจริงอย่างที่อุม เซติเคยกล่าวไว้แต่อย่างใด นอกจากนั้นเธอยังเข้าออกวิหารแห่งนี้เป็นว่าเล่น เรียกได้ว่าบ่อยกว่านักอียิปต์วิทยาที่ขุดค้นอยู่ที่นั่นเสียอีก นั่นจึงไม่แปลกที่เธอจะสามารถระบุตำแหน่งของ "สวนประดับ" ได้อย่างแม่นยำ เพราะบางทีเธออาจจะไปแอบสำรวจมาก่อนแล้วด้วยก็เป็นได้ แต่ถึงอย่างนั้น นักอียิปต์วิทยาที่ร่วมทำงานกับเธอไม่มีใครจับได้ถึงความเสแสร้งแกล้งทำของเธอเลย ประหนึ่งว่าสิ่งที่อุม เซติแสดงออกมานั้นมันคือตัวตนที่แท้จริงของเธอก็ไม่ปาน


แต่น่าเสียดายที่สุดท้ายแล้วเราคงก็ทำได้เพียงแค่ตั้งสมมติฐานต่าง ๆ นานาเอาไว้เท่านั้นเอง เนื่องด้วยลมหายใจสุดท้ายของอุม เซติในวันที่ 21 เมษายน ค.ศ. 1981 ได้ปิดตายประตูสู่ความจริงของประเด็นนี้เอาไว้อย่างไม่มีวันกลับ สิ่งหนึ่งที่เราพอจะคาดเดาได้ก็คือ ถ้าอุม เซติเคยเป็นนักบวชหญิงเบนท์เรชีตแห่งไอยคุปต์จริง ๆ แล้วล่ะก็ ณ เวลานี้เธอคงกำลังมีความสุขอยู่กับฟาโรห์เซติที่ 1 ในดินแดนแห่งทุ่งต้นกกเป็นแน่แท้.



โดย สืบ สิบสาม

ที่มา : ต่วยตูนพิเศษ ปีที่ 43 ฉบับที่ 483 เดือนพฤษภาคม 2558









 

Create Date : 08 มิถุนายน 2558    
Last Update : 11 กรกฎาคม 2558 16:51:55 น.
Counter : 1944 Pageviews.  

ขุมทรัพย์จอมสลัด



ใครจะคิดบ้างว่า บนโลกที่เราอาศัยอยู่นี้จะมีความลึกลับดำมืดที่คลี่คลายไม่ออกแฝงซ่อนเร้นอยู่เป็นอันมาก โลกทุกวันนี้เจริญรุดหน้าด้วยวิทยาการจนสามารถเดินทางออกไปค้นหาเพื่อนบ้านที่อยู่ต่างดาวได้ แต่ความลับของโลกที่เราอาศัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน กลับไม่มีใครสามารถใช้วิทยาการเหล่านั้นไขมันออกได้บ้างเลย ดังเช่นความลับของขุมทรัพย์จอมสลัดที่จะกล่าวสถึงต่อไปนี้เป็นตัวอย่าง

ฝรั่งเรียกขุมความลับแห่งนี้ว่า "หลุมเงิน" (Money pit) เป็นโพรงลึกแทบไม่มีก้น ขุดไว้โดยน้ำมือมนุษย์ตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ แต่เข้าใจกันว่าคงเป็นสมัยโจรสลัดเรืองอำนาจอยู่ในท้องทะเลหลวงนั่นเอง และจุดมุ่งหมายที่ขุดไว้เพื่อเก็บซ่อนทรัพย์สมบัติที่ปล้นได้มา ถ้าใครไปค้นพบเข้าก็นอนใจได้เลยว่าความเป็นมหาเศรษฐีอยู่แค่เอื้อมมือแล้ว จึงมีผู้ไปเสาะแสวงค้นหาขุมทรัพย์ซึ่งเชื่อว่าคงซุกซ่อนอยู่ใต้หลุมลึกนั้นมากมายหลายหมู่คณะ นับตั้งแต่ที่มีผู้พบเห็นกันเป็นครั้งแรกคือ ค.ศ. 1795 เป็นต้นมา ทว่า สืบมาจนถึงบัดนี้เกือบสองปีแล้วก็ยังไม่มีผู้ใดค้นพบทรัพย์สมบัติ หรือค้นหาก้นของโพรงซ่อนเงินนี้สำเร็จเลย..ความลับก็ยังคงลึกลับอยู่ต่อไปอีกนานเท่าใดก็ยากจะรู้ เพราะเดี๋ยวนี้ดูเหมือนผู้คนจะราข้อยอมแพ้ความลับนี้ ไม่ลงทุนลงแรงไปขุดค้นอีกเลย



ขุมความลับมันนี่ พิทที่ว่านี้อยู่ในเกาะโอ๊ค นอกฝั่งโนวาสโกเชียของแคนาดาออกไปไม่มากนัก ผู้พบกลุ่มแรกได้แก่ หนุ่มอายุ 16 ปีชื่อ แดเนียบ แม็คกินนิส วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1795 (พ.ศ. 2338) เขาล่องเรือแคนูไปตามอ่าวมาโฮนี จนลุถึงเกาะเล็ก ๆ ที่มีต้นโอ๊คขึ้นเต็ม จึงแวะขึ้นที่นั่นและตรงกลางเกาะซึ่งเป็นที่ราบปราศจากพืชรกรุงรังนั่นเอง เด็กหนุ่มก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเป็นครั้งแรก นั่นคือบนกิ่งโอ๊คใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งขึั้นตระหง่านอยู่กลางลานเรียบเกลี้ยง มีเศษวัตถุคล้ายหมุดตอกเรือขนาดใหญ่แขวนติดกับเชือกคล้องอยู่บนกิ่ง ห้อยปลายที่ผูกหมุดเรือนั้นลงสู่พื้น ซึ่งแดเนียลสังเกตเห็นว่ามีรอยถูกขุดและกลบไว้อย่างหยาบ ๆ แน่นอนเขาเข้าไปคุ้ยดูความอยากรู้อยากเห็น และพบว่าภายใต้นั้นคือหลุมลึกดำมืดหลุมหนึ่ง

แดเนียล แม็คกินนิสแน่ใจว่ามาพบหลุมสมบัติเข้าให้แล้ว วันรุ่งขึ้นจึงไปชวนพรรคพวกอีก 2 คนมาช่วยกันขุด การค้นหาสมบัติบันลือโลกที่ต้องเปลืองทั้งแรงงานแรงเงินก็เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เด็กหนุ่มทั้ง 3 ขุดลงไปประมาณ 10 ฟุต ก็พบแผ่นกระดานหนามาก กว้างตั้ง 13 ฟุตขวางอยู่ และทุก ๆ ระยะ 10 ฟุตลึกลงไปเป็นต้องพบกระดานหรือซุงขนาดใหญ่ขวางไว้ทุกทีจนกระทั่งหมดเรี่ยวแรงไปตาม ๆ กัน เด็กหนุ่มทั้ง 3 ก็เลยยอมแพ้เลิกขุดและพากันกลับ แต่ก็ยังตั้งใจว่าจะกลับมาใหม่อีกครั้งเมื่อเขาพร้อมแล้ว 

อีก 9 ปีต่อมา ทั้งสามก็กลับคืนสู่โอ๊คไอส์แลนด์จริง ๆ คราวนี้ทุกคนเติบโตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วพกเงินทองเป็นทุนรอนมาด้วยพอสมควร เมื่อขุดขุมทรัพย์ลี้ลับนั้นลงไปจนถึงระยะ 90 ฟุต ทุกคนก็ได้รับความตื่นเต้นดีอกดีใจกันขนานใหญ่ ไม่ใช่ทรัพย์สมบัติมหาศาลอยู่ที่นั่น สิ่งที่ขุดไปนั้นเป็นเพียงแผ่นหินเรียบกว้างที่ปิดขวางทางไว้แผ่นหนึ่ง บนแผ่นหินจารึกอักษร อ่านได้ความว่า "ลึกลงไปอีก 40 ฟุตจะพบสมบัติมูลค่าสองล้านปอนด์ซ่อนอยู่" 



"เรารวยแน่แล้ว" แดเนียล แม็คกินนิสร้องบอกเพื่อนฝูงด้วยความดีอกดีใจจนเนื้อเต้น ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำของวันเสาร์ แดเนียลจึงคิดจะหยุดฉลองชัย 1 วัน พอถึงวันจันทร์ค่อยกลับมาขุดเอาทรัพย์สองล้านปอนด์ไป เพราะว่า "ยังไง ๆ เงินมันก็นอนรออยู่ที่นี่แหละน่า" เขาบอกกับเพื่อน ๆ อย่างนั้น แต่แล้วราวกับฟ้าผ่าโครมลงมาในเข้าวันจันทร์นั่นเอง เพราะหลุมที่ขุดไว้ในคืนวันเสาร์นั้นบัดนี้เจิ่งนองไปด้วยน้ำจังซึ่งไม่รู้ว่ามันเป็นน้ำจากที่ไหน ในเมื่อไม่มีฝนตกเลยแม้แต่น้อยนิด 
ทุกคนไม่สิ้นหวังต่างก็ลงแรงขุดหลุมขึ้นอีกข้าง ๆ ขุมทรัพย์นั้นเพื่อระบายน้ำในขุมเงินออกไปแต่ก็ไม่เป็นผล น้ำระบายออกไปได้ครู่เดียวก็เอ่อขึ้นมาใหม่จนไม่สามารถลงไปค้นหาสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้แผ่นหินเกลี้ยงนั้นได้เลย แดเนียลกับสหายจึงต้องรามือกลัวไปด้วยความผิดหวังอย่างแรง

ขุมทรัพย์ลี้ลับของใครก็ไม่ทราบนั้นถูกทอดทิ้งอยู่เดียวดายกลางเกาะโอ๊ค ต่อมานานถึง 45 ปีจึงมีบุคคลอีกคณะหนึ่ง นำโดยหนึ่งในจำนวนสองสหายของแดเนียล แม็คกินนิสกลับไปขุดหาทรัพย์สมบัติตามคำจารึกนั้นอีกในปี ค.ศ. 1849 คราวนี้มีการวางแผนกันอย่างละเอียดรอบคอบ สามารถค้นพบว่า ขุมทรัพย์นั้นมีทางติดต่อกับทะเลที่อ่าวสมิธโค๊ฟได้ จึงต้องทำเขื่อนดินขึ้นกั้นน้ำทะเลไม่ให้ไหลเข้าไปสู่ขุมทรัพย์ที่กำลังขุดลึกลงไปตั้ง 97 ฟุตได้ แต่แล้วน้ำทะเลก็ซัดเอาเขื่อนพังหมด ทุกคนไม่ละความพยายามขุดเป็นปล่องเพื่อระบายน้ำทะเลออกไปทางอื่น แต่ขุมทรัพย์ก็ยังมีน้ำขังอยู่เช่นเดิมไม่มีวันแห้ง ในที่สุดคณะค้นหาสมบัติรายนี้ก็ต้องยอมแพ้ไปอีกครั้ง

หลังจากนั้น ก็มีคณะค้นหาสมบัติพากันไปขุดอีกมากมายหลายคณะ เท่าที่มีการจดบันทึกไดว้ได้แก่ บริษัทโอ๊คไอส์แลนด์เอลโดราโ้คอมปานี ไปขุดหาสมบัติในปี ค.ศ. 1866 ไม่สำเร็จเหมือนรายแรก ๆ ต่อมาในปี 1894 บริษัทโอ๊คไอส์แลนด์เทรเซอร์ส์คอมปานี ก็ออกทำการขุดค้นอีกคราวนี้ทำทั้งเขื่อนกั้นน้ำ และขุดอุโมงค์ผันน้ำด้วยเสร็จสรรพเพื่อเอาชนะหลุมเงินมันนี่พิทให้จงได้ น้ำไหลเข้าท่วมหลุมสมบัติอีกตามเคย บริษัทนี้ต้องเลิกกิจการไปอย่างสิ้นเนื้อประดาตัว

ในปี ค.ศ. 1938 และ 1942 ก็มีคณะบุคคลอีก 2 คณะ ไปขุดหาสมบัติกันอย่างเอิกเกริกลงเอยด้วยความล้มเหลวเหมือนรายอื่น ๆ แต่ในช่วงเวลานี้ ได้มีการศึกษาและค้นคว้ากันยกใหญ่ถึงที่มาและเจ้าของขุมทรัพย์มันนี่พิท จนกระทั่ง ค.ศ. 1929 เฮอร์เบิร์ต ปาร์เมอร์ ทนายความชื่อดัง จึงพบแผนที่โบราณมากสามฉบับซ่อนอยู่ในหีบสมบัติเก่าแก่ภายในห้อง ซึ่งกล่าวกันว่า กัปตันคิดด์ จอมสลัดลือนามเป็นเจ้าของ

แผนที่โบราณนั้นแสดงที่ตั้งเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในทิศทางและมีรูปร่างลักษณะเหมือนเกาะโอ๊คไม่มีผิด เรื่องนี้จึงไปถึงมือผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิสูจห์หาข้อเท็จจริงและก็ตื่นเต้นเกรียวกราวกันใหญ่ เมื่อผู้เชี่ยวชาญการแผนที่โบราณแห่งพิพิธภัณฑ์เมืองอังกฤษยืนยันว่า แผนที่เก่าแก่ที่เฮอร์เบิร์ต ปาร์เมอร์ค้นพบนั้น เป็นแผนที่สมัยคริสต์ศตวรรษที่ 17 จริง และยังมีการยืนยันต่อไปด้วยว่า ลายมือที่ขีดเขียนอักษรบนแผนที่ก็เป็นลายมือกัปตันคิดด์จอมสลัดชื่อดังจริง ๆ ด้วย



อันว่า กัปตันวิลเลี่ยม คิดด์ ผู้นี้ ใคร ๆ ก็รู้จักดีว่าเป็นจอมสลัดชื่อดังที่ขึ้นล่องมาสมุทรแอตแลนดิก ออกปล้นสะดมเรือสินค้าและเรืออื่น ๆ จนเป็นที่คร้ามเกรงของคนทั่วไป แต่ถึงจะเก่งกาจอย่างไรก็ตาม จอมสลัดผู้นี้ก็ถูกจับได้ และถูกตัดสินแขวนคอในปี ค.ศ. 1701

ว่ากันว่าก่อนตายกัปตันคิดด์ได้ลั่นวาจาเป็นคำสาปแช่งอันน่ากลัวว่า "ใครบังอาจไปขุดหาขุมสมบัติของข้า จะได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาหัส" ไม่มีใครรู้เลยว่า กัปตันจอมสลัดซ่อนทรัพย์สมบัติที่ตีชิงปล้นมาไว้ที่ไหน? ก็เลยเดาเอาว่าคงซ่อนไว้ในขุมทรัพย์มันนี่พิทที่เกาะโอ๊คนี่แหละ เมื่อรู้ความจริงกันอย่างนี้แล้ว ใครต่อใครก็พากันออกค้นหาสมบัติเป็นการใหญ่ยิ่งขึ้น เพราะแน่ใจว่าสมบัติของกัปตันคิดด์นั้นมีจำนวนมหาศาลแน่นอน แต่ดูเหมือนคำสาปประจำขุมทรัพย์ของกัปตันจะเป็นความจริงขึ้นมาบ้างแล้ว เพราะในปี ค.ศ. 1965 นั่นเอง ขุมทรัพย์อาถรรพ์ก็กลืนชีวิตนักค้นหาสมบัติรวดเดียว 4 ชีวิต เมื่อปั๊มน้ำในหลุมระเบิดขึ้นขณะทำการขุดค้นหาสมบัติกันอยู่ 

ต่อในปี 1976 นักธุรกิจจากมอนทรีอัลจำนวน 12 คน ก็รวมทุนกันกว่าสองแสนคน ก็รวมทุนกันกว่าสองแสนปอนด์ ตั้งเป็นบริษัทไทรทันอัลไลแอนซ์ ออกทำการสำรวจค้นหาวิธีขุดสมบัติขึ้นจากก้นหลุมด้วยเทคนิควิชาการอันทันสมัยที่สุด เป็นเวลานานถึง 4 ปี จึงขุดลึกถึง 212 ฟุต และใช้กล้องถ่ายโทรทัศน์จับภาพใต้ก้นหลุมนั้น สิ่งที่กล้องถ่ายออกมาได้นั้นน่าพิศวงเป็นอันมาก นั่นคือ เป็นภาพเลือน ๆ ของกล่องไม้แบบโบราณขนาดมหึมา 3 ใบ ขวานแบบเก่า 1 เล่ม และสิ่งสุดท้ายที่พบในภาพ ทำให้ทุกคนสะดุ้งไปตาม ๆ กัน มันเป็นมือข้างหนึ่งที่อยู่ในลักษณะกำครึ่ง ๆ วางอยู่บนพื้นลักษณะถูกตัดขาดแค่ข้อมือ!!

สิ่งอื่น ๆ ที่ขุดพบได้แก่เศษไม้จากซากเรือสมัยคริสต์ศตวรรษที่ 18 และเศษเหล็กจากซากเรือลำเดียวกัน คณะขุดสมบัตินำส่วนที่พบนี้ส่งห้องทดลอง และนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการทดสอบหาอายุด้วยกรรมวิธีทันสมัยพบว่า มันมีอายุประมาณ 250 ปี แต่ก็เพียงเท่านั้นเองที่คณะค้นสมบัติรายนี้ค้นพบ เทคนิคและวิชาการแผนใหม่ไม่ช่วยให้ขุดสมบัติขึ้นจากหลุมอาถรรพณ์ได้เลย ผู้ที่เชื่อไสยศาสตร์ต่างก็พากันกล่าวว่า คำสาปแช่งของกัปตันคิดด์นั้นฉมังนัก จะไม่มีใครได้สมบัติของเขาเป็นอันขาด ถ้ากัปตันไม่ยินยอม

ตลอดเวลาที่ผ่านมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ก็ยังมีการถกเถียงกันเกี่ยวกับความลับของขุมสมบัตินี้อยู่ ส่วนมากเชื่อว่าเป็นขุมสมบัติของกัปตันคิดด์จอมโจรสลัดแน่ ๆ แต่หลายรายยังสงสัยอยู่ โรแบร์ ฟรู์ไนซ์ นักเขียนชื่อดังสรุปเป็นทฤษฎีต่างจากคนอื่นว่า เขาชื่อว่า ขุมความลับมันนี่พิทนี้ถูกขุดขึ้นในสมัยสงครามอิสรภาพระหว่างอังกฤษและอเมริกาในราวปี ค.ศ. 1788 เซอร์ เฮนรี่ คลินตัน เป็นผู้ขนสมบัติมหาศาลซึ่งส่วนมากเป็นทองที่ใช้ในกองทัพ ไปซ่อนไว้ในหลุมดังกล่าวนี้เพื่อจะมาขุดเอาไปในภายหลัง ซึ่งก็ไม่มีใครทราบว่า ทองมหาศาลนั้นท่านเซอร์ให้ใครมาขุดเอาไปแล้วหรือยัง?

ขุมทรัพย์มันนี่พิทจึงเป็นสิ่งท้าทายนักแสวงหาโชคและนักแสวงหาเรื่องลี้ลับอยู่เสมอ จนกว่าจะมีใครสักคนประสบความสำเร็จลงไปสำรวจก้นหลุมได้สำเร็จ และยกเอาหีบโบราณที่ถ่ายรูปได้นั้นขึ้นมาเปิดพิสูจน์...แต่ว่าใครล่ะจะทำได้ในเมื่อการค้นหาความลับนี้ต้องใช้ทุนรอนไม่น้อยเหมือนกัน 


ที่มา : ต่วย'ตูนพิเศษ ปีที่ 40 ฉบับที่ 480 เดือนกมภาพันธ์ 2558 











 

Create Date : 17 กุมภาพันธ์ 2558    
Last Update : 3 มิถุนายน 2558 16:14:10 น.
Counter : 968 Pageviews.  


BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.