4 | | | ตำนานอาถรรพ์ อาชญากรโลกไม่ลืม ฆาตกรรมบันลือโลก ประวัติศาสตร์ทั่วมุมโลก | | |

Group Blog
 
All blogs
 
คดีสมคบชายชู้ฆ่าผัวฝรั่งกัปตันเรือ




เรื่องนี้เป็นคดีความและข่าวครึกโครม สร้างความสะเทือนขวัญไปทั่วทั้งเมือง ด้วยสยามยามนั้นเต็มไปด้วยพ่อค้าชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะฝรั่งชาติตะวันตกที่เดินทางเข้ามารับราชการ และอยู่อาศัยในราชอาณาจักร ครั้นเกิดเหตุรุนแรงขึ้นกลายเป็นที่สนใจวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่วเมือง กระทั่งหมอบรัดเลย์ยังนำเรื่องราวไปลงตีพิมพ์ไว้ในวารสารที่ออกวางจำหน่ายในสมัยนั้น

โดยครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นกับหญิงสาวลูกครึ่งไทยจีนที่ถูกสามีฝรั่งกระทำทารุณได้รับความเห็นใจจากหมอแผนโบราณสัญชาติไทยแท้ หวังฉุดผู้หญิงออกจากห้วงเหวนรก แต่กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ตื่นเต้นราวกับภาพยนต์นอกจอ

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อราว พ.ศ. ๒๔๑๐ มีหญิงสาวชาวจีนคนหนึ่งชื่อ นางเชี่ยว พ่อแม่เสียตั้งแต่เธอยังเป็นเด็ก ด้วยเห็นว่าหน้าตาของเด็กสาวค่อนข้างดีและมีกิริยาที่เรียบร้อย ญาติพี่น้องจึงยกให้เป็นข้าอยู่ในวังหน้า กระทั่งนางเชี่ยวได้เจริญวัยเป็นสาวขึ้นและมีหน้าตาดีจนคนออกปาก เมื่อเชี่ยวอายุได้ ๒๐ ปี เธอได้พบกับมิสเตอร์สมิธ ซึ่งเป็นกัปตันเรือชาวอเมริกัน อายุ ๔๐ ปี ที่เข้ามารับราชการในกรุงสยามตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๐๒ ครั้นทั้งสองได้คบหาและต้องใจกัน กัปตันสมิธจึงชวนให้นางเชี่ยวหาทางออกจากวังหน้าและตนพยายามหาทางแต่งงานกับนางเชี่ยว และออกไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา

ในสมัยนั้นกฎหมายว่าด้วยการแต่งงานระหว่างคนไทยกับคนต่างประเทศนั้นมีระบุไว้ว่ายินยอมให้ชาวต่างชาติแต่งงานกับหญิงไทยได้ แต่นางเชี่ยวเป็นหญิงสาวเชื้อสายจีน ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครอยากได้เป็นภาระ ครั้นเมื่อกัปตันสมิธมาติดพันและชวนให้ออกมาจากวังหน้า ด้วยความรักและไว้ใจนางเชี่ยวจึงทูลลาจากข้าวังหน้าออกมาใช้ขีวิตอยู่ข้างนอกและยอมเป็นภรรยากัปตันสมิธอยู่หลายปี ภายหลังทั้งสองจึงได้แต่งงานกันที่กงสุลอเมริกัน ในปี พ.ศ. ๒๔๐๗ ทั้งคู่มีบุตรชายด้วยกัน ๒ คน บุตรสาว ๒ คน

ชีวิตรักของทั้งคู่ดำเนินไปด้วยดีพักหนึ่ง แต่กัปตันสมิธเป็นคนที่ดื่มสุราจัดและมีเพื่อนฝูงมาก ซึ่งนางเชี่ยวก็ทราบดีก่อนที่จะแต่งงานด้วย และคงเป็นเรื่องปกติของคนตะวันตกที่เข้ามาทำงานในประเทศสยาม ย่อมรักเพื่อนพ้องและต้องมีการพบปะสังสรรค์กันเป็นประจำ กัปตันสมิธเป็นคนมีเพื่อนมากและดื่มจัด พอดื่มแล้วก็เมามายไม่ได้สติ เริ่มมีปากเสียงกับนางเชี่ยวและเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นบ่อยครั้ง เมื่อกัปตันสมิธและนางเชี่ยวมีปากมีเสียงกัน กัปตันสมิธถือว่าตนเป็นสามีไม่ยอมให้ภรรยามาขัดใจ ครั้นเมื่อมีปากเสียงกัน เขาก็จะเป็นฝ่ายทุบตีนางเชี่ยวผู้เป็นภรรยา บ่อยครั้งที่นางเชี่ยวต้องถูกสามีบังคับให้นอนคว่ำหน้า แล้วถูกเฆี่ยนตีด้วยหวายอย่างทารุณ เพียงเพราะนางเชี่ยวได้โต้แย้งถกเถียง และห้ามปรามไม่ให้กัปตันสมิธดื่มเหล้ามากจนเมามาย เรื่องราวดังกล่าวเป็นที่รู้และพูดถึงกันมากในกลุ่มคนอเมริกันที่เข้ามารับราชการในเมืองสยาม แต่ไม่มีใครช่วยเหลือนางเชี่ยวอย่างเป็นจริงเป็นจัง

นางเชี่ยวต้องทนทุกข์ทรมาณกับสามีขี้เมาและโหดร้าย ด้วยความเจ็บช้ำและทุกข์ทรมานมานานปี กระทั่งวันหนึ่งมีคนแนะนำให้นางเชี่ยวทำเรื่องฟ้องร้องขอความช่วยเหลือจากกุงสุลอเมริกัน เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดอาจจะบรรเทาลง ชีวิตความสุขแบบครอบครัวโดยทั่วไปอาจกลับคืนมาอีกครั้ง นางเชี่ยวจึงได้เขียนหนังสือทำเรื่องบอกเล่าถึงความโหดร้ายของกัปตันสมิธที่ทำทารุณต่อเธอ ทั้งความทุกข์ทรมาณที่เธอได้รับและหวังถึงความเห็นใจจากกุงสลอเมริกัน อย่างน้อยกัปตันสมิธก็คงจะเกรงใจเพื่อนฝูงหรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่กงสุลบ้าง

ซึ่งในช่วงนั้นก็ได้ผล ทางกงสุลอเมริกันได้เรียกตัวกัปตันสมิธมาว่ากล่าวและสั่งห้ามไม่ให้ทำร้ายร่างกายของนางเชี่ยวผู้เป็นภรรยาอีกต่อไป เมื่อกัปตันสมิธกลับมาจากกงสุล แรก ๆ ก็เชื่อฟังแต่โดยดีทำตัวสงบไม่ดื่มเหล้าเมามายให้เห็น แต่ครั้นเวลาผ่านไปกัปตันสมิธต้องเดินเรือ ได้พบเจอเพื่อนฝูงก็อดไม่ได้ที่จะหันไปดื่มเหล้าตามประสา และเมื่อเขาดื่มเหล้าขึ้นมาครั้งใด พฤติกรรมเดิม ๆ ก็จะกลับมาอีกครั้ง นั่นคือหาเหตุทะเลาะวิวาททุบตีนางเชี่ยวอีก จนภายหลังกัปตันสมิธก็หันมาดื่มเหล้าเมามายเป็นปกติตามเดิมอีก แล้วก็ทุบตีทำร้ายนางเชี่ยวหนักขึ้นกว่าเดิม นางเชี่ยวก็ทำเรื่องร้องเรียนต่อกงสุลและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอความช่วยเหลือและหาคนที่พอจะห้ามปรามกัปตันสมิธไม่ให้มีพฤติกรรมเช่นนั้น แต่ทุกครั้งก็กลับมาแบบเดิม ๆ เมื่อเรื่องถึงกงสุลและเจ้าหน้าที่มาช่วยพูดจาว่ากล่าวห้ามปราม กัปตันสมิธก็สงบลงพักหนึ่ง ครั้นพอเวลาผ่านไปกัปตันสมิธก็กลับไปดื่มเหล้าหนักเช่นเดิม เมื่อเมาขึ้นมาก็อาละวาดทุบตีทำร้ายนางเชี่ยวเหมือนเดิม

เรื่องราวของนางเชี่ยวและกัปตันสมิธเป็นที่พูดถึง และได้รับความสนใจอย่างมาก กระทั่งหมอบรัดเลย์ยังได้บันทึกเรื่องราวของนางเชี่ยวไว้ในหนังสือที่จัดพิมพ์ขึ้นสมัยนั้นว่า 

"กัปตันและนางสมิธพำนักอาศัยอยู่ใกล้วัดแบพทิสท์ และอยู่ใต้สถานกงสุลอเมริกา ฉันเสียใจที่จะต้องกล่าวว่ากัปตันสมิธเป็นคนที่ดื่มเหล้าอย่างหนักและเป็นคนที่มีอารมณ์ร้ายกาจและภรรยาของเขาก็ทดท้อและอ่อนใจกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับสามีอย่างเต็มที เป็นที่ทราบกันดีว่ากัปตันสมิธเป็นคนที่โกรธง่ายใจร้าย เขาเคยเฆี่ยนตีภรรยาของเขาอย่างโหดร้ายทารุณมาหลายครั้งหลายหน และนางเชี่ยวก็นำเรื่องฟ้องร้องแก่กงสุลแซนเลอร์มาสามครั้ง กับนายเวสเตอร์เวลท์ครึ่งหนึ่งและต่อนายแมคโดนัลด์อีกสามหน

ท่านกงกุลเหล่านี้ได้เรียกกัปตันสมิธมาว่ากล่าว แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ แต่เขาไม่เชื่อฟังและยังคงกลับไปทำร้ายภรรยาอย่างรุนแรง นายสมิธนั้นอายุแก่กว่าภรรยาถึงยี่สิบปี มักจะไม่อยู่บ้านเพราะต้องทำหน้าที่เป็นคนเดินเรือและเป็นคนขี้เมาหยำเปอยู่เกือบตลอดเวลา นางเชี่ยวต้องทนทุกข์ทรมานกับความโหดร้ายของชะตากรรมที่ทำให้เธอต้องพบกับผู้ชายที่นิสัยไม่ดี แม้เธอจะหวนไปคิดถึงวันเก่า ๆ ที่เคยสุขสบายในรั้วในวัง แต่เธอก็ต้องทำใจ ด้วยเธอมีบุตรกับกัปตันสมิธถึงสี่คน

กระทั่งวันหนึ่งลูกชายของนางเชี่ยวเกิดไม่สบายขึ้นมา เธอละอายใจที่จะพาลูกไปรักษากับหมอฝรั่งที่เธอรู้จักด้วยอับอายที่เธอทะเลาะกับสามีอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งภายหลังเธอจึงไม่อยากพบเจอใครที่เป็นเพื่อนของกัปตันสมิธอีก เธอจึงให้ไอ้กลมคนใช้ในบ้านไปตามแพทย์แผนโบราณให้มารักษาดู ไอ้กลมออกไปได้ไม่นานก็มีแพทย์แผนโบราณมาที่บ้านของเธอ เดิมนั้นเธอคิดว่าแพทย์แผนโบราณจะเป็นคนแก่มีอายุมาก แต่ หมอยา คนที่ไอ้กลมไปตามมาให้นั้นยังดูหนุ่มอยู่ ผู้คนเรียกเขาว่า หมอนาค

เรื่องราวของหมอนาคนั้นเล่ากันว่า พ่อของหมอนาคตายเมื่อหมอนาคยังอายุสิบกว่าขวบ ครอบครัวค่อนข้างยากจน ญาติพี่น้องเลยให้บวชเล่าเรียนอยู่ในวัดใกล้บ้าน นายนาคก็คร่ำเคร่งรักษาศีลภาวนาอยู่หลายปี ครั้นภายหลังหมอนาคเกิดนึกสนใจเรื่องสมุนไพรขึ้นมา ก็เลยทำการศึกษาในช่วงที่บวชเป็นพระภิกษุนั้น กระทั่งมีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพรพื้นบ้านเป็นอย่างดี ภายหลังเมื่อสึกออกมาก็ใช้วิชาความรู้ที่มีเกี่ยวกับสมุนไพรนำมารักษาโรคช่วยเหลือผู้คน จนเป็นที่รู้จักของคนไปทั่ว

หมอนาคนั้นเป็นหนุ่มที่หน้าตาดี รูปร่างกำยำได้สัดส่วนทำให้นายนาคมีหญิงสาวเข้ามาในชีวิตหลายคน แต่ความที่ยังไม่พบเจอใครที่ถูกใจอย่างจริงจัง นายนาคจึงยอมเป็นหนุ่มโสดและใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพัง ครั้นเมื่อลูกของนางเชี่ยวไม่สบายและได้ไปตามตัวหมอนาคมารักษา หมอนาคเคยได้ยินเรื่องราวของนางเชี่ยวมาก่อนว่าเป็นหญิงสาวเชื้อสายจีนที่มีสามีฝรั่งที่เมาแล้วชอบทำร้ายทารุณภรรยา ครั้นเมื่อหมอนาคพบเจอนางเชี่ยวก็เกิดต้องใจกันขึ้น

หลังจากที่หมอนาครักษาลูกชายของนางเชี่ยวให้หายแล้ว หมอนาคก็ไม่วายที่จะวิตกกังวลแทนนางเชี่ยวที่ยังไม่พ้นกับขุมนรก และความโหดเหี้ยมทารุณของสามีฝรั่งขึ้เมา หมอนาคบอกตัวเองว่าจะต้องช่วยเหลือให้นางเชี่ยวพ้นจากชะตากรรมโหดร้าย และมีความสุขอย่างคนทั่วไปให้ได้

แล้วดูเหมือนว่าโชคชะตาจะเป็นใจ ทำให้นางเชี่ยวและหมอนาคเกิดต้องใจกัน นางเชี่ยวเล่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้หมอนาคฟัง ความโหดร้ายป่าเถื่อนและความทุกข์ทรมานที่เธอต้องทนอยู่กับสามีฝรั่ง หมอนาคแนะนำให้นางเชี่ยวหาทางเลิกกับสามีและหากจะต้องหย่าก็ต้องหย่า ซึ่งเขาจะเป็นผู้ดูแลเธอและลูก ๆ เอง หมอนาคและนางเชี่ยวมีจิตเสน่หาต่อกันอย่งรุนแรงและลักลอบเป็นชู้กัน ทั้งสองสาบานว่าจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน แต่นางเชี่ยวบอกกับหมอนาคว่าไม่อยากหนีไปอยู่กับหมอนาคเฉย ๆ ด้วยว่าชาวบ้านจะโจษจันกันว่าเธอสำส่อนและหนีไปอยู่กับชายชู้ ที่สำคัญเธอยังคงเจ็บแค้นที่ถูกกัปตันสมิธทำร้ายมานาน เธออยากหาทางแก้แค้นบ้าง จากนั้นหมอนาคและนางเชี่ยวจึงปรึกษาวางแผนที่จะดำเนินการอะไรบางอย่างก่อนที่ทั้งคู่จะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน

นางเชี่ยวมีทาสในเรือนคนหนึ่งชื่อ ไอ้กลม ซึ่งไอ้กลมเองก็ทราบดีว่านางเชี่ยวต้องทนทุกข์ทรมานกับสามีฝรั่งมามากน้อยเพียงไร เมื่อมีปากเสียงกันแต่ละครั้งนางเชี่ยวถูกทุบตีทำร้าย บ่อยครั้งที่พวกคนใช้ในบ้านเห็นและพยายามจะช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถจะช่วยเหลืออะไรได้มาก ด้วยกัปตันสมิธเป็นคนอารมณ์ร้อนและพาลด่าทอเอากับคนใช้ไปด้วย คนใช้ในบ้านต่างรู้ดีว่าเธอนั้นเจ็บปวดเจ็บแค้นกัปตันสมิธมากมายเพียงไร

วันหนึ่งนางเชี่ยวจึงบอกไอ้กลมผู้เป็นทาสว่าหากไอ้กลมฆ่ากัปตันสมิธสามีขี้เมาของเธอได้ก็จะให้ไอ้กลมและครอบครัวเป็นอิสระ ไอ้กลมจึงตอบตกลงที่จะร่วมมือ วันเกิดเหตุ เดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๑๒ กัปตันสมิธเดินทางกลับจากเดินเรือ ในช่วงนั้นกัปตันสมิธนั้นพอจะรู้ระแคะระคายบ้างว่านางเชี่ยวภรรยาของตนนั้นมีหนุ่มมาติดพัน หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงขั้นคบชู้ แต่ไม่มีหลักฐานจึงไม่สามารถทำอะไรได้มาก วันนั้นนางเชี่ยวเอาลูกไปฝากไว้กับเพื่อนบ้านคนหนึ่ง เมื่อกัปตันสมิธกลับมาถึงบ้านในสภาพที่เมามายอย่างเต็มที่ นางเชี่ยวบอกกัปตันสมิธว่าจะออกไปรับลูก แต่กัปตันสมิธไม่เชื่อและด้วยอาการที่เมามายคิดว่านางเชี่ยวจะต้องหาทางไปพบกับชู้ตามที่ชาวบ้นเล่าลือกันไว้แน่ ๆ จึงแอบติดตามไป

นางเชี่ยวนั้นก็รู้ดีถึงพฤติกรรมของสามีฝรั่งว่าเวลาเมามายนั้นเป็นอย่างไร จึงวางแผนการเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพ เมื่อกัปตันสมิธตามมาและดุด่าอาละวาดและหมายจะทำร้ายทุบตีอย่างที่เคยทำ แต่วันนั้นนางเชี่ยวได้ให้หมอนาคและไอ้กลมดักรออยู่ ครั้นเมื่อกัปตันสมิธตามนางเชี่ยวไปถึง เห็นนางเชี่ยวยืนอยู่กับหมอนาคและไอ้กลม ก็ตรงเข้าทำร้ายและชักมีดที่เตรียมไว้เข้าทำร้ายหมอนาค แต่มีดนั้นพลาดไปโดนไอ้กลม หมอนาคเห็นไอ้กลมถูกกัปตันสมิธแทงได้รับบาดเจ็บ จึงโดดเข้าช่วยเหลือ โดยคว้าได้ขอนไม้ที่อยู่ในบริเวณนั้นแล้วฟาดไปที่อกกัปตันสมิธจนล้มคว่ำไป จากนั้นก็ขึ้นคร่อมแล้วกระชากคอกัปตันสมิธให้บิดตัวนอนลง แล้วหมอนาคก็กระหน่ำทุบด้วยด้ามขวานที่ไอ้กลมเตรียมมา เมื่อนายกลมทุเลาจากบาดแผลแล้ว ก็เข้าร่วมกับหมอนาคทุบตีกัปตันสมิธ กัปตันสมิธเมื่อถูกรุมทำร้ายดังนั้นก็สุดวิสัยที่จะตอบโต้ได้ นอนร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดได้พักหนึ่งก็สิ้นใจ

ฝ่ายนางเชี่ยวมองดูร่างของกัปตันสมิธที่ดิ้นพล่าน และร้องครวญครางอยู่อย่างนั้น ความเจ็บแค้นแต่คราวก่อน ๆ ที่เคยถูกทุบตีทำร้ายทำให้นางเชี่ยวไม่เหลือเยื่อใยหรือความสัมพันธ์ที่ดีให้แก่กัปตันสมิธอีกเลย นางยืนดูหมอนาคและไอ้กลมร่วมกันทำร้ายกัปตันสมิธอยู่อย่างเลือดเย็น ไม่ได้ตระหนกตกใจแต่อย่างใด

หลังจากที่แน่ใจว่ากัปตันสมิธขาดใจและตายสนิทแล้ว จึงสั่งให้ไอ้กลมและหมอนาคเอาผ้ามัดศพ แล้วผูกกับก้อนหินขนาดใหญ่ใส่เรือแล่นออกไปทิ้งที่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยทั้งสามได้ช่วยกันลากร่างของกัปตันสมิธ ใส่เรือและแจวออกไปกลางลำน้ำ ในช่วงนั้นเป็นเวลากลางคืนราวห้าทุ่มกว่า บ้านเรือนชาวบ้านยังคงมีเพียงคบไต้ตะเกียง ค่ำลงเพียงทุ่มสองทุ่มก็เข้านอนกันแล้ว ทั่วท้องน้ำจึงมืดสนิท หลังจากที่ทีั้งสามแน่ใจว่าไม่มีใครเห็นก็จัดการโยนศพลงน้ำก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปบ้านพักและทำทีว่าไม่มีอะเไรเกิดขึ้น

แต่เหตุการณ์ก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่นางเชี่ยวคาดหวังไว้ทั้งหมด จะเป็นเรื่องบังเอิญหรืออะไรก็แล้วแต่ ศพกัปตันสมิธที่ทั้งสามช่วยกันเอาก้อนหินถ่วงศพไว้อย่างแน่นหนาเกิดหลุดออกจากศพ ศพลอยขึ้นไปที่หน้าบริษัทของฝรั่งบอร์เนียวพอดี สร้างความฮือฮาหวาดผวาให้แก่ผู้คนไปทั่ว จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ก็เร่งทำการสืบสวน ด้วยศพที่พบนั้นเป็นชายชาวตะวันตก ทางตำรวจไทยจึงต้องแจ้งไปยังกงสุลอเมริกา ให้ส่งเจ้าหน้าที่มาชันสูตร ครั้งนั้นหมอเคมเบลได้รับหน้าที่ให้ไปตรวจสภาพศพของฝรั่งที่ลอยขึ้นมานั้นและได้บันทึกไว้ว่า "สภาพศพนั้นมีรายถูกมีดแทงที่แก้มข้างขวา เส้นใหญ่ในคอถูกเชือดเป็นรอยยาวสี่นิ้ว มีรอยมีดอีกนับไม่ถ้วน แทงทะลุคอหอยแลเชือดเฉือนศีรษะ มีรอยทุบบนหลังใกล้ท้ายทอย กะโหลกตรงใบหน้าด้านขวาถูกทุบละเอียด"

โดยรวมนั้นยังพอมีเค้าโครงของกัปตันสมิธหนุ่มอเมริกันขี้เมาที่ชอบทำร้ายภรรยา ข่าวการตายของกัปตันสมิธก็เลยเป็นที่กล่าวขานกันไปทั่ว หลายคนคะเนอยู่แล้วว่าเหตุการณ์ระหว่างนางเชี่ยวและกัปตันสมิธจะต้องลงเอยแบบนี้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ครั้งนั้นตำรวจไทยได้เข้าไปค้นดูที่บ้านของกัปตันสมิธที่อยู่กินกับนางเชี่ยว ก็พบหลักฐานหลงเหลืออยู่มากมาย เช่น รอยเลือดที่ติดอยู่ที่ประตู มีรอยเท้าคนเดิน มีรอยคนถูกลากเห็นได้ง่ายบนโคลนดินที่เปียก และเป็นที่แน่ชัดว่ากัปตันสมิธนั้นจะถูกฆาตกรรมก่อนจะนำศพไปทิ้งลงแม่น้ำ ตำรวจไทยจึงได้เข้าจับกุมนางเชี่ยว หมอนาค และไอ้กลมทันที นอกจากนั้นได้จับ อีหัน ทาสอีกคนหนึ่งของนางเชี่ยวที่รู้เห็นเป็นใจด้วย

ครั้งแรกนั้นนางเชี่ยวให้การปฏิเสธไม่รู้เห็นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อหมอนาคและไอ้กลมถูกคาดคั้นและทรมานจึงได้ยอมรับผิด ผู้ต้องหาทั้งสี่จึงถูกนำตัวขึ้นศาล หลังจากที่ศาลไทยได้พิจารณาคดีและได้ตัดสินพิพากษาในตอนนั้นระบุว่า "ทางคณะพิพากษาได้มีความเห็นว่า่ นางเชี่ยวเป็นภรรยาของกัปตันสมิธ ซึ่งกัปตันสมิธนั้นรักนางเชี่ยวและมีลูกด้วยกันถึงสี่คน นางเชี่ยวควรมีความกตัญญูคู้คุณและซาบซึ้งในความเมตตาปราณีของสามีและรับใช้สามีอย่างซื่อสัตย์ แต่นางเชี่ยวนั้นกลับนอกใจสามีและมีชู้ แลหมอนาคนั้นถึงจะเป็นหมอแผนโบราณที่พึงมีจิตเมตตา และรู้ดีว่านางเชี่ยวนั้นเป็นภรรยาของกัปตันสมิธ แต่ก็ยังเป็นชู้กับนางเชี่ยว ทั้งร่วมกันวางแผนกับนางเชี่ยวและไอ้กลมก่อเหตุร้ายดังกล่าว

นางเชี่ยวนั้นยุให้หมอนาคชายชู้และไอ้กลมผู้เป็นทาส ฆ่ากัปตันสมิธซึ่งเป็นสามีโดยไม่ยำเกรงต่อกฎหมายและโทษที่พึงจะได้รับ หมอนาคและไอ้กลมร่วมกันประทุษร้ายและทุบตีกัปตันสมิธจนถึงแก่ความตายแล้วเอาศพไปถ่วงน้ำ ส่วนอีหันนั้นก็มีส่วนร่วมรู้เห็นในเหตุการณ์และแผนการนี้ ดังนั้นนางเชี่ยวผู้เป็นต้นเหตุ หมอนาคและไอ้กลมผู้ก่อการฆาตกรรมกัปตันสมิธ จึงได้กระทำผิดกฎหมายและต้องได้รับโทษขนาดปานกลาง 

ตามกฎพระอัยการแล้ว มีคำประกาศว่า หญิงที่นอกใจสามีและคบชู้หากฆ่าสามีด้วยการทุบหรือแทง ทั้งหญิงและชู้จะต้องตายตาม หากสามีไม่ตาย เพียงแต่เป็นแผลหรือล้มเจ็บ ชายชู้จะถูกปรับสองเท่าตัวและจะต้องเสียค่ารักษาแผลและใช้ด้วย ส่วนเมียนั้นจะต้องถูกประจานตามกฎหมาย ผู้ถูกประหารชีวีตนั้นจะสูญเสียที่ดิน ช้างม้าวัวควายและทาสให้แก่แผ่นดิน หมอนาค ไอ้กลมผู้ทุบตีเข่นฆ่า อีเชี่ยวผู้วางแผนฆ่าและอีหันผู้รู้เห็นจะถูกเฆี่ยนหลังเก้าสิบที โดยแบ่งการโบยออกเป็นสามครั้ง ครั้งละสามสิบที"

ครั้งนั้นหมอนาค ไอ้กลม และนางเชี่ยวจะถูกประจานตัวบนบกสามวัน ในน้ำสามวัน และถูกจับขึ้นคาอีกสามวัน จากนั้นจะถูกประหารชีวิต แต่ครั้งนั้นได้มีการนำคำพิพากษาไปเสนอแก่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ครั้นเมื่อท่านผู้สำเร็จราชการแผ่นดินพิจารณาคดีความต่ง ๆ แล้วมีบทสรุปดังนี้

"อีหันผู้เป็นทาสนั้นไม่ควรโดนเฆี่ยนเพราะไม่อาจหลีกเลี่ยงการรู้เหตุการณ์ได้ ให้เพียงลดลงเป็นทาสแผ่นดิน ส่งตัวไปทำงานที่โรงสีข้าวของรัฐบาล ส่วนนางเชี่ยว อ้ายนาคและไอ้กลมนั้นไม่ต้องประจานบนบกหรือขึ้นคา เพียงแต่ให้ประจานในน้ำและเฆี่ยนหลังเก้าสิบทีก็พอแล้ว"

แต่ภายหลังเกิดปัญหาถกเถียงกันขึ้นด้วยว่า นางเชี่ยวนั้นมีสัญชาติจีนและเป็นภรรยาของคนอเมริกัน คดีความที่เกิดขึ้นนั้นต้องส่งเรืองไปยังกงสุลอเมริกา ด้วยทางรัฐบาลสยามสมัยนั้นไม่มีสิทธิลงโทษประหารผู้ต้องหาซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้ ครั้งนั้นนายแมคโดนัลด์ซึ่งเป็นกงสุลในสมัยนั้น จึงได้ติดต่อพระยาพระคลังขออย่าเพิ่งประหารนางเชี่ยว ขอเวลาให้เขาตรวจสอบคดีความรายละเอียดต่าง ๆ และส่งเรืองไปยังรัฐบาลอเมริกาเสียก่อนว่าควรทำอย่างไร


ภาพเขียนเพชฌฆาตกำลังลงดาบประหารชีวิตผู้กระทำผิด


ส่วนหมอนาคและไอ้กลมนั้นเป็นคนไทย มีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนานั้นมีความผิดอย่แล้วก็ให้ทางการของฝ่ายไทยดำเนินการไปตามคำพิพากาษาไทย หมอนาคและไอ้กลมจึงถูกนำตัวไปประจานบนบกสามวัน ถูกเฆี่ยนหลังเก้าสิบทีก่อนถูกส่งตัวไปประหาร มีบันทึกเหตุการณ์เกี่ยวกับคดีนางเชี่ยว หมอนาค ไอ้กลม และกัปตันสมิธ ในครั้งนั้นว่า

"เวลาประหารชีวิตนั้น ประมาณสี่โมงเย็น ฝรั่งทั้งหลายได้รับเชิญให้มาดู เพราะฝ่ายไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าผู้ใดฆ่าฝรั่งต่างชาติในเมืองไทย ผู้นั้นต้องได้รับโทษอย่างหนักที่สุด ในครั้งนั้นเป็นที่สรรเสริญว่าฝ่ายไทยนำพระภิกษุถึงเจ็ดสิบรูปมาสวดมนต์ทำพิธีให้แก่นักโทษทั้งสอง ส่วนนางเชี่ยวนั้น ถูกจำไว้ในคุก กล่าวกันว่าตอนนั้นเธอกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ห้าได้ประมาณสามเดือน"

คดีของนางเชี่ยวถูกส่งเรือไปยังรัฐบาลอเมริกา และกว่าจะรอคำตอบก็ใช้เวลานาน มิสเตอร์แมคโดนัลด์ซึ่งเป็นกงสุลอยู่ก็หมดวาระและเดินทางกลับประเทศ มีกงสุลคนใหม่มาแทน ซึ่งเรียกกันว่า เยเนรัลพาร์ทริค มารับตำแหน่งกงสุลคนใหม่ เยเนรัลพาร์ทริคจึงติดตามเรื่องคดีความของนางเชี่ยวนั้นสมรสกับชายชาวอเมริกันที่สถานกงสุลอเมริกา แล้วเกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นที่บ้นของกัปตันสมิธ ซึ่งเขาถือว่าเป็นเขตแดนของเมริกาไม่ใช่แผ่นดินไทย เพราะฉะนั้นพึงให้คดีความของนางเชี่ยวได้รับการพิพากษาใหม่โดยพนักงานของกงสุลอเมริกัน แต่ช่วงเวลาที่รอคอยการดำเนินการคดีความของนางเชี่ยวจากรัฐบาลอเมริกานั้นเป็นระยะเวลานาน ทางฝ่ายไทยก็ตัดสินคดีความแบบไทยไปเป็นที่เรียบร้อย โดยบุตรชายหญิงทั้งสี่ของนางเชี่ยวนั้นถูกฝ่ายไทยจับตัวไปเป็นทาส และทางรัฐบาลไทยจะทำการริบทรัพย์สินเงินทอง บ้านและที่ดินของกัปตันสมิธมาเป็นของแผ่นดินไทย ครั้งนั้นเยเนรัลพาร์ทริคและทางรัฐบาลอเมริกาทำการคัดค้านอย่างรุนแรง เพราะทางรัฐบาลอเมริกาเห็นว่าเด็กเหล่านั้นไม่มีความผิด ไม่ควรต้องถูกลงโทษ ควรจะได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระและทรัพย์ที่มีอยู่นั้นก็ควรตกเป็นของพวกเด็ก ๆ ด้วย

กล่าวกันว่าทางกงสุลอเมริกัน พยายามเจรจากับทางฝ่ายไทยหลายครั้ง โดยเฉพาะผู้สำเร็จราชการและเจ้าพระยาพระคลัง ที่สุดแล้วทางรัฐบาลไทยยอมให้นางเชี่ยวขึ้นศาลที่สถานกงสุลอเมริกันอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งศาลอเมริกาตัดสินว่านางเชี่ยวไม่ต้องถูกประหารชีวิต แต่จะถือว่าเป็นทางการว่านางเชี่ยวได้ตายไปแล้ว บุตรชายหญิงของนางเชี่ยวกับกัปตันสมิธทั้งสี่คนให้ถือว่าเป็นเด็กกำพร้าทั้งพ่อและแม่ ให้อยู่ในความดูแลของรัฐบาลอเมริกา ซึ่งทางรัฐบาลจะจัดหาครอบครัวอเมริกันที่ใจบุญให้ความช่วยเหลือและรับผิดชอบไป ส่วนนางเชี่ยวนั้น รัฐบาลอเมริกาทำการตกลงกับทางรัฐบาลไทยว่า ขอให้ติดคุกเป็นเวลาสามปี 

คดีความของนางเชี่ยวได้รับความสนใจอย่างมากในยุคนั้น โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินที่กัปตันสมิธทิ้งไว้ กล่าวกันว่าเป็นจำนวนเงินกว่า สามพันดอลล่าร์ แต่ก็ถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างทนายความกว่า หกร้อยดอลลาร์และจัดแบ่งไปเป็น ค่าใช้จ่ายในครอบครัวที่รับเลี้ยงดูบุตรชายหญิงแต่ละราย ๆ ไป ที่เหลืออยู่ก็เพียงไม่กี่มากน้อย"......



โดย เกริกฤทธิ ไทคูนธนภพ
ที่มา : เรื่องอื้อฉาวและคดีความในอดีต 











Create Date : 22 พฤษภาคม 2558
Last Update : 22 กันยายน 2560 15:43:00 น. 1 comments
Counter : 1192 Pageviews.

 



โดย: hathairat2011 วันที่: 14 มกราคม 2559 เวลา:14:27:37 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
hathairat2011
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]










Google

ขอบคุณที่แวะมา
อย่าลืมคอมเม้นท์นะจ้ะ

Flag Counter

ส่งอีเมล์

Facebook ของ Hathairat



New Comments
Friends' blogs
[Add hathairat2011's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.