4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

หวงนักต้องจับตาย



วันเสาร์ที่ 13 เมษายน 1996 เวลา 7 โมงเช้า เอิร์ล ลิตเติ้ลผลักประตูห้องของเขาที่ห้องพักมหาวิทยาลัยไมอามี่ แต่มันกลับเปิดไม่ออกทั้งที่ลิตเติ้ลเป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมเฮอริเคนส์ของมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องมีรูปร่างกำยำล่ำสันพอสมควร “ทำไมมันเปิดไม่ออก” เอิร์ล ลิตเติ้ลคิด เขารู้ทันทีว่าคงต้องมีของหนักอะไรสักอย่างมาขวางประตูไว้ สิ่งที่เขาคิดนั้นถูกเผงทีเดียวเพราะสิ่งที่ขวางอยู่ตรงนั้นคือร่างโชกเลือดของมาร์ลิน บาร์น เพื่อนร่วมห้องร่างสูงถึง 6 ฟุตกว่า น้ำหนัก 215 ปอนด์ และเป็นดาราฟุตบอลของมหาวิทยาลัยไมอามี่เช่นเดียวกัน ทั้งตกใจและกลัว ลิตเติ้ลซึ่งรู้จักกับบาร์นส์มาตั้งแต่เรียนอยู่เกรด 2 รีบวิ่งแจ้งออกไปโทรศัพท์ที่ริมถนน เขาบอกกับพนักงานรับสาย 911 ว่า "ผมพยายามจะเปิดประตูห้องแต่ดูเหมือนติดอะไรบางอย่างอยู่ ผมจึงมองลอดพื้นจึงเห็นเลือดไหลนองไปหมดเพื่อนรักของผมถูกเชือดใบหน้าของเขาถูกกรีดยับเยิน ผมไม่อยากเข้าไปข้างในเพราะไม่ทราบว่าจะมีใครอยู่ในนั้นหรือเปล่า!" 

นายตำรวจแดน โอเพิร์ท ซึ่งมารับทำงานพิเศษนอกเวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นคนแรกที่มาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลา 7.35 น. เขาออกแรงดันประตูเข้าไปและได้พบว่าบาร์นส์นอนจมกองเลือดอยู่ที่พื้นห้อง โอเพิร์ทพร้อมด้วยจ่าอับราฮัม เฟอร์นานเดซ ตำรวจประจำมหาวิทยาลัยเข้าตรวจค้นทั่วห้องเพื่อหาตัวคนร้ายที่อาจยังหลบอยู่แต่กลับได้พบเหยื่อเคราะห์ร้ายเพิ่มอีกคนหนึ่งคือแฟนสาวของบาร์นส์ "ทิมวานิกา ลัมพ์กินส์" ซึ่งไม่ได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยนี้ นอนคว่ำอยู่ในห้องนอนหนึ่ง เธอยังมีลมหายใจอยู่ เธอถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลแจ็คสัน เมมโมเรียล กลางเมืองไมอามี่โดยเฮลิคอปเตอร์เพื่อแข่งกับความตาย แต่ก็ไม่ได้ผลเธอสิ้นใจในอีกไม่กี่นาทีหลังจากนั้น จากการตรวจสอบรอยเลือดที่กระเซ็นอยู่ ดูเหมือนว่าบาร์น จะเปิดประตูให้ใครคนหนึ่งซึ่งเป็นฆาตกร และคนนั้นก็เข้ามาแล้วถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน ลัมพ์กินส์ แฟนของบาร์นส์ ถูกฆาตกรตีด้วยของไม่มีคมที่หลังศีรษะ สถานที่เกิดเหตุดูน่าสยดสยองมากเสียจนเจ้าหน้าที่ ต้องเข้ามาเคลียร์พื้นที่ถึง 10 คน และต้องประชุมกันอย่างเคร่งเครียด เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์สำหรับทำเรื่องนี้ จากสภาพศพ และบาดแผลของผู้ตายทั้งสองคนที่ค่อนข้างแตกต่างกันทำให้กลุ่มนักสืบเริ่มไม่แน่ใจว่าคนร้ายเป็นมีกี่คนกันแน่??



การแถลงข่าวครั้งแรกของเจ้าหน้าที่ จึงยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก "ในชั้นนี้การสืบสวนยังอยู่ในระยะเริ่มต้น" โฆษกกล่าว "เรายังไม่ได้ตัวผู้ต้องสงสัย ทั้งยังไม่ทราบถึงมูลเหตุจูงใจหรือวิธีที่ใช้ในการฆาตกรรม" เพื่อร่วมทีมอีกคนหนึ่งออกความเห็นว่าคนที่ฆ่าบาร์นส์จ
ะต้องเป็นคนที่มีรูปร่างใหญ่โตมาก "มาร์ลินเป็นคนตัวโตอยู่แล้ว คนที่จะคว่ำเขาลงได้คงต้องลำบากหน่อย" มหาวิทยาลัยเอกชน อายุ 70 ปีแห่งนี้ได้จัดมาตรการพิเศษเพื่อบรรเทาความหวาดกลัวลงโดยประธราสภามหาวิทยาลัย แทค ฟูท สั่งให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยเป็นสองเท่าทันที ทั่วมหาวิทยาลัยมีตำรวจประตำอยู่ถึง 26 คน และนักศึกษาก็ต้องมีบัตรผ่าน ตำรวจกอรัล เกเบิลส์ต้องทำหน้าที่สายตรวจอีกหน้าที่หนึ่ง และนักศึกษาสามารถขอการคุ้มกันจากอาคารหนึ่งไปยังอีกอาคารหนึ่งได้ในเวลากลางคือ พิธีไว้อาลัยต่อบาร์นส์มีขึ้นอย่างเงียบสงบทั้งที่มีเพื่อนร่วมทีมและญาติสนิทมิตรสหายอื่น ๆ มาร่วมงานถึง 1500 คน แต่แล้วความสงบในพิธีก็ถูกทำลายลงเมื่อตำรวจจู่โจมเข้าไปจับกุมชายสองคนพร้อมอาวุธปืนหนึ่งในนั้นคือโจเซฟ บรินสันอายุ 23 ปี ถูกจับในข้อหาพกหาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อมาภายหลังตำรวจพบว่าบรินสันเป็นญาติกับลาแบรนท์ "แอนโธนี่" เดนนิสชายวัยเดียวกันซึ่งเป็นแฟนเก่าของลัมพ์กินส์และมีลูกกับเธอหนึ่งคน ขณะนี้อายุ 3 ขวบแล้ว ขณะที่เดนนิสกับลูกสาวมาร่วมงานศพของลัมพ์กินส์อยู่ในโบสถ์ ตำรวจได้เข้าตรวจค้นรถของเขาและยึดได้ปืนพกอีกกระบอกหนึ่ง เมื่อเดนนิสทราบเขาผลุนผลันออกมาจากโบสถ์และส่งเสียงโวยวาย อย่างโกรธจัดที่ตำรวจเข้าตรวจค้นและยึดทรัพย์ของเขาโดยไม่มีหมายค้นและไม่ได้รับอนุญาติจากตัวเขาก่อน ข้อหามีอาวุธปืนจึงต้องตกไปเมื่อคดีถึงศาล เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งปีแล้ว ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยคนใดได้นักสืบเองก็หัวหมุนอยู่กับการติดตามเบาะแสต่าง ๆ อย่างหนึ่งที่น่าจะเกี่ยวข้องก็คือเหตุการณ์ในไนท์คลับที่ผู้ตายทั้ง 2 ไปร่วมงานเลี้ยงก่อนหน้าที่จะกลับมาถูกฆ่าเพียงครู่เดียว

มีคนเห็นบาร์นส์และลัมพ์กินส์ยังอยู่ด้วยกันในไนท์คลับแห่งหนึ่งที่หาดใต้เมื่อเวลา 5.00 น. เช้าวันเสาร์ ทั้งคู่ได้ไปที่เลาจน์ซัลเวชั่นซึ่งเป็นค็อกเทลเลาจน์ขึ้นชื่อแห่งหนึ่งของหาดไมอามี่ ซึ่งมีนักกีฬาชื่อดังจากทีมดัลลัส คาวบอยและทีมไมอามี่ดอลฟินส์ไปร่วมงานการกุศลอยู่ที่นี่ตลอด พยานหลายคนบอกกับตำรวจว่ามีแขกที่มาร่วมงานคนหนึ่งเกิดต้องใจลัมพ์กินส์ขึ้นมาเหลือประมาณเพราะเธอเป็นคนสวยที่ต้องตาชาย เฉกเดียวกับน้ำหวานที่อยู่ในอกไม้ที่ล่อใจหมู่ภมรกระนั้น บาร์นส์ซึ่งเป็นคนพาเธอไปดูจะไม่ค่อยพึงใจกับท่าทีของหนุ่มนักรักคนนั้นนัก จึงบอกให้เขาถอยออกไปโดยไม่มีเงื่อนไข การปะทะคารมกันอย่างเผ็ดร้อนเริ่มขึ้นจากจุดนี้ แล้วทั้งคู่ก็พากันออกไปตะลุมบอกกันต่อข้างนอกไนท์คลับอีกสักครู่ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่ของไนท์คลับมาแยกออกจากกัน พยานอย่างน้อยหนึ่งคนให้การกับตำรวจหลังจากทั้งคู่ถูกแยกออกจากกันแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามของบาร์นส์บอกกับเขาอย่างเคียดแค้นว่า "ระวังไว้! มันยังไม่จบง่าย ๆ หรอก" 

ตอนที่บาร์นส์และลัมพ์กินส์ออกจากงานมาเมื่อเวลาตีห้าก็พบว่ายางรถของเขาเกิดแบนอย่างลึกลับ เขาจึงไปเรียกรถมาลากไป "สงสัยผมคงไปวิ่งทับอะไรที่ไหนมาสักแห่ง" บาร์นส์บอกกับคนขับรถยก "ไม่ใช่แน่ครับ"คนขับแย้ง "ยางนั่นมีรอบถูกกรีด ผมว่าคุณอาจมีอริอยู่ข้างนอกนี้มากกว่า" หนุ่มสาวทั้งสองนั่งรถยกกลับไปที่หอพักมหาวิทยาลัยซึ่งอยู่ไกลออกไปประมาณครึ่งชั่วโมง ลัมพ์กินส์หลับซบไปกับบ่าของบาร์นส์ เมื่อมาถึงหอพักก็ปาเข้าไป 6 โมงเช้าแล้ว บาร์นส์จึงรีบจ่ายเงินให้คนขับแล้วเดินเข้าไปในหอซึ่งเป็นห้องชุด 2 ห้องนอนพร้อมห้องรับแขกและห้องครัว และนั้นคือภาพสุดท้ายที่เห็นคนทั้งคู่มีชีวิตอยู่อย่างไรก็ตาม เมื่อตำรวจทำการสอบสวนคู่อริของผู้ตาย แต่ก็ไม่สามารถจับตัวเขาได้เพราะเขาสามารถให้ที่อยู่ของเขาในช่วงเวลาที่เกิดฆาตกรรมได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันตำรวจได้ดำเนินการตรวจสอบผู้คนรอบข้างของบาร์นส์ไปพร้อม ๆ กันด้วย เผื่อจะพบว่ามีใครแอบแทงเขาข้างหลังบ้างหรือไม่ เบาะแสในการสืบสวนประการที่สองที่นักสืบสนใจคือเครื่องเพชรและรางวัลที่ได้รับจากการเล่นกีฬาซึ่งหายไปจากหอหลังการฆาตกรรม ในบรรดาของที่หายไป มีสร้างทองเส้นใหญ่ราคาแพงที่บาร์นส์จะสวมติดคอไว้เสมอ รวมทั้งแหวนและถ้วยรางวัลต่างๆที่เขาได้รับจากการเป็นนักฟุตบอล ตำรวจต้องไปเฝ้าอยู่ตามโรงรับจำนำและแหล่งค้าของผิดกฎหมายไม่เฉพาะแต่ในฟลอริดาตอนใต้เท่านั้น แต่เป็นทั่วประเทศเลยทีเดียว



สถานการณ์เริ่มเข้มข้นขึ้น เมื่อมีนักทายผลแข่งม้าคนหนึ่งโทรศัพท์เข้าไปแจ้งตำรวจว่าเขาได้ยินการสนทนาที่พูดพาดพิงถึงการฆาตกรรมที่หอพักนักศึกษา และปืนลูกซองกระบอกหนึ่งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่ตำรวจเชื่อว่าใช้ยิงเหยื่อฆาตกรรมครั้งนั้น ตำรวจไปพบกับเจ้าของปืนลูกซองกระบอกนั้นอีกต่อหนึ่ง เจ้าของปืนบอกตำรวจว่าเขาให้เพื่อนคนหนึ่งยืมปืนไปก่อนจะมีเหตุฆาตกรรมครั้งนั้น เขาไม่ได้ถามว่าจะเอาไปใช้อะไร และหลังจากนั้นไม่นานเพื่อนคนนั้นก็นำปืนกลับมาคืนให้ "มันชำรุด" ปืนที่กลับมาในสภาพเสียหายแตกหักถูกยัดใส่มาในกระเป๋ากีฬาสีน้ำเงินเปื้อนเลือดเขรอะ พร้อมกับมีดพกเล่มหนึ่งและเสื้อผ้าสีทึบอีกบางชิ้น "ผมรู้สึกกลัวและสับสนมาก และรู้สึกว่าคงต้องมีสิ่งผิดปรกติเกิดขึ้นแน่ ๆ" เขาอธิบายต่อถึงเหตุที่ตัดสินใจจะนำปืนและมีดพกเล่มนั้นไปทิ้งในทางน้ำ ส่วนเสื้อผ้าในกระเป๋าเขานำไปทิ้งถังขยะหลังซุปเปอร์มาร์เก็ดแห่งหนึ่ง "ตอนนั้นผมไม่ทราบเรื่องฆาตกรรมที่มหาวิทยาลัยไมอามี่" เขาให้การ "ผมเพียงแต่ไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุอะไรก็ตามที่กำลังเกิดขึ้นเท่านั้น" ตำรวจพบปืนที่นำทิ้งไปในทางน้ำข้างถนนช่วงระหว่างถนนเชื่อรัฐหมายเลข 95 กับถนนนอร์ธเวสต์ 15 ในไมอามี่ เมื่อตำรวจไปหาปืนกระบอกนี้จนพบ ไม่มีรอยนิ้วมือติดอยู่เลย "มันจมอยู่ในน้ำและรูปร่างบิดเบี้ยวไปหมด" ต่อมาตำรวจก็ทราบคนที่ยืมปืน เขาคือไปคือลาแบรนท์ เดนนิส แฟนเก่าของทิมวานิก้า ลัมพ์กินส์ 

เดนนิสโด่งดังอยู่ในไมอามี่ในฐานะนักร้องเพลงแร็พของวงเดอะด๊อกส์และเคยได้รับความนิยมทั่งประเทศอยู่พักหนึ่ง เขาใช้ชื่อบนเวทีว่า แอนท์ ดี. วงเดอะด๊อกส์เคยออกอัลบั้มเพลงออกมาแล้ว 2 อัลบั้ม เคยติดอันดับ 100 เพลงของ BILLBORD แม๊กกาซีนช่วงปี 1990 แผ่นดิสก์ของเพลงวงนี้เคยขายดีอยู่ในประเทศแถบลาติน อเมริกา ญี่ปุ่น และยุโรป สถานีโทรทัศน์เคยแพร่ภาพเทปการแสดงของวงนี้ ทำให้บรรดาแฟนเพลงแร๊พนับร้อยนับพันคลั่งไคล้ในท่วงทำนองอันหนักหน่วงของเสียงเบสและลีลาการเค้นที่ส่อถึงการแสดงออกอย่างเร่าร้อนทางเพศ สไตล์เพลงของวงเน้นไปทางดุเดือด เข้มข้น ผู้หญิงจะถูกเปรียบเป็นสุนัขเพศเมียหรือเป็นเครื่องเล่นทางเพศเท่านั้น "พวกเขาเกือบจะดังระเบิดแล้วตอนนั้น" บริษัทผู้อัดแผ่นเสียงรายหนึ่งในไมอามี่กล่าว "เด็กพวกนี้สามารถสร้างชีวิตอันเหลือเชื่อขึ้นมาได้อยู่สักพักหนึ่ง สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการถีบตัวขึ้นสู่จุดสูงสุดสักครั้งหนึ่ง แต่เขาก็ทำไม่ได้ สมาชิกคนหนึ่งลาออกจากงาน หลังจากนั้นวงก็ตกต่ำลงเรื่อย ๆ" เดนนิสเล่นฟุตบอลอยู่กับทีมเอดิสัน-ไฮย์ของไมอามี่และเคยไปเล่นให้กับทีมดีไฟอันซ์ในรัฐโอไฮโอระยะหนึ่ง แต่เขาเริ่มมีผลงานทางการแสดงที่นี่ก่อนที่จะลาออกมายึดอาชีพทางดนตรีแร็พ เขาทำหน้าที่เป็นนักเต้นนำในการออกแสดงบนเวที เมื่อนักร้องนำของวงแยกออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว เงินทองก็เริ่มหดหาย เดนนิสจึงตกจากสวรรค์หันมารับงานพิเศษในแผนกจัดเลี้ยงที่สโมสรของกอรัล กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์สปา ร่วมกับแม่ของมาร์ลิน บาร์นส์ ขณะเดียวกันก็ยังพยายามกลับสู่วงการเพลงให้ได้อีกครั้ง

เมื่อตำรวจนำตัวเขามาสอบปากคำ เดนนิสอ้างว่าในขณะเกิดเหตุเขาอยู่กับเพื่อน ๆ หลาย ๆ คน ซึ่งพวกเพื่อน ๆ ของเขารับรองว่าจริง เพื่อนฝูงและญาติมิตรของลัมพ์กินส์ให้การว่า เธอเคยมีความสัมพันธ์อย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆอยู่กับเดนนิสถึง 4 ปี เพิ่งจะมาเลิกกันเมื่อไม่กี่อาทิตย์ก่อนที่จะถูกทุบจนตายนี่เอง ทั้งสองมีปากเสียงกันบ่อยครั้ง แต่ละครั้งอยู่ในขึ้นรุนแรงทั้งนั้น เพื่อนบ้านคนหนึ่งบอก คนใกล้ชิดหลายคนบอกว่าลัมพ์กินส์เคยถูกซ้อมจนตาเขียวมาอย่างน้อยครั้งหนึ่ง ส่วนญาติอีกคนหนึ่งก็บอกว่าเธอกำลังคิดจะเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเดนนิส ในข้อหาก่อความรุนแรงในครอบครัว ก่อนเกิดฆาตกรรม ลัมพ์กินส์เริ่มไปไหนมาไหนกับบาร์นส์ที่เคยควงกันมาตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น มัธยมปลาย เมื่อเธอตัดสินใจจะเลิกร้างกับเดนนิส เธอมาขอให้บาร์นส์ช่วยย้ายของออกจากบ้านของเดนนิส เข้าบ้านย่าของเธอให้ด้วย ตำรวจคิดว่าเหตุการณ์เหล่านี้น่าจะเกี่ยวพันกับการฆาตกรรมได้ แต่เดนนิสก็อ้างที่อยู่ได้แน่นอนตำรวจจึงต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเป็นทวีคูณเพื่อหักล้าง "พยาน" พวกนั้นให้ได้ และเมื่อเดนนิสถูกจับกุมตัว นักสืบได้ชี้ประเด็นมูลเหตุจูงใจในการฆ่าว่าเป็นเพราะความหึงหวง "ตำรวจไม่มีหลักฐาน" ฝ่ายมารดาของเดนนิสกล่าว "ลูกของดิฉันไม่ได้ทำ ฉันจะเข้าข้างเขาร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่นเดียวกับแม่คนอื่น ๆ เหมือนกัน ดิฉันไม่เชื่อว่าเขาเป็นคนทำ และไม่มีวันเชื่อเด็ดขาด" 

 


ทนายของเดนนิสคือ รอน กูราลนิคบอกว่าเดนนิสบริสุทธิ์ และกำลังจะปฏิเสธข้อกล่าวหาในการพิจารณาคดี เขาไม่ได้ทำ กูรานิคกล่าวและเปรียบเทียบกับคดี โอ.เจ. ซิมป์สันว่า "ความแตกต่างระหว่างคดีนี้กับคดีโอ.เจ. ก็คือซิมป์สันเป็นคนดังกว่าเดนนิสเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ คล้ายกันมาก" "หลักฐานที่รัฐแสดงกับผมนั้น ยังเป็นปัญหาน่าสงสัยอยู่มาก และเป็นไปได้สูงที่ปมจะฟ้องกลับ" ทนายจำเลยชี้นิ้วไปที่เจ้าของปืนที่ใช้ในการฆาตกรรมแล้วกล่าวว่า "เขาควรจะอยู่ในบัญชีผู้ต้องสงสัยอันดับแรกเลย เพราะเป็นเจ้าของปืนและเอาปืนไปซ่อนไว้โดยไม่แจ้งตำรวจจนกระทั่งตำรวจติดต่อไปหา" หลังจากนั้นตำรวจได้ไปพาตัวโจเซฟ บรินสัน ลูกพี่ลูกน้องของลาแบรนท์เดนนิสมา และตั้งข้อหาข่มขู่พยานในคดีฆาตกรรม ทั้งยังถูกตั้งข้อหาละเมิดทัณฑ์บนจากการถูกจับกุมเมื่อปี ค.ศ.1994 ในข้อหาทำร้ายร่างกายหญิงมีครรภ์คนหนึ่ง ลิตเติ้ลเองก็พูดว่า "เเม้ว่ามาร์ลินจะไม่ใช่ไมค์ ไทสัน แต่ไม่มีทางที่คนเพียงคนเดียวจะล้มเขาได้ไม่มีทาง" ในการพิจารณาคดี ชายคนที่ให้ลาแบรนท์ เดนนิส ยืมปืนไปยอมรับว่าเขาซ่อนปืนที่ไม่มีทะเบียนกระบอกนั้นไว้ใต้ที่นอน แต่เขาบอกกับลูกขุนว่าเขาไม่รู้ไม่เห็นกับการฆาตกรรม เขาไม่ทราบว่าเดนนิสต้องการปืนไปทำไม เขาแค่ให้ยืมไปเฉย ๆ เพื่อนหญิงอีกคนหนึ่งของลาแบรนท์ เดนนิส ถูกเชิญตัวมาให้การในศาล เธอเป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามจะหักล้างหลักฐานที่อาจมัดตัวเดนนิสอัยการแถลงว่าเดนนิสใช้รถของเธอในคืนวันเกิดเหตุเมื่อตำรวจไปพบกับเธอ เธอกลับบอกว่ารถของเธอถูกขโมย และถูกเผาไปแล้ว ทั้งนี้เพื่อปกป้องเดนนิส ในการแถลงปิดคดี หลังจากดำเนินการมาเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ผู้ช่วยอัยการรัฐปลอร่า เซ็ฟได้กล่าวกับคณะลูกขุนว่ามีข้อพิสูจน์อย่างท่วมท้นว่าเดนนิสทุบเหยื่อทั้งสองคนจนเสียชีวิต เดนนิสเป็นคนขึ้หึงและเคยขู่จะฆ่าลัมพ์กินส์มาก่อนหน้านี้แล้วเธอกล่าว "เขาคอยติดตามเธอไปทุกหนทุกแห่ง คอยสอดแนมดูเธอ คอยสอด คอยส่อง และสะสมความโกรธไว้มากขึ้น ๆ มาเป็นเวลากว่า 2 ปี " เซ็ฟแถลง "ทุกท่านคงทราบว่าพยานหลักฐานสามารถชี้ได้ว่าจำเลยเป็นผู้ก่ออาชญากรรมครั้งนี้" กูรานิคโต้แย้งว่า เดนนิสตกเป็นเหยื่อของการสืบสวนที่ไม่เป็นธรรม เพราะผู้กระทำผิดตัวจริงคือเจ้าของปืน แต่เมื่อถึงเวลาตัดสิน คณะลูกขุนใช้เวลากว่า 4 ชม. เล็กน้อยก่อนที่จะลงความเห็นว่าลาแบรนท์ เดนนิสมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตาย ในวันกำหนดฟังคำพิพากษา ทนายความของเดนนิสยังพยายามที่จะรักษาชีวิตลูกความของเขาไว้ โดยกล่าวว่า เดนนิสไม่ใช่ฆาตกรเลือดเย็นที่จะคิดคำนวณหรือไตร่ตรองไว้ก่อนล่วงหน้า เขาจึงควรถูกลงโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีทัณฑ์บนเท่านั้น "นี่ไม่ใช่การฆาตกรรมเพื่อหวังผลตอบแทนอะไร" กูราลนิคกล่าว "เขาเพียงแต่ทำไปด้วยอารมณ์" 


เมื่อคณะลุกขุนลงความเห็นให้พิพากษาลงโทษประหารชีวิตโดยการนั่งเก้าอี้ไฟฟ้า เดนนิสถึงกับเป็นลมล้มพับ ทีแรกเขาไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ทั้งสิ้น แต่หลังจากที่ผู้ช่วยนายอำเภอใส่กุญแจมือและเริ่มนำเขาออกมาจากห้องพิจารณาคดี เขาจึงเริ่มเข่าอ่อนและล้มลงไปตรงแถวเก้าอี้ที่ว่างอยู่ ก่อนหน้าที่ผู้พิพากษาแมนนี้ เครสโป จะประกาศคำพิพากษาให้ประหารชีวิตนั้น


บิดามารดาของผู้ตายได้ขึ้นแถลงในศาลว่า "ฉันอยากให้แกต้องตายถึง 22 ครั้ง ให้สาสมกับความโหดร้ายทารุณที่มาร์ลินได้รับ" มารดาของมาร์ลินเป็นผู้กล่าว "มาร์ลินเป็นลูกผู้ชายมากกว่าแกมากนัก แม้แต่ในความตาย แกมันไอ้ขี้ขลาด ไอ้จอมปลิ้นปล้อนไอ้ฆาตกร และไอ้มหาโจร" "บางคนเขาอาจอภัยให้แกได้ แต่สำหรับฉันแล้วไม่มีวัน.." บิดาของลัมพ์กินส์เป็นฝ่ายพูดบ้าง "นายซาตานของแกมันทิ้งแกไปแล้ว แกจะต้องถูกเผาจนมอดไหม้" เดนนิสได้ฟังแล้วเกิดโทสะ ถลันออกจากที่นั่งจนผู้ช่วยนายอำเภอต้องรีบตะครุบตัวไว้ เขาจึงได้แต่ส่งเสียงตะโกนว่า "กูนี่แหละโว้ย..ชายแท้!" พร้อมกับเอามือทุบโต๊ะดังเปรี้ยง..."เราได้แต่จินตนาการว่า ความรู้สึกของลัมพ์กินส์ในขณะที่รู้ตัวว่าคงต้องจบชีวิตแน่นอนแล้วนั้น คงเต็มไปด้วยความกลัว ตื่นตระหนก และสิ้นหวังแต่ตัวเธอเองคงรู้สึกมากกว่านี้มากนัก" ผู้พิพากษาเครสโปกล่าว "ลาแบรนท์ เดนนิส เลือดเย็นเหลือเกินเขาวางแผนที่จะฆ่าเหยื่อทั้งสองโดยปราศจากความเกรงกลัวต่อกฎหมายหรือศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น จากกรรมที่เขาก่อไว้ เขาจึงไม่สมควรจะได้รับสิทธิ์ให้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป"

เขาจึงได้แต่ส่งเสียงตะโกนว่า "กูนี่แหละโว้ย..ชายแท้!" พร้อมกับเอามือทุบโต๊ะดังเปรี้ยง..."เราได้แต่จินตนาการว่า ความรู้สึกของลัมพ์กินส์ในขณะที่รู้ตัวว่าคงต้องจบชีวิตแน่นอนแล้วนั้น คงเต็มไปด้วยความกลัว ตื่นตระหนก และสิ้นหวังแต่ตัวเธอเองคงรู้สึกมากกว่านี้มากนัก" ผู้พิพากษาเครสโปกล่าว "ลาแบรนท์ เดนนิส เลือดเย็นเหลือเกินเขาวางแผนที่จะฆ่าเหยื่อทั้งสองโดยปราศจากความเกรงกลัวต่อกฎหมายหรือศีลธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น จากกรรมที่เขาก่อไว้ เขาจึงไม่สมควรจะได้รับสิทธิ์ให้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป"




ข้อมูล - ภาพ : Cammy // Writer.Dek-D.com









 

Create Date : 14 สิงหาคม 2558    
Last Update : 14 สิงหาคม 2558 16:19:06 น.
Counter : 1092 Pageviews.  

มาร์ติ เอ็นริเกต้า : แม่มดกำมะลอ

หลายคนรู้จัก "บาร์เซโลนา" ในฐานะเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศสเปน และเป็นที่ตั้งของสโมสรทีมฟุตบอลบาร์เซโลนา ที่เรารู้จักกันดี เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนชายฝั่งของแหลมไอบีเรีย ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีประชากรในตัวเมือง 1.5 ล้านคน แต่ถ้านับปริมณฑลโดยรอบอาจมากกว่า 4 ล้านคน ใช้ภาษาทางการ 2 ภาษา คือ ภาษาคาตาลัน และภาษาสเปน

บาร์เซโลนาเป็นเมืองท่าสำคัญ และเป็นเมืองเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน เคยเป็นอาณานิคมของโรมันมา
ก่อน เคยถูกยึดครองโดยชาติต่าง ๆ หลายครั้ง นอกจากนี้บาร์เซโลนาเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวยามราตรีที่รื่นเริงสนุกสนาน บาร์เซโลนามีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่สำคัญมากมาย อาคารแบบอาร์ตนูโวที่ดูแปลกประหลาดออกแบบโดยสถาปนิกชาวสเปนชื่อ อันโตเนียว เกาดี นับเป็นจุดดึงดูดด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ

อย่างไรก็ตามบาร์เซโลนาน่าในช่วงศตวรรษที่ 19 แต่เกิดมีฆาตกรต่อเนื่องที่แสนแปลกประหลาดเกิดขค้น โดยฆาตกรต่อเนื่องคนนี้เป็นผู้หญิงชื่อของเธอคือ มาร์ติ เอ็นริเกต้า หลายคนอาจไม่มีใครรู้จักนัก แม้ภายนอกของเธอนั้นเหมือนผู้หญิงที่จืดชืด แต่ว่าเรื่องราวของเธอนั้นกลับกลายเป็นบุคคลอันตรายที่สุดในโลกของฆาตกรต่อเนื่อง เธอมีชื่อเสียงในฐานะ
แวมไพร์แห่งบาร์เซโลน่า พฤติกรรมของเธอไม่บ่งบอกเลยว่าเธอเป็นผู้หญิง



มาร์ติ เอ็นริเกต้า
เรื่องราวความน่ากลัวที่ถูกซุกซ่อนของมาร์ติ เอ็นริเกต้าได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองบาร์เซโลน่า ได้จับกุมตัวเธอในช่วงเดือนมีนาคม ของปี 1912 ตอนนั้นเธอประกอบอาชีพเป็นแม่มดกำมะลอที่ขายเครื่องรางและยาสมุนไพรต่าง ๆ โดยเธอตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าเป็นฆาตกรต่อเนื่อง ที่ล่อลวงเด็กไปฆ่า หรือไม่ก็กักขังเด็กอย่างโหดร้ายที่สุด เหยื่อรายล่าสุดของเธอเป็นสาวแรกรุ่น ที่ถูกช่วยชีวิตไว้ได้ ซึ่งภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความชั่วร้าย ไม่ว่าจะเป็นการกักขัง การกินเนื้อพวกเดียวกันเอง เธอบอกว่าในตอนแรกเธอถูกขังกับเด็กคนอื่น ๆ ที่ถูกลักพาตัวมาจากสถานที่ต่างๆ และในไม่ช้าเด็กเหล่านั้นก็ถูกฆาตกรรม และถูกนำมาทำเป็นอาหาร เธอถูกบังคับให้กินเนื้อมนุษย์ดังกล่าว จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีเด็กตกเป็นเหยื่ออย่างน้อยหกคน โดยเด็กเหล่านั้นจะถูกฆ่าและนำร่างไปต้มเพื่อเป็นส่วนผสมสำคัญในยาสมุนไพรราคาแพงของเธอ โดยเธอเขียนว่าเป็นยาเสน่ห์

 




มาร์ติ เอ็นริเกต้า เกิดในปี 1868 เป็นเด็กสาวที่อพยพจากบ้านเกิดในซานเฟลยูเดกีเดโยเบรกัต เมืองในคาตาโลเนีย ประเทศสเปน เธอทำงานเป็นแม่บ้านและพี่เลี้ยงเด็กก่อนที่จะหันไปค้าประเวณีทั้งในซ่องและนอกสถานที่ สภาพบ้านเมืองของสเปนในช่วงศตวรรษที่ 19 แม้ว่าเป็นช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่บ้านเมืองยังคงเต็มไปด้วยปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเมืองที่ตกอยู่ในสภาวะไม่มั่งคง ช่องว่างแห่งอำนาจ สภาพความเหลื่อมล้ำทางสังคม แหล่งเสื่อมโทรมต่าง ๆ ผุดขึ้นมาอย่างกับดอกเห็ด แม้ว่าเอ็นริเกต้าจะทำงานเป็นแม่บ้านในตระกูลชั้นสูงมั่งคั่ง แต่เธอก็มีความคิดว่านี้ไม่ใช่ที่ของเธอ เธอได้เห็นแหล่งเสื่อมโทรม เด็กขอทาน โสเภณี ส่งผลทำให้เธอเริ่มหลงใหลชีวิตดังกล่าว หลายคนรู้จักเธอว่าเธอมีนิสัยโหดร้ายและมีความปรารถนาที่รุนแรง ชอบทารุณกรรมคนอื่นเพื่อตอบสนองความต้องการของเธอ ทำให้เชื่อว่าเอ็นริเกต้าเริ่มสังหารเหยื่อครั้งแรกในช่วงที่เธอเป็นโสเภณีก่อนที่จะเป็นหมอดูด้วยซ้ำ แม้ว่าจะไม่มีการพบศพหรือหลักฐานใดๆ ก็ตาม เพราะเธอจัดว่าเป็นแม่เล้าค้าประเวณีที่มีอิทธิพลในแหล่งทำมาหากินพอสมควร เธอจะทำการเลือกเด็กด้วยมือของเธอเอง จนพูดได้เต็มปากว่าเด็กสาวขอทานในเมืองนี้ทุกคนล้วนเป็นเด็กของเอ็นริเกต้า และหากเด็กคนนั้นใช้การไม่ได้หรือไม่ทำตามคำสั่งจะถูกเลี้ยงดูราวกับสุนัขหรือไม่ก็ถูกฆ่า กลับกันหากเด็กคนไหนมีประโยชน์ก็จะได้รับผลตอบแทนคือเงินและชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีเล็กน้อย 

ในขณะที่ชีวิตเด็กเต็มไปด้วยความแร้นแค้น แต่ชีวิตของเอ็มริเกต้ากลับตรงกันข้ามเพราะอีกทั้งลูกค้ามากหน้าหลายตาต่างแวะเวียนมาหาเธอบ่อยครั้ง เมื่อลูกค้าเยอะเงินก็หมุนเวียนได้กำไรมาก ว่ากันว่าทุกคืนเธอจะสวมชุดหรูหรา สวมหมวกและวิกผมไปเล่นคาสิโนหรือดูโอเปร่าในแหล่งที่เศรษฐีมักไป นอกจากนี้พวกเศรษฐียังชอบใช้บริการเธอในฐานะแม่เล้าที่พาเด็กมาบริการให้ถึงที่

ต่อมาในปี 1895 เอ็นริเกต้าแต่งงานกับจิตรกรแต่ชีวิตของเธอก็ล้มเหลว ชีวิตแต่งงานขึ้น ๆ ลง ๆ แยกกันคืนดีกันประมาณ 6 ครั้ง ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากเธอไม่มีบุตรและหันกลับไปค้าประเวณีอีก ก่อนที่ชีวิตการแต่งงานวุ่นวายดังกล่าวยุติลงเมื่อเธอถูกจับในข้อหาฆาตกรรมต่อเนื่อง 1912

ในปี 1909 ความตึงเครียดทางสังคมประเทศสเปนถึงจุดแตกหักจนเกิดเหตุการณ์สัปดาห์มรณะ (คาตาโลเนีย) ขึ้น ซึ่งเป็นเหตุการณ์เผชิญหน้าอย่างนองเลือดระหว่างกองทัพสเปนกับชั้นชนแรงงานในบาร์เซโลนา แต่ในขณะเดียวกันเอ็นริเกต้าได้ถูกจับกุมในท้องถนนในเมืองจากข้อหาล่อลวงเด็กอายุ 3 และ 14 ปี มาทำงานบริการเป็นโสเภณี แต่เนื่องจากฐานะสังคมของเธอที่รายชื่อลูกค้าล้วนเป็นคนชั้นสูงสังคมของเมือง ทำให้เธอและซ่องของเธอรอดพ้นกฎหมายในที่สุด



(เทเรซิต้า กุยทาร์ท คอนโกสต์ (Teresita Guitart Congost) หนึ่งในเด็กผู้รอดชีวิตเพียงสองคนจากเงื้อมมือของเอ็นริเกต้า ในภาพเธอถ่ายกับพ่อแม่ พี่ชายและตำรวจที่ช่วยเธอ)

ในเวลาเดียวกันเอ็นริเกต้าก็เริ่มฝึกฝนเป็นแม่มดหมอผีสมุนไพร โดยส่วนผสมที่เธอใช้ทำยานั้นมาจากซากเด็กที่เธอฆ่า ทั้งตั้งแต่ตั้งครรภ์ ไปจนถึงทารกหรือเด็กอายุ 9 ขวบ เด็กเหล่านี้เธอจะเอาไขมันจากเลือดหรือเส้นผม และกระดูก มาบดเป็นผง มาใช้ทำยา และโฆษณาว่าเป็นยาวิเศษสามารถรักษาทุกโรค โดยเฉพาะวัณโรคซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัวมากในสมัยนั้น และเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ในยาแผนโบราณ ทำให้ยาของเธอได้รับความสนใจไปทั่ว คนมีเงินยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อซื้อยามาเยียวยาโรคดังกล่าว ทำให้เธอมีกำไรจากการค้านี้มาก อีกทั้งเธอยังหมดปัญหาในการกำจัดศพเหยื่อที่มาฆ่าอีก

ด้วยภาพลักษณ์ของแม่มดเอ็นริเกต้าทำให้ตัวตนของเอ็นริเกต้าเป็นที่ศรัทธาแก่ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ แต่เธอยังไม่พึ่งพอใจต่อรายได้ที่ได้รับ พวกเศรษฐีชอบเครื่องสำอางของเธอมาก ทำให้เธอเริ่มขาดแคลนส่วนผสมพื้นฐานดั้งเดิม ในเวลาต่อมาเอ็นริเกต้าก็เริ่มลักพาตัวเด็กในเมือง มีทั้งเด็กวัยรุ่นไปจนถึงเด็กทารก 3-12 ปี ส่วนมากเป็นเด็กที่ถูกทอดทิ้ง ไปจนถึงเด็กที่กำลังรอแม่เข้าคิวซื้อขนมปังที่ร้านค้า เด็กหลายคนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยจนเป็นที่หวาดกลัวของชาวเมือง ซึ่งจำนวนเหยื่อไม่สามารถระบุได้ แต่ที่รู้เธอเธอดำเนินการอยู่นานถึง 20 ปี โดยที่รอดพ้นกฎหมาย


อพาร์ตเม้นท์ที่เกิดเหตุ

เอ็นริเกต้าไม่ใช่คนโง่ เธอรู้วิธีที่จะจัดการคนพวกนั้นทางการไม่สนใจเรื่องเด็กหายเท่าไหร่ บวกกับช่องว่างทางกฎหมาย ช่องวางทางสังคม สังคมที่ยังเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย อีกทั้งสมัยก่อนสเปนเองยังไม่มีระบบสื่อสารที่จะกระจายข่าวไปยังประชาชนทราบทั่วถึง ทำให้การฆ่าของเธอง่ายดายมากขึ้น อีกทั้งเธอยังดัดแปลง บ้าน อพาร์เมนต่างๆ กลายเป็นซ่องและโรงสังหารมนุษย์ลับที่สามารถซุกซ่อนความน่ากลัวของเธอไว้ได้อย่างหมดจด กระดูก ไขมัน เลือด ของร่างกายของเด็กเหล่านั้นคือวัตถุดิบชั้นดีที่นำมาเป็นส่วนผสมยาสมุนไพรของเอ็นริเกต้า สำหรับเธอแล้วเงินมีค่ามากกว่าชีวิตมนุษย์

ปลายปี 1911 นายกเทศมนตรีของบาร์เซโลนาได้ออกมาแถลงข่าวว่าข่าวลือนั้นไม่เป็นจริง เด็กไม่ได้ถูกลักพาตัวหรือถูกฆาตกรรม แต่การแถลงข่าวนั้นไม่เป็นผล เพราะตอนนี้ประชาชนในเมืองเชื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่ามีอะไรบางอย่างที่น่ากลัวกำลังเกิดขึ้นกับเด็กเหล่านั้น อย่างไรก็ตามต้องขอบคุณเพื่อนบ้านจอมสอดรู้สอดเห็น ที่ได้ค้นพบความลับที่เหนือจิตนการของเอ็นริต้าในปี 1912 ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือสาวน้อยสองคน หนึ่งในนั้นคือ Tereseta Guitart อายุ 7 ที่ยากจนได้ทันเวลา จากการสอบถามอย่างง่ายๆ พบว่าเด็กถูกลักพาตัวเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 1912 หรือเมื่อสองสัปดาห์ก่อนในขณะที่เธออยู่ในเมือง โดยการหายตัวของเธอทำให้ชาวเมืองไม่พอใจกับทางการที่ไม่ใส่ใจเรื่องเด็กหาย ส่งผลทำให้ทางการจริงจังกับการค้นหาเด็ก และยังผลให้เอ็นริต้าถูกจับกุมคาชั้นลอย เลขที่ 29 ถนน Ponent (ปัจจุบันคือ Joaquin Costa Street)


บรรดาเหยื่อ

จากการตรวจสอบสถานที่ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องพบสิ่งที่ไม่มีใครสามารถจินตนาการออก อพาร์ทเมนท์ที่เธอเป็นเจ้าของตำรวจพบศพเด็กอายุ 7 ปีที่ตายไปไม่กี่สัปดาห์ ศพเด็กถูกหั่นออกจากร่างกาย สภาพความเป็นอยู่เด็กสุดเลวร้าย ตรงกันข้ามกับเธอที่อยู่อย่างหรูหราฟู่
ฟ่า จากการสอบสวนเด็กสาวที่รอดชีวิต เธอเล่าว่าหลังจากที่เธอถูกลักพาตัวมา เธอถูกบังคับให้ใส่เสื้อผ้าเหมือนผ้าขี้ริ้วสีดำ และเอ็นริเกต้าบังคับเธอให้อยู่ในห้องขังชั้นลอย 29 ที่นั้นเธอถูกเปลี่ยนชื่อ และให้เรียกเอ็นริต้าว่า แม่ อาหารของเธอคือมันฝรั่งและขนมปังเก่า ๆ ขึ้นรา ต้องแย่งอาหารจากเด็กอื่น ๆ ที่ถูกขังอยู่ด้วยกัน แน่นอนว่าต้องใช้กำลังกันแย่งอาหาร เด็ก ๆ ถูกห้ามเข้าใกล้หน้าต่างและระเบียงห้องพัก เด็กสาวที่รอดชีวิตบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าในวันหนึ่งที่เอ็นริเกต้าไม่อยู่ เธอกับเพื่อนเคยเสี่ยงชีวิตแอบสำรวจห้องของเธอ ในการผจญภัยนี้พวกเขาได้พบเรื่องหฤโหด ในห้องดังกล่าวมีกระสอบกับเสื้อผ้าผู้หญิงที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและมีดแล่เนื้อขนาดใหญ่ ทำให้เธอหวาดกลัวมาก สอดคล้องกับ แองเจลิต้าเด็กสาวรอดชีวิตอีกคนได้ให้การอีกว่า หลายวันเด็กสาวก็เริ่มรู้สึกว่าเอ็นริเกต้าน่ากลัวมากขึ้น เธอเริ่มฆ่าเด็กต่อหน้าต่อตาเธอ เธอเอาเด็กชายอายุ 5 ปี ที่เธออ้างข้อหาเล็ก ๆน้อย ๆ ไปฆ่าที่โต๊ะบนครัว ในตอนนั้นเด็กสาวที่รอดชีวิตแอบเห็นพอดี แต่ด้วยความกลัวว่าเธอจะจับได้ เธอเลยไม่ส่งเสียง เธอวิ่งหลบซ่อนตัวบนเตียง แสร้งทำเป็นนอนหลับทำให้เธอรอดมาได้

จากการตรวจสอบโดยรอบเจ้าหน้าที่ตำรวจพบกระสอบที่มีเสื้อผ้าเปื้อนเลือดและมีด นอกจากนี้ยังพบอีกกระสอบที่มีเสื้อผ้าที่สกปรกและมีกระดูกของเด็กเล็กปนอยู่กว่า 30 ศพ กระดูกที่พบบ่งบอกว่าทั้งหมดถูกเผาด้วยไฟ และห้องพักที่เด็กรอดชีวิตอ้างว่าเอ็นริเกต้าใช้สำหรับเชือดเหยื่อนั้นยิ่งกว่านรก เพราะเต็มไปด้วยน้ำมันหมูเลือด รอยเลือดที่เปื้อนบนพื้นและผนัง ผมและโครงกระดูกของเด็กกระจายอยู่ทั่ว และที่หม้อก็มีขี้ผึ้งและเนื้อมนุษย์ที่กำลังผสมค้างอยู่เพื่อเตรียมไปขาย จากการตรวจสอบที่อยู่ของเอ็นริเกต้าเพิ่มเติมอีกสองแห่ง เจ้าหน้าที่ตำรวจพบลักษณะแบบนี้คล้าย ๆ กัน และที่สวนของบ้านเจ้าหน้าที่ตรวจพบกะโหลกของเด็กอายุสามปีพร้อมชุดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายบางส่วน จากการสืบสวนสาเหตุที่เอ็นริเกต้าลอยนวลบอยู่ได้ก็คือบ้านที่อยู่ดังกล่าวไม่ใช่ชื่อของเธอแต่เป็นญาติหรือไม่ก็ครอบครัว อีกทั้งเหยื่อที่ถูกลักพาตัวส่วนมากมาจากครอบครัวยากจนทำให้มีปัญญาในการตามหาเด็กดังกล่าว



ต่อมามีข่าวลือตามมา โดยบอกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเจอสมุดบันทึกของเอ็นริเกต้า ในนั้นมีรายชื่อลูกค้าที่เป็นเฒ่าหัวงูและลูกค้าที่สั่งซื้อเครื่องสำอางและสมุนไพรจากเธอมากมาย ซึ่งหลายชื่อเป็นบุคคลชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักธุรกิจ นายทหาร ซึ่งทางการพยายามปิดข่าวนี้ไว้ไม่ให้รั่วไหล แต่ชาวบ้านไม่ยอมและพยายามก่อจลาจล เอ็นริเกต้าถูกขังในคุกเพื่อรอการตัดสิน ระหว่างนั้นเธอพยายามที่จะฆ่าตัวตาย ด้วยการกรีดข้อมือด้วยมีดไม้ ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของประชาชนให้ประหารชีวิต อย่างไรก็ตามเธอเสียชีวิตใน 1 ปีให้หลัง เนื่องจากถูกคนร่วมคุกฆ่าตายในขณะที่พยายามข่มขืนเพื่อนร่วมคุกของเธอ เธอถูกฝังในภูเขามงต์จุย ในบาร์เซโลน่า 



ในปี 1912 เอ็นริเกต้าได้ถูกตั้งฉายาอย่างเย้ยหยันว่า แวมไพร์แห่งบาร์เซโลน่า และผู้หญิงเลว พร้อมกับตำหนิเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ไม่ใส่ใจเรื่องเด็กหาย และเรื่องราวของเธอถูกนำมาดัดแปลงเป็นวรรณกรรมเรื่อง El misterio de la Calle Poniente ที่เป็นเรื่องราวเด็กหายไปในเมืองบาร์เซโลน่า ซึ่งต่อมาก็พบว่าเด็กเหล่านั้นถูกฆ่าเพื่อเอาเลือดมาทำเป็นเครื่องสำอางให้แก่ลูกค้าที่เป็นชนชั้นสูง.


Cr. Cammy // Writer.Dek-D.com

















 

Create Date : 30 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2558 14:36:22 น.
Counter : 910 Pageviews.  

สังหารหมู่ 30 ศพที่สึยามะ

“พวกชาวบ้านถูกปลุกตื่นขึ้นมาทันทีด้วยเสียงปืนที่ไม่คาดคิดและเสียงหวีดร้องไม่ธรรมดา เสียงปืนไม่ได้หยุดลงด้วยนัดเดียว แต่เว้นระยะห่างแล้วต่อด้วยนัดที่สอง สาม เสียงโหยหวน เสียงตะโกน เสียงร้องขอความช่วยเหลือค่อย ๆ ดังขึ้น ผู้คนวิ่งไปหน้าบ้านเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาเห็นชายแต่งกายแปลกผิดมนุษย์ ชายดังกล่าวสวมชุดสากลคอตั้ง ใส่สนับที่ขา สวมรองเท้าฟาง โพกผ้าคาดหัวสีขาว และมีไฟฉายสองกระบอกเปิดไฟคาไว้ผูกติดกับผ้าคาดหัวราวกับเขาสัตว์ หนำซ้ำหน้าอกยังห้อยไฟฉายเนชันแนลเปิดคาไว้ประหนึ่งกระจกห้อยคอตอนไปวัดเวลาตีสองเพื่อสาปแช่งคนที่เคียดแค้น (เป็นความเชื่อของญี่ปุ่น คือ เชื่อกันว่าถ้าใส่ชุดขาว วางขันบนศีรษะ จุดเทียนปักไว้ที่ขาของขัน ห้อยกระจกไว้ที่หน้าอก และนำตุ๊กตาที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่เราเคียดแค้นไปตอกไว้ประตูทางเข้าศาลเจ้าตอนตีสอง โดยต้องทำไม่ให้มีใครเห็น คนที่เคียดแค้นจะตายเมื่อครบเจ็ดวัน) เขาเอาผ้าคาดเอวคาดทับชุดสากลแล้วเหน็บดาบญี่ปุ่นไว้ มือข้างหนึ่งถือปืนล่าสัตว์ ชาวบ้านต่างตกใจถึงกับเข่าทรุดกันทุกคน บางคนก็ถูกปืนในมือชายคนนั้นยิงตรงนั้นก่อนเข่าทรุดลงเสียอีก” (จากตอนหนึ่งของ คินดะอิจิฉบับนิยาย ตอนหมู่บ้านแปดหลุม)

การ์ตูน เกมส์ นิยายญี่ปุ่น ชอบเอาคดีฆาตกรรมมาใช้เป็นมุขในการ์ตูน เกมส์หรือแม้แต่ในนิยาย ซึ่งคดีที่ถูกนำมาใช้เป็นมุขอยู่บ่อย ๆ นั้นคือคดี สังหารหมู่ 30 ศพที่สึยามะ จากนิยายคินดะอิจิที่หยิกยกมาข้างต้น คดีนี้เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งอ่านแล้วน่าทึ่งมาก ๆ ไม่เชื่อเลยที่คน ๆ เดียวจะฆ่าคนทั้ง 30 ในคืนเดียวได้ถึงขนาดนี้ และเหลือเชื่อคือคดีนี้เกิดขึ้นและจบลงเพียงเวลา 1 ชั่วโมง!!




โทอิ มัตสึโอะ

โทอิ มัทสึโอะ เกิดเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 1917 ที่เมืองยูกิชิเงะ ในอำเภอโทมาดะ เมื่อเขาเกิดมาไม่นานพ่อและแม่ก็เสียชีวิตลงด้วยโรควัณโรค โยเนะผู้เป็นย่าจึงรับเขาและพี่สาวชื่อมินาโกะมาเลี้ยง และย้ายกลับมายังบ้านเกิดที่หมู่บ้านไคโอะ

มัตสึโอะในวัยเด็กนั้นเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว มักขลุกตัวอยู่แต่ในบ้านและชอบเล่นกับพี่สาวมากกว่า เมื่ออายุได้ 6 ปี เป็นปีที่เขาต้องเข้าเรียนชั้นประถม ซึ่งช้ากว่าเด็กคนอื่นไปหนึ่งปี ย่ามักอ้างเหตุผลว่าหลานมีร่างกายอ่อนแอต้องอยู่รักษาตัวกับบ้าน ซึ่งนั้นเองทำให้ตัวมัตสึโอะเองกลายเป็นเด็กที่เกลียดโรงเรียน และได้รับนิสัยอคติจากผู้เป็นย่าที่มีต่อทางโรงเรียนอีกด้วย (สาเหตุที่ย่าของมัตสึโอะเกลียดโรงเรียน เนื่องจากสมัยก่อน ราคาซื้อข้าวสารถีบตัวสูงเป็นประวัติการณ์ สร้างกำไรให้กับครอบครัวชาวนามากและบ้านโทอิซึ่งมีอาชีพชาวนาเช่นกัน แต่ครูใหญ่ของโรงเรียนได้ไปยื่นเรื่องกับทางอำเภอให้ทำการควบคุมราคาซื้อขายข้าวสาร จึงสร้างความไม่พอใจให้กับโยเนะผู้เป็นย่าเป็นอย่างมาก) แต่เมื่อมัตสึโอะเข้าเรียน ปรากฏว่าเขามีผลการเรียนดี รักการอ่าน ทางโรงเรียนแนะนำว่าเขาควรจะไปเรียนต่อที่โรงเรียนประจำจังหวัด แต่ถูกย่าโยเนะที่เกลียดโรงเรียนคัดค้าน เขาจึงปฏิเสธข้อเสนอนี้ไป

ปี 1932 หลังเรียนจบมาได้ไม่นานนัก มัตสึโอะก็ป่วยหนักและถูกแพทย์สั่งห้ามทำงานหนัก เขาอยู่เฉย ๆ ไม่ทำงานอะไรพักหนึ่งจนอาการเริ่มดีขึ้นแล้วเข้าเรียนต่อในโรงเรียนวิชาเสริมประจำหมู่บ้านตามคำแนะนำของมินาโกะผู้เป็นพี่สาว เมื่อพี่สาวแต่งงานและออกจากบ้านไป มัตสึโอะเริ่มกลับมานิสัยเดิมคือเบื่อหน่ายกับการเรียนและกลับมาขลุกตัวอยู่กับบ้านอีกครั้ง เขาไม่คบหากับคนรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ก็ชอบเขียนหนังสือมาอ่านให้เด็กแถวบ้านฟังบ่อย ๆ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้มัตสึโอะกลายเป็นคนโหดเหี้ยมอีกสาเหตุหนึ่งคือ หมู่บ้านของมัตสึโอะมีธรรมเนียมแปลก ๆ หลงเหลืออยู่ ชื่อธรรมเนียมว่า "โยไบ" เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของแถบคันไซสมัยก่อน โดยธรรมเนียมนี้ถือว่าผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานและแม่ม่ายเป็นสมบัติส่วนรวมของผู้ชายในหมู่บ้านเดียวกัน ดังนั้น พอตกค่ำหญิงสาวจะต้องไปมาหาสู่ผู้ชายเพื่อมีผู้ความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวโดยความยินยอมของทั้งสองฝ่ายกับใครก็ได้ในหมู่บ้านของตน ซึ่งเขาก็เป็นหนึ่งในผู้ชายในหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายรายผ่านธรรมเนียมดังกล่าว แต่แล้ว...........

ปี 1937 มัตสึโอะเข้าสอบเป็นทหาร แต่สอบตกเนื่องจากมีอาการเบื้องต้นของวัณโรค ในช่วงนี้เองที่ผู้หญิงที่เขาคบหาอยู่พากันปฏิเสธที่จะมีสัมพันธ์ด้วย เนื่องจากผู้หญิงในยุคนั้นมีค่านิยมชื่นชมผู้ชายที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารมาก อีกทั้งสมัยก่อนวัณโรคยังเป็นโรคติดต่อที่ไม่สามารถรักษาได้ จึงยิ่งทำให้คนในหมู่บ้านพากันกีดกันเขาออกไปและมักจะซุบซิบนินทาเยาะเย้ยเขาอยู่บ่อย ๆ นั่นเองที่ทำให้อารมณ์ของมัตสึโอะระเบิดขึ้น เขาเกลียดคนในหมู่บ้านและเกลียดผู้หญิงที่ทิ้งเขาไปแบบไม่ใยดี เขาต้องหาทางแก้แค้น

ปี 1937 มัตสึโอะสอบได้ใบอนุญาตล่าสัตว์ และก็ซื้อปืนล่าสัตว์แบบใช้ยิงสองนัด มาใช้ซ้อมยิง

ปี 1987 มัตสึโอะซื้อปืนบราวนิ่งแบบยิงห้านัด และขึ้นไปซ้อมยิงปืนบนภูเขาทุกวัน พอตกค่ำเขาก็ถือปืนเดินวนเวียนไปมาในหมู่บ้าน สร้างความกังวลและความไม่พอใจให้กับคนในแถบนั้นมาก จนมีข่าวลือว่ามัตสึโอะคิดจะใช้ปืนขู่พวกผู้หญิงให้มีเพศสัมพันธ์กับเขา หรือบ้างก็ว่าเขาใช้ปืนเป็นเครื่องป้องกันตัวจากการรุมทำร้ายของคนในหมู่บ้านเท่านั้น ต่อมามัตสึโอะก็เอาที่นาไปจำนองเพื่อนำเงินมาซื้อปืนสำหรับล่าสัตว์ใหญ่อีกกระบอกหนึ่ง เหมือนส่งสัญญาณว่าเขากำลังเตรียมจะก่อคดีในไม่ช้า

ต่อมาโยเนะผู้เป็นย่าเห็นมัตสึโอะใส่ยาลงในซุปมิโสะของตน จึงโวยวายขึ้นมาแล้วไปแจ้งความกับตำรวจว่าตัวเองจะถูกหลานฆ่า ทางตำรวจจึงยกคนมาค้นบ้านและยึดอาวุธปืนทั้งหมดไป พร้อมกันนั้นยังได้ยึดดาบญี่ปุ่น ดาบสั้น มีดจีนรวมทั้งใบอนุญาตล่าสัตว์ไปอีกด้วย แต่กระนั้นมัตสึโอะก็ยังอาศัยเส้นสายของคนรู้จัก รวบรวมปืนและอาวุธต่าง ๆ มาอีกครั้ง เขารอจนกระทั่งผู้หญิงสองคนซึ่งเคยคบหากับตนมาก่อนที่แต่งไปอยู่หมู่บ้านอื่น กลับมายังหมู่บ้าน และเมื่อพวกเธอกลับมา คดีสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมก็เกิดขึ้น!! ในขณะนั้นมัตสึโอะมีอายุได้ 21 ปี

วันที่ 20 พฤษภาคม 1938 ประมาณสี่โมงเย็น มัตสึโอะขี่จักรยานวนไปตามบ้านต่าง ๆ ที่ตนวางแผนจะเข้าโจมตี เพื่อตรวจตราล่วงหน้า ประมาณห้าโมงเย็นวันเดียวกัน เขาปีนเสาไฟฟ้าขึ้นไปตัดสายไฟทำให้ไฟดับทั้งหมู่บ้าน ซึ่งชาวหมู่บ้านก็ไม่มีใครเอะใจเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไปแจ้งให้ช่างไฟฟ้ามาซ่อมสายไฟแต่อย่างไร ประมาณใกล้ค่ำเขากลับมาบ้าน ขึ้นไปในห้องใต้หลังคาแล้วเปลี่ยนชุดเตรียมออกรบ เขาใส่เสื้อคอตั้งของทหาร พันสายคาดกับหน้าแข้งทั้งสองข้าง บนหัวพันกระบอกไฟฉายขนาดเล็กสองอันไว้ราวกับเขาของปีศาจ แล้วแขวนไฟหน้าของจักรยานไว้กับตัว ที่เอวเสียบดาบญี่ปุ่นกับมีดจีนอีกสองเล่ม ในมือถือปืนบราวนิ่งขนาดยิงติดต่อกันเก้านัด เขายัดกระสุนลงในกระเป๋ากว่า 100 นัด สะพายย่ามซึ่งบรรจุดินปืนกับปลอกกระสุน และวางพินัยกรรมของตนทิ้งไว้ พร้อมที่จะเปิดฉากการล้างแค้น ในที่สุด วันที่ 21 พฤษภาคม 1938 เวลาประมาณเที่ยงคืนกว่า ๆ เป็นคืนที่มีฝนตกเล็กน้อยทำให้พื้นที่แถวนั้นแฉะ ส่วนอากาศในคืนนั้นหนาวเหน็บ มีแสงจันทร์ส่องลอดเมฆลงมาเป็นระยะ บรรยากาศจึงค่อนข้างมืดเพราะหมู่บ้านนี้ยังห่างไกลความเจริญ

มัตสึโอะไปบ้านหลังแรก ซึ่งมันก็คือบ้านของเขาเอง เวลา 1:40 นาที เขาลงมาจากห้องใต้หลังคาแล้วเข้าไปในห้องนอนย่า ใช้ขวานฟันคอผู้เป็นย่าขาดกระเด็นไปถึง 50 เซนติเมตร

หลังที่ 2
มัตสึโอะไปบ้านของคิชิโมโตะ คัทสึยูกิ ซึ่งตอนนั้นคัทสึยูกิซึ่งเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ระหว่างการเกณฑ์ทหารจึงไม่อยู่บ้าน จึงเหลือแต่สึกิโยะอายุ 50 ปีที่เป็นภรรยาและลูกเฝ้าบ้าน และเคยมีความสัมพันธ์กับเขามาก่อนแต่มาภายหลังได้ปฏิเสธเขา ซ้ำยังเอาเรื่องไปพูดให้คนอื่นฟังทั่วหมู่บ้านจนมัตสึโอะคิดแค้นใจเป็นพิเศษ เมื่อมาถึงเขาฆ่าเธอด้วยดาบญี่ปุ่น เพราะกลัวว่าถ้าใช้ปืนชาวบ้านคนอื่นจะได้ยิน เขาแทงดาบไปที่หน้าของสึกิโยะจนทะลุเสื่อทาทามิ ก่อนจะแทงซ้ำที่ปาก จากนั้นเขาใช้ดาบเล่มเดียวกันฟันลูกชายวัย 14 ปี และ 11 ปีที่นอนอยู่ข้าง ๆ จนเสียชีวิต ส่วนลูกสาวชื่อมิสะอายุ 19 ปีไม่อยู่บ้าน แต่มัตสึโอะก็รู้ดีว่าเธอไปค้างอยู่ที่บ้านเทระคาวะ สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มัตสึโอะสามารถก่อคดีฆาตกรรมมากรายได้ภายในคืนเดียวนั้นมาจากการที่บ้านในหมู่บ้านนี้ส่วนใหญ่ไม่ลงกลอนล็อกประตูบ้านในเวลากลางคืน เนื่องจากพื้นที่แถบนี้ค่อนข้างล้าหลังไม่มีโจรขโมย ชาวบ้านเลยรู้สึกปลอดภัยและขาดความระมัดระวังตัว

หลังที่ 3
เป็นบ้านของครอบครัวนิชิดะ ฮิเดชิ โทเมะ อายุ 43 ปี ผู้เป็นภรรยา เธอเป็นผู้หญิงอีกคนที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ด้วย และถูกเธอปฏิเสธมาเช่นกัน มัตสึโอะเข้าไปภายในห้อง แล้วจ่อปืนยิงไปที่ท้องของโทเมะซึ่งหลับ ด้วยแรงระเบิดจากลูกกระสุนทำให้อวัยวะภายในของโทเมะแตกระเบิดกระจายออกมาอย่างสยดสยอง ที่ห้องข้าง ๆ ฮิเดชิผู้เป็นสามีอายุ 50 ปีเรียวโกะลูกสาวคนโต อายุ 22 ปี และซึรุโกะน้องสะใภ้ อายุ 22 ปี ต่างนอนหลับอยู่ที่โต๊ะอุ่นขา เรียวโกะเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้เขาเลือกจะลงมือในคืนนี้ เธอเคยคบหากับมัตสึโอะ แต่แต่งงานไปอยู่หมู่บ้านอื่น ที่กลับมาเยี่ยมบ้านเพื่อจะเยี่ยมแม่ที่กำลังป่วยเป็นหวัด ทั้งสามคนสะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงปืน แต่ก็ถูกมัตสึโอะยิงตายในคืนนั้นเอง

หลังที่ 4
ครอบครัวคิชิโมโตะ ทาคาชิ มัตสึโอะบุกเข้าบ้านยิงทาคาชิเจ้าบ้าน อายุ 22 ปี และนิชิดะ จิเอะ อายุ 20 ปี (จิเอะเป็นลูกสาวคนรองของนิชิดะ โทเมะ ผู้เคราะร้ายในบ้านหลังที่ 3) เธอตายคาฟูก ในขณะกำลังท้องหกเดือน กระสุนถูกครรภ์ของเธอ และตายสนิทในทันที หลานชื่อทากาโอะได้ยินเสียงปืน เขารีบกระโจนเข้ามา แต่ถูกมัตสึโอะใชัด้ามปืนฟาดแล้วยิงที่อกจนเสียชีวิต ก่อนจะหันไปพูดกับทามะ อายุ 70 ปี ผู้เป็นย่าว่า"ฉันไม่มีความแค้นอะไรกับบ้านแกหรอก แต่ลูกสาวนิชิดะแต่งเข้าบ้านนี้ ฉันก็เลยต้องฆ่าพวกแกด้วย" ทามะร้องขอชีวิต มัตสึโอะจึงสั่งให้เงยหน้าขึ้นแล้วยิงที่อก ทามะกระเด็นปลิวไป เธอได้รับบาดเจ็บสาหัสก็จริง แต่ก็รอดชีวิตมาได้อย่างปาฏิหาริย์

หลังที่ 5
บ้านเทระคาวะ เซย์อิจิ มีผู้อาศัย 6 คน ต่างก็ตื่นขึ้นเพราะเสียงปืน เมื่อมัตสึโอะบุกเข้ามาทางประตูหน้าบ้าน เซย์อิจิผู้เป็นเจ้าบ้านอายุ 60 ปี ออกมาดูว่าใครแล้วก็ถูกยิงที่อกถึงแก่ชีวิต เทย์อิจิลูกชายคนโต อายุ 19 ปี กระโจนออกนอกบ้านทางหน้าต่างหากก็ถูกยิงที่หลัง โทกิลูกสาวคนที่ห้า อายุ 15 ปี กับฮานะลูกสาวคนที่หก อายุ 12 ปี กำลังจะหนีออกไปทางระเบียงหากก็ถูกยิงเสียก่อน เซ็ตสึโกะผู้เป็นสะใภ้อายุ 22 ปี โดนต้อนไปที่มุมห้องแล้วถูกยิงที่อกจนเสียชีวิต (เทย์อิจิกับเซ็ตสึโกะเพิ่งจะแต่งงานกันเมื่อ 6 วันก่อนเกิดคดี) ยูริโกะลูกสาวคนที่สี่อายุ 22 ปี นั้นเคยมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับมัตสึโอะแต่เธอหนีไปแต่งงานกับผู้ชายคนอื่น มัตสึโอะแค้นใจจึงบุกไปในคืนวันแต่งงานวันแรก ผลทำให้ยูริโกะต้องหย่าไปโดยปริยาย มัตสึโอะตั้งใจจะกลับมาคบกับยูริโกะใหม่แต่ฝ่ายผู้หญิงแต่งงานอีกครั้ง และย้ายไปอยู่หมู่บ้านอื่น ก่อนจะกลับมาเยี่ยมบ้านเมื่อ 3 วันก่อนหน้านี้ (เธอเป็นหนึ่งในสองคนที่ทำให้มัตสึโอะตัดสินใจลงมือ) ในวันเกิดเหตุ ยูริโกะหนีออกทางประตูหลังไปหลบอยู่ที่บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิที่อยู่ใกล้ ๆ ทำให้เธอมีเพียงบาดแผลเล็กน้อยและรอดชีวิตมาได้ แต่สมาชิกคนอื่น ๆ ของเทระคาวะอีกหลังนั้นไม่ได้โชคดีด้วย

หลังที่ 6
บ้านเทระคาวะ ชิเงคิจิ บ้านหลังนี้แต่เดิมไม่ได้อยู่ในแผนล้างแค้นของมัตสึโอะ แต่เมื่อเขารู้ตัวว่ายูริโกะหนีมาที่นี่จึงไล่ตามมา ตอนที่มัตสึโอะมาถึง คนในบ้านได้ลงกลอนประตูแล้ว มัตสึโอะจึงตะโกนโวยวายสั่งให้เปิดประตูอยู่ที่หน้าบ้าน โคชิโร่ผู้พ่ออายุ 86 ปี อยู่ที่เรือนเล็กไม่ทันทราบเรื่องราว เมื่อเปิดประตูระเบียงก็ถูกยิงซ้อนกันสองนัดที่อกจนเสียชีวิตในทันที

ภายในเรือนใหญ่ยูริโกะกับครอบครัวเทระคาวะอีก 4 คนปิดประตูลงกลอนหน้าต่างอย่างแน่นหนา แต่เมื่อมัตสึโอะทุบประตูหลังพร้อมกับระรัวยิงปืน ชิเงคิจิผู้เป็นเจ้าบ้านก็เกรงว่าหากปล่อยไว้ท่าจะไม่ดี จึงให้ชินจิลูกชายคนรอง อายุ 17 ปี ออกทางประตูข้างไปขอความช่วยเหลือจากบ้านเทระคาวะ เก็นอิจิ แต่ขณะกำลังหลบออกไปก็ถูกมัตสึโอะพบเห็นเสียก่อน ชินจิจึงหลบอยู่ในกอไผ่รอดสายตาคนร้ายมาได้ มัตสึโอะจึงกลับมาที่บ้านเทระคาวะ ตะโกนโวยวายแล้วยิงใส่ประตูสองนัด ซึ่งหนึ่งนัดยิงถูกขาของยูกิโกะลูกสาวคนที่สี่ อายุ 21 ปี จนได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย มาถึงตรงนี้ เสียงปืนที่ดังติด ๆ กันหลายนัดก็ทำให้ชาวบ้านเริ่มรู้ตัวถึงเหตุการณ์ผิดปกติในที่สุด

หลังที่ 7
บ้านของเทระคาวะ โคจิซึ่งอยู่บนเนิน มัตสึโอะเคยจ่ายเงินให้กับโทโยะอายุ 45 ปี เพื่อที่จะมีความสัมพันธ์ด้วยแต่ภายหลังก็ถูกปฏิเสธ ซ้ำเธอยังรับหน้าที่เป็นแม่สื่อหาคู่ให้กับเรียวโกะและยูริโกะอีกด้วย โทโยะและลูกชายชื่อโคจิ อายุ 21 ปี ยังคงนอนหลับสนิทโดยไม่ทันได้ยินเสียงปืน มัตสึโอะจึงยิงแม่ลูกทั้งคู่ตายคาที่นอน


หลังที่ 8

คือบ้านเทระคาวะ เซ็นคิจิซึ่งอยู่ใกล้ๆกับบ้านของมุทสึโอะเอง ที่จริงแล้วมัตสึโอะไม่มีความแค้นโดยตรงกับบ้านนี้ หากฟุเนะชิตะ ทสึรุโยะ อายุ 21 ปีกับคิชิโมโตะ มิสะ อายุ 19 ปี ซึ่งเคยปฏิเสธเขามานอนค้างที่นี่เพื่อช่วยเลี้ยงตัวไหม เขาลอบเข้าไปในโรงเลี้ยงไหม แล้วยิงใส่ทั้งคู่คนละสองนัด คนหนึ่งถูกยิงที่ศีรษะจนมันสมองกระเด็นออกมา ส่วนอีกคนถูกยิงที่ท้องจนไส้ทะลัก เสียชีวิตสยองในที่นั้นทั้งคู่ ฮิระจิ โทระ ภรรยาเจ้าบ้านอายุ 65 ปี ซึ่งนอนค้างในที่เดียวกันพยายามร้องขอชีวิต แต่ก็ถูกยิงทะลุท้องจนถึงแก่ความตาย หลังจากนั้น มัตสึโอะคิดจะบุกเข้าไปในเรือนใหญ่ แต่ก็เปลี่ยนใจภายหลัง และกลับออกมาโดยไม่ได้ฆ่าใคร

หลังที่ 9
เป็นบ้านของฟุเนะชิตะ เคียวอิจิ (ซึรุโยะผู้เป็นลูกสาวถูกฆ่าตายไปแล้วที่บ้านก่อน) มัตสึโอะเข้าไปเจออิโตะ อายุ 47 ปี กำลังดูไฟในโรงไหมอยู่พอดี จึงระรัวยิงปืนใส่จนอิโตะได้รับบาดเจ็บสาหัส อิโตะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่ก็เสียชีวิตในอีก 6 ชั่วโมงให้หลัง เคียวอิจิเจ้าของบ้านได้ยินเสียงปืนจึงหนีออกจากบ้านไปได้ทัน (เขาเคยแต่งงานกับยูริโกะมาระยะหนึ่ง จึงเป็นไปได้ที่จะอยู่ในรายการแค้นของมัตสึโอะด้วย) เคียวอิจิวิ่งไปยังป้อมตำรวจเพื่อจะแจ้งความ หากป้อมที่ใกล้ที่สุดนั้น นายตำรวจออกไปตระเวณรักษาการณ์พอดี เคียวอิจิจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากอีกป้อมที่อยู่ห่างออก ซึ่งกว่าเขาจะไปถึงนั้นก็เป็นเวลาประมาณตีสอง 40 นาที

หลังที่ 10
คือครอบครัวอิเคะยามะ มัตสึโอะ (คนละมัตสึโอะ นะคะ) นอกจากลูกชายคนโตที่กำลังอยู่ระหว่างไปเที่ยวทัศนศึกษาแล้ว สมาชิกคนอื่น ๆ อีก 7 คน อยู่บ้านกันพร้อมหน้า ที่มัตสึโอะเลือกครอบครัวนี้เป็นเหยื่อก็เพราะอิเคะยามะ มัตสึโอะ (ขอใส่นามสกุลนะคะ จะได้แยกถูก) เป็นพี่ชายของเทระคาวะ มัทสึโกะ ที่เขาเคยมีสัมพันธ์ด้วย แต่พอมัทสึโกะทราบว่าเขาป่วยเป็นวัณโรคก็บอกเลิกคบหาในทันที (มัทสึโกะเห็นท่าทางมัตสึโอะไม่น่าไว้ใจจึงพาลูกของตนย้ายไปอยู่เกียวโต ก่อนไปได้ชวนนิชิดะ โทเมะ (ผู้เคราะห์ร้ายในบ้านหลังที่ 3) ให้หนีไปด้วยกัน แต่สุดท้ายโทเมะก็ไม่ไปโดยให้เหตุผลว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรให้ถูกแค้นจนถึงขนาดต้องฆ่าฟันกัน) อิเคะยามะ มัตสึโอะ เปิดบานระเบียงออกมาข้างนอก เมื่อถูกมัตสึโอะพบที่ประตูหลังก็โดนรัวยิงใส่ หากเจ้าตัวลนลานหนีไปซ่อนในกอไผ่ทันจึงรอดมาได้ จากนั้นมัตสึโอะเข้าไปในบ้านแล้วยิงมิยะผู้เป็นภรรยา อายุ 34 ปี จนเสียชีวิต และยังลั่นปืนใส่เทรุโอะลูกชายคนที่สี่อายุเพียง 5 ขวบ จนไส้ทะลักออกมาจากท้อง ทสึรุผู้เป็นแม่ อายุ 72 ปี ถูกกระสุนทะลุผ่านไหล่ซ้ายเสียชีวิต คัทสึอิจิผู้พ่ออายุ 74 ปี พยายามจะหนีออกทางประตูหน้า แต่ถูกมัตสึโอะรัวปืนใส่ กระสุนหกนัดยิงถูกตัวและทะลุถูกปอดเสียชีวิต ส่วนลูกชายคนรองและลูกชายคนที่สามนั้น มัตสึโอะละเว้นชีวิตให้จึงรอดมาโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย

หลังที่ 11
เป็นบ้านบนเนินสูงของเทระคาวะ คุระอิจิซึ่งเป็นคนมีฐานะในหมู่บ้าน คุระอิจิ ได้ใช้เงินมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคนในหมู่บ้านซึ่งในจำนวนนั้นมีมัทสึโกะและมิโยะรวมอยู่ด้วย มาถึงตรงนี้ ไฟรถจักรยานของมัตสึโอะดับไปแล้ว เมื่อมัตสึโอะปีนมาถึงยอดเนิน เขาก็ตะโกนเรียกให้คุระอิจิออกมา ฮามะ ผู้เป็นภรรยา อายุ 56 ปี ถือเทียนออกมาดู พอกำลังจะหันกลับไปในบ้าน มัตสึโอะก็ลั่นปืนมาโดนมือที่ถือเทียนของฮามะ คุระอิจิรีบมาช่วยฮามะดันประตูไม่ให้คนร้ายเข้ามา หากเมื่อเห็นมัตสึโอะลั่นปืนใส่ประตูห้านัดทะลุมาโดนแขนขวาของฮามะก็ตกใจ วิ่งหนีขึ้นไปชั้นสองแล้วเปิดหน้าต่างออกมาตะโกนขอความช่วยเหลือ (เนื่องจากบ้านนี้อยู่บนเนินสูง เสียงจึงได้ยินไปทั่วหมู่บ้าน) มัตสึโอะยิงปืนใส่คุระอิจิแต่ไม่โดน เมื่ออีกฝ่ายฟุบตัวหลบไป มัตสึโอะจำต้องไปบ้านอื่นต่อ ฮามะทนพิษบาดแผลไม่ไหวและเสียชีวิตไปในอีก 12 ชั่วโมงให้หลังที่โรงพยาบาล

หลังที่ 12
บ้านหลังถัดมานี้เป็นบ้านในหมู่บ้านหมู่บ้านซากาโมโตะที่อยู่ข้างเคียงกัน (เหยื่อที่ผ่านมาอยู่หมู่บ้านไคโอะ) มัตสึโอะวิ่งไปตามทางในร่องเขาเป็นระยะทาง 2 กิโลเมตรเพื่อจะตามมาล้างแค้น ผู้หญิงชื่อ มิโยะ อายุ 32 ปี เนื่องจากเธอมีความสัมพันธ์หลายครั้งกับมัตสึโอะ แต่ถูกคาสึโอะผู้เป็นสามี วัย 51 ปี ขัดขวางมาตลอด จนมิโยะมีท่าทีเย็นชากับเขาไปอีกคน

บ้านโอกาเบะปกติจะลงกลอนประตูไว้ แต่ครั้งนี้มิโยะกลับปลดกลอนออก (คาดว่าคงเพราะการคบหากับคุระอิจิ) คนร้ายจึงบุกเข้ามาในบ้านได้ คาสึโอะพยายามจะคว้าปืนลมมายิงสู้ แต่ก็ถูกมัตสึโอะยิงใส่เจ็ดนัดจนเสียชีวิตไปพร้อมกับภรรยา

และแล้วในที่สุดคดีฆาตกรรมซึ่งกินเวลาเพียง 1 ชั่วโมงครึ่งก็สิ้นสุดลง รวมจำนวนผู้เสียชีวิต 30 ราย (28 รายเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ อีก 2 รายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในภายหลัง) บาดเจ็บหนัก 1 ราย บาดเจ็บอีกเล็กน้อย 2 ราย

หลังจากฆ่าสามีภรรยาโอกาเบะแล้ว ประมาณตีสาม มัตสึโอะไปยังบ้านทาเคดะ เพื่อขอกระดาษกับพู่กัน โดยอัทสึโอะคุง อายุ 5 ปี เป็นเด็กที่ไปฟังมัตสึโอะเล่าเรื่องให้ฟังบ่อย ๆ เป็นผู้นำกระดาษกับดินสอมาให้ เขาบอกกับเด็กชายว่า"ตั้งใจเรียนให้ได้ดิบได้ดี" จากนั้นมัตสึโอะก็เดินขึ้นภูเขาไป 3 กิโลเมตรครึ่งเพื่อเขียนพินัยกรรมเพิ่มเติม และฆ่าตัวตายเป็นการปิดฉากคดีสึยามะลงในที่สุด (ผลการชันสูตรศพ พบว่าเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณตีห้าของวันเกิดคดี)


พินัยกรรมหรือจดหมายลาตายที่พบข้างศพของโทอิ มัตสึโอะมีใจความดังนี้

"เมื่อคุณอ่านจดหมายฉบับนี้แสดงว่าผมคงไม่มีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว สิ่งที่ผมทำลงไปนั้นผมได้ตัดสินใจทำลงไปจริง แต่ผมก็ไม่สามารถฆ่าคนที่สมควรจะฆ่า กลับฆ่าคนที่ไม่ควรจะฆ่าเพราะเหตุการณ์พาไป ผมต้องขออภัยย่าจากใจจริง ย่าเลี้ยงผมมาตั้งแต่สองขวบ ผมไม่ควรจะฆ่าท่าน แต่ผมสงสารท่าน ถ้าผมไปย่าคงถูกทิ้งไว้เพียงลำพังและถูกเย้ยหยันจากชาวบ้าน ผมจำต้องฆ่าท่าน ความจริงผมตั้งใจจะฆ่าท่านให้ไปสบายแต่ลงท้ายก็ไม่ได้ดังใจคิด มีแต่ต้องหลั่งน้ำตาให้ด้วยความเสียใจ นอกจากนี้ผมต้องขอโทษพี่ด้วย ขอโทษจริง ๆ ยกโทษให้น้องชายไม่เอาไหนคนนี้ด้วย ผมทำเรื่องเช่นนี้ลงไป พี่ไม่ต้องทำศพให้ผมก็ได้ จะปล่อยให้ศพผมให้เน่าเปื่อยอยู่กลางทุ่งก็ใจแต่พี่ ผมก็สบายใจแล้ว สี่ปีมานี้ผมมีแต่ความทุกข์ ต้องอยู่อย่างเจ็บป่วยต้องเผชิญกับความเย็นชาของสังคม ผมร้องไห้กับความกดขี่ข่มเหง แม้จะได้รับความรักจากครอบครัว แต่ก็ยากที่จะทนทานได้ สังคมควรจะเห็นใจคนป่วยวัณโรคให้มากกว่านี้ ผมเบื่อที่จะเป็นคนอ่อนแอแล้ว ชาติหน้าถ้าผมจะเกิดใหม่ขอเป็นคนเข้มแข็ง มีชีวิตที่มีความสุขกว่านี้ อะไร ๆ ก็ไม่เป็นไปตามที่คิด ที่ผมตัดสินใจลงมือในครั้งนี้ก็เพราะเทระคาวะ ยูริโกะ ที่เคยคบหากันกลับมาเยี่ยมบ้านเกิด และนิชิดะ เรียวโกะก็กลับมาพอดี แต่เทระคาวะ ยูริโกะกลับหนีรอดไปได้ ยังมีเทระคาวะ คุระอิจิอีกคน เสียดายที่ต้องปล่อยให้มันรอดไป คนพรรค์นั้นควรจะถูกกำจัดให้หายไปจากโลกนี้ เจ้านั่นให้เงินหลอกล่อแม่ม่ายตัวคนเดียวให้คบหากับตัวเอง จนไม่มีผู้หญิงคนไหนในหมู่บ้านที่ไม่มีความสัมพันธ์กับมันเลยก็ว่าได้ คิชิโมโตะ จุนอิจิ ก็เอาแต่ลักลอบล่าสัตว์ มีแต่คนในหมู่บ้านรังเกียจ คนอย่างพวกเขาสมควรจะถูกกำจัดไปจากโลกนี้ ฟ้ากำลังจะสางแล้ว ผมต้องขอตัวตายไปก่อน............."

เนื่องจากมัตสึโอะซึ่งเป็นคนร้ายได้ฆ่าตัวตายไปโดยไม่ถูกสอบปากคำ อีกทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีต่างก็เสียชีวิตไปเป็นจำนวนมาก รูปคดีจึงทราบได้เพียงจากคำให้การของคนที่รอดชีวิตอยู่เท่านั้น จึงยังมีหลายส่วนที่ยังคลุมเคลืออยู่ อีกทั้งทั้งผู้รอดชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็มีความสัมพันธ์เป็นญาติ จึงเป็นไปได้ว่าหลายคนอาจอาศัยเหตุการณ์นี้มั่วนิ่มทำเป็นฆ่าญาติที่ไม่ชอบขี้หน้า (หรือซ้ำตอนที่มัตสึโอะลงมือ) และป้ายความผิดทั้งหมดให้กับมัตสึโอะแต่ผู้เดียวก็เป็นได้

หลังเกิดคดีเป็นตามที่มัตสึโอะคาดไว้ ญาติของเขาถูกครหา และถูกตัดขาดจากชาวบ้านคนอื่น ๆ คดีเลยต้องจบแบบนี้ จนกลายเป็นตำนานเล่าปากต่อปากในเวลาต่อมา


Cr. Cammy // Writer.Dek-D.com









 

Create Date : 22 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 30 กรกฎาคม 2558 14:17:42 น.
Counter : 1718 Pageviews.  

กิลส์ เดอ เรยส์ (Gilles De Rais) วีรบุรุษหรือปีศาจ

รูปภาพของ Hathairat Traithip


อัศวินกิลล์ เดอ เรยส์ (เกิด 1404—ตาย1440) อดีตคนสนิทของแจนน์ ดาร์ค (โจน ออฟ อาร์ค) 
เรื่องราวของ บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ซึ่งเป็นต้นแบบฆาตกรเคราน้ำเงิน ที่หมายถึงฆาตกรที่สังหารเมียหลาย ๆ คนนั้น มีการกล่าวในแง่ประวัติศาสตร์ว่าเรื่องของเขาถูกแต่งเติมให้เกินจริงทั้งโดย คำบอกเล่าในภายหลัง และเจตนาร้ายของผู้หวังในทรัพย์สมบัติของเขา ที่แน่ๆ เรื่องของชายผู้นี้คงจะถูกบอกเล่าต่อๆกันไปในฐานะตำนานอีกนานแสนนานทีเดียว

ปี 1404 กิลส์ เดอ เรยส์ เกิดที่ปราสาทชานโตเซ่ใกล้เมืองนันท์ของแคว้นบริตตัญญีในฐานะทายาทผู้สืบทอด เพียงคนเดียวของตระกูล กีเดอ ราวาลผู้เป็นพ่อ เป็นเจ้าบ้านของตระกูลเรยส์ ผู้เป็นเจ้าของปราสาทใหญ่โตหลายแห่ง และแมรี่ เดอคราออนซึ่งเป็นมารดาก็มาจากตระกูลขุนนางที่เก่าแก่ที่สุดตระกูลหนึ่งของฝรั่งเศส ทั้งสองต่างก็มีอาณาเขตในกรรมสิทธิ์ของตนเป็นบริเวณกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่มากมาย และมีรายได้จากการเก็บภาษีอากรราษฏรในแคว้น ซึ่งเมื่อกิลส์สืบทอดมรดก ตระกูลเรยส์ก็จะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลมากที่สุดในฝรั่งเศสอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยความร่ำรวย ทำให้ บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ใช้ชีวิตเป็นหนุ่มเจ้าสำราญผู้มั่งคั่ง จัดงานเลี้ยงหรูหราฟุ่มเฟือยแทบทุกวัน งานเลี้ยงแต่ละครั้งในปราสาทของบารอน กิลล์ เดอ เรยส์ เสิร์ฟด้วยอาหารรสเลิศราคาแพง เครื่องดื่มระดับสุดยอด และงานเลี้ยงจะไม่เลิกรา จนกว่าบรรดาแขกรับเชิญจะกินไม่ไหวหรือเมาฟุบไปก่อน

ปี 1415 บิดาของกิลส์ เดอ เรยส์ กีเสียชีวิตไปอย่างกะทันหัน และแมรี่ผู้เป็นมารดาก็ตายตามสามีไปในเวลาไม่นานนัก ตาเป็นผู้รับบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ไปเลี้ยงดูแม้ว่าจะเป็นการขัดต่อพินัยกรรม ฌอง เดอ คราออนซึ่งเป็นตานี้ ใช่ว่าจะเป็นคนไม่ดี เพียงแต่ว่ามีรสนิยมรักร่วมเพศเท่านั้นเอง และคงเพราะอิทธิพลจากตา กิลส์ก็เลยมีรสนิยมเดียวกันนี้ด้วย เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาก็ถูกคลุมถุงชนให้แต่งงานกับแคทเธอรีน เดอ ทวาลซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ครองแคว้นข้างเคียงเนื่องจากตาของเขาต้องการขยาย พื้นที่ในครอบครองออกไปอีก บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ไม่ได้สนใจเจ้าสาวของเขานัก เวลาส่วนใหญ่มักจะหมดไปกับการสนุกสนานกับบรรดาเด็กหนุ่มที่เป็นคนสนิทของเขามากกว่า หากในไม่ช้า การได้พบกับเด็กสาวผู้หนึ่งก็เปลี่ยนชีวิตของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ไปโดยสิ้นเชิง แจนน์ ดาร์ค (โจน ออฟ อาร์ค) วีรสตรีซึ่งมีชื่อเสียงที่สุดของฝรั่งเศสนั่นเอง



ปี 1429 พระเจ้าชาร์ลสที่ 7 (ในขณะนั้นทรงใช้พระนามว่า เจ้าฟ้าชายชาร์ลส) ทรงโปรดให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ เข้าเฝ้าและแนะนำให้เขาได้รู้จักกับแจนน์ ดาร์คซึ่งภายหลังถูกขนานนามว่าเป็นหญิงศักดิ์สิทธิ์แห่งออร์ลีนส์ บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ประทับใจในในตัวแจนน์และประกอบกับว่าเขาเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้าอยู่แล้ว เขาจึงได้สาบานตนเป็นอัศวินของแจนน์ และกลายมาเป็นมือขวาคู่ใจของเธอนับแต่นั้น และในขณะนั้นตัวของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ มีอายุแค่ 24 ปี

ทั้งสองสร้างผลงานไว้มากมายในสงครามร้อยปี ด้วยความดีความชอบที่กิลส์ นำทหารสู้กับข้าศึกที่เป็นอังกฤษและได้ชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้ได้รับพระราชทานตำแหน่งเป็นแม่ทัพหรือจอมพลตั้งแต่ยังหนุ่มและได้รับพระบรมราชานุญาตให้ประดับดอกลิซ (ตราดอกลิลลี่ของราชวงศ์ฝรั่งเศส) ลงบนตราประจำตระกูลของเขาด้วย นับเป็นเกียตริสูงสุดเท่าที่เขาจะมีได้ในฐานะขุนนางทีเดียว แต่แล้ว ในปี 1430 แจนน์ ดาร์คก็ถูกทหารฝ่ายศัตรูจับ และถูกเผาทั้งเป็นในฐานะแม่มดเมื่อปี 1431 (ปี 1456 พระสันตปาปาจึงยกให้คำตัดสินลงโทษแจนน์ ดาร์คเป็นโมฆะ เธอถูกยกขึ้นเป็นนักบุญในปี 1920....เกือบ 500 ปีหลังจากการสำเร็จโทษที่รูน) ข่าวเรื่อง แจนน์ ดาร์ค ถูกประหาร นำความโศกเศร้ามาสู่บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ เป็นอย่างมาก และหวนกลับไปสู่ชีวิตแหลกเหลวก่อนจะพบกับเธออีกครั้ง



ด้วยความโศกเศร้าบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ก็ไม่สนใจสู้รบอีกต่อไป กิลส์โกรธแค้นพระเจ้าที่หักหลังแจนน์และแย่งเธอไปจากเขา เขาเริ่มฝักใฝ่ในมนต์ดำและการเล่นแร่แปรธาตุ ในไม่ช้า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ก็ทำการรวบรวมเด็กชายจากที่ต่างๆมาเพื่อเป็นเครื่องสังเวยให้กับปีศาจ (ว่ากันว่าผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ให้ให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ บ้าเรื่องมนต์ดำนี้คือ หมอเวทมนต์ชาวอิตาเลี่ยน ชื่อ ฟรังเซสโก ปรีลาตี) เนื่องจากในเวลานั้นยังมีสงครามกันอย่างต่อเนื่อง ตามเมืองต่างๆจึงมีเด็กกำพร้าเร่ร่อนอยู่มากมาย หญิงชราและชายฉกรรจ์ซึ่งเป็นลูกน้องของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ พาเด็กเหล่านี้มายังปราสาท และตัดคอพวกเขาเพื่อสังเวยเลือดแก่พิธี ไม่นานนัก การสังเวยก็ค่อยเพิ่มความโหดร้ายทารุณขึ้น เด็กบางคนถูกตัดแขนตัดขาเป็นชิ้นๆ บางคนถูกฟาดหัวด้วยท่อนไม้ตอกตะปู บางคนถูกเฉือนเนื้อออกทีละน้อยเพื่อให้กรีดร้องอยู่ให้นานที่สุดก่อนจะหมดลมไป เด็กบางคนถูกผ่าท้องแล้วทึ้งไส้ออกมา บ่อยครั้งที่บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ข่มขืนศพของเด็กที่เสียชีวิตแล้ว เขาสะสมศีรษะของเด็กหนุ่มจำนวนมาก และศีรษะที่หน้าตาดีจะถูกเรียงไว้เหนือเตาผิงเหมือนเป็นคอลเลคชั่นพิเศษ มีการพบศพของเด็กจำนวนกว่า 150 ศพ (ส่วนใหญ่ไม่มีศีรษะ) ในปราสาท แต่พูดกันว่าเหยื่อของเขาน่าจะมีมากกว่า 1500 ราย


งานเลี้ยงอันหรูหราและมนต์ดำทำให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ผลาญทรัพย์สมบัติอันมหาศาลของเขาหมดไปในไม่ช้า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ จึงต้องขายปราสาทในกรรมสิทธิ์ของตนไป และการขายปราสาทนี่เองที่ทำให้เขามีปัญหากับโบสถ์ ทำให้บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ซึ่งเลือดขึ้นหน้าได้นำทหารบุกไปยังโบสถ์และจับกุมนักบวชหลายคนมาจองจำใน ปราสาทของตน ทางด้านฝ่ายโบสถ์ซึ่งสงสัยบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ เกี่ยวกับคดีเด็กหายสาปสูญอยู่แล้ว (แต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะนอกจากกิลส์จะเป็นขุนนางแล้ว ยังเป็น"วีรบุรุษกู้ชาติ"อีกด้วย) จึงได้อาศัยโอกาสนี้เองนำคนเข้าตรวจปราสาทของบารอน กิลส์ เดอ เรยส์ และจับกุมเขาและพวกไว้ได้ในที่สุด เชื่อกันว่าการสอบสวนในครั้งนั้น มีการทารุณกรรมเพื่อทรมานให้ผู้จับกุมยอมรับสารภาพและถูกซัดทอดผู้ต้องหาด้วย แม้กระทั้งตัวบารอนกิล์เองก็ไม่พ้นทัณฑ์ทรมานอย่างสาหัสเพื่อให้รับสารภาพแน่นอน

12 ตุลาคม ค.ศ. 1440 มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ยอมรับสารภาพว่าเขาคือผู้สังหารเด็กนับร้อยคนนั้น โดยมีคำยืนยันของจอมพลดังต่อไปนี้ "ข้าพเจ้าขอย้ำว่าที่ฆ่าพวกเด็ก ๆ เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวทั้งสิ้น ไม่เกี่ยวกับอำนาจและความร่ำรวยของข้าพเจ้า เจตนาที่ได้กระทำลงไปมีเพียงเท่านี้ (แต่ชาวฝรั่งเศสหลายคนเชื่อว่า บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ยอมรับสารภาพเพราะทนการทรมานไม่ไหวมากกว่า)"

นอกจากนี้ยังมีการพิพากษ์วิจารณ์อีกว่าทำไม บารอน กิลส์ เดอ เรยส์ ถึงโดนกล่าวหาอย่างรุงแรงแบบนี้ อาจเป็นเพราะฝีมือของดุคจอห์นแห่งแคว้นบริตตัญญีที่เป็นผู้กล่าวหาตัวบารอน กิลส์ เพราะถ้าเกิดเขาได้ปราสาทและทรัพย์สมบัติมูลค่ามหาศาลจะตกเป็นของเขาในทันที 

13 กันยายน 1440 พระสังฆราชซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระเจ้าชาร์ลสฟ้องกิลส์ในข้อหา ประกอบพฤติกรรมนอกรีต สังหารเด็ก ทำสัญญาปีศาจ และกระทำตนขัดต่อหลักธรรมชาติ ซึ่งไม่ว่าข้อหาใดต่างก็เพียงพอที่จะทำให้เขาโดนประหารทั้งสิ้น (มีการกล่าวว่า พระเจ้าชาร์ลสและโบ
สถ์ได้ร่วมมือกัน เนื่องจากพระเจ้าชาร์ลสต้องการดินแดนในครอบครองของตระกูลเรยส์) การพิพากษาถูกจัดขึ้นที่ปราสาทนันท์และกินเวลากว่า 1 เดือน กิลส์ซึ่งในครั้งแรกมีท่าทีแข็งขืนถึงกับหลั่งน้ำตาสำนึกผิดในภายหลัง เขาถูกตัดสินให้ประหารโดยการแขวนคอในวันที่ 26 ตุลาคม 1440 (ในครั้งแรก จะมีการตัดสินโทษเผาทั้งเป็น แต่เนื่องจากการเผาทั้งเป็นถือเป็นการลบหลู่เกียรติมากในสมัยนั้น และด้วยว่ากิลส์มีความชอบ เขาจึงรอดโทษเผาทั้งเป็นไป) 


ปลายเดือนตุลาคม ค.ศ. 1440 กิลล์ เดอ เรยส์ เดินไปที่ตะแลงแกงที่ใช้ประหารชีวิตด้วยการแขวนคอที่ถูกสร้างขึ้น ผู้คนมาชมจนล้นหลามจนต้องมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการแย่งชิงตัวนักโทษประหาของพวกที่จงรักภักดีต่อตัวบารอนกิลส์อยู่ เมื่อถึงเวลาประหารชีวิต บารอน กิลล์ เดอ เรยส์ ถูกนำตัวขึ้นตะแลงแกง จอมพลหนุ่มเดินเข้าหาความตายของตนอย่างองอาจ ไม่มีความพรั่นพรึงแม้แต่น้อย ถุงผ้าคลุมศีรษะถูกนำมาสวมแล้วเพชฌฆาตนำเชือกบ่วงคล้องคอมาสวม จากนั้นก็เปิดพื้นใต้ฝ่าเท้านักโทษ ร่างของบารอน กิลล์ เดอ แรส์ หล่นลงไปในช่อง เป็นอันจบชีวิตจอมพลผู้ยิ่งใหญ่เพียงเท่านี้


Cr. CAMMY // Writer-Dek.d.com 









 

Create Date : 16 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 16 กรกฎาคม 2558 10:05:08 น.
Counter : 946 Pageviews.  

ทรามวัยกับคนใจทราม

ตะวันขึ้นสูงเหนือเคลียร์ ครีค แคนยอน แล้วในวันที่ 31 พฤษภาคม 1997 เบื้องล่างลงไป รถมัสแตงสีแดงเพลิงคันหนึ่งค่อย ๆ ตีโค้งไปตามถนนขนาด 2 ช่องเดินรถของทางหลวงหมายเลข 6 ห่างจากเมืองโกลเด้น มลรัฐโคโลราโด้ ไปทางตะวันตกเพียงไม่กี่ไมล์ ทั้งคนขับและผู้ดดยสารที่นั่งมาต่างเป็นนักศึกษาวิทยาลัย ที่กำลังบ่ายหน้าจะไปเล่นการพนันที่เซ็นทรัลซิตี้ แต่เพราะความงามของทัศนียภาพเรียกร้องให้พวกเขาหยุดรถเพื่อชมความความงามพวกเขาจึงหยุดรถบนไหล่ทางเพื่อชมความงามของเคลียร์ ครีค ฝั่งหินโอบเบื้องล่างถูกน้ำเซาะกัดจน เว้า ๆ แหว่ง ๆ มีต้นโอ๊คแคะแกร็นยืนต้นอยู่เป็นหย่อม ๆ ทันใดนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องตะโกนชี้มือไปข้างล่าง "ดูสิมีร่างคนอยู่ข้างล่าง" ร่างที่เขาเห็นท่อนบนเปลือยเปล่า ท่อนล่างสวมกางเกงยีนส์ ลำตัวนอนพาดอยู่ขอบฝั่งส่วนศรีษะลอยเรี่ยอยู่ในน้ำ กลุ่มนักศึกษารีบวิ่งไปที่ถนนเพื่อโบกรถที่ผ่านไปมา มีรถหลายคันจอด และพยายามใช้มือถือโทรแจ้งตำรวจ แต่กำแพงแบล๊คแคนยอนที่สูงใหญ่บดบังสัญญาณไปจนหมดสิ้น รถคันหนึ่งจึงตัดสินใจเร่งความเร็วออกไปเรียกตำรวจ และเพียงไม่กี่นาที ตำรวจกว่า 20 นายก็มาถึงที่เกิดเหตุ

ไดแอน ออบีมา เป็นผู้ช่วยนายอำเภอคนแรกที่มาถึงที่เกิดเหตุ เธอค่อย ๆ ไต่หน้าผาลงไปดูใกล้ ๆ แล้วเธอก็เห็นว่าเจ้าของร่างเป็นเพศหญิงไม่สวมรองเท้า
มือทั้งสองข้างถูกมัดไพล่หลังด้วยกุญแจมือแบบเดียวกับที่ตำรวจใช้ ผู้ตายอายุประมาณ 14 ปี สูง 5 ฟุต หนักประมาณ 100 ปอนด์ เธอถูกข่มขืนอย่างทารุณหลายครั้ง แพทย์ผู้ชันสูตรพลิกสพรายงาน ใบหน้าบวมฉุ ที่หน้าอก 2 ข้างมีรอยถูกกัดอย่างแรงจนหัวนมเกือบขาด ที่แขน ขา และแผ่นหลัง มีรอยถลอกปอกเปิก อยู่เต้มไปหมด เธอถูกข่มขืนและถูกแทงด้วยใบมีดคมกริบ ถึง 28 ครั้ง แพทย์ผู้ชันสูตรศพเปิดเผยว่าช่องทวารหนักของผู้ตายฉีกขาดยับเยินจากวัตถุขนาดใหญ่ ซึ่งอาจเป็นด้ามไม้กวาด และยังถูกแทงซ้ำด้วยมีดอีกด้วย




วันอาทิตย์ที่ 1 มิถุนายน หญิงคนหนึ่งขับรถไปยังสำนักงานนิติเวชที่เจฟเฟอร์สัน เคาน์ตี้ เพื่อตามหาลูกสาวที่หายไป ร่างที่ทอดยาวอยู่บนถาดในห้องเย็นไม่ใช่ "เจน โด " อีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เธอมีชื่อผูกติดไว้แล้วว่า แบรนดี้ โรส ดูวัล แบรนดี้ ถูกแกงค์อันธพาลข้างถนนกระทำทารุณ และแกงค์ที่น่ากลัวที่สุดมีชื่อว่า "แกงค์ 7 ปีศาจ" แดนนี่ มาร์ติเนซ กับ อันโตนิโอ น้องชายเป้นแกนนำของแกงคื โดยมี แซมควินตาน่า ลูกพี่ลูกน้องและฟรานซิสโก มาร์ติเนซ ที่ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติเลย เป็นลูกสมุน

 


อันโตนิโอ เคยถูกควบคุมตัวอยู่ในสถานพินิจเด้กมาแล้วในข้อหาใช้อาวุธ ส่วนแดนนี่ ก้มีหมายจับในคดีหลบหนีการบำบัดยาเสพติด แวมควินตาน่า เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยฆ่าชายคนหนึ่ง และทำร้ายสมาชิกร่วมแกงค์ 2 คนที่แตกแถว เมื่อเดือน กรกฎาคม 1996 นอกจากนี้ทั้ง 3 ยังตกเป็นผู้ต้องสงสัยร่วมกันสังหารสมาชิกร่วมแกีงอีกคนหนึ่งด้วย แต่ในครั้งนั้นยังไม่มีหลักฐานอะไรที่จะมัดปีศาจทั้ง 3 เข้ากับคดี แบรนดี้ ดูวัลได้ พนักงานกระจายกำลังสืบสวนเพื่อสอบปากคำ ด.ญ เพื่อนผุ้ตาย นักสืบเจฟฟรีย์ เพฟเลอร์ และดิ๊ก มัวร์ ได้คุยกับเด็กหญิงวัย 15 ปีคนหนึ่งซึ่งได้พบกับ แบรนดี้เป็นครั้งสุดท้าย แพท โบว์แมน อยู่กับแบรนดี้ในคืนวันที่ 30 พ.ค. และยังเห็นแบรนดี้ เดินไปหยุดรอรถที่ป้ายรถประจำทาง แพทบอกว่าแบรนดี้แต่งกายด้วยเสื้อยืดของทีมชิคาโก้ บูลส์ สีแดงกางเกงขาสั้นสีเข้ม และรองเท้าผ้าใบยี่ห้อไนกี้ แล้วเสื้อผ้าทั้งหมดของแบรนดี้ หายไปไหนเล่า?

วันที่ 10 มิถุนายน นักสืบได้รับโทรศัพทร์จากผู้ไม่ประสงค์จะออกนาม แจ้งว่า สมาชิกของแกงค์ 7 ปีศาจ และแกงค์เลือด ผลัดกันข่มขืนแล้วฆ่าแบรนดี้ ดูวัล ในคืนวันที่ 30 พ.ค เหตุเกิดในบ้านหลังหนึ่งที่ฮอว์ธอร์น เพลส ตะวันตก ในอดัมส์ เคาน์ตี้ ผุ้แจ้งเรื่องบอกเขาทรา
บเรื่องนี้จากชายชื่อ โฆเซ่ มาร์ติเนซ พนักงานสืบสวนจึงรุดไปพบ มาร์ติเนซถึงบ้านที่ ฮอว์ธอร์น เพลส ตะวันตกในวันที่ 12 มิถุนายน ด้านนอกบ้านมีรั้วลวดตาข่ายล้มเอียงกะเท่เร่อยู่รอบสนามรกเรื้อไปด้วยวัชพืชนานาชนิด รวมทั้งเศษขยะ กระป๋องเบียร์เกลื่อนกราด โฆเซ่ มาร์ติเนซยอมรับว่าเขาเห็นการข่มขืนด้วยตาตัวเองแต่เขายืนยันว่าไม่ได้มีส่วนร่วม ด้วยคนในกิจกรรมครั้งนี้มีทั้งหมดประมาณ 8-10 คน โดยที่ตัวเขาเองไม่สามารถหยุดยั้งการกระทำนี้ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนเงื่อไขว่าหากเขาชี้ตัวผุ้ต้องหาทุกคนและให้ความร่วมมือจะไม่ตั้งขอหากับเขาและจะให้เขาอยู่ในโครงการคุ้มครองพยาน

 


โฉมหน้าฆาตกร

วันที่ 14 มิถุนายน 1997 โฆเซ่ ได้ชี้ตัว แดนนี่ มาร์ติเนซ พร้อมพี่น้อง มอริซ และเดวิด วอร์เรน จากรุปถ่ายในแฟ้มอาชญากร วันรุ่งขึ้นก้ชี้ตัว แฟรงกี้ ไวจิล วัย 16 ปี เพิ่มอีก 1 คนจากภาพถ่ายในแฟ้ม โฆเซ่ได้คุยกับ แซมมี่ ควินตาน่า ทางโทรศัพทร์ โดยตำรวจบันทึกเสียงเอาไว้ ภายหลังการสนทนา ตำรวจรู้สึกว่าคงมีหลักฐานพอแล้ว จึงจับกุมควินตาน่า และแฟรงค์ ไวจิล วันต่อมา ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ ซึ่งยังคงถุกควบคุมตัวที่เมืองเดนเวอรื ข้อหามียาเสพติดไว้ในครอบครอง ก้ถุกตั้งข้อหาร่วมกันส่มรู้ร่วมคิดกระทำการฆาตกรรม เช่นเดียวกับพี่น้องตระกูล วอร์เรน และชายอีกคนชื่อ เจค คาซาโด ทั้งหมดถุกตั้งข้อหาเจตนาฆ่าคนตาย เจตนาข่มขืนกระทำชำเราทำอนาจารเด้กและพยายามลักพาตัว

ควินตาน่า ยอมรับสารภาพอย่างรวดเร็วว่ามีส่วนร่วมในการฆ่าและข่มขืน แต่ก็โยนความผิดส่วนใหญ่ให้กับ ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ ตามคำให้การของ ควินตาน่านั้น แบรนดี้ ดูวัล ถุกสมาชิกแกงคืเลือด 3 คน คือ 2 พี่น้อง เดวิส และมอรีช วอร์เรน กับ เจค คาซาโก ฉุดจากป้ายรถประจำทางแล้วไปที่พาไปที่บ้าน..จุดเริ่มต้นของความโหดร้ายกำลังจะเกิดขึ้นกับแบรนดี้ ดูวัล..

คนอื่น ๆ รออยู่ที่บ้าน โดยดื่มกินกันจนเมามาย เขาเล่าว่า มอริซ วอร์เรน เดินโอบแบรนดี้ เข้ามาในบ้าน แฟน ของ ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ ก็รออยู่ที่บ้านหลังนั้นด้วย เช่นเดียวกับแฟนของ แดนนี่ และ โฆเซ่ มาร์ติเนซ ควินตาน่าอ้างว่า เมื่อแบรนดี้เข้ามาถึง ดูเธอมึนเมาเกือบไม่ได้สติ เขาให้เธอ เสพ โคเคน ขณะที่ฟรานซิสโก ค่อย ๆ เปลืองผ้าเธอออก ฟรานซิสโก เป็นคนอุ้มแบรนดี้เข้าไปในห้องนอน และลงมือข่มขืนเธอเป็นคนแรก ตามด้วยควินตาน่า แบรนดี้ ถุก กักตัวไว้ ในห้องด้านหลังนานประมาร 2 ช.ม ขณะที่พวกเขาผลัดกันเรียงคิวเข้าไปข่มขืนเธอ ควินตาน่าบอก ตอนที่ควินตาน่ากลับเข้าไปเพื่อต่อ "รอบที่สอง" เขาเห้น ฟรานซิสโก กำลังข่มขืน แบรนดี้อยู่อีกครั้ง ควินตาน่า เล่าว่า ฟรานซิสโก ใช้ด้ามไม้กวาด ดัน เข้าไปใน ทวารหนักของแบรนดี้ จนทั้งเลือดทั้งอุจจาระ ไหลออกมาชุ่มโชกผ้าปูที่นอน แบรนดี้มีเลือดออกมาก ฟรานซิสโก จึงอุ้มเธอเข้าไปในห้องน้ำ ควินตาน่าตามไปดูว่าเธอเป็นอะไรมากหรือป่าว ก้ได้เห็นว่า ฟรานซิสโก กำลังนั่งคุกเข่าข้างเธอ เขอถือไม้ทะลวงท่ออยู่ในมือที่ด้ามไม้นั้นมีเลือดเปรอะอยู่เต็มไปหมด แดนนี่ มาร์ติเนซ ตามเข้ามาในห้องน้ำอีกคน แล้วอุ้มเธอกลับไปยังที่นอน วางเธอหงายบนเตียง แล้วลงมือข่มขืนเธออีก หลังจากนั้นก็ถึงรอบของแฟรงค์ ไวจิล ตอนที่แฟรงค์เดินออกมาจากห้องนอน เขาดูมีสีหน้ากังวลไม่น้อย และบอกกับคนอื่น ๆ ว่า พวกเราอาจต้องติดคุกกันทั้งหมดถ้าไม่ตัดสินใจ ฆ่าเธอซะ แดนนี่ มาร์ติเนซจึงถามขึ้นว่า มีใครมีปืน บ้าง แดนนี่ อุ้มเธอออกมาจากห้องนอน โดยมีกางเกงยันส์ตัวโคร่ง สวมติดกายอยู่ตัวเดียว ส่วนท่อนบนไม่ได้ปิดอะไร มือทั้งสิงข้างถุกใส่กุญแจมือไพล่หลัง เอาไว้ แดนนี่เอาเสื้อยืดคลุมหน้าเธอไว้ แล้วจับเธอนั่งพิงไว้ที่มุมห้อง เธอส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ เมื่อได้ยินว่าไอ้พวกตัวร้ายจะฆ่าเธอทิ้งซะ แดนนี่ มาร์ติเนซ เดินมายืนคร่อมเะอไว้ และเตะเข้าที่หน้าอกดังพลั่ก จนเธอล้มหมดสติลงไปกองกับพื้น

แดนนี่ กับฟรานซิสโก หิ้วเธอกลับไปที่ห้องน้ำใหม่ แล้วลงมือข่มขืนเธออีกครั้ง เมื่อแดนนี่เดิอนออกมาจากห้องน้ำ พร้อมกับลากแบรนดี้ที่ถูกใส่กุญแจมืออกมา เธอส่งเสียงคร่ำครวญว่า "ได้โปรดเถอะค่ะ พาหนูไปส่งโรงพยาบาลด้วย" แต่ แดนนี่กลับกระโดดเตะเข้าที่ศรีษะเธออย่างเต็มรัก แฟรงค์ ไวจิล ถามว่าเธอรู้ไหมว่าเธออยู่ที่ไหน เธอขมุบขมิบ ผ่านริมฝีปากที่บวมเจ่อว่า "เลขที่ 60 ถนนเฟดเดอรัล " และนั่นเท่ากับเธอประกาศิตความตายให้ตัวเองทันที แบรนดี้ได้ยินพวกเขาเรียกชื่อกันเองซ้ำยังเห็นหน้าพวกเขาหมดแล้วด้วย ทุกคนในนั้นจึงตกลงว่าต้องฆ่าเธอจริง ๆ แดนนี่ เป็นคนถอดรองเท้าและเสื้อผ้าเธอ รวมทั้งผ้าปูที่นอนที่ชุ่มไปด้วยเลือด แล้วเอาไปโยนไว้ในหลุมขยะหลังบ้าน ทีแรกพวกเขาว่าจะฝังเธอไว้หลังบ้าน และคิดกันว่าจะฆ่าเธอยังไงดี ระหว่างยิงทิ้ง แทงด้วยมีด ใช้รถทับ หรือบีบคอให้ตาย

ในที่สุดพวกเขาก็เอารถออก 2 คัน สมาชิกจากแกงค์ 7 ปีศาจ จำนวน 4 คน นั่งประกบแบรนดี้ไว้ที่เบาะด้านหลัง ทั้ง ๆ ยังมีเสื้อคลุมหัว และมือยังถุกใส่กุญแจมือไพล่หลังไว้ เดวิด และมอริช วอร์เรน ขับรถคันที่ 2 ตามไป เสียงเพลงจังหวะแร็พ ถูกเปิดดังลั่นทั่วภูเขา ขณะ
รถค่อย ๆ ไต่ขึ้นสูง ๆ แบรนดี้ยังพยายามดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน และร้องขอชีวิตของเธอ ฟรานซิสโกที่นั่งอยู่ข้างคนขับ ชะโงกหันหลังมามองเธอแล้ว เสือกมีดพรวดเข้าไปในช่องท้องเธอ ขณะที่รถบ่ายหน้าไปทางถนนสายที่ 6 นอกเมืองโกลเด้นแล้วเข้าทางหลักที่เคลียร์ ครีค แคนยอน 2 พี่น้องวอร์เรน กลับหายลับไปจากสายตา เพราะทั้งสองเปลี่ยนใจเลี้ยวรถกลับตั้งแต่มาได้แค่ครึ่งทางเท่านั้น การกระทำเช่นนี้ ฟรานซิสโก ถึงกับเอ่ยวาจาว่า ทั้ง 2 พี่น้องนั้นต้องตาย!! พวกที่เหลือลงจากรถ แล้วดึงแบรนดี้มาด้วย ฟรานซิสโกผลักเธอล้มคว่ำลงกับพื้น แล้วคว้ามีดแทงเธอที่ลำคอ แดนนี่ มาร์ติเนซ และแฟรงค์ ไวจิล เตะซ้ำเข้าที่สะโพก ส่วนควินตาน่า จิกผมเธอขึ้นมาจนหน้าหงาย ขณะที่ฟรานซิสโกแทงเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่านับครั้งไม่ถ้วน

"เรากลัวว่านังเด็กนั่นจะยังไม่ตาย" 
ควินตาน่าบอกกับตำรวจ ควินตาน่าให้การต่อไปว่า ตัวเขาและฟรานซิสโก เป้นคนจับแขนเธอคนละข้าง แล้วจับเธอเหวี่ยงลงหน้าผา เธอลอยละลิ่วเหมือนลูกบอลชายหาด กระแทกกับก้อนหินก้อนนั้นก้อนนี้ จนกระทั่งไปสงบนิ่งที่ชายน้ำ พวกเขาจึงรีบขึ้นรถแล้วขับหนีไป แต่ฟรานซิสโกนึกขึ้นได้ว่าเขาลืมมีดไว้ตรงนั้นจึงวกรถกลับไปเอามีดแล้วมุ่งหน้ากลับบ้าน แบรนดี้ยังไม่ตาย เธอกระเสือกกระสนต่อสู้กับความตายอยู่อีกหลายนาที โดยพยายามปีนกลับมาข้างบน แต่แล้วก้ต้องหมดแรงหงายหลังผึ่งลงไปสิ้นใจอยู่ชายน้ำนั้นเอง คำให้การของควินตาน่าเป็นไปโดยสมัครใจ ดังนั้น เดวิด และมอริช วอร์เรน และเจค คาซาโด จึงต้องมีความผิดฐานข่มขืน และฆ่าคนตายโดยเจตนาไปด้วย ตามคำให้การของเดวิด เขาถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 32 ปี มอริช น้องชายเขารับโทษจำคุก 16 ปี ส่วนเจค คาซาโด ซึ่งเพิ่งเข้าร่วมก๊วนคืนนั้น ต้องรับโทษจำคุก 20 ปี สำหรับการแสดงความเป็นชายในฐานะสมาชิกแกงค์ 7 ปีศาจเพียงคืนเดียว เป้าหมายที่สำคัญที่ยังเหลืออยู่ คือ ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ และแฟรงค์ ไวจิล



อัยการเดวิด โธมัส ประกาศว่าเขาจะพยายามเสนอโทษประหารชีวิตให้คนทั้งสองนี้ให้ได้ ส่วนแดนนี่ มาร์ติเนซ หนีไปได้ไม่นานก้ถุกจับกุมตัวมาได้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 1998 เพียง 5 วันก่อนวันพิจารณาคดีของแฟรงค์ ไวจิล หนุ่มวัยเพียง 16 ปี จะเริ่มขึ้นที่ศาลแขวง เจฟเฟอร์สัน เคาน์ตี้ แม้ว่าไวจิลจะถูกพิจารณาคดีในศาลเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ แต่เพราะอายุ เขาแท้ ๆ ที่ช่วยให้เขาพ้นโทษประหารมาได้..ที่นอกถนนมีเสียงลือแพร่สะพัดว่าแกงค์ 7 ปีศาจ จะตามสังหารทุกคนที่ให้การปรักปรำไวจิล หรือ ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ สำหรับฝ่ายอัยการประกอบด้วยผู้ช่วยอัยการเขตมาร์ก แรนดัล, อินกริด เบคค์ และฮัล ซาเจนท์ ส่วนผู้พิพากษาที่ขึ้นบัลลังก์คือ ผุ้พิพากษาไมเคิล วิลลาโน หลังจากที่คณะลูกขุนได้รับฟังคำให้การของควินตาน่า และพยานปากอื่น ๆ แล้วต่างก็มีความเห็นพ้องต้องกันว่า แฟรงค์ ไวจิล มีความผิดจริง และสมควรรับโทษจำคุกตลอดชีวิตโดยไม่มีสิทธิ์ได้รับทัณฑ์บน สมาชิกร่วมแกงค์คนอื่น ๆ อีกหลายคนเคยต้องคดีข่มขืน และทำร้ายร่างกายมาแล้วแต่ไม่มีใครเคยก่อเหตุฆาตกรรมมาก่อนเลย คนต่อไปที่ถูกพิจารณาคดี คือ ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ ครั้งนั้นนับเป็นครั้งที่ 2 ของประวัติศาสตร์ มลรัฐโคโลราโด ที่ต้องใช้คณะผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังค์พิจารณาคดีพร้อมกันถึง 3 ท่าน 

 


การนั่งพิจารณาคดีครั้งนี้จึงตกเป็นหน้าที่ของ ผู้พิพากษาเขตเจฟเฟอร์สัน เคาน์ตี้, ไมเคิล วิลลาโน, ผู้พิพากษาเขตเดนเวอร์ ดรเิร์ต ไอแอท และผู้พิพากษาเขต อราพาโฮ เคาน์ตี้ เคนนา ฮิคแมน ที่จะต้องตัดสินว่า ฟรานซิสโก มาร์ติเนซมีความผิดจริงหรือไม่.....คดีนี้เป็นคดีสะเทือนขวัญที่สุดที่ผมได้ประสบพบมา อัยการ ซาเจนท์ แถลง "และหากมีการตัดสินประหารชีวิตก้เป็นการสมควรอย่างยิ่งแล้วสำหรับคดีนี้" ในเดือน กันยายน 1998 คณะ ผู้พิพากาาทั้ง 3 ท่านมีความเป็นเอกฉันท์ว่า ฟรานซิสโก มาร์ติเนซ มีความผิดจริง แต่ด้วยระบบขบวนการยุติธรรมของ เจฟเฟอร์สัน เคาน์ตี้ จึงชลอเวลาออกไปถึง 8 เดือน กว่าฟรานซิสโก จะกลับมาฟังคำพิจารณาใหม่ วันศุกรืที่ 28 พฤษภาคม 1998 คณะผู้พิพากษาให้ประหารชีวิตในสำนวน 16 หน้า ตอนหนึ่งบรรยายว่า "จากประสบการณ์พิพากษาคดีสั่งสมมา 50 ปี คณะผู้พิพากษาชุดนี้ไม่เคยพานพบกับการกระทำชั่วที่หน้าตระหนกและไร้ความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เช่นที่จำเลยคนนี้กระทำมาก่อนเลย.......ในบรรดาญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงของฟรานซิสโก ต่างร่ำไห้ระงม แต่ฟรานซิสโก "ปานโช" มาร์ติเนซ กลับนั่งนิ่งไม่แสดงท่าทีใด ๆ แม้แต่กระพริบตา เขาเพียงแค่หันไปขยิบตาให้ครอบครัวของเขาเพียงเล้กน้อยก่อนเดินออกจากห้องพิจารณาคดี เพราะมีการยื่นอุทธรณ์ จึงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะประหารฟรานซิสโก มาร์ติเนซ ส่วนแซมมี่ ควินตาน่า พยานปากเอกถูกตัดสินจำคุก เป็นเวลา 96 ปี.





 




 

Create Date : 14 กรกฎาคม 2558    
Last Update : 14 กรกฎาคม 2558 15:54:48 น.
Counter : 278 Pageviews.  

1  2  3  

hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.