4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

เผยตำนาน อุทกภัยหายนะ ในอารยธรรมโบราณ





เดือนตุลาคม พ.ศ. 2554 คงจะเป็นอีกหนึ่งเดือนในความทรงจำของคนไทยหลายต่อหลายคน ถึงเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งที่ประเทศไทยไม่ได้ประสบพบพานมาเป็นระยะเวลายาวนาน ถ้าเทียบความรุนแรงแล้ว จะว่าพอสูสีกับอุทกภัยในปี พ.ศ.2538 เลยก็ว่าได้ ถึงแม้ว่าหลายจังหวัดจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ ประชาชนทุกข์ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้เห็นไม่ว่าจะตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือสื่อโทรทัศน์ก็ คือการช่วยเหลือเกื้อกูลกันจากหลายๆฝ่าย ทั้งการบริจาคข้าวของอาหาร รวมไปถึงสิ่งจำเป็นต่างๆ  แสดงให้เห็นได้ว่าถึงแม้จะมีความทุกข์ยากลำบากเพียงใด พวกเราคนไทยก็ไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว


เมื่อได้ย้อนกลับไปดูภาพที่ปรากฏในข่าวหลากหลายช่องทางเกี่ยวกับสถานการณ์ น้ำท่วม ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำ ระดับน้ำที่สูงท่วมศีรษะของมนุษย์ธรรมดาเดินดินล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่า หวาดผวาสำหรับมนุษยชาติทุกยุคทุกสมัยแน่นอนครับ ไม่เว้นแม้แต่ชนเผ่าโบราณเมื่อหลายพันกว่าปีก่อน

อารยธรรมอียิปต์โบราณก็เป็นหนึ่งในนั้น อย่างที่เราทราบกันดีว่าการเพาะปลูกริมแม่น้ำไนล์นั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะ ต้องพึ่งพาการไหลท่วมของแม่น้ำที่จะพัดพาเอาตะกอนดินดำอันอุดมมาให้ และถ้าปีใดที่เทพเจ้าแห่งแม่น้ำไนล์ไม่ทรงเมตตา น้ำไม่ไหลมาท่วมตามที่ต้องการปีนั้นล่ะก็ แน่นอน ครับว่าความอดอยากจากความแห้งแล้งก็จะมาเยือน




ตำนานการสร้างโลกของชาวไอยคุปต์ก็มีความเกี่ยวข้องกับเวิ้งน้ำและผืนน้ำอัน กว้างใหญ่ด้วยเช่นกัน พวกเขาใช้รูปลักษณ์ของเนินดินเล็กๆที่ปรากฏอยู่กลางเวิ้งน้ำเป็นจุดเริ่มต้น ของทุกสิ่งทุกอย่าง จะเห็นได้ว่าตำนานเวิ้งน้ำนี้คงจะไม่ได้มาจากจินตนาการของชาวไอยคุปต์เพียง อย่างเดียว แต่มันมาจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นกับพวกเขาด้วยครับ การไหลเอ่อท่วมของแม่น้ำไนล์ในฤดูน้ำหลากจนมิดตลิ่ง 2 ฟากฝั่ง ทิ้งให้เนินดินบางส่วนโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอาจจะเป็นตัวอย่างที่ชาวไอยคุปต์นำไปสร้างเป็นตำนานการสร้างโลกของพวกเขาก็เป็นได้



โบราณสถานของชาวอียิปต์โบราณที่มีความสัมพันธ์กับเวิ้งน้ำในตำนานก็คือ รูปปั้นหินยักษ์แห่งเมมนอน (Colossi of Memnon) ที่ตั้งอยู่ที่ลักซอร์ เดิมทีสถานที่แห่งนี้เป็นวิหารประกอบพิธีศพของฟาโรห์อเมนโฮเทปที่ 3  (Amenhotep III) แต่ปัจจุบันวิหารทั้งหลังได้พังไปหมดแล้วหลงเหลือเพียงรูปปั้นยักษ์ 2 รูปนี้เท่านั้น ฟาโรห์พระองค์นี้อาจจะต้องการสร้างวิหารประกอบพิธีศพให้สอดคล้องกับตำนาน เวิ้งน้ำแห่งการถือกำเนิด วิหารของพระองค์จึงถูกน้ำจากแม่น้ำไนล์ไหลเอ่อท่วมอยู่เป็นประจำปีแล้วปี เล่า ทำให้เมื่อน้ำเซาะหินหลายครั้งเข้าก็พังทลายลง หลงเหลือเพียงแค่รูปปั้น 2 รูปไว้ดูต่างหน้า พลังของธรรมชาติพังได้แม้กระทั่งวิหารครับ!!

ไม่ใช่เพียงแค่อียิปต์ โบราณเท่านั้นที่มีตำนานเกี่ยวข้องกับอุทกภัย เมื่อลองข้ามโลกไปที่ดินแดน “โลกใหม่” แห่งทวีปอเมริกา ก็จะพบว่าเรื่องราวของอุทกภัย ยังคงอยู่ในตำนานของชนเผ่ามายา (Maya) และแอสเท็กส์ (Aztecs) เช่นกัน




“วันสิ้นโลก ค.ศ. 2012” คือประเด็นร้อนที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวหลายต่อหลายครั้งบนโลกใบนี้ นับวันยิ่งเข้าใกล้ประเทศไทยของเราเข้ามาทุกที ยิ่งมีข่าวน้ำท่วมหนักเข้ามาเสริมอีก ทำให้ในตอนนี้ประเด็นวันสิ้นโลกเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ร้อนแรงไม่แพ้ใคร และที่สำคัญ ชาวมายาและแอสเท็กส์แห่งอารยธรรมอเมริกาโบราณ นี่เองครับที่เป็นเจ้าของเรื่องทั้งหมดทั้งมวลนี้

มหันตภัยร้ายแรงที่ชาวมายาทำนายเอาไว้ในแผ่นหินศิลา ว่าจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ.2012 ก็คือ “ความมืดมิดและการลงมาประทับของเทพเจ้าแห่งการทำลายล้าง” แต่ถึงอย่างนั้นศิลาชิ้นนี้ก็แตกหักและไม่สมบูรณ์ จึงไม่อาจบอกได้เต็มปากว่า สิ่งที่จะปรากฏในวันนั้นคืออะไรกันแน่ แต่ดูแนว โน้มจากคำทำนาย ถ้า “ความมืดมิด” ที่ว่า หมายถึงเมฆฝนก้อนมหึมาที่บดบังแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ล่ะ อุทกภัยจากห่าฝนที่รั่วลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาก็จะมีโอกาสมาเยือนมิใช่หรือ



ถึงตรงนี้ก็ยังไม่มีใครตอบได้บ แต่เมื่อได้ลองเปิด 1 ในคัมภีร์ 4 เล่มที่หลงเหลือจากการเผาของชาวสเปนในคริสต์ ศตวรรษที่ 16 ก็ต้องผงะเมื่อได้พบกับภาพของเทพีชาวมายาและสัตว์อสูรหน้าตาละม้ายคล้าย จระเข้กำลังระดม “เทน้ำ” ลงมาใส่เทพเจ้าอีกองค์หนึ่งของชาวมายาโบราณ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภาพที่เห็นอยู่นี้ไม่น่าจะหมายถึงการเล่นสงกรานต์รดน้ำ ดำหัวของชาวมายาโบราณแต่อย่างใด แต่มันน่าจะหมายถึงอุทกภัยครั้งใหญ่ตามความเชื่อของชาวมายาโบราณมากกว่าน่ะ สิครับ!!

เพื่อนบ้านของชาวมายาโบราณอย่างชาวแอสเท็กส์ก็เอากับเขาด้วยครับ พวกเขามีความเชื่อที่เรียกว่า “ตำนานห้าสุริยะ” (Five Suns) ซึ่งกล่าวถึงการถือกำเนิดของดวงอาทิตย์ทั้ง 5 ดวง ที่สอดคล้องกับการถือกำเนิดของโลกทั้ง 5 ยุค นักวิชาการทราบว่าเรากำลังอยู่ในยุคดวงอาทิตย์ที่ 5 อ้าว!! แล้วดวงอาทิตย์อีก 4 ดวงก่อนหน้าล่ะ หายไปไหนเสียหมด คำตอบก็คือ “ถูกทำลายล้าง” ไปแล้ว ด้วยภัยพิบัตินานาประการ แน่นอนล่ะว่า “อุทกภัย” ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย




ตำนานเล่าว่าในวันสิ้นยุคที่ 4 นั้น ท้องฟ้าได้เปิดออกและน้ำจำนวนมหาศาลก็ได้ไหลออกมาท่วมทำลายสรรพสิ่งทั้งหลาย จนหมดสิ้น ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ในตำนานที่ไม่สามารถสืบค้นได้ว่าเหตุการณ์ อุทกภัยครั้งใหญ่นี้จริงเท็จประการใด และรุนแรงแค่ไหน แต่จากประสบการณ์ที่มนุษยชาติยุคใหม่เคยประสบพบมาก็คงจะช่วยให้จินตนาการถึง ความร้ายแรงของอุทกภัยในยุคนั้นได้ไม่ยากเท่าไรนักหรอกครับ

แต่เชื่อว่า ตำนานอุทกภัยในอารยธรรมอียิปต์โบราณและอเมริกาโบราณก็คงจะยังไม่โด่งดังเท่า ตำนาน “น้ำท่วมโลก” ในมหาคัมภีร์ไบเบิลเป็นแน่แท้ ตำนานนี้ว่าเอาไว้อย่างไร มาติดตามกัน





เมื่อพระเจ้าเห็นว่าชาวโลกฉ้อฉลโกงกิน พระองค์จึงไม่พอพระทัย เลยบันดาลอุทกภัยครั้ง ใหญ่ลงมากวาดล้างมวลมนุษยชาติ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ต้องกล่าวว่าพระองค์ไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด เพราะทรงอนุญาตให้โนอาห์ (Noah) และครอบครัวผู้ทรงคุณธรรมได้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้ โนอาห์ได้สร้างเรือเตรียมเอาไว้และขนสรรพสัตว์อย่างละคู่ขึ้นไปบนเรือ และแล้วฝนก็ได้ตกลงมาอย่างหนักติด ต่อกัน 40 วัน 40 คืน ทุกสิ่งทุกอย่างจมอยู่ใต้น้ำ เมื่อฝนหยุดตก เรือของโนอาห์ก็ (ว่ากันว่า) ลอยไปติดอยู่บนเทือกเขาอารารัต (Ararat) ในเขตประเทศตุรกี โนอาห์จึงตัดสินใจปล่อยนกพิราบตัวหนึ่งออกไป แต่แล้วมันก็บินกลับมา แสดงว่าระดับน้ำยังไม่ลด ถัดมาอีก 7 วัน ก็ปล่อยนกพิราบออกไปอีกครั้ง คราวนี้มันทำเซอร์ไพรส์ด้วยการนำใบมะกอกกลับมาด้วย หลังจากนั้นอีก 7 วัน โนอาห์ก็ปล่อยนกพิราบออกไปอีก ครั้งนี้เซอร์ไพรส์ยิ่งกว่าเดิม เพราะมันไม่บินกลับ มาอีกเลย เป็นนัยอย่างดีว่าน้ำแห้งแล้ว และแผ่นดินก็พร้อมอีกครั้งสำหรับการอยู่อาศัย

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีนักวิชาการคนใดค้นพบซากเรือของโนอาห์บนเทือกเขาอารารัต แต่  การตามหาเรือก็ยังคงดำเนินต่อไป สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การตามหาเรือของโนอาห์ก็คือ ตำนานน้ำท่วมโลกในพระคัมภีร์นี้ปรากฏอยู่ในตำนานเทพปกรณัมของชาวซูเมอร์ (Sumer) แห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งรุ่งเรืองอยู่ก่อนยุคของคัมภีร์ไบเบิลตั้งร่วมสองพันปีด้วยน่ะสิครับ

เมื่อเทพเจ้าผู้สร้างตามตำนานของชาวซูเมอร์ต้องการบันดาลให้น้ำท่วมโลกเพื่อ ลบล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ เทพเจ้าแห่ง แม่น้ำจึงได้ส่งสาส์นมายังบุรุษนามอุทนาพิชติม (Utnapishtim) ให้ทำการรื้อบ้านและต่อเรือ เมื่อแล้วเสร็จก็ให้พาครอบครัวและเหล่าสัตว์แต่ละพันธุ์ขึ้นเรือไปด้วยไม่ นานนักฝนก็ตกลงมาต่อเนื่องยาวนานถึง 7 วัน นาวาของ อุทนาพิชติมล่องลอยอยู่กลางผืนน้ำอยู่ได้ 12 วัน จึงมาติดอยู่บนเทือกเขามินุช (Nimush) หลังจากนั้นอีก 7 วัน อุทนาพิชติมก็ปล่อยนกพิราบออกไป ไม่นานมันก็บินกลับมา ครั้งที่ 2 เขาปล่อยนกนางแอ่นออกไป แต่มันก็ยังคงบินกลับมาเช่นเคย ครั้งที่ 3 เขาจึงลองส่งอีกาออกไปบ้าง คราวนี้มันบินหายลับไปเลย นั่นย่อมแสดงว่าน้ำแห้งแล้วนั่นเอง 

ตำนานน้ำท่วมโลกของโนอาห์และอุทนาพิชติมเหมือนกันเสียยิ่งกว่าลอกข้อสอบ!? หนึ่งในความเป็นไปได้มากที่สุดของมหาตำนานน้ำท่วมโลกก็คือ ภัย พิบัติในทะเลดำช่วงยุคหินใหม่เมื่อประมาณ 7,600 ปีก่อน เมื่อระดับน้ำในทะเลเมดิเตอเรเนียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากในช่วงปลายยุคน้ำ แข็งสุดท้าย จนส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในทะเลดำ ผืนดินโดยรอบทะเลดำจมลงใต้น้ำภายในเวลาอันรวดเร็ว ถือเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ของชนเผ่ายุคหินในบริเวณนั้น จนพวกเขาต้องเก็บเอาไว้เป็นหนึ่งในความทรงจำสุดระทึก สุดท้ายก็กลายมาเป็นตำนานที่เล่าขานกันรุ่นสู่รุ่น ผ่านการแต่งเติมจนเป็นเทพปกรณัมโบราณของชาวซูเมอร์นั่นเอง



ยังไม่มีใครทราบว่าแนวคิดที่กล่าวไปข้างต้นนั้นจริงแท้แค่ไหน แต่ถ้าลองจินตนาการว่าเราเป็นมนุษย์ยุคหินเมื่อ 7,600 ปีก่อน ที่เชื่อว่ามีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ทั่วไปตามธรรมชาติ กำลังดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่ที่เป็นเสมือน “โลกใบเล็ก” ที่เขียวขจีไปด้วยต้นไม้ ใบหญ้า และภูเขาใหญ่น้อย อยู่มาวันหนึ่งแหล่งน้ำที่เราเคยฝากชีวิตเอาไว้กลับเพิ่มระดับขึ้นมาอย่าง กะทันหัน จนท่วมพื้นที่ทำกินไปจนมิด ถ้าไม่คิดว่านี่คือน้ำท่วม “โลก” จากพระประสงค์ของพระเจ้าแล้วเราควรจะอธิบายปรากฏการณ์อันน่าหวาดผวาเช่นนี้ ว่าอย่างไรดีล่ะเนี่ย.

โดย : ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน









 

Create Date : 22 มกราคม 2558    
Last Update : 27 กรกฎาคม 2560 15:49:00 น.
Counter : 917 Pageviews.  


Valentine's Month


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.