4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 

เฝ้ารอชั่วนิรันดร์

เพื่อที่ดีที่สุด (man's best friend)แรกที่สาธยายวลีี้อย่างกิใจก็คือทายความอเมริกั จอร์จ เกรแฮม เวสต์ (George Graham Vest) เมื่อเขากล่าวสรุปต่อห้าศาลว่า "ถ้าโชคร้ายมาเยือผู้เป็รายจต้องไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีที่ซุกหัวแต่สุัขก็ยังคงจงรักภักดีไม่เสื่อมคลาย ยังคงติดสอยห้อยตามใกล้ชิด คอยเฝ้าระวังอัตราย ขับไล่อริอย่างอุทิศชีวิตของมั และเมื่อถึงคราวปิดฉากทุกส่งทุกอย่งา ยมทูตมาเอาายของมัไปทิ้งร่างไร้ชีวิตบพสุธยาอัเย็เยือก ณ ที่หลุมศพั้ เราจะได้พบเจ้าสัตว์ผู้ภักดีอยู่ หัวของมัซบระหว่างอุ้งเท้า ดวงตาของมัโศกสลด ยังรักและซื่อสัตย์จแม้เมื่อเขาจากโลกไปแล้ว" 

ความรักอัยิ่งใหญ่ของสุัขบางตัวั้ทำให้มัได้รับความชื่ชม ดังเห็ได้จากจารึกที่ลิขิตไว้บแผ่หิแกริตข้างหลุมศพของมัที่เดอร์เวต์ แดม, ดาร์บี้ไชร์ ความว่า "เพื่อเป็การระลึกถึงการยอมสละชีวิตของทิป (Tip) สุัขเลี้ยงแกะ มัอยู่เคียงข้างเฝ้าศพของาย, มิสเตอร์โจเซฟ แท็กก์ (Joseph Tagg) ณ โฮว์เด มัวร์ เป็เวลายาวถึง ๑๕ สัปดาห์จาก ๑๒ ธัวาคม ๑๙๕๓ ถึง ๒๗ มีาคม ๑๘๕๔" ป้ายอุสรณ์ี้สาธารณชช่วยกัทำขึ้เมื่อทิปตาย หลังเกิดเหตุการณ์ ๑ ปี และมัได้กลายเป็างเอกใหัวใจของผู้ค เรื่องมีว่า



โจเซฟายของมัั้เกษียณแล้วจากงาประจำ เขาใช้เวลาว่างด้วยการออกไปเดิเล่กับเจ้าทิปสุัขตัวโปรด แล้ววัึ่งโจเซฟใวัย ๘๑ ก็หายตัวไป ๑๕ สัปดาห์ต่อมาผู้คเริ่มออกค้หา จึงพบร่างไร้ชีวิตของเขาอยู่บกลางทุ่งดาร์บี้ไชร์ ใกล้กับที่ทำงาเดิมของโจเซฟ และเขากับเจ้าทิปมักมาเที่ยวที่ี่เป็ประจำ การที่ก่อ้าี้หาร่างของโจเซฟไม่พบก็เพราะหิมะได้ปกคลุมเแห่งี้ ทุกคคาดว่าทั้งเขาและทิปคงจะต้องตายไปแล้วอย่างแ กระทั่งมีคเลี้ยงแกะมาพบร่างของโจเซฟซึ่งมีทิปั่งเฝ้าอยู่ข้าง ๆ มัอยู่ใสภาพสิ้กำลังแต่ยังมีชีวิต มัเฝ้าอย่างโดดเดี่ยวกลางความเย็เยือกของฤดูหาวถึงสามเดือครึ่ง!

ช่วงชีวิตหึ่งปีที่เหลือของเจ้าทิปเป็ไปอย่างสมบูรณ์พูสุขใบ้าหลาึ่งของโจเซฟ มีผู้คแวะมาเยี่ยมเยียชื่ชมมัทุกวั ซึ่งตอั้มัไ้ด้รับรางวัลเกียรติยศสูงสุดสำหรับสุัขซื่อสัตย์และเมื่อตายลง ก็มีฝูงชมาร่วมใพิธีฝังศพของทิปอย่างล้หลาม ปีต่อ ๆ มาหลังจากั้ก็ยังมีผู้เดิทางมาเยี่ยมหลุมศพของมัอยู่เสมอ



ที่สุสานในเซฟาโลเนีย (Cephalonia) เกาะหนึ่งทางตะวันตกของกรีซ มีหลุมศพของร้อยเอกปาร์เกอร์ (Parker) ผู้เสียชีวิตจากการถูกยิงในปี ๑๘๔๘ ระหว่างที่มีการชุมนุมประท้วงกฎข้อบังคับของอังกฤษ สุนัขตัวน้อยของปาร์เกอร์นั่งเฝ้าอยู่ข้างหลุมศพนายโดยไม่ยอมไปไหนจนกระทั่งกลายเป็นตำนานของเกาะ และได้มีรูปปั้นอนุสรณ์ของเจ้าสุนัขน้อยอยู่บนหลุมศพของปาร์เกอร์ เพื่อมันจะได้เฝ้าพิทักษ์นายที่รักของมันตลอดกาล

เดือนเมษายน ๑๘๐๕ หนุ่มน้อยนามว่า ชาร์ลส์ กูจ์ ได้พาสุนัขคู่ใจไปเที่ยวเล่นแถบทะเลสาบและขึ้นไปยังเนินเขาเฮลเวลลีน เขาพลาดลื่น่ล้มบนน้ำแข็งจากหิมะในขณะที่กำลังวาดภาพทิวทัศน์บริเวรณนั้น เขาเสียชีวิตท่ามกลางความหนาวเย็น สามเดือนต่อมา คนเลี้ยงแกะพบหัวกระโหลกของกูจจ์จมอยู่ การที่เขาพบเป็นเพราะได้เห็นสุนัขเทอร์เรียของกูจ์เฝ้าวนเวียนอยู่่ตรงจุดนั้น ความตายของกูจ์ไม่ค่อยมีคนพูดถึงนักเพราะเป็นเหตุปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ หากทว่าเรื่องสุนัขของเขาเป็นที่กล่าวขาวกันเอิกเกริก เหล่ากวีสำคัญ ๆ สมัยนั้นได้เขียนคำสดุดียกย่องมันไว้ อาทิ วิลเลี่ยม เวิร์ดสเวิร์ธ, เซอร์ วอลเตอร์ สก๊อตต์, เซอร์ เอ็ดวิน แลนด์ซีเออร์ กระทั่งในที่สุดปี ๑๘๙๐ ได้มีการสร้างแผ่นศิลาจารึกไว้ตรงจุดที่ได้พบศพของกูจน์เรียกกันว่า "อนุสรณ์กูจ์" แต่ความสำคัญนั้นอยู่ที่เจ้าสุนัขสุดยอดแห่งความกตัญญูนั่นเอง


เรื่องราวของเหล่าสุนัขที่ภักดีต่อนายซึ่งตายไปแล้วนั้นเป็นที่ประทับใจต่อคนทั้งหลาย มอริส เบอร์ตัน จึงได้รวบรวมเรื่องเหล่านี้ไว้ในหนังสือ "Just Like an Animal (1978)" เรื่องหนึ่งในนั้นได้มาจากหนังสือพิมพ์ปราฟดาของรัสเซีย ซึ่งได้กล่าวถึงสุนัขอัลเซเชียนตัวหนึ่งที่สิงสถิตอยู่ในท่าอากาศยานวนูโกโว ของกรุงมอสโคว์นานกว่าสองปี โดยมันคอยเฝ้ารอการกลับมาของผู้เป็นนายที่หายสาบสูญไปในไซบีเรีย เจ้าสุนัขตัวนี้จะรีบวิ่งปราดไปยังเครื่องบินทุกลำที่แลนดิ้งลงมายังลานบินโดยไม่มีใครจะยับยั้งมันได้ ทางหนังสือพิมพ์จึงเริ่มดำเนินการสืบหาผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งดูเหมือนว่าเขาจะทิ้งเจ้าสุนัขที่น่าสงสารไว้ เนื่องจากมันไม่มีประกาศนียบัตรรับรองสุขภาพ เรื่องของเจ้าสุนัขที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์ทำให้มีจดหมายนับพันฉบับจากผู้รักสัตว์หลั่งไหลเข้ามาขอรับเป็นผู้อุปการะเจ้าอัลเซเชียนตัวนี้ และก็มีเรื่องคล้ายกันของเจ้าตูบตัวหนึ่ง ที่หัวใจสลายตายหลังจากการเฝ้ารอคอยนานถึงห้าปีที่ท่าเรือเมืองควีเบก เนื่องด้วยว่านายของมันลงเรือแล้วไปลับไม่กลับมา



อีกเรื่องหนึ่งคือตำนาน เจ้าบ๊อบบี้แห่งเกรย์ฟรายอาร์ส โดยบ๊อบบี้เป็นสุนัขของจอห์น เกรย์ คนเลี้ยงแกะยากไร้ผู้ซึ่งไม่มีความสำคัญใด ๆ แต่ที่รู้ชื่อของเขาก็เพราะนามนี้ปรากฏอยู่ที่ปกในของไบเบิลที่ติดตัวจอห์น เขาเสียชีวิตในปี ๑๘๕๘ โดยผู้ร่วมพิธีฝังร่างของเขามีเพียงคนขุดหลุมศพแห่งโบสถ์เกรย์ฟรายอาร์ส เมืองอีดินเบิร์ก เจ้าบ๊อบบี้ได้อยู่ที่นั่นด้วย แต่ที่หน้าประตูสุสานมีป้ายระบุ "ห้ามสุนัขเข้า" แม้คนขุดหลุมศพจะพยายามไล่มันเพียงใด ทว่าเจ้าบ๊อบบี้ก็ยังแอบหลุดรอดมานั่งอยู่ที่หลุมศพนายของมันจนได้ และการณ์ก็เป็นไปอย่างนี้ตลอด ๑๔ ปีต่อมา โดยมันจะอาศัยนอนใต้ร่มเงาของแผ่นจารึกที่หลุมศพใกล้ ๆ กัน และทุกวันตอนบ่ายโมง เจ้าบ๊อบบี้จะตรงไปยังห้องอาหารแห่งเกรย์ฟรายอาร์ส อันเป็นที่ซึ่งนายของมันไปกินเป็นประจำ จอห์น เทรลล์ เจ้าของร้านรู้จักมันดีและเตรียมน้ำซุปใส่ชามเอาไว้ให้มันพร้อมอยู่เสมอ


ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นในปีที่ ๙ เจ้าบ๊อบบี้ถูกตำรวจจับตัวไปในฐานะสุนัขจรจัดไม่มีทะเบียนและโทษของมันมีสถานเดียวคือถูกฆ่าทิ้ง ส่วนเทรลส์ก็โดยข้อหา "ให้ที่พักพิง" สุนัขจรจัด แต่การณ์ก็ลุล่วงไปด้วยดีเมื่อ เซอร์วิลเลียม แชมเบอร์ส ข้าหลวงแห่งอีดินเบิร์กได้ยื่นมือมาช่วยเหลือด้วยการออกเงินค่าใบทะเบียนและเอาเหรียญผูกคอมันไว้ซึ่งมีคำจารึกว่า "ประกาศนียบัตรของเกรย์ฟรายอาร์ส บ๊อบบี้ จากผู้ว่าการ ปี ๑๘๖๗"

เมื่อบ๊อบบี้ตายในปี ๑๘๗๒ หนังสือพิมพ์สก๊อตส์แมน ได้ลงข้อความไว้อาลัยมัน นับเป็นสุนัขตัวแรกและตัวเดียวที่ได้รับการยกย่องเยี่ยงนี้ จอห์น เทรลส์นำร่างของมันใส่กระถางไม้ดอกใบโตและฝังไว้ใกล้หลุมศพของผู้เป็นนาย จากนั้นชื่อเสียงของเจ้าบ๊อบบี้ก็ได้รับการจารึกและชื่นชม มีการสร้างน้ำพุสำหรับดื่มเป็นแท่นหินแกรนิตแดง โดยมีรูปปั้นบรอนซ์ของบ๊อบบี้ตั้งอยู่ข้างบน อนุสรณ์สถานนี้บารอนเนส เบอร์เด็ดต์ เคาต์ส ออกเงินสร้างไว้ที่ถนนแคนเติลเมคเกอร์ใกล้กับสุสานของมัน และชมรม "ชาวอเมริกันผู้รักบ๊อบบี้" ก็ได้ทำแผ่นจารึกไว้บนหลุมศพของมัน





แต่สุัขบางตัวก็เจ้าเล่ห์แสกล โดยสร้างสถาการณ์เพื่อให้ผู้คสงสารเห็ใจ
ปี ๑๙๗๐ เจ้าวิสตั สุัขลาบราดอร์สีทองปรากฏตัวขึ้ที่เมืองเล็ก ๆ แบรดฟอร์ด ออ เอวอ มัยึกเอาสี่แยกถธุรกิจจอแจตรงกัข้ามกับโรงพยาบาลเป็ที่สถิต ไม่ก็เป็ที่สังเกตเห็ของผู
้คนบริเวณนั้น มันไม่ยอมให้ใครแตะต้องตัว และก็ไม่ยอมจากไปไหน เอาแต่ยืนจ้องรถราที่ผ่านไปมาทำให้เกิดการสร้างเรื่องราวขึ้นมาว่า มันเฝ้ารอนายของมันที่เสียชีวิตจากอุบัตเหตุตรงสี่แยกนั้นการสร้างเรื่องของเจ้าวินสตันทำให้ความเป็นอยู่ของมันแสนสุขสำราญ โดยตลอดช่วงเจ็ดปีที่มันเฝ้าอยู่นั้น ทุกวันมันจะเดินข้ามไปยังโรงพยาบาลซึ่งผู้ทำงานในนั้นจะเลี้ยงอาหารมันอย่างดี มีการสร้างกระต๊อบมุงจากไว้ที่สนามหญ้าของโรงพยาบาลให้มันอาศัย แถมยังมีอีกหลังหนึ่งซึ่งผู้ไม่ปรากฏนามสร้างไว้ให้มันนอนที่ริมขอบสี่แยกนั้น และพอถึงเทศกาลคริสต์มาสแต่ละปี ก็จะมีการ์ดอวยพรส่งมาให้เจ้าวินสตันมากมาย พร้อมทั้งของขวัญที่เป็นอาหารและอุปกรณ์ต่งา ๆ ตลอดทั้งปีมีผู้ส่งกระดูกหรือของขบเคี้ยวมาให้มันแทะเล่นนับไม่ถ้วน ทั้งจากเด็ก ๆ ในท้องถิ่นและผู้คนทั่วโลก มันได้รับการพิทักษ์อย่งดีจากตำรวจ ผู้ดูโทรทัศน์จะคุ้นเคยกับภาพเจ้าวินสตันและกระต๊อบของมัน

เจ้าวินสตันตายในเดือนตุลาคม ๑๙๗๘ อายุได้ ๑๗ ปี วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ The Bath Evening Chronicle ก็ลงเรื่องเปิดเผยชีวิตของมัน ความตายของผู้เป็นเจ้าของจากอุบัติเหตุกลางสี่แยกนั้นไม่จริง ความจริงเจ้าสุนัขเจ้าเล่ห์ตัวนี้ถูกเจ้าของเดิมไล่ออจากที่เคยเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่เมืองเดวอน แล้วมันได้ตาม อเล็กซ์ มุสตัน ช่างไม้มาที่แบรดฟอร์ด หลังจากนั้นก็มาอาศัยอย่กับชาวไร่ชื่อ ไมค์ ซิงเกอร์ สุดท้ายจึงมายึดเอาสี่แยกเป็นที่สิงสถิต อย่างไรก็ตาม แม้จะถูกเปิดโปง แต่พิธีศพของเจ้าวินสตันก็เอิกเกริก มีทั้งการบรรจุในโลกอย่างดี หรีดดอกไม้ท่วมท้น มีผู้สื่อข่าวมารายงานและมีการถ่ายทอดโทรทัศน์ รวมทั้งมีการบริจาคเงินเพื่อเป็นทุนสมทบช่วยเหลือคนตาบอดที่มีสุนัขนำทาง ฯลฯ

ตำนานแห่งความดีงามนั้นเป็นที่น่าจดจำและรำลึกถึง กระทั่งว่ากลบความไม่ดีทั้งปวงเอาไว้..ไม่ต้องการฟัง.





โดย อุดร จารุรัต์ // ต่วยตูพิเศษ ฉบับที่ ๔๗๙ เดือมกราคม ๒๕๕๘







 

Create Date : 13 มิถุนายน 2558    
Last Update : 13 มิถุนายน 2558 14:47:13 น.
Counter : 362 Pageviews.  

ยโศโฆษาฆาต ฆ่าเพื่อเกียรติยศของครอบครัว

ไม่ใช่แต่ผู้หญิงเอเชียที่ถูกสอนกันมาว่าพรหมจารีสำคุญเท่าชีวิต ในอีกหลายประเทศในแถบอาหรับ เช่น อียิปต์ จอร์แดน อิสราเอล ซาอุดิส อัฟริกาเหนือ คำว่าพรหมจารีมีความหมายยิ่งกว่าชีวิต ถ้าผู้หญิงคนไหนไม่รักษาไว้ให้ดีก่อนแต่งงาน นอกจากตัวเธอที่จะอัปยศแล้ว ความด่างพร้อยต่ำต้อยน้อยหน้านั้นยังจะลามไปถึงพ่อแม่พี่น้องและคนในครอบครัวอีกด้วย เมื่อครอบครัวต้องอับอาย ตัวต้นเหตุก็ต้องตายเพื่อรักษาเกียรติยศของครอบครัว นั่นคือที่มาของยโศโฆษาฆาต (Killing for Hornor) ฆ่า...เพื่อรักษาเกียรติยศ!




อันที่จริงประเพณียโศโฆษาฆาตถูกชาวมุสลิมจากประเทศอื่นต่อต้านมาตลอด จึงต้องขอย้ำว่ามีเพียงมุสลิมหัวรุนแรงในบางประเทศเท่านั้นที่ยังยึดถือกัน คอนเซ็ปต์ของยโศโฆษาฆาตคือฆ่าสตรีที่ประพฤติผิดในกามและสตรีที่ไม่รักษาพรหมจารีอันมีค่าไว้ให้ดี หรือมีแนวโน้มว่ากำลังจะกระทำผิด ทีนี้คำว่ามีแนวโน้มนี่ล่ะที่เป็นปัญหา เพราะมันเป็นคำกว้างๆ ครอบคลุมไปได้ทุกเรื่อง หัวหน้าครอบครัวที่ไม่แยกแยะอะไรเลย จัดการเหมารวบ ไม่ว่าลูกสาวจะทำอะไรเกี่ยวข้องกับผู้ชายก็ถือว่ามีแนวโน้มจะสร้างความเสื่อมเสียไปหมด จึงมีข่าวให้ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าพ่อมุสลิมบางคนฆ่าลูกสาว เพียงเพราะเธอยิ้มหรือคุยกับผู้ชายที่ครอบครัวไม่อนุญาต ไม่นับที่พวกที่ลงโทษลูก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ความผิดของพวกเธอเลย เช่น ข่าวดังกระฉ่อนโลกที่ว่าคุณพ่อชาวอิสราเอลจับลูกสาวกดน้ำตาย โทษฐานที่เธอไม่สามารถรักษาพรหมจารีไว้ได้จากทหารลิเบียสามคนที่ร่วมกันข่มขืนเธอ



อีกช่องทางหนึ่งที่ประเพณียโศโฆษาฆาตจะเข้ามามีบทบาทมากที่สุด ก็คือในวันแต่งงาน พิธีแต่งงานของชาวมุสลิมเคร่งศาสนาแบบนี้ถือว่าเป็นงานช้าง เพราะรักษาพรหมจารีกันมาอย่างยากลำบาก เวลาจะเสียให้ชายหนุ่มจึงต้องจัดงานใหญ่โต เชิญคนมาทั้งหมู่บ้านเพื่อมาเป็นพยานรับรู้ว่าลูกสาวฉันแต่งงานอย่างมีหน้ามีตา ไม่ได้ไปลักลอบกับชายหนุ่มที่ไหน หลังจากส่งบ่าวสาวเข้าหอแล้ว ชาวบ้านก็จะปักหลักกินเลี้ยงกันต่อไปเงียบๆ ไม่ยอมกลับบ้านกลับช่องอย่างที่ควร จวบจนเจ้าบ่าวเปิดประตูห้องหอ โยนผ้าปูที่นอนที่เปื้อนเลือดพรหมจารีของเจ้าสาวออกมา เสียงเฮก็จะดังขึ้น ทุกคนจะกินเลี้ยงกันต่ออย่างสบายใจ

แต่ถ้าประตูห้องหอถูกเปิดออก พร้อมกับเจ้าบ่าวเดินหน้าเครียดออกมาโดยมีผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดไร้คราบเลือดติดมือออกมาด้วย งานเลี้ยงก็จะเละตุ้มเป๊ะ เจ้าบ่าวสามารถถือว่าการแต่งงานเป็นโมฆะ แล้วทิ้งเจ้าสาวไปได้ทันที เช่นเดียวกับแขกเหรื่อทั้งหมู่บ้าน ครอบครัวของเจ้าสาวจะอับอายชนิดที่ปี๊บกี่ใบก็คลุมหัวปิดเสียงนินทาไม่มิด และไม่เกินหนึ่งอาทิตย์เจ้าสาวคนนั้นก็มักจะถูกพ่อ พี่ชาย อา น้า ลุง ช่วยกันฆ่าตายเงียบๆ และการที่เธอหายไปจากหมู่บ้าน ก็จะไม่มีชาวบ้านคนไหนซักถาม หรือตามเรียกร้องความเป็นธรรมให้ ความน่ากลัวของประเพณีนี้ทำให้เจ้าบ่าวบางคนยอมกรีดเลือดตัวเองหยดลงไปบนผ้าปูที่นอน เพื่อช่วยชีวิตของเจ้าสาวไว้

เรื่องผ้าปูที่นอนเปื้อนเลือดนี้ ยังมีอีกหลายประเทศที่มีธรรมเนียมคล้ายกัน เช่นในบางหมู่บ้านของจีน หลังผ่านคืนวิวาห์แล้ว ตอนเช้าเจ้าบ่าวก็ต้องเอาผ้าปูที่นอนขาวเปื้อนเลือดพรหมจรรย์ของเจ้าสาวไปโชว์ให้พ่อแม่ของตนดูเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าหากเจ้าสาวเสียพรหมจรรย์ไปก่อนแล้ว ก็จะปิดบังเป็นความลับกันอยู่ในบ้าน แต่ลูกสะใภ้คนนั้นก็จะเหมือนตกนรกทั้งเป็นเพราะถูกทั้งสามี พ่อผัว แม่ผัว รุมเหม็นขี้หน้า

ในขณะที่ผู้หญิงมุสลิมต้องรักษาตัวกันสุดชีวิต ยังมีผู้หญิงอีกชาติหนึ่งที่ถือว่าพรหมจารีเป็นของน่ารังเกียจ ที่ต้องทำลายทิ้งไปให้เร็วที่สุด ด้วยการไปประกอบอาชีพเก่าแก่ที่สุดในโลก หรือก็คือไปเป็นโสเภณีนั่นเอง คำว่าโสเภณีถูกบัญญัติไว้ว่า หมายถึงผู้หญิงที่ประพฤติตนสำส่อนในทางประเวณีเป็นประจำ ด้วยการรับจ้างกระทำชำเรากับชายหลายคนเพื่อผลประโยชน์ตอบแทน ที่ต้องระบุกันยืดยาวอย่างนี้ก็เพราะเคยมีคดีในประเทศเยอรมนีมาแล้ว เรื่องมีอยู่ว่าเศรษฐีคนหนึ่งเกิดต้องเข้าโรงพยาบาล เลยไม่มีเวลาไปทำการบ้านกับเมียเก็บที่ซุกเอาไว้ ยายเมียน้อยก็เลยริอ่านคบชู้แก้ว่างเสียเลย ทุกครั้งที่มีอะไรกัน ชายชู้ก็จะวางเงินเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ แต่ไม่นานเธอก็ถูกตำรวจรวบในข้อหาค้าประเวณี เมียน้อยก็เถียงว่า เธอไม่ได้ขายตัวกับผู้ชายหลายคน จะมาเรียกกันว่าโสเภณีไม่ได้ จนกลายเป็นเรื่องที่ต้องตีความกันใหญ่โต ความโด่งดังของคดีนี้ทำให้มีการบัญญัติความหมายของโสเภณีไว้อย่างชัดเจนว่า จะต้องเป็นผู้หญิงที่ได้รายได้จากการขายประเวณี "เป็นประจำ" และจาก "ผู้ชายหลายคน" ถ้าแค่มีผู้ชายคนเดียวยังไม่จัดว่าเป็นโสเภณี ความหมายนี้ถูกใช้กันแพร่หลายไปทุกประเทศและกลายเป็นบรรทัดฐานของโสเภณีไปในที่สุด

ในสมัยโบราณหลายประเทศในยุโรปอย่างกรีก โรมัน และชาวสลาฟ ถือว่าการเสพกามเป็นความสุขของชีวิต การมั่วไม่เลือกว่าลูกเขาเมียใครเป็นค่านิยมที่ทำกันบ่อยๆ พอกับกินข้าว ผู้หญิงที่ชายอยากได้มาเป็นเมียต้องเป็นหญิงที่เชี่ยวชาญงานบนเตียง พรหมจารีจึงกลายเป็นความอัปยศอย่างแรง สาวคนไหนไม่เคยผ่านมือชายมาก่อนจะถูกมองว่าไร้เสน่ห์ ไม่ใช่แม่ศรีเรือนที่จะให้ความสุขกับสามีได้ ใครได้ไปก็รังเกียจ บางคนถึงกับไล่เมียออกจากบ้าน โทษฐานที่ยังเวอร์จิ้นก็มี

เมื่อเป็นอย่างนี้พวกผู้หญิงจึงต้องหาทางทำลายพรหมจรรย์ของตัวเองทิ้ง และวิธีไหนล่ะจะดีเท่ากับการเอาเทพเจ้ามาอ้าง ผู้หญิงในสมัยนั้นก็เลยมีค่านิยมว่าจะต้องขายตัวเพื่อหาเงินบูชาเทพเจ้า พอรุ่นสาว ศิษยานุศิษย์หญิงทั้งหลายก็จะไปนั่งๆ นอนๆ เรียงกันเป็นตับอยู่ที่หน้าวิหารประจำเมือง ผู้ชายคนไหนอยากจะนอนกับใครก็จะส่งเงินให้ จากนั้นสาวเจ้าก็จะลุกเดินตามเขาไปต้อยๆ เพื่อให้ชายหนุ่มทำลายพรหมจารี เงินที่ได้มานั้นจะถูกเอาไปรวมกับกองกลางเพื่อบำรุงวิหารต่อไป หลังจากนอนกับผู้ชายคนแรกแล้ว ผู้หญิงคนนั้นก็เป็นอันหมดหน้าที่ สามารถกลับบ้านของตัวเองได้

ธรรมเนียมนี้มีกฎว่าศิษย์สาวจะปฏิเสธชายคนแรกที่มาซื้อตัวไม่ได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใครหน้าตาอัปลักษณ์แค่ไหน หรือจะให้เงินมากน้อยเท่าไร เพราะสิ่งที่ทำอยู่เป็นการทำบุญเพื่อถวายเทพเจ้า ไม่ใช่ความพอใจส่วนตัว ผู้หญิงสวยๆ จึงมีคนมารอซื้อพรหมจรรย์กันมากมาย บางคนมานั่งที่วิหารไม่ถึงชั่วโมงก็กลับบ้านได้แล้ว แต่สำหรับผู้หญิงที่หน้าตาขี้เหร่ อาจจะไม่มีผู้ชายมาซื้อตัวเลยเป็นปีๆ และเธอก็จะต้องนั่งรอนอนรออยู่ที่หน้าวิหารนั่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ลูกค้า ถ้าขืนขี้เกียจรอแอบหนีกลับบ้านไปก่อน ชีวิตของผู้หญิงคนนั้นจะต้องคำสาปให้ลำบากลำบนตลอดไป เพราะไม่ได้ทำความดีแด่เทพเจ้า

ส่วนในหลายประเทศ การเป็นโสเภณีเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ คนที่จะทำงานนี้ได้ต้องบวชเป็นนางชีเท่านั้น นางชีพวกนี้จะอุทิศตนเป็นนางบำเรอประจำวัด คอยร้องรำทำเพลงและบำเรอกามให้เหล่านักบวชและพระธุดงค์ที่มาสักการะเทพเจ้าประจำวัดของตัว เงินที่ได้จากการขายตัวก็จะส่งไปบำรุงวัดบำรุงศาสนาไปตามเรื่อง สาวๆ ทุกคนที่ทำหน้าที่นี้จึงทำด้วยความสมัครใจ และรู้สึกว่าตัวเองสูงส่งอยู่ในฐานะผู้รับใช้พระเจ้า

สำหรับผู้หญิงในบางประเทศ การทำลายพรหมจารีเจ้าปัญหา ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากขนาดต้องไปนั่งรอความช่วยเหลืออยู่หน้าวิหารให้เสียเวลาเหมือนสาวกรีก แต่พวกเธอสามารถเดินไปหานักบวชชายให้ช่วยทำลายพรหมจรรย์ให้ได้เลย เพราะถือกันว่านักบวชเป็นตัวแทนของเทพเจ้า การให้นักบวชเปิดบริสุทธิ์จึงไม่ต่างอะไรกับการพลีพรหมจรรย์ให้เทพเจ้าโดยตรง

หลังจากอุทิศร่างเพื่อศาสนาอยู่หลายทศวรรษ ผู้หญิงรุ่นต่อมาก็เริ่มเปลี่ยนมาขายตัวเพื่อตัวเองกันบ้าง สาวๆ ในยุคหลังจะเป็นโสเภณีกันประมาณ 2-3 ปีเพื่อสะสมเงินไว้เป็นทุนแต่งงาน พอได้เงินครบตามที่ต้องการแล้ว พวกเธอก็จะกลับบ้านไปแต่งงานกับคนรักที่รออยู่ และสามีก็จะภูมิใจมากที่เมียของตัวเองเคยเป็นโสเภณีมาก่อน เพราะเท่ากับว่าเธอได้เครื่องหมายรับรองคุณภาพมาแล้วว่าจะเป็นเมียที่ดีอย่างแน่นอน



ที่มา : ANYA PEDIA







 

Create Date : 14 พฤศจิกายน 2557    
Last Update : 14 พฤศจิกายน 2557 15:38:59 น.
Counter : 131 Pageviews.  

หมาน้อยไม่ธรรมดา


อนุสาวรีย์ของฮาชิโกะ


เมื่อพูดถึงสัตว์เลี้ยง คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงหมาเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหมานั้นจะมีความผูกพันกับคนเลี้ยง ไม่ว่าเจ้าของจะร้ายกับมันขนาดไหน หมาก็ยังรักเจ้าของสุดหัวใจ หมาที่ฉลาด ซื่อสัตย์ ผูกพันกับคนเลี้ยงมากๆ นั้นมีนับไม่ถ้วน  บางตัวที่รักและซื่อสัตย์ต่อคนเลี้ยง จนได้รับการยกย่อง ถึงขั้นสร้างรูปปั้นรูปหล่อไว้เป็นที่ระลึกเลยทีเดียว ถึงได้มีคนคิดคำเรียกขาน “หมา” ว่า มะหมา คือไม่ใช่หมาธรรมดา แต่เป็นสัตว์ที่มีหัวจิตหัวใจ เพราะใกล้ชิดมนุษย์นั่นเอง

 



เจ้าตูบตัวแรกที่ขอนำเสนอนั้นมีนามว่า เกรย์เฟรียส์ บ๊อบบี้ (Greyfriars Bobby) เมื่อปี ค.ศ. 1850 ชายหนุ่ม จอห์น เกรย์ ไปสมัครเป็นตำรวจ ในกรุงเอดินเบอร์ก เมืองหลวงของสกอตแลนด์ หน้าที่ที่เขาได้รับมอบหมายคือ เป็นสายตรวจกะกลางคืนในย่านที่เต็มไปด้วยขี้เมาและอาชญากรรม ซึ่งงานนั้นเขาต้องมีหมาติดตามด้วย 1 ตัว นั่นทำให้เขาได้พบกับเจ้าหมาน้อยพันธุ์สกาย เทอเรีย (Skye Terrier) อายุ 6 เดือน เขาเรียกมันว่า “บ๊อบบี้” จอห์นและบ๊อบบี้เป็นคู่หูที่ไปไหนไปด้วยกันตลอด บ๊อบบี้มีความเป็นมิตร กล้าหาญแต่ไม่ก้าวร้าว ภาพของมันที่มีขนยาวปิดตา กับหางเป็นพวงที่แกว่งอยู่แทบไม่หยุด คือภาพที่ผู้คนชินตา สถานที่ประจำที่ทั้งสองมักจะไปด้วยกันคือ ร้านกาแฟ  ซึ่งจอห์นกับบ๊อบบี้มีที่นั่งประจำ ขณะที่จอห์นนั่งดื่มกาแฟ บ๊อบบี้ก็จะนั่งเป็นเพื่อนอยู่ด้วยเสมอ

เดือนกันยายน ค.ศ. 1857 ท่ามกลางอากาศที่หนาวและชื้น จอห์นเริ่มมีอาการไอ  จากนั้นอาการไอก็รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องไปพบแพทย์ของกรมตำรวจ  ผลการตรวจพบว่าจอห์นเป็นวัณโรค อาการเขาทรุดลงเรื่อย ๆ วันที่ 8 เดือนกุมภาพันธ์ปีต่อมา จอห์นก็เสียชีวิต ร่างของเขาถูกนำไปฝังในสุสานเกรย์เฟรียส์ เคิร์คยาร์ด



วันต่อมาหลังจากงานศพของจอห์น ผู้ดูแลสุสานเจมส์ บราวน์ เห็นบ๊อบบี้นอนอยู่บนเนินดินที่ฝังศพของจอห์น มันจึงถูกไล่ออกไป แต่เช้าอีกวันเจมส์ก็พบบ๊อบบี้นอนบนหลุมศพเหมือนเมื่อวาน และวันถัดไปซึ่งทั้งหนาวทั้งแฉะมันก็มานอนที่เดิมอีก ในที่สุดด้วยความสงสารเขาจึงเอาอาหารให้มัน ทำที่นอนให้มันข้างหลุมศพ และไม่ขับไล่มันอีก

หลังจากวันนั้น สุสานเกรย์เฟรียส์ เคิร์คยาร์ด ก็เปรียบเสมอบ้านของบ๊อบบี้หมายอดกตัญญู เจมส์พยายามจะให้มันเข้าไปในอาคารในวันที่ฝนตกหรืออากาศแย่ๆ แต่มันก็ไม่สนใจ มันอยู่ที่นั่นทุกวันจนเป็นที่รู้จักของคนแทบทั้งเมือง  แต่บ๊อบบี้ก็มีเวลาที่มันจะแว่บออกไปจากสุสานเหมือนกัน คือเมื่อมีเสียงปืนดังขึ้นเวลาราวบ่ายโมง นั่นคือเสียงเรียกให้ไปเจอกันที่ร้านกาแฟเจ้าประจำ เพราะมีตำรวจใจดีคนหนึ่งซื้อสเต๊กเลี้ยงมันเป็นประจำ

ในปี ค.ศ. 1867 มีกฎหมายบังคับให้ผู้ที่เลี้ยงหมาต้องจ่ายเงินเป็นค่าใบอนุญาต  แต่บ๊อบบี้เป็นหมาไร้เจ้าของ ซึ่งตามกฎหมายเจ้าบ๊อบบี้ต้องถูกนำไปฆ่าทิ้ง แต่โชคดีที่เซอร์วิลเลียม แชมเบอร์ส ซึ่งดำรงตำแหน่งลอร์ด โพรวอส (เหมือนนายกเทศมนตรี) ในเวลานั้นยินดีเป็นผู้จ่ายค่าใบอนุญาตให้บ๊อบบี้เอง และทำปลอกคอที่มีข้อความว่า “เกรย์เฟรียส์ บ๊อบบี้ ใบอนุญาตของลอร์ด โพรวอส 1867” ให้มันสวมไว้ด้วย บ๊อบบี้อยู่เฝ้าสุสานของจอห์น เกรย์ เป็นเวลาถึง 14 ปี จนถึงวาระสุดท้ายของมันเมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 1872

เรื่องราวของบ๊อบบี้กระทบใจของประธานสมาคมปกป้องการทำทารุณกรรมต่อสัตว์ (Royal Society  for the Prevention of Cruelty to Animals หรือ RSPCA) ในเวลานั้น ท่านประธานจึงขออนุญาตไปยังเทศบาลเมืองเอดินเบอร์ก ขอสร้างนํ้าพุไว้หน้าสุสานเกรย์เฟรียส์ เคิร์คยาร์ด โดยมีรูปปั้นเจ้าบ๊อบบี้อยู่ด้านบน และเพื่อเป็นอนุสรณ์และเตือนใจชาวเมือง บนแผ่นหินเหนือหลุมฝังศพของบ๊อบบี้มีข้อความจารึกกินใจว่า

Greyfriars Bobby
died 14 th January 1872
aged 16 year

Let his loyalty & devotion be a lesson to us all

(แกรย์เฟรียส์ บ๊อบบี้-มรณะ 14 มกราคม 1872 - อายุ 16 ปี -ขอให้เราทุกคนได้เรียนรู้ความภักดีและความอุทิศตนของเขา)

ในปี ค.ศ. 2006 เรื่องของบ๊อบบี้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง Greyfriars Bobby



เพื่อนผู้ซื่อสัตย์รายต่อไปชื่อเจ้าไฟโด้  (Fido) คืนหนึ่งที่ลูโช ดิ มูเกลโล ตำบลเล็กๆ ในเมืองฟลอเรนซ์  อิตาลี ในเดือนพฤศจิกายนที่หนาวเหน็บ ค.ศ. 1941 คนงานชื่อ คาร์โล ซอริอานี พบสุนัขนอนบาดเจ็บอยู่ริมถนน เขาจึงพามันกลับบ้าน  และทำแผลให้มันจนหายเป็นปกติ และคาร์โลกับภรรยาตกลงเลี้ยงมันไว้ที่บ้าน ไฟโด้รักเจ้าของมาก ทุกเช้าจะต้องเดินไปส่งคาร์โลขึ้นรถไปทำงาน และตอนเย็นก็ไปที่ท่ารถคอยเขากลับมา ท่านผู้อ่านคงนึกออกถึงกิริยาอาการของหมาเวลามันเจอเจ้าของว่าเป็นอย่างไร ไฟโด้ก็เหมือนกัน มันจะแสดงท่าทางดีใจกระดี๊กระด๊าเมื่อเห็นเจ้าของมันลงจากรถ แล้วก็เดินกลับบ้านด้วยกันอย่างมีความสุข เวลาที่รถยังมาไม่ถึงมันก็นั่งไม่สนใจสิ่งใดรอบตัว เฝ้าชูจมูกสูดกลิ่นหาเจ้านายมันอยู่จนกว่าเขาจะมาเป็นเช่นนี้ร่วม 2 ปี

ช่วงเวลานั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้อุบัติขึ้น เมืองที่คาร์โลอาศัยอยู่นั้นก็ถูกโจมตีทิ้งระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร โรงงานบ้านเรือนจำนวนมากถูกระเบิดเสียหาย มีคนตายทุกครั้งที่ระเบิดตกลงมา วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ. 1943 ระเบิดตกลงมาใส่โรงงานที่คาร์โลทำงาน คนงานหลายคนตายอยู่ใต้อาคารที่พังเสียหายนั้น ซึ่งหนึ่งในบรรดาผู้เสียชีวิตก็คือคาร์โล เย็นวันนั้นไฟโด้ยังคงไปรอรับเจ้าของมันตามปกติ แต่ก็ไม่มีแม้แต่เงาของคาร์โล  ไฟโด้คอยจนแน่ใจว่า เจ้านายไม่มาแน่แล้วมันจึงกลับบ้าน แต่วันต่อมาไฟโด้ก็กลับไปที่ท่ารถอีก มันเฝ้าทำแบบนั้นเป็นเวลาถึง 14 ปี (เท่ากับเวลาที่เจ้าบ๊อบบี้เฝ้าที่หลุมศพของจอห์น เกรย์) หรือถ้าคิดเป็นจำนวนครั้งก็มากกว่า 5,000 ครั้ง พฤติกรรมที่จงรักภักดีต่อเจ้านายของไฟโด้ กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนในเมืองนั้นสนใจ  สื่อต่างๆ โดยเฉพาะหนังสือนิตยสารหลายฉบับนำเรื่องของมันไปเขียน ชื่อเสียงของไฟโด้โด่งดังและเป็นที่รักไปทั่ว จนนายกเทศมนตรีเมืองมอบเหรียญสดุดีให้มันเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน

วันสุดท้ายที่เจ้าไฟโด้ไปคอยเจ้านายของมันที่ท่ารถคือวันที่ 9 มิถุนายน ค.ศ. 1958 ซึ่งก็เป็นวันสุดท้ายของชีวิตมันด้วย หนังสือพิมพ์ทุกฉบับลงข่าวหน้าหนึ่ง เพื่อเป็นเกียรติและไว้อาลัยแก่มัน บางฉบับให้ศิลปินวาดภาพมันนอนตายอยู่ริมถนนโดยมีรถประจำทางจอดอยู่เป็นฉากหลัง ศพของไฟโด้ถูกนำไปฝังข้างหลุมศพของคาร์โล ซอริอานี เจ้านายสุดที่รักของมัน

ทางเทศบาลเมืองได้ให้ประติมากรชื่อ ซัลวาโตเร ชิโพล่า ปั้นรูปเหมือนของมันตั้งเป็นอนุสรณ์ไว้ที่จัตุรัส Piazza Dante a Borgo San Lorenzo มีคำจารึกไว้ด้วยว่า “ไฟโด้, ตัวอย่างแห่งความภักดี” ไม่กี่เดือนหลังการเปิดรูปปั้นของไฟโด้ มีคนใจร้ายแอบไปทุบจนพัง แต่ทางเทศบาลก็ให้สร้างขึ้นใหม่ โดยครั้งนี้ให้หล่อเป็นสำริดแข็งแรงทนทานมาจนปัจจุบัน



ใกล้บ้านเราเข้ามาอีกหน่อยก็มีเจ้า ฮาชิโกะ ชื่อนี้คนไทยเราจะคุ้นเคยมากกว่า 2 ชื่อแรก เรื่องราวของมันก็ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์เช่นกัน ในชื่อ “Hachi : a dog’s tale ฮาชิ...หัวใจพูดได้” โดยมีดาราดังอย่างริชาร์ด เกียร์ แสดงนำ 

ฮาชิโกะ เป็นหมาพันธุ์อาคิตะ เพศผู้ เจ้าของคือ ศาสตราจารย์ฮิเดซามุโระ อูเอโนะ สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว  ฮาชิโกะเหมือนกับเจ้าไฟโด้คือ เช้ามาก็เดินไปส่งเจ้านายที่สถานีรถไฟชิบูย่า ตอนเย็นก็ไปรอรับเขาที่เดิมแล้วก็เดินกลับบ้านด้วยกัน เป็นแบบนี้ทุกวันที่เขาไปทำงาน  จนกระทั่งวันที่ 21 เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1925 ศาสตราจารย์อูเอโนะเกิดหัวใจวายและเสียชีวิตที่มหาวิทยาลัย แต่ฮาชิโกะ ซึ่งขณะนั้นมีอายุเพียง 18 เดือน ก็ยังคงไปคอยเช่นเดิม ภรรยาของ ศาสตราจารย์อูเอโนะได้มอบฮาชิโกะให้กับญาตินำไปเลี้ยง แต่มันก็วิ่งหนีออกไปคอยที่สถานี รถไฟตามเวลาที่รถไฟขบวนเดิมมาถึงทุกวัน มันทำแบบนั้นเป็นเวลาถึง 11 ปี

ฮาชิโกะกลายเป็นที่สนใจรักใคร่ของทุกคน ชื่อของฮาชิโกะจึงโด่งดังไปทั่วญี่ปุ่นและต่างประเทศ เรื่องของฮาชิโกะได้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ กลายเป็นต้นแบบความซื่อสัตย์กตัญญูของคนในยุคนั้น โรงเรียนต่าง ๆ ใช้เรื่องของมันเป็นตัวอย่างในการสอนเด็ก ๆ ค.ศ. 1934 ที่หน้าสถานีรถไฟชิบูย่าตรงจุดที่มันไปคอยเจ้านายของมันเป็นประจำ มีรูปหล่อสำริดของฮาชิโกะตั้งอยู่เพื่อสดุดีและยกย่องหมาดีที่เป็นตัวอย่างให้คนได้ โดยตัวฮาชิโกะเองเป็นผู้ไปทำพิธีเปิดผ้าคลุม ปีต่อมา ในวันที่ 8 มีนาคม ฮาชิโกะก็จากทุกคนไป ด้วยวัย 11 ปี ร่างของมันถูกนำไปสตัฟฟ์และเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติของญี่ปุ่น



เรื่องราวของฮาชิโกะมีผู้นำไปเขียนเป็นนวนิยาย และหนังสือสอนเด็กอีกหลายเล่ม วันที่ 8 เมษายนของทุกปี คนรักหมาหลายร้อยคนจะไปร่วมกันไว้อาลัย และระลึกถึงฮาชิโกะกันที่รูปหล่อของมันที่สถานีรถไฟชิบูย่า หมาไทยเราเองก็ขึ้นชื่อเรื่องความฉลาด และรักเจ้าของไม่น้อยกว่าหมาพันธุ์อื่น ๆ ในโลก ถึงขนาดมีผู้สร้างเป็นภาพยนตร์แล้วไปคว้ารางวัล Palm Dog Awards ในเทศกาลหนังที่เมืองคานส์มาแล้ว นั่นคือภาพยนตร์ไทยที่แสดงโดยเจ้าหมาไทย คือ มะหมา 4 ขาครับ และ “มะหมา 2” จะกลับมาสร้างปรากฏการณ์อีกครั้ง ตอกยํ้าความฉลาดแสนรู้และซื่อสัตย์ของบรรดาเหล่ามะหมาทั้งหลาย ได้ดูไปยิ้มไปกันอีกครั้งแน่นอนครับ.

โดย ลุงดำ และทีมงาน นิตยสารต่วย'ตูน









 

Create Date : 18 ตุลาคม 2557    
Last Update : 13 มิถุนายน 2558 14:32:47 น.
Counter : 353 Pageviews.  

แหกคุกบันลือโลก





เมื่อวันที่ 25 เมษายน ปี 2011 เกิดเหตุการณ์แหกคุกครั้งใหญ่ของโลกเลยก็ว่าได้ การแหกคุกครั้งนี้เป็นฝีมือของนักโทษจำนวนมากถึง 480 คน เลยทีเดียว และทั้งหมดไม่ใช่แค่นักโทษทั่วไป แต่ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักรบตาลีบัน ซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะกับชาติตะวันตก) ซึ่งถูกทหารอเมริกันจับในสงครามอัฟกานิสถานที่ต่อเนื่องมาแล้วหลายปี เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลาราว ๆ ตีสี่ของวันที่ 25 เมษายน 2011 ที่เรือนจำซาโปซ่า ในเมืองกันดาหาร์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงสมัยตาลีบันปกครองอัฟกานิสถาน เมื่อผู้คุมจำนวนหนึ่งพบว่านักโทษจำนวนมากหลบหนีไป โดยใช้อุโมงค์ที่แอบขุดขึ้นมา จากการสอบสวนพบว่าพวกนักโทษน่าจะได้รับความช่วยเหลือจากผู้คุมบางคน


อุโมงค์หลบหนีที่คาดว่าใช้เวลาขุดกันนานกว่า 5 เดือนนั้นลึกลงไปจากผิวดิน 2 เมตร ยาวประมาณ 320 เมตร พวกนักโทษขุดอุโมงค์ลอดใต้ จุดตรวจของเจ้าหน้าที่เรือนจำ หอคอยและกำแพงเรือนจำกับเลเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวทั้งหมด ไปทะลุออกในบ้านหลังหนึ่งนอกเรือนจำ อุโมงค์นี้กว้างแค่พอคลานไปได้ทีละคน  มีการวางท่ออากาศเข้าไปในอุโมงค์ มีที่แขวนหลอดไฟ ซึ่งคาดว่าใช้ ในตอนที่แอบขุดอุโมงค์กัน 3 ปีก่อนหน้านี้ เรือนจำนี้ถูกโจมตีโดยนักรบตาลีบันเพื่อปล่อยนักโทษ มีนักโทษหนีออกไปได้ราว 1,200 คน ในจำนวนนั้นเป็นทหารตาลีบันราว 300 กว่าคน



เหตุการณ์ที่ว่านี้มีนักโทษหนีได้มากก็จริง แต่ย้อนไปในอดีต มีการแหกคุกที่ต้องจารึกไว้ว่าเป็นสุดยอดของการแหกคุก อัลคาทราซห่างจากเมืองซานฟรานซิสโกออกไปในทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวชื่อเดียวกับตัวเมือง 2.4 กม. มีเกาะ ชื่อว่า อัลคาทราซ หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ The Rock เนื่องจากมันเป็นเกาะที่มีแต่หินเป็นส่วนใหญ่นั่นเอง เดิมทีเดียวเกาะนี้ใช้เป็นที่ตั้งประภาคารสำหรับเรือที่แล่นผ่านเข้าออกในอ่าวซานฟรานซิสโก แต่ในราวกลางศตวรรษที่ 19 ในช่วงที่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นที่สหรัฐอเมริกา  ทางกองทัพใช้เกาะนี้เป็นที่คุมขังนักโทษการเมือง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1933 กองทัพจึงเลิกใช้ที่นั่นเป็นที่คุมขังนักโทษของกองทัพทั้งหมด แต่เนื่องจากอาคารเรือนจำต่าง ๆ ที่ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ในปีต่อมาทางการจึงใช้มันเป็นเรือนจำสำหรับนักโทษทั่วไป


อัลคาทราซเป็นที่คุมขังนักโทษซึ่งก่อคดีอุกฉกรรจ์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งมาเฟียชื่อดังก้องโลกอย่าง อัล คาโปน ด้วย อัลคาทราซได้ชื่อว่าเป็นคุกที่ไม่มีใครจะหลบหนีออกไปได้ ตลอดเวลาใช้งานเป็นเวลา 29 ปี ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1934 มีความพยายามถึง 14 ครั้ง จากนักโทษ จำนวน 36 คน ที่พยายามหลบหนี มี 2 คนที่พยายาม ถึง 2 ครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ 23 คนถูกจับได้ 6 คนถูกยิงตายระหว่างการหลบหนี  อีก 3 คนทางการรายงานว่าเสียชีวิตในทะเล แต่ก็ไม่เคยมีใครพบศพของพวกเขาแม้แต่คนเดียว

แฟรงค์ มอร์รีส นักโทษหมายเลข 1441 ผู้มีประวัติในการถูกจับมาตั้งแต่วัยเด็กและขึ้น ชื่อในเรื่องของความฉลาด จอห์น แองกลิน และ แคลเรนซ์ แองกลิน 2 พี่น้องผู้ถูกจับในข้อหาปล้นธนาคาร คือนักโทษ 3 คน ที่แหกคุกอัลคาทราซแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย แผนการหลบหนีของทั้ง 3 ทำไว้อย่างแยบยล กับอุปกรณ์ที่ดัดแปลงขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ คือพวกเขาพบว่าผนังคอนกรีตที่อยู่ขอบๆช่องลม ขนาด 6×9 นิ้ว ใต้อ่างล้างหน้าในห้องขังนั้นจะเปื่อยยุ่ยกว่าผนังส่วนอื่น พวกเขาจึงหาอุปกรณ์เท่าที่จะหาได้ในนั้น เช่น ช้อนโลหะ เหรียญ สว่านไฟฟ้าที่ทำจากมอเตอร์เครื่องดูดฝุ่น   เป็นเครื่องมือในการ เจาะผนังปูน พวกเขาทำฉากที่ลงสีให้คล้ายกับผนังจริงปิดบังไว้ เพื่อไม่ให้ผู้คุมเห็นร่องรอยของการเจาะ และแสงทึม ๆ ในห้องยังช่วยอำพรางไว้อีกชั้นหนึ่ง



เส้นทางการหลบหนีจะไปเจอช่องระบายอากาศที่เคยมีพัดลมขนาดใหญ่ขวางอยู่ แต่ภายหลังพัดลมถูกถอดออกแล้วใช้ตะแกรงเหล็กใส่ไว้แทน  พวกเขาแอบซ่อนหินเจียจากห้องช่างในชั่วโมงฝึกงาน เพื่อไปฝนให้หมุดโลหะที่ยึดตะแกรงเหล็กนั้นหลุดออกจากช่องคอนกรีต แล้วก็ใช้สบู่อุดรูให้ดูเหมือนกับหมุดยังอยู่ตามปกติ เสื้อกันฝนจำนวนมากถูกแอบขโมยไปเพื่อใช้ทำเป็นแพสำหรับข้ามทะเลไปหาฝั่ง และพวกเขายังทำหุ่นจากกระดาษมีรูปร่างเหมือนคนไว้หลอกผู้คุม โดยติดเส้นผมจริงที่แอบฉกมาจากห้องตัดผมในเรือนจำ หุ่นนั้นจะนอนห่มผ้าโผล่ออกมาให้เห็นแต่ศีรษะด้านหลังที่มีผมปลอมคลุมอยู่

แผนการหลบหนีได้รับการเปิดเผยต่อ FBI โดยอลัน เวสต์ นักโทษอีกคนที่พยายามหลบหนีไปพร้อมกัน แต่ไม่สำเร็จ เจ้าหน้าที่พบไม้อัดและเสื้อกันฝนที่ใช้ทำเป็นแพลอยไปติดอยู่ที่เกาะแองเจิล ซึ่งเป็นเกาะอีกเกาะหนึ่งในอ่าว  แต่ก็ไม่พบตัวนักโทษที่นั่นหรือที่ฝั่งของเมืองซานฟรานซิสโก แม้แต่คนเดียว ทางการจึงสรุปว่า ทั้ง 3 เสียชีวิตจากการจมน้ำที่เย็นจัดขณะพยายามหลบหนีไปขึ้นฝั่ง แต่ผู้ที่สนใจติดตามข่าวนี้จำนวนมากเชื่อว่าทั้ง 3 รอดชีวิตไปได้อย่างแน่นอน

เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการจัดการเรือนจำแห่งนี้สูงมาก ทำให้รัฐบาลตัดสินใจเลิกใช้เป็นเรือนจำใน ค.ศ. 1963 และเปิดเป็นศูนย์ฝึกอบรมอาชีพให้กับคนพื้นเมืองอเมริกัน ใน ค.ศ. 1969 จนถึง 1971 ศูนย์นั้นก็ปิดไป ปีต่อมาเกาะอัลคาทราซถูกยกโอนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์



# การหลบหนีครั้งยิ่งใหญ่ (The Great Escape)

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ทหารพันธมิตรจำนวนมากถูกจับเป็นเชลยโดยฝ่ายเยอรมัน เชลยจำนวนหนึ่งถูกจับไปรวมกันไว้ที่ค่ายกักกันชื่อ Stalag Luft III ซึ่งเป็นค่ายที่มีการคุ้มกันที่แน่นหนามากที่สุดค่ายหนึ่ง ระหว่างเดือนมีนาคม ค.ศ. 1843 ถึงเดือนเมษายนปีถัดไป เชลยจำนวนกว่า 600 ชีวิตร่วมมือกันวางแผนเพื่อหลบหนีจากค่ายดังกล่าว ตามแผนนั้น พวกเขาต้องขุดอุโมงค์ถึง 3 อุโมงค์ เพื่อเป็นเส้นทางหลบหนี

ความคิดในการหลบหนีเริ่มต้นที่นาวาอากาศตรี โรเจอร์ บูเชล นายทหารจากกองทัพอากาศของสหราชอาณาจักร ผู้ที่ถูกจับได้หลายครั้งแล้วจากการพยายามหลบหนีจากค่ายกักกันอื่นๆก่อนหน้านี้ เขานำความคิดดังกล่าวไปหารือกับเพื่อนเชลยด้วยกัน ตอนแรกไม่มีใครเห็นด้วย แต่ต่อมาทุกคนก็ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้แผนการนั้นเดินหน้าไปจนถึงที่สุด และจัดตั้งคณะทำงานเพื่อการหลบหนีขึ้นมา



แผนการที่ว่านั้นประกอบไปด้วยการขุดอุโมงค์ 3 อุโมงค์ นอกจากนั้นก็แบ่งคณะทำงานอีกกลุ่มหนึ่ง มีหน้าที่ทำเอกสารปลอม กับตัดเสื้อผ้าแบบพลเรือนที่จะใส่เวลาหลบหนีออกจากค่ายไปได้ ในส่วนของอุโมงค์นั้น เดิมตั้งเป้าไว้ว่าจะให้เชลยจำนวนสิบกว่าถึงยี่สิบคนเท่านั้นหลบหนีออกไปได้ แต่ตัวบูเชลเองต้องการมากถึง 200 อุโมงค์ ทั้ง 3 มีรหัสว่า ทอม, ดิ๊ก, แฮรี่ (Tom, Dick, Harry) แต่ทั้งหมดนั้น มีเพียงแฮรี่ที่ขุดไว้ใต้เตาไฟเท่านั้นที่ขุดสำเร็จ ปัญหาใหญ่ที่ต้องจัดการมี 2 ข้อคือ จะเอาดินจากการขุดไปทิ้งที่ไหน อย่างไร กับจะป้องกันไม่ให้อุโมงค์ถล่มลงมาได้อย่างไร



อุโมงค์นั้นลึกถึง 9 เมตร กว้างแค่ 60×60 ซม. เท่านั้น ดินและทรายที่เกิดจากการขุดจะถูกนำไปทิ้งโดยหลายวิธี เช่น การทิ้งแบบ เพนกวิน คือเอาดินใส่ในถุงเท้าเก่าแล้วผูกไว้ข้างขาที่สวมกางเกงขายาวทับอยู่บ้าง เอาซ่อนไว้ในเสื้อโดยห้อยไว้ที่คอบ้าง เมื่อคนนั้นเดินไปกลางลานในค่ายก็จะดึงเชือกที่ผูกปากถุงเท้านั้นให้ดินไหลออกไปบนลานแล้วใช้เท้าเกลี่ยให้กลืนไปกับดินที่ลาน อีกวิธีเรียกว่า กาชาด คือการเอาดินใส่ในกระป๋องนมเปล่าที่มีเครื่องหมายกาชาด ผู้ที่ีถือกระป๋องนี้จะเดินเข้าไปในกลุ่มเชลยด้วยกันที่ทำหน้าที่บังสายตาพวกเยอรมัน เมื่อได้โอกาสก็จะเทดินทิ้ง อีกวิธีหนึ่งคือ ในเวลาทำสวนก็แอบเอาดินไปทิ้งตามแปลงดอกไม้ในค่าย ปริมาณดินที่พวกเขาขุดออกมานั้น มีน้ำหนักรวมแล้วไม่น้อยกว่า 100 ตันเลยทีเดียว

อีกปัญหาหนึ่งที่ยากไม่แพ้กันคือ ทำอย่างไรไม่ให้อุโมงค์ถล่ม พวกเขาแก้ปัญหานี้โดยการหาแผ่นไม้มาค้ำ ซึ่งไม้ส่วนใหญ่ได้มาจากเตียงนอนของ พวกเขานั่นเอง  เตียงปกติจะมีแผ่นไม้จำนวน  20 แผ่นรองอยู่ แต่หลังจากอุโมงค์ขุดไปไกลขึ้นเรื่อยๆ แต่ละเตียงจะเหลือแผ่นไม้เพียงห้าหกแผ่นเท่านั้น  นอกจากนั้น เพื่อให้คนขุดมีอากาศหายใจ พวกเชลยก็สร้างปั๊มลมขึ้นมาจากกระป๋องนม ไม้จากเตียง ไม้ฮอกกี้ และกระสอบ เพื่อให้ การลำเลียงดินที่ขุดออกมานำไปทิ้งได้เร็ว พวกเชลยก็สร้างล้อเลื่อนเล็ก ๆ ไว้ในนั้นเพื่อขนถ่ายดินด้วย  ส่วนไฟฟ้านั้นแอบต่อเข้ากับสายเมนของค่ายที่พวกเยอรมันตรวจไม่พบ



อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าฝ่ายเยอรมันจะซื่อบื้อถึงขนาดไม่รู้อะไรเลย พวกเขาก็สงสัย แต่ตรวจไม่พบหลักฐานใดๆ เชลยซึ่งเป็นที่สงสัยจำนวน 19 คน ถูกย้าย ไปที่ค่ายอื่น ในจำนวนนั้นมี 6 คน ที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญของแผนการหลบหนี ต่อมาอุโมงค์ ดิ็ค (Dick) ต้องถูกยกเลิกการขุด เพราะฝ่ายเยอรมันขยายพื้นที่ของค่ายออกไปถึงจุดที่กะไว้ว่าจะเป็นปลายอุโมงค์ อุโมงค์นี้จึงใช้เป็นที่ทิ้งดินจากหลุมอื่นกับใช้เป็นที่ซ่อนเครื่องมือและข้าวของเครื่องใช้ที่เตรียมไว้ยามหลบหนีออกไป

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1943 อุโมงค์ทอม (Tom) ก็ถูกเยอรมันตรวจพบ เนื่องจากพวกเขาแอบมองจากในป่านอกค่าย เห็นพวกเพนกวินนำดินออกจากเรือนพักหลังหนึ่งออกไปทิ้ง การพบอุโมงค์ครั้งนั้น ทำให้การขุดอุโมงค์แฮร์รี่ (Harry) ต้องหยุดไปด้วยเพื่อความปลอดภัย จนกระทั่งเดือนมกราคมปีต่อมาการขุดจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งและไปแล้วเสร็จเอาในอีก 2 เดือนต่อมา



ตามแผนการหลบหนีที่วางกันไว้ พวกเชลยจะหนีออกจากค่ายเมื่อเข้าฤดูร้อน แต่กำหนดการก็เร่งขึ้นมา เมื่อเกสตาโปสั่งให้ผู้บัญชาการค่ายกักกันตรวจตราอย่างหนักเพื่อป้องกันการหลบหนีของเชลย นาวาอากาศตรีบูเชลในฐานะหัวหน้าจึงตัดสินใจว่าจะหลบหนีทันทีเมื่ออุโมงค์แฮร์รี่ (Harry) ขุดสำเร็จ ซึ่งในจำนวนเชลยที่ร่วมมือกันทั้งหมดราว 600 คนนั้น มีเพียง 200 คนที่จะได้หนีไปในครั้งนี้ พวกเขาแบ่งผู้จะหนีเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นกลุ่มที่มีโอกาสรอดสูง คือพูดภาษาเยอรมันได้ และมีที่ไปที่ชัดเจน กับอีกกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการถูกจับสูง เพราะพูดเยอรมันได้น้อยมากหรือไม่ได้เลย

การหลบหนีเลือกเอาคืนวันศุกร์ที่ 24 มีนาคม เป็นคืนเดือนมืด ผู้ที่เตรียมตัวจะหนีก็ทยอยไปที่เรือนนอนหมายเลข 104 ซึ่งทางเข้าอุโมงค์อยู่ในนั้น แต่โชคก็ไม่เข้าข้างนัก เมื่อพบว่าปลายอุโมงค์โผล่ขึ้นท่ามกลางต้นไม้ในป่าก็จริง แต่ป่าบริเวณนั้นมีต้นไม้ค่อนข้างห่าง แถมยังห่างจากหอคอยของค่ายไปแค่สิบกว่าเมตร จึงทำให้ ถูกตรวจพบได้ง่ายมาก และปากทางออกอุโมงค์ซึ่งทำบานปิดเปิดไว้นั้น ถูกน้ำแข็งจับตัวแน่นจนเปิดไม่ได้ ต้องเสียเวลาไปอีกกว่าชั่วโมงครึ่ง พื้นดินที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ ทำให้เกิดร่องรอยชัดเจน ดังนั้น จากเดิมที่กะกันไว้ว่าเชลย 1 คน ใช้เวลา 1 นาที ในการออกจากอุโมงค์ กลายเป็นแค่สิบกว่าคนต่อชั่วโมง พวกเขาจึงบอกกันว่าคงไปกัน ได้ไม่เกิน 100 คน ก่อนพระอาทิตย์จะขึ้น พวกที่รู้ตัวว่าหมดโอกาสในคืนนั้นแน่นอนก็เปลี่ยนชุดกลับไปเป็นชุดเดิมแล้วกลับไปนอนตามที่ของตน เหตุการณ์แย่ลงไปอีกเมื่อสัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังขึ้นเมื่อราวเที่ยงคืน ทำให้ค่ายต้องปิดไฟจนมืดสนิท ทหารยามก็ส่องไฟกันมากขึ้นในช่วงนั้น ทำให้ต้องหยุดการหลบหนีไว้ช่วงหนึ่ง แต่แล้วเมื่อเวลาตีหนึ่ง อุโมงค์เกิดถล่มลงมาจุดหนึ่ง ทำให้ต้องเสียเวลาซ่อมแซมกันอีก



ท้ายสุดเมื่อเวลาก่อนตีห้าเล็กน้อย เชลยจำนวน 76 คน หลบหนีออกไปได้ แต่คนที่ 77 ซึ่งเป็นนาย ทหารอากาศของนิวซีแลนด์ ถูกยามคนหนึ่งมองเห็น เขาจึงยกมือขึ้นเพื่อยอมให้จับ และเปิดโอกาสให้คนอื่นๆหนีเข้าป่าไป พวกทหารเยอรมันยังไม่ทราบว่าพวกเชลยออกมาทางไหน จึงไม่ได้พยายามจะหาทางออก แต่ส่งทหารเข้าไปตรวจตามเรือนนอนต่าง ๆ เรือนนอนหมายเลข 104 เป็นหลังท้ายๆที่ทหารเข้าไปตรวจพร้อมกับสุนัข ซึ่งอุโมงค์ก็ถูกพบในเวลานั้น การหลบหนีของเชลย แม้ว่าจะหลุดออกมาจากค่ายกักกันแล้ว แต่ปัญหาใหม่ที่แทบทุกคนเจอคือ หาทางไปสถานีรถไฟไม่ถูก ต้องรอจนกระทั่งฟ้าสาง ประจวบกับขณะนั้นเป็นฤดูหนาวที่หิมะตกหนัก และหนามาก

ในจำนวนที่หนีออกจากค่ายไปได้ 76 คน หนีรอดกลับไปอังกฤษได้เพียง 3 คน ถูกจับกลับไปถึง 73 คน แต่ในจำนวนนั้นมีเพียง 23 คนเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่ อีก 50 คน (รวมทั้งนาวาอากาศตรีโรเจอร์ บูเชล) ถูกสั่งให้สังหารโดยฮิตเลอร์เอง ไม่เพียงแต่เชลยเท่านั้นที่ถูกฆ่า สถาปนิกผู้ออกแบบค่าย ทหารยามในคืนนั้น อีกทั้งคนงานเยอรมันที่ปล่อยให้เชลยแอบต่อไฟฟ้าใช้ก็ถูกประหารชีวิตด้วย


ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน








 

Create Date : 18 ตุลาคม 2557    
Last Update : 18 ตุลาคม 2557 14:19:19 น.
Counter : 212 Pageviews.  

ปารีสตะวันออก เปิดตำนานเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ตัวจริง



เซี่ยงไฮ้ประมาณปี 1930.

เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองชายฝั่ง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกตอนกลางของประเทศจีน ซึ่งเป็นบริเวณที่แม่น้ำแยงซีไหลลงสู่มหาสมุทรแปซิฟิก เพราะตั้งอยู่ใกล้กับปากน้ำ มีน้ำท่วมเป็นประจำ ในอดีตจึงมีแต่ชาวประมงอาศัยอยู่เป็นส่วนใหญ่ ที่นั่นมีชื่อเรียกกันว่าหมู่บ้าน “หู่” ตามชื่อเครื่องมือจับปลาของชาวประมงยุคนั้น นอกจากชื่อ “หู่” แล้ว ก็ยังมีอีกชื่อที่เรียกกัน คือ “เซิน” ซึ่งเป็นชื่อของวีรบุรุษคนหนึ่งในยุคโบราณ จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์ถาง (หรือถัง ในสำเนียงแต้จิ๋ว) (ค.ศ.618-907) จึงตั้งชื่ออย่างเป็นทางการขึ้นมา เรียกว่าตำบล “ฮว้าถิง” เซี่ยงไฮ้ยุคนั้นก็ยังไม่ใช่เมืองท่าหลักของจีน เพราะมีเมืองชิงหลงซึ่งตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำอู่ซงเป็นเมืองท่าหลักอยู่แล้ว


จากชิงหลงนี้นอกจากจะสามารถแล่นเรือไปยังเกาหลีและญี่ปุ่นได้แล้ว เรือของพ่อค้ายังสามารถแล่นต่อเข้าไปยังเมืองอื่นๆที่อยู่ตามแม่น้ำอู่ซงได้อีกหลายเมือง จนกระทั่งเมื่อแม่น้ำสายนั้นเริ่มตื้นเขินขึ้นเรื่อยๆ โอกาสจึงเป็นของท่าเรือที่ฮว้าถิง เรือพ่อค้าวาณิชต่างก็แล่นไปใช้ท่าที่นั่นมากขึ้นๆ ในสมัยราชวงศ์ซ้ง (ซ้อง ตามสำเนียงแต้จิ๋ว) (ค.ศ.960-1127) ฮว้าถิงกลายเป็นเมืองท่าแทนเมืองชิงหลง จากหมู่บ้านเล็กๆก็กลายเป็นเมืองที่มีประชากรนับแสนขึ้นมา นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชื่อ “เซี่ยงไฮ้” (หรือ “ซ่างไฮ่” ตามเสียงจีนกลาง) เริ่มปรากฏขึ้นในสมัยราชวงศ์ซ้ง ช่วง ค.ศ.1271-1368 เป็นสมัยราชวงศ์หยวน นอกจากเมืองท่าที่สำคัญแล้ว เริ่มมีการสร้างโรงงานปั่นฝ้ายและทอผ้าขึ้นที่นั่น เครื่องจักร ต่างๆ ถูกนำเข้าไปเพื่อใช้ผลิตเป็นจำนวนมาก ทำให้เศรษฐกิจที่ดีอยู่แล้วยิ่งดีขึ้นไปอีก ในปี ค.ศ. 1292 อำเภอเซี่ยงไฮ้ก็เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ



เมื่อเข้าสู่สมัยราชวงศ์หมิง (ค.ศ.1368-1644) เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางการผลิตและการค้าฝ้ายที่ใหญ่ที่สุดของจีน สิ่งทอของที่นั่นขึ้นชื่อมาก เป็นที่ต้องการของทั้งในและต่างประเทศ การค้าขาย การขนส่งทั้งทางบกและทางเรือเติบโตอย่างรวดเร็ว เซี่ยงไฮ้กลายเป็นเมืองที่คึกคักมีชีวิตชีวาที่สุดของจีน และยังไม่หยุดเติบโตเมื่อจีนเปลี่ยนราชวงศ์ปกครองประเทศเป็นราชวงศ์ชิง (ค.ศ.1644-1911)

ค.ศ.1840 ซึ่งอยู่ในสมัยของราชวงศ์ชิง ต่างชาติเข้าไปมีบทบาทสำคัญทางการเมืองของจีน 3 ปีต่อมากองทัพอังกฤษอาศัยข้ออ้างจากการเป็นผู้ชนะในสงครามฝิ่น ขอทำสนธิสัญญากับรัฐบาลจีนเพื่อใช้เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าของตน ซึ่งชาติตะวันตกอื่นๆก็ขอทำตามบ้าง เซี่ยงไฮ้กลายเป็นสวรรค์ของชาวตะวันตก ตึกรามแบบยุโรปซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านค้า ร้านอาหาร ธนาคาร โรงพิมพ์ และธุรกิจต่างๆของชาวตะวันตกเติบโตอย่างรวดเร็ว เซี่ยงไฮ้กลายเป็นศูนย์รวมของทุกอย่าง รวมทั้งสิ่งหรูหราฟุ่มเฟือยสำหรับเศรษฐีทั้งชาวจีนและชาวตะวันตก ค.ศ.1912 จีนภายใต้การปกครองของรัฐบาลสาธารณรัฐจีน ซึ่งยึดอำนาจการปกครองจากราชวงศ์ชิง ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ขยายใหญ่ขึ้นจนมีขนาดใกล้เคียงกับขนาดในปัจจุบัน และเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลเจียงซู ค.ศ.1925 พื้นที่บริเวณนั้นทั้งหมดถูกเรียกว่า “เมืองซ้งหู่” แต่อีก 2 ปีต่อมาก็เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองเซี่ยงไฮ้”



ในทศวรรษที่ 20 และ 30 การเติบโตอย่างไม่หยุดยั้งของเซี่ยงไฮ้ที่เปิดรับทุนและความรู้ต่างๆจากชาติตะวันตกเข้าไปอย่างเต็มที่ ทำให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางของการขนส่งทางทะเลศูนย์กลางการค้าและการเงินของตะวันออกไกลไปอย่างไม่มีเมืองใดเทียบได้ ในช่วง 2 ทศวรรษนั้น ด้วยประชากรกว่าสามล้านคน อาคารสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่สวยงามจำนวนมาก จนได้รับฉายาว่า “ปารีสตะวันออก” เป็นเมืองใหญ่อันดับ 5 ของโลก มีชาวต่างชาติอยู่ถึงประมาณเจ็ดหมื่นคน

แล้วยุคทองของเซี่ยงไฮ้ก็สิ้นสุดลงเมื่อเกิดสงครามขึ้นระหว่างกองทัพจีนและกองทัพญี่ปุ่นในปี ค.ศ.1937 การสู้รบครั้งนั้นทหารจีนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ญี่ปุ่นยึดเซี่ยงไฮ้ไว้ได้ จนกระทั่งสงครามโลกยุติลง หลังจากนั้นประเทศจีนก็อยู่ภายใต้การปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับชาติตะวันตก ดังนั้นในปี ค.ศ.1949 เป็นต้นไป ชาวตะวันตกซึ่งมีบริษัทอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ทั้งหมดก็จะย้ายไปตั้งสำนักงานที่เกาะฮ่องกง



ส่วนเมืองเซี่ยงไฮ้ภายใต้ธงชาติสีแดงของพรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ฟื้นฟูกลับขึ้นมาใหม่ ค.ศ.1991 พรรคคอมมิวนิสต์กำหนดให้เซี่ยงไฮ้เป็นเขตปกครองพิเศษขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง ซึ่งเซี่ยงไฮ้ก็สามารถสร้างรายได้กลับขึ้นมาอย่างรวดเร็ว นอกจากจะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการส่งออกแล้ว เซี่ยงไฮ้ยังได้รับการพัฒนาให้เป็นศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศจีนด้วย

ปัจจุบันเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่มีจำนวนประชากรหนาแน่นที่สุดในโลก เป็นเมืองที่มีตึกระฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วน เป็นเมืองท่าที่มีการขนถ่ายตู้คอนเทนเนอร์สูงที่สุดของโลก และเป็นศูนย์กลางการเงินที่ใหญ่ที่สุดทางตะวันออก

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษที่ 30 อีกครั้ง เนื่องจากเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองท่าใหญ่และเป็นศูนย์กลางความเจริญในทุก ๆ ด้าน จึงเป็นที่หมายปองของชาตินักล่าอาณานิคมทั้งหลาย ประกอบกับความอ่อนแอของรัฐบาล ทำให้ต่างชาติบังคับให้รัฐบาลจีนลงนามให้เช่าพื้นที่ เช่น เขตเช่าฝรั่งเศส เขตเช่าอังกฤษ เขตเช่านานาชาติ ฯลฯ ชาติเหล่านี้เข้ามาตักตวงหาผลประโยชน์ในเซี่ยงไฮ้กันอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการค้า อุตสาหกรรมการลงทุน ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย จำพวกสถานเริงรมย์ บ่อนการพนัน ยาเสพติด ซ่องโสเภณี ฯลฯ ที่สำคัญคือชาวตะวันตกและญี่ปุ่นปฏิบัติต่อคนจีนราวกับไม่ใช่คน ที่แสดงให้เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ สถานที่พวกต่างชาติพอใจใช้เป็นส่วนตัวก็จะติดประกาศว่า “หมาและคนจีนห้ามเข้า” สร้างความคับแค้นใจให้แก่คนจีนอย่างที่สุด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ อย่างไรก็ตามเซี่ยงไฮ้ในเวลานั้นเป็นยุคที่เศรษฐกิจบูมขึ้นถึงขีดสุด ทั้งธุรกิจบนดินและใต้ดิน จึงเกิดมีกลุ่มแก๊งนักเลงอันธพาลทั้งท้องถิ่นและข้ามชาติขึ้นมากมาย ที่หาเงินจากแหล่งอบายมุขทั้งหลายที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด

ตู้เย่วเซิง (杜月笙) คือชื่อหนึ่งที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของเซี่ยงไฮ้ในยุคนั้น ตู้เย่วเซิงเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่อายุได้ 9 ขวบแต่โชคยังดีที่มียายเลี้ยงดูมาจนเข้าสู่วัยรุ่น ด้วยวัยเพียง 10 กว่าขวบเขาก็พาตัวเองเข้าไปสู่เมืองเซี่ยงไฮ้เพื่อหางานทำ แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะกำหนดให้ต้องเกี่ยวข้องกับอาชีพสกปรกอย่างไม่มีทางหลีกหนี เพราะหลังจากไปรับจ้างเป็นเด็กขายผลไม้อยู่ในเขตเช่าของฝรั่งเศสได้ไม่นาน ก็ถูกไล่ออกด้วยข้อหาขโมย จากนั้นตู้ก็เริ่มเข้าสู่วงการนักเลงและอบายมุขด้วยการไปทำงานคุมซ่องโสเภณี และด้วยวัยเพียง  16 ปี เขาก็เข้าไปเป็นสมาชิกของแก๊งใหญ่แก๊งหนึ่งชื่อ “ชิงปัง” ภายใต้ความสัมพันธ์กับนายตำรวจชื่อ ฮวงจินหรง (黄金荣) ซึ่งสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แก๊งนี้ควบคุมอบายมุขแทบทุกชนิด เช่น ซ่องโสเภณี บ่อนการพนัน ยาเสพติด (ฝิ่น) เรียกค่าคุ้มครอง ฯลฯ







ไม่กี่ปีหลังจากนั้น ตู้ก็สามารถก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในระดับผู้นำแก๊งร่วมกับ จางเส่าหลิน (张啸林) ได้อย่างไม่ลำบากอะไร แม้จะเป็นที่รู้กัน โดยทั่วไปว่าเขามีอาชีพที่ผิดกฎหมาย แต่ตู้ก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่รักชาติมากที่สุดคนหนึ่ง เขามักจะสวมเสื้อผ้าไหมแบบจีนเป็นประจำ นอกจากนั้นแก๊งชิงปังก็ยังร่วมกับรัฐบาลจีนต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นซึ่งรุกรานจีนอย่างหนักในยุคนั้น และเป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงินให้กับรัฐบาลของนายพลเจียงไคเช็ค ภายหลังยังร่วมกับรัฐบาลต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์ที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาลด้วย ในปี ค.ศ.1941 ตู้ต้องหนีไปอยู่ที่ฮ่องกง เนื่อง จากพรรคคอมมิวนิสต์มีชัยเหนือรัฐบาลของนายพลเจียงไคเช็ค ซึ่งต่อมาเขาก็เสียชีวิตที่นั่น ศพของเขาถูกนำไปฝังที่เกาะ ไต้หวัน ที่ซึ่งพรรคก๊กมินตั๋งของนายพลเจียงไคเช็คมิตรของเขาไปเป็นรัฐบาลพลัดถิ่นอยู่ที่นั่น

เรื่องราวของเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้ทั้งสามถูกนำไปแต่งเป็นนวนิยาย และสร้างเป็นภาพยนตร์ทางจอเงิน และซีรีส์ทางโทรทัศน์มาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะซีรีส์ชุด “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” (上海灘) ซึ่งได้รับความนิยมมากที่สุด สร้างโดย TVB ของฮ่องกง ออกฉายเมื่อ พ.ศ.2523 ภาพยนตร์ชุดนี้ทำให้ “โจวเหวินฟะ” และ “หลี่เหลียงเหว่ย” กลายเป็นดาราดังไปทั่วเอเชียและทั่วโลก

และล่าสุดก็มีภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์จีนโดยเฉพาะประวัติศาสตร์ของเมืองเซี่ยงไฮ้ในยุคของตู้เย่วเซิง เข้าโรงฉายในชื่อเรื่องว่า The Last Tycoon (เดอะ ลาสต์ ไทคูน) เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้คนสุดท้าย ภาพยนตร์เรื่องนี้ โจวเหวินฟะกลับมารับบทนำอีกครั้ง หลังจากที่เคยรับบทเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้มาแล้วเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน ด้วยเทคนิคทันสมัยบวกกับการทุ่มทุนเนรมิตฉากของเซี่ยงไฮ้ในสมัยนั้นขึ้นมาได้อย่างสมจริง ด้วยทุนสร้างกว่า 700 ล้านบาท จากฝีมือผู้สร้าง แอนดรูว์ เลา และผู้ออกแบบฉากที่เข้าชิงรางวัลออสการ์ หยีชุงมั่น เราคงได้ชมฉากแอ็กชั่นสุดมันในบรรยากาศ “ปารีสตะวันออก” ในยุคที่เจ้าพ่อครองเมืองกันอย่างเต็มอารมณ์.

 


โดย : คนเหนือ ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน








 

Create Date : 16 ตุลาคม 2557    
Last Update : 16 ตุลาคม 2557 16:04:32 น.
Counter : 371 Pageviews.  

1  2  

BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.